‘กฤษฎา’สั่งกรมชลฯปรับแผนระบายน้ำ รับมือภัยแล้งพื้นที่เสี่ยง’เหนือ-อีสาน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366337

news_default

‘กฤษฎา’สั่งกรมชลฯปรับแผนระบายน้ำ รับมือภัยแล้งพื้นที่เสี่ยง’เหนือ-อีสาน’

วันอังคาร ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561, 18.21 น.

“กฤษฎา”สั่งกรมชลฯปรับแผนระบายน้ำ รับมือภัยแล้งพื้นที่เสี่ยง”เหนือ-อีสาน” ชี้เขื่อน427แห่งเตรียมเก็บกักน้ำไว้ใช้ตลอดฤดูแล้ง เผยขณะนี้มีเขื่อนที่มีน้ำน้อยกว่า30%ถึง34แห่ง เร่งประสาน”ฝนหลวง”ขึ้นทำฝนเติมน้ำ

25 ก.ย.61 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้กรมชลประทานปรับแผนการระบายน้ำ เพื่อเตรียมเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ตั้งแต่เดือน พ.ย.เป็นต้นไป โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำให้มีการปฏิบัติการฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายทำฝนให้ตกลงสู่อ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 60% ของความจุอ่าง ซึ่งกรมชลประทาน และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ทำงานร่วมกันมาตลอด ภายใต้โครงการความร่วมมือปฏิบัติการเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับพื้นที่การเกษตร และเพิ่มปริมาณน้ำที่จะไหลลงอ่างเก็บน้ำ และยังเป็นการเพิ่มปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้อุปโภค – บริโภค พร้อมวางแผนปรับเปลี่ยนการปลูกพืชฤดูแล้งนี้ให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน ตลอดจนการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ทราบสถานการณ์น้ำ

ส่วนเขื่อนขนาดใหญ่ที่ยังมีปริมาณน้ำเกินเกณฑ์ สามารถระบายน้ำขั้นต่ำสุดได้ตามความเหมาะสมกับพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบ และใช้พื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่งลุ่มเจ้าพระยา ให้เริ่มทยอยรับน้ำเข้าทุ่ง เพื่อให้มีพื้นที่รองรับน้ำจากฝนที่อาจตกชุกในบางพื้นที่ โดยพิจารณาตามเกณฑ์ที่เหมาะสมให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่มีอยู่และปริมาณน้ำที่เกิดจากฝน

นายทองเปลว กล่าวว่า ตนสั่งให้ตรวจสอบสถานการณ์ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ และขนาดกลาง ของกรมชลประทาน 427 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 25 แห่ง และขนาดกลาง 412 แห่ง พบว่ามีอ่างเก็บน้ำที่ปริมาณน้ำน้อยกว่า 60% จำนวน 138 แห่ง แบ่งเป็น อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 10 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 128 แห่ง แต่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ อ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% ซึ่งมี 34 แห่ง แบ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำแม่มอก จ.ลำปาง 27% และอ่างเก็บน้ำทับเสลา จ.สุพรรณบุรี มีน้ำ 26% ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 32 แห่ง ได้แก่ ภาคเหนือ 3 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 21 แห่ง ภาคตะวันออก 3 แห่ง ภาคกลาง 1 แห่ง และภาคใต้ 4 แห่ง

“ขณะนี้เป็นช่วงปลายฤดูฝน ซึ่งจะสิ้นสุดประมาณเดือน ต.ค.การส่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค และทำการเกษตร ยังคงดำเนินการตามแผนบริหารจัดการน้ำที่วางไว้ แต่หลังจากกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศสิ้นสุดฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการแล้ว จะทบทวนปริมาณน้ำเก็บกักในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศอีกครั้ง เพื่อพิจารณาแผนการบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสมสำหรับหน้าแล้ง รวมถึงที่ต้องสำรองไว้จนถึงต้นฤดูกาลเพาะปลูกหน้าต่อไป” นายทองเปลว กล่าว

เอาใจเกษตรกร! ครม.อนุมัติปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังทำนา33จว. ปล่อยกู้ลดดอกเบี้ยเหลือ0.01%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366309

news_default

เอาใจเกษตรกร! ครม.อนุมัติปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังทำนา33จว. ปล่อยกู้ลดดอกเบี้ยเหลือ0.01%

วันอังคาร ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561, 17.19 น.

เอาใจเกษตรกร! ครม.อนุมัติปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังทำนา33จว. ปล่อยกู้ลดดอกเบี้ยเหลือ0.01%

25 ก.ย.61 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.อนุมัติหลักการตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำเสนอโครงการสานพลังประชารัฐ เพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา สำหรับการแก้ไขปัญหาการปลูกข้าว โดยให้ปลูกพืชชนิดอื่นทดแทนนั้นมีมานานแล้ว และพบว่าราคาข้าวในปัจจุบันมีราคาสูงขึ้น ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหาไม่ให้ราคาข้าวตกคือการให้เกษตรกรไม่ฝากชีวิตไว้กับการปลูกข้าว แต่ให้ปลูกพืชชนิดอื่นด้วย แต่ต้องเป็นพืชที่ตลาดต้องการ และอยู่ในพื้นที่ที่สามารถบริหารจัดการเรื่องน้ำได้ ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชที่ตลาดมีความต้องการสูง โดยในแต่ละปีผู้ประกอบกิจการเลี้ยงสัตว์ต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปีละ 8 ล้านตัน ขณะที่เราสามารถผลิตได้ปีละ 4 ล้านตัน ยังมีความต้องการอีก 4 ล้านตัน

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะเข้ามาทดแทนการปลูกข้าวได้ จึงได้มีโครงการเชิญชวนเกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพดหลังฤดูการทำนา โดยมีเป้าหมายการดำเนินการอยู่ในพื้นที่ 33 จังหวัด ในพื้นที่ภาคเหนือ ได้แก่ จ.กำแพงเพชร แพร่ พิษณุโลก เชียงราย ตาก เพชรบูรณ์ ลำพูน นครสวรรค์ สุโขทัย ลำปาง พะเยา อุตรดิตถ์ น่าน พิจิตร และอุทัยธานี ภาคอีสาน ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ สุรินทร์ นครพนม บุรีรัมย์ หนองคาย สกลนคร ศรีษะเกษ หนองบัวลำภู กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุดรธานี ขอนแก่น ร้อยเอ็ด และอุบลราชธานี  ภาคกลาง 2จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท และสระบุรี และภาคตะวันออก ได้แก่ ปราจีนบุรี  รวมพื้นที่ 2 ล้านไร่ โดยพิจารณาจากพื้นที่ที่จะทำโครงการต้องอยู่ในเขตชลประทาน หรือพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีศักยภาพเรื่องการบริหารจัดการน้ำ

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า คุณสมบัติของเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นผู้ที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเป็นหัวหน้าครัวเรือนในทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร ต้องมีบัญชีเงินฝากกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เว้นแต่เกษตรกรที่เป็นสมาชิกของสถาบันเกษตรกร และมีความประสงค์ขอรับสินเชื่อ

“ครั้งนี้ รัฐบาลไม่ได้ให้เงินเหมือนที่ผ่านมาที่เคยให้ไร่ละ 2,000 บาท แบบให้เปล่า แต่ครั้งนี้รัฐบาลจะให้สินเชื่อ คือให้กู้วงเงินไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ต่อราย และธ.ก.ส. จะคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี แต่เก็บพี่น้องเกษตรกร หรือสถาบันเกษตรกรร้อยละ 0.01 ที่เหลือร้อยละ 3.99 รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ธ.ก.ส. เป็นระยะเวลา 6 เดือน เพราะโครงการดังกล่าวเป็นโครงการระยะสั้น เกษตรกร หรือสถาบันเกษตรกรที่กู้ไปต้องชำระเงินคืนไม่เกิน 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่กู้ หากมีเหตุจำเป็นต้องชำระเงินคืนไม่เกิน 12 เดือน ถ้าไม่ชำระหนี้เงินกู้ตามกำหนด ก็ให้ธ.ก.ส. คิดดอกเบี้ยเพิ่มกับเกษตรกร โดยเป็นไปตามประกาศของธนาคารได้” พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงเกษตรฯ ได้มีการขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการ ให้รับซื้อข้าวโพดในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 8 บาท ซึ่งเขาก็ตอบรับ ทั้งนี้หากเกษตรกรทำได้ตามกติกา จะมีกำไรตันละ 2,000-3,000 บาท ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกข้าวแล้วต่างกันมาก โดยทางนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ ระบุว่า จะมีรายการสั่งซื้อข้าวโพดเข้ามาก่อนที่จะกำหนดว่าจะปลูกในพื้นที่ไหน เท่าไหร่ ดังนั้นยืนยันได้ว่าข้าวโพดที่จะปลูกสามารถจำหน่ายได้ครบทั้งหมด ซึ่งวิธีการนี้ทำให้ลดงบประมาณลงได้มาก จากเดิมจ่ายให้เกษตรกรแบบฟรีๆ ไร่ละ 2,000 บาท ใช้งบประมาณ 1,400 ล้านบาท แต่ครั้งนี้ ใช้งบประมาณ 461 ล้านบาท รวมถึงทางกระทรวงเกษตรฯ ได้ขอเรื่องการประกันภัยความเสี่ยงให้เกษตรกร โดยรัฐจะสนับสนุนเบี้ยประกันภัยให้ 65 บาทต่อไร่ งบประมาณ 130 ล้านบาท ให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ หากมีอะไรเกิดขึ้นเกษตรกรก็ยังได้รับเงินชดเชย แต่ครม.เห็นว่าเรื่องการประกันภัยต้องผ่านการเห็นชอบคณะกรรมการนโยบายและการบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เป็นผู้พิจาณาให้ความเห็นชอบในหลักการก่อน

“ถือเป็นทางเลือกอีกทาง ที่ทำให้เกษตรกรสามารถมีพืชที่จะปลูกแล้วเป็นรายได้ดีกว่าปลูกข้าว และไม่ทำให้ปริมาณข้าวล้นตลาด และราคาไม่ตก นี่คือความพยายามในการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรทั้งระบบ ไม่ใช่ลักษณะที่ใครอยากปลูกข้าวก็ปลูกตามอำเภอใจ แล้วซื้อทุกเมล็ด จำนำทุกเมล็ด เราไม่ทำแบบนั้น” พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

ลดแรงจูงใจเกษตรกร! กษ.หนุนห้ามโฆษณาสารกำจัดศัตรูพืชอันตราย เหมือนเหล้า-บุหรี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366304

news_default

ลดแรงจูงใจเกษตรกร! กษ.หนุนห้ามโฆษณาสารกำจัดศัตรูพืชอันตราย เหมือนเหล้า-บุหรี่

วันอังคาร ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561, 17.08 น.

25 ก.ย.61 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงข้อเรียกร้องให้ยกเลิกการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ว่า เราพร้อมปฏิบัติตามกฎหมาย ที่สามารถใช้สารเคมีได้ เพราะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย จนเมื่อคณะกรรมการฯให้ทำแผนจำกัดการใช้ จึงได้จัดทำแผนตามมติดังกล่าว โดยทำตามขั้นตอนกฎหมายทุกประการ

ทั้งนี้ ยืนยันว่ากระทรวงเกษตรฯ จะมีมาตรการจำกัดการใช้ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการจำกัดการโฆษก การทำการตลาด ตามข้อเสนอของภาคประชาชน โดยจะพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง ว่าสามารถทำได้ในระดับใด จะห้ามโฆษกตามร้านค้า เหมือนเหล้า – บุหรี่ได้หรือไม่ เบื้องต้น กระทรวงเกษตรฯ ได้เสนอมาตรการจัดอบรมทั้งผู้ค้าและเกษตรกร พร้อมรณรงค์สร้างการรับรู้เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ และเห็นด้วยในมาตรการควบคุมการโฆษณา เพื่อลดแรงจูงใจของเกษตรกร

สศก.เจาะ‘ไทยนิยม’ 3จังหวัดชายแดนใต้ ลดปลูกยาง1.7พันไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366024

x

สศก.เจาะ‘ไทยนิยม’ 3จังหวัดชายแดนใต้ ลดปลูกยาง1.7พันไร่

วันอังคาร ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการติดตามโครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อย เพื่อลดพื้นที่ปลูกยางตามโครงการไทยนิยมยั่งยืนพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ (ยะลา ปัตตานี นราธิวาส) โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 จังหวัดสงขลา (สศท.9) พบว่า มีเกษตรกรร่วมโครงการ 573 ราย สามารถลดพื้นที่ปลูกยาง 3,105 ไร่ และลดปริมาณยางเข้าสู่ระบบได้ 153 ตัน/ปี

สำหรับผลการดำเนินงาน ณ เดือนสิงหาคม มีเกษตรกรที่ดำเนินการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกยางแล้ว 436 ราย พื้นที่ 1,796 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 58 และคาดว่าเกษตรกรที่เหลือจะดำเนินการเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ พร้อมกันนี้เกษตรกรได้เข้ารับการอบรมตามแผนพัฒนาอาชีพตามศักยภาพแล้ว 377 ราย คิดเป็นร้อยละ 66 เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์การพัฒนาอาชีพต่อไป

นอกจากนี้ เกษตรกรได้ร่วมวิเคราะห์วางแผนการผลิตตามกิจกรรมศักยภาพของตนเอง โดยส่วนใหญ่มีการวางแผนปลูกพืช ได้แก่ ทุเรียน มะพร้าว กล้วย หมาก และผัก ถึงร้อยละ 95 ส่วนอีกร้อยละ 5 วางแผนการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเกษตรกรเริ่มทำตามแผนการผลิตแล้ว ร้อยละ 74 และอยู่ระหว่างการปรับสภาพพื้นที่ ร้อยละ 26

เกษตรกรร้องแก้หนี้ ปรับโครงสร้าง-ตัดยอด ‘กฤษฎา’เสนอครม.ถก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366134

เกษตรกรร้องแก้หนี้  ปรับโครงสร้าง-ตัดยอด  ‘กฤษฎา’เสนอครม.ถก

เกษตรกรร้องแก้หนี้ ปรับโครงสร้าง-ตัดยอด ‘กฤษฎา’เสนอครม.ถก

วันอังคาร ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ม็อบเกษตรกรนับร้อย บุกกระทรวงเกษตรฯ ร้องแก้ปัญหาหนี้สิน ขอให้ปรับโครงสร้าง-ตัดยอดหนี้ ด้าน “กฤษฎา” ชี้อยู่นอกหลักเกณฑ์ กฟก.จัดการเองไม่ได้ รอเสนอ ครม.พิจารณา 25 ก.ย.นี้

เมื่อวันที่ 24 กันยายน นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ทางนายยศวัจน์ ชัยวัฒนสิริกุล ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรแห่งประเทศไทย ได้นำสมาชิกกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) กว่า 200 ราย เรียกร้องให้แก้ปัญหาหนี้สินที่เกินจากหลักเกณฑ์กองทุนฟื้นฟู โดยมีหนี้เกิน 2.5 ล้านบาทต่อราย เป็นหนี้นอกภาคการเกษตร รวมทั้งหนี้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันในธนาคารของรัฐ

นายกฤษฎา กล่าวว่า เกษตรกรกลุ่มนี้ยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ได้แก่ 1.ขอให้แก้ไขในการรับขึ้นทะเบียนหนี้สินกับ กฟก.ซึ่งมีรายละเอียดมากเกินไป เป็นภาระของเกษตรกรในการเตรียมเอกสารซึ่งมีมากกว่า 15 ชุด โดยในประเด็นนี้ได้มอบหมายให้เลขาธิการ กฟก.ไปปรับระเบียบการขึ้นทะเบียนในการปรับลดการใช้เอกสารยืนยันรวมถึงลดขั้นตอนต่างๆ ลง

2.เรียกร้องให้นำปัญหาหนี้สินที่เกษตรกรกลุ่มนี้เป็นหนี้ธนาคารรัฐอื่นๆ เช่น ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)ไปพร้อมกับการแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรที่เป็นหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ในคราวเดียวกัน แต่ไม่รับข้อเรียกร้องนี้ เนื่องจากต้องรอแนวทางการแก้ปัญหาหนี้สินของ ธกส.ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ ก่อน เมื่อ ครม.พิจารณาแล้วจึงนำมาเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินของลูกหนี้ธนาคารรัฐอื่นๆ โดยกลุ่มเกษตรกรมีความกังวลว่าจะล่าช้า ซึ่งตนยืนยันว่าไม่ล่าช้าและจะทำให้เสร็จก่อนอายุการทำงานคณะกรรมการ กฟก.เฉพาะกิจ ที่มีระยะเวลาทำงาน 180 วัน ครบกำหนดวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้

3.ข้อเรียกร้องให้ กฟก.เข้าบริหารจัดการซื้อหนี้เกษตรกรที่เกิน 2.5 ล้านบาท ทางคณะกรรมการ กฟก.เฉพาะกิจไม่สามารถตัดสินใจเองได้ เนื่องจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เข้ามาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของ กฟก.และตีความว่าจะซื้อหนี้ได้เฉพาะหนี้ที่เกิดจากภาคการเกษตรเท่านั้น จึงให้ตั้งตัวแทน 4 ฝ่ายมาหารือในประเด็นนี้ ได้แก่ เจ้าหนี้ เกษตรกรลูกหนี้ กฟก.และผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งจะต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล จะให้ กฟก.ซื้อหนี้แบบยกเข่งทั้งหมด 1,200 ล้านบาทนั้น ไม่สามารถทำได้ รวมทั้งต้องดูข้อกฎหมายว่าจะปรับโครงสร้างหนี้ได้หรือไม่ เพราะส่วนใหญ่เป็นหนี้นอกภาคการเกษตร

อย่างไรก็ดี แกนนำสหพันธ์เกษตรกรแห่งประเทศไทย พึงพอใจที่ได้รับข้อเรียกร้องไปพิจารณา จึงเดินทางไปยังศูนย์ดำรงธรรมทำเนียบรัฐบาล เพื่อเร่งรัดรัฐบาลให้แก้ไขหนี้สิน โดยกลับมาปักหลักหน้ากระทรวงเกษตรฯ เพื่อรอฟังมติ ครม.ในวันที่ 25 กันยายนนี้

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ เสนอ ครม.พิจารณาหลักเกณฑ์ปรับโครงสร้างหนี้สินเกษตรกร ที่เป็นหนี้เสีย ตัดยอดหนี้ร้อยละ 50 ลูกหนี้ ธกส.3.6 หมื่นราย มูลหนี้ 1.02 หมื่นล้านบาท เป็นยอดเงินกู้ 6 พันล้านบาท และดอกเบี้ยกว่า 4 พันล้านบาท โดย กฟก.สามารถเข้าซื้อหนี้ในรายที่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย กฟก.

รักษ์เกษตร : โรคและแมลงของทานตะวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366025

x

รักษ์เกษตร : โรคและแมลงของทานตะวัน

วันอังคาร ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม โรคและแมลงของทานตะวัน มีอะไรบ้างครับ และมีวิธีการป้องกันกำจัด อย่างไรบ้างครับ

รัตนศักดิ์ ส่วนสุนทร

อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี

คำตอบ

โรคของทานตะวัน มีดังนี้

1.โรคโคนเน่าหรือต้นเน่า เกิดจากเชื้อราในดิน จะระบาดมากฤดูฝนหรือช่วงที่มีน้ำค้างและความชื้นสูง อาการเริ่มแรก จะพบใบมีสีเหลือง เหี่ยว และแห้งตายทั้งต้น เมื่อถอนต้นขึ้นมาดู จะพบว่าโคนต้นและรากเน่าเป็นสีน้ำตาลหรือดำ พบเส้นใยสีขาวอยู่ตามโคนต้นและดิน การป้องกัน ต้องไม่ปลูกให้ชิดกันเกินไปเพื่อไม่ให้เกิดการบังแสง เมื่อพบต้นที่เป็นโรคให้ตัดทำลายทิ้งนำไปเผา จากนั้นใช้ปูนขาวผสมน้ำราดลงไปในดินอีกครั้ง และอาจใช้วิธีปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน เพื่อตัดวงจรของโรค โดยให้ปรับปรุงดินด้วยปูนขาวและปุ๋ยคอก

2.โรคใบจุดหรือใบไหม้ เกิดอาการใบจุดเล็กสีน้ำตาล มีวงสีเหลืองล้อมรอบแผล จุดที่ขยายใหญ่มีรูปร่างไม่แน่นอน และทำให้เกิดใบไหม้ ต่อมาแผลจุดจะแพร่กระจายไปทุกส่วนของต้น โรคนี้เกิดจากเชื้อรา ระบาดมากช่วงฤดูฝนหรือช่วงที่มีน้ำค้างมาก หากเป็นมากจะไม่ให้ผลผลิตเลย การป้องกัน ให้หลีกเลี่ยงการเก็บเมล็ดพันธุ์ที่เป็นโรคไปปลูกและตัดทำลายต้นที่เป็นโรคทิ้ง ควรกำจัดซากที่เป็นโรคด้วยการเผาหรือนำออกจากแปลง

3.โรคเน่าดำ โรคนี้จะทำให้ลำต้นมีขนาดเล็กกว่าปกติ ใบเหี่ยวลู่ลงแห้งติดคาต้น ลำต้นส่วนที่ติดผิวดิน เกิดแผลสีน้ำตาลดำลุกลามจากโคนต้นไปตามส่วนต่างๆ ของลำต้นและราก เมื่อผ่าดูภายในจะพบฝุ่นผงเมล็ดกลมเล็กสีดำ หรือเทาดำ กระจายอยู่ในเนื้อเยื่อพืชทั่วทุกส่วน และปิดกั้นขวางทางลำเลียงน้ำและอาหาร ทำให้ต้นทานตะวันเหี่ยวแห้งตาย ให้ทำการถอนและเผาทำลายต้นทานตะวันที่เป็นโรคนี้ ไม่ควรปล่อยให้ต้นทานตะวันขาดน้ำรุนแรงในช่วงที่อากาศร้อนจัด และความชื้นในดินต่ำ

4.โรคใบหงิก จะมีลักษณะใบหงิกงอเป็นรูปถ้วยหงาย ตั้งแต่ใบยอดลงมาจนถึงกลางต้น ด้านล่างใบ จะพบลักษณะของเส้นกลางใบและเส้นแขนงโป่งพองจนเห็นได้ชัด บริเวณเนื้อใบจะมีเส้นใบฝอยสีเขียวเข้มกระจายทั่วไป ทำให้ใบหดย่น ต้นแคระแกร็นจนไม่สามารถให้ดอก ในกรณีที่ให้ดอก ดอกอาจมีรูปร่างผิดปกติ เมื่อพบทานตะวันที่เป็นโรค ให้ถอนออกจากแปลงปลูก แล้วนำไปเผาทิ้ง

แมลงศัตรูที่สำคัญ และการป้องกันกำจัด

1.หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนกระทู้ผัก และหนอนม้วนใบส้ม หนอนเหล่านี้ จะกินเมล็ด และเจาะจานดอก ทำให้ดอกเน่าเสียหาย มีการทำลายที่รุนแรงมาก และผลผลิตจะเสียหายมาก การป้องกันกำจัด วิธีที่ดีที่สุดคือ ดูแลรักษาต้นทานตะวันให้เจริญเติบโตสมบูรณ์แข็งแรง หมั่นกำจัดวัชพืชทำความสะอาดต้น ด้วยการนำใบแก่ที่ร่วงหล่นออกไปให้พ้นบริเวณต้น กำจัดต้นที่เป็นโรคไปเผาทำลาย หรือฉีดพ่นน้ำหมักสะเดา หรือสมุนไพรอื่นๆ ที่มีฤทธิ์ในการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช เช่น ตะไคร้หอม ข่า ฟ้าทะลายโจร พริกขี้หนู หรือน้ำหมักชีวภาพ เพื่อขับไล่แมลงศัตรูพืชทุกๆ สัปดาห์ ควรทำในช่วงเช้า หรือหลังฝนตกหนัก และควรมีการปลูกพืชหมุนเวียนบำรุงดินชนิดอื่น เพื่อตัดวงจรของโรคแมลง

2.เพลี้ยจักจั่น ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยชอบดูดกินน้ำเลี้ยงที่ด้านใต้ใบ ทำให้ใบพืชหด หงิกงอ ขอบใบม้วนขึ้นด้านบน ถ้าระบาดรุนแรงจะทำให้ขอบใบแห้ง หรือใบไหม้ ผลผลิตลดลง

การป้องกันกำจัดวัชพืช ก็เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันโรคและแมลงต่างๆ ด้วย ให้เก็บเศษซากวัชพืชออกจากแปลงให้หมด ตลอดช่วงของการปลูก ตั้งแต่ก่อนปลูกทานตะวัน จนถึงการเก็บเกี่ยว อาจใช้แรงงานคน หรือเครื่องจักรกล ทำได้เมื่อทานตะวันอายุ 20-25 วัน แล้วให้คลุมดินด้วยเศษซากพืชหรือฟางข้าวทันที อย่างทั่วถึง นะครับ

เดินหน้า‘บางระกำโมเดล’ l ดันแปรรูปเสริมอาชีพ‘ประมง’ช่วงน้ำหลาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366026

x

เดินหน้า‘บางระกำโมเดล’ l ดันแปรรูปเสริมอาชีพ‘ประมง’ช่วงน้ำหลาก

วันอังคาร ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.วราภรณ์ พรหมพจน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้สนับสนุนให้มีการดำเนินงานโครงการบางระกำโมเดลตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา เพื่อบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ให้เหมาะสม รวมทั้งปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวนาปีของเกษตรกรให้เร็วขึ้น 1 เดือน เพื่อให้ทันเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนฤดูน้ำหลากในเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน และปรับใช้พื้นที่ลุ่มต่ำระหว่างลุ่มน้ำยมและน้ำน่านในพื้นที่ อ.บางระกำ อ.เมือง อ.พรหมพิราม อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก และอ.กงไกลาศ จ.สุโขทัย เป็นพื้นที่หน่วงน้ำเป็นเวลา 4 เดือน โดยในช่วงนี้จะสร้างอาชีพเสริมให้เกษตรกร คือ การจับปลา แต่จากผลการดำเนินงานปีที่ผ่านมาพบว่า มีการจับปลาส่งไปขายในท้องตลาดปริมาณมากถึง 1,000 ตัน ทำให้ราคาตกต่ำ เกษตรกรจึงมีความต้องการห้องเย็นเก็บปลา เพื่อนำไปแปรรูปหรือจำหน่ายในช่วงอื่น

กระทรวงเกษตรฯ จึงได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จและยั่งยืน ได้แก่ 1.การฝึกอบรมทักษะการแปรรูปสัตว์น้ำเบื้องต้นให้กับชาวประมงเพื่อพัฒนาอาชีพ 2.ยกระดับมาตรฐานการแปรรูปของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสัตว์น้ำ และเตรียมจัดสร้างโรงเรือนแปรรูปปลา 3.สนับสนุนเครื่องมือการแปรรูป เช่น ตู้แช่แข็ง ถังแช่เย็น 4.จับคู่ผู้ซื้อผู้ขาย โดยจัดหาตลาดรับซื้อผลผลิตและผลิตภัณฑ์ และ 5.จัดให้มีการลงนามความร่วมมือส่งเสริมสนับสนุนการแปรรูปผลผลิตสัตว์น้ำในพื้นที่บางระกำโมเดล ซึ่งเพิ่งดำเนินการแล้วเสร็จในช่วงที่ผ่านมา โดยมีหน่วยงานจากภาครัฐ ท้องถิ่น และผู้รับซื้อผลผลิต รวม 12 หน่วยงาน เข้าร่วม

สำหรับสาระสำคัญของข้อตกลงความร่วมมือ ประกอบด้วย 1.การสนับสนุนองค์ความรู้ด้านต่างๆ ให้เกษตรกร 2.การสร้างความเข้มแข็งให้กับสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มอาชีพ 3.สนับสนุนการขับเคลื่อนแผนงานเพื่อการพัฒนา ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และ ระยะยาว 4.ขับเคลื่อนด้านการตลาด และ 5.ส่งเสริมการเรียนรู้และสนับสนุนให้ผลิตและบริโภคสินค้าแปรรูปสัตว์น้ำที่มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย

‘กฤษฎา’เต้น! สั่งตั้งคกก.รื้อโครงสร้าง’นมโรงเรียน’ หลังม็อบเกษตรกรฯแฉคลิปขบวนการ’อีแร้ง’งาบงบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366158

'กฤษฎา'เต้น! สั่งตั้งคกก.รื้อโครงสร้าง'นมโรงเรียน' หลังม็อบเกษตรกรฯแฉคลิปขบวนการ'อีแร้ง'งาบงบ

‘กฤษฎา’เต้น! สั่งตั้งคกก.รื้อโครงสร้าง’นมโรงเรียน’ หลังม็อบเกษตรกรฯแฉคลิปขบวนการ’อีแร้ง’งาบงบ

วันจันทร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561, 21.30 น.

24 ก.ย.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประชุมร่วมกับแกนนำเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม 20 คน พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ , นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และนายณรงค์ฤทธิ์ วงษ์สุวรรณ ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อสค.) โดยให้สื่อเข้าร่วมรับฟังเกษตรกรร้องเรียนปัญหาให้ รมว.เกษตรฯ เร่งแก้ไขการบิดเบือนปริมาณน้ำนมดิบเกินจริงในโครงการนมโรงเรียน งบประมาณ 1.4 หมื่นล้านต่อปี

นายสุรชาติ คณินทพงษ์ ประธานสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น กล่าวว่า ทั้งประเทศไทยมีแม่โค 6 แสนตัว ในแต่ละวันผลิตน้ำนมดิบ 3.1 พันตัน เข้าระบบนมโรงเรียน 1,170 พันตันต่อวัน เด็กนักเรียนกิน 260 วันต่อปี ส่วนที่เหลือเป็นนมพาณิชย์ แต่ปรากฏว่า ตัวเลขปริมาณนมเข้าสู่นมโรงเรียน มากถึง 1,400 ตันต่อวัน ซึ่งในส่วนเกินไม่มีการรับซื้อนมจากเกษตรกร จะเห็นว่ามีการไซฟอน ตัวเลขปริมาณน้ำนมดิบบวมไปถึง 200 – 300 ตันต่อวัน ที่ผ่านมาเสนอให้ประธานมิลค์บอร์ด ก็ไม่เคยได้รับการแก้ไข

“เป็นปัญหาราคาซังของระบบนมโรงเรียน ที่มีขบวนการไซฟอนนม แจ้งปริมาณนมเป็นเท็จ ทางกลุ่มได้แจ้งความกองปราบเข้าดำเนินคดีกับผู้ประกอบการไว้แล้ว และยังมีปัญหาจากกฎเกณฑ์ใหม่ของนมโรงเรียน ที่มีบทลงโทษมากเกินไปจากกฎหมายของสำนักงานอาหารและยา (อย.) แทนที่เกษตรกรจะเอาเวลาไปพัฒนาความเข้มแข็งเพื่อให้แข่งขันได้กับการเปิดเอฟทีเอ กับออสเตรเลีย – นิวซีแลนด์ ในปี 2568 กลุ่มเราผลิตนม 1 พันตันต่อวัน มีสหกรณ์ใหญ่ๆ เป็นสมาชิก มีวัว 2 แสนกว่าตัว มีเรื่องตกใจหากต้องถูกเฉลี่ยโควตา เพราะมีผู้ประกอบการที่ไม่มีวัว ก็ตั้งโรงงานนมได้ ยืมวัวคนอื่น ซึ่งมันมั่วมาตลอด พวกนี้คือ อีแร้งในโครงการนมโรงเรียน ทำให้เกษตรกรและสหกรณ์ที่ทำถูกต้องกลับเสียหายไปด้วย เพราะคนเหล่านี้เข้าทำมาหากินบนหลังเกษตรกร มากว่า 25 ปี ก่อนหน้านี้ไม่อยาก เมื่อนายกฤษฎา รู้ปัญหาทุกอย่างดี พวกเราจึงมาพบ” นายสุรชาติ กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ให้คณะอนุกรรมการนมโรงเรียน ไปตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาปรับระบบโครงสร้างนมโรเรียนทั้งหมด โดยมี นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี เป็นประธาน ให้จบใน  30 วัน เพื่อดูว่าสมควรจะมีการทบทวนรื้อระบบการจัดหาอาหารเสริม (นมโรงเรียน) หรือไม่ เนื่องจากพบว่ามีการร้องเรียนว่า ผลผลิตนมดิบเกินกว่าความเป็นจริงที่ผลิตได้แต่ละวัน และส่งผลให้ตัวเลขการลงนามซื้อขายนมของนมพาณิชย์ และนมโรงเรียน ผิดไปจากข้อเท็จจริง จนเป็นช่องให้หาผลประโยชน์กับโครงการนี้ได้

“ให้ไปดูว่าระบบการจัดสรรนมโรงเรียนเหมาะหรือยัง หรือควรให้ท้องถิ่นดูแลเหมือนที่เคยทำ ซึ่งการเชิญเกษตรกรมาพบ และหลายฝ่ายมาพบ ก็บอกว่าระบบปัจจุบันดี แต่ตัวเลขนมไม่ถูก ตีโป่งกัน หรืออีกฝ่ายก็บอกว่า มีการทุจริตการเก็บตัวเลขที่ศูนย์รวบรวมนม ทำให้อ้างเอาโควตานมข้ามเขตมา หรือบางรายทำตัวเลขเท็จเพื่อจะได้ใช้อ้างสิทธิในนมอื่น ซึ่งจากที่ดูก็พบว่านมวันละ 3,100 ตันต่อวัน วัวนมประมาณ 5 – 6 แสนตัว แต่ตัวเลขเอ็มโอยู มีถึง 3,400 ตัน ไปเอาวัวจากที่ไหนมาผลิตน้ำนม ก็จะเห็นว่าระบบมีช่องโหว่” นายกฤษฎา กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเชิญเกษตรกรมาร่วมหารือพบว่าได้มีการเสนอคลิปที่แอบถ่ายศูนย์รวมนมบางแห่งในจังหวัดภาคตะวันตกด้วย ว่ามีการนำรถขนส่งนม วนเข้าหลายครั้ง เพื่อให้มีการจดแจ้งผลผลิตนมเกินกว่าที่ผลิตได้จริง

นายปภณภพ เฉลิมกลิ่น ผู้จัดการสหกรณ์โคนมท่าม่วง กล่าวว่า ได้ไปถ่ายคลิปไว้ พบว่าจะมีการส่งนมในช่วงที่เจ้าหน้าที่มาจดบันทึกเพื่อให้ตัวเลขผลผลิตดูมากกว่าที่นมดิบจริง โดยเอกชนรายใหญ่ในภาคตะวันออก เป็นการไซฟอนนมดิบ ได้นำหลักฐานไปแจ้งความแล้วแต่ทางศูนย์รวบรวมนม ไม่ไปให้ปากคำและเป็นผู้มีอิทธิพลด้วย

ด้าน อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จะต้องหารูปแบบที่ดีที่สุดเพื่อเด็ก และเพื่อแก้ไขปัญหานมดิบของเกษตรกรด้วย เพราะกระทรวงเกษตรฯ ต้องดูแลทั้งหมด ซึ่งจะเสนอให้ทำระบบประมูลแบบอีอ๊อกชั่น โดยให้แต่ละจังหวัดรับผิดชอบตลอดต้นทางถึงปลายทาง และให้มีการประกันภัยระบบนมทั้งหมด

นายสุรชาติ กล่าวอีกว่า เรียกร้องให้คณะกรรมการนมโรงเรียนปรับโทษเอาผิดผู้ผลิตนมโรงเรียนให้เท่ากับโทษทางกฎหมายอาหารและยา ที่มีการปรับขั้นต่ำ 1 หมื่นบาท พักโรงงาน 15 วัน เพื่อปรับปรุง เพราะโทษของนมโรงเรียนตัดสิทธิ 25% ของโควตาที่ได้รับตลอดภาคเรียน เป็นโทษที่เกินกว่ากฎหมาย อย.ทำให้เกิดขบวนการอีแร้ง ที่หากินกับคนอาชีพเดียวกัน กลั่นแกล้งยี่ห้ออื่นไปทำเสีย และตีข่าวเพื่อหวังฮุบโควตา

ม็อบเกษตรกรบุกร้อง‘กฤษฏา’ ยื่น3ข้อขอครม.ตัดยอดหนี้ กฟก.50% เหมือนธกส.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365991

ม็อบเกษตรกรบุกร้อง‘กฤษฏา’ ยื่น3ข้อขอครม.ตัดยอดหนี้ กฟก.50% เหมือนธกส.

ม็อบเกษตรกรบุกร้อง‘กฤษฏา’ ยื่น3ข้อขอครม.ตัดยอดหนี้ กฟก.50% เหมือนธกส.

วันจันทร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561, 13.18 น.

ม็อบเกษตรกรบุกร้อง‘กฤษฏา’ ยื่น3ข้อขอครม.ตัดยอดหนี้ กฟก.50% เหมือนธกส.

24 ก.ย.61 นายยศวัจน์ ชัยวัฒนสิริกุล ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรแห่งประเทศไทย นำสมาชิกกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) กว่า 200 ราย เข้าพบนายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อเรียกร้องให้ช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินที่เกินจากหลักเกณฑ์ของกองทุนฟื้นฟูฯ โดยมีหนี้เกิน 2.5 ล้านบาทต่อราย เป็นหนี้นอกภาคการเกษตร รวมถึงเป็นหนี้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันในธนาคารของรัฐ

นายกฤษฎา กล่าวว่า เกษตรกรกลุ่มนี้มายื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อได้แก่ ขอให้แก้ไขในการรับขึ้นทะเบียนหนี้สินกับ กฟก. ซึ่งมีรายละเอียดมากเกินไป เป็นภาระของเกษตรกรในการเตรียมเอกสารซึ่งมีมากกว่า 15 ชุด โดยประเด็นนี้ได้มอบหมายให้เลขาธิการ กฟก. ไปปรับระเบียบการขึ้นทะเบียนในการปรับลดการใช้เอกสารยืนยัน รวมถึงลดขั้นตอนต่างๆลง

นอกจากนี้ ยังได้เรียกร้องให้นำปัญหาหนี้สินที่เกษตรกรกลุ่มนี้ เป็นหนี้ธนาคารรัฐอื่นๆ เช่น ธนาคารกรุงไทย ออมสิน อาคารสงเคราะห์ นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปพร้อมกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรที่เป็นหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในคราวเดียวกัน ซึ่งตนรับข้อเรียกร้องนี้ โดยรอแนวทางการแก้ปัญหาหนี้สินของ ธ.ก.ส. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ก่อน เมื่อ ครม.พิจารณาแล้วจึงจะนำมาเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินของลูกหนี้ธนาคารรัฐอื่นๆ โดยกลุ่มเกษตรกรมีความกังวลว่าจะล่าช้า ซึ่งตนยืนยันว่าไม่ล่าช้า และจะทำให้เสร็จก่อนอายุการทำงานคณะกรรมการ กฟก.เฉพาะกิจที่มีระยะเวลาทำงาน 180 วัน ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 2 พ.ย.นี้

ส่วนข้อเรียกร้องให้ กฟก. เข้าบริหารจัดการซื้อหนี้เกษตรกรที่เกิน 2.5 ล้านบาทนั้น คณะกรรมการ กฟก.เฉพาะกิจไม่สามารถตัดสินใจเองได้ เนื่องจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เข้ามาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของ กฟก. และตีความว่าจะซื้อหนี้ได้เฉพาะหนี้ที่เกิดจากภาคการเกษตรเท่านั้น จึงให้ตั้งตัวแทน 4 ฝ่ายมาหารือในประเด็นนี้ ได้แก่ เจ้าหนี้ เกษตรกรลูกหนี้ กฟก. และผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งจะต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล จะให้ กฟก.ซื้อหนี้แบบยกเข่งทั้งหมด 1,200 ล้านบาท ไม่สามารถทำได้ รวมทั้งต้องดูข้อกฎหมายว่าจะปรับโครงสร้างหนี้ได้หรือไม่ เพราะส่วนใหญ่เป็นหนี้นอกภาคการเกษตร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แกนนำสหพันธ์เกษตรกรแห่งประเทศไทย พึงพอใจที่ รมว.เกษตรฯ รับข้อเรียกร้องไปพิจารณา จึงเดินทางไปยังศูนย์ดำรงธรรม ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเร่งรัดรัฐบาลให้แก้ไขหนี้สิน โดยกลับมาปักหลักหน้ากระทรวงเกษตรฯต่อ เพื่อรอฟังมติ ครม.ในวันที่ 25 ก.ย.นี้ ที่กระทรวงเกษตรฯเสนอครม.พิจารณาหลักเกณฑ์ปรับโครงสร้างหนี้สินเกษตรกรที่เป็นหนี้เสีย ตัดยอดหนี้ร้อยละ50 ลูกหนี้ ธ.ก.ส. จำนวน 3.6 หมื่นราย มูลหนี้ 1.02 หมื่นล้านบาท เป็นยอดเงินกู้ 6 พันล้านบาท และดอกเบี้ยกว่า 4 พันล้านบาท โดย กฟก.สามารถเข้าซื้อหนี้ในรายที่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย กฟก.

ชาวสวนมะพร้าว นัดร่วมชุมนุมใหญ่ จี้รบ.เร่งแก้ปัญหา ราคาผลผลิตตกต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365916

ชาวสวนมะพร้าว  นัดร่วมชุมนุมใหญ่  จี้รบ.เร่งแก้ปัญหา  ราคาผลผลิตตกต่ำ

ชาวสวนมะพร้าว นัดร่วมชุมนุมใหญ่ จี้รบ.เร่งแก้ปัญหา ราคาผลผลิตตกต่ำ

วันจันทร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เครือข่ายชาวสวนมะพร้าว จ่อบุกกรุงร้องรัฐบาล แก้ปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ จากลูกละ 20 เหลือ 3-4 บาท ยันมีแนวทางร่วมหาทางออก เร่งดำเนินการตามข้อเรียกร้องเป็นวาระสำคัญ

เมื่อวันที่ 23กันยายน นายพงษ์ศักดิ์ บุตรรักษ์ แกนนำเครือข่ายชาวสวนมะพร้าว จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว ซึ่งมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดในประเทศ และชาวสวนอีกหลายจังหวัดภาคใต้ ได้เชิญนักกฎหมายมาชี้แจงรายละเอียดการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ จากนั้นจะรวมตัวเดินทางไปชุมนุมที่ กทม.ไม่น้อยกว่า 10 คันรถบัส ภายในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อยื่นข้อเรียกร้องที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ขอให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำในปัจจุบัน จากเดิมราคาผลละ 20-23 บาท เหลือเพียงผลละ 3-4 บาท

ทั้งนี้ ทางเครือข่ายฯ ได้นำข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการกำหนดราคากลาง ผลละไม่ต่ำกว่า 15 บาท และการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศให้รัฐบาลพิจารณา ทั้งการชะลอนำเข้ามะพร้าวผล น้ำกะทิ มะพร้าวขาวแช่แข็ง

“ขอให้กระทรวงพาณิชย์ ทบทวนระเบียบการนำเข้า โดยให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมน้ำกะทิเป็นผู้นำเข้า พร้อมเสนอข้อมูลการนำเข้าย้อนหลัง 2 ปี ก่อนประกาศนำเข้า ต้องสอบถามข้อมูลผลผลิตในประเทศจากกระทรวงเกษตรฯ ให้ชัดเจน พร้อมรับฟังความเห็นจากประชาชนอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ขอให้มีบทลงโทษผู้กระทำผิดเงื่อนไขการนำเข้า และขอให้หน่วยงานระดับจังหวัด กวดขันการลับกลอบนำเข้ามะพร้าวเถื่อนจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว

ด้าน นายกิตติวงศ์ แสงสุวรรณ แกนนำเครือข่ายชาวสวนมะพร้าว อ.ทับสะแก กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการรับซื้อผลผลิต หรือ “ล้งมะพร้าว” ในพื้นที่ ประสบปัญหาผลผลิตตกค้างกว่า 10 ล้านผล ทำให้ไม่สามารถรับซื้อผลผลิตจากชาวสวนได้ตามปกติ ขณะที่เจ้าของ “ล้ง” ยอมขาดทุนด้วยการนำมะพร้าวงอกไปแปรรูปเป็นน้ำมันมะพร้าว และชาวสวนต้องนำมะพร้าวผลไปแปรรูปเป็นมะพร้าวขาว เพื่อขายให้โรงงานผลิตน้ำกะทิส่งออก โดยโรงงานรับซื้อ แต่จำกัดโควต้า
“ที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐทั้งส่วนกลางและระดับจังหวัด ไม่ได้ให้ความสนใจดำเนินการตามข้อเรียกร้องให้เป็นวาระสำคัญเร่งด่วน ขณะที่การแก้ปัญหาจากมติคณะรัฐมนตรี โดยยุติการนำเข้าเพียง 3 เดือน ขณะนี้ใกล้สิ้นสุดระยะเวลาในเดือนตุลาคมนี้ แต่ราคาผลผลิตยังไม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะสั้น ดังนั้นทางออกของเกษตรกรชาวสวนหลายพื้นที่ ต้องยึดหลักพึ่งพาตนเอง โดยรวมตัวจัดตั้งสหกรณ์เพื่อให้มีอำนาจต่อรอง ให้เกิดเสถียรภาพของกลไกราคาและป้องกันผลกระทบในระยะยาว” นายกิตติวงศ์ กล่าว