กรมข้าวเร่งรับสมัครผู้ประกอบการ ร่วมขับเคลื่อนเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์-GAPลุยส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366498

news_default

กรมข้าวเร่งรับสมัครผู้ประกอบการ ร่วมขับเคลื่อนเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์-GAPลุยส่งออก

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า จากกระแสความต้องการของประชากรโลกและของไทยหันมาให้ความสนใจในการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่มีความปลอดภัย ผ่านกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะข้าวอินทรีย์ที่ผู้บริโภคได้ให้คุณค่าและพร้อมที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นสำหรับการบริโภคข้าวที่จะตอบสนองต่อการมีสุขภาพที่ดี ซึ่งตลาดข้าวอินทรีย์จะอยู่ในประเทศที่มีเศรษฐกิจดี ประชาชนมีความต้องการซื้อสูง เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง และสิงคโปร์ ราคาข้าวเปลือกอินทรีย์ที่ชาวนาได้รับจะสูงกว่าราคาข้าวเปลือกทั่วไป จึงเป็นโอกาสและช่องทางอันดีของชาวนาไทยในการที่จะเพิ่มปริมาณการผลิตข้าวอินทรีย์ และข้าวที่มีการปฏิบัติตามระบบการเกษตรที่ดี (GAP) ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานเพื่อการแข่งขัน

ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้ดำเนินโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร เพื่อเชื่อมโยงตลาดรองรับผลผลิตข้าวอินทรีย์ของโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ของโครงการส่งเสริมระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ทำให้ชาวนาสามารถขายข้าวซึ่งอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนเป็นอินทรีย์ และข้าวที่ได้มาตรฐานอินทรีย์ได้ในราคาสอดคล้องกับคุณภาพซึ่งสูงกว่าข้าวทั่วไป รวมถึงชาวนาสามารถขายข้าว GAP ได้ในราคาสูงขึ้นตามคุณภาพ สำหรับปีการผลิต 2561/62 กรมการข้าวได้ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ ดำเนินโครงการดังกล่าว โดยมี 3 ขั้นตอนสำคัญ คือ 1. การรับสมัครผู้ประกอบการค้าข้าวที่เป็นโรงสีข้าว อุตสาหกรรมที่ใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบ สหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร และผู้ส่งออกข้าวเพื่อการจับคู่ธุรกิจกับชาวนาที่ผลิตข้าวอินทรีย์และข้าว GAP และทำบันทึกข้อตกลงซื้อขายข้าว (MOU) ระหว่างผู้ประกอบการกับกลุ่มเกษตรกร 2. การซื้อขายข้าวระหว่างผู้ประกอบการค้าข้าวและกลุ่มชาวนาหลังเก็บเกี่ยว ในราคาที่สอดคล้องกับคุณภาพ มีราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป 3. การขอรับเงินชดเชยดอกเบี้ยของผู้ประกอบการค้าข้าว

โดยขณะนี้ กรมการข้าว ได้ประกาศรับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร ปีการผลิต 2561/62 สำหรับผู้ขอโควตา EU สมัครได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2561 ส่วนผู้ที่ขอชดเชยดอกเบี้ยสมัครได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2562 ณ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด โดยผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ เป็นผู้ประกอบการค้าข้าวที่เป็นโรงสีข้าว อุตสาหกรรมที่ใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบ สหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร หรือผู้ส่งออก ที่ได้รับอนุญาตในการประกอบการค้าข้าวอย่างถูกต้อง หากเป็นธุรกิจโรงสีข้าว ต้องได้การรับรองมาตรฐานการผลิต GAP, HACCP หรือ ISO 22000 หรืออื่นๆ ที่เทียบเท่า และมีอายุคงเหลือไม่ต่ำกว่า 6 เดือน นับจากวันสุดท้ายของการรับสมัคร กรณีมีความประสงค์ขอรับเงินชดเชยดอกเบี้ย ต้องเป็นลูกค้าของธนาคารที่มีวงเงินสินเชื่ออยู่กับธนาคารแล้ว และมีหนังสือรับรองวงเงินสินเชื่อจากธนาคาร

ผู้ประกอบการค้าข้าวที่เข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร นอกจากจะได้รับเงินชดเชยดอกเบี้ยและโควตาส่งออกข้าวไป EU ที่สำคัญคือจะได้ข้าวเปลือกที่มีคุณภาพ ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ Organic Thailand และการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับข้าวเปลือก หรือ GAP สำหรับนำไปสีแปรสภาพเป็นข้าวสารที่ได้เครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร (Q) สำหรับจำหน่ายต่อไป รวมทั้งยังได้รับการสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ให้ผู้บริโภครู้จัก และสามารถทำการตลาดเพิ่มยอดขายให้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด

พัฒนาสายพันธุ์ไก่โคราช สอว.จับมือมทส.วิจัย‘รสชาติดี-คอลลาเจนสูง-ไขมันต่ำ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366492

news_default

พัฒนาสายพันธุ์ไก่โคราช สอว.จับมือมทส.วิจัย‘รสชาติดี-คอลลาเจนสูง-ไขมันต่ำ’

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผศ.ดร.อมรรัตน์ โมฬี อาจารย์ประจำสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) เปิดเผยว่า มทส.ร่วมกับสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์ (สอว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ทำการวิจัยพัฒนาสายพันธุ์ไก่เนื้อโคราช เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เพราะในช่วงที่เกิดภัยแล้ง เกษตรกรไม่สามารถที่จะเพาะปลูกได้ ดังนั้น การเลี้ยงไก่เป็นทางเลือกหนึ่ง โดย ไก่โคราช เป็นลูกไก่ผสมพื้นเมือง มีพ่อพันธุ์ มทส. เป้าหมายของพันธุ์ เพื่อให้ไก่เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพของเกษตร

ผศ.ดร.อมรรัตน์กล่าวต่อว่า ไก่โคราช ถูกออกแบบโดยการใช้ทฤษฎีด้านการปรับปรุงพันธุ์ ทำให้ไก่เป็นเทคโนโลยีที่เกษตรสามารถเข้าถึงง่ายเลี้ยงในที่ต่างๆ ของประเทศได้ แม้ว่าพื้นที่นั้นจะแห้งแล้ง โดยไก่ใช้น้ำประมาณ 1-1.5 ลิตรต่อตัว ตั้งแต่อายุ 1 วันถึงส่งตลาด การลงทุนโรงเรือนไม่สูง ลูกไก่ที่อายุ 1 วัน ราคา 19 บาท/ตัว ต้นทุนการผลิตไก่มีชีวิตต่อกิโลกรัมประมาณ 60-65 บาท จำนวนหน่วยไก่มีชีวิตต่อกิโลกรัม 75-50 บาท แรงงานที่ใช้ในการเลี้ยงประมาณ 500 ตัว เป็นแรงงานในครอบครัวและถึงผู้ สูงอายุ ในกรณีที่เกษตรกรเลี้ยงไก่ 500 ตัวต่อรุ่น โดยให้กินอาหารเต็มที่ เกษตรกรจะมีกำไรประมาณ 6,000 บาท ต่อการ เลี้ยง 2 เดือน และมีอาหารธรรมชาติ เกษตรกรจะมีกำไรประมาณ 14,000 บาท ต่อการเลี้ยงประมาณ 3 เดือน เนื้อไก่มีความโดดเด่นที่แตกต่างมีรสชาติหวานอร่อย เนื้อสัมผัลที่เหนียวนุ่มหนีบหนับความชุ่มฉ่ำ มีคอลลาเจนสูง ไขมันต่ำ ถือเป็นเนื้อไก่เพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยแสงชินโครตรอน (องค์กรมหาชน) หน่วยงานภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ใช้แสงชินโครตรอนศึกษาโครงสร้างจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดยใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงที่มีความแม่นยำและเชื่อถือได้

ผศ.ดร.อมรรัตน์กล่าวต่อว่า ขณะนี้ทีมนักวิจัย ได้มาร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี ศึกษาวิจัย เพื่อให้ไก่โคราชและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เป็นเครื่องมือที่เข้มแข็งในการประกอบอาชีพของเกษตรกร สร้างความสามารถในการแข่งขันในเวทีสากลด้วยคนฐานรากของประเทศต่อไป

กรม​ชลฯเร่งเติมน้ำ’อ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก’ สำรองใช้พื้นที่เศรษฐกิจเมืองบุรีรัมย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366580

news_default

กรม​ชลฯเร่งเติมน้ำ’อ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก’ สำรองใช้พื้นที่เศรษฐกิจเมืองบุรีรัมย์

วันพุธ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561, 19.32 น.

26 ก.ย.61 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ว่า ปัจจุบัน (25 ก.ย.61) อ่างเก็บน้ำทั้ง 16 แห่ง เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 1 แห่ง เขื่อนลำนางรอง และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 15 แห่ง มีความจุที่ระดับเก็บกักรวมกันทั้งสิ้น 291 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันประมาณ 100 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 34 ของความจุอ่างฯ มีอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 จำนวน 8 แห่ง อ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำร้อยละ 30 – 50 มี 2 แห่ง อ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำร้อยละ 50 – 80 มี 5 แห่ง ส่วนอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 มี 1 แห่ง ถือได้ว่าปริมาณน้ำที่มีอยู่ในปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างน้อย เพราะตามเกณฑ์ปกติแล้วทุกแห่งควรมีปริมาณน้ำร้อยละ 70 – 80 ของความจุอ่างฯ

สำหรับปริมาณน้ำดิบที่ใช้ในการผลิตประปาในพื้นที่เขตเศรษฐกิจเมืองบุรีรัมย์ ใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก ปัจจุบันมีปริมาณน้ำประมาณ 1.06 ล้าน ลบ.ม.และอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด มีปริมาณน้ำประมาณ 3.69 ล้าน ลบ.ม.รวมปริมาณน้ำทั้ง 2 แห่ง ประมาณ 4.75 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งการประปาส่วนภูมิภาคบุรีรัมย์ มีความต้องการใช้น้ำดิบสำหรับผลิตประปา เดือนละประมาณ 1.6 ล้าน ลบ.ม.หากไม่มีน้ำไหลเข้าอ่างฯ จะมีน้ำต้นทุนใช้ได้อีกประมาณ 3 เดือน

กรมชลประทานได้วางมาตรการในการรับมือ ด้วยการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก โดยการสำรองน้ำจากหน้าฝายบ้านยาง ซึ่งเป็นจุดรวมน้ำจากลำปลายมาศ ลำปะเทีย และลำนางรอง ผ่านสถานีสูบน้ำลำปลายมาศในอัตรา 2 ลบ.ม./วินาที เข้าอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย.61 เป็นต้นมา สามารถสูบน้ำเข้าอ่างฯได้ประมาณ 100,000 ลบ.ม./วัน โดยจะสูบน้ำต่อเนื่องจนกว่าน้ำในลำปลายมาศจะหยุดไหล พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปลายมาศ บริหารจัดการน้ำในพื้นที่ตอนบน ไหลลงผ่านฝายปะคำอย่างต่อเนื่องให้นานที่สุดประมาณ 2 – 3 เดือน จะทำให้มีน้ำดิบสำรอง เพิ่มเติมได้อีก 6 – 9 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ เพื่อผลิตประปาอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ยังได้สำรองน้ำให้กับพื้นที่เศรษฐกิจในเขตอำเภอนางรอง โดยการผันน้ำจากลำปลายมาศ ช่วงฝายปอแดงลงสู่อ่างเก็บน้ำหนองทะลอก ซึ่งสามารถผันน้ำได้ปีละประมาณ 2 ล้าน ลบ.ม.เพื่อใช้ในการผลิตน้ำประปาชุมชนเมืองนางรอง และสนับสนุนพื้นที่การเกษตรได้ประมาณ 3,000 ไร่

ยึดคืนพื้นที่ส.ป.ก.คืบหน้า! ‘อ.ยักษ์’เผยอยู่ระหว่างพัฒนา-จัดผังแบ่งแปลง-สร้างสาธารณูปโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366514

news_default

ยึดคืนพื้นที่ส.ป.ก.คืบหน้า! ‘อ.ยักษ์’เผยอยู่ระหว่างพัฒนา-จัดผังแบ่งแปลง-สร้างสาธารณูปโภค

วันพุธ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561, 16.40 น.

“อ.ยักษ์”เผยยึดที่ส.ป.ก.จากนายทุนตามคำสั่งม.44คืบหน้า อยู่ระหว่างพัฒนาพื้นที่-จัดผังแบ่งแปลง-สร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน 33แปลง9จว.งบ960ล้านบาท

26 ก.ย.61 นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ว่า นายสุรจิตต์ อินทรชิต เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) แจ้งความคืบหน้าการพัฒนาแปลงที่ดินที่ได้จากการยึดคืนพื้นที่จากผู้ถือครองรายใหญ่ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เกิน 500 ไร่ขึ้นไป ตามคำสั่งมาตรา 44 ของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 36/2559 โดยมีการอนุมัติเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานกว่า 960 ล้านบาท พัฒนาใน 7 แผน เช่น งานสำรวจรังวัดแปลงที่ดิน งานสำรวจวางผังแม่บทการพัฒนา งานปรับพื้นที่ งานสำรวจรังวัดปูผังแบ่งแปลง งานพัฒนาระบบโครงข่ายถนน งานพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และพัฒนาแหล่งน้ำอุปโภค-บริโภค ขุดบ่อบาดาล

ทั้งนี้ ได้ดำเนินการไปแล้ว 22 โครงการ 5 แผนงาน ในพื้นที่ 9 จังหวัด จำนวน 33 แปลง เช่น จ.กำแพงเพชร เชียงใหม่ กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี สระแก้ว นครราชสีมา ชุมพร และ จ.สุราษฎร์ธานี

‘บิ๊กตู่’ห่วงเกษตร! เร่งฝนหลวงฯเติมน้ำในเขื่อน สำรองไว้ใช้หน้าแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366464

‘บิ๊กตู่’ห่วงเกษตร! เร่งฝนหลวงฯเติมน้ำในเขื่อน สำรองไว้ใช้หน้าแล้ง

วันพุธ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561, 14.26 น.

‘บิ๊กตู่’ ห่วงภัยแล้ง เร่งฝนหลวงฯ ทำฝนเติมน้ำในเขื่อน เพื่อสำรองไว้ใช้หน้าแล้งโดยเฉพาะเขื่อนที่มีน้ำน้อยกว่า 30% ถึง 34 แห่ง

25 ก.ย.61  นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี ห่วงเรื่องน้ำย้ำให้กระทรวงเกษตรฯดูแลเตรียมแผนจัดการน้ำให้ประชาชน และเกษตรกรทั่วประเทศมีเพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้ง รวมถึงพื้นที่เกษตรปลูกพืชหลังนา 2.8 ล้านไร่ ตนสั่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ประสานงานกับกรมชลประทาน เพิ่มปริมาณน้ำไหลอ่างเก็บน้ำ ทั้งนี้กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ปีนี้ฤดูฝนจะสิ้นสุดเร็ว มีฝนกลางเดือนตุลาคมเท่านั้น

“กรมชลประทานต้องทบทวนปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆ ปรับแผนบริหารจัดการโดยลดการระบายน้ำลงตามสถานการณ์ อีกทั้งระบุพื้นที่เป้าหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเร่งปฏิบัติการทำฝนเติมน้ำลงสู่เขื่อน ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือ อ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% ซึ่งมี 34 แห่ง เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำแม่มอก จ.ลำปาง มีน้ำ 27% และอ่างเก็บน้ำทับเสลา จ.สุพรรณบุรี มีน้ำ 26%  ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 32 แห่ง ได้แก่ ภาคเหนือ 3 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 21 แห่ง ภาคตะวันออก 3 แห่ง ภาคกลาง 1 แห่ง และภาคใต้ 4 แห่ง “นายกฤษฏา กล่าว

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

ด้านนายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ปีนี้อากาศหนาวมาเร็วซึ่งจะทำให้สิ้นสุดฤดูฝนประมาณกลางเดือนตุลาคม กรมฝนหลวงฯมีเวลาอีกประมาณครึ่งเดือนที่จะเร่งปฏิบัติการทำฝนทั่วประเทศ โดยการปฏิบัติการฝนหลวงนั้นทำมาตั้งแต่เดือนสิงหาคมซึ่งเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง สามารถช่วยพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งโดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางได้ประมาณ 80% ของพื้นที่ที่ขาดน้ำ

โดยกรมชลประทาน ระบุเป้าหมายอ่างเก็บน้ำที่มีน้ำน้อยมาเพิ่มเติมก็พร้อมปฏิบัติการ ซึ่งจำเป็นจะต้องเร่งทำในช่วงเวลานี้ที่ยังมีความชื้นสัมพัทธ์​ในอากาศเพียงพอและมีเมฆให้ทำฝน เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศต่ำ เมฆก่อตัวน้อย เป็น​สภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการทำฝน ทั้งนี้หน่วยฝนหลวงทั่วประเทศพร้อมปฏิบัติการไปจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม โดยจะเร่งทำอย่างเต็มที่เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำให้มากที่สุด โดยกรมชลประทานจะบริหารจัดการสำหรับใช้ในหน้าแล้งอย่างเพียงพอ​ รวมทั้งสำรองต่อเนื่องไปจนถึงต้นฤดูกาลเพาะปลูกปีหน้า

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์

เตือนฝนถล่มหนักต่อเนื่อง ระวังโรคเหง้าเน่าระบาดขิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366340

news_default

เตือนฝนถล่มหนักต่อเนื่อง ระวังโรคเหง้าเน่าระบาดขิง

วันพุธ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศแจ้งเตือนจากสภาพอากาศชื้นในระยะนี้ มักมีฝนตกต่อเนื่องหลายวัน ขอให้เกษตรกรผู้ปลูกขิงให้เฝ้าระวังโรคเหง้าเน่า อาการเริ่มแรกใบจะเหี่ยวม้วนเป็นหลอดสีเหลือง และจะลุกลามจากส่วนล่างขึ้นไปยังส่วนปลายยอดจนแห้งตายทั้งต้น บริเวณโคนต้นและหน่อที่แตกออกมาใหม่มีลักษณะฉ่ำน้ำสีน้ำตาลเข้มถึงดำ เมื่อผ่าลำต้นตามขวางจะพบเมือกแบคทีเรียไหลซึมออกมาเป็นสีขาวขุ่น ลำต้นเน่า และหลุดออกจากเหง้าได้ง่าย อาการบนเหง้ามีลักษณะฉ่ำน้ำสีคล้ำ ต่อมาเหง้าจะเน่าในที่สุด

เกษตรกรควรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นขิงที่เริ่มแสดงอาการของโรคเหง้าเน่า ให้ขุดต้นไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก จากนั้น ให้โรยด้วยปูนขาวบริเวณหลุมที่ขุด เพื่อป้องกันการระบาดของโรค และทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรที่ใช้กับต้นที่เป็นโรค

การป้องกันกำจัดโรคเหง้าเน่าในฤดูปลูกถัดไป เกษตรกรควรเลือกพื้นที่ในการปลูกที่ไม่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน และควรทำแปลงปลูกให้มีการระบายน้ำที่ดี เกษตรกรควรเตรียมดิน โดยไถพรวนดินให้ลึกจากผิวดินมากกว่า 20 เซนติเมตรขึ้นไป และตากดินไว้ให้นานกว่า 2 สัปดาห์ จะสามารถช่วยลดปริมาณเชื้อในดินลงได้มาก กรณีในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรค ก่อนปลูก ให้รมดินเพื่อฆ่าเชื้อโรคด้วยการโรยยูเรียผสมปูนขาว อัตรา 80:800 กิโลกรัมต่อไร่ จากนั้น ให้ไถกลบและรดน้ำให้ดินมีความชื้น ทิ้งไว้ประมาณ 3 สัปดาห์ จึงเริ่มปลูกขิง อีกทั้งให้เลือกใช้หัวพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค หลีกเลี่ยง การปลูกพืชอาศัยของเชื้อ เช่น พืชตระกูลขิง มะเขือ มันฝรั่ง พริก และถั่วลิสง

แก้ปัญหาระบบบัญชีสหกรณ์สวนยาง กยท.คลอดโปรแกรม‘TPS Easy Tex’ย้ำแม่นยำ-น่าเชื่อถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366345

news_default

แก้ปัญหาระบบบัญชีสหกรณ์สวนยาง กยท.คลอดโปรแกรม‘TPS Easy Tex’ย้ำแม่นยำ-น่าเชื่อถือ

วันพุธ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กยท.เดินหน้าพัฒนาสหกรณ์สวนยางก้าวสู่ยุค 4.0 นำโปรแกรมการจัดการข้อมูล TPS Easy Tex ดีกรีรางวัลชนะเลิศนวัตกรรม กยท. ปี 2561 แก้ปัญหาระบบงานบัญชีสหกรณ์สวนยางทั่วประเทศ เผยมีความแม่นยำ รวดเร็ว น่าเชื่อถือ ตรวจสอบข้อมูลได้

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท.ได้พัฒนาโปรแกรมการจัดการข้อมูลสำหรับสหกรณ์สวนยาง หรือ TPS Easy Tex เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้สมาชิกสหกรณ์กองทุนสวนยาง สามารถบันทึกข้อมูลต่างๆของสมาชิก เช่น ข้อมูลน้ำยาง น้ำหนัก ราคาซื้อขาย การทำธุรกรรมโอนเงิน ข้อมูลลูกจ้าง เป็นต้น ได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว สามารถปิดบัญชีได้ทันตามกำหนดและสามารถนำมาใช้สร้างฐานข้อมูลทั้งปี สำหรับนำมาประยุกต์ใช้งานได้ตามความเหมาะสม รวมทั้งยังใช้เรียกดูข้อมูลเพื่อคำนวณเงินปันผลเฉลี่ยคืนปลายปีสำหรับสมาชิกสหกรณ์อีกด้วย

นอกจากนี้โปรแกรม TPS Easy Tex ยังมีระบบสำรองข้อมูล จึงทำให้สามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังและนำมาสรุปรายงานการดำเนินงานซื้อขายยาง สำหรับทำบัญชีได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ น่าเชื่อถือ ซึ่ง กยท.มีแผนที่จะขยายผลส่งเสริมให้สหกรณ์สวนยางทั่วประเทศนำโปรแกรมดังกล่าวไปใช้

นายประดิษฐ์ ร่มสุข หัวหน้ากองส่งเสริมและพัฒนายาง กยท. สาขาหาดใหญ่ หนึ่งในทีมผู้พัฒนาโปรแกรม TPS Easy Tex กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการพัฒนาโปรแกรมดังกล่าว เกิดจากการลงพื้นที่ดูการทำงานด้านระบบข้อมูลของสหกรณ์กองทุนสวนยางในหลายๆสหกรณ์พบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งคือ การบันทึกข้อมูลตัวเลขต่างๆคลาดเคลื่อน จนส่งผลให้การคำนวณเงินปันผลหรือรายได้ของสมาชิกสหกรณ์มีความผิดพลาด เนื่องจากในอดีตการเก็บข้อมูลใช้การเขียนลงในสมุดและนำข้อมูลมาคำนวณโดยผู้ทำบัญชีของสหกรณ์เอง ซึ่งกรณีที่ข้อมูลมีจำนวนมาก ขั้นตอนในการสรุปบัญชีจึงใช้เวลานานส่งผลให้เกิดการผิดพลาดได้ง่าย ทีมผู้พัฒนาจึงได้เกิดแนวคิดในการใช้เทคโนโลยีเข้ามาแก้ไขปัญหา โดยการพัฒนาระบบการบันทึกข้อมูลที่ง่าย รวดเร็วและสามารถจัดเก็บข้อมูลให้เป็นหมวดหมู่อยู่ในพื้นที่เดียวกันได้ สะดวกในการค้นหาและสรุปผลเพื่อนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ขณะนี้มีสหกรณ์สวนยางหลายแห่งแจ้งความประสงค์ขอติดตั้งโปรแกรมนี้ เพื่อนำไปใช้จัดเก็บข้อมูลของสมาชิกสหกรณ์ ซึ่งทางทีมผู้พัฒนาได้เริ่มเข้าไปติดตั้งโปรแกรมรวมถึงแนะนำวิธีการใช้งานให้อย่างต่อเนื่อง เป้าหมายของเราคืออยากให้ทุกสหกรณ์ได้ใช้โปรแกรมนี้ โดยเราเองก็ยังคงพัฒนารูปแบบโปรแกรมให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการใช้งานของสมาชิกสหกรณ์อยู่เรื่อยๆ พร้อมทั้งเปิดกว้างให้สมาชิกสหกรณ์ที่นำโปรแกรมไปใช้งาน สามารถพัฒนาโปรแกรมหรือนำโปรแกรมไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับการทำงานของแต่ละสหกรณ์ได้ ทั้งนี้หากต้องการติดตั้งโปรแกรม สามารถติดต่อมาได้ฟรี ทางทีมผู้พัฒนาโปรแกรม พร้อมที่จะให้ข้อมูล” นายประดิษฐ์กล่าว

สำหรับโปรแกรม TPS Easy Tex เป็นนวัตกรรมระบบสารสนเทศและการจัดการสหกรณ์การยางแห่งประเทศไทย ได้รับรางวัลชนะเลิศ ประเภทบริการ จากงานประกวดนวัตกรรมการยางแห่งประเทศไทย ประจำปี 2561 ที่จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนผู้คิดค้นนวัตกรรมยาง ต่อยอดเพื่อยกระดับศักยภาพของเกษตรกรชาวสวนยางให้สามารถพัฒนารักษามาตรฐานคุณภาพผลผลิต เพื่อให้การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมยางพารามีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับจากกลุ่มผู้บริโภคทั่วโลก

นำร่องเปิดเสรีสินค้าเกษตรท้องถิ่น l ดัน‘มะม่วง-เงาะ-ทุเรียน-ลำไย’ลุยตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366341

news_default

นำร่องเปิดเสรีสินค้าเกษตรท้องถิ่น l ดัน‘มะม่วง-เงาะ-ทุเรียน-ลำไย’ลุยตลาดโลก

วันพุธ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเปิดเผยว่า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เรื่องความร่วมมือในการสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการเปิดเสรีทางการค้า กับสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ซึ่งเป็นความร่วมมือต่อเนื่องที่ดำเนินการร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2555 ในการสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับเกษตรกรและบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้มีศักยภาพในการจัดการตลาดสินค้า และมีความพร้อมต่อการเปิดเสรีทางการค้าในรูปแบบของการจัดสัมมนาให้ความรู้กับสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติทั่วประเทศ โดยที่ผ่านมานั้นทั้ง 2 หน่วยงานไม่มีการลงนามร่วมกัน ในการลงนามครั้งนี้จึงถือเป็นการกระชับความร่วมมือให้เหนียวแน่นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความร่วมมือในการส่งเสริมเกษตรกรให้มีความรู้ ความเข้าใจในการตกลงทางการค้าเสรีร่วมกับประเทศต่างๆ ทั้งความตกลง FTA ที่มีผลบังคับใช้แล้ว 12 ฉบับ ใน 17 ประเทศรวมทั้งความตกลงทางการค้าที่อยู่ระหว่างเจรจา “อาเซียน-ฮ่องกง” อีก 1 ฉบับ จึงต้องถามความต้องการของเกษตรกรก่อนแล้วจึงร่วมพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกและใช้ประโยชน์จากการค้าเสรี

ด้าน ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ
ดังกล่าวเพื่อให้เกษตรกรในระดับท้องถิ่น สามารถปรับตัวรองรับผลกระทบ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสามารถใช้โอกาสจากการเปิดเสรีภายใต้ความตกลงต่างๆให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกร ชุมชน เศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ สินค้าเกษตรในท้องถิ่นที่เตรียมนำร่องสำหรับการเปิดตลาดเสรีทางการค้า ได้แก่ มะม่วง เงาะ ทุเรียน ลำไย เป็นต้น โดยปัญหาของเกษตรกรส่วนหนึ่งคือการผลิตสินค้ายังไม่ได้คุณภาพตามที่ตลาดต่างประเทศต้องการ เมื่อมีการร่วมมือกันกับทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศในปีงบประมาณ 2562 จะร่วมกันให้ความรู้ในการพัฒนาสินค้าเกษตรในท้องถิ่นให้มีคุณภาพด้วยการส่งวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญ ผู้แทนการค้าต่างประเทศฯ ลงไปให้ความรู้ตั้งแต่การปลูก บรรจุภัณฑ์หีบห่อจนถึงการตลาดจะทำให้ผลผลิต สินค้ามีคุณภาพ มาตรฐานตามที่ตลาดต่างประเทศต้องการ ขายได้ราคาดีขึ้น ก็จะทำให้คุณภาพชีวิตเกษตรกรดีเพิ่มขึ้นได้อย่างยั่งยืน

ส่องเกษตร : พรบ.ข้าว…ความหวังใหม่ของชาวนา?(จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366344

449007

ส่องเกษตร : พรบ.ข้าว…ความหวังใหม่ของชาวนา?(จบ)

วันพุธ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มาว่ากันต่อตอนสุดท้ายเรื่องพ.ร.บ.ข้าวฉบับใหม่…ความหวังใหม่ของชาวนา?

ดังเล่าไปแล้วว่า สนช.สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 25 คนนำโดยนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ได้ร่วมกันเสนอร่างพ.ร.บ.ข้าว ซึ่งโอ้อวดว่า เป็นกฎหมายที่จะ“ปฏิวัติ”และพัฒนาวงจรข้าวครบวงจรทั่วประเทศ มุ่งให้ความเป็นธรรมแก่ชาวนา ดูแลทั้งเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้คุณภาพ,ขายข้าวเปลือกไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ,จัดโซนนิ่งให้ผลิตข้าวได้ดี เป็นต้น ขณะที่นายกฯบิ๊กตู่ก็สนับสนุนเต็มที่..ซึ่งขั้นตอนขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นประชาชนและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

ปฏิกิริยาของผู้เกี่ยวข้องที่ผ่านมา ปรากฏว่า องค์กรชาวนา อาทิ สมาคมส่งเสริมชาวนาข้าวไทย,สมาคมส่งเสริมชาวนาและเกษตรกรไทย,สมาคมเครือข่ายชาวนาไทย,สมาคมส่งเสริมเกษตรกรชาวนาอีสาน และสมาคมเกษตรกรไทย มีท่าทีสนับสนุนชัดเจน…นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมส่งเสริมชาวนาข้าวไทย ระบุว่า ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการออกกฎหมายลักษณะนี้ ที่จะเป็นเครื่องมือช่วยเหลือดูแลชาวนาให้สามารถต่อสู้กับต่างชาติและผู้ที่เอารัดเอาเปรียบได้ ต่อไปการใช้อำนาจมาบีบชาวนา จะทำไม่ได้อีก จึงเห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้และอยากให้ผลักดันสำเร็จภายในรัฐบาลสมัยนี้ด้วย

ขณะที่ภาคเอกชนผู้ประกอบธุรกิจข้าว อาทิ สมาคมโรงสีข้าวไทย, สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย,สมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว มีท่าที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายใหม่ที่จะเข้ามาควบคุม แทรกแซงระบบค้าข้าวมากเกินไป โดยเห็นว่า ปัจจุบันก็มี พ.ร.บ.การค้าข้าว พ.ศ. 2489 แต่กฎหมายใหม่จะปรับเปลี่ยนการทำงานให้น้ำหนักกรมการข้าว กระทรวงเกษตรฯมากำกับดูแลแทน อาจจะไม่ทั่วถึงเท่ากรมการค้าภายในที่ดูแลอยู่เดิม..ที่สำคัญบริบทการค้าข้าวปัจจุบันต่างไปจากเดิม โรงสีต่างๆไม่สามารถกดราคารับซื้อข้าวได้เหมือนอดีต จึงไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายใหม่ที่เข้มงวดขนาดนี้

เช่นเดียวกับนักวิชาการที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับกฎหมายใหม่ โดยเฉพาะเนื้อหาหลายส่วนที่ส่อจะ “สร้างปัญหา” มากกว่า“แก้ปัญหา” ได้

ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ TDRI ชี้ปัญหาว่า กฎหมายนี้เป็นได้ยากในทางปฏิบัติ เพราะติดขัดขอบเขตอำนาจ,คน และงบประมาณ คือ 1.ไปล่วงอำนาจหลายหน่วยงาน เพราะเรื่องข้าวยังมีกรมการค้าภายในกำกับดูแลการซื้อขายตาม พ.ร.บ.การค้าข้าว พ.ศ.2498 แต่กฎหมายใหม่กำหนดให้มี“คณะกรรมการข้าว”ขึ้นมา โดยให้กรมการข้าวเป็นฝ่ายเลขาฯ ซึ่งในทางปฏิบัติการอนุมัติงบฯจะไปที่หน่วยงาน ไม่ใช่ที่คณะกรรมการ เมื่อไม่มีงบประมาณ ก็บริหารจัดการไม่ได้

2) กฎหมายนี้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐกำกับดูแลการซื้อข้าว โดยเฉพาะการซื้อข้าวเปลือกระหว่างโรงสีกับเกษตรกร จนมีลักษณะว่าโรงสีเป็นผู้ร้ายที่จะไปกดราคา ซึ่งในทางปฏิบัติโรงสีเป็นกลไกหนึ่งในการรับซื้อข้าวเปลือกและเป็นผู้เชี่ยวชาญด้วย หากรัฐจะไปกำกับดูแล ก็ต้องมีเจ้าหน้าที่ไปนั่งประจำโรงสี คำถามคือ จะมีเจ้าหน้าที่เพียงพอหรือ? และประเด็นนี้อาจนำไปสู่การทุจริตด้านอื่น

3) การกำกับดูแลโดยกำหนด“ผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวเปลือก”จะเป็นต้นทุนทางสังคม ส่วนการกำหนดบทลงโทษผู้ประกอบการที่กดราคารับซื้อ เป็นเหมือนกฎหมายสมัยก่อนที่มองพ่อค้าเป็นผู้ร้าย แต่ต้องเข้าใจว่า ปัจจุบันราคาข้าวเปลือกเป็นไปตามกลไกตลาด โรงสีมีจำนวนมาก แย่งกันซื้อ หากเกษตรกรผลิตข้าวคุณภาพดีมาขาย ก็ได้ราคาสูง แต่ถ้าคุณภาพไม่ดี ความชื้นสูงก็ได้ราคาต่ำ

ดร.นิพนธ์จึงเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องยกร่างกฎหมายใหม่ แต่ควรบังคับใช้กฎหมายเดิมให้เข้มข้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มองค์ประกอบคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว(นบข.)ปัจจุบันให้ตัวแทนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมด้วย พร้อมทั้งวางแผนพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวระยะยาว

นอกจากนั้นยังมีนักวิชาการบางคนกังวลด้วยว่า กฎหมายใหม่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐมากเกินไป โดยเฉพาะเรื่องกำหนด“โซนนิ่ง” ซึ่งอาจจะเป็นผลเสียต่อชาวนาก็ได้ เมื่อต้องถูกบังคับให้ปรับเปลี่ยนไปปลูกข้าวพันธุ์ใหม่ หรือพืชอื่นที่ตัวเองไม่ถนัด เป็นต้น

อย่างไรก็ตามนายพีระศักดิ์ พอจิตร รองประธาน สนช.ยอมรับว่า กฎหมายฉบับนี้มีทั้งเสียงตอบรับและปฏิเสธ สนช.ต้องการความเห็นทุกภาคส่วน นำประสบการณ์มาหลอมรวมกัน เพื่อปรับแก้ให้เกิดประโยชน์กับทุกห่วงโซ่เรื่องข้าว ตั้งแต่ต้นน้ำ, กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ ดังที่นายกฯบิ๊กตู่ระบุไว้… ดังนั้นหากทำสำเร็จ ก็จะถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของสนช.ชุดนี้

สำหรับผมเองอยากให้กฎหมายออกมาดี สามารถบังคับใช้ได้จริง เพื่อประโยชน์ของพี่น้องชาวนาและวงการข้าวไทย ฉะนั้นต้องใจเย็น รับฟังความเห็นทุกฝ่าย…ขอให้ปรับแก้ให้ดีที่สุดครับ

สาโรช บุญแสง

เปิดเวทีรับฟังความเห็น ปรับปรุงงานบริหารจัดการภาคเกษตรพาคนไทยพ้นยากจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366342

news_default

เปิดเวทีรับฟังความเห็น ปรับปรุงงานบริหารจัดการภาคเกษตรพาคนไทยพ้นยากจน

วันพุธ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯกำลังปรับปรุงการบริหารจัดการภาคเกษตร เพื่อให้เกษตรกรไทยพ้นจากความยากลำบากในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมหรือมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเหมือนกับผู้ประกอบอาชีพอื่นๆ ซึ่งการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงงานภาคการเกษตรตามโครงการและแผนงานหลายอย่างที่กำลังดำเนินการในช่วงนี้ จะเป็นไปตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้

นายกฤษฎา กล่าวต่อไปว่า ยินดีรับฟังข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะ ทั้งที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ และจะนำไปปรับปรุงแก้ไขเพื่อประโยชน์ของเกษตรกรเป็นที่ตั้ง อาทิ การแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ การแก้ไขปัญหาราคายางพาราไม่มีเสถียรภาพ โครงการเสนอทางเลือกให้ชาวนาปรับเปลี่ยนการทำนาในพื้นที่ไม่เหมาะสมมาปลูกพืชอาหารสัตว์หรือพืช ผักหรือพืชตระกูลถั่ว เป็นต้น โดยจะจัดหาภาคเอกชนมารับซื้อ ซึ่งเอกชนทุกรายที่เข้าร่วมโครงการจะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธะสัญญา พ.ศ.2560 อย่างเคร่งครัด ภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่เกษตร ขณะเดียวกันกระทรวงเกษตรฯ จะไม่กระทำการให้มีข้อผูกพันกับเอกชนรายใดรายหนึ่งเพียงรายเดียวเป็นอันขาด

ทั้งนี้ ได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนทุกรายที่สนใจเข้าร่วมโครงการสนับสนุนการปลูกพืชต่างๆ แทนการทำนาในพื้นที่ไม่เหมาะสม สามารถติดต่อกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผ่านกรมส่งเสริมการเกษตรหรือกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้โดยตรง สำหรับในระดับจังหวัดก็สามารถติดต่อกับสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ซึ่งเป็นเลขานุการคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด (อ.พ.ก.) ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานได้ นอกจากนี้ ยังสามารถติดต่อผ่านสำนักเกษตรจังหวัดหรือสำนักสหกรณ์จังหวัดได้ทุกจังหวัด ในการสมัครเข้าร่วมโครงการสนับสนุนให้ปลูกพืชอื่นๆ แทนการทำนาในพื้นที่ไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ จะเดินหน้าขับเคลื่อนงานต่างๆ โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือเพื่อให้เกษตรกรไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบอีกต่อไป