ดันชุมชนพื้นที่ทุ่งมหาราชมีส่วนร่วม เสริมประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368793

news_default

ดันชุมชนพื้นที่ทุ่งมหาราชมีส่วนร่วม เสริมประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำ

วันจันทร์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายในการบริหารจัดการน้ำแบบชุมชนมีส่วนร่วม และการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ โดยพื้นที่ทุ่งมหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นทุ่งที่ต่ำสุดของภูมิภาคนี้ เมื่อฝนตกน้ำจะท่วมเป็นทะเล แต่ชาวบ้านมีความสามารถในการปรับตัวทำการเกษตรบนพื้นที่ 10,000 ไร่ ซึ่งข้าวที่ปลูกในพื้นที่นี้ มีความสูงถึง 6 เมตร และมีผลผลิตเพียงพอต่อการบริโภค สำหรับการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน ปัจจุบันพยายามจะจัดระบบการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ แต่ด้วยข้อจำกัดที่ต้องใช้งบประมาณมากกว่าพื้นที่อื่น จึงดำเนินการได้ล่าช้า

“การจะเข้าไปพัฒนาในพื้นที่ใดๆ ก็ตาม จะต้องสอดคล้องกับสภาพสังคมและวัฒนธรรมของพื้นที่นั้น ซึ่งเมื่อชาวบ้านปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ จะทำให้ลงทุนน้อยกว่า ทั้งนี้ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะบูรณาการการทำงานร่วมกันภายใต้ความต้องการของชาวบ้านเป็นหลัก ซึ่งจะต้องมีการสำรวจความต้องการ มีการรับฟังความคิดเห็น ทำความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ ตลอดจนวางแผนการดำเนินงานร่วมกัน” นายวิวัฒน์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ วางแนวทางในการพัฒนาทุ่งมหาราช ไว้ 2 ระยะ ได้แก่ แผนงานระยะเร่งด่วน ดำเนินงานโดยสำนักงานชลประทานที่ 10 ขณะนี้อยู่ระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ทั้งลักษณะสภาพภูมิประเทศ การบริหารจัดการน้ำ ระบบส่งน้ำ ระบบระบายน้ำ รวมทั้งสถิติการเพาะปลูกในพื้นที่ในโครงการที่ผ่านมา เพื่อใช้ในการวางแผนการพัฒนาในพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นที่ลุ่มต่ำมากๆ ซึ่งมีความจำเป็นที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วน ส่วนแผนในระยะยาว จะดำเนินการศึกษาโดยสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน เพื่อพิจารณาศึกษาพัฒนาพื้นที่ทุ่งมหาราชทั้งหมดอย่างเป็นระบบ และมีความสอดคล้องกับพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาในระยะต่อไป

ชายคาพระพิรุณ : 8 ตุลาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368788

586851

ชายคาพระพิรุณ : 8 ตุลาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

…สัปดาห์ที่ผ่านมา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมแนวทางดำเนินโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังนา ผ่าน VDO Conference และถ่ายทอดไปยังจังหวัดเป้าหมายทั้ง 33 จังหวัด ซึ่งการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นหลังการทำนาปรังปี 2561 โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561 เป็นต้นไป …โครงการดังกล่าวมีรัฐจัดมาตรการลดความเสี่ยงให้เกษตรกร ด้วยการจัดหาตลาดและประสานกับภาคเอกชนเข้ามาเจรจาซื้อสินค้าเกษตรล่วงหน้าด้วยราคาที่เป็นธรรม มีการประกันรายได้ขั้นต่ำของเกษตรกร การรับรองราคารับซื้อผลผลิตของภาคเอกชน การทำประกันภัยพืชผล และการสนับสนุนความรู้และเงินทุนหรือปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกร โดยเกษตรกรที่ร่วมโครงการสามารถขอกู้เงินจาก ธ.ก.ส. ในอัตราร้อยละ 0.01 ต่อปี วงเงินไร่ละ 2,000 บาท (ไม่เกิน 15 ไร่ต่อราย) และได้ประสานเอกชนให้มารับซื้อข้าวโพดอาหารสัตว์ตามคุณภาพในราคาไม่น้อยกว่าราคาขั้นต่ำที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด

นอกจากนี้ยังมีสนับสนุนเบี้ยประกันภัย 65 บาทต่อไร่ เมื่อได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติจะได้รับค่าชดเชยไร่ละ 1,500 บาท และรัฐได้กำหนดนโยบายให้สินเชื่อสถาบันเกษตรกร เพื่อเสริมสภาพคล่องในการรวบรวมและรับซื้อผลผลิตข้าวโพดจากเกษตรกร โดยให้กู้ผ่าน ธ.ก.ส. อัตราร้อยละ 1 ต่อปี เป้าหมายพื้นที่ดำเนินการ 33 จังหวัดในเขตภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ…สำหรับการขับเคลื่อนโครงการฯในส่วนของ กรมส่งเสริมการเกษตร นั้น นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีฯ บอกว่า ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้บันทึกผลการสำรวจความต้องการเบื้องต้นของเกษตรกร ข้อมูล ณ วันที่ 4 ตุลาคม 2561 เวลา 12.00 น. มีผู้สนใจ จำนวน 71,984 ราย พื้นที่ 653,316.75 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 147,871.25 ไร่ และ นอกเขตชลประทาน 505,445.50 ไร่ โดยจังหวัดที่มีพื้นที่เกษตรกรสนใจมากที่สุด 4 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก อุบลราชธานี และ นครสวรรค์ ตามลำดับ

“ขุนเกษตรา” มองว่าโครงการนี้โดยภาพรวม เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรสามารถมีพืชที่จะปลูกแล้วเป็นรายได้ดีกว่าปลูกข้าวและไม่ทำให้ปริมาณข้าวล้นตลาด อีกทั้งยังสามารถบริหารจัดการเรื่องน้ำได้อีกด้วย เนื่องจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชทางเลือกที่ใช้น้ำน้อยและตลาดมีความต้องการสูง แต่อยากให้ดำเนินการในพื้นที่ที่มีความพร้อม เกษตรกรมีความต้องการจริงๆ จะได้ไม่เกิดปัญหาตามมา ส่วนเกษตรกรก็ต้องศึกษาและเปิดใจรับการปรับเปลี่ยน หากทำเกษตรแบบเดิมแล้วความเป็นอยู่ไม่ดีขึ้น นโยบายรัฐอาจจะไม่ได้ดีที่สุดทุกนโยบาย แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายหากทุกฝ่ายร่วมมือกันจริงจังย่อมเกิดผลที่ดีตามมา อย่ามองแค่เรื่องละลายงบหรือเอื้อประโยชน์ให้ใครเพียงมุมเดียว หากแต่ทำแล้วเกษตรกรได้รัฐไม่เสียก็น่าทำ…

สุดท้ายฝากกิจกรรม กรมปศุสัตว์ ร่วมกับกรมอนามัย และสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ จัดงาน “วันไข่โลก 2561” (World Egg Day 2018) ในวันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม 2561 เวลา 09.00-16.00 น. ณ อาคาร 100 ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพฯ เพื่อรณรงค์เพิ่มการบริโภคไข่ไก่ ภายใต้แนวคิด “กินไข่ทุกวัน กินได้ทุกวัย” เพื่อสร้างความรับรู้ในวงกว้างให้คนไทยเห็นถึงคุณประโยชน์การบริโภคไข่ และเพิ่มการบริโภคไข่ไก่ของคนไทยให้เป็น 300 ฟอง/คน/ปี โดยไข่ไก่ถือเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่กรมปศุสัตว์กำกับมาตรฐานการผลิตตั้งแต่ที่ฟาร์ม มีการควบคุมดูแลทั้งเรื่องการใช้ยาปฏิชีวนะและสารตกค้างต่างๆ และมีกระบวนการรับรองผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ในชื่อ “ไข่ไก่ OK” ซึ่งมั่นใจได้ว่า ปลอดภัยต่อผู้บริโภค…คนไทยต้องบริโภคไข่ทุกวันนะครับ นอกจากได้อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการแล้ว ยังช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่อีกด้วย

ขุนเกษตรา

เดินหน้า‘การตลาดนำการผลิต’ l สหกรณ์วังชิ้นหนุนสมาชิกปลูกถั่วเหลืองหลังนาเสริมรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

news_default

เดินหน้า‘การตลาดนำการผลิต’ l สหกรณ์วังชิ้นหนุนสมาชิกปลูกถั่วเหลืองหลังนาเสริมรายได้

วันจันทร์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปัจจุบันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง ปี 2561/62 โดยสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่การปลูกข้าว ให้มาปลูกพืชชนิดอื่นๆ ที่ตลาดต้องการและให้ผลตอบแทนสูง เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พืชผัก และพืชตระกูลถั่ว เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยรัฐจะเข้ามาช่วยเหลือในการสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ การประสานภาคเอกชนในการเข้ามารับซื้อผลผลิต การกำหนดราคาขายที่เป็นธรรม และการจัดทำประกันภัยพืชผล โดยจะยึดแนวทางการบริหารจัดการด้านการตลาดสินค้าเกษตร ภายใต้แนวคิด “การตลาดนำการผลิต”

สหกรณ์การเกษตรวังชิ้น จำกัด จังหวัดแพร่ จึงได้วางแนวทางการส่งเสริมที่สอดรับกับนโยบายดังกล่าว ด้วยการส่งเสริมสมาชิกปลูกถั่วเหลือหลังนาเพื่อเสริมรายได้ โดย นายไพฑูรย์ มานะศักดิ์สกุล ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรวังชิ้น จำกัด เล่าว่า สำหรับการส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์ปลูกถั่วเหลืองในพื้นที่อำเภอวังชิ้นนั้น ช่วงแรกมีพื้นที่การเพาะปลูกถั่วเหลือง 500 ไร่ โดยสหกรณ์สร้างแรงจูงใจในการปลูกกับสมาชิกด้วยการประกันราคาผลผลิต รับซื้อในราคาเท่ากับราคาโรงงาน เช่น หากในขณะนั้นหน้าโรงงานรับซื้อถั่วเหลืองราคา 25 บาท สหกรณ์ก็จะรับซื้อถั่วเหลืองจากสมาชิกในราคา 25 บาท เช่นกัน จึงทำให้สมาชิกพึงพอใจและสนใจเข้าร่วมโครงการ

ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีพื้นที่ในการผลิตถั่วเหลืองประมาณ 1,000-2,000 ไร่ ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำในแต่ละปี จึงทำให้ผลผลิตที่ได้ในแต่ละปีไม่เท่ากัน ดังนั้น สหกรณ์ฯจึงได้ขอสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในวงเงินปลอดดอกเบี้ย 6 ล้านบาท มาให้สมาชิก เพื่อเป็นทุนในการขุดบ่อน้ำ จำนวน 50,000 บาทต่อ 1 บ่อ กำหนดส่งคืน 5 ปี เฉลี่ยปีละ
10,000 บาท ซึ่งบ่อน้ำที่ได้จะช่วยส่งเสริมการทำเกษตรในพืชชนิดอื่นๆให้กับสมาชิกด้วย นอกจากการส่งเสริมปลูกถั่วเหลืองแล้ว สหกรณ์ยังได้ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น เช่น การแฟโรบัสต้า ที่ปัจจุบันสามารถเก็บผลผลิตได้ 300 กว่าไร่แล้ว อีกทั้งยังมีข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ถั่วเขียว รวมถึงการเลี้ยงโคขุน และสุกร เป็นต้น

นอกจากนี้ยังได้ประสานไปยังบริษัท “พีบี วัลเล่ย์ จังหวัดเชียงราย” เพื่อส่งขายผลผลิตให้กับทางบริษัท โดยทางบริษัทได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ พร้อมทั้งควบคุมกระบวนการผลิตของสมาชิกเพื่อให้ได้มาตรฐาน GAP โดยถั่วเหลืองที่ทางบริษัทส่งเสริมให้ปลูกคือ พันธุ์เชียงใหม่ 60 ซึ่งมีจุดเด่นที่ค่าโปรตีนสูง และเมล็ดใหญ่ ส่วนเมล็ดที่ไม่ได้ขนาด หรือตกเกรด สหกรณ์ฯก็จะแปรรูปเข้าสู่โรงงานผลิตน้ำมันถั่วเหลือง หรือ น้ำเต้าหู้ต่อไป

รัฐบาลสร้าง Young Smart Farmer

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368819

news_default

รัฐบาลสร้าง Young Smart Farmer

วันอาทิตย์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 18.26 น.

รัฐบาลมีนโยบายในการดูแลลูกหลานของเกษตรกร โดยการพัฒนาและสร้าง “คนรุ่นใหม่” เข้าสู่ “เกษตรยุคใหม่”  ด้วยมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรผลิตเกษตรกรรุ่นใหม่หรือ Young  Smart Farmer (YSF) ให้เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี  การใช้เครื่องมือ การบริหารจัดการและขับเคลื่อนชุมชนให้เกิดการปรับเปลี่ยนที่ทันสถานการณ์และมีความทันสมัย โดยมุ่งหวังให้คนรุ่นใหม่จบภาคการเกษตรมีความรู้ความสามารถด้านวิชาการเกษตรแบบครบวงจร เพื่อจะได้มีความยั่งยืนในการประกอบอาชีพการเกษตร พึ่งพาตนได้และสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างเข้มแข็งสอดคล้องกับโมเดล Thailand 4.0 ของรัฐบาล

นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  กล่าวว่า ปัจจุบันมีแนวโน้มของคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นคนหนุ่มสาวไฟแรงมีแรงบันดาลใจในการเข้ามาทำอาชีพการเกษตรมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับกรมส่งเสริมการเกษตรที่ปัจจุบันได้ให้ความสำคัญในการสนับสนุนคนรุ่นใหม่เข้าสู่โครงการ Young  Smart Farmer หรือ YSF  เนื่องจากเห็นว่าเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่มีความทันสมัยและเท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบันให้เป็นไปตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ 20ปีของกระทรวงเกษตรฯ โดยวางเป้าหมายสร้างเครือข่าย YSF ทั้งประเทศให้ได้ไม่น้อยกว่า 58,520 รายจากปัจจุบันสามารถผลิตได้แล้ว 7,598 ราย ซึ่งต่อไปกรมจะผลักดันคนเหล่านี้ต่อยอดให้เป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ที่มีการบริหารจัดการการเกษตรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม สามารถพึ่งพาตนเองได้ และเป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่น

สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาเป็น YSF หลักๆจะต้องเป็นคนที่มีความรู้ในเรื่องที่จะทำ มีการจัดการผลิต /การตลาดใส่ใจคุณภาพ รับผิดชอบสังคม/สิ่งแวดล้อม และที่สำคัญจะต้องมีความภาคภูมิใจที่จะเป็นเกษตรกร  โดยจะมีการประเมินศักยภาพและต้องผ่านคุณสมบัติด้านรายได้ไม่ต่ำกว่า 180,000 บาท/ครัวเรือน/ปีและมีอายุระหว่าง 17-45ปี เมื่อผ่านคุณสมบัติแล้วกรมส่งเสริมการเกษตรก็จะมีหลักสูตรอบรมในแต่ละระดับ  คือ 1 เริ่มจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเกษตรกรรุ่นใหม่แต่ละรุ่น 2.มีการพัฒนากิจกรรมการเกษตรด้วยนวัตกรรม และบริการจัดการกิจกรรมด้วยระบบ internet of Things  (loT) 3. พัฒนาเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ รวมทั้งพัฒนาระบบธุรกิจเกษตรด้วยนวัตกรรรม Smart Farm Digital  Market 4.สินค้าเกษตรได้รับรองมาตรฐานสากลและยกระดับผู้ประกอบรุ่นใหม่สู่สากล

“ลลิดา  คำวิชัย”  YSF สระแก้ว  วัย 27ปีจากริมขอบชายแดน   ต.ทับพริก อ.อรัญญาประเทศ จ.สระแก้ว นับเป็นอีกต้นแบบความสำเร็จของนิยาม“เกษตรกรรุ่นใหม่”ที่วันนี้วิถีการเป็นอาชีพเกษตรกรรุ่นใหม่ของเธอมีรูปธรรมที่ชัดเจนทั้งแนวคิดและการลงมือกระทำ  “สลิดา”ทิ้งเงินเดือนครึ่งแสนจากการเป็นพนักงานแบงค์ ผันชีวิตสู่ชีวิตเกษตรกรโดยเนรมิตฟาร์ม “ณ.ไร่ ชายแดน”

“สำหรับแรงบันดาลใจในการหันมาทำอาชีพเกษตรกร  เกิดจากมีความฝันอยากทำฟาร์มของตัวเองด้วยการพลิกฝืนพื้นดินเกษตรของครอบครัวจำนวน  35ไร่ซึ่งเดิมทำเกษตรเชิงเดี่ยวและมีปัญหาขาดแคลนน้ำ ผลผลิตตกต่ำมาอย่างตลอด โดยการปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ทำใหม่ ด้วยกันหันมาปลูกพืชแบบใช้น้ำน้อยนั่นคือการปลูกมะม่วงแก้วขมิ้นเนื่องจากเห็นว่าเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศและปลูกให้ผลผลิตดีในพื้นที่สระแก้ว ซึ่งตนเองได้เปรียบเพราะสามารถอ่าน ออกเขียนหลายภาษาทั้งภาษาอังกฤษและภาษากัมพูชาทำให้ง่ายในการเข้าไปบุกเบิกตลาดทั้งภายในและต่างประเทศได้เอง

“ลลิดา” เล่าวด้วยว่า จากนั้นต่อยอดด้วยการเลี้ยงหมูหลุมแบบอินทรีย์ตามด้วยเลี้ยงไส้เดือนคอนโด  ทำเป็นปุ๋ยภายใต้แบรนด์ “ไอเดือน” โดยการรวมกลุ่มกับคนในชุมชนกว่า 40 ครอบครัวในการรวมตัวการผลิตและรวมตัวกันขายโดยมีตลาดหลักในประเทศกัมพูชา นอกจากนั้นยังได้แปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์เองส่งขายตามร้านในท้องถิ่นสร้างรายได้เป็นอย่างเป็นดี และยังร่วมกับคนในชุมชนต่อยอดการตลาดด้วยการเปิด”สวนเรียนรู้ด้านการเกษตรแบบพอเพียง” เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกทางหนึ่งด้วย  เพื่อเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมขบวนการผลิต แปรรูปในฟาร์ม

“ลลิดา”  กล่าวว่าหลักสำคัญของการเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่นั้น จะต้องรู้จักนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาด  มีความรู้ในการประกอบอาชีพด้านการเกษตรอย่างครบถ้วน ทันต่อสถานการณ์และสภาวการณ์ ปัจจุบันจังหวัดสระแก้วมี”  Young  Smart Farmer  ทั้งหมด 5 รุ่น จำนวน 150 คน รุ่นละ 30 คน เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง และมีการตั้ง “ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่” ขึ้นมาช่วยทำให้เกษตรกรรุ่นใหม่ๆ สามารถก้าวเดินแบบก้าวกระโดดที่สาม สี่ ห้า และหก ได้ทันที เป็นการต่อยอดและการเข้าถึงโอกาสในความสำเร็จได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นที่นับหนึ่งใหม่กันทุกคน

“ลลิดา” กล่าวย้ำด้วยว่าด้วยว่า ในอนาคตการทำกาเกษตรจะอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน  จะต้องทำในรูปแบบการตลาดนำการผลิต เน้นการต่อยอดผลิตภัณฑ์ในชุมชน ทำให้คนในชุมชนมีรายได้เพิ่ม ที่สำคัญคือเกษตรกรุ่นใหม่และการพัฒนาชุมชนจะต้องเดินไปควบคู่กัน โดยตนมีความมุ่งมั่นเป็นแบบอย่างงหรือไอดอลให้คนรุ่นใหม่ที่คิดจะก้าวมาสู่อาชีพเกษตรกร  เพื่อให้ค่าว่าเกษตรกรมีคุณค่า ทำให้คนรุ่นหลังเห็นว่าการเกษตรเป็นหัวใจหลัก ที่เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตร อาหารที่ยั่งยืนของมนุษย์ ฉะนั้นทำการต่อยอดแค่ว่าให้การตลาดนำการผลิตเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่ยั่งยืนด้วยการกล้าคิด กล้าทำ กล้าลองและมีความมุ่งมั่นในเป้าหมายในการก้าวสู่อาชีพเกษตรรุ่นใหม่

“Young  Smart Farmer”   จึงถือเป็นพลังสำคัญของภาคเกษตรไทยที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาภาคเกษตรไปสู่ความทันสมัยและทันเหตุการณ์ภายใต้การนวัติกรรมใหม่ๆ คิดค้นใหม่ๆ   มีแนวคิดที่แตกต่าง มีองค์ความรู้ที่หลากหลายเพื่อพัฒนาภาคเกษตรไทยไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืน

‘มิลค์บอร์ด’จ่อเคาะโควตาส่ง‘นมโรงเรียน’ ยันไร้วิ่งเต้น เร่งรื้อโครงสร้างให้ทัน1เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368521

news_default

‘มิลค์บอร์ด’จ่อเคาะโควตาส่ง‘นมโรงเรียน’ ยันไร้วิ่งเต้น เร่งรื้อโครงสร้างให้ทัน1เดือน

วันศุกร์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 18.05 น.

“มิลค์บอร์ด” จ่อเคาะโควตาส่งนมโรงเรียน 19 ต.ค.นี้ รับเปิดเรียนเทอม2/61 ทันเด็กนักเรียน 7.45 ล้านคนได้กิน ยันไม่มีใครวิ่งเต้นขอโควตา พร้อมรื้อโครงสร้างนมโรงเรียนให้เสร็จภายใน1 เดือน ลดหน้าที่ “มิลค์บอร์ด” เป็นผู้คุมกฏ ไม่ใช่ลงเป็นผู้เล่นเองเหมือนปัจจุบัน

5 ต.ค.61 นายสัตวแพทย์ (น.สพ.) สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (มิลค์บอร์ด) ว่า จะประกาศหลักเกณฑ์ผู้ประกอบการเข้าจัดสรรสิทธิ (โควตา) โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน เทอม2/2561 ในวันที่ 8 ต.ค.นี้ โดยเปิดรับสมัคร วันที่ 11-17 ต.ค. จากนั้นวันที่ 19 ต.ค. จะจัดสรรโควตาและพื้นที่ส่งนม ซึ่งเป็นตามข้อสั่งการของนายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ และปลัดกระทรวงเกษตรฯ ที่ให้เทอมนี้ยึดแนวทางเทอม 1 ที่มีผู้ประกอบการ 62 ราย แต่จะอุดช่องโหว่ให้มากที่สุด โดยเฉพาะการทำเอ็มโอยูกับผู้ประกอบการ รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร ปริมาณ 3,450 ตันต่อวัน มีน้ำนมเพิ่มจากปีก่อน 3,370 ตัน เข้าสู่ระบบนมโรงเรียน 1,170 ตันต่อวัน ส่วนนมที่เหลือไปเป็นนมพาณิชย์ สำหรับเด็กนักเรียนบริโภคนม 260 วัน จำนวน 7.45 ล้านคนทั่วประเทศ รัฐจ่ายให้ 7 บาทต่อคน ใช้งบประมาณปีละ 1.4 หมื่นล้านบาท

ส่วนกรณีกลุ่มเกษตรกร ฟ้องร้องตำรวจกองปราบปราม ถึงปัญหาทุจริตไซฟ่อนนม ศูนย์รวบรวมนมทำตัวเลขนมเท็จ เอ็มโอยูลมนั้น น.สพ.สรวิศ กล่าวว่า ก่อนจัดสรรโควตา จะตรวจสอบประวัติผู้ประกอบการทุกราย ยืนยันว่าถ้าไม่มีคุณสมบัติจะเข้าโครงการไม่ได้ ดังนั้นไม่ต้องมาวิ่งเต้น ในการจัดสรรโควตารอบนี้ รมว.เกษตรฯสั่งให้เพิ่มหลักเกณฑ์ตรวจสอบเอ็มโอยูซื้อน้ำนมดิบกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ กับสัญญาซื้อขายนม ใบเสียภาษี ตรงกับปริมาณนมที่ส่งโรงเรียน หรือไม่ด้วย ซึ่งปัญหาไซฟ่อนนมต้องรอกองปราบปราม หากผิดจะจัดการไม่ให้เข้าโครงการนมโรงเรียน พร้อมกับตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ในกรณีนมเสีย นมบูด หากพบเอานมผงมาทำตัดสิทธิตลอดชีพ

น.สพ.สรวิศ กล่าวอีกว่า นายกฤษฏา ยังได้สั่งการให้ทำแผนปฏิรูปโครงสร้างนมโรงเรียนทั้งระบบให้เสร็จภายใน 1 เดือนนี้ เพื่อนำเสนอเห็นชอบจาก ครม.ต่อไป โดยจะเปลี่ยนแปลงการทำหน้าที่ของมิลค์บอร์ด ต้องทำหน้าที่เป็นผู้คุมกฏ เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่เป็นผู้เล่นเอง รวมทั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมฯ (อสค.) ที่ได้โควตาส่งนมโรงเรียนด้วย เท่ากับเป็นผู้มีส่วนได้เสีย จะต้องปรับเปลี่ยนออกจากการทำหน้าที่เลขาฯมิลค์บอร์ด และเลขาฯคณะอนุกรรมการบริหารนมโรงเรียน เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และการผูกขาดโควตานมโรงเรียน

อีกทั้งการทำหลักเกณฑ์นมโรงเรียนจะต้องคงที่ ไม่เปลี่ยนไปมาทุกเทอมเหมือนปัจจุบัน ที่ส่งผลกระทบรายย่อยอยู่ไม่ได้ โดยในอนาคตจะกระจายให้ 6 ภูมิภาค ไปดำเนินการกันเอง ก็จะประหยัดเรื่องค่าขนส่ง และมีการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม

ส่วนนมผสมฟูลออไรส์ในเทอมนี้ไม่มีในนมโรงเรียน แต่ในเรื่องกล่องนมเปล่าสั่งทำมาแล้วที่ยังเหลืออยู่ จะให้ติดสติกเกอร์นมปกติทับไป ขณะนี้ลงไปดูกล่องเปล่าเหลือจริงๆเท่าไร ให้อสค.ไปตรวจสอบในจังหวัดเดิม 20 จังหวัด เพื่อช่วยลดผลกระทบผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบการคืนโควตานำเข้านมผงขาดมันเนย ปี2561 ของผู้ประกอบการ 4 รายจำนวน 2.8 พันตัน และให้โควตาดังกล่าวกับเอกชนที่ต้องการนำเข้าเพิ่มเติม จำนวน 23 รายซึ่งในจำนวนนี้ได้รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรด้วย พร้อมกับเห็นชอบการเปิดโควตานำเข้านมผง ปี61/62 ตามพิธีสารเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย ที่จะต้องปรับเพิ่มปริมาณนำเข้าจากเดิม 3.1 พันตันต่อปีเป็น 3.3 พันตันต่อปี อีกทั้งมีการขออนุมัติเปิดโควตา นำเข้านมผงขาดมันเนยปีนี้ เพิ่มเติมในปริมาณ 5,795 ตัน ในอัตราภาษีร้อยละ5 โดยจะต้องนำเข้าให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ธ.ค.61 ซึ่งจะเสนอครม.เพื่ออนุมัติต่อไป โดยผู้ประกอบการ ที่ขอนำเข้าเพิ่มเพราะตลาดขยายตัวขึ้นต้องการใช้ผลิตภัณฑ์นมผงขาดมันเนยมากขึ้น

น.สพ.สรวิศ กล่าวว่า สำหรับหลักเกณฑ์ การจัดสรรโควตานำเข้านมผงขาดมันเนยปี62 และครีมเครื่องดื่มปรุงแต่งปี62 ได้จัดสรรรายเดิมที่เคยนำเข้า ใช้วิธีการยื่นขอนำเข้าจนกว่าจะครบปริมาณ โดยยื่นหลักฐานประกอบกับกรมการค้าต่างประเทศ โดยนำเข้าช่วงวันที่1 ม.ค.-31 ธ.ค.62 ทั้งนี้เอกชนได้ตอบรับหลักเกณฑ์ดังกล่าวเพราะชัดเจนกว่าทุกปีและเป็นธรรม มีที่มาที่ไป ทั้งกลุ่ม1 และกลุ่ม2 ได้ทำสัญญาเข้าไปซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร ซึ่งจะรองรับการเปิดเขตการค้าเสรีในปี 68 นี้ได้อย่างเข้มแข็งขึ้น

เกษตรฯเตรียมพร้อมจัดมหกรรมวันดินโลก2561ทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368489

news_default

เกษตรฯเตรียมพร้อมจัดมหกรรมวันดินโลก2561ทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 16.16 น.

เกษตรฯเตรียมพร้อมจัดมหกรรมวันดินโลก2561ทั่วประเทศ เชิญชวนประชาชนร่วมปลูกปอเทืองให้บานสะพรั่งพร้อมกัน ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร 5 ธ.ค.61

5 ต.ค.61 นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการวันดินโลก ครั้งที่ 4/2561 เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานวันดินโลก ปี 2561 ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ตามที่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO และองค์การสหประชาชาติ หรือ UN ได้ให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานวันดินโลก ในวันที่ 5 ธันวาคม 2561 เพื่อสืบสานศาสตร์พระราชา และรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนาดิน

พร้อมทั้งได้กำหนดให้มีพิธีมอบรางวัล วันดินโลก (World Soil Day Award) เพื่อมอบให้แก่ผู้ที่มีผลงานและกิจกรรมที่เป็นประจักษ์ ในการส่งเสริมและสร้างความตระหนักด้านการจัดการทรัพยากรดินเพื่อความมั่นคงอาหารโลกอย่างยั่งยืน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมผลักดันวันดินโลก ร่วมกับสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย และ  FAO จนประสบความสำเร็จ

โดยในปีนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายให้จัดกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการสร้างการรับรู้และตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดินอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยในเดือน ธ.ค.61 กำหนดให้มีการจัดกิจกรรมตลอดทั้งเดือน และกำหนดการจัดมหกรรมวันดินโลกอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 5 – 7 ธ.ค.61 ณ พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหัวข้อ “น้อมนำศาสตร์พระราชา พัฒนาที่ดินอย่างยั่งยืน คืนชีวิตให้แก่ดิน คืนความสุขให้แก่เรา” ผ่านนิทรรศการจากหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคีเครือข่าย รวมทั้งจัดกิจกรรม ณ ศาลากลางหรือสถานที่ที่แต่ละจังหวัดเห็นสมควร และเป็นการดำเนินงานร่วมกันจากหลายภาคส่วนทั้งหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนราชการต่างๆ และภาคเอกชน พร้อมเชิญหน่วยงานต่างประเทศร่วมงานวันดินโลก ได้แก่ คณะทูตานุทูต 70 ประเทศ สมาชิก ASP 23 ประเทศ ASEAN 9 ประเทศ

โดยในเดือน ต.ค.ได้กำหนดจัดกิจกรรมปลูกปอเทืองขับเคลื่อนงานวันดินโลก 5 ธ.ค.61 และรณรงค์ปลูกปอเทืองเพื่อให้บานสะพรั่งในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยจะดำเนินการในพื้นที่ 329 แห่ง ทั่วประเทศ เป้าหมายจำนวน 26,376 ไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ปอเทืองทั้งสิ้น 133 ตัน ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินได้จัดส่งเมล็ดพันธุ์ให้กับสถานีพัฒนาที่ดินทุกแห่งเรียบร้อยแล้ว ผู้ที่สนใจสามารถแจ้งความจำนงขอรับเมล็ดพันธุ์ได้ฟรีที่สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด ภายในวันที่ 8 ต.ค.61 ทั้งนี้ ปอเทืองจะออกดอกภายใน 45 – 55 วันหลังหว่าน หากต้องการให้ดอกบานในช่วง 5 ธ.ค.จะต้องหว่านเมล็ดพันธุ์ภายในวันที่ 15 ต.ค.61

อย่างไรก็ตาม การจัดงานวันดินโลกปีนี้เน้นการแสดงผลความสำเร็จของการน้อมนำศาสตร์พระราชาด้านการจัดการดินมาต่อยอด เพื่อสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรดิน น้ำ นำไปสู่ความมั่นคงทางอาหาร และการขจัดความอดอยากหิวโหย โดยการบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงานในคณะกรรมการงานวันดินโลกดำเนินกิจกรรมทั่วประเทศ เพื่อมุ่งเน้นการสร้างการรับรู้ และการมีส่วนร่วมทั้งภาคการศึกษา ศาสนา ภาครัฐ เอกชน องค์กรต่างประเทศ ชุมชน และประชาชน

‘ลักษณ์’เยี่ยมชมการดำเนินงานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนปศุสัตว์จ.เพชรบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368462

‘ลักษณ์’เยี่ยมชมการดำเนินงานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนปศุสัตว์จ.เพชรบุรี

วันศุกร์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 15.08 น.

“ลักษณ์” เยี่ยมชมการดำเนินงานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรี มีการรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง พร้อมพัฒนาโคเนื้อแบบครบวงจร สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและมีเอกลักษณ์ของจังหวัดเพชรบุรี

5 ต.ค.61 นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรฯเปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรี ณ ต.สมอพลือ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี และกลุ่มแปรรูปอาหารฮาลาล บ้านท่าแร้ง ต.ท่าแร้ง อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ว่า เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนปศุสัตว์เพชรบุรี ก่อตั้งขึ้นโดยได้รับงบประมาณจากกรมปศุสัตว์ในกิจกรรมการพัฒนาระบบการเลี้ยงโคเนื้อ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรมีการรวมตัวกันทำกิจกรรมแบบมีส่วนร่วม มีความเข้มแข็ง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทักษะและประสบการณ์ด้านโคเนื้อให้เกิดความเชื่อมโยงอย่างครบวงจร เนื่องจากโคเนื้อจัดเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดเพชรบุรี นำไปสู่การพัฒนาโคเนื้อแบบครบวงจร ทั้งต้นทาง (โคพ่อแม่พันธุ์) กลางทาง (โคขุน) และปลายทาง เป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อโค ที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้นและมีเอกลักษณ์ของจังหวัดเพชรบุรี

นอกจากนี้ วิสาหกิจชุมชนปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรี ยังได้มีการเชื่อมโยงกับวิสาหกิจชุมอื่นต่าง ๆ เช่น การนำเนื้อโคขุนคุณภาพมาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นเมนูต่างๆ เช่น มัสมั่น กุรุหม่า และตุ๋นยาจีน เป็นต้น ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว สามารถสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกในชุมชนได้เป็นอย่างดีโดยในปี 2560 มีผลผลิตทางด้านปศุสัตว์ของจังหวัดเพชรบุรี มีมูลค่าประมาณ 3,402 ล้านบาท การเลี้ยงปศุสัตว์ที่เป็นรายได้สำคัญ คือ การเลี้ยงโคเนื้อ สุกร โคนม ไก่เนื้อ เป็ดไข่ และไก่พื้นเมือง

โดยเป็นการเลี้ยงทั้งในรูปแบบรายย่อยและในรูปแบบฟาร์ม มีพื้นที่เลี้ยงที่สำคัญ ได้แก่ 1) โคเนื้อ มีการเลี้ยงทั่วไปในทุกอำเภอ ประกอบด้วย การเลี้ยงโคเนื้อพันธุ์ลูกผสมและโคพื้นเมือง โดยมีการเลี้ยงโคเนื้อมากที่สุดในพื้นที่อำเภอบ้านลาด 2) โคนม มีการเลี้ยงในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อ.ชะอำ อ.แก่งกระจาน อ.เมืองเพชรบุรี และ อ.ท่ายาง ตามลำดับ 3) สุกร มีการเลี้ยงทั่วไปในทุกอำเภอ โดยมีการเลี้ยงสุกรมากที่สุดในอำเภอชะอำ

4) แพะ มีการเลี้ยงในทุกพื้นที่ โดยพื้นที่ที่มีการเลี้ยงแพะมากที่สุด คือ อ.ชะอำ อ.แก่งกระจาน และ อ.ท่ายาง ตามลำดับ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงแพะเนื้อและแพะพื้นเมืองพันธุ์บอร์พันธุ์แองโกลนูเบียนและพันธุ์ผสม และ 5) สัตว์ปีก มีการเลี้ยงทั่วไปในทุกอำเภอ ส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงไก่พื้นเมืองและไก่เนื้อ ซึ่งมีฟาร์มไก่เนื้อมาตรฐานจำนวน 52 ฟาร์ม และการเลี้ยงไก่ไข่ มีฟาร์มไก่ไข่มาตรฐานจำนวน 41 ฟาร์ม

สกัด‘โรคใบด่าง’ลามเข้าประเทศ เกษตรฯประเดิมงัดมาตรการฉุกเฉินสั่งทำลายไร่มัน64ไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368280

news_default

สกัด‘โรคใบด่าง’ลามเข้าประเทศ เกษตรฯประเดิมงัดมาตรการฉุกเฉินสั่งทำลายไร่มัน64ไร่

วันศุกร์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมได้รับการแจ้งเตือนพบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังใน จ.รัตนะคีรี และ อ.ตะเบียงปราสาท จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ใกล้จุดผ่านแดนถาวรด่านช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ดังนั้นเพื่อเป็นการเฝ้าระวังและป้องกันไม่ให้เข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทย จึงได้สั่งการให้ด่านตรวจพืชตามแนวชายแดน เพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบการนำเข้ามันสำปะหลังบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมกับจัดทำมาตรการด้านวิชาการ ด้านกฎหมาย และแผนปฏิบัติการฉุกเฉินเตรียมไว้ในกรณีหากเกิดการแพร่ระบาดในประเทศไทย

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวต่อว่า ในช่วงปี 2558-2560 จากผลการดำเนินการสำรวจและเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลังในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ 50 จังหวัด ไม่พบการระบาดของโรคในประเทศไทยแต่อย่างใด แต่ในเดือนสิงหาคม 2561 พบต้นมันสำปะหลังแสดงอาการใบด่างต้องสงสัยในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ และ อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ รวม 68 ไร่ กรมวิชาการเกษตร จึงได้ดำเนินการทำลายแปลงมันสำปะหลังที่พบอาการต้องสงสัยทั้งหมด ตามแผนปฏิบัติการฉุกเฉินที่กำหนดไว้ โดยการถอนและขุดหลุมฝังต้นมันสำปะหลัง พร้อมราดด้วยสารกำจัดวัชพืชก่อนฝังกลบ

โรคใบด่างมันสำปะหลังเป็นโรคที่มีความสำคัญ ทำให้ผลผลิตเสียหาย80-100% และสามารถเข้าทำลายมันสำปะหลังได้ทุกระยะการเจริญเติบโต โดยเชื้อไวรัสสาเหตุโรคใบด่างสามารถติดมากับท่อนพันธุ์และมีแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นแมลงพาหะ จึงทำให้มีความเสี่ยงที่เชื้อไวรัสนี้จะแพร่เข้ามาในประเทศไทยได้ จึงมีความจำเป็นต้องเฝ้าระวัง ไม่ให้เข้ามาทำความเสียหายให้กับผลผลิตของเกษตรกร

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของโฆษณา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368278

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของโฆษณา

วันศุกร์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากเรื่องราวที่มีการเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยกเลิกการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช และศัตรูพืช 3 ชนิด ที่มีการอ้างว่าเป็นสารเคมีที่มีความเสี่ยงสูง ดังที่เป็นข่าวต่อเนื่องมาโดยตลอด ทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฤษฎา บุญราช มองเลยไปถึงการจำกัดการโฆษณา หรือจำกัดการทำตลาดของสินค้าประเภทสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชเลยทีเดียว โดยบอกว่าจะขอพิจารณาดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อน

คำว่า “โฆษณา” ของท่านรัฐมนตรี ท่านอยากจะให้มีการห้ามโฆษณาตามร้านค้า เหมือนเหล้า และบุหรี่…

ตาม พ.ร.บ. วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2551) ไม่มีเรื่องของการโฆษณาในลักษณะแบบที่ท่านว่ามา มีแต่เรื่องราวของฉลากที่ดูเหมือนจะใกล้เคียงที่สุด

มาตรา 82 ผู้ใดโดยเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแหล่งกำเนิด สภาพคุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่นอันเกี่ยวกับวัตถุอันตราย ไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่นทำหรือ ใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือข้อความที่รู้ หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ

ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง กระทำผิดซ้ำอีกภายใน 6 เดือนนับแต่วันกระทำความผิดครั้งก่อน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท

มาตรา 83 ผู้ใดขายวัตถุอันตราย โดยไม่มีฉลาก หรือมีฉลาก แต่ฉลาก หรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง หรือขายวัตถุอันตรายที่มีฉลากที่คณะกรรมการสั่งเลิกใช้ หรือให้แก้ไขตามมาตรา 50 ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำของผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ยังมี มาตรา 84 ที่เกี่ยวข้องกับผู้รับจ้างทำฉลากที่ไม่ถูกต้อง หรือรับจ้างทำลายส่วนอันเป็นสาระสำคัญของฉลากที่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ได้รับโทษเช่นเดียวกัน

ถ้าจะพูดถึงการโฆษณา เรื่องของฉลากคงเป็นเพียงส่วนเล็ก ที่สำคัญกว่าฉลาก คือ ผู้จำหน่ายปลีก คือ ร้านค้า หรือร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิต ที่มักจะเป็นผู้ให้คำแนะนำเกษตรกรว่าควรใช้สารเคมีชนิดใดในการป้องกันกำจัดวัชพืช หรือศัตรูพืชชนิดนั้นๆ และถ้าเกษตรกรใช้ได้ผลดีตามที่ต้องการก็จะใช้ต่อ และบอกต่อๆ กันไป ไม่ต้องเสียงบประมาณในการโฆษณาแต่อย่างใด

ส่วนการโฆษณาของบริษัทผู้ผลิต หรือ ตัวแทนจำหน่าย ส่วนใหญ่จะใช้สื่อสิ่งพิมพ์ หรือรายการวิทยุที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร และเซลล์แมน ที่เข้าไปหาร้านค้า และเกษตรกรแบบตัวต่อตัว อาจจะใช้วาทศิลป์โน้มน้าว หรือ มีสินค้าให้ทดลองใช้ เมื่อได้ผลดีเกษตรกรก็จะหาซื้อมาใช้ต่อ แต่ถ้าไม่ดีเกษตรกรก็จะกลับพึ่งคำแนะนำของร้านค้า

รัฐมนตรีฯ กฤษฎา บุญราช บอกว่าในเบื้องต้น กระทรวงเกษตรฯ จะจัดอบรมผู้ค้าและเกษตรกร พร้อมสร้างการรับรู้เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ ….

เรื่องจัดอบรมผู้ค้า กรมวิชาการเกษตรต้องจัดอบรมอยู่แล้ว ร้านค้าที่จะได้รับใบอนุญาตให้จำหน่ายสารเคมีทางการเกษตร หรือ ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรอื่นๆ ได้ เจ้าของร้านต้องผ่านการอบรมให้มีความรู้เกี่ยวกับวัตถุอันตรายทางการเกษตร ปุ๋ยเคมี เมล็ดพันธุ์ และ พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้อง

ส่วนการอบรมเกษตรกรนี่สิ…งานใหญ่ ให้ใครทำ…งบไทยนิยมยั่งยืนก็ใช้หมดไปแล้ว….

อันที่จริง สารเคมีทางการเกษตร หรือ วัตถุอันตรายทางการเกษตร ไม่ได้มีการโฆษณาแบบโหมกระหน่ำอะไรนักหนา ผิดกับปุ๋ยเคมี ที่มีหลายบริษัท โฆษณาแข่งกันทางโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์

โดยเฉพาะทางโทรทัศน์ ต้องชมผู้สร้างสรรค์ภาพยนตร์โฆษณา ที่สามารถจะตีความการทำงานของปุ๋ยเคมีออกมาเป็นภาพตลกๆ ที่สามารถจดจำได้ แต่ภาพเหล่านั้นก็ดูจะเหลือเชื่อว่าปุ๋ยเคมีจะสามารถทำได้ขนาดนั้น แต่เมื่อเป็นโฆษณา และผ่านการตรวจสอบแล้วว่าเผยแพร่ได้ก็ไม่ว่ากัน…..ดูกันได้เพลินๆ…

นอกจากนี้ การตั้งชื่อปุ๋ยของบางบริษัทที่ดูจะเกินจริงก็มีอยู่ไม่น้อย…คงต้องฝากกรมวิชาการเกษตร ของอธิบดี เสริมสุข สลักเพ็ชร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมี ไว้ด้วยว่าสมควรจะปล่อยให้ผู้ผลิตตั้งชื่อแบบชี้นำหรืออวดสรรพคุณแบบนั้นหรือไม่ และฝากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ดูแลเรื่องการโฆษณาเกินจริงไว้ด้วยเช่นกัน

แว่นขยาย

เพิ่มปฏิบัติการ‘ฝนหลวง’เติมน้ำ104เขื่อน กู้วิกฤติฝนทิ้งช่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368316

news_default

เพิ่มปฏิบัติการ‘ฝนหลวง’เติมน้ำ104เขื่อน กู้วิกฤติฝนทิ้งช่วง

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 18.21 น.

เพิ่มปฏิบัติการ‘ฝนหลวง’เติมน้ำ104เขื่อน กู้วิกฤติฝนทิ้งช่วง

4 ต.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจติดตามผลการปฏิบัติการเติมน้ำในเขื่อนและสถานการณ์ฝนทิ้งช่วง โดยมีนายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ ณ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงนครราชสีมา กองบิน 1 อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

นายวิวัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์การขาดแคลนน้ำจากภาวะฝนทิ้งช่วงในพื้นที่การเกษตรนอกเขตชลประทานเริ่มได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง อีกทั้งได้รับแจ้งจากเกษตรกรและอาสาสมัครฝนหลวงที่มีการร้องขอฝนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตระหนักถึงผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว รวมถึงมีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อน จึงได้มอบแนวทางการดำเนินงานเติมน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ โดยกำชับให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเร่งปฏิบัติการเติมน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำต่างๆ ให้ได้มากที่สุด และทำฝนเพื่อหล่อเลี้ยงพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ พร้อมทั้งให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักบินฝนหลวง และเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ให้ปฏิบัติหน้าที่ในทุกภารกิจด้วยความตั้งใจอย่างเต็มความสามารถ

ด้านนายสุรสีห์ กล่าวว่า ตั้งแต่เริ่มตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง เมื่อวันที่ 1 มีนาคม – 2 ตุลาคม 2561 ได้ขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 202 วัน มีวันฝนตกจากการปฏิบัติการฝนหลวงคิดเป็นร้อยละ 95.24 ขึ้นปฏิบัติงานจำนวน 3,816 เที่ยวบิน (5,613:50 ชั่วโมงบิน) ปริมาณการใช้สารฝนหลวง 3,211.43 ตัน พลุซิลเวอร์ไอโอไดด์สำหรับภารกิจปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 1,809 นัด พลุแคลเซียมคลอไรด์สำหรับภารกิจปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 74 นัด จังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 58 จังหวัด

สำหรับปฏิบัติการเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำต่างๆ ขณะนี้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้จัดทำแผนการคาดการณ์ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อน/อ่างเก็บน้ำจากการปฏิบัติการฝนหลวง ในช่วงระหว่างวันที่ 20 กันยายน – 31 ตุลาคม 2561 เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ขาดแคลนน้ำและเพิ่มปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนและอ่างเก็บน้ำต่างๆ จำนวน 15 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา อ่างเก็บน้ำแม่มอก อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำลาด อ่างเก็บน้ำคลองโพธิ์ อ่างเก็บน้ำทับเสลา เขื่อนกระเสียว เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำนางรอง เขื่อนลำแซะ เขื่อนลำมูลบน เขื่อนลำปลายมาศ เขื่อนลำพระเพลิง อ่างเก็บน้ำห้วยยาง และอ่างเก็บน้ำห้วยตะเคียน โดยมีเป้าหมายเพิ่มปริมาณน้ำทั้งสิ้น 150 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ จากการปฏิบัติการเพื่อเติมน้ำในเขื่อน/อ่างเก็บน้ำ ระหว่างวันที่ 20 กันยายน – 2 ตุลาคม 2561 สามารถเพิ่มปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อน/อ่างเก็บน้ำต่างๆ แล้ว รวมทั้งสิ้น 57.571 ล้าน ลบ.ม.

นายสุรสีห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ล่าสุดกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้รับการประสานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำให้กับเขื่อน/อ่างเก็บน้ำต่างๆ ในหลายพื้นที่ จากพื้นที่เป้าหมายเดิมจำนวน 15 แห่ง เป็นจำนวน 104 แห่งทั่วประเทศ จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ปรับแผนการปฏิบัติการฝนหลวง โดยยังคงให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงทั้ง 9 หน่วย ประกอบด้วย หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก กาญจนบุรี ลพบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี สุรินทร์ และสระแก้ว ตั้งหน่วยเพื่อเตรียมความพร้อมติดตามสถานการณ์และสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดทุกวัน เพื่อติดตามความต้องการน้ำและดูแลพื้นที่การเกษตรทั้ง 4 ภาคที่ยังได้รับปริมาณน้ำไม่เพียงพอ รวมทั้งเพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บให้กับเขื่อน/อ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่ยังมีปริมาณน้ำน้อย

ทั้งนี้ จากการปฏิบัติการเพื่อเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำ ระหว่างวันที่ 20 กันยายน – 2 ตุลาคม 2561 สามารถปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำต่างๆ แบ่งเป็น อ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 เทียบกับระดับน้ำเก็บกักของอ่าง จำนวน 11 แห่ง รวมทั้งสิ้น 2.537 ล้าน ลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 30-60 เทียบกับระดับน้ำเก็บกักของอ่าง จำนวน 23 แห่ง รวมทั้งสิ้น 4.500 ล้าน ลบ.ม.