กรมข้าวส่งทีมวิจัยลุยเมืองจีน ศึกษามาตรฐานข้าวอินทรีย์ เสริมคุณภาพสินค้าของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365872

x

กรมข้าวส่งทีมวิจัยลุยเมืองจีน ศึกษามาตรฐานข้าวอินทรีย์ เสริมคุณภาพสินค้าของไทย

วันจันทร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมข้าวส่งทีมวิจัยลุยเมืองจีน

ศึกษามาตรฐานข้าวอินทรีย์

เสริมคุณภาพสินค้าของไทย

กรุยทางขยายโอกาสส่งออก

 

คณะนักวิจัยกรมการข้าวลุยแดนมังกร ศึกษามาตรฐานผลิตข้าวอินทรีย์ ช่วยเติมเต็มการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ของไทยให้ได้รับการพัฒนาเทียบเคียงมาตรฐานของประเทศจีน สามารถตอบโจทย์มาตรฐาน และความต้องการข้าวอินทรีย์ของผู้บริโภคจีน พร้อมเปิดโอกาสสู่การส่งออกเพิ่มขึ้นในอนาคต

นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล รองอธิบดีกรมการข้าวและโฆษกกรมการข้าว เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 17-21 กันยายนที่ผ่านมา คณะนักวิจัยกรมการข้าวร่วมกับ ผศ.ดร.นารีรัตน์ สีระสาร อาจารย์ประจำสาขาวิชาเกษตรศาสตร์และสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ผู้ร่วมวิจัยและผู้ประสานงานฝ่ายสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เดินทางไปศึกษาดูงานภายใต้โครงการความร่วมมือการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตข้าวอินทรีย์ตามระบบมาตรฐานของจีนเพื่อการส่งออก ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยคณะได้เดินทางเข้าพบ ศ.ดร.หยิน ชาง ปิน ผู้อำนวยการใหญ่สถาบันทรัพยากรทางการเกษตรและการวางแผนระดับภูมิภาค ภายใต้สถาบันวิทยาศาสตร์การเกษตรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (Chinese Academy of Agricultural
Sciences : CAAS) และนายถัง เริ้น ผู้เชี่ยวชาญการรับรองและตรวจสอบมาตรฐานอินทรีย์แห่งศูนย์พัฒนาอาหารอินทรีย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (China Organic Food Development Center : OFDC) เพื่อหารือความร่วมมือและศึกษาเทคโนโลยีการผลิตข้าวอินทรีย์ของประเทศจีนในมิติต่างๆ ทั้งการวิจัย การพัฒนาการผลิตข้าว การตรวจสอบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของจีน และกระบวนการส่งออกข้าวไทยไปยังประเทศจีน นำมาซึ่งการประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทยให้ได้มาตรฐาน
และข้อกำหนดด้านการผลิตข้าวอินทรีย์ให้ได้รับการพัฒนาเทียบเคียงมาตรฐานของประเทศจีน สามารถตอบโจทย์มาตรฐานและความต้องการข้าวอินทรีย์ของผู้บริโภคจีนได้ในอนาคต

รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อว่า สำหรับข้าวหอมมะลิของไทย เป็นสินค้าข้าวพรีเมียมที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากชาวจีน เนื่องจากเป็นข้าวที่มีกลิ่นหอมเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร โดยสถิติตัวเลขการค้าช่วงปี 2560 ที่ผ่านมา ไทยมีการส่งออกข้าวหอมมะลิไปยังตลาดโลกมีมูลค่าเกือบ 42,000 ล้านบาท มีตลาดหลัก ได้แก่ อันดับ 1 สหรัฐอเมริกา 28% จีน 15% และฮ่องกง 11% แม้ว่าจีนจะเป็นแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญของโลกแต่ก็ยังไม่เพียงพอความต้องการ ในขณะนี้ราคาข้าวหอมมะลิมีแนวโน้มดีขึ้นสามารถปรับตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตันละ 1,250 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาส่งออกในปี 2551 ที่มีราคาส่งออกเฉลี่ยตันละ 1,200 ดอลลาร์สหรัฐ

“ข้าวที่มีการส่งออกส่วนใหญ่มีการผลิตแบบใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี ส่วนข้าวอินทรีย์มีปริมาณส่งออกน้อยมาก สวนทางกับกระแสผู้บริโภคที่รักสุขภาพและที่มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในประเทศจีนยังคงมีโอกาสขยายได้อีก แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องการจัดสรรโควตาและต้องผ่านการตรวจสอบสินค้าอินทรีย์มาตรฐานคุณภาพแบบทัดเทียมตามเกณฑ์มาตรฐานของสหภาพยุโรป จาก China Organic Food Development Center (OFDC) การศึกษาด้านข้าวอินทรีย์ของจีนในครั้งนี้ จึงช่วยเติมเต็มการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ของไทยที่กำลังดำเนินอยู่ ให้ได้รับการพัฒนาเทียบเคียงมาตรฐานของประเทศจีน สามารถตอบโจทย์มาตรฐานและความต้องการข้าวอินทรีย์ของผู้บริโภคจีนได้ในอนาคต” นายกฤษณพงศ์ กล่าว

ไทยถกความร่วมมือมาเลย์ n อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติข้ามพรมแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365875

x

ไทยถกความร่วมมือมาเลย์ n อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติข้ามพรมแดน

วันจันทร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายทรงธรรม สุขสว่าง ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ ในฐานะผู้แทน นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้จัดประชุมการจัดการพื้นที่คุ้มครองและพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพข้ามพรมแดน ระหว่างไทยกับมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาตลอด มีทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ และสัตว์ป่า ที่อุดมสมบูรณ์ โดยสัตว์ป่าที่ใช้ผืนป่าของทั้ง 2 ประเทศเป็นแหล่งอาศัย เช่น สมเสร็จ และ นกเงือก โดยพื้นที่คุ้มครองที่เชื่อมต่อกับมาเลเซีย ได้แก่ อุทยานแห่งชาติสันกาลาคีรีและอุทยานแห่งชาติเขาน้ำค้าง เชื่อมต่อกับเขตสงวนสัตว์ป่าอูลูมูดา (UluMuda Wildlife Reserve), อุทยานแห่งชาติบางลางและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา – บาลา เชื่อมต่อกับเขตสัตว์ป่าเบลุม (Belum Wildlife Reserve) และอุทยานแห่งชาติทะเลบัน เชื่อมต่อกับ Perlis State park ดังนั้นพื้นที่ดังกล่าวจึงเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างทั้ง 2 ประเทศในการอนุรักษ์ป่าและสัตว์ป่า เพื่อทำให้การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อ 1.เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติข้ามพรมแดน 2.เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครองของทั้งสองประเทศ 3.เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางที่เหมาะสมในการปฏิบัติงานเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติข้ามพรมแดนระหว่างประเทศและประเทศมาเลเซีย 4.เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติข้ามพรมแดนระหว่างหน่วยงานภาครัฐของสองประเทศ รวมทั้งองค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรระหว่างประเทศ

ชายคาพระพิรุณ : 24 กันยายน 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365874

586851

ชายคาพระพิรุณ : 24 กันยายน 2561

วันจันทร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา” มารายงานข่าวเหมือนเดิม…สัปดาห์ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตร จัดงานสัมมนา Year End Conference ประจำปี 2561 โดยมี เกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ หัวหน้างานในระดับพื้นที่ทั้งหมด เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ กว่า 2,000 คน เพื่อต้องการให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบงานได้รับทราบนโยบาย ทิศทางการดำเนินงาน เพราะหน้าที่ของนักส่งเสริมนอกจากปฏิบัติภารกิจตามหน้าที่ที่ต้องดูแลเกษตรกรแล้ว ยังจะต้องทำหน้าที่คณะกรรมการอำนวยการ
ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญและการแก้ปัญหาภาคการเกษตร Chief of Operation (COO) และคณะทำงานปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญและการแก้ปัญหาภาคการเกษตร Operation Team (OT) และเป็นทีมเกษตร ที่จะต้องพร้อมเดินหน้าให้เปลี่ยนแปลงเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้อยู่ดีมีสุขอีกด้วย

ในการสัมมนา มีการนำเสนอหลายโครงการที่ประสบความสำเร็จเพื่อเป็นต้นแบบให้กับในพื้นที่ ในการทำงานแบบบูรณาการการทำงานร่วมกัน เช่น การนำเสนอประเด็นการลดต้นทุน การเพิ่มผลผลิต งานท้าทายของนักส่งเสริมการเกษตร การขับเคลื่อนนโยบาย Big DATA และ Precision Farming ภายใต้การดำเนินการตามบทบาทของกรมส่งเสริมการเกษตร การบริหารจัดการเพื่อมุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ในการจัดการบริการจัดการหนอนหัวดำมะพร้าว อย่างยั่งยืน การขับเคลื่อนโครงการเร่งด่วนที่ต้องและเสร็จภายใต้เวลาที่จำกัด และสำเร็จตามวัตถุประสงค์ เช่น โครงการเกษตรยั่งยืน 1 (โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี) การนำเสนอ Young Smart Farmer บนเส้นทางเดินที่มั่นคงกับการพัฒนาการเกษตร และการบริหารจัดการ คนและงาน ทางการเกษตร ความสำเร็จ การนำเสนอ การส่งเสริมการเกษตรในทศวรรษหน้า จาก นักส่งเสริมการเกษตรรุ่นใหม่ Future DOAE งานนี้ถือเป็นการรวมนักส่งเสริมการเกษตรทั่วประเทศ และเวทีขับเคลื่อนงานส่งเสริม เตรียมพร้อมลุยงานปฏิรูปภาคการเกษตรเพื่อพี่น้องเกษตรกรต่อไป…

การให้ความรู้เรื่องบัญชีเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับสหกรณ์ต่างๆ มีความเข้มแข็ง และโปร่งใส เป็นที่พึ่งแก่สมาชิกได้ เมื่อวันที่ 18-20 กันยายน ที่ผ่านมา นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มอบหมายให้สำนักมาตรฐานการบัญชี และการสอบบัญชี ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ด้านการจัดทำบัญชีและงบการเงินแก่สหกรณ์ หลักสูตรการจัดทำบัญชีของสหกรณ์ขั้นสูง เพื่อพัฒนาศักยภาพในการจัดทำบัญชีของสหกรณ์ มุ่งสู่เป้าหมายตามโครงการสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์จัดทำบัญชีและงบการเงินได้ โดยมีสหกรณ์เข้ารับการอบรม จำนวน 15 สหกรณ์ และผู้เข้ารับการอบรม จำนวน 16 ราย จัดขึ้น ณ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 2 จังหวัดปทุมธานี ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง 7 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่ง ประเทศไทย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์บริการเดินรถแห่งประเทศไทย จำกัด และสถาบันพัฒนา องค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์จัดทำบัญชีและงบการเงิน

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ฝากเตือนประชาชนอย่าบริโภคเนื้อสัตว์ที่ตายเองโดยไม่ได้ถูกฆ่า เพราะไม่ปลอดภัย เสี่ยงติดเชื้อโรคและสารตกค้าง เตือนผู้จำหน่ายเนื้อสัตว์ที่มิได้รับรองจากพนักงานตรวจโรคสัตว์ มีความผิดตามพ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์พ.ศ. 2559 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มุ่งสร้างระบบการควบคุมตรวจสอบคุณภาพในกระบวนการฆ่าสัตว์และการขนส่งเนื้อสัตว์ รวมถึงการชำแหละและตัดแต่งเนื้อสัตว์เพื่อการจำหน่ายให้ได้มาตรฐานยิ่งขึ้น และเพื่อสร้างความปลอดภัยด้านอาหาร อันเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้บริโภคเนื้อสัตว์ที่ถูกสุขอนามัย หากประชาชนต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือพบเห็นการกระทำผิดด้านปศุสัตว์ โปรดติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอรับข้อมูล หรือแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป โดยแจ้งผ่านแอพพลิเคชั่น DLD 4.0 ที่ดาวน์โหลดและติดตั้งได้ในโทรศัพท์ทุกระบบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบการกระทำความผิดและดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างทันท่วงที…

ขุนเกษตรา

รายงานพิเศษ : ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืชสวนพุทรานมสด ‘ต้นทุนลด-ชีวิตเปลี่ยน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365876

รายงานพิเศษ : ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืชสวนพุทรานมสด  ‘ต้นทุนลด-ชีวิตเปลี่ยน’

รายงานพิเศษ : ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืชสวนพุทรานมสด ‘ต้นทุนลด-ชีวิตเปลี่ยน’

วันจันทร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เป็นแหล่งโอโซนติดอันดับ 1 ใน 7 ของโลก จนได้รับการขนานนามว่าสวิตเซอร์แลนด์แดนอีสาน ทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนจำนวนมากในแต่ละปี

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า วังน้ำเขียวมีธรรมชาติที่สมบูรณ์ นักท่องเที่ยวต่างอยากมาสัมผัสบรรยากาศและชื่นชมธรรมชาติ ส่วนที่ตามมาคือเรื่องความต้องการอาหาร ผัก ผลไม้ ดังนั้นการผลิตพืชผลทางการเกษตรที่นี่จึงจำเป็นต้องเน้นความปลอดภัย สิ่งที่กรมส่งเสริมการเกษตรเข้ามาดำเนินการในพื้นที่นี้ คือ การส่งเสริมให้เกษตรกรมีการปฏิบัติทางการเกษตรดีที่เหมาะสม ตามมาตรฐาน GAP รวมทั้งการทำเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะเรื่องการจัดการศัตรูพืชที่แนะนำให้เกษตรกรใช้ชีวภัณฑ์ทดแทนสารเคมี เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ใช้ในการควบคุมศัตรูพืช ได้แก่ ตัวห้ำ ตัวเบียน และเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งหลักๆ ที่นิยมใช้มี 3 ชนิด คือ เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า เป็นเชื้อราทำลายเชื้อโรคพืช ส่วนเชื้อราบิวเวอร์เรีย และเชื้อราเมตตาไรเซียน เป็นเชื้อราทำลายแมลงศัตรูพืช

 

 

ทั้งนี้ มีตัวอย่างเกษตรกรผู้ปลูกพุทรานมสด ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการทำการเคมีหันมาใช้ชีวภัณฑ์ในการควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืช ต้นทุนลดลง ผลผลิตมีความปลอดภัยสามารถจำหน่ายได้ราคาที่สูงขึ้น ที่สำคัญคือสุขภาพดีขึ้นกว่าตอนใช้เคมี ทำให้เกิดการยอมรับในเทคโนโลยีที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้แนะนำ เกิดการขยายผลไปยังกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง

นายไพโรจน์ ขำแจง ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช (ศทอ.) จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ศทอ.นครราชสีมา ได้เข้ามาจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้ศัตรูธรรมชาติในการควบคุมศัตรูพืช ที่ ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว ซึ่งเป็นแหล่งผลิตพุทรานมสด ผัก และผลไม้อีกหลากหลายชนิด โดยเน้นรวมกลุ่มผลิตจุลินทรีย์ เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า เชื้อราบิวเวอร์เรีย และเชื้อราเมตตาไรเซียน ใช้เองเพื่อควบคุมศัตรูพืชและลดต้นทุนการผลิต ซึ่งมีการตั้งเป้าว่าผลผลิตที่ออกจากพื้นที่นี้ต้องปลอดสารเคมี ซึ่งดำเนินการมาได้ประมาณ 3 ปีแล้ว มีเกษตรกรได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP และมีบางรายได้ยกระดับไปสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์

ขณะนี้ ศทอ. ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำในการขยายเชื้อและใช้ชีวภัณฑ์ให้ถูกต้องเหมาะสมกับศัตรูพืชแต่ละชนิด ซึ่งเกษตรกรสามารถทำได้อย่างดี แต่ก็จะมีการสุ่มตรวจชีวภัณฑ์ที่เกษตรกรผลิตให้ตรงตามมาตรฐานที่กำหนดอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ชีวภัณฑ์มีคุณภาพสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อย่างไรก็ตาม จากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับเกษตรกรในพื้นที่ ต.วังหมี จะเห็นว่าเกษตรกรให้ความสำคัญและมีการผลิตและใช้ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืชอย่างจริงจัง ทาง ศทอ.จึงได้นำโมเดลนี้ไปขยายผลในพื้นที่อื่นต่อไป

“อยากให้คำนึงถึงเรื่องความมีคุณธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่อยากให้ผลิตของที่ไม่ปลอดภัยหรือสารพิษตกค้างที่เป็นโทษให้คนอื่นบริโภค อย่างที่เคยได้ยินว่าฉีดยาเช้าเก็บเย็นเอาไปขาย ไม่อยากให้มี อยากให้ใช้ชีวภัณฑ์หรือศัตรูธรรมชาติควบคุม อยากประชาสัมพันธ์ว่า พื้นที่ ต.วังหมี กำลังเป็นจุดเริ่มต้นเกษตรกรไม่ใช้สารเคมี เพื่อรับผิดชอบต่อสังคม”

 

 

ด้าน นางปาลิดา นารีนุช เกษตรกร ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว ผู้ใช้ชีวภัณฑ์ในการควบคุมศัตรูพืชในแปลงพุทรานมสด กล้วย และพืชผักต่างๆ เล่าว่า ตอนแรกทำพืชไร่เชิงเดี่ยวตามพ่อแม่ ใช้สารเคมีอย่างเดียว พอมาปี 2550 เริ่มปรับเปลี่ยนจากพืชเชิงเดี่ยวมาปลูกพุทรานมสดแทน แต่ก็ยังใช้สารเคมีอย่างเดิม ต่อมาเริ่มมีอาการแพ้สารเคมี สุขภาพเริ่มย่ำแย่จึงคิดหาวิธีอื่นทดแทน จึงได้เข้าไปรับการอบรมการใช้ชีวภัณฑ์ทดแทนสารเคมีจากสำนักงานเกษตรอำเภอ ซึ่งระยะแรกเป็นระยะปรับเปลี่ยนก็จะใช้ชีวภัณฑ์ควบคู่กับสารเคมี เมื่อใช้ไปสักพักก็เห็นข้อแตกต่างว่าสารเคมีชนิดหนึ่งจะใช้กับศัตรูพืชเฉพาะตัวนั้น และต้องแยกกันฉีด เป็นการเพิ่มต้นทุน ขณะที่เชื้อราบิวเวอร์เรียตัวเดียวจบควบคุมศัตรูพืชได้ทุกชนิด

อย่างเราปลูกพุทรานมสดมีศัตรูพืชแต่ละช่วงฤดูไม่เหมือนกัน อย่างช่วงฝนตกชุกจะมีปัญหาโรคแอนแทรคโนส แต่ก่อนใช้สารเคมีเอาไม่อยู่เชื้อโรคยังขยายตัวได้ แต่พอมาใช้ไตรโคเดอร์ม่าช่วยได้เห็นผลชัดเจน ฉะนั้นตอบโจทย์เราได้อย่างดี ต้นทุนไม่สูงเพราะเราทำใช้เองได้ โดยมีเจ้าหน้าที่จาก ศทอ.นครราชสีมา มาให้ความรู้และแนะนำวิธีการผลิตชีวภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานอยู่ตลอดเวลา ส่งผลดีต่อผลผลิตที่ได้มีคุณภาพมากขึ้นด้วย อย่างตอนที่ใช้สารเคมีเนื้อพุทราจะน่วมมีน้ำเยอะ พอมาใช้ชีวภัณฑ์ทำให้เนื้อแน่น รสชาติหวานอร่อย รูปทรงดี สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้น จากเดิมอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 40 บาท ตอนนี้ขายอยู่ที่ 60 บาท ทำให้คุณภาพชีวิตเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น จึงเชื่อมั่นในการใช้ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืชว่าได้ผลดีจริง จนต้องผลิตไว้ใช้เองทุกสัปดาห์ตลอดทั้งปี

หากเกษตรกรท่านใดอยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงติดต่อได้ที่คุณปาลิดา นารีนุช ที่อยู่ 48 ม.4 บ้านยุบอีปูน ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เบอร์โทร.08-5774-0489 หรือขอคำแนะนำโดยตรงจากสำนักงานเกษตรใกล้บ้าน

‘กฤษฎา’เผย3ปัญหา’นมโรงเรียน’ เทคนิคแปรรูป-จัดสรรโควตา-ต้นทุนสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365866

'กฤษฎา'เผย3ปัญหา'นมโรงเรียน' เทคนิคแปรรูป-จัดสรรโควตา-ต้นทุนสูง

‘กฤษฎา’เผย3ปัญหา’นมโรงเรียน’ เทคนิคแปรรูป-จัดสรรโควตา-ต้นทุนสูง

วันอาทิตย์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2561, 17.15 น.

23 ก.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากผู้ตรวจราชการลงพื้นที่ตรวจพบปัญหานมโรงเรียน ใน 3 ประเด็นหลัก 1.ปัญหาด้านเทคนิคการแปรรูปนมพาสเจอร์ไรส์ของสหกรณ์โคนมยังมีข้อบกพร่อง มีผลกระทบต่อคุณภาพนม 2.การจัดสรรโควตาส่งนมข้ามจังหวัดโดยไม่จำเป็น ทำให้มีปัญหาเรื่องต้นทุนขนส่งที่ต้องแพงขึ้น และปัญหาควบคุมคุณภาพนมที่ต้องใช้เวลาขนส่งมากขึ้น และ 3.ปัญหาเนื้อนมในน้ำนมดิบต่ำมาก ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตนมพาสเจอร์ไรส์อยู่ในระดับสูง

สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย กระทรวงเกษตรฯ ควรมีมาตรการที่ชัดเจนในการสนับสนุนให้สกรณ์โคนมทุกแห่งสามารถผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ได้อย่างมีคุณภาพ การจัดระบบตลาดให้กับสหกรณ์โคนมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น นโยบายช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงมีรายได้ที่มั่นคง ผ่านการสนับสนุนจากรัฐที่ชัดเจนมากขึ้น มีมาตรการลดต้นทุนน้ำนมดิบให้กับสหกรณ์โคนมทุกแห่ง จัดระบบโควตานมโรงเรียนให้ชัดเจน และมีส่วนสนับสนุนสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม ต้องได้รับจัดสรรโควตาระบบนมโรงเรียน ทั้งจากการศึกษาของ EU พบว่ามีการเชื่อมโยงสนับสนุนนมโรงเรียน และอาหารกลางวันแก่เด็กนักเรียน กับระบบตลาดเกษตรโดยตรงและชัดเจน เพื่อเชื่อมโยงสนับสนุนเกษตรกร มีการจัดอาหารเสริมทั้งน้ำนมดิบ กล้วย ผัก และผลไม้อื่นๆ ที่ จำเป็นต่อโภชนาการของเด็กนักเรียน

เดือนร้อนหนัก!’ม็อบโคนม’บุกร้อง’รมว.กษ.’แก้น้ำนมดิบล้นตลาดพรุ่งนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365858

เดือนร้อนหนัก!'ม็อบโคนม'บุกร้อง'รมว.กษ.'แก้น้ำนมดิบล้นตลาดพรุ่งนี้

เดือนร้อนหนัก!’ม็อบโคนม’บุกร้อง’รมว.กษ.’แก้น้ำนมดิบล้นตลาดพรุ่งนี้

วันอาทิตย์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2561, 16.57 น.

23 ก.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกรณีมอบนโยบายการส่งนมโรงเรียน แก่คณะกรรมการจัดสรรโควตานมโรงเรียน เทอม 2 ปี 2561 ว่า ตนยังไม่ได้ก้าวล่วงถึงสูตรการสรรโควตานมโรงเรียนที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้แต่อย่างใด โดยการจัดสรรโควตานมโรงเรียนยังคงให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการตามกฎหมายเช่นเดิม แต่มีนโยบายให้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอส่งนมโรงเรียนว่ามีคุณสมบัติถูกต้องตามระเบียบหรือข้อตกลงที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้หรือไม่ เช่น การขายโควตา การทำเอกสาร MOU ไม่ตรงข้อเท็จจริงหรือการส่งนมที่ไม่ได้มาตรฐานให้เด็กนักเรียนรับประทานเป็นต้น

“ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ องค์การส่งเสริมโคนมฯ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ตรวจสอบคุณสมบัติและเอกสารต่างๆ ของผู้ยื่นขอส่งนมโรงเรียนทั้งรายเก่าและรายใหม่ให้ถูกต้อง รวมถึงประวัติการส่งนมโรงเรียนของผู้ส่งนมที่ผ่านมาว่าได้ทำตามกฎกติกาถูกต้องแล้วหรือยัง
และได้ส่งนมถึงโรงเรียนตามกำหนดระยะเวลาหรือไม่ด้วย เพื่อให้นโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้เด็กนักเรียนลูกหลานประชาชนได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของร่างกายได้อย่างครบถ้วนมีผลเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง” นายกฤษฎา กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะล้างไพ่ใหม่ทั้งระบบหรือไม่ เพราะโควต้านมโรงเรียนกระจุกตัวกับรายใหญ่ รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ท้วงติงให้แก้ไขเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน มีผู้มีส่วนได้เสียนั่งในคณะกรรมการนมโรงเรียนด้วย นายกฤษฎา กล่าวว่า ให้ตรวจสอบหลักฐานเอกสารขั้นแรกก่อนเพื่อความเป็นธรรม ใครประวัติดีถูกต้องก็ให้สิทธิ ใครทำผิดแล้วหลบซ่อนอยู่ก็ล้างออก

ด้าน นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (24 ก.ย.) เวลา 13.00 น.รมว.เกษตรฯ จะเรียกประชุมเพื่อมอบนโยบายการจัดสรรพื้นที่จำหน่ายนมโรงเรียน เพื่อดูปัญหารายเดิมมีปัญหาอย่างไร และรายใหม่มายื่นขอโควตา ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดสรรโควตาเกิดความโปร่งใส ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาเพราะเปิดจัดสรรสิทธิทุกเทอม มีรายใหม่ยื่นเข้ามาทุกเทอม จะเกิดปัญหาไปฟ้องร้องกัน โดยจะหารือกับ รมว.เกษตรฯ และมิลค์บอร์ด เปิดประมูลในทุกภูมิภาคดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างใช้อีอ๊อกชั่น ตัดปัญหาการผูกขาด ที่ผ่านมาอาจกังวลในเรื่องคุณภาพนม แต่ในปัจจุบันกรมปศุสัตว์ ได้พัฒนาระบบจัดการที่มีคุณภาพ ตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยง ศูนย์รวบรวมนม โรงงาน ระบบการขนส่ง

อย่างไรก็ตาม ในเฉพาะหน้านี้ รมว.เกษตรฯ ให้ตรวจสอบโควต้าทุกรายอย่างชัดเจน แต่ละรายขายนมเท่าไหร่ เอาใบเสร็จมายืนยัน ซี่งผู้ประกอบการทั้งนมโรงเรียน และนมพาณิชย์ ทำเอ็มโอยูไว้กับสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์สามารถตรวจสอบได้ทุกรายต้องนำมาแสดงหากใครแจ้งเอกสารเท็จ ห้ามได้สิทธิตลอดชีพ เพื่อปิดช่องโหว่ น้ำนมดิบเกินโควต้านมโรงเรียน ทั้งนี้ น้ำนมดิบที่ผลิตทั้งหมดต่อวัน กว่า 3 พันตัน เป็นนมโรงเรียน 1 ส่วน และ 3 ส่วน เป็นนมพาณิชย์

ผู้สื่อข่าวรายงาน วันที่ 24 ก.ย.นี้ นายสุรชาติ ถวิลพงษ์ ประธานกลุ่มเกษตรกร 3 ฝ่ายผู้เลี้ยงโคนม จะเดินทางเข้าพบ รมว.เกษตรฯ เพื่อเรียกร้องให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงปริมาณน้ำนมดิบที่มีการบิดเบือนปริมาณตัวเลขน้ำนมโคในแต่ละวันว่าผลิตได้เกินจากความเป็นจริง อีกทั้งจากข้อมูลเอกสารบันทึกข้อตกลงซื้อขายน้ำนมโค (MOU) การบริหารจัดการน้ำนมโคปี 2560/2561 ตั้งแต่วันที่1 พ.ย.60 – 30 ก.ย.61 ซึ่ง MOU ฉบับนี้ทำให้สมาชิกผู้เลี้ยงโคนมทั้งประเทศได้รับผลกระทบขายนมไม่ได้ และต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งจากข้อเท็จจริง ทางกลุ่มระบุว่าประเทศไทยจะไม่มีปัญหานมล้นตลาดอย่างแน่นอนหากมิลค์บอร์ดทำอย่างโปร่งใส โดยจะเข้าพบ รมว.เกษตรฯ เพื่อสอบถามการจัดสรรสิทธินมโรงเรียนในเทอม 2/2561

สำหรับงบประมาณนมโรงเรียนปีละ 1.4 หมื่นล้านบาท เด็กนักเรียนดื่มนมในโครงการ 7.45 ล้านคน ผู้ประกอบการได้จัดสรรโควตา เทอม 1/61 จำนวน 62 ราย ซี่งมีข้อครหาถึงการจ่ายหัวคิวกล่องละ 1.25 บาท ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหานมโรงเรียนได้ตลอดมากว่า 25 ปี

‘กฤษฎา’สั่งระดมทำฝนหลวงเติมน้ำ’เขื่อน’ก่อนหมดฝน ชี้ภาวะแล้งมาเร็ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365855

'กฤษฎา'สั่งระดมทำฝนหลวงเติมน้ำ'เขื่อน'ก่อนหมดฝน ชี้ภาวะแล้งมาเร็ว

‘กฤษฎา’สั่งระดมทำฝนหลวงเติมน้ำ’เขื่อน’ก่อนหมดฝน ชี้ภาวะแล้งมาเร็ว

วันอาทิตย์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2561, 16.43 น.

“กฤษฎา”สั่งระดมทำฝนหลวงเติมน้ำ”เขื่อน”ก่อนหมดฝน ชี้ภาวะแล้งมาเร็ว หลายพื้นที่ขาดน้ำ พร้อมทำแผนที่เป้าหมายพื้นที่เกษตรต้องการน้ำ “สทนช.”เรียกประชุมด่วน24ก.ย.

23 ก.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สั่งการอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เร่งให้หน่วยปฏิบัติการทำฝนหลวง ระดมทำฝนเติมน้ำเขื่อนมีน้ำไม่ถึงร้อยละ 60 และเขื่อนมีน้ำน้อยร้อยละ 30 และแผนที่พื้นที่เป้าหมายทำเกษตรที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยงจนเก็บเกี่ยวได้ผลผลิตดี ให้จัดทำแผนทำฝนหลวงให้กับพื้นที่ขาดแคลนน้ำ เพราะขณะนี้มีหลายจังหวัดเกิดภาวะแล้งมาเร็ว และจากปัญหาฝนทิ้งช่วงด้วย

ด้าน นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงฯ กล่าวว่า ให้หน่วยฝนหลวงทุกภูมิภาคทำฝนจนถึงเดือน ต.ค.เพราะหลายพื้นที่ยังประสบภาวะฝนทิ้งช่วงมาต่อเนื่อง โดยการทำแผนที่ทำฝนหลวงว่าพื้นที่ไหนต้องการฝน

“ฝนทิ้งข่วงหลายพื้นที่มานานแล้ว พยายามทำฝนมาตลอดเติมน้ำเขื่อนน้ำน้อย จนทำให้เขื่อนลำตะคอง มีน้ำมากขึ้นพอใช้ตลอดหน้าแล้ง และปรับแผนไปทุกพื้นที่ โดยภาคเหนือ มี 2 หน่วยฝนหลวง ภาคกลาง มี 2 หน่วย ตะวันออกเฉียงเหนือ มี 4 หน่วย ตะวันออก มี 1 หน่วย
มีเครื่องบินทำฝนหลวง โดยสนธิกำลังกับเครื่องบินกองทัพอากาศ รวม 4 เครื่อง ได้แก่ BT67 จำนวน 2 เครื่อง และ AU23 จำนวน 2 เครื่อง และเครื่องบินกรมฝนหลวง รวม 21 เครื่อง ได้แก่ CN จำนวน 1 เครื่อง CASA จำนวน 6 เครื่อง CARAVAN จำนวน 12 เครื่อง SKA จำนวน 2 เครื่อง” นายสุรสีห์ กล่าว

ขณะที่ นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤต กล่าวว่า จากแนวโน้มฝนลดลง มีข้อห่วงใยของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายทุกหน่วยงานติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดแผนปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องในการแผนบริหารจัดการและการปฏิบัติการฝนหลวง ที่จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักก่อนสิ้นสุดฤดูฝน ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ในกลางเดือน ต.ค.นี้

ซึ่งจากข้อมูลสถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้อยกว่า 60% ของความจุทั้งประเทศ ขณะนี้พบว่า ขนาดใหญ่ มีจำนวน 11 แห่ง แบ่งเป็น ภาคเหนือ เขื่อนกิ่วลม 59% เขื่อนแม่กวงอุดมธารา 42% เขื่อนแม่มอก 27% ตะวันออกเฉียงเหนือ เขื่อนลำพระเพลิง 56% เขื่อนมูลบน 54% เขื่อนห้วยหลวง 48% เขื่อนลำนางรอง 33% เขื่อนอุบลรัตน์ 31% ภาคกลาง เขื่อนกระเสียว 42% เขื่อนทับเสลา 26% ภาคใต้ เขื่อนบางลาง 46% ขนาดกลาง 132 แห่ง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 27 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 73 แห่ง ภาคตะวันออก 6 แห่ง ภาคกลาง 7 แห่ง ภาคตะวันตก 2 แห่ง ภาคใต้ 17 แห่ง แต่หากพิจารณาถึงจำนวนอ่างเฝ้าติดตามที่มีความจุน้อยกว่า 30% พบว่า มีเขื่อนขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่มอก 27% และเขื่อนทับเสลา 26% ส่วนขนาดกลาง มีทั้งสิ้น 33 แห่ง ได้แก่ ภาคเหนือ 3 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 21 แห่ง ภาคตะวันออก 3 แห่ง ภาคกลาง 2 แห่ง และภาคใต้ 4 แห่ง

“จากการคาดการณ์ฝนของกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) (สสนก.) ว่าประเทศไทยจะเริ่มมีฝนลดลงนั้น สทนช.ได้เน้นย้ำทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องวางแผนปรับลดการระบายน้ำในอ่างฯ ทุกขนาด ตามการคาดการณ์ของฝน ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (24 ก.ย.61) สทนช.จะหารือประเด็นดังกล่าวในการประชุมคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อเตรียมการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีน้ำต้นทุนน้อย ซึ่งจะมีการหารือถึงแผนปฏิบัติการเพื่อลดผลกระทบในพื้นที่เสี่ยง ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แล้งล่วงหน้าด้วย โดยเฉพาะพื้นที่การเกษตรให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด” นายสำเริง กล่าว

เตะหมูเข้าปากหมา! สมาพันธ์เกษตรชี้เงื่อนงำสารตัวใหม่ อันตรายเท่า‘พาราควอต’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365807

เตะหมูเข้าปากหมา! สมาพันธ์เกษตรชี้เงื่อนงำสารตัวใหม่ อันตรายเท่า‘พาราควอต’

เตะหมูเข้าปากหมา! สมาพันธ์เกษตรชี้เงื่อนงำสารตัวใหม่ อันตรายเท่า‘พาราควอต’

วันอาทิตย์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2561, 12.46 น.

สมาพันธ์เกษตรปลอดภัยชี้ยกเลิกพาราควอต มีเงื่อนงำทางธุรกิจเพราะใช้สารตัวใหม่มีอันตรายไม่ต่างจากตัวเดิม แถมต้องใช้มากกว่าเดิมถึง 7 เท่าต่อไร่

23 ต.ค.61 นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวว่า เกษตรกรยอมรับมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่จะจำกัดการใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด คือ พาราควอต คลอร์ไฟริฟอส และไกลโฟเซต แต่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของคนบางกลุ่มที่จะให้ยกเลิกการใช้สารเคมีทั้ง 3 เนื่องจาก เกษตรกรใช้สารเคมีดังกล่าวมาเป็นเวลานาน ไม่เคยมีปัญหา สารเคมีต่างๆ 90% เป็นสารอินทรีย์ ที่จะสลายตัวไปได้เอง หากใช้อย่างถูกวิธีจะไม่ส่งผลกระทบกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

“สารกลูโฟซิเนต ที่มีการเสนอให้ใช้แทนพาราควอตนั้น มีความเป็นพิษไม่ต่างกัน แต่ประสิทธิภาพการกำจัดวัชพืชสู้พาราควอต และไกลโฟเซต ไม่ได้ และที่แตกต่างกันคือมีราคาสูงกล่าวพาราควอต และต้องใช้ในปริมาณที่มากกว่า ยิ่งจะทำให้เกษตรกรต้องใช้สารเคมีมากขึ้น โดยรวมหากต้องเปลี่ยนมาใช้ยาตัวนี้จะทำให้เกษตรกรมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นต่อไร่ถึง 7 เท่า ทุกวันนี้มีประเทศที่ห้ามและจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด 53 ประเทศ แต่มีประเทศที่ใช้กันอยู่เกือบ 100 ประเทศ หากสารทั้ง 3 ชนิดถูกแบน จะทำให้ระบบเกษตรของไทยต้องล้มสลายเพราะรายจ่ายของเกษตรกรจะมีมากขึ้นพวกตนจึงยอมไม่ได้”

นายสกรรณ์ กล่าวว่า ข้อมูลที่ตนพูดมานี้เป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ อยากให้คนที่เห็นแตกต่างเอาข้อมูลมาพูดกันเพื่อประโยชน์ของเกษตรกร และยืนยันที่เรียกร้องเพราะตัวเองเป็นเกษตรกรหากต้องไปใช้สารเคมีที่มีราคาสูงกว่าเดิมถึง 7 เท่าคงอยู่ลำบาก และมองว่าข้อเสนอให้แบนสาร พาราควอต คลอร์ไฟริฟอส และให้จำกัดการใช้ ไกลโฟเซต อาจมีเบื้องหลังอะไรทางธุรกิจอะไรหรือไม่ เพราะผู้ขายสารกลูโฟซิเนตจะไม่สามารถขายได้เลย หากยังไม่แบนพาราควอต เนื่องจากเป็นยาสามัญประจำฟาร์มที่เกษตรกรทั่วไปใช้กันอยู่

กรมส่งเสริมสหกรณ์ฟุ้งใช้กลไกประชารัฐ ดันสหกรณ์ส่งออกสินค้าประมงและปศุสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365576

กรมส่งเสริมสหกรณ์ฟุ้งใช้กลไกประชารัฐ ดันสหกรณ์ส่งออกสินค้าประมงและปศุสัตว์

กรมส่งเสริมสหกรณ์ฟุ้งใช้กลไกประชารัฐ ดันสหกรณ์ส่งออกสินค้าประมงและปศุสัตว์

วันศุกร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561, 18.51 น.

“กรมส่งเสริมสหกรณ์ ฟุ้งใช้กลไกประชารัฐดันสหกรณ์ส่งออกสินค้าประมงและปศุสัตว์ โกยรายได้กว่า 5 หมื่นล้านบาทต่อปีเน้นกลุ่มประเทศภูมิภาค CLMV และจีน ผลักดันสหกรณ์ร่วมมือกับเอกชน”

21 ก.ย. 61 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวภายหลังการเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมมือการขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าประมงและปศุสัตว์สหกรณ์ว่าด้วยกลไกประชารัฐ ว่านำนโยบายประชารัฐมาเป็นแนวทางในการสร้างความร่วมมือระหว่างสหกรณ์กับภาคเอกชน ผลักดันให้ชุมนุมสหกรณ์ประมงแห่งประเทศไทย จำกัดและชุมนุมสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำกัด เป็นแกนหลักในการส่งออกสินค้าประมงและปศุสัตว์สู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาค CLMV และจีน ทั้งนี้ สินค้าประมง เช่น ปลานิล ปลกระพง กุ้งก้ามกราม เป็นสินค้าที่มีการส่งออกที่สำคัญมีมูลค่าการส่งออกไม่น้อยกว่าปีละ 50,000 ล้านบาท

และมีแนวโน้มที่จะส่งออกเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีสหกรณ์ประมงที่ดำเนินธุรกิจ 69 แห่ง สมาชิก 17,989 ราย มีสหกรณ์ที่สามารถส่งออกสินค้าประมงไปต่างประเทศ 3 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำ  ท่าทอง จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่งออกกุ้งขาวแวนาไม ไปประเทศจีน ในปีที่ผ่านมา จำนวน 500 ตัน มูลค่า   150 ล้านบาท สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งตราดยั่งยืน จำกัด จังหวัดตราด ส่งออกกุ้งกุลาดำ ไปประเทศจีน จำนวน 6 ตัน มูลค่า 2.16 ล้านบาท  และสหกรณ์สหกรณ์นิคมบ้านสร้างพัฒนา จำกัด จังหวัดปราจีนบุรี ส่งออกปลาคัง  ไปประเทศมาเลเซีย จำนวน 8 ตัน มูลค่า 0.84 ล้านบาท และส่งออกปลานิลไปประเทศตะวันออกกลาง จำนวน    15 ตัน มูลค่า 0.5 ล้านบาท

ส่วนสินค้าปศุสัตว์ พบว่าปัจจุบัน โคเนื้อเป็นอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ในประเทศ แต่ละปีมีการส่งออกโคเนื้อประมาณ 150,000 ตัว มีเงินทุนหมุนเวียนกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท ซึ่งสหกรณ์ที่ทำธุรกิจส่งออกโคเนื้อ ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด จังหวัดมุกดาหาร ตลาดหลักคือ จีน และเวียดนาม และในปีที่ผ่านมาได้มีทดลองตลาดโดยการส่งเนื้อแช่แข็งไปที่ร้านอาหารในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำนวน 3.6  ตัน มูลค่า 1.1 ล้านบาท พร้อมทั้งได้เปิดตัวตราสินค้ากลางของเครือข่ายสหกรณ์ประมงและโคเนื้อ ภายใต้แบรนด์ Fish Coop และ E-coop Beef  หวังเพิ่มขีดความสามารถและยกระดับการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ให้มีความพร้อมและสามารถส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศได้

‘อียู’จ่อมาไทย รมว.เกษตรฯคาดผลการทำประมงตอบรับดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365571

'อียู'จ่อมาไทย รมว.เกษตรฯคาดผลการทำประมงตอบรับดี

‘อียู’จ่อมาไทย รมว.เกษตรฯคาดผลการทำประมงตอบรับดี

วันศุกร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561, 18.41 น.

21 ก.ย. 61 นายกฤษฏา บุญราช  รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่ากระทรวงเกษตรฯ  มั่นใจต่อมาตรการการแก้ไขการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน ไร้การควบคุม(ไอยูยู)  ที่ไทยได้ดำเนินการมาตามมาตรฐานสากล  ซึ่งพร้อมรับอียูที่กำลังจะเข้ามาตรวจสอบปลายเดือนนี้  ซึ่งจากที่ติดตามการแก้ไข ภายใต้การขับเคลื่อนของพล.อ.ฉัตรชัย  สาริกัลยะ  รองนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการครอบถ้วนทุกด้าน  จึงไม่กังวลใจ และคาดหวังว่าจะมีผลตอบรับที่ดี

ทั้งนี้ในส่วนของในประเทศ ได้กำชับนายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมงว่า ให้ไปดูว่า เมื่อมีการแก้ไขกฎหมายประมงเพื่อให้การทำประมงเป็นไปตามหลักสากลแล้ว ชาวประมงในประเทศที่เดือดร้อนจะมีมาตรการช่วยเหลือ เยียวยาอย่างไร โดยเฉพาะการออกระเบียบต่างๆของกรมประมง ที่อาจทำให้ประชาชนเดือดร้อน ก็ให้ไปติดตามแก้ไข

“ ผมไม่ได้หมายความว่าให้แก้กฎหมาย เดี๋ยวฝรั่งแปลผิดจะมาว่าได้ ว่าอะไร ไทยกำลังแก้กฎหมายและระเบียบให้สอดคล้องกับสากล แต่รมว.เกษตรฯจะมาสั่งให้แก้กลับอีก  ดังนั้นได้ตั้ง นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล    อดีตอธิบดีกรมประมง   มาช่วยดูแลระเบียบที่ออกมาว่ามีตัวไหน กระทบต่อชาวประมงบ้าง แล้วสื่อสารที่ออกมาฝรั่งเข้าใจถูกหรือไม่     ซึ่งในเรื่องการทำประมง ท่านพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี ได้ให้เราเข้าไปช่วยดูแลในเรื่องการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคประมง  โดยให้มีการขยายเวลาในการนำแรงงานมายื่นเรื่องหนังสือคนประจำเรือ(seabook)  ภายใน 30ก.ย. 61 “ นายกฤษฏากล่าว

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า พร้อมสำหรับการตรวจสอบของอียูในช่วงปลายก.ย. นี้ แต่ในเรื่องการประเมินผลของอียู ไทยคงเข้าไปแทรกแซงไม่ได้   แต่ก็ทำกันดีที่สุด    ซึ่งในการดำเนินการจุดสำคัญคือการแจ้งการเข้าออกท่าเรือหรือPiPo  ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ถึงปลายทาง ของบริษัทผู้ผลิต ผู้แปรรูป   ก็พร้อมทั้งหมด

สำหรับมาตรการซื้อเรือคืนจากชาวประมงนั้น  กรมประมงได้เตรียมดำเนินการตามไว้แล้วตามขั้นตอนใช้เวลา 3 เดือน คือ การตั้งคณะกรรมการจัดซื้อเรือประมง  ที่จะต้องมีการประกาศให้เจ้าของเรือที่ประสงค์จะขายมาแสดงตนและจดแจ้งความจำนง จากนั้นจะมีกรรมการตรวจสอบข้อมูล การประเมินมูลค่าเรือ เมื่อได้ตัวเลขที่ชัดเจนก็จะเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อของบประมาณ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านั้น พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯได้เคยวางกรอบไว้ว่ามีเรือที่รัฐต้องช่วยเหลือประมาณ  600 กว่าลำ งบประมาณ 3 พันล้านเวลาในการซื้อจะประมาณ  5-6 ปีเฉลี่ยปีละประมาณ  500- 600  ล้านบาท