เดินหน้าขับเคลื่อน‘ตลาดนำการผลิต’ วิสาหกิจชุมชนนครปฐม-ซีพีเอฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366726

news_default

เดินหน้าขับเคลื่อน‘ตลาดนำการผลิต’ วิสาหกิจชุมชนนครปฐม-ซีพีเอฟ

วันศุกร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เดินหน้าขับเคลื่อน‘ตลาดนำการผลิต’

วิสาหกิจชุมชนนครปฐม-ซีพีเอฟ

ลงนามซื้อ-ขายผลผลิตปลอดภัย

ส่งตรงผู้บริโภค-สร้างรายได้ยั่งยืน

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากนโยบายตลาดนำการผลิต ของ นายกฤษฎาบุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการบริหารจัดการสินค้าเกษตรครบวงจร โดยมอบหมายให้ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงรับผิดชอบและกำกับดูแลการจัดทำแผนปฏิบัติการ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในระดับจังหวัด ซึ่ง ดร.วราภรณ์พรหมพจน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ รับผิดชอบ จ.นครปฐม ได้ดำเนินการตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” โดยจับคู่ธุรกิจระหว่างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผักและผลไม้นครปฐม และบริษัท ซีพีเอฟ ฟู้ดแอนด์ เบฟเวอร์เรจ จำกัด โดยได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกันทางธุรกิจใน “โครงการตลาดนำการผลิต ผักปลอดภัยสู่ผู้บริโภค” โดยเกษตรกรจะผลิตผักปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP ตัดแต่งและคัดบรรจุลงในบรรจุภัณฑ์ที่มี QR Code ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงความปลอดภัยของสินค้าผัก และส่งจำหน่ายให้บริษัท ซีพีเอฟ ฟู้ดแอนด์ เบฟเวอร์เรจ จำกัด เพื่อนำไปแปรรูปเป็นอาหารสำเร็จรูป ส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ

“ผลจากความร่วมมือกันของทั้งสองฝ่ายคู่ธุรกิจภายใต้แนวทางการตลาดนำการผลิตที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมนี้ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคเรื่องสินค้าคุณภาพปลอดภัย ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค ผลลัพธ์ที่ได้ยังทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางอาชีพและรายได้ เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพมาตรฐานเพื่อส่งจำหน่าย ทั้งในและต่างประเทศซึ่งจะสร้างความก้าวหน้าของเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก”นายเลิศวิโรจน์ กล่าว

ด้าน ดร.วราภรณ์กล่าวว่า เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผักและผลไม้นครปฐม ประกอบด้วยสมาชิกเกษตรกรของจังหวัดนครปฐมที่มีการผลิตผักและผลไม้ตามมาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์ ซึ่งนอกจากได้รับการสนับสนุนโรงเรือนปลูกพืช โรงคัดบรรจุ รถห้องเย็น จากงบประมาณกลุ่มจังหวัด แล้วยังได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตผักปลอดภัย GAP และอินทรีย์ ผ่านเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ รวมทั้งการให้การดูแลสนับสนุนการผลิตอย่างใกล้ชิด ทั้งในเรื่องของการตรวจสอบคุณภาพผักปลอดภัย การใช้ปัจจัยการผลิตที่เหมาะสม ตลอดจนการบริหารจัดการผลิตอื่นๆ เช่น การรวมกลุ่ม การทำบัญชี การให้คำแนะนำการจัดทำ QR codeเป็นต้น ซึ่งในเบื้องต้นเกษตรกรจะผลิตผักปลอดภัยตัดแต่งส่งให้บริษัท ซีพีเอฟ ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจ จำกัด ในปริมาณ7 ตัน/เดือน และจะขยายเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายการรับซื้อของบริษัท คือ 30 ตัน/เดือน โดยเริ่มต้นส่งจำหน่าย ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 เป็นต้นไป

นายวิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทยินดีที่เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนนโยบายรัฐที่มุ่งสร้างรายได้และอาชีพอย่างยั่งยืนแก่เกษตรกร โดยในส่วนของการจัดซื้อวัตถุดิบ บริษัทจะได้รับผักจากเกษตรกรโดยตรง ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ด้วยระบบ QR code รับรู้แหล่งปลูกที่ชัดเจนและเป็นผักที่ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรปลอดภัย GAP ภายใต้การคัดบรรจุและตัดแต่งตามมาตรฐานคุณภาพ GMP และที่สำคัญคือการได้ส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรไทยให้มีรายได้และอาชีพอย่างยั่งยืน
ซึ่งเชื่อว่าเกษตรกรจะสามารถปรับปรุงการผลิตและเพิ่มปริมาณผลผลิตได้ตามที่บริษัทต้องการใช้ได้อย่างเพียงพอใน เร็วๆ นี้

เลาะรั้วเกษตร : อนาคต ศพก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366725

281225166

เลาะรั้วเกษตร : อนาคต ศพก.

วันศุกร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศพก. ย่อมาจาก ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามนโยบายของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่ต้องการให้มีศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรระดับชุมชนอย่างน้อยอำเภอละ 1 ศูนย์ รวม 882 อำเภอ ขณะนี้จึงมี ศพก. รวม 882 ศูนย์

ในเมื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตร คสช. จึงมอบหมายให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ดูแล กระทรวงเกษตรฯ เหลียวซ้ายแลขวา เพื่อที่จะมอบหน่วยงานในสังกัดให้เป็นผู้ขับเคลื่อนศูนย์นี้ให้มีชีวิต จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก กรมส่งเสริมการเกษตร ที่มีขุนพลผู้ปฏิบัติงานอยู่ถึงระดับตำบล

ศพก. จัดตั้งโดยการคัดเลือกเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยีการผลิต และสามารถแก้ปัญหาการผลิตพืช หรือสินค้าของตนเองได้ รวมทั้งสามารถถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ของตนเองให้เพื่อนเกษตรกรด้วยกันเข้าใจได้ เป็นเกษตรกรต้นแบบให้กับเกษตรกรอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี ในการจัดตั้งก็จะใช้แปลง หรือพื้นที่ของเกษตรกรต้นแบบนั้นเป็น ศพก. เพื่อให้เป็นจุดศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการเกษตรในระดับชุมชน เกษตรกรในชุมชนเข้าถึงง่าย สามารถเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เทคโนโลยีต่างๆ ในแปลงผลิตนั้นๆได้ โดยใช้ความรู้ และประสบการณ์จากเกษตรกรต้นแบบ ร่วมกับความรู้ทางวิชาการที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯหลายหน่วยงานเข้าไปเพิ่มเติมให้

ศพก. ยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเกษตรกร เป็นแหล่งให้บริการทางการเกษตรข้อมูลข่าวสาร ความเคลื่อนไหวทางการเกษตรของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานสนับสนุนอื่นๆ เรียกได้ว่า ศพก.เป็นศูนย์รวมทุกสิ่งทุกอย่างของกระทรวงเกษตรฯ

ศพก. บริหารงานโดยคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วย เกษตรกรต้นแบบ เกษตรกรในชุมชน เจ้าหน้าที่ของสำนักงานเกษตรอำเภอ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง มีการเลือกประธาน ศพก. ระดับจังหวัด ไปเลือกตั้งคณะกรรมการ ศพก. ระดับประเทศ ทำหน้าที่เป็นตัวแทน ศพก. ทั้งประเทศ ในการสะท้อนความต้องการของเกษตรกรไปสู่รัฐบาล และรับนโยบายของรัฐบาลมาดำเนินการ โดยเฉพาะการพัฒนาการผลิตสินค้าของเกษตรกรในชุมชนให้ก้าวหน้า มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพได้มาตรฐานดูตามหลักการที่ว่ามา ศพก. ก็ดูเหมือนจะเป็นอนาคตของการขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรที่มีศักยภาพ แต่ในทางปฏิบัติจะเป็นไปได้แค่ไหน คงต้องดูกันยาวๆ ไป

สมัยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ชื่อ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ให้ความสำคัญกับศพก. มาก ขนาดให้มีการประชุม ศพก. ทุก ศพก. เป็นประจำทุกปี เพื่อพูดคุย และให้แนวคิดในการขับเคลื่อน ศพก. ให้เป็นกลไกในการพัฒนาการเกษตรของประเทศ ให้ความสำคัญพอๆ กับแปลงใหญ่ และเกษตรกรรุ่นใหม่หรือ Young Smart Farmer ที่นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดถึงอยู่บ่อยๆ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กฤษฎา บุญราชซึ่งคลุกคลีอยู่กับพื้นที่มาก่อน รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร ก็ยังต้องให้ความสำคัญกับ ศพก. เช่นเดียวกัน จึงต้องมาเคี่ยวเข็ญ กับเกษตรจังหวัด และเกษตรอำเภอให้ขับเคลื่อน ศพก. ให้เดินไปข้างหน้าให้ได้

ตั้งแต่ปี 2560 มีการพัฒนาศูนย์ที่ชุมชนจัดตั้งขึ้นและเกี่ยวข้องกับการเกษตรขึ้นมาเป็นศูนย์เครือข่ายของ ศพก. เช่น ศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน ศูนย์เรียนรู้ด้านประมง ศูนย์เรียนรู้ด้านปศุสัตว์ ศูนย์เรียนรู้บัญชีครัวเรือน ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินและปุ๋ยชุมชน ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น โดยมีเป้าหมายให้แต่ละ ศพก. มีศูนย์เครือข่ายอย่างน้อย 10 ศูนย์ ศูนย์เครือข่ายเหล่านี้ จะเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรอื่นๆ นอกเหนือจาก ศพก. ซึ่งเป็นศูนย์หลัก

ในอนาคต กระทรวงเกษตรฯ จะผนึกกำลัง ศพก. แปลงใหญ่ และเกษตรกรรุ่นใหม่เข้าด้วยกัน โดยการเชิญชวนให้เกษตรกรรุ่นใหม่เข้ามาเรียนรู้ด้านการผลิตที่มีประสิทธิภาพจาก ศพก. และให้เกษตรกรรุ่นใหม่เป็นสมาชิกกลุ่มที่ทำการผลิตในระบบแปลงใหญ่ เพื่อใช้พลังความคิด ความรู้ความสามารถด้านการตลาดที่ทันสมัย ผลักดันให้สินค้าที่ผลิตมีคุณภาพ และเป็นที่ต้องการของตลาดต่อไป

เป็นห่วงอยู่อย่างเดียว ในช่วงเวลาที่ปี่กลองการเมืองเริ่มขยับ และอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าการหาเสียงเลือกตั้ง สส. คงเข้มข้นน่าดู…โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดต่างๆ เกรงว่า ศพก. จะถูกใช้เป็นประโยชน์ทางการเมือง จนไม่เป็นอันทำมาหากิน (ทางการเกษตร) เลยทีเดียว…มีคนกระซิบบอกมาว่า มีคนแอบไปหาเสียงกับ ศพก. มาแล้วเมื่อเร็วๆ นี้…ส่วนเป็นใครนั้น ไม่บอก…ปล่อยให้งง….อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรคนใหม่ ต้องตั้งหลักให้ดี…..นะขอรับ

แว่นขยาย

รายงานพิเศษ : โครงการเสริมสร้างรายได้ฯพัฒนาอาชีพ ทางเลือกใหม่มาแรง-เลี้ยงแมลงเศรษฐกิจพารวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366728

รายงานพิเศษ : โครงการเสริมสร้างรายได้ฯพัฒนาอาชีพ ทางเลือกใหม่มาแรง-เลี้ยงแมลงเศรษฐกิจพารวย

วันศุกร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินโครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการไทยนิยมยั่งยืนของรัฐบาล โดยจัดอบรมทักษะอาชีพและการทำธุรกิจการเกษตรขนาดเล็ก พร้อมสนับสนุนให้รวมกลุ่มเสนอโครงการพัฒนาอาชีพ ในชุมชน ซึ่งรัฐจะสนับสนุนงบประมาณชุมชนละไม่เกิน 3 แสนบาท โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 5,278 ล้านบาทเป้าหมาย 9,101 ชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้การดำเนินโครงการใกล้สิ้นสุดตามกรอบระยะเวลาของแผนดำเนินงานแล้ว

ทั้งนี้จากข้อมูล ณ วันที่ 19 กันยายน 2561 มีเกษตรกรผ่านการอบรมอาชีพเสริมทั้งสิ้น 1,620,308 ราย หรือคิดเป็น 89.01% จากเป้าหมาย 1,820,200 ราย ใน 9,101 ชุมชน ขณะเดียวกันมีเกษตรกรรวมกลุ่มเสนอโครงการพัฒนาอาชีพและได้รับการอนุมัติทั้งสิ้น 24,977 โครงการ โดยกลุ่มกิจกรรมที่มีการของบประมาณมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ด้านการผลิตอาหารและแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร 7,287 โครงการ หรือ 29.17%, ด้านการผลิตพืช พันธุ์พืช 4,733 โครงการ หรือ 18.95% และด้านปศุสัตว์ 4,672 โครงการ หรือ 18.71% ส่วนที่เหลือเป็นด้านการประมง, การผลิตปุ๋ยอินทรีย์และปรับปรุงบำรุงดิน, การผลิตแมลงเศรษฐกิจ, ฟาร์มชุมชน, การจัดการศัตรูพืชและการเกษตรอื่นๆ ตามลำดับ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้โอนงบประมาณให้เกษตรกรครบทุกโครงการแล้วเป็นเงิน 2,617 ล้านบาท

นายสมชาย กล่าวต่อว่า จากการประเมินผลการดำเนินงานในเบื้องต้น ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ เพราะโครงการสามารถตอบโจทย์การพัฒนาอาชีพให้เกษตรกรแต่ละพื้นที่ได้อย่างตรงจุด รวมทั้งสามารถสร้างอาชีพทางเลือกใหม่ให้เกษตรกรได้ เช่น การเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ โดยมีเกษตรกรได้รับอนุมัติโครงการ 857 กลุ่ม หรือ 3.56% ซึ่งแม้จะเป็นตัวเลขที่ไม่สูงมาก แต่ก็ถือว่าได้รับความสนใจจากเกษตรกรมากเกินความคาดหมาย

“สาเหตุอาจเป็นเพราะอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ใช้เงินลงทุนน้อย เลี้ยงง่าย ไม่ยุ่งยาก สามารถให้คนเฒ่าคนแก่หรือใช้เวลาว่างเลี้ยงได้ และยังขายได้ราคาสูง มีตลาดรองรับทั้งในและต่างประเทศ เช่น การเลี้ยงแมงป่องช้างที่มีพ่อค้าพร้อมรับซื้อในปริมาณมากเพื่อส่งออกไปจีน เวียดนาม และญี่ปุ่น เช่นเดียวกับจิ้งโกร่งและจิ้งหรีดที่มีพ่อค้ามาขอผูกขาดรับซื้อถึงกลุ่ม จึงเป็นอาชีพทางเลือกที่ดีของเกษตรกร” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

นายอดุลย์ศักดิ์ เสนาชัย ประธานกลุ่มเลี้ยงแมงป่องช้าง ชุมชนโนนป่าหว้าน หมู่ 4 ต.กุดผึ้ง อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู กล่าวว่า ขอขอบคุณรัฐบาลและกรมส่งเสริมการเกษตรที่ได้ขับเคลื่อนโครงการเสริมสร้างรายได้ฯครั้งนี้ เพราะทำให้ได้รับทราบช่องทางทำอาชีพเสริมใหม่ๆ โดยที่เลือกเลี้ยงแมงป่องช้างก็เพราะได้รับทราบระหว่างการอบรมอาชีพ จึงเกิดความสนใจ เพราะตลาดมีความต้องการสูงมากแต่ไม่ค่อยมีใครเลี้ยง

“แมงป่องช้างอาจดูน่ากลัว แต่จริงๆไม่ใช่สัตว์ดุร้าย การเลี้ยงก็ไม่ยาก กินอาหารพวกจิ้งหรีด หอยเชอรี่สับ 1-2 วัน/ครั้ง ไม่ต้องดูแลมาก เลี้ยงประมาณ 8 เดือน-1 ปี ก็จับไปขายได้แล้ว ส่วนตลาด
ก็มีทั้งเอาทอดขายเอง และพ่อค้ามารับเพื่อส่งไปขายจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม เพื่อเอาไปทำยาแผนโบราณและอื่นๆ โดยจะมารับทีละ 1,000-2,000 ตัวทุกเดือนซึ่งถ้าเลี้ยงประมาณ 10 บ่อ ก็มีโอกาสทำรายได้ครั้งละหลักแสน” นายอดุลย์ศักดิ์ กล่าว

ดัน’วาระแห่งชาติ’! ‘อธิบดีปศุสัตว์’จ่อยกระดับแผนเผชิญเหตุโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366784

news_default

ดัน’วาระแห่งชาติ’! ‘อธิบดีปศุสัตว์’จ่อยกระดับแผนเผชิญเหตุโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2561, 17.38 น.

“อธิบดีปศุสัตว์”เตรียมยกระดับแผนเผชิญเหตุโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู ดันเป็นวาระแห่งชาติ วางมาตรการชดเชยร้อยละ75ของราคาเนื้อสัตว์ หากพบโรคระบาดต้องทำลายสัตว์ทันที ย้ำเกษตรกร”ห้ามปกปิดโรค” ขู่มีโทษทั้งจำ1เดือน-ปรับ1หมื่นบาท

27 ก.ย.61 นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า สถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever-ASF) ที่จีนยังไม่มีแนวโน้มที่จะสงบลง โดยกรมปศุสัตว์ เตรียมเสนอแผนเผญิชเหตุโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ เสนอรัฐบาลตั้งคณะกรรมการควบคุมโรคดังกล่าว ระดับประเทศ ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันรับมือกับปัญหานี้ กรณีถ้ามีโรคระบาดเข้ามาแล้ว ใช้นโยบายรู้โรคเร็ว ควบคุมโรคเร็ว

“ย้ำว่าถ้าเกษตรกรไม่แจ้งการพบโรคระบาดในฟาร์ม จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 มาตรา 11 มีโทษตาม มาตรา 59 ระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะนี้ทุกพื้นที่ได้เข้มงวดตั้งด่านควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ หากสัตว์ป่วยที่ยืนผลทางห้องปฏิบัติการแล้ว จะดำเนินการทำลายสุกรทันทีเพื่อควบคุมโรค เกษตรกรจะได้รับค่าชดเชยไม่เกิน 75% ของราคาเนื้อสัตว์ โดยจะเสนอของงบกลางจากรัฐบาล และเพื่อยกระดับความปลอดภัยทางชีวภาพ bio security จะเสนอสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ยกระดับมาตรฐานฟาร์มสุกร GAP เป็นมาตรฐานบังคับ หากปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด จะได้รับการดูแลจากรัฐบาล” นายสัตวแพทย์ สรวิศ กล่าว

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ได้ตั้งศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคอหิวาห์แอฟริกาในสุกร (war room) ที่กรมปศุสัตว์ และในจังหวัดกลุ่มเสี่ยง มีหน้าที่ในการติดตามและประเมินสถานการณ์ของโรคเป็นรายวันโดยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ขอให้ เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องรับข้อมูลที่เชื่อถือได้จากกรมปศุสัตว์ เพื่อป้องกันข่าวลือ พร้อมกันนี้เกษตรกรจะต้องสังเกตอาการสุกรอย่างใกล้ชิด หากพบสุกรแสดงอาการป่วย เช่น มีไข้สูง เบื่ออาหาร ผิวหนังเป็นปื้นแดงและต่อมาเป็นสีเขียวคล้ำ พบภาวะแท้งในแม่สุกรและมีจำนวนสุกรตายผิดปกติ หรือร้อยละ 30 ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์พื้นที่ทันที

สำหรับมาตรการป้องกันโรค ได้ระงับการนำเข้าสินค้า เข้มงวดตรวจสอบ ตรวจจับ การนำเข้าและลักลอบนำเข้าสุกรและผลิตภัณฑ์ผ่านผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว ตามจุดผ่านแดนต่างๆประสานความร่วมมือหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น ทหาร ตำรวจ ศุลกากร สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง การสุ่มตรวจตัวอย่างจากสุกรและผลิตภัณฑ์ที่ยึดได้ เฝ้าระวังสถานการณ์การพบโรคในต่างประเทศ ที่พบโรค เช่น เนื้อและกระดูกป่น วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ได้แจ้งทูตเกษตรไทย ซึ่งประจำอยู่ ที่ประเทศกลุ่มเสี่ยง ให้แจ้งแก่รัฐบาลประเทศนั้นๆ ถึงมาตรการการป้องกันโรคของประเทศไทย โดยห้ามนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินำผลิตภัณฑ์จากสุกรเข้ามาในประเทศไทย โดยตรวจสอบตั้งแต่ประเทศต้นทางที่ด่านขาออกของประเทศต้นทาง

ปศุสัตว์ออกประกาศ6ฉบับ คุมอาหารสัตว์ที่ผสมยา ตั้งเป้าลดการใช้ยาต้านจุลชีพลง30%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366778

news_default

ปศุสัตว์ออกประกาศ6ฉบับ คุมอาหารสัตว์ที่ผสมยา ตั้งเป้าลดการใช้ยาต้านจุลชีพลง30%

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2561, 17.23 น.

ปศุสัตว์ออกประกาศ6ฉบับ คุมอาหารสัตว์ที่ผสมยา ตั้งเป้าลดการใช้ยาต้านจุลชีพลง30%

27 ก.ย.61 นายสัตวแพทย์ (น.สพ.) สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯได้ออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดลักษณะเงื่อนไขของอาหารสัตว์ที่ผสมยา ที่ห้ามผลิต นำเข้า ขาย และใช้ พ.ศ.2561 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวเป็นกฎหมายเพื่อกำกับดูแลอาหารสัตว์ที่ผสมยา (Medicated feed) ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2558 ซึ่งรับผิดชอบโดยกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ กรมปศุสัตว์ เพื่อควบคุมการใช้ยาต้านจุลชีพให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ที่เป็นมาตรฐานสากล มีการใช้ยาอย่างสมเหตุผลเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เนื่องจากหากคนบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ที่มียาต้านจุลชีพตกค้างจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาดื้อยาต้านจุลชีพ

น.สพ.สมชวน กล่าวอีกว่า กรมปศุสัตว์ได้ออกประกาศกรมปศุสัตว์ 6 ฉบับ ตามประกาศกระทรวงเกษตรฯข้างต้น โดยกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตผลิตอาหารสัตว์จะผลิตอาหารสัตว์ที่ผสมยาได้ ต้องจดแจ้งต่อกรมปศุสัตว์ อีกทั้งต้องเป็นโรงงานที่ได้รับการรับรอง GMP (Good Manufacturing Practice) มีสัตวแพทย์ที่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ชั้นหนึ่ง และต้องได้รับการฝึกอบรมหลักสูตรที่เกี่ยวกับอาหารสัตว์ที่ผสมยาจากกรมปศุสัตว์ดูแล

สัตวแพทย์ต้องควบคุมกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ที่ผสมยา เช่น ผลิตอาหารสัตว์ที่ผสมยาตามใบสั่งใช้ยาจากสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มที่เป็นผู้ดูแลสุขภาพสัตว์ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และต้องลงลายมือชื่อในหลักฐานการสั่งซื้อยาต่างๆ เพื่อจะนำอาหารสัตว์ที่ผสมยาเหล่านั้นไปใช้ เพื่อดูแลและรักษาสัตว์ในฟาร์ม โรงงานผลิตอาหารสัตว์จะต้องมีเครื่องมือที่เหมาะสมในการผลิตอาหารสัตว์ที่ผสมยาด้วย

นอกจากนี้ จะต้องมีการติดฉลากเพื่อให้ทราบว่าเป็น “อาหารสัตว์ที่ผสมยา” โดยต้องระบุชื่อและปริมาณของยาที่ผสมในอาหารสัตว์นั้นด้วย ต้องมีการจัดทำสรุปรายงานปริมาณการใช้ยาต้านจุลชีพชนิดต่างๆ ในแต่ละปีที่นำมาผสมในอาหารสัตว์ต่อกรมปศุสัตว์ด้วย

ขณะเดียวกัน ยาต้านจุลชีพหรือที่เรียกทั่วไปว่ายาปฏิชีวนะ ใช้รักษาโรคที่มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรียซึ่งต้องมีการควบคุมการสั่งใช้  โดยสัตวแพทย์ต้องใช้ยาในภาคปศุสัตว์มีความถูกต้องเหมาะสม

น.สพ.สมชวน กล่าวอีกว่า หลังจากกฎหมายมีผลบังคับ ขณะนี้มีโรงงานผลิตอาหารสัตว์มาขอรับจดแจ้งเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์ที่ผสมยาแล้วกว่า 50 ราย ซึ่งกรมปศุสัตว์จะกำกับดูแลโรงงานผลิตอาหารสัตว์ที่ผสมยาให้ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ปลอดภัยจากยาตกค้างในผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ เพื่อป้องกันภาวะดื้อยาปฏิชีวนะในคนซึ่งจะส่งผลให้เมื่อเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียจะรักษาหายยาก

ทั้งนี้ มีเป้าหมายลดปริมาณการใช้ยาต้านจุลชีพสำหรับสัตว์ลงร้อยละ 30 ในปี 2564 ตามแผนยุทธศาสตร์ว่าด้วยการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทยในภาคการเกษตรและการเลี้ยงสัตว์

‘ศิวภรณ์ นภาวรานนท์’ ต้นแบบ YSF ประยุกต์ใช้เทคโนฯ-นวัตกรรมสู่ความสำเร็จอาชีพเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366704

‘ศิวภรณ์ นภาวรานนท์’ ต้นแบบ YSF ประยุกต์ใช้เทคโนฯ-นวัตกรรมสู่ความสำเร็จอาชีพเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2561, 14.37 น.

ด้วยความมุ่งมั่นของกรมส่งเสริมการเกษตร ในการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer : YSF) โดยวางเป้าหมายในการพัฒนาเด็กรุ่นใหม่ที่มีใจรักที่จะทำ “อาชีพเกษตรกร” ให้รู้จักบริหารจัดการการเกษตรด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถต่อยอดไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ พึ่งพาตนเอง และเป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่นได้ โดยผู้ที่จะเข้ามาเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่จะต้องมีความรู้ในเรื่องที่ทำ มีข้อมูลตัดสินใจ มีการจัดการผลผลิตและตลาด ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม และภูมิใจในอาชีพ และจะต้องผ่านการประเมินศักยภาพด้วยการสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 180,000 บาทต่อปี

เกษตรกรจะเป็นศูนย์กลางและออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเองและมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้จัดการเรียนรู้ โดยหลักสูตรอบรมประกอบด้วย 1.การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเกษตรกรรุ่นใหม่แต่ละรุ่น 2.การพัฒนาการเกษตรด้วยนวัตกรรม และการบริหารจัดการด้วยระบบอินเทอร์เน็ต (Internet of Things) 3.การพัฒนาเป็น Startup และพัฒนาระบบธุรกิจด้วยนวัตกรรม ฟาร์มอัจฉริยะ และตลาดดิจิทัล 4.สินค้าผ่านการรับรองมาตรฐานสากล

ปัจจุบัน Young Smart Farmer ในยุคไทยแลนด์ 4.0 หลายคนจบการศึกษาในระดับสูง ทั้งปริญญาโทและเอก และมาจากหลากหลายอาชีพ เช่น วิศวกร สถาปนิก ข้าราชการ เจ้าของโรงงาน ฯลฯ ซึ่งจากการประเมินพบว่า ผลผลิตที่ได้มีจำนวนมากขึ้นและมีความแปลกใหม่จากการใช้นวัตกรรม และยังทำให้ต้นทุนลดลง สินค้ามีคุณภาพมาตรฐานจึงเป็นที่สนใจของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างเป็นกอบเป็นกำ

“ศิวภรณ์ นภาวรานนท์” Young Smart Farmer จากจังหวัดสิงห์บุรี ดีกรีปริญญาโทด้านโลจิสติกจากอเมริกาพ่วงท้ายนับเป็นอีกคนหนึ่งที่หักเหชีวิตตัวเองก้าวสู่ “อาชีพเกษตรกร” อย่างเต็มขั้น ได้เล่าถึงจุดเปลี่ยนชีวิตในการก้าวสู่อาชีพเกษตรกรว่า เกิดจากความอิ่มตัวในการใช้ชีวิตในอเมริกาและชีวิตคนเมืองเลยอยากหาอาชีพใหม่ที่อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ และเห็นว่าอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพที่น่าสนใจและหากมีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงก็สามารถทำให้ตัวเองก้าวหน้าประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ที่สำคัญคืออาชีพที่สำคัญของคนไทย และสมควรที่จะได้รับการสนับสนุน การพัฒนา การต่อยอด การดำรงไว้ซึ่งอาชีพ จึงได้หนีจากกรุงเทพย้ายมาอยู่ในต.เชิงกลัด อ.บางสิงห์บุรีและเริ่มต้นอาชีพเริ่มด้วยการเลี้ยงไส้เดือนด้วยการลองผิด ลองถูกศึกษาในอินเทอร์เน็ตบ้าง อ่านหนังสือลองเลี้ยงดู ที่สนใจเลี้ยงไส้เดือนเป็นอาชีพเนื่องจากเห็นว่าคุณสมบัติของไส้เดือนช่วยเพิ่มธาตุอาหารหลักและอาหารรองในดิน ปริมาณอินทรียวัตถุในดินก็เพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกับจุลินทรีย์ทั้งเชื้อราและแบคทีเรียที่ช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี

จากนั้นได้เรียนรู้และพัฒนาต่อยอดผุดไอเดียด้วยสร้างผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง ในรูปแบบที่ทันสมัย อาทิ ผลิตภัณฑ์มูลไส้เดือน 100% ดินหมักมูลไส้เดือน น้ำสกัดมูลไส้เดือนดินหมักมูลไส้เดือนสดจุลินทรีย์จากหน่อกล้วยและฮอร์โมนน้ำสกัดธรรมชาติ น้ำส้มควันไม้ ภายใต้แบรนด์ “Mr.Hope” หรือ “ลุงสมหวัง” ที่มีแพ็คเก็จจิ้งสวยงามและทันสมัย โดยตลาดส่วนหนึ่งวางจำหน่ายในห้างแม็กซ์แวลู ตลาด อ.ต.ก.กรุงเทพ นอกจากนั้นเป็นตลาดในชุมชนและออกบูทที่กรมส่งเสริมการเกษตรให้การสนับสนุนในการจัดหาตลาด

“ความสำคัญของทุกอาชีพ คือ การตลาดต้องยั่งยืน มั่นคง สำหรับตนจะให้ความสำคัญในการศึกษาความต้องการของตลาด และค้นพบว่าผู้บริโภคอยากได้อะไรที่แบบเสร็จสรรพ สามารถมันรีไซเคิลได้ด้วยเลยต่อยอดนวัติกรรมผลิตภัณฑ์ตนเองขึ้นมาเป็นมูลไส้เดือนอินทรีย์ 100% ออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายในดินได้เลย”

จากนั้นได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ตามมาคือ ดินหมักมูลไส้เดือน ผสมไข่ไส้เดือน แต่ที่มันเป็นทางนวัตกรรมทางความคิดบรรจุภัณฑ์ใส่ถุงพร้อมปลูก โดยสินค้าของเราจะผสมทุกอย่างให้แล้วรวมทั้งการฆ่าเชื้อโรค ใส่ไข่ไส้เดือนให้ด้วยเหลือแต่ไปตัดเจาะรูเพื่อการระบายน้ำ หยอดเมล็ดปลูกในถุงได้เลยโดยไม่ต้องย้ายอีก เพราะปกติถุงซื้อใช้แล้วทิ้ง จนถุงพลาสติกล้นโลก เราก็อยากจะให้ถุงมันรีไซเคิลได้ในตัวมันเองลูกค้าไม่ต้องไปหาถุงเพาะชำ แล้วพอผ่านไป 60 วัน รดน้ำ ปลูกต้นไม้ไปเรื่อยๆ ไส้เดือนออกจากไข่ ก็จะมีไส้เดือนพวนดินให้ ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ดังกล่าวขายดีมาก เพราะเอาไปใช้แล้วได้ผล ช่วยปรับปรุงระบบนิเวศทางอ้อมซึ่งผลิตภัณฑ์ของเราจะเหมาะกับคนสังคมเมืองที่มีพื้นที่ปลูกจำกัด

“ศิวภรณ์” กล่าวถึงเส้นทางก้าวสู่การเป็นยังสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ว่า เกิดจากตนเอง ตนสมัครเข้ามาใน ปี 2560 โดยเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี ด้วยการลงทะเบียนเป็นเกษตรกรจากนั้นกรมส่งเสริมการเกษตรก็เข้ามาสนับสนุนถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านต่างๆ บ้างก็ส่งไปศึกษางานในต่างประเทศในประเทศที่ประสบความสำเร็จในการทำเกษตรกรด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ก็ทำให้ตนเองมีความรู้เพิ่มขึ้นนำกลับมาพัฒนาฟาร์มของตนเอง

ปัจจุบันนอกจากจะรับการอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรใหม่ๆแล้ว กรมส่งเสริมการเกษตรยังได้ส่งเสริมให้ความรู้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมทั้งจัดหาตลาดเคลื่อนที่ในการจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง สำหรับองค์ความรู้เราที่ได้จากการเข้าสู่ยังสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ นั้นมีประโยชน์ต่อการต่อยอดพัฒนาอาชีพเกษตรกรอย่างมาก เพราะนอกจากมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ ทำให้เรามีตลาดที่ยั่งยืน เข้มแข็งยังได้เครือข่ายยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ที่มีอยู่ทั่วประเทศอีกด้วย มีการเชื่อมโยงเครือข่าย แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันอย่างสม่ำเสมอ ตลลอดจุดประกายความคิดทางด้านธุรกิจ ด้านคอนเนคชั่น มันเปิดเปิดโลกทัศน์ แทนที่จะอยู่ที่แค่สิงห์บุรี แต่ทางด้านองค์ความรู้ด้านการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรจะเข้ามาสนับสนุนในเรื่องของ GAP ออแกนิคไทยแลนด์ เค้าจะให้ความรู้ สารเชื้อพันธุ์ต่างๆเพิ่มพูนความรู้และต่อยอดภูมิปัญหาตนเองได้อย่างมาก

ปัจจุบัน “ศิวภรณ์” ยังได้ต่อยอดความคิดและฟาร์มของตนเองยกระดับก้าวสู่”ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่” ประจำจังหวัดสิงห์บุรีในปลายปีนี้อีกด้วย เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตร ฝึกปฏิบัติจริงในแปลง เป็นแหล่งเชื่อมโยง young smart farmer ต้นแบบ เสมือนแหล่งถ่ายทอดความรู้เฉพาะด้านทุกสาขาการเกษตร สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เทคโนโลยีสมัยใหม่ นวัตกรรม หลักการธุรกิจเกษตร การผลิต การแปรรูป และการตลาด อย่างครบวงจรโดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้คนในชุมชนได้เข้ามาเรียนรู้การทำเกษตรเพื่อนำไปพัฒนาแปลงของตนเองได้

“สิ่งที่อยากฝากสำหรับคนที่ขาดความมั่นใจในการอาชีพเกษตรกร สำหรับตนอาชีพเกษตรกร เป็นอาชีพที่โครตเท่ห์ ซึ่งไม่ใช่ว่าใครๆ ก็ทำได้ ต้องยืนด้วยลำแข้งของตัวเองอย่างแท้จริงเพราะทำเกษตรไม่ใช่การใช้องค์ความรู้ด้านเดียวไม่ใช่สักแต่ว่าปลูกแล้วมันจะออกผลมางอกงาม มันใช้ทั้งความอดทนอย่างยิ่งยวด การศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัย เหมือนนักวิทยาศาสตร์ด้วยซ้ำ แล้วถ้าเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ คุณจะได้เรียนรู้ในเรื่องการตลาด การขาย มันครบวงจร”

‘ลลิดา คำวิชัย’ YSF เมืองสระแก้ว ทิ้งงานแบงก์ ผันชีวิตสู่เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366701

‘ลลิดา คำวิชัย’ YSF เมืองสระแก้ว ทิ้งงานแบงก์ ผันชีวิตสู่เกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2561, 14.30 น.

รัฐบาลมีนโยบายในการดูแลลูกหลานของเกษตรกร โดยการพัฒนาและสร้าง “คนรุ่นใหม่” เข้าสู่ “เกษตรยุคใหม่” ด้วยมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรผลิตเกษตรกรรุ่นใหม่หรือ Young  Smart  Farmer (YSF) ให้เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี การใช้เครื่องมือ การบริหารจัดการและขับเคลื่อนชุมชนให้เกิดการปรับเปลี่ยนที่ทันสถานการณ์และมีความทันสมัย โดยมุ่งหวังให้คนรุ่นใหม่จบภาคการเกษตรมีความรู้ความสามารถด้านวิชาการเกษตรแบบครบวงจร เพื่อจะได้มีความยั่งยืนในการประกอบอาชีพการเกษตร พึ่งพาตนได้และสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างเข้มแข็งสอดคล้อง

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันมีแนวโน้มของคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นคนหนุ่มสาวไฟแรงมีแรงบันดาลใจในการเข้ามาทำอาชีพการเกษตรมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับกรมส่งเสริมการเกษตรที่ปัจจุบันได้ให้ความสำคัญในการสนับสนุนคนรุ่นใหม่เข้าสู่โครงการ Young  Smart  Farmer หรือ YSF เนื่องจากเห็นว่าเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่มีความทันสมัยและเท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบันให้เป็นไปตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ 20ปีของกระทรวงเกษตรฯ โดยวางเป้าหมายสร้างเครือข่าย YSF ทั้งประเทศให้ได้ไม่น้อยกว่า 58,520 ราย จากปัจจุบันสามารถผลิตได้แล้ว 7,598 ราย ซึ่งต่อไปกรมจะผลักดันคนเหล่านี้ต่อยอดให้เป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ที่มีการบริหารจัดการการเกษตรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม สามารถพึ่งพาตนเองได้ และเป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่น

สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาเป็น YSF หลักๆ จะต้องเป็นคนที่มีความรู้ในเรื่องที่จะทำ มีการจัดการผลิต/การตลาดใส่ใจคุณภาพ รับผิดชอบสังคม/สิ่งแวดล้อม และที่สำคัญจะต้องมีความภาคภูมิใจที่จะเป็นเกษตรกร โดยจะมีการประเมินศักยภาพและต้องผ่านคุณสมบัติด้านรายได้ไม่ต่ำกว่า 180,000 บาท/ครัวเรือน/ปีและมีอายุระหว่าง 17 – 45 ปี เมื่อผ่านคุณสมบัติแล้วกรมส่งเสริมการเกษตรก็จะมีหลักสูตรอบรมในแต่ละระดับ คือ 1 เริ่มจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเกษตรกรรุ่นใหม่แต่ละรุ่น 2.มีการพัฒนากิจกรรมการเกษตรด้วยนวัตกรรม และบริการจัดการกิจกรรมด้วยระบบ internet of Things (loT) 3.พัฒนาเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ รวมทั้งพัฒนาระบบธุรกิจเกษตรด้วยนวัตกรรรม Smart Farm Digital Market 4.สินค้าเกษตรได้รับรองมาตรฐานสากลและยกระดับผู้ประกอบรุ่นใหม่สู่สากล

“ลลิดา คำวิชัย” YSF สระแก้ว วัย 27 ปี จากริมขอบชายแดน ต.ทับพริก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว นับเป็นอีกต้นแบบความสำเร็จของนิยาม “เกษตรกรรุ่นใหม่” ที่วันนี้วิถีการเป็นอาชีพเกษตรกรรุ่นใหม่ของเธอมีรูปธรรมที่ชัดเจนทั้งแนวคิดและการลงมือกระทำ ทิ้งเงินเดือนครึ่งแสนจากการเป็นพนักงานแบงค์ ผันชีวิตสู่ชีวิตเกษตรกรโดยเนรมิตฟาร์ม “ณ ไร่ ชายแดน”

สำหรับแรงบันดาลใจในการหันมาทำอาชีพเกษตรกร เกิดจากมีความฝันอยากทำฟาร์มของตัวเองด้วยการพลิกฝืนพื้นดินเกษตรของครอบครัว จำนวน 35 ไร่ ซึ่งเดิมทำเกษตรเชิงเดี่ยวและมีปัญหาขาดแคลนน้ำ ผลผลิตตกต่ำมาอย่างตลอด โดยการปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ทำใหม่ ด้วยกันหันมาปลูกพืชแบบใช้น้ำน้อยนั่นคือการปลูกมะม่วงแก้วขมิ้นเนื่องจากเห็นว่าเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศและปลูกให้ผลผลิตดีในพื้นที่สระแก้ว ซึ่งตนเองได้เปรียบเพราะสามารถอ่าน ออกเขียนหลายภาษาทั้งภาษาอังกฤษและภาษากัมพูชาทำให้ง่ายในการเข้าไปบุกเบิกตลาดทั้งภายในและต่างประเทศได้เอง

จากนั้น ต่อยอดด้วยการเลี้ยงหมูหลุมแบบอินทรีย์ ตามด้วยเลี้ยงไส้เดือนคอนโด ทำเป็นปุ๋ย ภายใต้แบรนด์ “ไอเดือน” โดยการรวมกลุ่มกับคนในชุมชนกว่า 40 ครอบครัว ในการรวมตัวการผลิตและรวมตัวกันขายโดยมีตลาดหลักในประเทศกัมพูชา นอกจากนั้น ยังได้แปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์เองส่งขายตามร้านในท้องถิ่นสร้างรายได้เป็นอย่างเป็นดี และยังร่วมกับคนในชุมชนต่อยอดการตลาดด้วยการเปิด “สวนเรียนรู้ด้านการเกษตรแบบพอเพียง” เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกทางหนึ่งด้วย เพื่อเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมขบวนการผลิต แปรรูปในฟาร์ม

หลักสำคัญของการเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่นั้น จะต้องรู้จักนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาด มีความรู้ในการประกอบอาชีพด้านการเกษตรอย่างครบถ้วน ทันต่อสถานการณ์และสภาวการณ์ ปัจจุบันจังหวัดสระแก้ว มี Young Smart Farmer ทั้งหมด 5 รุ่น จำนวน 150 คน รุ่นละ 30 คน เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง และมีการตั้ง “ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่” ขึ้นมาช่วยทำให้เกษตรกรรุ่นใหม่ๆ สามารถก้าวเดินแบบก้าวกระโดดที่สาม สี่ ห้า และหก ได้ทันที เป็นการต่อยอดและการเข้าถึงโอกาสในความสำเร็จได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นที่นับหนึ่งใหม่กันทุกคน

“ลลิดา” กล่าวย้ำทิ้งท้ายว่า ในอนาคตการทำกาเกษตรจะอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน จะต้องทำในรูปแบบการตลาดนำการผลิต เน้นการต่อยอดผลิตภัณฑ์ในชุมชน ทำให้คนในชุมชนมีรายได้เพิ่ม ที่สำคัญคือเกษตรกรุ่นใหม่และการพัฒนาชุมชนจะต้องเดินไปควบคู่กัน โดยตนมีความมุ่งมั่นเป็นแบบอย่างงหรือไอดอลให้คนรุ่นใหม่ที่คิดจะก้าวมาสู่อาชีพเกษตรกร เพื่อให้ค่าว่าเกษตรกรมีคุณค่า ทำให้คนรุ่นหลังเห็นว่าการเกษตรเป็นหัวใจหลัก ที่เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตร อาหารที่ยั่งยืนของมนุษย์ ฉะนั้นทำการต่อยอดแค่ว่าให้การตลาดนำการผลิตเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่ยั่งยืนด้วยการกล้าคิด กล้าทำ กล้าลองและมีความมุ่งมั่นในเป้าหมายในการก้าวสู่อาชีพเกษตรรุ่นใหม่

“Young Smart Farmer” จึงถือเป็นพลังสำคัญของภาคเกษตรไทยที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาภาคเกษตรไปสู่ความทันสมัยและทันเหตุการณ์ภายใต้การนวัติกรรมใหม่ๆ คิดค้นใหม่ๆ มีแนวคิดที่แตกต่าง มีองค์ความรู้ที่หลากหลายเพื่อพัฒนาภาคเกษตรไทยไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืน

‘กิตติชัย วรวงศ์สุวรรณ’หนุ่มบีโอไอ ผันชีวิตก้าวสู่’Young Smart Farmer’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366697

‘กิตติชัย วรวงศ์สุวรรณ’หนุ่มบีโอไอ ผันชีวิตก้าวสู่’Young Smart Farmer’

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2561, 14.24 น.

เมื่อเทคโนโลยีก้าวเร็ว จำเป็นต้องหมุนตาม และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงให้ทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชีพเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้เร่งพัฒนาศักยภาพเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer (YSF) เพื่อทดแทนเกษตรกรผู้สูงอายุและสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันมาทำเกษตรมากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างภาคเกษตรไทยในอนาคตให้เข้มแข็ง ยั่งยืนรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

“กิตติชัย วรวงศ์สุวรรณ” Young Smart Farmer ปราจีนบุรี วัย 39 ปี อดีตหนุ่มบีโอไอ ที่พกพาปริญญาตรี 2 ใบ และปริญญาโท 1 ใบ ตัดสินใจละทิ้งเงินเดือนหลายหมื่น เป็นเด็กหนุ่มไฟแรงอีกคนนึ่งที่ละทิ้งชีวิตคนเมืองกลับสู่ “วิถีเกษตรอินทรีย์” ทุกอย่างที่ปลูกใน “Torry Organic Farm” รับรองได้ว่า เป็นผลผลิตอินทรีย์ที่บริโภคแล้วปลอดภัยแน่นอน

“กิตติชัย” มีความฝันในวันเด็กอยากเป็นนักธุรกิจ  เริ่มทำงานที่สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดลและศูนย์ประสานการบริการด้านการลงทุน หน่วยงานของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เมื่อสั่งสมประสบการณ์หลายด้านจนอิ่มตัวทำให้ต่อตัดสินใจหันเหกลับสู่วิถีชีวิตชาวสวนดังเดิมของครอบครัว แต่การทำสวนในแบบเดิมของครอบครัวที่ใช้เคมี ไม่ใช่แนวทางที่ต่อต้องการ จึงรวบรวมทุนก้อนหนึ่งเพื่อบุกเบิกที่ดินในพื้นที่ที่ธรรมชาติยังบริสุทธิ์ ในระยะแรกวางแผนผลิตพืชหลากหลายโดยค้นคว้าด้วยตนเอง ทั้งวิธีปลูก การใช้ชีวภัณฑ์ การจัดการระบบฟาร์ม เพื่อให้มีรายได้หมุนเวียนอยู่ได้ ด้วยการเลือกปลูกเมล่อนในโรงเรือน เพราะจะได้ปลูกได้ทั้งปี จุดพลิกผันต่อมา คือการปลูกเมล่อนไม่ได้ผลที่ควรเพราะบางฤดูกาลนั้นผลิตยาก จากกระบวนการเกษตรที่ไม่ใช้เคมี หรือปลอดสาร หลังจากหาทางออกเรื่องผลผลิต จึงได้พบกับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ในท้องถิ่นที่มีมาตรฐานและความเข้มแข็ง และร่วมปรับเปลี่ยนเป็นเกษตรอินทรีย์เต็มรูปแบบ

หลังจากเรียนรู้ ศึกษาจนรู้จริง ได้ร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรด้วยกันในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ทั้งในท้องถิ่น และระดับจังหวัด รวมถึงงานพัฒนาชุมชน อนุรักษ์ป่าไม้ หรือต้นน้ำ หรือร่วมอบรมกับหน่วยงานหลายหน่วย ได้แก่ สำนักงานพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยหลายแห่ง หน่วยงานภายนอก เช่น เครือข่ายเกษตรอินทรีย์เรื่องมาตรฐานสากล

ปัจจุบัน กิจการใน “Torry Organic Farm” เป็นเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน นอกจากเมล่อน ยังมีมะเขือเทศเชอร์รี่ มะนาว เลม่อน มะเดื่อฝรั่ง หม่อน กล้วย มะม่วงหาวมะนาวโห่ ผักกูด และผักสวนครัว ที่มีผลผลิต และมีมะพร้าวน้ำหอม แก้วมังกร ทุเรียน ที่ยังไม่ได้ผลผลิต นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรมผลิตไม้ดอกไม้ประดับแบบอินทรีย์หลากหลายเพื่อจำหน่าย มีการแปรรูปสินค้าตามฤดูกาล ได้แก่ เมล่อนนมสด วุ้นมะเดื่อฝรั่ง วุ้นหม่อน แต่ยังอยู่ในช่วงพัฒนาผลิตภัณ์ และต่อยอดผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ผลิตผลผลิตได้มาก เช่น น้ำหม่อน น้ำมะม่วงหาวมะนาวโห่ ชาใบหม่อน ชาใบมะเดื่อ ชาสมุนไพร เช่น ตะไคร้ มินต์ โรสแมรี่ นอกจากนั้น ยังมีแผนจะพัฒนาเป็นฟาร์มสเตย์ จากการร่วมโครงการเครือข่ายท่องเที่ยวชุมชน และที่สำคัญยังมีกิจกรรมรับอาสาสมัครเพื่อเรียนรู้เกษตรอินทรีย์แบบกินอยู่ในฟาร์ม หรือ WWOOF ซึ่งมีเครือข่ายทั่วโลก และเครือข่ายอื่น เช่น Workaway

“หัวใจสำคัญที่ทำให้เข้าร่วมโครงการ YSF ในปี 2560 คือได้มีโอกาสอบรมเสริมสร้าง หรือทบทวนองค์ความรู้ ทั้งด้านเกษตรและธุรกิจ หลายครั้ง การมีส่วนร่วมปัจจุบันผมเป็นรองประธาน YSF ปราจีนบุรี ทำให้ Torry Organic Farm ได้รับเลือกให้จัดตั้งเป็นศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่จังหวัดปราจีนบุรี และเมื่อ 22 – 28 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้สมัครและได้รับเลือกให้ดูงานเกษตรอินทรีย์ ณ สาธารณรัฐอิตาลี ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในเวที YSF โดยใช้ประสบการณ์ในการขับเคลื่อนเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ปราจีนบุรี ความรู้ด้านมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไทยและสากล เพื่อแบ่งปัน ผลักดัน พาเกษตรกรร่วมกันขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ เพิ่มความมั่นคงทางอาหาร และความหลากหลายทางชีวภาพ ส่วนด้านการตลาด ได้มีการสร้างกลุ่ม และหน้าเพจเฟซบุ๊ก เพื่อเป็นช่องทางสื่อสาร ขยายจำนวนสมาชิก หรือฐานลูกค้า ทั้งในท้องถิ่น หรือประเทศ และมีแนวคิดจัดตั้ง YSF Farm Shop ปราจีนบุรี โดยใช้ระบบของสาขาใหญ่ที่ตลาด อตก.เพื่อรองรับสินค้าของสมาชิก และสร้างชื่อเสียง ขยายตลาดในท้องถิ่น

“กิตติชัย” เชื่อมั่นว่าการเป็นเกษตรรุ่นใหม่ในยุคสมัยใหม่นั้นเป็นไม่ยาก หากพกความมั่งมั่นและตั้งใจมา ในการกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงพัฒนาตนเองและชุมชนให้ดีขึ้น เช่นเดียวกับวิถีการทำเกษตรของ Torry Organic Farm จึงเป็นใช้หลักการบริหารจัดการ การวางแผนธุรกิจ แนวคิดคำนึงถึงระบบนิเวศน์ ทั้งเกษตรอินทรีย์ และแนวคิดในต่างประเทศ เช่น Biodynamic , Permaculture , 0 Kilometer มาผสมรวมกัน ด้วยเชื่อว่า ความต้องการของมนุษย์ไม่เคยจะพอเพียง การทำอย่างไรให้ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด ทำลายน้อยที่สุด ทดแทนสิ่งที่เสียไปอย่างยั่งยืนที่สุดต่างหาก และที่สำคัญ ต้องหลุดจากกับดักทางความคิด ด้วยการคำนึงถึงตนเองที่จะก้าวเดินอย่างแข็งแรงด้วยตนเองให้ได้ก่อน เพื่อที่จะเป็นตัวอย่างหรือคิดจะพาคนอื่นก้าวเดินได้ในทางที่ถูกต้องได้ต่อไป

ดัชนีรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จับตา‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์-ไข่ไก่-สุกร’ออกตลาดมากเดือนนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366494

news_default

ดัชนีรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จับตา‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์-ไข่ไก่-สุกร’ออกตลาดมากเดือนนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาพรวมรายได้ของเกษตรกร วัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรในเดือนสิงหาคม 2561 เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2560 ร้อยละ 4.84 โดยดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นาเดือนสิงหาคม 2561 ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2560 ร้อยละ 2.98 สินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคาลดลงเล็กน้อย เนื่องจากผลผลิตข้าวนาปีในพื้นที่ลุ่มภาคกลางทั้ง 13 ทุ่งเริ่มทยอยออกสู่ตลาดและเพื่อใช้เป็นพื้นที่รองรับน้ำหลากในช่วงเดือนตุลาคม ยางพารา ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าความต้องการจากต่างประเทศที่ลดลง ซึ่งอาจมีสาเหตุจากภัยพิบัติในญี่ปุ่น และความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ปาล์มน้ำมัน ราคาลดลงเนื่องจากความต้องการน้อยกว่าผลผลิต อีกทั้งยังมีสต๊อกน้ำมันปาล์มคงเหลือเป็นจำนวนมาก ประกอบกับการส่งออกชะลอตัว และ ไก่เนื้อ ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตยังคงออกสู่ตลาดมากกว่าความต้องการใช้และบริโภค

สินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลังเนื่องจากเป็นช่วงที่อยู่ระหว่างเพาะปลูกฤดูใหม่ส่งผลให้ผลผลิตออกสู่ตลาดไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ประกอบการส่งออกมันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาสูงขึ้นเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ ลำไย ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยกว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน แม้ว่าอยู่ในช่วงที่ผลผลิตออกกระจุกตัว

ด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนสิงหาคม 2561 เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2560 ร้อยละ 8.06 สินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้ายางพาราลองกองมังคุดปาล์มน้ำมันและไก่เนื้อ ส่วนสินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตลดลง ได้แก่สับปะรดมันสำปะหลัง สุกร และกุ้งขาวแวนนาไม

หากมองแนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกรในเดือนกันยายน 2561 คาดว่าเพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2560 ร้อยละ 2.28 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 8.84 โดยสินค้าสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้นได้แก่ยางพาราปาล์มน้ำมันข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไก่เนื้อไข่ไก่ และลองกอง ในขณะที่ดัชนีราคาปรับตัวลดลงร้อยละ 6.02 สินค้าสำคัญที่มีราคาลดลง ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว สุกรไก่เนื้อ และกุ้งขาวแวนนาไม ทั้งนี้ สินค้าสำคัญที่มีผลผลิตออกมากในช่วงเดือนกันยายน 2561 ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไข่ไก่ สุกร

อย่างไรก็ตาม เดือนตุลาคม 2561 คาดว่า ดัชนีรายได้เกษตรกรคาดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนดัชนีราคาคาดว่าจะทรงตัวเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนตุลาคม 2560 ในขณะที่ดัชนีผลผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อาทิ ข้าวเปลือกเจ้า ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สุกร และไข่ไก่

แตกใบอ่อน : ‘จากเกาะเต่าถึงอุทยานฯ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366496

807934531

แตกใบอ่อน : ‘จากเกาะเต่าถึงอุทยานฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วันก่อนได้ยินได้ฟังข่าวคราวความพยายามรักษ์โลก ที่เกิดขึ้นในพื้นที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี กับปรากฏการณ์ที่ชาวบ้านหลายพันครัวเรือนจับมือประกาศสัญญาประชาคม “งดและลดขยะพลาสติก” ในพื้นที่ หันไปใช้วัสดุธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่น อย่างใบไม้ใบหญ้า แทนถ้วยชาม ก้าน กิ่งไม้ แทนหลอด กระบอกไม้ไผ่แทนแก้ว หรือนำมาดัดแปลงเป็นช้อนเป็นส้อม ทัพพีตักอาหารก็ว่ากันไป ควบคู่ไปกับการใช้พลาสติกย่อยสลายได้ ซึ่งผลิตจากมันสำปะหลัง ชานอ้อย หากไม่ใช่ก็เป็นวัสดุที่นำมาใช้ซ้ำได้

สำหรับเกาะเต่า ใครก็รู้จักกันดีว่า เป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อด้านความงดงาม ได้รับเสียงชื่นชมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกนิยมมาดำน้ำมากมายในแต่ละปี “ขยะ” จึงเป็นปัญหาที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเด็นของเรื่องที่น่าสนใจคือ ชาวบ้านกับภาคธุรกิจในพื้นที่ตื่นตัวจับมือรณรงค์ประเด็นนี้กันเอง โดยที่ภาครัฐไม่ได้เข้าไปเป็นผู้ริเริ่ม นอกเหนือจากการลด-งดใช้พลาสติกแล้ว ยังขยายผลไปถึงการคิดผลิตแชมพูอาบน้ำ สระผม น้ำยาล้างจานปราศจากสารเคมีมาใช้เอง พร้อมๆ กับส่งเสริมให้ใช้กระติกน้ำส่วนตัว พกพาไปทุกที่ โดยจัดจุดเติมน้ำฟรีให้ จะได้ไม่ต้องซื้อน้ำดื่มแล้วทิ้งขาดพลาสติกให้สิ้นเปลือง

ประเด็นของเกาะเต่า ทำให้อดนึกไปถึงอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทั้งคนไทยและเทศนิยมไปเที่ยวกันมากเช่นกัน โดยเฉพาะช่วงนี้กำลังจะเข้าหน้าหนาวแล้ว เทศกาลท้าลมเย็นยะเยือก ชมทะเลหมอกกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้า เลยอยากจะให้มีการณรงค์ลดขยะในอุทยานฯทุกแห่งแบบเข้มข้น เข้มแข็งอีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินโครงการ “ทำดีด้วยหัวใจ ลดภัยสิ่งแวดล้อม” ตั้งแต่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา ด้วยการลดใช้ถุงพลาสติกหูหิ้ว งดใช้โฟมบรรจุอาหารในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทั้ง 154 แห่งทั่วประเทศ นอกเหนือจากลดขยะแล้ว ยังลดน้ำเสีย มลพิษในอุทยานฯ ซึ่งส่งผลกระทบไม่เพียงสภาพอากาศ ยังรวมถึงสัตว์ป่า สัตว์น้ำรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต อย่างที่เป็นข่าวบ่อยครั้ง

แนวคิดเข้าร่วมโครงการ ทางกรมอุทยานฯจะรณรงค์เรื่องการใช้น้อย นำมาใช้ซ้ำ นำกลับมาใช้ใหม่ พร้อมกับลดการนำบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง เข้ามาในอุทยานฯ ไม่เพียงถุงหิ้วพลาสติก กล่องอาหาร แม้แต่ขวดน้ำ หลอด จนถึงช้อน ส้อมพลาสติกก็ตั้งเป้าให้ลด ละเลิกนำเข้ามา

ยิ่งไปกว่านั้น ยังขยายผล โดยนำหลักการจัดการขยะแบบเหลือศูนย์ มาประยุกต์ใช้จัดการขยะในอุทยานฯ เพื่อการกำจัดอย่างถูกต้องเหมาะสม ไม่ทิ้งมลพิษ รวมถึงวางแผนสำรอง อำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวที่ยังไม่ทราบหรือไม่สะดวก โดยมีบริการให้ยืมถุงผ้า บรรจุภัณฑ์อื่นไว้ให้ ตามด้วยกิจกรรมรณรงค์นำขยะคืนถิ่น เก็บขยะที่ทิ้งไว้ออกมาทิ้งข้างนอก

จากข้อมูลของกรมอุทยานฯหวังให้โครงการ กิจกรรมต่างๆ ปลุกกระแสลดใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ได้อย่างน้อย 3 ล้านใบ/ชิ้น และถ้าเป็นไปได้ อยากให้ลดปริมาณขยะให้ได้มากที่สุดจนแทบเป็นศูนย์

ปลายฝนต้นหนาวใกล้เข้ามา เหนือ-อีสาน ฝนน้อย อุณหภูมิเริ่มลด อย่างดอยอินทนนท์ กิ่วแม่ปาน และอีกหลายแห่งอุณหภูมิเหลือแค่ 6 องศาเซลเซียส ฤดูกาลเที่ยวชมสัมผัสอากาศเย็นใกล้เข้ามา จึงอยากสะกิดให้ใครหลายคนที่วางแผนท้าลมหนาวเข้าร่วมโครงการลด งดใช้พลาสติก นำขยะกลับออกมาทิ้งข้างนอกด้วย เพราะการท่องเที่ยวไม่เพียงแค่เก็บเกี่ยวความสนุกสนาม ผ่อนคลาย แต่ขอใส่ใจทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยน่าจะดี เพราะปีต่อๆ ไป จะได้มีที่เที่ยวสวยๆ บรรยากาศสะอาด สดชื่นให้เราสัมผัสได้อีก