ขยายผล‘ข้าวครบวงจร’ n เกษตรฯดันปลูกพืชทดแทนพื้นที่ไม่เหมาะสมปลูกข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367276

news_default

ขยายผล‘ข้าวครบวงจร’ n เกษตรฯดันปลูกพืชทดแทนพื้นที่ไม่เหมาะสมปลูกข้าว

วันจันทร์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว ได้ดำเนินโครงการข้าวครบวงจร ภายใต้นโยบายที่ได้รับมอบจากคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ซึ่งในปีนี้ได้มีการวางแผนว่า กระทรวงเกษตรฯ จะสนับสนุนการปลูกข้าวรอบที่ 1 (ข้าวนาปี) จำนวนทั้งสิ้น 58 ล้านไร่เศษ คาดว่าจะได้ผลผลิตประมาณ 23-25 ล้านตัน ซึ่งต้องรอการประเมินขั้นสุดท้ายในเดือนตุลาคมอีกรอบ โดยกรมการข้าว กระทรวงพาณิชย์ และภาคส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ในช่วงของข้าวนาปีสามารถดำเนินการไปได้ด้วยดี แต่จะมีปัญหาที่ได้รับรายงานบ้าง เช่น ภาวะฝน ทิ้งช่วง หรือภาวะแล้งในบางพื้นที่ โดยเฉพาะทางภาคอีสานตอนใต้ จะมีผลกระทบต่อผลผลิตข้าวหอมมะลิในบางส่วน อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้มีการเก็บเกี่ยวข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น พื้นที่ลุ่มน้ำบางระกำ และพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาอีก 12 แห่ง ซึ่งเกษตรกรกำลังทยอยเก็บเกี่ยวข้าว โดยขณะนี้กรมชลประทานได้มีการปล่อยน้ำเข้าไปในทุ่งบางระกำ เพื่อหน่วงน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง กระทรวงเกษตรฯ จึงจะส่งเสริมอาชีพทางด้านการประมงต่อไป

นอกจากนี้ หน่วยงานในสังกัดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้บูรณาการการทำงาน โดยจะสนับสนุนให้มีการปลูกพืชให้มีความหลากหลาย ได้มีการทำ Zoning by Agri map พบว่าในบางพื้นที่เป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกข้าว จะสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชอย่างอื่นทดแทน และหลังจากการทำนาจะมีโครงการที่สำคัญของกระทรวงเกษตรฯ เช่น การส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา การสนับสนุนให้เกษตรกรพัฒนาคุณภาพดินด้วยการปลูกพืชปุ๋ยสด และการสนับสนุนให้ปลูกพืชชนิดอื่นหลังการทำนา เช่น พืชตระกูลถั่ว เป็นต้น

ทั้งนี้ คาดหวังว่าฤดูกาลทำนารอบที่ 2 (ข้าวนาปรัง) ที่จะเริ่มในช่วงปลายปี จะมีเกษตรกรปรับลดพื้นที่ จากพื้นที่จำนวน 12.2 ล้านไร่ ลดลงมาประมาณ 2 ล้านไร่ จะทำให้เกิดการสมดุลระหว่างอุปสงค์-อุปทานข้าวเปลือก และไม่กดดันในเรื่องราคา ขณะเดียวกัน จะได้ผลผลิตทางการเกษตรอย่างอื่น เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ภาคอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ยังมีความต้องการวัตถุดิบในการทำอาหารสัตว์เป็นจำนวนมาก และจะเป็นประโยชน์ต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่อไป

กษ.ปักธงยุทธศาสตร์พระพิรุณ4.0 ดันศักยภาพ’เกษตรกร’มืออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367272

กษ.ปักธงยุทธศาสตร์พระพิรุณ4.0 ดันศักยภาพ’เกษตรกร’มืออาชีพ

วันอาทิตย์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2561, 16.08 น.

กษ.ปักธงยุทธศาสตร์พระพิรุณ4.0 ดันศักยภาพเกษตรกรเป็นมืออาชีพ ก้าวสู่ธุรกิจร้อยล้าน ซื้อขายสินค้าเกษตรทุกชนิดบนตลาดดิจิทัลแฟลตฟอร์ม แตกไลน์ช่องทางทำเงินได้อีกเพียบ

30 ก.ย.61 นายกฤษ อุตตมะเวทิน เลขานุการกรม สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวในงานสัมมนายกระดับตลาดเกษตร 4.0 ยุทธศาสตร์พระพิรุณ ตามนโยบายตลาดนำการผลิตของ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวข้อ “พัฒนายกระดับเกษตรแปรรูปเกษตรอินทรีย์ ก้าวสู่ธุรกิจร้อยล้าน ด้วยเทคโนโลยีและมุมมองความสำเร็จใหม่” ว่า เพื่อเปิดเวทีให้ความรู้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย เป็นการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมเป้าหมาย มีความสามารถในการแข่งขันทางการตลาดสมัยใหม่ ซึ่งยกระดับตลาดเกษตร 4.0 ซึ่งยุทธศาสตร์พระพิรุณเป็นแผนยุทธศาสตร์และโครงการเชิงกลยุทธ์ เพื่อจัดสรรพื้นที่ตลาดดิจิทัล และ พัฒนาตลาดสินค้าเกษตรในลักษณะ เศรษฐกิจดิจิทัลเน้นการพัฒนาสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน โดยไม่ต้องแทรกแซงกลไกราคา

“เพิ่มศักยภาพเกษตรกรมีความสามารถในการแข่งขันและการเข้าถึงช่องทางการตลาดในทันที และรูปแบบกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน  SME ที่เกี่ยวข้องใน ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ผ่านเครื่องมือต่างๆ อาทิ ดิจิทัลแฟลตฟอร์ม หรือ ระบบ E-Matching Market และแฟลตฟอร์มกายภาพ หรือ ระบบร้านค้าปลีก ฟรีแฟรนไซส์ และระบบคำสั่ง ล้งเกษตรสุขใจ เพื่อนำไปสู่ Digital Thailand 4.0” นายกฤษ กล่าว

พร้อมกับวางระบบตามสอบสินค้าเกษตรบนระบบคลาวด์ และเว็บไซต์ตลาดออนไลน์ http://www.dgtfarm.com ซึ่งสามารถสร้างโอกาสให้แก่ผู้ซื้อและผู้ประกอบการที่ต้องการสินค้าตรงกันมาพบกันได้มากยิ่งขึ้น โดยสินค้าที่สามารถเข้ามาจำหน่ายในตลาดออนไลน์ จะต้องเป็นสินค้าดี มีคุณภาพ มีมาตรฐานต่างๆ ที่มีการผ่านการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรและแหล่งผลิต หรือเป็นสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ QR Trace on Cloud ระบบงานทั้งสองจึงเป็นระบบที่จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนในการสร้างความเข้มแข็ง เป็นการเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ มีรายได้ทุกช่องทาง

ยกระดับเกษตรอินทรีย์ก้าวสู่ธุรกิจร้อยล้านด้วยเทคโนโลยีและความสำเร็จใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367243

ยกระดับเกษตรอินทรีย์ก้าวสู่ธุรกิจร้อยล้านด้วยเทคโนโลยีและความสำเร็จใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2561, 11.45 น.

30 ก.ย.61 สมาพันธ์ SME แห่งประเทศไทย ร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เปิดเวทีให้ความรู้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย ในโครงการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อยกระดับเกษตรแปรรูปเกษตรอินทรีย์ก้าวสู่ธุรกิจร้อยล้านด้วยเทคโนโลยีและความสำเร็จใหม่

ซึ่งมีนายกฤษ อุตตมะเวทิน เลขานุการกรม สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมบรรยายพิเศษ เรื่อง การยกระดับตลาดเกษตร 4.0 ยุทธศาสตร์พระพิรุณ ตามนโยบายตลาดนำการผลิต ของนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี นายสมชัย เผ่าผา ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม ภาคที่ 6 เป็นประธานเปิดงาน ณ โรงแรมสบายโฮเทล จังหวัดนครราชสีมา

ทั้งนี้นายกฤษ อุตตมะเวทิน เลขานุการกรม สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อยกระดับเกษตรแปรรูปเกษตรอินทรีย์ก้าวสู่ธุรกิจร้อยล้านด้วยเทคโนโลยีและความสำเร็จใหม่ นั้นมุ่งเป้าที่จะให้ความรู้พัฒนาเกษตรกรและผู้ประกอบการให้มีศักยภาพ และมีความสามารถในการแข่งขันทางการตลาด เพื่อเพิ่มช่องทางและโอกาสในการทำการตลาดสมัยใหม่ ซึ่งการสัมมนาครั้งนี้ มีเกษตรกรและผู้ประกอบการให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟังมากกว่า 150 คน

เลขานุการกรม มกอช. กล่าวว่า เรื่อง การยกระดับตลาดเกษตร 4.0 ยุทธศาสตร์พระพิรุณ ตามนโยบายตลาดนำการผลิต ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายกฤษฎา บุญราช) ซึ่งยุทธศาสตร์พระพิรุณ (Agriculture 4.0) เป็นแผนยุทธศาสตร์และโครงการเชิงกลยุทธ์ เพื่อจัดสรรพื้นที่ตลาด Free Digital Market และ พัฒนาตลาดสินค้าเกษตรในลักษณะ Digital Economy การพัฒนาสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน โดยไม่ต้องแทรกแซงกลไกราคา แต่สร้างความสามารถในการแข่งขันและการเข้าถึงช่องทางการตลาดในทันทีของเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ตลอดจน SME ที่เกี่ยวข้องใน ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ผ่านเครื่องมือต่างๆ อาทิ ดิจิทัลแฟลตฟอร์ม หรือ ระบบ E-Matching Market และแฟลตฟอร์มกายภาพ หรือ ระบบร้านค้าปลีก ฟรีแฟรนไซส์ และระบบคำสั่ง ล้งเกษตรสุขใจ เพื่อนำไปสู่ Digital Thailand 4.0

นอกจานี้ยังกล่าวถึง ระบบตามสอบสินค้าเกษตรบนระบบคลาวด์ (QR Trace on Cloud) และเว็บไซต์ตลาดออนไลน์ http://www.dgtfarm.com ซึ่งสามารถสร้างโอกาสให้แก่ผู้ซื้อและผู้ประกอบการที่ต้องการสินค้าตรงกันมาพบกันได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งสินค้าที่สามารถเข้ามาจำหน่ายในตลาดออนไลน์ http://www.dgtfarm.com จะต้องเป็นสินค้าดี มีคุณภาพ มีมาตรฐานต่างๆ ที่มีการผ่านการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรและแหล่งผลิต หรือเป็นสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ QR Trace on Cloud ระบบงานทั้งสองจึงเป็นระบบที่จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนในการสร้างความเข้มแข็ง เป็นการเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ เลขานุการกรม มกอช. กล่าว

เกษตรฯ-สธ. ผนึกกำลังคุมเข้มสารพิษตกค้างในผักและผลไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367203

เกษตรฯ-สธ. ผนึกกำลังคุมเข้มสารพิษตกค้างในผักและผลไม้

วันเสาร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2561, 20.40 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จับมือกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างผักและผลไม้สดจากทั่วประเทศ ตรวจหาสารพิษตกค้างพบยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมกันดำเนินโครงการเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สด ตามเกณฑ์มาตรฐานของไทย ซึ่งการดำเนินงานในปี 2561 มีการเก็บตัวอย่างผักและผลไม้สดทั้งหมด 41 ชนิดพืช รวม 7,054 ตัวอย่าง จากทั่วประเทศ ผ่านมาตรฐานร้อยละ 88.8 ไม่ผ่านมาตรฐานร้อยละ 11.2  และเมื่อนำปริมาณสารพิษที่ตรวจพบในผักและผลไม้สดมาประเมินความเสี่ยงของผู้บริโภค พบว่า 99.86 % อยู่ในระดับที่ปลอดภัย

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การบูรณาการทำงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงสาธารณสุข ในการตรวจสารพิษตกค้างในผักผลไม้ เริ่มตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งมีการตรวจวิเคราะห์ จำนวน 4,518 ตัวอย่าง และประเมินความเสี่ยงของผู้บริโภค ซึ่งได้จัดแถลงข่าวให้ประชาชนได้ทราบไปแล้วเมื่อเดือนกันยายน 2560 สำหรับในปี 2561 ได้มีการเตรียมการตั้งแต่ต้นปี โดยการวางแผนการเก็บตัวอย่าง และการเฝ้าระวังร่วมกัน เพื่อให้การดูแลเฝ้าระวัง ครอบคลุมกระบวนการผลิตและจำหน่ายผักผลไม้ ตั้งแต่ ฟาร์ม โรงคัดบรรจุ ไปจนถึง จุดจำหน่ายและบริโภค รวม 7,054 ตัวอย่าง ซึ่งจะได้ข้อมูลที่ครอบคลุม และนำไปใช้ประโยชน์ในการวางมาตรการกำกับดูแลของภาครัฐได้ดีที่สุด สำหรับในปี 2561กรมวิชาการเกษตรเก็บตัวอย่างจากแปลงที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) จำนวน 2,007 ตัวอย่าง และแปลงที่อยู่ระหว่างการตรวจรับรองมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีทางการเกษตร (GAP)  จำนวน 2,372 ตัวอย่าง รวม 4,379 ตัวอย่าง ผลการตรวจพบว่า ตัวอย่างที่เก็บจากแปลงเกษตรกรที่ได้รับการรับรอง GAP ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ร้อยละ 93.7 ส่วนแปลงที่อยู่ระหว่างขอรับการรับรอง GAP ผ่านเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 91.0   ซึ่งทั้งสองแหล่งมีผลการวิเคราะห์ใกล้เคียงกัน เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ปฏิบัติตามมาตรฐาน GAP ซึ่งจะมีเกณฑ์ที่ควบคุมดูแลการใช้สารเคมีอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ อาจยังมีเกษตรกรรายที่พบการใช้สารเคมีไม่ถูกอยู่บ้าง ซึ่งกรมวิชาการเกษตรจะแจ้งผลการตรวจพบที่เกินมาตรฐานและแจ้งเตือนเกษตรกรให้ปรับปรุง พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา หากแนวทางแก้ไขปรับปรุงไม่ได้ผลและตรวจพบปัญหาซ้ำ กรมวิชาการเกษตรจะพิจารณาให้พักใช้ใบรับรองแหล่งผลิตพืช หากเป็นแปลงใหม่ผลการตรวจประเมินไม่ผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนด กรมวิชาการเกษตรจะไม่ออกใบรับรอง GAP ให้เกษตรกรรายนั้นๆ  หรือหากตรวจพบวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งเป็นสารเคมีที่ห้ามนำเข้า-ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง จะสั่งเพิกถอนใบรับรองและสารวัตรเกษตรจะเข้าติดตามตรวจสอบร้านค้าจำหน่ายสารเคมี ทางการเกษตรในพื้นที่ หากพบการกระทำผิดจะแจ้งเรื่องส่งฟ้องดำเนินคดีต่อไป

นางสาวจูอะดี กล่าวว่า นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย มกอช. เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานสารพิษตกค้างในสินค้าเกษตรและปรับปรุงมาตรฐานให้เป็นปัจจุบันตามข้อมูลการใช้สารเคมีของไทยและตามมาตรฐานสากล รวมทั้งจัดทำฐานข้อมูลเพื่อใช้ประเมินความเสี่ยงต่อผู้บริโภค ในกรณีที่ตรวจพบสารพิษตกค้างเกินมาตรฐาน เพื่อร่วมกับกรมวิชาการเกษตรและกระทรวงสาธารณสุขดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดต่อไป  นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าว

ด้าน นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข มีการเก็บตัวอย่างจากโรงคัดบรรจุผักผลไม้ ทั้งหมด 715 ตัวอย่าง ผลการตรวจผ่านเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 85.6  และสำหรับการเก็บตัวอย่างในจุดจำหน่ายและจุดบริโภค กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เก็บตัวอย่างจากห้างสรรพสินค้า 1,317 ตัวอย่าง ตลาดค้าส่งและตลาดสด 481 ตัวอย่าง และจากครัวโรงพยาบาล 162 ตัวอย่าง ผลการตรวจพบว่าตัวอย่างจากห้างสรรพสินค้านั้น สินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผ่านเกณฑ์ 86.4% สินค้าที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานผ่านเกณฑ์ 71.8 % ตลาดค้าส่งและตลาดสด ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ร้อยละ 64.9  ครัวโรงพยาบาล ผ่านเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 77.8  ทั้งนี้ในปี 2562 กระทรวงสาธารณสุข จะมีการพัฒนาและยกระดับโรงคัดบรรจุ ให้มีมาตรฐานและระบบตามสอบย้อนกลับให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 386 ซึ่งจะเป็นการเสริมความมั่นใจในความปลอดภัยของผู้บริโภคมากขึ้น และในส่วนของตลาดสดจะมีการบูรณาการเพื่อพัฒนาให้ถูกอนามัยและปลอดภัย รวมทั้งโรงพยาบาลอาหารปลอดภัยจะมีมาตรการการจัดทำเมนูล่วงหน้า และมีการประสานกลุ่มบริษัทประชารัฐเพื่อรวบรวมวัตถุดิบ เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่เพิ่มแหล่งวัตถุดิบที่ได้การรับรองมาตรฐาน

รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากข้อมูลการตรวจของกระทรวงสาธรณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า ผักและผลไม้สดที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 100 % 6 ชนิด ได้แก่ มันฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง มังคุด ผักกาดขาวปลี ถั่วแขก และข้าวโพดหวาน  พบสารพิษต่ำมาก โดยผักและผลไม้สดที่พบปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด 6 อันดับแรก ได้แก่ พริก ถั่วฝักยาว คะน้า ส้ม มะเขือ และมะเขือเทศ แต่ทั้งนี้ยังมีความปลอดภัยในการบริโภค เนื่องจากสารตกค้างนี้จะเกิดอันตรายต่อเมื่อผู้บริโภค บริโภคในปริมาณมากเท่านั้น ผู้บริโภคจึงควรบริโภคอาหารที่หลากหลายไม่บริโภคอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งซ้ำๆ มากเกินไป ส่วนส้มซึ่งเป็นพืชที่พบปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด หากปอกเปลือกแล้วจะทำให้ปริมาณสารพิษตกค้างลดลงกว่าร้อยละ 90 หรือหากจะนำส้มไปคั้นน้ำ ควรล้างเปลือกด้านนอกให้สะอาดก่อน

“ทั้งนี้ ก่อนการบริโภคผักและผลไม้สด ผู้บริโภคควรล้างผักและผลไม้สดให้สะอาดเพื่อลดการตกค้างสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ด้วยวิธีการดังนี้ (1) การล้างผักผลไม้ด้วยวิธีล้างน้ำไหล จะช่วยลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 25-65 (2) หากล้างในปริมาณมากใช้ผงฟูหรือเบคกิ้งโซดา ½ ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 10 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 15 นาที ก่อนล้างน้ำสะอาด สามารถลดสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 90-95 หรือ (3) ใช้น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 4 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 10 นาที ก่อนล้างน้ำสะอาด สามารถลดสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 60-84”นายแพทย์ธเรศ กล่าว

‘กฤษฎา’ชี้ชัดรัฐสนับสนุนปลูกข้าวโพดหลังนา สร้างรายได้แก่เกษตรกรได้จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367202

news_default

‘กฤษฎา’ชี้ชัดรัฐสนับสนุนปลูกข้าวโพดหลังนา สร้างรายได้แก่เกษตรกรได้จริง

วันเสาร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2561, 20.37 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา เมื่อ 25 กันยายน ที่ผ่านมา โดย ธกส.สนับสนุนสินเชื่อเพื่อปัจจัยการผลิตให้เกษตรกร ไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ ดอกเบี้ย 0.01% เป็นระยะเวลา 6 เดือน และสินเชื่อผ่าน สถาบันเกษตรกรเช่น สหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชน เพื่อรวบรวมผลผลิต ดอกเบี้ย 1% ระยะเวลา 6 เดือน ขณะเดียวกันกระทรวงเกษตรฯได้ประสานภาคเอกชนเข้ามารับซื้อผลผลิตในราคาที่เป็นธรรมทั้งผู้ผลิตและผู้จำหน่าย รวมทั้งการมีการทำประกันความเสี่ยงให้กับเกษตรกรเมื่อประสบภัยพิบัติ โดยรัฐสนับสนุนเบี้ยประกันภัย 65 บาท/ไร่ ให้กับเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ หากเกษตรกรได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติจะได้รับการชดเชยไร่ละ 1,500 บาท นั้น

“กระทรวงเกษตรฯ ได้ริเริ่มปฎิรูปการบริหารจัดการภาคการเกษตรของไทย ด้วยการวางแผนการผลิตทางการเกษตรของประเทศ เพื่อสนองนโยบายตลาดนำการผลิตของรัฐบาล ที่มีหลักการง่ายๆ คือ เกษตรกรควรรู้ปริมาณความต้องการสินค้าเกษตรและราคาซื้อ/ขายผลผลิตทางการเกษตรก่อนตัดสินใจ ลงมือทำการเกษตร ดังนั้นจึงส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นหลังการทำนาปรัง เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร มากกว่าการทำนาในพื้นที่ปลูกข้าวที่เกินความต้องการอยู่ 1.75 ล้านตันข้าวเปลือก โดยได้สนับสนุนให้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีความต้องการ 8 ล้านตัน แต่มีผลิตในปัจจุบันเพียง 5 ล้านตัน ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,003 กก./ไร่ ต้นทุน 4,624.53 บาท/ไร่ กำไร 3,690.34 บาท/ไร่ มากกว่าข้าวนาปรังที่ให้ผลผลิตเฉลี่ย 666 กก./ไร่ ต้นทุน 4,895.17 บาท/ไร่ กำไร 306.29 บาท/ไร่ ทั้งนี้ได้ดำเนินการคัดเลือกพื้นที่เป้าหมายที่มีความเหมาะสมตามคุณภาพดิน(Zoning by Agri-map)และวางแผนบริหารจัดการน้ำตลอดฤดูกาลผลิตให้เหมาะสมกับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งมีการอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกร จากนักวิชาการทั้งภาครัฐและเอกชน

ในส่วนผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์จะทำข้อตกลงร่วมกันในการใช้เมล็ดพันธุ์และการส่งเสริมการปลูกควบคู่กันด้วย ทั้งนี้ เอกชนผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์จะให้คำแนะนำตั้งแต่การปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยว จนกว่าเกษตรกรจะมีความชำนาญและสามารถดำเนินการเองได้ เป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560”

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้สนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรและสถาบันเกษตรกรมากำหนดจุดรับซื้อเพื่ออำนวยความสะดวกแก่เกษตรกรในการขาย และได้ประสานกับภาคเอกชนในการวางระบบการรับซื้อก่อนเริ่มโครงการ และซื้อขายกับผู้ประกอบการที่มีความพร้อมทุกราย มิได้ผูกขาด โดยได้เจรจากับสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์และสมาคมผู้ค้าพืชไร่ ประกอบกับทุกหน่วยงานในพื้นที่ได้มีการบูรณาการในการสนับสนุนเกษตรกรให้มีการรวมกลุ่มการจำหน่ายในรูปแบบของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร เพื่อสร้างอำนาจในการต่อรองราคา และหน่วยงานภาครัฐโดยกระทรวงพาณิชย์จะดูแลในเรื่องการควบคุมราคาเพื่อให้เกิดราคาที่เป็นธรรมแก่เกษตรกร และคาดหวังว่าการปฎิรูปภาคการเกษตรในครั้งนี้ จะสามารถแก้ไขปัญหาภาคเกษตรไทยได้อย่างมั่นคง และยั่งยืน

‘กฤษฏา’ลั่นยกระดับสหกรณ์ฯ ลงสู่เกษตรกรมีชีวิตดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367186

news_default

‘กฤษฏา’ลั่นยกระดับสหกรณ์ฯ ลงสู่เกษตรกรมีชีวิตดีขึ้น

วันเสาร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2561, 19.08 น.

29 ก.ย. 61 นายกฤษฎา บุญราช  รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบรอบ 46 ปี โดยกล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2561 กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้นำกลไกสหกรณ์มาเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาภาคการเกษตรประเทศ สนับสนุนให้สหกรณ์ปรับแนวทางการดำเนินงาน โดยเปลี่ยนมาปลูกพืช ทำปศุสัตว์ และประมงให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ตรงกับความต้องการของตลาด พัฒนาสินค้าและรูปลักษณ์แปรรูปให้ตรงกับที่ผู้บริโภคต้องการเพื่อมูลค่าให้กับสินค้าและสามารถแข่งขันได้ เพิ่มช่องทางการค้าทาง on line เชื่อมโยงไปสู่ตลาดโลก เพื่อสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมดำเนินธุรกิจในสหกรณ์ เพื่อจะได้นำความคิดและความรู้ใหม่ๆ พัฒนาสหกรณ์ให้เข้มแข็งขึ้น

ดังนั้นในปีงบประมาณ 2562 จึงยังคงมีนโยบายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ยกระดับสหกรณ์ให้มีมาตรฐานสูงขึ้น รวมทั้งวางมาตรการป้องกันและตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใสเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาและความเสื่อมศรัทธาในระบบสหกรณ์ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนนโยบายรัฐด้านการปฏิรูปการเกษตรไปสู่การเกษตรแผนใหม่อย่างได้ผล เพื่อให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ด้านนายพิเชษฐ์. วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่าแนวทางสำคัญมุ่งสู่ทำการเกษตรตามศาสตร์พระราชา การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการบริหารทรัพยากร ทิศทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์รัฐบาล อย่างความชัดเจนเพื่อนำไปส่งเสริมพัฒนาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรไปในแนวทางเดียวกัน

ผลักดันชาวนาเลิกปลูกข้าวนาปรังรอบ2 แก้ข้าวล้นตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367181

news_default

ผลักดันชาวนาเลิกปลูกข้าวนาปรังรอบ2 แก้ข้าวล้นตลาด

วันเสาร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2561, 18.59 น.

รมช.ลักษณ์ เร่งเดินหน้าให้ชาวนาเลิกปลูกข้าวนาปรัง 2 ล้านไร่ แก้ข้าวล้นตลาด คาดผลผลิตข้าวนาปี61 อยู่ที่ 23-25 ล้านตัน ระบุข้าวหอมมะลิ พื้นที่เพาะปลูกสำคัญเจอภัยแล้งฝนทิ้งช่วง มีผลผลิตลดลง”

29 ก.ย. 61 นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า ในฤดูกาลทำนารอบที่ 2 ข้าวนาปรังที่จะเริ่มในช่วงปลายปีนี้ ได้วางเป้าหมายจะมีเกษตรกรปรับลดพื้นที่ปรับเปลี่ยนปลูกพืชอื่นที่เหมาะสมกับสภาพดินและน้ำ ประมาณ 2 ล้านไร่ จากพื้นที่จำนวน 12.2 ล้านไร่ จะทำให้เกิดการสมดุลระหว่างอุปสงค์ อุปทานข้าวเปลือก และไม่กดดันในเรื่องราคา ขณะเดียวกัน จะได้ผลผลิตทางการเกษตรอย่างอื่น เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ภาคอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ยังมีความต้องการวัตถุดิบในการทำอาหารสัตว์เป็นจำนวนมาก และจะเป็นประโยชน์ต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

นอกจากนี้ หน่วยงานในสังกัดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้บูรณาการการทำงาน โดยจะสนับสนุนให้มีการปลูกพืชให้มีความหลากหลาย ได้มีการทำ Zoning by Agri Map พบว่า ในบางพื้นที่เป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกข้าว จะสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชอย่างอื่นทดแทน และหลังจากการทำนาจะมีโครงการที่สำคัญของกระทรวงเกษตรฯ เช่น การส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา การสนับสนุนให้เกษตรกรพัฒนาคุณภาพดินด้วยการปลูกพืชปุ๋ยสด และการสนับสนุนให้ปลูกพืชชนิดอื่นหลังการทำนา เช่น พืชตระกูลถั่ว เป็นต้น

ทั้งนี้ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว ได้ดำเนินโครงการข้าวครบวงจร ภายใต้นโยบายที่ได้รับมอบจากคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ซึ่งในปี้นี้ได้มีการวางแผนว่า กระทรวงเกษตรฯ จะสนับสนุนการปลูกข้าวรอบที่ 1 ข้าวนาปีจำนวนทั้งสิ้น 58 ล้านไร่เศษ คาดว่าจะได้ผลผลิตประมาณ 23–25 ล้านตัน ซึ่งต้องรอการประเมินขั้นสุดท้ายในเดือน ต.ค. อีกรอบโดยกรมการข้าว กระทรวงพาณิชย์ และภาคส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ในช่วงของข้าวนาปีสามารถดำเนินการไปได้ด้วยดี

“แต่จะมีปัญหาที่ได้รับรายงานบ้าง เช่น ภาวะฝนทิ้งช่วง หรือ ภาวะแล้งในบางพื้นที่ โดยเฉพาะทางภาคอีสานตอนใต้ จะมีผลกระทบต่อผลผลิตข้าวหอมมะลิในบางส่วน อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้มีการเก็บเกี่ยวข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น พื้นที่ลุ่มน้ำบางระกำ และพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา อีก 12 แห่ง ซึ่งเกษตรกรกำลังทยอยเก็บเกี่ยวข้าว โดยขณะนี้ กรมชลประทานได้มีการปล่อยน้ำเข้าไปในทุ่งบางระกำ เพื่อหน่วงน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง กระทรวงเกษตรฯ จึงจะส่งเสริมอาชีพทางด้านการประมงด้วย”นายลักษณ์ กล่าว

กรมป่าไม้เอาจริง! ติวเข้มเครือข่ายป่าชุมชนและราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367170

กรมป่าไม้เอาจริง! ติวเข้มเครือข่ายป่าชุมชนและราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า

วันเสาร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2561, 18.34 น.

29 ก.ย.61 นายจเรศักดิ์ นันตะวงษ์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการอบรมเพื่อแม่ของแผ่นดิน ตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายป่าชุมชน ผู้นำชุมชน และเครือข่ายราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า (รสทป.) 6 รุ่นในการป้องกันดูแลรักษาป่าจังหวัดลำปาง พร้อมกล่าวนำคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อหน้าพระบรมฉายาลักษ์ 7 ข้อ มีดังนี้ ข้อ 1 ข้าพระพุทธเจ้า จะจงรักภักดีต่อชาติ ศาสานา และพระมหากษัตริย์ ข้อ 2 ข้าพระพุทธเจ้า จะไม่ตัดไม้ทำลายป่าและไม่เผาป่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้อ 3 ข้าพระพุทธเจ้า จะไม่ยอมให้ผู้ใดตัดไม้ทำลายป่าในหมู่บ้านของข้าพระพุทธเจ้าเป็นอันขาด 4.ข้าพระพุทธเจ้า จะร่วมปลูกต้นไม้ เพื่อคืนชีวิตให้กับแผ่นดินทุกโอกาสที่จะกระทำได้ ข้อ 5 ข้าพระพุทธเจ้า จะพิทักษ์และรักษาป่าจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ข้อ 6 ข้าพระพุทธเจ้าจะปลูกต้นไม้ ตามไร่ คันนา มุมนา และในที่ว่างเปล่าในฤดูฝนนี้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10  ข้อ 7 ข้าพระพุทธเจ้าจะไมค้า ไม่เสพ และไม่ขายยาเสพติดทุกชนิดเป็นอันขาด

โดยมีนายชูเกียรติ พงศ์ศิริวรรณ ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) กล่าวรายงาน, นายสุเทพ พุทชา ผู้อำนวยส่วนป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า, นายสมศักดิ์ โคตะมะ ผู้อำนวยการส่วนอำนวยการ, นายบัณฑิต ขีตตะสังคะ ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมการปลูกป่า, นายทรงศักดิ์ กิตติธากรณ์ ผู้อำนวยการส่วนจัดการป่าชุมชน นายมานิต อุ่นเครือ นายก อบต.พิชัย อ.เมืองลำปาง กล่าวต้อนรับ ตลอดจนข้าราชการฝ่ายพลเรือน ทหาร ตำรวจ กอ.รมน.จว.ลำปาง เจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) และเครือข่ายราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า (รสทป.) ในท้องที่ จ.ลำปาง 120 คน เข้าร่วมพิธีและพร้อมใจกันกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณ   ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลพิชัย อ.เมือง จ.ลำปาง

ทั้งนี้ เพื่อสนองพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อทรัพยากรป่าไม้ของชาติ และปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า โดยมีเป้าหมายในพื้นที่ป่าชุมชนที่ได้รับรางวัลตามโครงการ คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน มาดำเนินการตามโครงการ รสทป. เพื่อสร้างจิตสำนึกร่วมกันของราษฎรพื้นที่ ตั้งแต่ระดับหมู่บ้านจนถึงระดับชุมชนใหญ่ ให้เกิดความรัก หวงแหนป่า  อีกทั้งยังสร้างจิตสำนึก และ อุดมการณ์ร่วมกันในการที่จะช่วยกันป้องกันรักษาป่าระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับราษฎรในพื้นที่ต่อไป


‘กฤษฎา’ย้ำ!รบ.ตั้งเป้าทำคุณภาพชีวิตเกษตรกรดีขึ้นทุกครัวเรือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366959

news_default

‘กฤษฎา’ย้ำ!รบ.ตั้งเป้าทำคุณภาพชีวิตเกษตรกรดีขึ้นทุกครัวเรือน

วันศุกร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2561, 16.23 น.

รมว.เกษตรฯปล่อยพันธุ์ปลาสู่ทุ่งรับน้ำบางระกำ สร้างอาชีพประมงเสริมรายได้ พร้อมหนุนโครงการปลูกข้าวโพดหลังนา ลดปริมาณข้าวล้นตลาด ชี้มีรายได้ดีกว่าทำนาปรัง รัฐบาลตั้งเป้าทำให้คุณภาพชีวิตเกษตรกรดีขึ้นทุกครัวเรือน

28 ก.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดน้ำเข้าทุ่งบางระกำ และติดตามผลการดำเนินโครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่เกษตรกรรายย่อย ผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2561/62 จ.พิษณุโลก

โดย นายกฤษฎา กล่าวว่า จากนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการบริหารจัดการน้ำแบบชุมชนมีส่วนร่วม และการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อผลผลิตทางการเกษตร ตลอดจนการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ จ.สุโขทัย และ จ.พิษณุโลก จึงได้มอบหมายให้กรมชลประทานและหน่วยงานในสังกัดบูรณาการร่วมกัน ในการปรับแผนการเพาะปลูกพืชนาปีในพื้นที่ลุ่มต่ำจนประสบผลสำเร็จนำไปสู่การขยายผลในปีนี้ ภายใต้โครงการ “บางระกำโมเดล 61” จากพื้นที่ 265,000 ไร่ ให้ขยายผลเพิ่มขึ้นเป็น อีก 117,000 ไร่ เป็น 382,000 ไร่ โดยปรับแผนการส่งน้ำสำหรับเพาะปลูกข้าวในเดือน เม.ย.และให้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในเดือน ก.ค.เพื่อไม่ให้พื้นที่ดังกล่าวได้รับผลกระทบจากอุทกภัย รวมทั้งใช้เป็นพื้นที่แก้มลิงธรรมชาติรองรับน้ำในฤดูน้ำหลากได้ถึง 550 ล้านลูกบาศก์เมตร

พร้อมกันนี้ กรมประมงได้นำพันธุ์ปลาชนิดต่างๆ มาปล่อยลงสู่ทุ่งบางระกำ กว่า 1 ล้านตัว เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้มีอาชีพเสริมจากการจับปลา หรือแปรรูปอาหารออกจำหน่าย รวมทั้งสามารถนำไปบริโภคเองได้ด้วย พร้อมกันนี้ได้มอบเงินช่วยเหลือแก่เกษตรกรในโครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่เกษตรกรรายย่อย ผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2561/62 ซึ่งเป็นเกษตรกรในอำเภอพรหมพิราม 13,752 ครัวเรือน ครบคลุมพื้นที่ปลูก 318,692 ไร่ โดยมีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่เกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกข้าวนาปี เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว

โดยเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี รอบที่ 1 ปีการผลิต 2561/62 ซึ่งขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรแล้ว เป็นกลุ่มข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว ข้าวปทุมธานี1 และข้าวเจ้า ได้รับเงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวในอัตราไร่ละ 1,500 บาท ตามพื้นที่ปลูกจริงไม่เกิน 12 ไร่ ครัวเรือนละไม่เกิน 18,000 บาท และพื้นที่เพาะปลูกไม่ซ้ำซ้อนกับพื้นที่เสียหายจากภัยธรรมชาติที่ได้รับเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติไร่ละ 1,113 บาท ยกเว้นกรณีนำไปเพาะปลูกใหม่ในช่วงเวลาการเพาะปลูกรอบที่ 1 โดยจะได้รับเงินไม่เกินพื้นที่เพาะปลูกจริงและไม่เกินพื้นที่ประสบภัย

นายกฤษฎา กล่าวว่า ครม.มีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการทำนาปรัง ซึ่งจะช่วยปรับสมดุลของปริมาณผลผลิตข้าวซึ่งมีมากเกินความต้องการของตลาด ทำให้ราคาตกต่ำ ขณะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังไม่เพียงพอใช้ในประเทศจึงขายได้ราคาดีกว่าข้าว โดยจะดำเนินการในพื้นที่นาเขตชลประทานและนอกเขตชลประทานที่มีความเหมาะสม ตาม Zoning by Agri – Map ของกรมพัฒนาที่ดิน รวมพื้นที่ 2 ล้านไร่ ใน 33 จังหวัด โดยมีมาตรการจูงใจให้กับเกษตรกร ด้วยการจัดหาปัจจัยการผลิตและการเตรียมดิน โดยจะให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเป็นผู้ที่สามารถขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตตร (ธ.ก.ส.) ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 ต่อปีเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีนโยบายทำประกันภัยพืชผล ค่าเบี้ยประกันภัยไร่ละ 65 บาท ซึ่งรัฐจะจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยให้ส่วนหนึ่ง

สำหรับคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเป็นหัวหน้าครัวเรือนในทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งมีความประสงค์ปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวมาเป็นการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในนาช่วงฤดูแล้ง โดยพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการต้องอยู่ในเขตชลประทาน หรือพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำและอยู่ในพื้นที่ที่โครงการกำหนด ทั้งนี้ เกษตรกรต้องมีบัญชีเงินฝากกับ ธ.ก.ส.ยกเว้นเกษตรกรที่เป็นสมาชิกสถาบันเกษตรกร และมีความประสงค์ขอรับสินเชื่อจากสถาบันเกษตรกรที่ตนเองเป็นสมาชิก

เตือนระวังโรคเหี่ยวเหลือง เกษตรฯชี้อากาศชื้นกระตุ้นระบาดสวนพริก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366727

news_default

เตือนระวังโรคเหี่ยวเหลือง เกษตรฯชี้อากาศชื้นกระตุ้นระบาดสวนพริก

วันศุกร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาในระยะนี้หลายพื้นที่ของประเทศไทยได้รับผลกระทบจากลมมรสุม เกิดหย่อมความกดอากาศต่ำ ทำให้อากาศชื้นและมีฝนต่อเนื่อง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อราสาเหตุของโรคพืชต่างๆ ได้

กรมส่งเสริมการเกษตรจึงแนะนำให้เกษตรกรหมั่นสำรวจพืชปลูกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกพริกให้ระวังเชื้อราทำลายผลผลิต เช่น โรคเหี่ยวเหลือง ซึ่งมีสาเหตุเกิดจากเชื้อรา Fusarium Oxysporum ในช่วงระยะพัฒนาทางด้านลำต้นถึงเริ่มมีดอก พบมากในดินที่เป็นกรด ซึ่งสาเหตุหนึ่งเป็นผลมาจากการใช้สารเคมีมากเกินไป นอกจากนี้โรคเหี่ยวเหลืองพริกจะแพร่ระบาดได้ดีในสภาพอากาศมีความชื้นสูง โดยสามารถแพร่ระบาดไปกับน้ำ ฝน ลม และส่วนขยายพันธุ์

ลักษณะอาการที่สังเกตได้คือ เริ่มแรกเชื้อจะเข้าทำลายโคนต้น โดยใบที่โคนต้นมีอาการใบเหลืองและเหี่ยว หากอาการรุนแรงจะพบรอยช้ำที่โคนต้น ต้นหักพับ ใบเหลืองแห้ง และเหี่ยวตายในที่สุด ระยะเวลาเกิดโรคประมาณ 2-7 วัน หลังเชื้อเข้าทำลาย

รองอธิบดีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีการป้องกันกำจัดเมื่อพบอาการของโรคให้ตัดส่วนที่เป็นโรคหรือถอนต้นเป็นโรคออกมาเผาทำลายนอกแปลงปลูก เปลี่ยนทิศทางการให้น้ำไม่ให้ไหลจากต้นที่พบอาการของโรคไปยังต้นอื่นเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค กำจัดเชื้อที่อาจอยู่ในดินด้วยการขุดดินบริเวณต้นที่เป็นโรคออกมาตากแดดจัด ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาฉีดพ่นทางใบพืชปลูกอย่างต่อเนื่อง โดยเกษตรกรสามารถเรียนรู้การผลิตขยายเชื้อราไตรโคเดอร์มาใช้ได้เองจากศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน อย่างไรก็ตาม วิธีการป้องกันการเกิดโรคพืช ก่อนปลูกให้ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มารองก้นหลุมและใช้คลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูก ซึ่งจะช่วยป้องกันความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ รวมถึงการปลูกพืชหมุนเวียนซึ่งเป็น
การลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคพืชอย่างหนึ่ง