ยก ‘ทุ่งมหาราช’ กรุงเก่าเป็นต้นแบบทำนาสารพัด ดึงเกษตรกรบูรณาการกับภาครัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368294

ยก ‘ทุ่งมหาราช’ กรุงเก่าเป็นต้นแบบทำนาสารพัด ดึงเกษตรกรบูรณาการกับภาครัฐ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 17.23 น.

4 ต.ค.61 ที่วัดอุโลม อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตรวจติดตามผลการดำเนินงานด้านการเกษตรของหน่วยงานในสังกัด พร้อมชี้แจงแนวทางการบูรณาการร่วมกันแก้ไขปัญหาการเพาะปลูกภายในเขตพื้นที่ทุ่งมหาราช

นายวิวัฒน์ กล่าวว่า พื้นที่ทุ่งมหาราช ถือเป็นเขตพื้นที่ลุ่มต่ำที่สุดของภูมิภาค หากฝนตกหนักน้ำจะท่วมขังเป็นประจำ ทำให้การเพาะปลูกได้ผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร ประกอบกับ ค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือค่อนข้างสูงและมักเกิดความล่าช้า กลายเป็นปัญหามากว่า 60 ปี ดังนั้น จึงจำเป็นต้องบูรณาการจัดระบบชลประทาน และระบบการเพาะปลูกในเขตพื้นที่ทุ่งมหาราช เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี โดยให้ชาวบ้านและเกษตรกรในพื้นที่เป็นแกนหลัก พร้อมนำความรู้ ภูมิปัญญา และประสบการณ์จากการเป็นเจ้าของพื้นที่ ร่วมคิดวิเคราะห์และวางแผนระบบการเพาะปลูก ทั้งนี้ จะเน้นการปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกให้เข้ากับสภาพภูมิศาสตร์ในพื้นที่ จากนั้นให้ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยส่งเสริม หรือเป็นพี่เลี้ยง เพื่อให้เกษตรกรสามารถช่วยเหลือและดูแลพืชผลการเกษตรของตนเองได้ในระยะยาว

“ชาวบ้านจะต้องบูรณาการร่วมกันเองก่อน เพราะว่าเราจะให้ชาวบ้านเป็นเจ้าภาพ ทุกหน่วยงานจะต้องมาบูรณาการร่วมกันในภายหลัง โดยให้ชาวบ้านเป็นแกนกลาง เพราะเขาจะต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบของตัวเอง มีของดีเขาก็รับผิดชอบ หากเสียเขาก็ต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นทุกคนจะเข้ามาช่วยเขาในฐานะที่เป็นแขก”

นายวิวัฒน์ กล่าวอีกว่า จากการพูดคุยในเบื้องต้น ชาวบ้านต่างเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว แต่ในส่วนของรายละเอียดการดำเนินงานจำเป็นต้องใช้เวลา เนื่องจากต้องรวมตัวกัน ระดมความรู้ วิเคราะห์ วางแผน และหาข้อสรุป หากชาวบ้านมีความพร้อม ภาครัฐยินดีเดินหน้าและสานต่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

กษ.ใช้มาตรการฉุกเฉิน ทำลายฝังกลบไร่มันสำปะหลัง หลังพบอาการโรคระบาดใบด่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368279

news_default

กษ.ใช้มาตรการฉุกเฉิน ทำลายฝังกลบไร่มันสำปะหลัง หลังพบอาการโรคระบาดใบด่าง

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 16.43 น.

“กษ.ใช้มาตรการฉุกเฉินทำลายฝังกลบไร่มันสำปะหลัง จ.ศรีสะเกษสุรินทร์ หลังพบอาการต้องสงสัยจากโรคระบาดใบด่างชี้เป็นโรครุนแรงทำผลผลิตเสียหาย100% เฝ้าระวัง 51 จว.หวั่นโรคข้ามชายแดนไทย-กัมพูชา กระทบเศรษฐกิจประเทศ”

4 ต.ค. 61 น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันโรคใบด่างมันสำปะหลังไม่ให้เข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทย ว่าจากที่กรมวิชาการเกษตรได้สำรวจพบต้นมันสำปะหลังแสดงอาการใบด่างต้องสงสัยในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและสุรินทร์จำนวน 68 ไร่ และได้ใช้มาตรการฉุกเฉินสั่งทำลายแปลงมันสำปะหลังต้องสงสัยโรคใบด่างด้วยวิธีการฝังกลบทั้งหมด

เนื่องจากโรคใบด่างมันสำปะหลังเป็นโรคที่รุนแรงทำให้ผลผลิตเสียหายเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเพื่อเป็นการเฝ้าระวังไม่ให้โรคใบด่างเข้ามาระบาดภายในประเทศ ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง จึงได้หารือเพื่อขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนให้ร่วมกันติดตาม  สำรวจ และเฝ้าระวังในเขตพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 51 จังหวัดทั่วประเทศ

โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้กับชายแดนไทย-กัมพูชาที่เสี่ยงต่อการระบาดของโรคใบด่าง ในมาตรการดำเนินการร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อไม่ให้กระทบเกิดความเสียหายกับพืชเศรษฐกิจหลัก

‘กรมปศุสัตว์’ จับมือ ‘กรมอนามัย’ รณรงค์คนไทยกินไข่ 300 ฟองต่อคนต่อปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368243

news_default

‘กรมปศุสัตว์’ จับมือ ‘กรมอนามัย’ รณรงค์คนไทยกินไข่ 300 ฟองต่อคนต่อปี

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 16.07 น.

“กรมปศุสัตว์ จับมือ กรมอนามัย รณรงค์คนไทยกินไข่ 300 ฟองต่อคนต่อปี ชี้ ไข่1 ฟอง ราคาถูก แต่อุดมไปด้วยพลังงาน โปรตีนมีคุณค่าสูง 7 กรัม มีกรมอะมิโน ที่ร่างกายสร้างไม่ได้รับครบถ้วน แต่มีในไข่ ใช้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ พร้อมแร่ธาตุ วิตามิน ที่จำเป็นต่อการสร้างเซลล์สมอง แนะผู้ป่วยโรคเบาหวาน บริโภคไข่ 3 ฟองต่อสัปดาห์”

4 ต.ค. 61 นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานแถลงการจัดงานวันไข่โลก ในวันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม โดยกรมปศุสัตว์ร่วมมือกับกรมอนามัยจัดขึ้นที่อาคาร 100 ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ โรงพยาบาลศิริราช โดยคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ซึ่งจัดทำแผนยุทธศาสตร์ไก่ไข่ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2557-2561 ส่งเสริมให้คนไทยบริโภคไข่ไก่ 300 ฟองต่อคนต่อปี ซึ่งไข่เป็นอาหารที่มีคุณค่าโภชนาการสูง แต่ราคาถูก ปี 2561 นี้มีคำขวัญว่า กินไข่ทุกวัน กินได้ทุกวัย

ด้านนายแพทย์ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ไข่ไก่ 1 ฟอง ให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี่ โดยมีโปรตีนที่มีคุณค่าสูงประมาณ 7 กรัมซึ่งประกอบด้วยกรดอะมิโนจำเป็นซึ่งร่างกายสร้างไม่ได้อย่างครบถ้วน กรดอะมิโนเหล่านี้ใช้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุสำคัญได้แก่ ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส รวมถึงวิตามินต่างๆ เช่น วิตามินบี 1 บี 2 บี 6 โฟเลต วิตามินดี วิตามินอี  เลซิธิน ลูทีน ซีแซนทีน และโคลีน ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเซลล์สมอง ส่วนผู้ป่วยโรคเบาหวาน แนะนำรับประทาน 3 ฟองต่อสัปดาห์ หรือวันเว้นวัน

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า ไข่ไก่เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรซึ่งกรมปศุสัตว์กำกับมาตรฐานการผลิตตั้งแต่ที่ฟาร์มซึ่งกำหนดมาตรฐาน GMP ปัจจุบันควบคุมดูแลทั้งเรื่องการใช้ยาปฏิชีวนะและสารตกค้างต่างๆ และมีกระบวนการรับรองผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ในชื่อ “ไข่ไก่ OK” ซึ่งมั่นใจได้ว่า ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

“จะรณรงค์ให้ประชาชนบริโภคไข่มากขึ้น ตั้งเป้าหมายเฉลี่ยคนละ 1 ฟองต่อวัน ซึ่งดีทั้งต่อสุขภาพผู้บริโภคแล้ว ยังส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมไก่ไข่และไข่ไก่ด้วย จาก 2 ปีที่ผ่านมา ไข่ไก่มีปริมาณล้นเกินความต้องการบริโภคทำให้ราคาตกต่ำ เกษตรกรรายย่อยถึงรายกลางประสบภาวะขาดทุน ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้เร่งเข้ามาช่วยเหลือทั้งมาตรการเฝ้าระวังราคา ป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่นำไข่มาขายแข่งซึ่งจะยิ่งทำให้เกษตรกรอยู่ไม่ได้ จึงได้กำหนดมาตรการให้ผู้นำเข้าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไก่ไข่ส่งออกที่เกินความต้องการบริโภคส่งขายต่างประเทศ ปัจจุบันผลผลิตไข่ไก่ในประเทศมีประมาณวันละ 45 ล้านฟอง บริโภคในประเทศ 43 ล้านฟองต่อวัน ที่เหลือกำหนดให้ผู้นำเข้าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไก่ไข่ส่งออก

นอกจากนี้ยังลดจำนวนแม่ไก่ยืนกรง รวมทั้งขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการเลี้ยงไก่ไข่รายใหญ่ส่งออกไข่ด้วยเพื่อไม่ให้ปริมาณไข่ล้นเกิน จนราคาตกต่ำ ซึ่งที่ผ่านมาได้ผลดี ราคาไข่ไก่ปรับสูงขึ้น”รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)คำนวณต้นทุนในการผลิตไข่ไก่ 1 ฟองคือ 2.85 บาท ราคาของสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่แห่งประเทศไทย ไข่คละหน้าฟาร์มอยู่ที่ 2.60 บาท แต่เมื่อแยกตามขนาด ไข่ไก่ขนาดใหญ่จะขายได้ราคาสูงคุ้มทุน ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาขาดทุน สำหรับในช่วงกินเจซึ่งใกล้จะมาถึง ประกอบกับโรงเรียนปิดภาคเรียนส่งผลให้ราคาไข่ตกลงมาเป็นปกติตามวงรอบของปี แต่เมื่อหมดเทศกาลกินเจ กรมปศุสัตว์เตรียมนโยบายหลายประการเข้าไปส่งเสริมให้ราคาไข่กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

รมช.เกษตรฯ ตรวจเยี่ยมงาน ศพก. อ.ชะอำ เน้นการทำเกษตรแบบผสมผสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368236

รมช.เกษตรฯ ตรวจเยี่ยมงาน ศพก. อ.ชะอำ เน้นการทำเกษตรแบบผสมผสาน

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 15.56 น.

รมช.เกษตรฯ ตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน ศพก. อ.ชะอำ เน้นการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกพืชหลายหลาย ลดการใช้สารเคมี พร้อมศึกษาดูงานสวนเพชรริเวอร์วิว รีสอร์ท แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ภายใต้โครงการ “เกาะเกษตรอินทรีย์ Organic Island by Suanphet”

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ณ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ว่า ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรตำบลนายาง อำเภอชะอา จัดตั้งขึ้นเพื่อลดปัญหาการทำเกษตรในพื้นที่ของอำเภอชะอำที่เป็นลักษณะการทำการเกษตรเชิงเดี่ยว การผลิตที่มีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และการเน้นผลผลิตต่อไร่สูงสุด ทำให้เกิดปัญหาผลผลิตทางการเกษตรล้นตลาดและผลผลิตราคาตกต่ำ จึงมีแนวทางการพัฒนาที่มุ่งเน้นการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกพืชหลายหลายชนิด ลดการใช้สารเคมีป้องกันโรคและแมลง โดยมีหลักสูตรการเรียนรู้และฐานการเรียนรู้ในการเกษตรตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต และการพัฒนาคุณภาพของผลผลิต

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีเป้าหมายในการดำเนินงาน ศพก. จ.เพชรบุรี ประเภทศูนย์หลัก จำนวน 8 ศูนย์ และประเภทศูนย์เครือข่ายจำนวน 102 ศูนย์ ครอบคลุมทุกด้าน ได้แก่ ด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ บัญชีสหกรณ์ ปฏิรูปที่ดิน ดินและปุ๋ย และด้านเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งศูนย์ ศพก. ดังกล่าว มีความสำคัญต่อการพัฒนาความรู้ด้านการเกษตรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี สามารถแนะนำความรู้และมีตัวอย่างการเกษตรในแปลงของ ศพก. ให้เกษตรกรได้เรียนรู้ รวมทั้งยังเป็นศูนย์ประสานงานด้านการเกษตรด้วย ทำให้เกษตรกรที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษาหาความรู้และเป็นสถานที่ดูงาน จัดฝึกอบรม ในระดับจังหวัดได้อีกแห่งหนึ่ง

จากนั้น ได้เดินทางไปสวนเพชรริเวอร์วิว รีสอร์ท ซึ่งเป็นสถานที่พักในลักษณะท่องเที่ยวเชิงเกษตร ภายใต้โครงการ “เกาะเกษตรอินทรีย์ Organic Island by Suanphet” มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์แนวธรรมชาติให้แก่ผู้ที่สนใจ เพื่อสร้างทัศนคติที่ดีเรื่องการปลูกและการบริโภคพืชผักอินทรีย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้เองในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและสุขภาพร่างกายที่ดีของคนไทย เพื่อนำแนวทางทฤษฎีใหม่ การดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้ชุมชน ท้องถิ่น สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ อยู่ร่วมกันอย่างไม่เบียดเบียนกัน และเป็นการเชื่อมโยงการท่องเที่ยววิถีชีวิตชุมชน กระจายรายได้สู่สังคมให้มีงานทำ และเป็นการสำนึกรักบ้านเกิดอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังเกิดการท่องเที่ยวแนว Agro Tourism หรือ การท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งในปัจจุบันกระแสการท่องเที่ยวของกลุ่มคนที่รักธรรมชาติและรักสุขภาพขยายตัวมากขึ้น การท่องเที่ยวเชิงเกษตรจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวที่โหยหาความเป็นธรรมชาติ ทั้งกลุ่มคนรักสุขภาพ กลุ่มครอบครัวที่อยากพาลูกหลานมาสัมผัสกับวิถีเกษตร สัมผัสธรรมชาติที่ไร้สารปรุงแต่ง รวมไปถึงกลุ่มศึกษาดูงานด้านการทำการเกษตร มีฐานกิจกรรมให้ความรู้ด้านการปลูกพืชอินทรีย์แบบครบวงจร พร้อมเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้ามาท่องเที่ยวเรียนรู้วิธีการปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มเตรียมดิน การปลูก การบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร การทำปุ๋ยหมัก ทำน้ำหมักจุลินทรีย์ตามธรรมชาติขึ้นมาใช้เองแบบสะดวก ง่าย ปลอดภัย สามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

10‘Young Smart Farmer’เข้ารอบ ประกวดเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368024

news_default

10‘Young Smart Farmer’เข้ารอบ ประกวดเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรีสมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค จัดโครงการประกวด “เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ประจำปี 2561” เพื่อค้นหาเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีความเหมาะสมแก่การเป็นเกษตรกรต้นแบบที่มีวิธีคิดอย่างเป็นระบบ สามารถนำไปประยุกต์และปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ปรับตัวกับกระแสการเปลี่ยนแปลง และสามารถเชื่อมโยงองค์ประกอบและข้อมูลต่างๆ ได้อย่างรอบด้าน เพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่เกษตรกรคนอื่นๆ นำไปปฏิบัติ โดยมีเกษตรกรที่เข้ารอบ 10 คนสุดท้าย ดังนี้ 1.นางสาวกนกวรรณ อรุณคีรีวัฒน์ จ.ราชบุรี 2.นายชยพล สุ่ยหล้า จ.ร้อยเอ็ด 3.นางสาวปคุณา บุญก่อเกื้อ จ.ฉะเชิงเทรา 4.ว่าที่ร้อยตรีพิทักษ์ พึ่งพเดช จ.สมุทรสาคร 5.ว่าที่ร.ต.หญิงพิมพ์วรัตน์ เรืองประชา จ.สุพรรณบุรี 6.นางสาวลลิดา คำวิชัย จ.สระแก้ว 7.นางสาวศิริพร เอี่ยววงศ์เจริญ จ.พิจิตร 8.นายสุระเทพ สุระสัจจะ จ.บุรีรัมย์ 9.นายอดุลย์ วิเชียรชัย จ.ปทุมธานี 10.นายอาญาสิทธิ์ เหล่าชัย จ.ร้อยเอ็ด โดยเกษตรกรทั้ง 10 คน เป็น Young Smart Farmer ที่ผ่านการประเมินคุณสมบัติโดยกรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีความสามารถในการบริหารจัดการการเกษตรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่และเป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่น

โดยผู้เข้ารอบทั้ง 10 คน มีกำหนดการนำเสนอผลงานแก่คณะกรรมการภายในวันที่ 2 ตุลาคม 2561 โดยจะประกาศผลการจัดลำดับและพิธีมอบรางวัลในช่วงเดือน พฤศจิกายน – ธันวาคม 2561

เตรียมคิกออฟปลูกข้าวโพดหลังนา ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร-ลั่นไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368027

news_default

เตรียมคิกออฟปลูกข้าวโพดหลังนา ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร-ลั่นไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ริเริ่มปฏิรูปการบริหารจัดการภาคการเกษตรของไทย เพื่อสนองนโยบายการตลาดนำการผลิตของรัฐบาล โดยเริ่มจากการจัดทำโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูการทำนา 2561 ซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561 เป็นต้นไป โดยมีหลักการดำเนินการ คือ

1) เกษตรกรต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับราคาและเงื่อนไขการรับซื้อผลผลิต รวมทั้งปริมาณความต้องการผลผลิตของตลาดก่อนตัดสินใจลงมือทำการเพาะปลูก 2) รัฐบาลจะต้องมีมาตรการลดความเสี่ยงในการประกอบอาชีพของเกษตรกร เช่น การหาตลาดหรือผู้รับซื้อสินค้าเกษตรล่วงหน้าด้วยราคาที่เป็นธรรม การประกันรายได้ขั้นต่ำ การทำประกันภัยพืชผล เป็นต้น และ 3) มาตรการจูงใจเกษตรกร อาทิ การสนับสนุนสินเชื่อเป็นค่าปัจจัยการผลิตและการเตรียมดินผ่าน ธ.ก.ส. ในอัตราร้อยละ 0.01 ต่อปี ของวงเงินไร่ละ 2,000 บาท (ไม่เกิน 15 ไร่ต่อราย) การสนับสนุนเบี้ยประกันภัย 65 บาทต่อไร่ เมื่อได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติจะได้รับชดเชยไร่ละ 1,500 บาท

สำหรับขั้นตอนการดำเนินงาน ได้มอบหมายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการในเรื่องต่างๆ ดังนี้ 1) ให้คณะทำงานระดับอำเภอประชุมชี้แจงทำความเข้าใจและเชิญชวนเกษตรกรในพื้นที่ ให้ปรับเปลี่ยนจากการทำนาปรังมาปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์ตามความเหมาะสมของคุณภาพดิน
2) ให้ชี้แจงเกษตรกรทราบถึงสิทธิในการกู้เงินจาก ธ.ก.ส. และรัฐบาลทำประกันภัยพืชผลเพื่อลดความเสี่ยงด้านภัยพิบัติเพิ่มเติมจากเงินชดเชย สาธารณภัยตามระเบียบกระทรวงการคลัง อีกไร่ละ 1,500 บาท โดยรัฐบาลออกค่าเบี้ยประกันให้ไร่ละ 65 บาท 3) ให้จัดส่งคณะวิทยากรจัดการอบรมให้ความรู้ในการปลูกข้าวโพด การลดต้นทุน และการรักษาแปลงแก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 4) ให้สหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชนทำหน้าที่รวบรวมเกษตรกรรายย่อยที่เป็นสมาชิก เข้าร่วมโครงการในลักษณะเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งสหกรณ์จะได้รับสิทธิเงินกู้จาก ธ.ก.ส. ในอัตราดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 0.01 ในนามกลุ่มจาก ธ.ก.ส. ด้วย รวมถึงการส่งเสริมให้สหกรณ์ทำหน้าที่การบริหารจัดการผลผลิต โดยการจัดหาเมล็ดพันธุ์ให้แก่สมาชิก

5) คณะทำงานระดับจังหวัด อำนวยการในการประสานเอกชนในการรับซื้อผลผลิต โดยเฉพาะเอกชนรายย่อยในพื้นที่ 6) คณะกรรมการอำนวยการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประสานงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชน เพื่อเข้าไปทำสัญญารับซื้อข้าวโพดล่วงหน้ากับเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรอย่างเป็นธรรม โดยต้องระบุข้อตกลงในรายละเอียดการทำสัญญารับซื้อให้ชัดเจนในเรื่องต่างๆ คือ ราคารับซื้อ จุดรับซื้อ จำนวนและคุณภาพข้าวโพดที่จะรับซื้อ และเงื่อนไขต่างๆ 7) ให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัด ในฐานะเลขานุการอ.พ.ก.จังหวัด ประสานกับเกษตรจังหวัด เพื่อกำหนดแผนปฏิบัติการของโครงการในแต่ละจังหวัด และ 8) มอบหมายเกษตรจังหวัดพร้อมทั้งเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อชี้แจงความเป็นมาและรายละเอียดโครงการ รวมทั้งมอบหมายให้เกษตรอำเภอดำเนินการเช่นเดียวกับระดับอำเภอด้วย และชี้แจงในการประชุมกำนัน/ผู้ใหญ่บ้านประจำเดือนตุลาคม 2561 ด้วย

“การปฏิรูปการบริหารจัดการภาคเกษตรของไทยในครั้งนี้ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยให้ดีขึ้นอย่างมั่นคง เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมั่งคั่งและยั่งยืนตลอดไป โดยไม่ทิ้งผู้ใดไว้ข้างหลัง” นายกฤษฎา กล่าว

ทส.กลับลำ360องศา จับมือสภาเกษตรกรส่งเสริมชุมชนอยู่ร่วมกับป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368025

news_default

ทส.กลับลำ360องศา จับมือสภาเกษตรกรส่งเสริมชุมชนอยู่ร่วมกับป่า

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า จากการทำงานที่ผ่านมาของ ทส. จะมุ่งการบังคับจับกุมผู้ที่บุกรุกพื้นที่ป่า ปัจจุบัน ทส.หันหลังกลับแบบ 360 องศาปรับเปลี่ยนการทำงานมาเป็นลักษณะส่งเสริมการอยู่ร่วมกันระหว่างป่ากับชุมชน ซึ่งจะทำให้เมื่อเผชิญหน้ากันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนจะเปลี่ยนเรื่องคุยจากเรื่องการบุกรุกที่ดิน บทกำหนดโทษ เป็นการคุยกันถึงเรื่องการปลูกอะไรดี เพาะพันธุ์อย่างไร ขายอย่างไร ซึ่งต้องทำความเข้าใจกับข้าราชการที่ปลูกฝังกันมานานให้เปลี่ยนแนวคิดตามนโยบายของรัฐบาล

“จากข้อเสนอสภาเกษตรกรฯที่ให้มีการปลูกไม้เศรษฐกิจได้ ทส.กำลังแก้ไขเพิ่มเติม เมื่อเปิดมาตรา 7 ในพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2489 เพื่อให้กฎหมายเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติน่าจะไม่เกินสิ้นเดือนตุลาคม 2561 จะทำให้กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมพื้นที่ ส.ป.ก. และพื้นที่อนุญาตอื่นๆ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) จะได้เปิดโอกาสให้ดำเนินการใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ สำหรับข้อติดขัดในการทำธุรกิจต่อเนื่องจากไม้ จึงต้องมีการปรับเรื่องการอนุญาตให้มีความง่ายสะดวก รวดเร็วขึ้น และนั่นเป็นนโยบายของรัฐบาลในการอำนวยความสะดวกทุกกระทรวงต้องอำนวยความสะดวกให้ การจดทะเบียนหรืออนุญาตตามกฎหมายจะไม่เกิน 15 วัน แต่ต้องคุยกับพี่น้องเกษตรกรว่าทำอย่างไรถึงจะสะดวกรวดเร็วและควบคุมเท่าที่จำเป็น หมายความว่าต่อไปนี้ใครมีที่กรรมสิทธิ์สามารถปลูกต้นไม้ได้ ตัดได้ ให้เลือกปลูกไม้ที่มีอนาคตตรงกับความต้องการตลาด หลักก็คือ “ ปลูกง่าย ตัดง่าย ขายง่าย ” ทส.และรัฐบาลไม่ได้ต้องการให้เกษตรกรพี่น้องประชาชนยากจนไปตลอดชีวิต การแก้กฎหมายด้วยหวังว่าไม้จะสร้างเศรษฐกิจยกระดับรายได้คนไทยทุกคนให้มีฐานะดีขึ้น สูงขึ้นจึงขอให้ลุกขึ้นมาดูแลพื้นที่ของตัวเองแล้วก็ปลูกไม้มีค่า”

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า ขอบคุณรัฐบาลและทส.ที่ เปิดฟ้า เปิดป่า ตามข้อเสนอของสภาเกษตรกรฯเพื่อให้ฟื้นฟูป่าและให้ป่าสร้างเศรษฐกิจฐานรากซึ่งจะสามารถเปลี่ยนจากสภาพปัญหาการบุกรุกมาแปรเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล โดยรัฐบาลควรปรับแก้กฎระเบียบที่ไม่เอื้อเพื่อให้เป็นไปได้จริงตามนโยบาย โดยเรื่องการแก้ตัวบทกฎหมายหากแล้วเสร็จ สภาเกษตรกรฯจะกระจายข้อมูลสู่พื้นที่จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้านและเกษตรกร ทส.ก็จะใช้วิธีการกระจายข้อมูลข่าวสารทางหอกระจายข่าวและอินเตอร์เนตของกระทรวงมหาดไทย

อุทยานฯรำลึกวีรชนปกป้องป่า l ครบรอบ16ปีวันสถาปนา-สานต่อภารกิจอนุรักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368026

news_default

อุทยานฯรำลึกวีรชนปกป้องป่า l ครบรอบ16ปีวันสถาปนา-สานต่อภารกิจอนุรักษ์

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้จัดงานในโอกาสครบรอบ 16 ปี วันสถาปนา “16 ปีที่ก้าวหน้า คนไทยมีป่าอยู่ในเมือง” เพื่อรำลึกถึงวีรชนป่าไม้ที่ร่วมรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และเผยแพร่ผลการดำเนินงานด้านการพัฒนา อนุรักษ์ และดูแลผืนป่าในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งมีหลากหลายด้าน ดังนี้

1.ด้านอุทยานแห่งชาติฯ ได้แก่ การจัดเก็บเงินรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อบริการนักท่องเที่ยว 2.ด้านป้องกันและปราบปรามเช่น ตรวจปราบปรามการลักลอบกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ การเปิดศูนย์สายด่วนพิทักษ์ป่า 1362 การดำเนินการของชุดปฏิบัติการพิเศษเหยี่ยวดง การดำเนินการของชุดพญาเสือ เป็นต้น 3.ด้านสัตว์ป่า เช่น การแก้ไขปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ การแก้ไขปัญหาลิง การป้องกันโรคอุบัติใหม่ในสัตว์ การควบคุมการค้างาช้าง 4.ด้านการควบคุมไฟป่า เช่น ตั้งหน่วยดับไฟป่าเคลื่อนที่เพิ่มขึ้น ส่งเสริมความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในระดับท้องถิ่นกับประเทศเพื่อนบ้าน (ไทย – ลาว – เมียนมา) เป็นต้น

5.ด้านการฟื้นฟูป่าอนุรักษ์ เช่น การดำเนินงานกิจกรรมปลูกป่าฟื้นฟูพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่เสื่อมสภาพ การมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่อนุรักษ์ (สสอ.) 236 หมู่บ้าน 6. ด้านการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดิน เช่นงานรังวัดปรับปรุงแนวเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ งานปรับปรุงหมุดหลักฐานแผนที่ดาวเทียม งานสำรวจโครงข่ายหมุดหลักฐานแผนที่ 7.ด้านโครงการพระราชดำริ เช่น สร้างการมีส่วนร่วมของราษฎรในการอนุรักษ์และพัฒนาป่าไม้โดยกิจกรรมหมู่บ้านพิทักษ์ป่ารักษา-สิ่งแวดล้อม

8. ด้านวิจัยรูปแบบของการจัดการป่าต้นน้ำเสื่อมสภาพบนพื้นที่สูงชัน เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน 9. ด้านพฤกษศาสตร์พัฒนาปรับปรุงสวนพฤกษศาสตร์สวนรุกขชาติในรูปป่าในเมือง 10.ด้านก๊าซเรือนกระจก เช่น การสร้างเครือข่ายชุมชน จัดตั้งศูนย์ขับเคลื่อนและเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภาคป่าไม้ในระดับพื้นที่ 11.งานด้านต่างประเทศและอนุสัญญา เช่น การจัดการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษากลุ่มป่าดงพญาเย็น – เขาใหญ่ การดำเนินงานเพื่อเสนอแหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามันเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ

นอกจากนี้ ยังได้มีพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณข้าราชการพลเรือนและลูกจ้างประจำดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2561 จำนวน 4 ราย ได้แก่ 1.นายทรงธรรม สุขสว่าง ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ 2.นายวิเชียร ชิณวงษ์ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) 3.นายณรงค์ศักดิ์ พงศ์ดี เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 (สาขาปัตตานี) 4. นายสงัด เกิดเทวา พนักงานขับรถยนต์ ระดับ ส 2 สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่)

แตกใบอ่อน : ‘3ปัจจัยลดเสี่ยงดินโคลนถล่ม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368023

807934531

แตกใบอ่อน : ‘3ปัจจัยลดเสี่ยงดินโคลนถล่ม’

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากภาวะฝนตกหนักทั่วทุกภาคของประเทศ ช่วงฤดูฝนทุกปี นอกจากทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก สร้างปัญหาให้ชาวบ้านทุกหย่อมหญ้า “ดินโคลนถล่ม” ก็เป็นอีกประเด็นที่สร้างความเดือดร้อนไม่แพ้กัน โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ ที่มีพื้นที่ภูเขา เทือกเขาสูงมากมาย ประกอบกับ เป็นบริเวณซึ่งมักมีฝนตกชุกหนาแน่น ที่ผ่านมา มักมีข่าวดินสไลด์ปิดเส้นทาง  โคลนถล่มทับบ้านเรือนประชาชน ปรากฏให้เห็นตามสื่อเป็นประจำ ทั้งที่โชคดีไม่มีการสูญเสียชีวิต แค่บ้านเรือนพังราบเป็นหน้ากลอง แต่บางครั้งเกิดเหตุเศร้าใจมีคนเจ็บ ตาย

ซึ่งปัญหาดังกล่าวใช่จะป้องกันหรือแก้ไขไม่ได้ซะทีเดียว เพราะมีแนวทาง ข้อมูลวิชาการของหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชนที่สันทัดกรณีอยู่มากมาย ถ้านำมาปรับใช้ก็จะลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้

หนึ่งในนั้น มีข้อแนะนำน่าสนใจจาก “สภาวิศวกร”ในการรับมือดินถล่ม ภูเขาทรุดพังทลาย อย่างไรให้ปลอดภัย  ที่คนทั่วไปนำไปใช้ได้ เริ่มจากพิจารณาปัจจัยเสี่ยง ตั้งแต่ทำเลปลูกสร้างบ้านที่อยู่อาศัย หากเป็นที่ราบเชิงเขา แนวโน้มเป็นไปได้ว่า ภูเขาที่เป็นดิน หิน ทรายนานไปย่อมผุพัง เมื่อเจอน้ำฝนมาก ดินอุ้มน้ำไม่ไหวก็ไหลตกลงมาตามทางราบ พร้อมพัดพาดินโคลน เศษหิน ทราย ท่อนไม้ กิ่งไม้มาด้วย  กรณีภูเขาบริเวณนั้นลาดชันสูงกว่า 30 องศาขึ้นไป ยิ่งชัดว่าเป็นจุดเสี่ยง นอกจากนี้ ต้องดูปริมาณน้ำฝนวันต่อวัน โดยติดตามพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา หากเกิน 100 มิลลิเมตรขึ้นไป ก็ควรระวัง

สามปัจจัยป้องกันรับมือ แสดงให้เห็นว่าดินถล่มเป็นภัยธรรมชาติที่ป้องกันและรับมือได้ โดยการเตือนภัยล่วงหน้า จะด้วยเครื่องมือวัดปริมาณฝน ประกาศเตือนกรมอุตุฯ การจัดเวรยามเฝ้าระวังของคนในพื้นที่ เรียกว่า ต้องใช้ทั้งคน เครื่องมือร่วมกัน  ถ้าทำได้ทั้งสามปัจจัยก็ช่วยลดความเสี่ยงสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินได้จากเหตุดินโคลนถล่มได้ไม่มากก็น้อย

อย่างไรก็ตาม การป้องกันที่ดีที่สุด ตามหลักของสภาวิศวกรคือ เลี่ยงก็อย่าไปอยู่ใกล้ แต่ถ้าจำเป็นต้องอยู่ ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างปลอดภัย โดยยึดสามปัจจัยลดอันตราย

เลขาธิการ สภาวิศวกร ศ.ดร.อมร พิมานมาศ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ดินโคลนถล่ม ยังเกิดจากมนุษย์ทำขึ้นเช่นกัน คือ จากการตัดไม้ทำลายป่า เมื่อไม่มีต้นไม้ยึดโยงดินไว้ จนดินอุ้มน้ำฝนมากก็พังทลายลงมา ดังนั้น ถ้าคนในชุมชนร่วมกันรักษาสภาพแวดล้อม ปลูกป่าเพิ่มได้ ก็จะลดภัยพิบัติดินถล่มได้อีกทาง

ส่วนจะรู้ได้อย่างไรว่า บ้านเราตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือไม่ สามารถขอข้อมูลจากกรมทรัพยากรธรณี หรือศูนย์เรียนรู้แผ่นดินถล่ม ซึ่งแผนที่เสี่ยงแผ่นดินถล่ม จะจัดระดับความเสี่ยงมากน้อย โดยแบ่งเป็นสี แดง  เหลือง เขียว  เมื่อรู้ว่าเรามีความเสี่ยงระดับไหน ก็ต้องพึงระวัง ปฏิบัติการตามปัจจัยลดความเสี่ยง เตรียมพร้อมรับมือหาทางหนีทีไล่

แนวทางป้องกันลดความเสี่ยงอีกด้าน ที่หน่วยงานรัฐโดยกรมโยธาและผังเมืองพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นมาคือ การออกกฎหมาย เป็นกฎกระทรวง เรื่องการสร้างอาคารที่พักติดเชิงเขา บังคับให้มีระยะร่น ระยะห่างจากเชิงเขา ภูเขา หรือที่ลาดชันพอสมควร ซึ่งจะทำให้ประชาชนรู้ระยะปลอดภัยในการอาศัยบนพื้นที่เสี่ยง

จากข้อมูลทั้งหมด พอยืนยันได้ว่าเหตุดินโคลนถล่ม ทั้งจากธรรมชาติ หรือฝีมือมนุษย์ ล้วนแล้วแต่ป้องกันก่อนแก้ไขได้ทั้งสิ้น เพียงแต่หน่วยงานรัฐสร้างแนวร่วมกับคนในพื้นที่ ตั้งแต่ให้ความรู้ วางแผนรับมือ กระทั่งช่วยเหลือกู้ภัยเมื่อเกิดเหตุ เพราะในอนาคต สภาพอากาศที่แปรปรวนหนัก ภัยธรรมชาติ ฝนตกหนักน้ำท่วม แผ่นดินไหว ดินโคลนถล่มจะมีแนวโน้มเกิดมากขึ้น ไม่เพียงประเทศไทยแต่ทั่วโลกก็ต้องเตรียมพร้อมเช่นกัน

เมื่อทุกฝ่ายตระหนักรับทราบสถานการณ์เช่นนี้แล้ว อาจต้องระดมความร่วมมือความคิดกันอย่างจริงจัง ต้นเหตุจากธรรมชาติ อาจเกินควบคุม แต่หากเกิดจากฝีมือมนุษย์น่าจะแก้ไขได้ เพียงแค่ลด ละเลิก ตัดไม้ทำลายป่า เพิ่มพื้นที่สีเขียว ปลูกต้นไม้เพิ่ม ยึดโยงเหนี่ยวดิน ก็จะช่วยบรรเทาความรุนแรงของปัญหาดินโคลนถล่มลงได้บ้าง

เร่งเครื่องปลูกข้าวโพดหลังนา ตั้งเป้าลดพื้นที่ปลูกรุกป่าชี้ใครรับซื้อผิดกติกาโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368062

news_default

เร่งเครื่องปลูกข้าวโพดหลังนา ตั้งเป้าลดพื้นที่ปลูกรุกป่าชี้ใครรับซื้อผิดกติกาโลก

วันพุธ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 18.19 น.

เร่งเครื่องปลูกข้าวโพดหลังนา ตั้งเป้าลดพื้นที่ปลูกรุกป่าชี้ใครรับซื้อผิดกติกาโลก

3 ต.ค.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จะได้จำนวนเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาในฤดูแล้ง 61/62  ประมาณวันที่ 20 ต.ค.61 ว่าจะมีตัวเลขเกษตรกรเข้าร่วมเท่าไร จากเป้าหมาย 2 ล้านไร่ โดยตัวเลขขณะนี้มีเกษตรกรปลูกข้าวโพดแล้ว 6 แสนไร่ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ได้ก่อนที่จะมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกมาว่ามาตรการสนับสนุนจูงใจเกษตรกรอะไรบ้าง โดยส่วนมากเป็นพื้นที่เดิมที่จะปลูกเกือบทุกปี คาดการณ์ว่าจะประสบความสำเร็จไม่ต่ำกว่า 60% ของพื้นที่เป้าหมาย 2 ล้านไร่

“โครงการนี้จะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานขับเคลื่อนในพื้นที่ทั้ง 33 จังหวัดเป้าหมาย ซึ่งจะเริ่มชี้แจงกับผู้ว่าฯในวันที่ 4 ต.ค.นี้ เพื่อจะได้เริ่มโครงการทันทีในเดือน พ.ย.นี้ และจะประสานความร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการคุมพื้นที่ลักลอบปลูกข้าวโพดในพื้นที่ป่า และบนภูเขาให้ได้ผลด้วย เพื่อลดปริมาณข้าวโพดที่ผิดกฎหมาย เพราะกระทรวงเกษตรฯไม่มีอำนาจในการเข้าไปดูแลในพื้นที่ป่า” นายกฤษฏา กล่าว

ด้านนายสำราญ สารบรรณ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในการดำเนินโครงการนี้ ได้มีการวางแผนรอบครอบ คาดว่าข้าวโพดจะได้ผลผลิตประมาณ  2 ล้านตัน จากความต้องการใช้ทั้งหมด 8 ล้านตัน และปกติไทยผลิตได้ประมาณ  4-7  ล้านตัน ป้อนโรงงานผลิตอาหารสัตว์  ซึ่งได้ขอความร่วมมือกับสมาคมผู้ค้าเมล็ดพันธุ์ให้จำหน่ายพันธุ์ดีและ ส่งนักวิชาการของบริษัทช่วยดูในแต่ละแปลงเพื่อให้เกษตรกรมั่นใจ

ในขณะที่สมาคมผู้ค้าเมล็ดพันธุ์  สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ กรมฯได้ขอความร่วมมือในการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาตรฐาน และช่วยกันคุมเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะเมล็ดข้าวโพดกลุ่มถุงขาว  ที่มีการขายในพื้นที่ห่างไกล    ที่ขณะนี้ได้ประสานไปทุกฝ่ายถึงความต้องการตลาดโลกใช้วัตถุดิบที่ปลูกในพื้นที่ถูกกฎหมาย หากใครไปซื้อข้าวโพดที่ปลูกในป่าและภูเขา จะถูกต่อต้านจากกติกาการค้าโลกไม่มีประเทศใดซื้อ