กฤษฏาเล็งกล่อมแบงก์เอกชน ลดหนี้เกษตรกรยอดเกิน2.5ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368059

news_default

กฤษฏาเล็งกล่อมแบงก์เอกชน ลดหนี้เกษตรกรยอดเกิน2.5ล้านบาท

วันพุธ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 18.08 น.

กฤษฏาเล็งกล่อมแบงก์เอกชน ลดหนี้เกษตรกรยอดเกิน2.5ล้านบาท

3 ต.ค.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติรับทราบโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรอย่างยั่งยืน ระหว่างเกษตรกรลูกหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดย ธ.ก.ส. จะปรับโครงสร้างหนี้ให้กับเกษตรกรสมาชิกกองทุนพื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรอย่างยั่งยืน (กฟก.) จำนวน 36,605 ราย มูลหนี้กว่า 6,300 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ที่เป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.60 และเป็นหนี้รายละไม่เกิน 2.5 ล้านบาท ด้วยการพักเงินต้นครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 50) และดอกเบี้ยทั้งหมดไว้ก่อน สำหรับเงินต้นอีกครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 50) ให้เกษตรกรทำสัญญาผ่อนชำระตามกรอบเวลาที่ตกลงกัน แต่ไม่เกิน 15 ปี คิดอัตราดอกเบี้ยMRR-3 หรือดอกเบี้ยที่ถูกที่สุด เมื่อเกษตรกรผ่อนชำระหนี้ตามสัญญาใหม่เรียบร้อยแล้ว ดอกเบี้ยที่พักไว้ ธ.ก.ส. จะพิจารณายกให้เกษตรกร ส่วนเงินต้นที่เหลืออีกร้อยละ 50 ให้นำมาปรับโครงสร้างใหม่ภายใต้ดุลพินิจของเจ้าหนี้ที่จะพิจารณาศักยภาพของลูกหนี้แต่ละราย โดยใช้หลักการที่เป็นธรรมและไม่มีผลกระทบต่อภาระของเกษตรกร

“ภายใน 1 เดือนนี้เร่งทำแผนพัฒนาอาชีพเกษตรกร ใช้งบ 20 ล้านบาท ให้กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์  ดำเนินการอย่างครบวงจรไปถึงการรับซื้อผลผลิตแน่นอน ทำให้มีรายได้มาชำระหนี้ตามเวลาส่วนเกษตรกรมีหนี้เกินรายละ 2.5 ล้านบาท เป็นลูกหนี้ธนาคารอื่น ๆ นายกรัฐมนตรี สั่งการให้รับมาพิจารณา โดยจะหารือร่วมกับเกษตรกรที่เป็นลูกหนี้ และธนาคารเจ้าหนี้ เพื่อหาทางช่วยเหลือในแนวทางเดียวกับลูกหนี้ ธ.ก.ส. ซึ่งสรุปว่ารัฐบาลจะดูแลแก้ไขหนี้เกษตรกรที่เป็นหนี้เสีย กับสหกรณ์ สถาบันการเงิน ธนาคารอื่นๆด้วย โดยให้รวบรวมหลักการเหตุผลเสนอ ครม. เพื่อพิจารณา และต้องไม่ให้เสียวินัยทางการเงินการคลังของประเทศด้วย” นายกฤษฎา กล่าว

หยุดกรีดยาง3ล้านไร่3เดือน เริ่มพ.ย.61-เม.ย.62 รัฐจ่ายไร่ละ3พัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368051

news_default

หยุดกรีดยาง3ล้านไร่3เดือน เริ่มพ.ย.61-เม.ย.62 รัฐจ่ายไร่ละ3พัน

วันพุธ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 17.59 น.

หยุดกรีดยาง3ล้านไร่3เดือน เริ่มพ.ย.61-เม.ย.62 รัฐจ่ายไร่ละ3พัน

3 ต.ค.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพาราที่เดือดร้อนจากราคาตกต่ำ ว่า ตนใช้คำสั่ง รมว.เกษตรฯ สั่งการให้ นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ยกร่างทำหนังสือถามสำนักงานกฤษฎีกา เพื่อหารือในเรื่องขอกู้เงินวงเงิน 9 พันล้านบาทโดยรัฐบาลรับรองมาใช้ในโครงการพัฒนาอาชีพเกษตรกรสวนยาง ระหว่างหยุดกรีดยาง 3 เดือน โดยสัปดาห์หน้าจะรู้คำตอบ ซึ่งระหว่างนี้ให้ผู้ว่าฯกยท. ไปชี้แจงกฤษฎีกาเพิ่มเติมถึงวิธีการผ่อนชำระเงินกู้ โดยยืนยันว่าไม่มีการเก็บเงินเซส หรือค่าธรรมเนียมส่งออกยางเพิ่มขึ้น

“โครงการนี้จะเริ่มเดือน พ.ย.61- เม.ย.62 หยุดกรีดยาง 3 ล้านไร่ทั่วประเทศ ซึ่งรัฐจะจ่ายค่าชดเชยให้เกษตรกรช่วงหยุดกรีด ไร่ละ1 พันบาท ระยะเวลา 3 เดือน ไร่ละ 3 พันบาท ขณะนี้ดูจำนวนเกษตรกรเข้าโครงการที่อยู่ระหว่างรายละ10-15ไร่ ปลูกยางในพื้นที่ถูกกฎหมาย จะลดยางเข้าสู่ตลาดไปได้ 2 แสนตัน ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดโครงการ และมีระบบควบคุมโดยทุกภาคส่วนในพื้นที่ ห้ามแอบกรีดจะจัดเก็บเครื่องมือการกรีดทั้งหมด รวมทั้งการหยุดกรีดจะจัดเป็นโซนๆตามภาคเข้าช่วงพอดีช่วงยางผลัดใบ” รมว.เกษตรฯ กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า ส่วนการแก้ปัญหายางในสต็อกเก่า 1.04 แสนตัน กยท.กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กำลังอยู่ในขั้นทดลองนำยางไปทำเป็นพลังงานชีวมวล เพื่อให้เกิดการใช้ที่ประโยชน์สูงสุดก่อน รวมทั้งราคาซื้อขายที่เหมาะสม

ส่องเกษตร : ชุมชนไม้มีค่า อนาคตน่าสดใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367707

449007

ส่องเกษตร : ชุมชนไม้มีค่า อนาคตน่าสดใส

วันพุธ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในการประชุมครม.สัญจรที่จ.เพชรบูรณ์ เดือนที่แล้ว 18 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้อนุมัติโครงการสำคัญที่น่าสนใจยิ่งคือ อนุมัติหลักการให้จัดทำ“โครงการชุมชนไม้มีค่า” โดยจะสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกไม้มีค่า ที่ใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้หรือเป็นทรัพย์สินส่วนตัวที่ปลูกและตัดขายได้ถูกต้องตามกฎหมาย อันจะมีผลทั้งสร้างรายได้เพิ่ม ตลอดจนเกิดการออมทรัพย์ระยะยาวใช้ต่อเนื่องไปในอนาคต รวมถึงเป็นมรดกตกทอดให้กับลูกหลานได้…ทั้งหมดนี้นับเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายรัฐบาลอย่างสำคัญ

โครงการนี้ตั้งเป้าหมายให้เกิด“ชุมชนไม้มีค่า” 20,000 แห่งทั่วประเทศ ภายใน 10 ปีนี้ โดยสนับสนุนเกษตรกร 2.6 ล้านครัวเรือนปลูกไม้มีค่าบนพื้นที่ 26 ล้านไร่ ครัวเรือนละ 400 ต้น รวมเป็นจำนวน 1,040 ล้านต้น ซึ่งจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1.04 ล้านล้านบาท ทั้งสร้างความมั่นคงในอาชีพตามหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แล้วยังมีผลดีต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มพื้นที่ป่าไม้มหาศาลให้ไทย และช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 6.76 แสนตัน/ปี ซึ่งนำไปเป็นเครดิตได้เงินคิดเป็นมูลค่าตันละ 800 บาทด้วย

ทั้งนี้ จะมี 16 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมดำเนินงานอย่างบูรณาการ หน่วยงานหลัก คือ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ขับเคลื่อนโดยนำองค์ความรู้ด้านการวิจัยและนวัตกรรมที่มีอยู่ พร้อมทั้งทำวิจัยเพิ่มเกี่ยวกับการปรับปรุงพันธุ์ไม้มีค่าให้มีลักษณะเฉพาะที่สามารถตรวจสอบได้,กรมป่าไม้ปรับปรุงแก้ไขระเบียบข้อบังคับและข้อกฎหมายในการปลูกและตัดไม้ รวมทั้งคัดเลือก เพาะพันธุ์กล้าไม้และขยายพันธุ์ไม้มีค่า จัดหาให้ประชาชนและชุมชน,สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ(องค์การมหาชน)ดูแลความหลากหลายทางชีวภาพ จัดทำเกณฑ์มาตรฐานการประเมินมูลค่าไม้ และธ.ก.ส.-ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ดูแลเรื่องทุนและโรงเพาะชำ

ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมวิชาการเกษตร,กรมพัฒนาที่ดิน,กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมขับเคลื่อนพร้อมหน่วยงานอื่นๆ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,กรมพัฒนาธุรกิจการค้า,สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง,สมาคมธุรกิจไม้,สมาคมธนาคารไทย,สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย,กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้(อ.อ.ป.)

โดยกลไกบูรณาการร่วมกันมี 3 เรื่องสำคัญคือ 1.ผลักดันกฎหมายและมาตรการส่งเสริมให้ปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ 2.เพาะพันธุ์,ขยายพันธุ์,ปลูกและแปรรูป เพื่อให้เกษตรกรที่ต้องการปลูกมีข้อมูลว่าจะปลูกอะไร ปลูกอย่างไรและมีพันธุ์ไม้ใดที่เหมาะสม และ 3.ส่งเสริมการใช้งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืน

โครงการ “ชุมชนไม้มีค่า” นับเป็นการ “ต่อยอด” หลังครม.มีมติ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา เห็นชอบแก้ไขพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7 เพื่อให้สิทธิ์ชาวบ้านปลูกและตัดไม้มีค่าทุกชนิดในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของตน เอามาขายหรือใช้ประโยชน์ได้ จากที่กฎหมายเดิมกำหนดไม้หวงห้ามไว้อาทิ ไม้สัก,ไม้ยาง,ไม้ชิงชัน,ไม้เก็ดแดง,ไม้อีเม่ง,ไม้พยุงแกลบ,ไม้กระพี้,ไม้แดงจีน,ไม้ขะยูง,ไม้ซิก,ไม้กระซิก,ไม้กระซิบ,ไม้พะยูง,ไม้หมากพลูตั๊กแตน,ไม้กระพี้เขาควาย, ไม้เก็ดดำ, ไม้อีเฒ่า, ไม้เก็ดเขาควาย ฯลฯ ไม่ว่าขึ้นอยู่ที่ใดซึ่งรวมถึงที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ก็ต้องถูกควบคุม หากจะตัด ฟัน กาน โค่น ลิดเลื่อย ผ่า ถาก ทอน ขุด ชักลาก ต้องได้รับอนุญาตก่อนซึ่งมีขั้นตอนซับซ้อน ยุ่งยาก ทำให้ประชาชนขาดโอกาสประกอบอาชีพ มีอุปสรรคในการปลูกไม้ไว้ใช้หรือขาย

ทั้งนี้ การแก้ไขพ.ร.บ.ป่าไม้ มาตรา 7นี้ คาดจะผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติออกมามีผลบังคับใช้ได้ ไม่เกินกลางปี 2562 ขณะเดียวกันโครงการต่างๆที่ส่งเสริมเกษตรกรปลูกไม้มีค่าไว้ ซึ่งธกส.ก็มีโครงการธนาคารต้นไม้ที่ปัจจุบันมี 6,804 ชุมชน เข้าร่วม สมาชิกกว่า 115,000 ราย ปลูกต้นไม้กว่า 11 ล้านต้น หรือกรมป่าไม้ก็มีโครงการส่งเสริมการปลูกต้นไม้เพื่อเศรษฐกิจอยู่ ก็จะนำมาบูรณาการรวมกันในโครงการ“ชุมชนไม้มีค่า”นี้

การปลูกไม้มีค่านับเป็น “พืชเศรษฐกิจ” ที่มีอนาคตสดใสมาก เพราะไม้เหล่านี้ยิ่งอายุยาวนาน ก็ยิ่งมีมูลค่าสูงขึ้น ไม่จำเป็นต้องรีบตัดขาย จึงไม่ต้องห่วงปัญหา “ราคาตกต่ำ” เหมือนพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆในทุกวันนี้ นอกจากนั้นยังสามารถปลูกพืชอื่นๆแซมใน “สวนป่า” เพื่อเก็บเกี่ยวระยะสั้น สร้างรายได้นำมาเป็นค่าใช้จ่ายเฉพาะหน้าได้ด้วย ทำให้ผมอดนึกถึงแนวทาง “ป่าวนเกษตร”ที่ปราชญ์ชาวบ้านผู้ล่วงลับอย่างผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม เคยทำไว้ประสบผลสำเร็จ เป็นแบบอย่างอันยิ่งใหญ่มาแล้ว

ก็ขอสนับสนุนเต็มที่สำหรับโครงการ “ชุมชนไม้มีค่า” ให้ประสบผลสำเร็จ เพื่อนำพาเกษตรกรไทยพ้นยากจนอย่างยั่งยืนในอนาคตครับ

สาโรช บุญแสง

ยันตรวจสารพิษผักผลไม้เชื่อถือได้ เกษตรฯยันทำตามหลักสากล-ผู้เชี่ยวชาญร่วมตรวจสอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367720

news_default

ยันตรวจสารพิษผักผลไม้เชื่อถือได้ เกษตรฯยันทำตามหลักสากล-ผู้เชี่ยวชาญร่วมตรวจสอบ

วันพุธ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่มีผู้แสดงความเห็นผ่านโซเชียลมีเดียถึงข้อมูลการตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้างในผักและผลไม้
ที่กระทรวงเกษตรฯและกระทรวงสาธารณสุขร่วมกันศึกษาและแถลงข่าวให้ประชาชนทราบเมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา ยังไม่น่าเชื่อถือนั้น จึงได้สั่งการให้ผู้บริหารของกระทรวงเกษตรฯ ประสานงานกับผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข เพื่อร่วมกันชี้แจงผลการศึกษาวิเคราะห์สารเคมีตกค้างในพืช ผัก ผลไม้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อไม่ให้ประชาชนผู้บริโภคสับสน ดังนี้

1) การเก็บตัวอย่างตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้างในผักและผลไม้ เป็นโครงการที่กระทรวงเกษตรฯและกระทรวงสาธารณสุขร่วมกันดำเนินการตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งในปี 2561 มีการทำงานร่วมกันของ 4 หน่วยงาน คือ กรมวิชาการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยเก็บตัวอย่างผักและผลไม้สดจากทั่วประเทศ ตั้งแต่แปลงเกษตรกร โรงคัดบรรจุผักผลไม้สด ห้างค้าปลีก ตลาดค้าส่งค้าปลีก และครัวของโรงพยาบาลรัฐ รวมกว่า 7,000 ตัวอย่าง ซึ่งครอบคลุมมากที่สุดเท่าที่มีการศึกษามาในประเทศ ประกอบกับผู้ที่เข้าร่วมศึกษา ล้วนเป็นนักวิทยาศาสตร์ แพทย์ และนักวิชาการ อีกทั้งการเก็บตัวอย่างและตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการมีดำเนินการตามหลักการสากล ซึ่งการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สามารถประเมินสถานการณ์ของสารพิษตกค้างในผักและผลไม้ในประเทศ เพื่อวางมาตรการการควบคุมและกำกับดูแล เพื่อความปลอดภัยของ
ผู้บริโภคได้ดีขึ้น

2) ผลการตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้าง จะนำไปเปรียบเทียบกับมาตรฐานปริมาณสารพิษตกค้าง ซึ่งผักและผลไม้ตัวอย่างใดที่พบสารพิษตกค้างเกินมาตรฐาน หมายความว่าผักและผลไม้นั้นมาจากการเพาะปลูกที่ใช้สารเคมีไม่ถูกต้อง ซึ่งจะเป็นข้อมูลให้นำไปปรับปรุง การควบคุม และแนะนำเกษตรกรต่อไป

3) ผลการตรวจวิเคราะห์ผักและ
ผลไม้ รวม 7,054 ตัวอย่าง พบสารพิษตกค้างในระดับที่เกินมาตรฐาน 790 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 11 ซึ่งทั้ง 790 ตัวอย่างนี้ กระทรวงเกษตรฯและกระทรวงสาธารณสุขได้ตามลงไปตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับไปถึงแหล่งผลิตระดับแปลงเกษตรกร หรือโรงคัดบรรจุ เพื่อตักเตือนให้คำแนะนำให้ใช้สารเคมีให้ถูกต้อง รวมทั้งสั่งให้มีการปรับปรุงแก้ไข ซึ่งหากแก้ไขไม่ได้ จะดำเนินการถอนใบ
รับรองเกษตรกรหรือใบอนุญาตของโรงคัดบรรจุ รวมทั้งการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ซึ่งจะดำเนินการตามนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดสัดส่วนผักและผลไม้ที่ไม่ได้มาตรฐานลงให้เหลือน้อยที่สุด

4) ผลการประเมินระดับสารพิษตกค้างที่พบในผักผลไม้ 790 ตัวอย่างที่เกินมาตรฐาน มี 10 ตัวอย่าง ที่พบสารเคมีในระดับสูงเกินระดับที่ปลอดภัย หรือคิดเป็นร้อยละ 0.14 ซึ่งกรณีของส้มเป็นการตรวจวิเคราะห์ส้มทั้งเปลือก ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีข้อมูลผลการศึกษาที่ชัดเจนว่า สารเคมีที่พบในส้มทั้งที่เป็นชนิดที่ตกค้างที่เปลือกหรือชนิดดูดซึม เมื่อนำส้มไปล้างทั้งผลและปอกเปลือกออกแล้ว สารพิษตกค้างลดลงมากกว่า ร้อยละ 40 – 80 และอยูในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

5) กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงสาธารณสุข มีมาตรการกำกับดูแล เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคผักและผลไม้ ตั้งแต่การอนุญาตให้ใช้สารเคมี โดยพิจารณาตามหลักเกณฑ์สากล ซึ่งสารเคมีที่อนุญาตจะต้องประเมินมาแล้วว่าไม่เป็นสารก่อมะเร็ง หรือมีอันตรายร้ายแรง มีการควบคุมตรวจสอบ
โรงคัดบรรจุผักและผลไม้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในการบริโภคผักและผลไม้ ซึ่งเป็นอาหารที่มีคุณค่าและประโยชน์ต่อสุขภาพ

จี้ชาวสวนตัดแต่งกิ่งไม้ ป้องกันมรสุม-พายุรุมถล่มผลผลิตเสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367710

news_default

จี้ชาวสวนตัดแต่งกิ่งไม้ ป้องกันมรสุม-พายุรุมถล่มผลผลิตเสียหาย

วันพุธ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมอุตุนิยมวิทยา ได้เผยแพร่พยากรณ์อากาศในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม ความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมตอนบนของประเทศไทย ซึ่งคาดว่า จะทำให้มีฝนฟ้าคะนองและมีลมกระโชกแรงกับมีฝนตกหนักบางแห่งนั้น กรมส่งเสริมการเกษตร จึงแนะนำให้เกษตรกรที่ปลูกไม้ยืนต้นสูงตัดแต่งกิ่งไม่ให้ต้านลมมากเกินไป อันเป็นเหตุให้ต้นพืชที่ปลูกโค่นล้มได้ง่าย หากต้องเผชิญกับลมกระโชกแรงต่อเนื่อง นอกจากนี้ การตัดแต่งกิ่งในช่วงที่มีฝนทำให้พืชที่ปลูกแตกยอดใหม่ได้ง่าย เพิ่มโอกาสการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตทางการเกษตรได้ดีในระยะเวลาต่อมา และยังเป็นการดูแลความสะอาดในสวนหรือแปลงปลูกไม่ให้รกทึบซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อรา โรคพืช รวมถึงแมลงศัตรูพืชได้ กรณีต้นไม้ที่ปลูกอยู่ใกล้ทางน้ำไหล เกษตรกรควรทำไม้ค้ำยันลำต้น ไม่ให้โค่นล้ม เนื่องจากดินอาจถูกน้ำกัดเซาะ

กรมส่งเสริมการเกษตร เร่งเตรียมการป้องกันการเกิดผลกระทบด้านพืชและกรณีที่อาจเกิดอุทกภัย โดยให้สำนักงานเกษตรจังหวัดติดตามเฝ้าระวังสภาวะทางอุตุ-อุทกวิทยา เช่น สภาพภูมิอากาศ สภาพน้ำท่าและน้ำในอ่างเก็บน้ำพร้อมประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนเกษตรกรทำคันดินรอบสวนให้มีความสูงและแข็งแรง เพื่อป้องกันน้ำจากภายนอกที่อาจท่วมล้นเข้าสวนได้ ประกอบกับทำทางระบายน้ำออกจากสวนไว้หลายช่องทาง เพื่อป้องกันน้ำท่วมขังและเตรียมเครื่องสูบน้ำออกจากสวนให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน อย่างไรก็ตาม เกษตรกรควรดูแลต้นไม้ที่ปลูกอย่างเหมาะสม ด้วยการให้ปุ๋ยและสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในอัตราที่เหมาะสม และสำรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ นายประสงค์ยังย้ำให้เกษตรกรติดตามสถานการณ์สภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ และแนะนำให้วางแผนเก็บเกี่ยวผลผลิตบางส่วนที่สามารถจำหน่ายได้ก่อน เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหากต้องเผชิญภัยพิบัติ อย่างไรก็ตาม เกษตรกรสามารถขอความช่วยเหลือและคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ ณ สำนักงานเกษตรอำเภอและสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน

‘ปิดทองหลังพระ’ไฟเขียว50ล. ผลิตทุเรียนคุณภาพ3จังหวัดใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367711

news_default

‘ปิดทองหลังพระ’ไฟเขียว50ล. ผลิตทุเรียนคุณภาพ3จังหวัดใต้

วันพุธ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้อำนวยการสถาบันปิดทองหลังพระฯ เปิดเผยว่า โครงการต้นแบบพัฒนาทุเรียนคุณภาพดีใน จ.ยะลา ปีแรกที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ กล่าวคือเกษตรกร 18 รายที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาผลผลิตทุเรียนจนมีรายได้เพิ่มขึ้นรายละไม่ต่ำกว่า 150,000 บาท ซึ่งภายหลังจากได้เรียนรู้วิธีการดูแลผลทุเรียนและมีการเอาใจใส่อย่างจริงจัง ทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีรายได้จากทุเรียนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นคิดเป็นสามเท่าต่อต้น เมื่อเทียบกับราคาตลาดและจากการที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ยังยินดีสนับสนุนด้านการรับซื้อ ทำให้เกิดความมั่นใจในการขยายโครงการดังกล่าว โดยคณะกรรมการปิดทองหลังพระฯ อนุมัติให้เพิ่มการดำเนินงานทั้งในยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยมีเป้าหมายผู้เข้าร่วม 1,250 ราย จำนวนทุเรียน 25,000 ต้น ผลผลิตทุเรียนเกรดเอ บี ไม่ต่ำกว่า 3,000 ตัน โดยทางสถาบันปิดทองหลังพระฯจะระดมความร่วมมือจากทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งนายพีรพันธ์ คอทอง ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้ความสนใจและยินดีร่วมสนับสนุนโครงการดังกล่าว

นอกจากโครงการพัฒนาทุเรียนคุณภาพแล้ว สถาบันปิดทองหลังพระฯ ยังจะร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อยกระดับการพัฒนาในทุกพื้นที่ ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน อาทิ การร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร พัฒนาแปลงดอกไม้ในพื้นที่ปิดทองหลังพระแก่นมะกรูด อุทัยธานี เพื่อส่งเสริมธุรกิจและรายได้จากการท่องเที่ยวให้แก่ประชาชนในพื้นที่ติดกับอุทยานห้วยขาแข้ง ร่วมมือกับกรมชลประทานในการซ่อมแซมและบำรุงแก้มลิงหนองเลิงเปือยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อส่งเสริมอาชีพเกษตรให้แก่ประชาชนในพื้นที่ และโครงการร่วมมือกับกรมประมงในการส่งเสริมอาชีพประมงในพื้นที่ปิดทองหลังพระฯ ซึ่งจะเริ่มต้นในพื้นที่ที่มีน้ำเพียงพอตลอดปี ได้แก่ บริเวณฝายสากอ จังหวัดนราธิวาส และบ้านโป่งลึก แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี

กรมข้าวถกมาตรฐานอินทรีย์จีน วางแผนผลิตข้าวปลอดสารกรุยทางส่งออกตีตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367719

news_default

กรมข้าวถกมาตรฐานอินทรีย์จีน วางแผนผลิตข้าวปลอดสารกรุยทางส่งออกตีตลาด

วันพุธ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าว ได้นำนักวิจัยเดินทางไปศึกษาดูงานด้านระบบมาตรฐานอินทรีย์ที่ประเทศจีน และได้นำคณะเข้าพบ นายถัง เริ้น ผู้เชี่ยวชาญการรับรองและตรวจสอบมาตรฐานอินทรีย์และความร่วมมือระหว่างประเทศ ศูนย์รับรองมาตรฐานความปลอดภัยอาหารอินทรีย์ของจีน (China Organic Food Certification Center: COFCC) เพื่อหารือแนวทางพิจารณาข้อกำหนดมาตรฐานและศึกษาเทียบเคียงระบบมาตรฐานอินทรีย์ของทั้ง 2 ประเทศ รองรับการขยายตลาดข้าวอินทรีย์ของไทยไปยังประเทศที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่อยู่ใกล้ประเทศไทยและมีความสัมพันธ์อันดีมาอย่างยาวนาน นับเป็นโอกาสดีที่คณะนักวิจัยกรมการข้าวจะได้เข้ามาศึกษาจากประเทศผู้บริโภคข้าวรายใหญ่โดยตรงว่า มีความต้องการสินค้าข้าวอย่างไร สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติที่จะผลักดันให้ไทยเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคด้านการผลิต การค้า การบริโภค และการบริการเกษตรอินทรีย์ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าทางการตลาดทั่วโลกรวม 3 ล้านล้านบาท ซึ่ง COFCC เป็นหน่วยงานตรวจรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าเกษตรอินทรีย์ ที่ได้รับการยอมรับจากสำนักงานคณะกรรมการรับรองระบบมาตรฐานของจีน

“จากการหารือในครั้งนี้ ทำให้ทราบว่า ประเทศจีนเปิดโอกาสสำหรับการนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ประกอบการของไทย โดยเฉพาะสินค้าข้าวอินทรีย์ที่เรามีแผนส่งเสริมการผลิตอย่างชัดเจนและมีปริมาณเพียงพอต่อการทำตลาดแข่งขันในต่างประเทศ ผู้ประกอบการที่สนใจจะต้องยื่นคำร้องขอใบรับรองมาตรฐานอินทรีย์จีนแก่ผลิตภัณฑ์และสินค้าเกษตร เพื่อเข้ารับการตรวจรับรองแหล่งผลิตพืชจากผู้ตรวจประเมินของ COFCC โดยมีค่าใช้จ่ายในการขอใบรับรองประมาณ 115,000 บาท/ปี ต่อพื้นที่ผลิต 100 เฮกตาร์ หรือ 625 ไร่ ทั้งนี้ หาก COFCC รับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์ไทยให้มีความเท่าเทียมหรือเทียบเคียงมาตรฐานข้าวอินทรีย์จีนสำเร็จจะส่งผลบวกต่อการขยายตัวของการส่งออกข้าวอินทรีย์ไทยไปยังตลาดจีนเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ ถ้าหากมีความร่วมมือขึ้นระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับศูนย์รับรองมาตรฐานความปลอดภัยอาหารอินทรีย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน(China Organic Food Certification Center หรือ COFCC) จะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการขอใบรับรองมาตรฐานอินทรีย์จีนมีค่าใช้จ่ายลดลงจากเดิม”นายกฤษณพงศ์ กล่าว

‘กฤษฎา’สั่งสปก.เร่งจัดสรรพื้นที่สวนส้ม5.9พันไร่ให้ชาวบ้านเข้าทำกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367803

news_default

‘กฤษฎา’สั่งสปก.เร่งจัดสรรพื้นที่สวนส้ม5.9พันไร่ให้ชาวบ้านเข้าทำกิน

วันอังคาร ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 17.58 น.

2 ต.ค.61 นายธีระ วงษ์เจริญ ที่ปรึกษา รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการยึดพื้นที่ ส.ป.ก.ตามมาตรา 44 ตั้งแต่ปี 2560 กรณีที่มีผู้ถือครองรายใหญ่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยบุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก.ทำสวนส้ม 3 แปลง กว่า 5.9 พันไร่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ตามข้อสั่งการของ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้เร่งดำเนินการยึดพื้นที่นำมาจัดสรรให้เกษตรกรและผู้ยากไร้ตามคุณสมบัติ ซึ่งหลังจากไปติดตามงานในพื้นที่สวนส้ม ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ชาวบ้านกว่า 3,000 ราย ที่อยู่รอบสวนส้มทั้ง 3 แปลง รอคอยความหวังจากนโยบายรัฐบาล ที่เร่งรัดให้จัดที่ดินทำกินให้กับเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกิน

ทั้งนี้ ได้เร่งรัดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ จัดประชุมวางแผนดำเนินงานภายในเดือน ต.ค.นี้ โดยผู้ว่าฯ เป็นคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) และ ส.ป.ก.จังหวัด ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่เป็นคณะทำงาน

“ชาวบ้านรอบสวนส้ม จ.เชียงใหม่ ได้มาร้องเรียนให้รัฐบาลเร่งรัดจัดที่ดินทำกินให้ผู้ยากไร้โดยด่วน หลังรอมานานกว่า 3 ปี แต่ขณะนี้ยังให้เจ้าของสวนส้มเก็บผลผลิตดังเดิม ไม่มีเอกสารสิทธิที่ยืนยันความเป็นเจ้าของได้” นายธีระ กล่าว

กรมชลฯเตรียมสำรอง’น้ำ’ป้องกันพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งซ้ำซาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367796

news_default

กรมชลฯเตรียมสำรอง’น้ำ’ป้องกันพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งซ้ำซาก

วันอังคาร ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 17.36 น.

“กรมชลฯ”เตรียมสำรองน้ำใช้ฤดูแล้ง ชี้”อีสาน”เก็บน้ำในเขื่อนได้5.1พันล้านลบ.ม.ใช้การได้3.4พันล้านลบ.ม. เร่งประสาน”ฝนหลวง”เติมน้ำ”เขื่อนอุบลรัตน์”มีน้ำน้อย34% ป้องกันพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งซ้ำซาก”

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 5,104 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 61 ของความจุอ่างฯ รวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้ 3,453 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 3,300 ล้าน ลบ.ม.ได้เน้นย้ำให้ทุกโครงการชลประทานเก็บกักน้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำต่างๆ สำรองไว้ใช้ในฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่บางแห่ง ที่ยังคงมีปริมาณน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุม (Upper rule curve) อาทิ เขื่อนน้ำอูน และเขื่อนน้ำพุง ได้ทำการปรับแผนการระบายน้ำตามความเหมาะสม และเริ่มเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งแล้ว

ส่วนที่เขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 837 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 34 เป็นน้ำใช้การได้ 256 ล้าน ลบ.ม.และอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อยกว่าร้อยละ 30 จำเป็นต้องวางแผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งอย่างเหมาะสม ได้ประสานขอรับการสนับสนุนจากกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อปฏิบัติการทำฝนหลวงช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่การเกษตร และลำน้ำธรรมชาติ รวมถึงช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ พร้อมกับวางแผนการจัดสรรน้ำ โดยคำนึงถึงการอุปโภค – บริโภค การรักษาระบบนิเวศ  และการเกษตร ประสานความร่วมมือจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง ภัยแล้งซ้ำซากเพื่อให้สามารถบรรเทา ติดตาม และแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ทั้งพื้นที่ในเขตและนอกเขตชลประทานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ลุยยุทธศาสตร์พระพิรุณ!! หนุนพัฒนาการตลาดสินค้าเกษตร สู่ธุรกิจร้อยล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367794

news_default

ลุยยุทธศาสตร์พระพิรุณ!! หนุนพัฒนาการตลาดสินค้าเกษตร สู่ธุรกิจร้อยล้าน

วันอังคาร ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 17.31 น.

มกอช.  จับมือสมาพันธ์ SME  และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เดินสายให้ความรู้ยุทธศาสตร์พระพิรุณ ตามนโยบายตลาดนำการผลิต สู่เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย พัฒนาด้านการตลาด ก้าวสู่ธุรกิจร้อยล้าน ด้วยเทคโนโลยี

นายกฤษ อุตตมะเวทิน เลขานุการกรม สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)  ร่วมบรรยายพิเศษ เรื่อง การยกระดับตลาดเกษตร 4.0 ยุทธศาสตร์พระพิรุณ ตามนโยบายตลาดนำการผลิต ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายกฤษฎา บุญราช) ในการประชุมสัมมนาโครงการกิจกรรมพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (ยกระดับเกษตรแปรรูปเกษตรอินทรีย์ ก้าวสู่ธุรกิจร้อยล้าน ด้วยเทคโนโลยีและมุมมองความสำเร็จใหม่) ซึ่งสมาพันธ์ SME แห่งประเทศไทย ร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม  กระทรวงอุตสาหกรรม และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จัดขึ้น เพื่อเปิดเวทีให้ความรู้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย โดยมีนายสมชัย  เผ่าผา ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม ภาคที่ 6 เป็นประธานเปิดงาน ณ โรงแรมสบายโฮเทล จังหวัดนครราชสีมา

นายกฤษ อุตตมะเวทิน เลขานุการกรม มกอช. กล่าวว่า โครงการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อยกระดับเกษตรแปรรูปเกษตรอินทรีย์ ก้าวสู่ธุรกิจร้อยล้าน ด้วยเทคโนโลยีและความสำเร็จใหม่นั้น มุ่งเป้าที่จะให้ความรู้พัฒนาเกษตรกรและผู้ประกอบการให้มีศักยภาพ และมีความสามารถในการแข่งขันทางการตลาด เพื่อเพิ่มช่องทางและโอกาสในการทำการตลาดสมัยใหม่ ทั้งนี้ การยกระดับตลาดเกษตร 4.0 ยุทธศาสตร์พระพิรุณ ตามนโยบายตลาดนำการผลิต ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายกฤษฎา บุญราช) ซึ่งยุทธศาสตร์พระพิรุณ (Agriculture 4.0) เป็นแผนยุทธศาสตร์และโครงการเชิงกลยุทธ์ เพื่อจัดสรรพื้นที่ตลาด Free Digital Market และ พัฒนาตลาดสินค้าเกษตรในลักษณะ Digital Economy การพัฒนาสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน โดยไม่ต้องแทรกแซงกลไกราคา แต่สร้างความสามารถในการแข่งขันและการเข้าถึงช่องทางการตลาดในทันทีของเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ตลอดจน SME ที่เกี่ยวข้องใน ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ผ่านเครื่องมือต่างๆ อาทิ ดิจิทัลแฟลตฟอร์ม หรือ ระบบ E-Matching Market และแฟลตฟอร์มกายภาพ หรือ ระบบร้านค้าปลีก ฟรีแฟรนไซส์ และระบบคำสั่ง ล้งเกษตรสุขใจ เพื่อนำไปสู่ Digital Thailand 4.0

เลขานุการกรม มกอช. กล่าวอีกว่า ระบบตามสอบสินค้าเกษตรบนระบบคลาวด์  (QR Trace on Cloud) และเว็บไซต์ตลาดออนไลน์ http://www.dgtfarm.com ซึ่งสามารถสร้างโอกาสให้แก่ผู้ซื้อและผู้ประกอบการที่ต้องการสินค้าตรงกันมาพบกันได้มากยิ่งขึ้น โดยสินค้าที่สามารถเข้ามาจำหน่ายในตลาดออนไลน์ http://www.dgtfarm.com จะต้องเป็นสินค้าดี มีคุณภาพ มีมาตรฐานต่างๆ ที่มีการผ่านการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรและแหล่งผลิต หรือเป็นสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ QR Trace on Cloud ระบบงานทั้งสองจึงเป็นระบบที่จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนในการสร้างความเข้มแข็ง เป็นการเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ