‘กฤษฏา’ลั่นไม่ลอยแพชาวนาลดทำนาปรังรอบสอง ชวนปลูกข้าวโพด-หาเอกชนรับซื้อทุกเมล็ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367753

news_default

‘กฤษฏา’ลั่นไม่ลอยแพชาวนาลดทำนาปรังรอบสอง ชวนปลูกข้าวโพด-หาเอกชนรับซื้อทุกเมล็ด

วันอังคาร ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 15.55 น.

‘กฤษฏา’ลั่นไม่ลอยแพชาวนา เลิกทำนาปรังรอบสอง กว่า 2.8 ล้านไร่  มาปลูกข้าวโพด ยืนยันหาเอกชนรับซื้อทุกเมล็ด จี้ขรก.ให้ข้อมูลเกษตรกรก่อนตัดสินใจ ระบุพื้นที่ใดไม่มีเอกชน เข้าทำสัญญารับซื้อภายในเดือนนี้ จะยกเลิกทันที ประกาศไม่ยอมให้เกษตรกรต้องเจ๊งอีกต่อไป”

2 ต.ค.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ประชุมผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนท์ ไปถึงข้าราชการทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ว่าในเดือนนี้ให้เร่งรัดลงพื้นที่ เชิญชวนเกษตรกรเข้าโครงการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาปี 2561 เพื่อลดปลูกข้าวนาปรัง รอบสองรอบสามให้ได้ ในพื้นที่ไม่เหมาะสมปลูกข้าวกว่า 2.8 ล้านไร่ 33 จังหวัด ซึ่งให้ปลูกช้าวโพดในเดือนพ.ย.นี้ รัฐบาล สนับสนุนสินเชื่อผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ อัตรา4 % ต่อปี ซึ่งรัฐอุดหนุนดอกเบี้ยเงินกู้ให้ 3.99 %ต่อปี ระยะ 6 เดือน ให้กู้ค่าปัจจัยการผลิตและเตรียมแปลง รายละ15 ไร่ๆละ2 พันบาทโดยเกษตกรเสียดอกเบี้ยต่ำในอัตรา0.01%

โครงการนี้จะเป็นการปฎิรูปภาคเกษตรอย่างเห็นผลลงสู่พื้นที่โดยการปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการภาคการเกษตรของไทย ด้วยการวางแผนการผลิตทางการเกษตรของประเทศ (Agriculture Production Plan)โดยมอบหมายสหกรณ์จังหวัด สหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชน ชักชวนเกษตรกรสมาชิกเพาะปลูกระบบเกษตรแปลงใหญ่ ทั้งนี้กำชับให้เกษตรอำเภอนำเรื่อง การเชิญชวนชาวนา ปลูกพืชอื่นๆ แทนการทำนาปรังเข้าประชุมชี้แจงที่ประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านภายในเดือนตุลาคมนี้

จากนั้นให้เกษตรจังหวัดจัดเจ้าหน้าที่และตัวแทนภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการส่งคณะวิทยากรจัดการอบรมให้ความรู้ในการปลูกข้าวโพด การลดต้นทุน และการดูแลรักษาแปลง จนถึงการเก็บเกี่ยว มีเอกชนมารับซื้อราคาประกาศของกระทรวงพาณิชย์ ไม่ผูดขาดกับรายใดโดยราคารับซื้อข้าวโพดเบอร์ 2 ความชื้นไม่เกิน 14.5% ขั้นต่ำกิโลกรัมละ 8 บาท โดยรัฐบาล ให้งบสนับสนุนเบี้ยประกันภัย 65 บาทต่อไร่ ซึ่งจะได้รับเพิ่มเติมจากเงินชดเชยกรณีเกิดสาธารณภัยตามระเบียบกระทรวงการคลังเพิ่มเติมอีกไร่ละ 1,500 บาท

นายกฤษฏา กล่าวว่าต้องให้ความมั่นใจเกษตรกรในด้านการตลาด โครงการนี้รับซื้อผลผลิตทุกเมล็ด จะมีคณะอำนวยการของกระทรวงเกษตรฯ ประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งภาคเอกชนเพื่อเข้าไปทำสัญญารับซื้อข้าวโพดล่วงหน้ากับเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรอย่างเป็นธรรม ตามพ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรพันธสัญญา พ.ศ.2560 ซึ่งจะต้องระบุข้อตกลงในรายละเอียดการทำสัญญารับซื้อให้ชัดเจนทั้งราคารับซื้อ จุดรับซื้อ จำนวนและคุณภาพข้าวโพดที่จะรับซื้อรวมทั้งเงื่อนไขต่างๆ ให้แบ่งพื้นที่ออกเป็นภาคหรือกลุ่มจังหวัด แล้วให้เอกชนแต่ละรายเข้าไปทำสัญญารับซื้อ ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่า กระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้เอื้อแก่เอกชนรายใดรายหนึ่งให้ผูกขาดหรือเอาเปรียบเกษตรกร

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องลงไปให้ข้อมูลเกี่ยวกับราคาและเงื่อนไขการรับซื้อผลผลิตรวมทั้งปริมาณความต้องการผลผลิตของตลาดก่อนตัดสินใจลงมือเพาะปลูก ดังนั้นหากภายในเดือนตุลาคมนี้ พื้นที่ใดยังไม่มีภาคเอกชนเข้าไปทำสัญญารับซื้อข้าวโพดตามหลักการที่ได้กำหนดไว้ ให้ยกเลิกโครงการในพื้นที่นั้นๆ เพราะผมจะไม่ยอมให้เกษตรกรทำการเกษตรขาดทุนเป็นหนี้สินแล้วเจ๊งอีกต่อไป” รมว.เกษตรฯกล่าว

เตือนสวนลองกองรับมือ ‘ผีเสื้อมวนหวาน’ระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367504

news_default

เตือนสวนลองกองรับมือ ‘ผีเสื้อมวนหวาน’ระบาด

วันอังคาร ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศเตือนเกษตรกรชาวสวนลองกองเตรียมรับมือการระบาดของผีเสื้อมวนหวาน พบได้ในระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต เริ่มแรกพบตัวเต็มวัยของผีเสื้อมวนหวานเข้าทำลายช่วงผลลองกองสุกหรือใกล้สุก โดยจะใช้ปากที่ขดม้วนแข็งแรงอยู่ใต้ส่วนหัวแทงทะลุผ่านเปลือกผลลองกองเป็นรูขนาดเท่ารูเข็มเข้าไปดูดน้ำหวานของเนื้อ ผลที่ถูกทำลายจะมีน้ำหวานไหลออกมา ทำให้ดึงดูดแมลงชนิดอื่นๆ เข้าไปทำลายซ้ำ จากนั้น ผลลองกองจะเน่าเสียและร่วงหล่นในที่สุด

เกษตรกรควรใช้วิธีในการป้องกันกำจัดแบบผสมผสาน โดยหมั่นทำความสะอาดกำจัดวัชพืชและเก็บเศษซากพืชภายในสวนออกไปเผาทำลายนอกสวนทันที หลีกเลี่ยง การปลูกพืชที่เป็นพืชอาหารของผีเสื้อมวนหวานระยะหนอน อาทิ ย่านาง ข้าวสาร และบอระเพ็ด สำหรับช่วงที่ผลผลิตเริ่มสุก ควรเก็บกลุ่มไข่และตัวหนอนขนาดเล็กมาทำลายนอกสวน ใช้ไฟส่องพร้อมนำสวิงโฉบจับตัวเต็มวัยผีเสื้อมวนหวานไม่ให้มาวางไข่ในช่วงเวลา 20.00-22.00 น. เนื่องจากผีเสื้อมวนหวานออกหากินและทำลายผลไม้ในเวลากลางคืน

นอกจากนี้ สามารถใช้เหยื่อพิษที่ทำด้วยผลไม้สุกมีกลิ่นหอมมาทำเป็นเหยื่อล่อ เช่น กล้วย สับปะรด มะละกอ ลูกตาลสุก โดยนำไปตัดเป็นชิ้นหนาประมาณ 1 นิ้ว จากนั้นนำมาจุ่มลงในสารฆ่าแมลงคาร์บาริล 85% ดับเบิลยูพี อัตรา 2 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร แล้วแช่ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที และนำไปแขวนไว้ในทรงพุ่มที่ระดับความสูง 1-1.5 เมตร ตามจุดต่างๆ ในสวน เว้นระยะห่างกันจุดละ 20 เมตร ต่อ 1 กับดัก หรือพ่นด้วยสารสกัดสะเดาที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันผีเสื้อมวนหวาน โดยนำมาพ่นให้ทั่วสวนในเวลาเย็นช่วงใกล้เก็บเกี่ยวผลผลิตทุก 7 วัน พ่นติดต่อกัน 3-4 ครั้ง

นาข้าว8พันไร่7จังหวัดเสียหาย l เตือนเฝ้าระวังเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367506

news_default

นาข้าว8พันไร่7จังหวัดเสียหาย l เตือนเฝ้าระวังเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดหนัก

วันอังคาร ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากรายงานสถานการณ์ศัตรูพืชล่าสุดพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเข้าทำลายนาข้าว ซึ่งในช่วงนี้เป็นฤดูการปลูกข้าวหลัก (ข้าวนาปี) ผลการสำรวจล่าสุดพบการทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลกว่า 8 พันไร่ ใน 7 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครราชสีมา และลพบุรี โดยปัจจัยที่มีผลต่อการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ได้แก่ ในนาข้าวมีน้ำขังตลอดเวลาทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสามารถเพิ่มจำนวนได้มาก การปลูกข้าวหนาแน่น ใช้ปุ๋ยไนโตรเจนอัตราสูง ใช้พันธุ์ข้าวอ่อนแอ เช่น พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และพันธุ์ปทุมธานี 1 ไม่อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ และใช้สารเคมีมากเกินความจำเป็น

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่น เช่น กข4 กข9 กข15 กข25 กข31 (ปทุมธานี 80) กข43 ชัยนาท 1 ชัยนาท 2 สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 2 สุพรรณบุรี 3 สุพรรณบุรี 60 สุพรรณบุรี90 พิษณุโลก 2 พิษณุโลก 60-2 เป็นต้น และไม่ควรปลูกพันธุ์เดียวติดต่อกันเกิน 4 ฤดูปลูก หมั่นสำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ หากพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลให้ใช้เชื้อราบิวเวอเรีย (เชื้อสด) อัตรา 1 กิโลกรัม (2 ถุง) ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นบริเวณที่พบในช่วงเวลาเย็น สำหรับแหล่งที่มีการระบาดแต่สามารถควบคุมระดับน้ำในนาได้ หลังปักดำหรือหว่าน 2-3 สัปดาห์ จนถึงระยะข้าวตั้งท้อง ให้ควบคุมน้ำในแปลงนาให้พอดินเปียก หรือมีน้ำเรี่ยผิวดินนาน 7-10 วัน แล้วปล่อยขังทิ้งไว้ให้แห้งเองสลับกันไป เพื่อปรับสภาพนิเวศในแปลงนาไม่ให้เหมาะต่อการขยายประชากร และยังทำให้มดขึ้นมากัดกินตัวอ่อนของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ซึ่งจะช่วยลดการระบาดลงได้

หากจำเป็นต้องใช้สารกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แนะนำว่า ข้าวระยะกล้าถึงแตกกอ (อายุ 30-45 วัน) ใช้ บูโพรเฟซิน 25% WP 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ข้าวระยะแตกกอเต็มที่ ใช้ อีโทเฟนพร็อกซ์ 10% EC 20ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ข้าวระยะตั้งท้องถึงออกรวง ใช้ ไทอะมิโทแซม 25% WG 2 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร และระยะใกล้เก็บเกี่ยวหากพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลตัวเต็มวัยบินเล่นแสงไฟบริเวณบ้าน ให้ใช้เครื่องดูดแมลงหรือกับดักกาวเหลืองล่อทำลาย ไม่ควรใช้สารเคมีบางชนิดที่จะทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดเพิ่มขึ้น คือ สารกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์ ชนิดพ่นน้ำ ได้แก่ แอลฟาไซเพอร์เมทริน 10% EC ไซแฮโลทริน แอล 5% EC และไซเพอร์เมทริน 15% EC 25% EC อย่างไรก็ตาม ควรหมั่นสำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ หากพบการเข้าทำลายของศัตรูพืชให้รีบป้องกันกำจัดทันที

มุ่งบูรณาการงานวิจัย เกษตรฯย้ำพัฒนาองค์ความรู้บุคลากร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367508

news_default

มุ่งบูรณาการงานวิจัย เกษตรฯย้ำพัฒนาองค์ความรู้บุคลากร

วันอังคาร ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรได้จัดสัมมนา Year End Seminar 2018 เพื่อให้ผู้บริหาร ที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และบุคลากร ได้รับทราบผลการดำเนินงานปี 2561 และแนวทางการดำเนินงานปี 2562 อีกทั้งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และข้อคิดเห็น เพื่อให้เกิดมุมมองหรือแนวคิดใหม่ในการที่จะพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและบริหารจัดการในปีต่อไปให้มีผลสัมฤทธิ์มากยิ่งขึ้นในอนาคต

ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ สานต่องานนโยบาย 15 ด้าน โดยมุ่งการนำนโยบายไปปฏิบัติให้บรรลุผลและยกระดับการบริหารจัดการมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่เกษตร 4.0 เน้นการบริหารจัดการด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ความสมดุลของ Demand และ Supply การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร มุ่งพัฒนาทั้งด้านคุณภาพ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ โดยการนำหลักบริหารจัดการสินค้าเกษตรที่สำคัญแบบครบวงจร ร่วมกับการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม องค์ความรู้ โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พัฒนา Smart Product ออกสู่ตลาด อีกทั้งมุ่งพัฒนาเกษตรกร พัฒนานักวิจัย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเป็น Smart Farmer Smart Researcher นอกจากนี้ การสร้างการรับรู้ ให้เน้นการทำงานแบบบูรณาการกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาการเกษตรสู่เกษตร 4.0 อย่างต่อเนื่อง และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ จะมุ่งดำเนินการปฏิรูปภาคการเกษตร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีความภูมิใจในอาชีพ ภายใต้หลักการตลาดนำการผลิต และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต จึงต้องมีการนำงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปใช้ประโยชน์ร่วมกับการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นบุคลากรของกรมวิชาการเกษตร จึงต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ให้รู้ลึก รู้จริง ทำได้จริง ทันสมัยตลอดเวลา ทำงานวิจัยแบบบูรณาการครบวงจร ให้ได้นวัตกรรมที่ใช้ได้จริงและถ่ายทอดสู่กลุ่มเป้าหมาย เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อภาคเกษตร

รักษ์เกษตร : ปลูกไม้ประดับในอาคาร ต้องรู้อะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367511

news_default

รักษ์เกษตร : ปลูกไม้ประดับในอาคาร ต้องรู้อะไร

วันอังคาร ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมชอบปลูกต้นไม้ไว้ในอาคาร แต่ไม่ทันไรก็จะดูโทรมๆ ลงทุกที ขอทราบความรู้เรื่องนี้ด้วยครับ

สถาพร เจริญสิทธิพงษ์

อ.เมือง จ.นครพนม

คำตอบ

การปลูกไม้ประดับในอาคาร มีเป้าหมายในการสร้างบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ และดูร่มรื่นสวยงาม ผู้ปลูกควรจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในการจัดการพืชที่ปลูก ซึ่งอาจจะสอบถามจากผู้รู้ และจากแหล่งความรู้ต่างๆ เพราะมีความยุ่งยากพอควร และต้องใส่ใจในการบำรุงรักษาอย่างมากเป็นพิเศษ การนำต้นไม้มาตกแต่งภายในอาคาร นักวิชาการเกษตรได้ให้ข้อควรคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ดังนี้

การจัดวาง ถ้าต้องการจัดวางไว้ที่โต๊ะทำงาน หรือชุดรับแขก ต้นไม้ที่นำมาจัดวาง ควรมีขนาดเล็ก มีแบบรูปทรงที่น่ารักเมื่อมองใกล้ๆ และไม่บังสายตา เพื่อสะดวกต่อการเคลื่อนย้าย หรือนำออกไปรับแสงแดด ถ้าจะจัดวางที่หลังตู้เอกสาร หรือหลังตู้เย็น ควรเป็นไม้ประดับประเภทไม้ใบ เช่น พลูด่าง ราชินีหินอ่อน โดยปลูกในกระถางทรงต่ำ มีจานรอง จะทำให้ต้นห้อยย้อยลงมาจะสวยงาม ถ้าจัดวางไว้ที่บริเวณมุมห้อง ควรเป็นต้นไม้ที่ปลูกในกระถางขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ เป็นไม้พุ่มสูงไม่เกิน 1 เมตร ไม่ควรตั้งกระถางต้นไม้ในที่ที่ลมพัดแรงๆ หรือที่มีไอร้อน วางต้นไม้ตามความต้องการแสงของแต่ละต้น หากต้นไม้ต้องการแสงมาก ให้วางใกล้ๆ ประตู หรือถ้าต้นไม้ต้องการแสงน้อย ก็ให้วางใกล้หน้าต่าง

การให้ปุ๋ยให้น้ำ ต้นไม้ที่นำมาปลูกในอาคาร ต้องหมั่นสังเกตว่า ถ้าเป็นต้นไม้ชนิดในร่มบางชนิด มีลำต้นบอบบาง ใบใหญ่ จะมีการคายน้ำสูง จึงต้องเติมน้ำบ่อยๆ และให้ปุ๋ยตามประเภทของไม้ประดับนั้นๆ ด้วย การรดน้ำต้นไม้ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรต้องระมัดระวัง น้ำที่ใช้ไม่ควรร้อน หรือเย็นเกินไป ควรรดน้ำในตอนเช้า หรือตอนเย็นเท่านั้น ไม่ควรรดตอนแดดจัด ควรรดที่โคนต้น หรือที่ดินเท่านั้น ไม่รดตรงดอกหรือใบ และไม่ควรรดให้ดินแฉะเกินไป

การรับแสงแดด ไม้ประดับในร่มส่วนใหญ่ ต้องการเพียงแสงสว่างเท่านั้น การได้รับแสงแดดได้รับเพียงเล็กน้อยในวันหนึ่งๆ ก็สามารถเจริญเติบโตได้ การดูแลควรนำไปรับแสงแดดบ้างเป็นบางครั้ง

การจัดต้นไม้สับเปลี่ยน การปลูกในสำนักงานหรืออาคารใหญ่ ควรมีต้นไม้สำหรับสับเปลี่ยนอย่างน้อย 2 ชุด เมื่อวางต้นไม้ตามจุดต่างๆ สักระยะหนึ่ง แล้วต้นไม้จะโทรม ควรเปลี่ยนอีกชุด เพื่อให้ชุดที่เริ่มโทรมนำไปรับอากาศและแดดรำไร ให้ฟื้นตัว จัดการดูแลรักษาและบำรุงให้ปุ๋ยต้นไม้ ตามความต้องการของต้นไม้แต่ละชนิด

การทำความสะอาดต้นไม้ ต้องหมั่นทำความสะอาดใบและต้นเสมอ โดยใช้วิธีรดน้ำ หรือจุ่มน้ำ และการใช้สำลี หรือฟองน้ำชุบน้ำเช็ดเบาๆ บริเวณใบ และลำต้น

การทำหลักให้กับต้นไม้ยึดเกาะ ควรทำหลักให้กับต้นไม้ที่นำมาปลูก ต้นไม้ส่วนใหญ่จะมีลำต้นอ่อนและยืดหยุ่นสูง การทำหลักให้ยึดเกาะ จะช่วยจัดทรงของต้นไม้ให้ดูดีขึ้น แต่ควรระวังเรื่องไปทำรากขาด และความสวยงามเหมาะสมด้วย

การดูแลรักษา ให้ทำการตัดแต่งกิ่งให้ได้รูปทรงที่สวยงาม หรือตามขนาดที่ต้องการ และห้ามใช้ยาปราบศัตรูพืชกับต้นไม้ในอาคารเป็นอันขาด เพราะตัวยาที่อันตราย จะระเหยอยู่ภายในอาคาร เกิดอันตรายได้

การหาซื้อต้นไม้มาปลูกในอาคาร ควรเลือกต้นไม้ที่ทนทานและตายยาก ควรศึกษาด้วยว่าต้นไม้แต่ละชนิด จะต้องดูแลอย่างไร ชอบดินประเภทไหน ต้นไม้นี้ ชอบแสงแดดจัดหรือรำไร ต้องการน้ำและปุ๋ยมากหรือน้อย การปลูกไม้ประดับไว้ภายในบริเวณบ้านหรือภายในอาคารสำนักงาน ช่วยให้เราได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น สีเขียวของต้นไม้ช่วยลดความเครียด ช่วยผ่อนคลายให้ความรู้สึกสดชื่นอีกด้วยนะครับ

นาย รัตวิ

คุมเข้มสารพิษตกค้างผัก-ผลไม้ ‘ส้ม-พริก-ถั่วฝักยาว’แชมป์ตรวจพบสูงสุด-แต่ยังปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367510

news_default

คุมเข้มสารพิษตกค้างผัก-ผลไม้ ‘ส้ม-พริก-ถั่วฝักยาว’แชมป์ตรวจพบสูงสุด-แต่ยังปลอดภัย

วันจันทร์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 16.10 น.

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯโดยกรมวิชาการเกษตร และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ดำเนินโครงการเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สด ซึ่งปี 2561 มีการเก็บตัวอย่างผักและผลไม้สด 41 ชนิด รวม 7,054 ตัวอย่างจากทั่วประเทศมาตรวจสอบ พบว่า ผ่านมาตรฐานร้อยละ 88.8 ไม่ผ่านร้อยละ 11.2 และเมื่อนำปริมาณที่ตรวจพบในผักและผลไม้สดมาประเมินความเสี่ยงผู้บริโภค พบว่าร้อยละ 99.86 ยังปลอดภัย

โดยการดำเนินงานของ กระทรวงเกษตรฯ ในปี 2561 กรมวิชาการเกษตร ได้เก็บตัวอย่างจากแปลงที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) 2,007 ตัวอย่าง และแปลงที่อยู่ระหว่างการตรวจรับรองมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีทางการเกษตร (GAP) 2,372 ตัวอย่าง ผลการตรวจพบว่า ตัวอย่างที่เก็บจากแปลงเกษตรกรที่ได้รับการรับรอง GAP ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ร้อยละ 93.7 ส่วนแปลงที่อยู่ระหว่างขอรับการรับรอง GAP ผ่านเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 91 ซึ่งทั้ง 2 แหล่งมีผลการวิเคราะห์ใกล้เคียงกัน เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ปฏิบัติตามมาตรฐาน GAP โดยจะมีเกณฑ์ที่ควบคุมดูแลการใช้สารเคมีอย่างเข้มงวด

นอกจากนี้ มกอช. จะทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานสารพิษตกค้างในสินค้าเกษตรและปรับปรุงมาตรฐานให้เป็นปัจจุบันตามข้อมูลการใช้สารเคมีของไทยและตามมาตรฐานสากล รวมทั้งจัดทำฐานข้อมูลเพื่อใช้ประเมินความเสี่ยงต่อผู้บริโภค ในกรณีที่ตรวจพบสารพิษตกค้างเกินมาตรฐาน เพื่อร่วมกับกรมวิชาการเกษตรและกระทรวงสาธารณสุขดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดต่อไป

ด้าน นายแพทย์ธเรค กรัษนัยรวิวงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุข มีการเก็บตัวอย่างจากโรงคัดบรรจุผักผลไม้ 715 ตัวอย่าง ผลการตรวจผ่านเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ85.6 และสำหรับการเก็บตัวอย่างในจุดจำหน่ายและจุดบริโภค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ เก็บตัวอย่างจากห้างสรรพสินค้า 1,317 ตัวอย่าง ตลาดค้าส่งและตลาดสด 481 ตัวอย่าง และจากครัวโรงพยาบาล 162 ตัวอย่าง ผลการตรวจพบว่าตัวอย่างจากห้างสรรพสินค้านั้น สินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผ่านเกณฑ์ 86.4% สินค้าที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานผ่านเกณฑ์ 71.8% ตลาดค้าส่งและตลาดสด ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ร้อยละ 64.9 ครัวโรงพยาบาล ผ่านเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 77.8

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลการตรวจของกระทรวงสาธรณสุขและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า ผักและผลไม้สดที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 100% มีจำนวน 6 ชนิด ได้แก่ มันฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง มังคุด ผักกาดขาวปลี ถั่วแขก และข้าวโพดหวาน พบสารพิษต่ำมาก โดยผักและผลไม้สดที่พบปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด 6 อันดับแรก ได้แก่ พริกถั่วฝักยาว คะน้า ส้ม มะเขือ และมะเขือเทศ แต่ยังมีความปลอดภัยในการบริโภค เนื่องจากสารตกค้างจะเกิดอันตรายต่อเมื่อบริโภคในปริมาณมาก จึงควรบริโภคอาหารที่หลากหลายไม่ซ้ำกันมากเกินไปส่วนส้มซึ่งพบสารพิษตกค้างสูงสุด หากปอกเปลือกแล้วจะทำให้ปริมาณสารพิษตกค้างลดลงกว่าร้อยละ 90 อีกทั้งก่อนการบริโภคผักและผลไม้สด ควรล้างให้สะอาดเพื่อลดการตกค้างสารเคมี

รมช.เกษตรฯมอบนโยบายเนื่องในโอกาสครบรอบ 46 ปีวันสถาปนากรมวิชาการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367428

รมช.เกษตรฯมอบนโยบายเนื่องในโอกาสครบรอบ 46 ปีวันสถาปนากรมวิชาการเกษตร

วันจันทร์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 12.45 น.

รมช.เกษตรฯ มอบนโยบายแก่บุคลากรกรมวิชาการเกษตร เนื่องในโอกาสครบรอบ 46 ปี กำหนดทิศทางการดำเนินงาน ให้เร่งรัดเดินหน้างานตามโครงการนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ อย่างต่อเนื่อง

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังงานวันคล้ายวันสถาปนากรมวิชาการเกษตร ครบรอบ 46 ปี 1 ตุลาคม 2561 ณ กรมวิชาการเกษตร ว่า กรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานในกลุ่มภารกิจการผลิตของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจหลักด้านการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช เทคโนโลยีการผลิต การตรวจรับรองมาตรฐาน สถานการณ์ภาพรวมเกษตร รวมทั้งงานควบคุมตามพระราชบัญญัติ 6 ฉบับ งานบริการที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยการผลิต และการส่งออกผลผลิตทางการเกษตร นับเป็นภารกิจที่มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาการเกษตรของไทย

ทั้งนี้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดทิศทางการดำเนินงาน โดยมุ่งเร่งรัดเดินหน้างานตามโครงการนโยบายสำคัญอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลโครงการเกษตรอินทรีย์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ตามที่รัฐบาลได้กำหนดวิสัยทัศน์ในยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2564 ว่า “ประเทศไทยเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคด้านการผลิต การบริโภค การค้าสินค้า และการบริการเกษตรอินทรีย์ ที่มีความยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล”

ซึ่งแนวทางการดำเนินงานจะต้องขับเคลื่อนไปทั้งระบบ ตั้งแต่การวิจัยสร้างองค์ความรู้ นวัตกรรม จัดทำฐานข้อมูลเกษตรอินทรีย์ของประเทศเพื่อการวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ รวมถึงบริหารจัดการให้มีพื้นที่ที่เหมาะสมกับการทำเกษตรอินทรีย์ ตลอดจนบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในทุกรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม ตนมุ่งหวังให้บุคลากรของกรมวิชาการเกษตรนำหลักการดำเนินงานดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติงานทุกภารกิจ เพื่อยกระดับทั้งภาควิชาการ ภาคการผลิต และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน และพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและประเทศไทยให้มีความมั่นคงก้าวหน้าตลอดไป

รายงานพิเศษ : โครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย เสริมเศรษฐกิจฐานราก-สร้างเงินหมุนเวียนชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367279

รายงานพิเศษ : โครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย เสริมเศรษฐกิจฐานราก-สร้างเงินหมุนเวียนชุมชน

วันจันทร์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“โครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย” นับเป็นหนึ่งในโครงการไทยนิยมยั่งยืนที่สำคัญในรอบปี 2561 รัฐบาลมอบหมายให้ “กรมส่งเสริมการเกษตร” เป็นผู้ดำเนินการผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากโครงการนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และความมั่นคงในชีวิตให้เกษตรกรเท่านั้น แต่ยังสร้างผลประโยชน์ตามมาอีกมากมาย โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดความเข้มแข็ง เพื่อเป็นรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาวต่อไป

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับมอบหมายให้เข้าไปจัดอบรมทักษะอาชีพ และสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มพัฒนาอาชีพขึ้นในชุมชน โดยรัฐจะสนับสนุนงบประมาณชุมชนละไม่เกิน 3 แสนบาท เป้าหมาย 9,101 ชุมชนทั่วประเทศ รวมงบประมาณ 5,278 ล้านบาท โดยผลดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันซึ่งใกล้ครบกำหนดปิดโครงการเป็นที่น่าพอใจมาก

จากข้อมูล ณ วันที่ 19 กันยายน 2561 มีเกษตรกรผ่านการอบรมอาชีพเสริมทั้งสิ้น 1,620,308 ราย หรือคิดเป็น 89.01% จากเป้าหมาย 1,820,200 ราย งบประมาณ 2,253 ล้านบาท และมีเกษตรกรรวมกลุ่มเสนอโครงการพัฒนาอาชีพที่ได้รับการอนุมัติ 24,977 โครงการ โดยกลุ่มอาชีพที่มีการของบประมาณมากที่สุด คือ โครงการด้านการผลิตอาหารและแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร 7,287 โครงการ หรือ 29.17% รองลงมา ได้แก่ ด้านการผลิตพืช, ปศุสัตว์, การประมง, การผลิตปุ๋ยอินทรีย์และปรับปรุงบำรุงดิน, การผลิตแมลงเศรษฐกิจ, ฟาร์มชุมชน, การจัดการศัตรูพืช และการเกษตรอื่นๆ ตามลำดับ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้โอนงบประมาณให้เกษตรกรครบทุกโครงการแล้ว เป็นเงิน 2,617 ล้านบาท

“สาเหตุที่มีการเสนอโครงการแปรรูปผลผลิตมาก เพราะเกษตรกรมีอาชีพหลักในการผลิตสินค้าขั้นต้นอยู่แล้ว ทำให้มีความสนใจแปรรูปผลผลิตที่ตัวเองผลิตได้หรือใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นมาแปรรูปเพิ่มมูลค่า ซึ่งในสมัยดำเนินโครงการเกษตรยั่งยืน 1 หรือ 9101 เมื่อปีที่ผ่านมา กิจกรรมที่เกี่ยวกับการแปรรูปจะขายได้ดี เกษตรกรมีรายได้มาก และมีการเชื่อมโยงกับตลาดท้องถิ่น ตลาดโอท็อป และตลาดท่องเที่ยว”

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวต่อว่า ข้อสำคัญอีกประการของโครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย
คือ โครงการนี้จะทำให้เกิดกระแสเงินหมุนเวียนในชุมชน ทั้งจากการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์จากร้านค้าในท้องถิ่นเพื่อนำมาใช้ในโครงการ การซื้อขายสินค้าระหว่างเกษตรกรในชุมชนและชุมชนข้างเคียง และการซื้อขายระหว่างกลุ่มเกษตรกรกับพ่อค้า ซึ่งล้วนเป็นการสร้างรายได้และทำให้เกิดกำลังซื้อ ส่งผลให้เกิดเงินหมุนเวียนกลับมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นได้อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าโครงการเสริมสร้างรายได้ฯจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 2.5 เท่าของงบประมาณที่ลงไปในแต่ละชุมชน

ดร.เศรษฐพงศ์ เลขะวัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการโครงการเกษตรยั่งยืน กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการเสริมสร้างรายได้ฯเป็นการเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง เพราะไม่เพียงจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในชุมชนเท่านั้น แต่ยังช่วยบรรเทาปัญหาราคาสินค้าตกต่ำได้ด้วย เช่น กรณีภาคตะวันออกที่มักประสบปัญหาผลไม้ล้นตลาดจนราคาตกต่ำเกือบทุกปี แต่การมีเกษตรกรรวมกลุ่มแปรรูปผลผลิต จะทำให้เกิดกลุ่มผู้รับซื้อผลไม้จากเกษตรกรในท้องถิ่นในราคาเป็นธรรม จึงเป็นการบรรเทาได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ โครงการยังช่วยสร้างงานในชุมชน เช่น กลุ่มเกษตรกรผู้รับจ้างกรีดยางที่ต้องว่างงานช่วงฤดูฝนเพราะไม่สามารถกรีดยางได้ ทำให้ขาดรายได้ ก็สามารถมาร่วมกับกลุ่มเพื่อทำอาชีพเสริม

ขณะเดียวกัน ยังมีสิ่งสำคัญอีกประการ นั่นคือ “ความยั่งยืน” ในการพัฒนาอาชีพให้เกษตรกร เพราะแม้โครงการจะต้องยุติลง แต่เกษตรกรทุกคนยังมี “ต้นทุน” สำคัญอยู่กับตัว ทั้งองค์ความรู้ที่ได้รับจากการอบรม และวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ ตามที่รัฐสนับสนุนงบประมาณจัดซื้อ สิ่งเหล่านี้ล้วนจะยังคงอยู่กับเกษตรกรเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงให้กับตัวเองต่อไป

“โครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย” ที่กำลังจะผ่านไป จึงเปรียบเป็นเพียงแค่ “ก้าวแรก” ในการเสริมสร้างชีวิต-สร้างเศรษฐกิจชุมชนให้กับเกษตรกรเท่านั้น หลังจากนี้ยังมี “ก้าวต่อไป” ที่สมาชิกในกลุ่มของเกษตรกร จะต้องร่วมมือกันเพื่อให้สามารถเดินต่อไปได้ด้วยลำแข้งของตัวเองอย่างยั่งยืน

ชายคาพระพิรุณ : 1 ตุลาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367275

586851

ชายคาพระพิรุณ : 1 ตุลาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา” กลับมาเล่าข่าวเหมือนเคย…สัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นการทำงานในชีวิตราชการของหลายคนในกระทรวงเกษตรฯ นับจากนี้ จะกลายเป็นราษฎรเต็มขั้น ถึงเวลาพักผ่อนเลี้ยงหลานอยู่บ้านเสียที ส่วนใครที่ยังพอมีฝีไม้ลายมือก็อาจจะได้รับทาบทามให้เป็นที่ปรึกษาทั้งในหน่วยงานเอกชนหรือช่วยงานในร่มชายคาพระพิรุณต่อไปอีก ขุนเกษตรา ขออวยพรให้ทุกท่านมีความสุขกับชีวิตหลังเกษียณ ในเส้นทางที่ท่านเลือกนะครับ…และวันนี้อีกเช่นกัน วันที่ 1 ตุลาคม ก็เป็นวันเริ่มตำแหน่งใหม่ของใครอีกหลายๆ คน นับตั้งแต่หัวขบวนใหญ่ใต้ร่มชายคาพระพิรุณ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ที่ขยับจากอธิบดีกรมการข้าวมาเป็นปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แทน นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ที่เกษียณอายุราชการ และมีข่าวแว่วๆ ว่าอาจจะไปเป็นหนึ่งใน 5 เสือ กกต. เท็จจริงแค่ไหน ขุนเกษตรา ไม่ทราบครับ แค่ได้ยินมาแว่วๆ ต้องติดตามตอนต่อไป และนับจากนี้ ขุนเกษตรา คงต้องขอฝากความหวังและเป็นกำลังใจให้ท่านปลัดกระทรวงฯ คนใหม่ช่วยนำพาเกษตรกรหลุดพ้นจากความยากจน ยืนหยัดในอาชีพอย่างเข้มแข็ง มั่นคง..

วันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ สำหรับปีนี้เป็นปีที่ 46 ซึ่ง นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ส่งสารแสดงความยินดีข้อความตอนหนึ่งว่า…รัฐบาลมีความต้องการพัฒนาให้สหกรณ์เป็นฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศและเป็นกลไกพัฒนาภาคการเกษตรไทย พร้อมสนับสนุนให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งและมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งสหกรณ์เองจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ ปรับเปลี่ยนการปลูกให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ตรงกับความต้องการของตลาด ใช้ตลาดนำการผลิต เพิ่มช่องทางการค้าขายผ่านเว็บไซต์ไปสู่ตลาดโลก พัฒนาสินค้าและรูปลักษณ์รูปให้ตรงกับที่ผู้บริโภคต้องการ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและสามารถแข่งขันได้ รวมทั้งสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมดำเนินธุรกิจในสหกรณ์ เพื่อจะได้นำความคิดและความรู้ใหม่ๆ เข้ามาพัฒนาสหกรณ์ให้เข้มแข็งขึ้น จึงเป็นหน้าที่สำคัญของกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการพัฒนาส่งเสริมขีดความสามารถของสหกรณ์ให้เข้มแข็ง สนับสนุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและอุปกรณ์ที่ทันสมัย ได้มาตรฐาน เพื่อให้สหกรณ์สามารถพัฒนาและเป็นที่ยอมรับและเชื่อมั่นจากสมาชิกและประชาชนทั่วไป และเพื่อให้การปฏิบัติงานบรรลุเป้าหมายที่วางไว้มีประสิทธิภาพสูงสุดสิ่งสำคัญคือจะต้องมีการพัฒนาขีดความสามารถบุคลากรกรมส่งเสริมสหกรณ์ให้มีความเป็นมืออาชีพด้านสหกรณ์และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับการเสริมสร้างความรู้ วิทยาการสมัยใหม่ตลอดเวลา เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน เพื่อพัฒนาศักยภาพให้สหกรณ์ทุกประเภทสามารถเป็นที่พึ่งของมวลสมาชิกได้อย่างแท้จริง รวมทั้งเพื่อให้ก้าวทันต่อการพัฒนาของสหกรณ์ด้วย…

จากกรณีมีรายงานพบโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่จีนในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และมีแนวโน้มการระบาดที่รุนแรงขึ้น นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ แจ้งว่า ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการการเฝ้าระวังและควบคุมโรค
อหิวาต์แอฟริกาในสุกร (War room) มีหน้าที่ในการติดตามและประเมินสถานการณ์ของโรคเป็นรายวันโดยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งข่าวต่างๆ ทั้งที่เป็นทางการ เช่น OIE FAO และแหล่งข่าวที่ไม่เป็นทางการ เพื่อกำหนดมาตรการการเฝ้าระวังให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของโรค มิให้สามารถเข้ามาสร้างความเสียหายแก่ประเทศไทยได้ นอกจากนี้ ยังเข้มงวดการตรวจจับการลักลอบนำผลิตภัณฑ์จากปศุสัตว์ที่นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยที่กลับจากต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศกลุ่มเสี่ยงนำเข้ามาในประเทศ ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตามช่องทางเข้า-ออก (Port of entry) เช่น สนามบินนานาชาติ ท่าเรือ จุดผ่านแดนต่างๆ ส่วนการเลี้ยงสุกรในบ้านเรา กรมปศุสัตว์ได้ขอความร่วมมือเกษตรกรให้ยกระดับการเลี้ยงสุกรให้มีระบบการป้องกันโรคที่ดีตามมาตรฐาน GAP และหากเป็นรายย่อยให้ใช้มาตรฐานการป้องกันและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (GFM) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบแหล่งที่มาของสุกรก่อนเข้าฟาร์ม ร่วมกับการจัดการด้านระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึ่งจะช่วยป้องกันการนำโรคเข้าสู่ฟาร์มได้ นอกจากนี้ ให้สังเกตอาการสุกรอย่างใกล้ชิด หากพบสุกรแสดงอาการป่วย เช่น มีไข้สูง เบื่ออาหาร ผิวหนังเป็นปื้นแดงและต่อมาเป็นสีเขียวคล้ำ พบภาวะแท้งในแม่สุกรและมีจำนวนสุกรตายผิดปกติให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที หรือcall center 06-3225-6888 หรือที่แอพพลิเคชั่น DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” เพื่อจะได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือต่อไป…

ขุนเกษตรา

เร่งเคลื่อน2โครงการพระราชดำริ กรมชลลุยแก้ปัญหาน้ำประจวบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367277

news_default

เร่งเคลื่อน2โครงการพระราชดำริ กรมชลลุยแก้ปัญหาน้ำประจวบ

วันจันทร์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เร่งเคลื่อน2โครงการพระราชดำริ

กรมชลลุยแก้ปัญหาน้ำประจวบ

ปูพรมป้องกันท่วมบางสะพาน

เดินหน้าสร้างอ่างฯบ้านป่าละอู

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ได้นำคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านป่าละอูอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำให้เป็นไปตามเป้าหมาย

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านป่าละอูฯ เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ความจุ 10.46 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) กรมชลประทานได้ทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่จะดำเนินการสร้างอ่างเก็บน้ำบ้านป่าละอู บริเวณตอนล่างของอ่างเก็บน้ำห้วยป่าเลา ที่หมู่บ้านสหกรณ์ห้วยสัตว์ใหญ่ตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ช่วยเหลือราษฎรที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ ตั้งแต่ปี 2554 แต่ก็ยังไม่สามารถก่อสร้างได้ เนื่องจากต้องขออนุญาตเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จำนวน 49 ไร่ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา ครม.เห็นชอบให้เพิกถอนพื้นที่ดังกล่าวออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

ส่วนความคืบหน้าของโครงการนั้น ขณะนี้กรมชลประทานได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้ว โดยได้รับงบประมาณปี 2560 จาก กปร.มาดำเนินเตรียมความพร้อมในเบื้องต้น และตั้งแต่ปี 2561 จะได้รับงบปกติในการดำเนินงาน คาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จปี 2564 เร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้ในปี 2665 อย่างแน่นอน โดยในปัจจุบันมีความก้าวหน้าประมาณ 9.92%
ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จ จะสามารถส่งน้ำช่วยเหลือราษฎรสร้างความมั่นคงในพื้นที่หมู่ที่ 3 และหมู่บ้านใกล้เคียงในตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ จำนวน 1,095 ครัวเรือน ประชากร ประมาณ 3,250 คน มีพื้นที่รับประโยชน์ 6,490 ไร่ รวมทั้งจะมีการส่งน้ำให้กับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนเรศวรป่าละอู เพื่อให้ครูและนักเรียนมีน้ำใช้เพื่อการอุปโภค-บริโภคอย่างพอเพียง นอกจากนี้จะทำให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่มีจุดเด่นไม่เหมือนอ่างเก็บน้ำอื่นๆ คือ จะมีสันเขื่อนเดิมอยู่กลางอ่างเก็บน้ำทั้ง 2 แห่ง คือเก็บน้ำห้วยป่าเลา และอ่างเก็บน้ำบ้านป่าละอูอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

สำหรับโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมชลประทานได้นำผลการศึกษาโครงการฯ ที่ได้ศึกษาไว้เมื่อปี 2555 มาดำเนินการสำรวจ ออกแบบ เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ซึ่งโครงการดังกล่าวจะประกอบด้วยการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 2 แห่ง คืออ่างเก็บน้ำไทรทอง มีความจุ 13.36 ล้าน ลบ.ม. จะเริ่มก่อสร้างในปี 2562 และอ่างเก็บน้ำคลองลอยตอนล่าง มีความจุ 17.46 ล้าน ลบ.ม. จะเริ่มก่อสร้างในปี 2564 เพื่อตัดยอดน้ำก่อนไหลลงคลองบางสะพาน พร้อมทั้งขุดขยายคลองเดิม คือ คลองบางสะพาน คลองแม่รำพึง และคลองปัตตามัง-เขาม้าร้อง รวมทั้งสร้างคลองผันน้ำสายใหม่อีก 3 สาย เพื่อรองรับการระบายน้ำให้ได้มากกว่า 1,000 ลบ.ม./วินาที ทำให้สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอบางสะพานที่เกิดขึ้นเป็นประจำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินโครงการนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการขุดลอก ขยายคลองเดิมให้สามารถระบายน้ำได้ 525 ลบ.ม./วินาที พร้อมก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ 3 แห่ง ส่วนคลองผันน้ำสายใหม่อยู่ระหว่างการจ่ายค่าชดเชยที่ดิน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2563 ทั้งนี้ เมื่อดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งโครงการจะสามารถระบายน้ำได้ 1,025 ลบ.ม./ วินาที และสามารถเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักจากเดิมได้อีกประมาณ 30.82 ล้าน ลบ.ม. ใช้เป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตรในพื้นที่ได้อย่างพอเพียง