ล้างมาเฟีย‘นมโรงเรียน’! กฤษฏาสั่งรีเซทโควตาใหม่ ห้ามขายต่อเด็ดขาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365549

ล้างมาเฟีย‘นมโรงเรียน’! กฤษฏาสั่งรีเซทโควตาใหม่ ห้ามขายต่อเด็ดขาด

ล้างมาเฟีย‘นมโรงเรียน’! กฤษฏาสั่งรีเซทโควตาใหม่ ห้ามขายต่อเด็ดขาด

วันศุกร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561, 17.25 น.

ล้างมาเฟีย‘นมโรงเรียน’! กฤษฏาสั่งรีเซทโควตาใหม่ ห้ามขายต่อเด็ดขาด

21 ก.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงมาตรการจัดสรรโควตาพื้นที่จำหน่ายอาหาร(เสริม) นมโรงเรียนเทอม 2 /2561 ว่า ได้ให้กรอบนโยบายนายณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม หรือมิลค์บอร์ด โดยจะมีการประชุมกันหารือเบื้องต้นในวันที่ 24 ก.ย.61 เมื่อหลังจากการประชุมแล้วจะได้นำเสนอผ่านมิลค์บอร์ดต่อไป  โดยกรอบหลักง่ายๆคือให้นำจำนวนผู้ที่มายื่นขอจัดสรรโควตาพื้นที่จัดจำหน่าย ให้นำจำนวนผู้ที่ยื่นในแต่ละเทอมนำอาหาร จำนวนปริมาณน้ำนมดิบโควตา นมโรงเรียนมาพิจารณา

นายกฤษฏา กล่าวว่า จะยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ โดยผู้ที่มายื่นขอเข้าร่วมโครงการในเทอม 2 /2561 ขณะนี้มีจำนวน  67 ราย  ให้นำ 67 ราย มาหารเฉลี่ยปริมาณน้ำนมดิบ ในแต่วันๆละ 1,169 ตัน/วัน และรายเทอม รวมทั้งพื้นที่โซนนิ่ง ทั้งนี้มีผู้เข้ามาขอยื่นเพิ่ม ก็ให้นำจำนวนรายนั้นมาหารเพิ่มใหม่  เมื่อได้โควตา ห้ามไปซื้อขายแลกเปลี่ยนพื้นที่กันให้แต่ละรายต้องยืนยันว่าตัวเองมีศักยภาพ  ไม่ใช่รายใหญ่มาเอาโควตาไปมากๆเพื่อจะขาย  เรียกว่าใครได้โควตาก็ต้องตามนั้นจะนำโควตาไปขายไม่ได้ หรือบางรายไม่อยากได้พื้นไกล ก็เอาโควตาไปขายต่ออย่างนี้ห้าม จึงต้องให้กำหนดพื้นที่ให้ชัดเจน หรือโซนนิ่งไม่ให้ข้ามเขต การส่งนมต้องให้อยู่ในโซนนั้นๆ

ส่วนรายใหม่ที่จะสมัครเข้าร่วมโครงการนมโรงเรียน จะต้องมีการตรวจสอบว่ามีกิจการจริงหรือไม่ เช่น ต้องมีใบรับรองจากกรมปศุสัตว์  สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และใบจดทะเบียนกระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น

“ห้ามนำโควตานมไปขายต่อ อย่าให้เกิดปัญหาขายหลายทอดจนมือสุดท้ายโดนราคาแพง ซึ่งมักจะเกิดปัญหาในพื้นที่ที่อยู่ห่างไกล เมื่อใครได้โควตาไปแล้ว ต้องยืนยันว่าตัวเองมีศักยภาพ ซึ่งก่อนเฉลี่ยโควตาให้เรียกมาประชุมทุกราย ทั้งเก่าและใหม่ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงศึกษาธิการต้องนับจำนวนนักเรียนใหม่ทุกเทอมและทุกพื้นที่ด้วย สิ่งสำคัญทำโควตานมให้เป็นปัจจุบันทุกเทอม” นายกฤษฏา กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : จะปลอดเคมี 100% เชียวหรือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365335

281225166

เลาะรั้วเกษตร : จะปลอดเคมี 100% เชียวหรือ

วันศุกร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ไม่ค่อยสบายใจนักกับการให้สัมภาษณ์ หรือการประกาศกับสื่อ ของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วิวัฒน์ ศัลยกำธร ว่า จะเดิมพันด้วยชีวิตไม่ใช่แค่ตำแหน่ง ต้องหยุด 100% ทั้งยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง และปุ๋ยเคมีทุกชนิด จะทำเกษตรอินทรีย์ให้ได้มากกว่า 5 ล้านไร่ ภายในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ถ้าไม่สำเร็จจะไม่อยู่…..

ที่ไม่สบายใจ เพราะขนาดคนเป็นเสนาบดีที่ดูแลการเกษตรของประเทศ ยังมองภาพการเกษตรโดยรวมของประเทศ และของโลกไม่ออกก็ไม่รู้ว่าอนาคตการเกษตรของประเทศจะเป็นอย่างไร…

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือที่รู้จักกันดีในนามของอาจารย์ยักษ์ ซึ่งเป็นผู้ที่สนับสนุนการทำการเกษตรในระบบเกษตรอินทรีย์ ท่านเองก็ทำเป็นตัวอย่าง มีลูกศิษย์ลูกหามากมายที่นำไปทำตาม ท่านฝันหวานได้ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศเกษตรอินทรีย์ แต่ในความเป็นจริงท่านควรยอมรับว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

ในโลกนี้ไม่มีประเทศใดทำการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์เพียงอย่างเดียว แม้ว่าประเทศนั้นมีความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์อย่างมากก็ตาม แต่สิ่งที่ทุกประเทศต้องการเหมือนกันคือ สินค้าที่ปลอดภัย ไม่ว่าจะปลอดภัยด้วยการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ หรือปลอดภัยด้วยการผลิตที่ยังใช้สารเคมี

ถ้ายังจำกันได้สินค้าที่ผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์เคยสร้างปัญหาให้กับประเทศไทยมาแล้ว ปัญหากับประเทศคู่ค้า เป็นเรื่องราวใหญ่โตที่ต้องทำการเจรจากันในระดับหน่วยงานของรัฐบาลก็เพราะสินค้าดังกล่าวมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคอีโคไล และ ซาลโมเนลล่า ซึ่งอาจอยู่ในสิ่งปฏิกูลที่นำมาทำปุ๋ยอินทรีย์ และเป็นเชื้อที่ทำให้ผู้บริโภคท้องร่วงอย่างรุนแรง และบางรายเสียชีวิต

สินค้าเกษตรอินทรีย์บางชนิด มีศัตรูพืชติดไปทั้งโรค และแมลง เพราะไม่สามารถใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้ ถึงประเทศปลายทางก็ถูกตีกลับ หรือถูกทำลาย ไม่ยอมให้เข้าไปจำหน่ายในประเทศนั้นๆ

สินค้าที่ผลิตในระบบที่ใช้สารเคมี ก็สร้างปัญหาสารพิษตกค้างเกินค่าความปลอดภัยของประเทศคู่ค้า ถูกตีกลับ หรือถูกทำลายเช่นกันเพราะไม่ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคในประเทศของเขา

ปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมด ทั้งการปนเปื้อนของเชื้อโรค แมลงศัตรูพืช หรือสารพิษตกค้าง เราเองก็ไม่อยากให้เกิดกับผู้บริโภคในประเทศของเราเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ทั้งประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย จึงต้องการ “สินค้าที่ปลอดภัย” เป็นเหตุให้ต้องมีมาตรฐานระบบการผลิตต่างๆ ขึ้นมา ทั้งเกษตรอินทรีย์ GAP (การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี) Halal (อาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหารซึ่งอนุมัติตามบัญญัติศาสนาอิสลามให้มุสลิมบริโภคหรือใช้ประโยชน์ได้) และระบบรับประกันความปลอดภัยที่ใช้กับอาหารแปรรูปและผลิตภัณฑ์ทั้ง GMP และ HACCP

ซึ่งระบบเหล่านี้เป็นมาตรฐานสากล แต่อาจจะมีบางประเทศที่อาจจะเข้มงวดเกินมาตรฐานสากลก็เป็นเรื่องของประเทศนั้นๆ ที่ประเทศคู่ค้าจะต้องศึกษา ทำความเข้าใจ และต้องปฏิบัติตามให้ได้เพื่อจะได้ค้าขายกันได้ เกษตรอินทรีย์ ของอาจารย์ยักษ์ จึงเป็น 1 ในระบบการผลิตที่เป็นทางเลือกให้เกษตรกรเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด 100%

ส่วนอาจารย์ยักษ์ จะไปทำเกษตรอินทรีย์ให้ได้เกินเป้าหมาย 5 ล้านไร่ ก็เป็นงานท้าทายที่อาจารย์ยักษ์รับไปทำให้สำเร็จโดยมีชีวิตเป็นเดิมพัน แต่จะห้ามเกษตรกรในส่วนที่เกิน 5 ล้านไร่ ไม่ให้ใช้สารเคมีในการผลิตนั้น ต้องบอกว่า คือสิทธิและเสรีภาพ ที่เกษตรกรซึ่งเป็นประชาชนคนไทยมีสิทธิที่จะเลือกตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

ผลผลิตทางการเกษตรที่ทำรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างมหาศาล หล่อเลี้ยงชีวิตประชากรไทยมาอย่างยาวนาน ต้องพึ่งพาสารเคมีเป็นปัจจัยในการผลิตแทบทั้งสิ้น ดังนั้นจึงไม่เห็นว่าจะรังเกียจสารเคมีไปทำไม ถ้าใช้ตามระบบที่ทำให้ผลผลิตปลอดภัยต่อผู้บริโภค ต่อสิ่งแวดล้อมก็นับว่ามีจุดเป้าหมายเดียวกัน

บางคนไปรังเกียจว่าสารเคมีเป็นธุรกิจที่ทำให้ต่างชาติร่ำรวยก็ออกจะมีทัศนคติที่คับแคบไปหน่อย เพราะธุรกิจนี้ก็สร้างงานสร้างเงินให้คนไทยด้วยเช่นกัน มีสินค้าต่างชาติที่มาจำหน่ายในประเทศไทยอยู่มากมายที่อาจจะสร้างความร่ำรวยให้มากกว่าสารเคมีด้วยซ้ำทำไมไม่ตำหนิกันบ้าง แถมยังเป็นสินค้าที่ฟุ่มเฟือยด้วยซ้ำ

ที่ว่ามานี่ ไม่ได้อยู่ค่ายสารเคมีใดๆ แต่เป็นคนที่ไม่อยากให้มีการแบ่งค่าย แล้วทะเลาะกัน

แว่นขยาย

เตือนฝนตกชุกสลับอากาศร้อน ระวังโรคสแคปถล่ม‘สวนองุ่น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365336

x

เตือนฝนตกชุกสลับอากาศร้อน ระวังโรคสแคปถล่ม‘สวนองุ่น’

วันศุกร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศแจ้งเตือน ในช่วงที่มีฝนตกติดต่อกันสลับกับมีอากาศร้อน ขอให้เกษตรกรผู้ปลูกองุ่นให้สังเกตการระบาดของโรคสแคป หรือโรคใบจุด มักพบอาการของโรคได้ในระยะที่องุ่นแตกใบอ่อนและเริ่มติดผลอ่อน สำหรับโรคสแคปที่พบได้ในช่วงนี้ อาการของโรคบนใบและกิ่งก้านในระยะแรกจะคล้ายกับอาการของโรคแอนแทรคโนส แต่จะเห็นอาการของโรคแตกต่างกันได้อย่างชัดเจนที่ผล อาการบนใบ พบอาการบนใบอ่อนเป็นจุดแผลขนาดเล็กสีน้ำตาลอ่อนกระจายอยู่ทั่วใบ ใบหงิกงอ ต่อมาแผลขยายใหญ่ เนื้อใบที่เป็นแผลจะแห้งและเป็นรูพรุน อาการบนเถา กิ่ง ก้าน และมือเกาะ เริ่มแรกเป็นจุดแผลสีน้ำตาล กรณีโรคระบาดรุนแรง แผลขยายตัวขนาดใหญ่ติดต่อกัน แผลกลมสีน้ำตาล ค่อนข้างแห้ง ขอบแผลนูนแข็ง หากเกิดโรคบนกิ่งบริเวณส่วนยอด จะทำให้ยอดบิดเบี้ยว อาการที่ผล เกิดแผลจุดสีดำยุบตัวลง ขอบแผลนูนขึ้นเห็นได้ชัดเจน หากอาการรุนแรง แผลจะขยายใหญ่ ขอบแผลมีสีอ่อนกว่าตรงกลางแผล และแผลค่อนข้างแห้ง

หากพบการระบาดมากของโรคสแคปในช่วงแตกใบอ่อน ให้เกษตรกรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก อย่าให้มีใบแน่นทึบจนเกินไป อีกทั้งควรตัดและเก็บส่วนที่เป็นโรคออกจากแปลงไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดการสะสมของเชื้อสาเหตุโรค จากนั้น ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดฟีโนโคลนาโซล 25% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไพราโคลสโตรบิน 25% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ให้พ่นทุก 5-7 วัน

เดินหน้าปฏิรูปภาคเกษตร ดันศพก.-แปลงใหญ่-เกษตรกรรุ่นใหม่เครือข่ายขับเคลื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365337

x

เดินหน้าปฏิรูปภาคเกษตร ดันศพก.-แปลงใหญ่-เกษตรกรรุ่นใหม่เครือข่ายขับเคลื่อน

วันศุกร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรสหกรณ์ เปิดเผยว่า รัฐบาลมีนโยบายการปฏิรูปภาคการเกษตร โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ขับเคลื่อนเรื่องนี้มาโดยตลอด และได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) จำนวน 882 ศูนย์ ทั่วประเทศ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน เพื่อให้เกษตรกรที่มาเรียนรู้เกิดความรู้ ความเข้าใจ สามารถนำความรู้ที่ได้รับจาก ศพก. ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับไร่นาของตนเอง รวมทั้งส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มกัน ผลิต จำหน่ายและบริหารจัดการร่วมกัน ทั้งในรูปของกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ เป็นการลดต้นทุน พัฒนาคุณภาพผลผลิต และเชื่อมโยงการตลาด

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมากรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการสร้างเครือข่าย ศพก. เครือข่ายแปลงใหญ่ และเครือข่าย Young Smart Farmer ทั้งในระดับจังหวัด เขต และประเทศ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคการเกษตรโดยภาคประชาชน ซึ่งปัจจุบันสามารถดำเนินการแปลงใหญ่ได้จำนวน 4,007 แปลง พื้นที่ 5,173,105.5 ไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วมจำนวน 320,453 คน และมีการเชื่อมโยงสินค้าแปลงใหญ่ที่ได้คุณภาพมาตรฐานกับตลาดที่แน่นอน เกิดการจับคู่ธุรกิจหลายกลุ่มสินค้า โดยเฉพาะในพืชเศรษฐกิจหลักสำคัญ ได้แก่ ข้าว, พืชไร่, พืชผัก-สมุนไพร, ไม้ผล และประมง-ปศุสัตว์ ตามนโยบายตลาดนำการผลิต

นอกจากนี้ยังได้พัฒนาและสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ซึ่งความสามารถของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หันมาทำการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนจากทำมากได้น้อย เป็นทำน้อยได้มาก สอดคล้องกับโมเดล Thailand 4.0 เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming) และการเกษตรแม่นยำสูง (Precision Farming) และการพัฒนาเข้าสู่เปิดตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ ซึ่งการรวมพลังครั้งนี้จะนำไปสู่การสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งในอนาคตต่อไป

ประมงขยายเวลาต่ออายุต่างด้าว เตือนเจ้าของเรือพาแรงงานยื่นเรื่องก่อน30ก.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365338

x

ประมงขยายเวลาต่ออายุต่างด้าว เตือนเจ้าของเรือพาแรงงานยื่นเรื่องก่อน30ก.ย.

วันศุกร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ตามมาตรา 83 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2560 ได้กำหนดให้เจ้าของเรือประมงพาณิชย์ที่มีแรงงานต่างด้าวทำงานในเรือประมงต้องมีหนังสือคนประจำเรือสำหรับคนต่างด้าว (Seabook) เล่มเขียว หรือเล่มเฉพาะกิจเล่มเหลือง แต่เนื่องจาก Seabook เล่มเหลืองจะหมดอายุในวันที่ 30 กันยายน กรมประมงจึงได้เปิดให้ผู้ประกอบการมายื่นเรื่องขอ Seabook เพื่อขยายระยะเวลาการทำงานให้กับแรงงานต่างด้าว โดยกรมประมงได้ขยายระยะเวลาในการยื่นจนถึงก่อนวันที่ Seabook จะหมดอายุ ซึ่งต่างจากเดิมที่จะต้องทำเรื่องยื่นขอก่อนล่วงหน้า 30 วัน

นอกจากการอำนวยความสะดวกดังกล่าวแล้ว กรมประมง ได้ร่วมกับ กรมการจัดหางาน จัดตั้งศูนย์ One Stop Service เพื่อให้บริการต่ออายุหนังสือคนประจำเรือ Seabook ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตัวแรงงานต่างด้าวเอง โดยจะให้บริการใน 4 ขั้นตอนหลัก ดังนี้ 1.ตรวจสุขภาพ
และประกันสุขภาพ 2.ตรวจลงตรา VISA ให้อยู่ในราชอาณาจักร ถึงวันที่ 30 กันยายน 2562 และต่อได้อีก 1 ปี 3.ออกหนังสืออนุญาตทำงานมีอายุ 1 ปี ถึงวันที่ 30 กันยายน 2562 และสามารถต่ออายุได้อีก 1 ปี 4.กรมประมงจะออกหนังสือคนประจำเรือหรือ Seabook เล่มเขียว เพื่อทดแทนเล่มเหลืองที่กำลังจะหมดอายุในวันที่ 30 ก.ย. 2561 นี้

ทั้งนี้ ศูนย์ One Stop Service จะเปิดให้บริการตั้งแต่บัดนี้โดยผู้ประกอบการจะต้องใช้เอกสารประกอบการเพื่อยื่นขอหนังสือคนประจำเรือ ดังนี้ 1.หนังสือคนประจำเรือที่หมดอายุ 2.สำเนาใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว 3.สำเนาใบอนุญาตทำการประมงของเจ้าของเรือ สำหรับเรือประมงที่มีขนาดตั้งแต่สิบตันกรอสขึ้นไป 4.สำเนาใบทะเบียนเรือและสำเนาใบอนุญาตให้ใช้เรือ สำหรับเรือประมงที่มีขนาดน้อยกว่าสิบตันกรอส 5.สำเนาหนังสือสัญญาจ้างให้ทำงานในเรือประมง

อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า ขอให้ผู้ประกอบการประมงพาณิชย์นำแรงงานต่างด้าวมายื่นเรื่องต่ออายุหนังสือคนประจำเรือให้แล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนด หากไม่ดำเนินการดังกล่าวแรงงานต่างด้าว จะไม่สามารถทำงานในกิจการประมงทะเลได้ต่อไป และยังส่งผลให้แรงงานต่างด้าวไม่มีสิทธิอยู่ในประเทศไทยและทำงานอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งจะมีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท สำหรับนายจ้างที่รับคนต่างด้าวเข้าทำงานจะมีโทษปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน และกระทำความผิดซ้ำมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 200,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน หรือทั้งจำทั้งปรับ และห้ามมิให้จ้างคนต่างด้าวทำงานเป็นเวลา 3 ปี

เตือนCPTPPทำภาคเกษตรล่มสลาย สภาเกษตรกรจี้รัฐทบทวนเจรจา ห่วงชาวบ้านหมดอาชีพนับล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365339

เตือนCPTPPทำภาคเกษตรล่มสลาย   สภาเกษตรกรจี้รัฐทบทวนเจรจา    ห่วงชาวบ้านหมดอาชีพนับล้าน

เตือนCPTPPทำภาคเกษตรล่มสลาย สภาเกษตรกรจี้รัฐทบทวนเจรจา ห่วงชาวบ้านหมดอาชีพนับล้าน

วันศุกร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เตือนCPTPPทำภาคเกษตรล่มสลาย

สภาเกษตรกรจี้รัฐทบทวนเจรจา 

ห่วงชาวบ้านหมดอาชีพนับล้าน 

เผยบทเรียนเวียดนามอาการสาหัส

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาสหรัฐเคยผลักความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership :TPP) กับประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้ ในอดีตเคยมีหลายฝ่ายออกมาแสดงความเป็นห่วงกันมากเพราะทราบดีว่า ไทยเสียเปรียบในหลายเรื่อง อาทิ เรื่องการเกษตร ต่อมาประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกเลิกจึงไม่ต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ประเทศที่เป็นสมาชิกที่เหลือพยายามผลักดันฟื้นฟูเรื่อง TPP ขึ้นมาใหม่โดยเปลี่ยนชื่อเป็น CPTPP (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership) ซึ่งได้วางกรอบความร่วมมือใกล้เคียงเดิม บทบัญญัติบางประการที่มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบยังคงมีไม่ใช่การตัดออกจากความตกลง เพียงแต่ยังไม่นำมาบังคับใช้ขณะนี้ จึงไม่มีหลักประกันที่แน่นอนว่าจะไม่นำกลับมาบังคับใช้ใหม่ และสิ่งที่เป็นข้อกังวลใจอย่างมากของสภาเกษตรกรแห่งชาติ

“ที่วนกลับมาอีกครั้ง คือ เรื่องการให้นักลงทุนเข้าถึงพันธุกรรมพืชและชิ้นส่วน ซึ่งจะเป็นการผูกขาดด้านพันธุ์พืช รวบตั้งแต่ส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์จนถึงผลผลิตและผลิตภัณฑ์แปรรูป ผลคือวิถีชีวิตของเกษตรกรจะเปลี่ยนแปลง ซื้อหาพันธุ์พืชในระดับราคาที่แพงและไม่สามารถเก็บพันธุ์ไว้ปลูกต่อ เป็นความเดือดร้อนที่มีระยะเวลายาวนานด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่จะมีระยะเวลา 20-25 ปี”

นายประพัฒน์กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งเรื่องที่น่ากังวลใจ คือ การนำเข้าชิ้นส่วนสุกร ซึ่งมีบทเรียนจากเวียดนามหลังจากเข้าร่วมกรอบทีพีพีแล้วอเมริกาก็ผลักดันการนำเข้าชิ้นส่วนสุกร ปรากฏว่า Sector ภาคการเลี้ยงสุกรของเวียดนามแทบจะล่มสลายหมดเลย ขณะที่ประเทศไทยมีเกษตรกรที่เลี้ยงสุกรกว่า 180,000 ครัวเรือน และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ถึงผู้ผลิตพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์ อาทิ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่วประเทศมากกว่า 3.5 ล้านครัวเรือน เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากกว่า 250,000 ครัวเรือน ตลอดจนผู้ประกอบการแปรรูปข้าวเปลือก ซึ่งจะมีผลิตภัณฑ์รำข้าว/ปลายข้าว เป็นต้น โดยหากกรอบความร่วมมือนี้มีผลสัมฤทธิ์และต้องนำเข้าชิ้นส่วนสุกรจริง ต้องเกิดผลกระทบกับประเทศไทยด้านเศรษฐกิจมหาศาลแน่นอน คนเลี้ยงสุกรต้องเลิกอาชีพเพราะต้องพึ่งพาสุกรจากต่างชาติทันที ความมั่นคงด้านอาหารในระยะยาวจะเสียหายไปเลย ผลกระทบเศรษฐกิจจะรุนแรงและยาวนาน ประเทศไทยยังไม่พร้อมและรับไม่ไหวแน่ ผู้ได้ประโยชน์เป็นนายทุน, เศรษฐีระดับบน จึงอยากเตือนสติด้วยความเคารพถึงรัฐบาลและรัฐมนตรีที่พยายามผลักดันเรื่องนี้อยากให้ใช้ความรอบคอบในการจะเข้าไปผูกพันทางการค้าด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง

“จริงๆ แล้วประเทศไทยมีกรอบสัญญาการค้าระดับทวิภาคี พหุภาคีเยอะอยู่แล้ว หลายประเทศที่อยู่ในความร่วมมือเรื่อง CPTPP มีกรอบความร่วมมือทวิภาคีกับไทยหลายประเทศ ไทยไม่มีปัญหาเรื่องการค้า อย่าตกเป็นเหยื่อเขาเลย หน้าที่ของสภาเกษตรกรแห่งชาติต้องประคับประคองไม่ให้พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรมีผลกระทบ มองเห็นชะตากรรมหากเข้าร่วม CPTPP โดยไม่ได้ระมัดระวัง เกษตรกรจะหมดอาชีพเป็นล้านคน” นายประพัฒน์กล่าว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้มอบหมายกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องคาดว่าจะสรุปข้อมูล ข้อคิดเห็น เสนอรัฐบาลตัดสินใจการจะเข้าเป็นสมาชิกความตกลง CPTPP ก่อนสิ้นปี 2561 จึงอยากขอให้เกษตรกร ตัวแทนเกษตรกร เข้าร่วมเวทีแสดงความคิดเห็นอย่าได้เพิกเฉย ซึ่งครั้งต่อไปจะเวทีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 25-26 กันยายน ที่โรงแรมพูลแมน จ.ขอนแก่น

ม็อบเกษตรกรยอมสลายชุมนุม ‘กฤษฏา’กล่อมสมาคมแบงก์สำเร็จ แฮร์คัตยอดหนี้ลงครึ่งหนึ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365360

ม็อบเกษตรกรยอมสลายชุมนุม 'กฤษฏา'กล่อมสมาคมแบงก์สำเร็จ แฮร์คัตยอดหนี้ลงครึ่งหนึ่ง

ม็อบเกษตรกรยอมสลายชุมนุม ‘กฤษฏา’กล่อมสมาคมแบงก์สำเร็จ แฮร์คัตยอดหนี้ลงครึ่งหนึ่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561, 18.14 น.

กฤษฏา กล่อมสมาคมธนาคาร สำเร็จ แฮร์คัตยอดหนี้ ร้อยละ50 ช่วยปลดหหนี้สินเกษตรกรกว่า 692ราย 430 ล้านบาท ม็อบเกษตรกร พอใจยอมสลายการชุมนุม จัดรถส่งกลับภูมิลำเนา”

20 ก.ย. 61 ที่บริเวณหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เครือข่ายหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร(กฟก.) พร้อมด้วยเครือข่ายหนี้สินชาวนาภาคกลาง กว่า 200 คน ได้ยุติการชุมนุมโดยกระทรวงฯจัดรถไปส่งภูมิลำเนา โดยนางนิสา คุ้มกอง แกนนำฯระบุว่ามีความพอใจที่นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรฯมีความจริงใจแก้หนี้ให้เกษตรกร ภายหลังที่นายกฤษฏา  ในฐานะประธานกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ ได้ทำบันทึกข้อตกลงการดำเนินการตามข้อเรียกร้องของกลุ่มเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ โดยรมว.เกษตรฯเซ็นลายชื่อยืนยันไว้เป็นลายอักษร กับแกนนำเกษตรกร และฝ่ายความมั่นคง รับที่จะดำเนินการ ดังนี้ 1.รมว.เกษตรฯจะประสานงานกับเจ้าหนี้ สถาบันการเงินกับลูกหนี้ ซึ่งเป็นเกษตรกรในการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรกรณีหนี้เร่งด่วนก่อน ภายในวันที่ 25 ก.ย.นี้ โดยการปรับโครงสร้างหนี้ ลูกหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.) 2.รมว.เกษตรฯจะดำเนินการแก้ไขปรับปรุง ระเบียบ หลักเกณฑ์เกี่ยวกับกองทุนฯในส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาหนี้สินกองทุนฟื้นฟูฯให้มีความชัดเจน โดยจะเชิญผู้แทนเกษตรกรมาร่วมประชุมหารือให้ได้แนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน ก่อนวันที่ 8 พ.ย.นี้ ทั้งนี้รมว.เกษตรฯจะเร่งรัดให้กองทุนฟื้นฟูฯดำเนินการตามข้อตกลงข้างต้นอย่างเคร่งครัด

นายกฤษฏา กล่าวว่า ได้เสนอเรื่องการปรับโครงสร้างแก้ไขหนี้สินเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯในส่วนของหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.) ที่ตัดหนี้ให้ 50%   ในยอดหนี้คิดดอกเบี้ยที่เหลือ MLR -3  หรือเฉลี่ย 4% ชำระภายใน 15 ปี โดยมีเกษตรกรลูกหนี้ในกลุ่มธกส. กว่า 3.6 หมื่นราย มูลหนี้ประมาณประมาณ 1.02  หมื่นล้าน โดยเป็นยอดหนี้กู้เงิน 6พันล้าน ดอกเบี้ย  4 พันกว่าล้านบาท  ทั้งนี้เสนอให้รัฐตั้งวงเงินชดเชยเผื่อหนี้สงสัยจะสูญวงเงิน  3,600 ล้านบาท โดยเรื่องเสนอเลขาธิการครม.ไปแล้ว

รมว.เกษตรฯกล่าวต่อว่า  สำหรับแนวทางการช่วยเหลือหนี้ในส่วนของธนาคารพาณิชย์นั้น หลังจากหารือหลายรอบเพื่อขอความช่วยเหลือ สมาคมธนาคารไทย ได้มีมติที่จะช่วยและวางแนวทางมา ทั้งนี้การช่วยเหลือเป็นไปตามกรอบกติกาที่ต้องรักษาวินัยการเงินการคลัง ทุกฝ่ายไม่ต้องการให้เกิดลัทธิเอาอย่าง แต่เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่แท้จริงและเดือดร้อนจริง เพราะธนาคารก็ต้องรับผิดชอบต่อลูกหนี้ เจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นของแต่ละธนาคารด้วย ซึ่งการช่วยเหลือของธนาคารพาณิชย์สามารถดำเนินการได้ทันที ไม่ต้องเสนอครม.เพราะเป็นช่วยเหลือของแต่ละธนาคารเอง

“นายกรัฐมนตรี มอบให้กระทรวงเกษตรฯเป็นตัวกลางเร่งรัดในการเจรจากับสถาบันการเงินเจ้าหนี้ เพื่อช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้สินเกษตรกรลูกหนี้ที่เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯที่เป็นปัญหามาเกือบ20ปี เพื่อให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินต่อไป ทั้งนี้ธนาคารมีความกังวลว่าจะเกิดการเลียนแบบมีม็อบกลุ่มอื่นๆมากดดันเหมือนปี 52 จึงให้ธนาคารใช้ดุลพินิจพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้ไม่เกินรายละ 2.5 ล้านบาท พร้อมมีแผนพัฒนาอาชีพให้สามารถชำระหนี้ได้ โดยดูความสามารถเกษตรกร พฤติกรรมประกอบการผ่อนชำระใหม่ด้วย โดยเกษตรกรทีได้รับการช่วยเหลือมีคุณสมบัติ เป็นสมาชิกและขึ้นทะเบียนหนี้กับกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นหนี้เอ็นพีแอล(หนี้เสีย)จากทำเกษตรกรรม ภายใน 31 ธ.ค.2560 มีหนี้เงินต้นไม่เกิน2.5ล้านบาท มีความสามารถชำระหนี้เงินต้นกับธนาคารเจ้าหนี้ ที่เหลือ ร้อยละ50 และชะลอการดำเนินคดีทางกำหมายกับลูกหนี้จนถึงวันที่ 30 มิ.ย.2562  ผมตั้งข้อสังเกตไว้ไม่งั้นใครๆจะแห่เดินขบวนมา ซึ่งเกษตรกรที่เข้าเงื่อนไขต้องเป็นหนี้ไม่เกิน 2.5 ล้านบาท หนี้จากทำเกษตร เป็นหนี้ก่อนเดือน ธ.ค.60 แต่รายใดจะได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ต้องดูเงื่อนไขแต่ละฝ่าย หากเกษตรกรโดนกลั่นแกล้งเข้าโครงการไม่ได้ จึงตั้งมีคณะกรรมการอุทธรณ์ของกองทุนฟื้นฟูฯ พิจารณาร่วมกับธนาคารเจ้าหนี้ กับเกษตรกรลูกหนี้”นายกฤษฏา กล่าว

นายกอบศักดิ์  ดวงดี  เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ของ สมาคมธนาคารไทย ได้มีมติร่วมกันที่ช่วยช่วยเหลือลูกหนี้ที่เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ  ที่เป็นเอ็นพีแอล ภายใน 31 ธ.ค. 2560  เงินต้นไม่เกิน 2.5 ล้านบาทและมีวัตถุประสงค์เพื่อการเกษตร ซึ่งปัจจุบันเหลือ 600 กว่าราย อยากให้ กฟก.จัดการพิจารณาให้เร็วขึ้นต้องการให้การแก้หนี้จบตามคำขอของรมว.เกษตรฯไม่ไช่เพราะถูกม็อบปิดล้อมธนาคารครั้งนี้ทำล็อตใหญ่ในการแฮร์คัตยอดหนี้ลงร้อยละ50

นายณรงค์ อ่อนสะอาดที่ปรึกษารมว.เกษตรฯในฐานะดูแลเรื่องแก้ไขหนี้สินเกษตรกรก้อนนี้กล่าวว่า สมาชิกกฟก.ที่เป็นหนี้ธนาคารพาณิชย์ประมาณ 936 ราย 1,124 สัญญา มูลหนี้  2,209 ล้านบาท เป็นหนี้ที่ไม่เกิน  2.5  ล้านบาทที่เข้าเกณฑ์ช่วยเหลือ  692  ราย   812 สัญญา มูลหนี้ 430 ล้านบาท  เป็นหนี้ที่เกิน  2.5 ล้านบาทจำนวน  244  ราย  312 สัญญา มูลหนี้  1,779  ล้านบาท
สำหรับหนี้ธนาคารที่เข้าเกณฑ์ช่วยเหลือของระเบียบกองทุนฟื้นฟูฯมีจำนวน  119 ราย 138 สัญญา มูลหนี้  44 ล้านบาท ทางกฟก. ได้ตรวจสอบแล้ว จะเข้าดำเนินการเข้าซื้อหนี้ ได้

นายครรชิต  สุขเสถียร  ผู้อำนวยกองทุนช่วยเหลือเกษตรกร(กชก.) กล่าวว่า กลุ่มที่ไม่เข้าเกณฑ์ไม่ใช่เกษตรกร แต่ทำธุรกิจส่วนตัว แต่เป็นผู้ยากจน  573 ราย 674 สัญญา  มูลหนี้  385   ล้านบาท  พบว่าเป็นกลุ่มที่จะต้องมาพิจารณาว่า หนี้เกิดจากการทำการเกษตรหรือการยั่งชีพแท้จริงหรือไม่ เพื่อจะนำไปคณะกรรมการอุทธรณ์ของกฟก.ที่มีระเบียบช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน ที่กำหนดว่าต้องมีรายได้สุทธิไม่เกิน  87,000 บาทต่อปี  จะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ  4-5  เดือนตลอดกระบวนการ ซึ่งและได้สิทธิผ่อนชำระ 20 ปี ดอกเบี้ยปีที่ 1 คิดอัตรา  5% ปีที่ 2-3 คิด  3% ปีที่ 4 เป็นไปคิด  4%

สุวพันธุ์ขอเวลาอีก 60 วัน แก้ปมสารกำจัดศัตรูพืชอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365291

สุวพันธุ์ขอเวลาอีก 60 วัน แก้ปมสารกำจัดศัตรูพืชอันตราย

สุวพันธุ์ขอเวลาอีก 60 วัน แก้ปมสารกำจัดศัตรูพืชอันตราย

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561, 15.57 น.

สุวพันธุ์ขอเวลาอีก 60 วัน แก้ปมสารกำจัดศัตรูพืชอันตราย

20 ก.ย.61 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง เปิดเผยว่า วันเดียวกันนี้ได้มีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการฯ โดยประชุมได้ให้รวบรวบข้อมูลที่เกี่ยวข้อง 3 ประเด็น ได้แก่ เรื่องทั่วไปของสารเคมี การใช้สารเคมี และผลกระทบจากการใช้สารเคมี โดยให้มีการวิเคราะห์ข้อมูลก่อนสรุป ซึ่งมีหลายภาคส่วนต้องการส่งข้อมูลมาประกอบการพิจารณา

ทั้งนี้ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้ส่งข้อมูลมาแล้ว โดยเป็นข้อมูล 2 ส่วน คือปัญหาโรคเนื้อเน่าที่ จ.หนองบัวลำภู และการใช้สารชนิดอื่นทดแทน  และยังมีข้อมูลจากคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข รวมถึงส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยคณะกรรมการฯ ต้องการข้อมูลภายในเดือนกันยายนนี้

“นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ให้อนุกรรมการที่แต่งตั้งไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งมีสัดส่วนทั้งภาครัฐ นักวิชาการ และภาคการเกษตร เดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แม้บางคนเห็นว่าควรยกเลิก พร้อมให้ขยายเวลาการทำงานของคณะกรรมการอีก 60 วัน และจากนี้จะมีการประชุมอีกครั้งเพื่อการทำงานที่ราบรื่น” นายสุวพันธุ์ กล่าว

นักวิชาการชี้เลิก’พาราควอต’ทันที ก่อมลพิษสิ่งแวดล้อม-เกษตรกรแบกรับต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365203

นักวิชาการชี้เลิก'พาราควอต'ทันที ก่อมลพิษสิ่งแวดล้อม-เกษตรกรแบกรับต้นทุน

นักวิชาการชี้เลิก’พาราควอต’ทันที ก่อมลพิษสิ่งแวดล้อม-เกษตรกรแบกรับต้นทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561, 11.01 น.

นักวิชาการชี้เลิกพาราควอตทันที ก่อมลพิษสิ่งแวดล้อม เกษตรกรแบกรับต้นทุน แนะวิจัยทางเลือกเพิ่มไม่ต้องพึ่งสารเคมี

20 ก.ย รศ.ดร.จำรูญ เล้าสินวัฒนา อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการต่อต้านพาราควอต ว่าไม่เห็นด้วยหากจะยกเลิกการใช้แบบทันที โดยที่ยังไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน เพราะหากยกเลิกการใช้สารพาราควอต แบบทันทีทันใด อาจจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี เนื่องจากต้องพิจารณาด้วยว่าเกษตรกรจะใช้อะไรทดแทนสารกำจัดวัชพืชดังกล่าว ส่วนตัวมองว่าอาจส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรในพื้นที่ขนาดใหญ่เพราะคงไม่มีใครไปใช้มือถอนวัชพืชเองและยังไม่มีแนวทางที่ดีกว่าให้เลือก เพราะหากยังไม่มีแนวทางที่ดีให้กับเกษตรกร

“ถ้ายกเลิกพาราควอตทันที มีโอกาสสูงที่เกษตรกรจะไปใช้สารชนิดอื่นที่เป็นสารเคมีป้องกัน กำจัดวัชพืช เพื่อนำมาทดแทนพาราควอตที่มีฤทธิ์ในการฆ่าใกล้เคียงกัน ยกตัวอย่าง สารเลือกทำลายชนิดอื่นๆ เช่น ฟูเอซีฟอส ซึ่งเราก็ไม่มีข้อมูลว่ามันอันตรายมากน้อยกว่ากันอย่างไร ดีไม่ดีอาจมีการในปริมาณที่สูงกว่าพาราควอต และอาจสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในด้านอื่นเพิ่มเติมแทน”

รศ.ดร.จำรูญ กล่าวต่อว่า หากยกเลิกพาราควอตทันทีคือจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกร เพราะถ้าหากเกษตรกรไม่ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช จะทำให้ผลผลิตลดน้อยลง และถ้าใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชตัวอื่นแทน เกษตรกรอาจต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่มากขึ้นเพราะมีราคาสูงกว่ายาตัวเดิมมาก อีกทั้งสารเคมีชนิดอื่นก็อาจก่อปัญหาในแง่อื่นตามมาด้วย

“ผมขอเสนอว่ากระบวนการการยกเลิกนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะมีนโยบายสนับสนุน หรือเตรียมการรองรับในการสนับสนุนนักวิจัยที่วิจัยเกี่ยวกับทางเลือกในการไม่ใช้สารเคมี ให้นำเทคโนโลยีหรือนำความรู้ตรงนั้นมาใช้ เพื่อให้เกษตรได้ปรับตัว และเพื่อให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีอื่นๆมาทดแทนได้ ซึ่งอาจใช้เวลาสักระยะ เพราะหากยกเลิกทันทีก็เหมือนไม่มีทางเลือกให้แก่เกษตรกรเลยจะเกิดปัญหาหลายด้าน ดังนั้นควรประเมินผลกระทบในด้านอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นให้มีความชัดเจนรอบก่อน”

ยกสินค้าเกษตรปลอดภัยขึ้นห้าง กรมส่งเสริมฯจับมือ‘โฮมโปร’ เปิดตัวตลาด‘Farm@Home’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365102

x

ยกสินค้าเกษตรปลอดภัยขึ้นห้าง กรมส่งเสริมฯจับมือ‘โฮมโปร’ เปิดตัวตลาด‘Farm@Home’

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ยกสินค้าเกษตรปลอดภัยขึ้นห้าง

กรมส่งเสริมฯจับมือ‘โฮมโปร’

เปิดตัวตลาด‘Farm@Home’

เพิ่มช่องทางค้าขายเกษตรกร

กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดตัวตลาด “Farm @Home” ยกสินค้าเกษตรปลอดภัยขึ้นห้าง สร้างตลาดใหม่ให้เกษตรกร ณ โฮมโปร สาขาชัยพฤกษ์ จังหวัดนนทบุรี

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การจัดงานตลาดเกษตรปลอดภัย “Farm @Home” เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ตามนโยบายประชารัฐ คือความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร และบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้พบปะผู้บริโภค ได้เรียนรู้ และเข้าใจหลักการตลาดปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และผู้บริโภคจะได้บริโภคสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ในราคาที่เหมาะสม โดยสินค้าที่มาจำหน่ายนั้น เป็นสินค้าการเกษตรที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย ผลิตภัณฑ์แปรรูป สินค้าหัตถกรรม สินค้าที่เกิดจากการผลิตของเกษตรกรในระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน สินค้าจาก Smart Farmer /Young Smart Farmer กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มส่งเสริมการเกษตรต่างๆ ที่ได้รับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ และสินค้าด้านการเกษตรที่มีปัญหาด้านการตลาดเนื่องจากสินค้าล้นตลาดหรือมีราคาตกต่ำในช่วงกระจุกตัวของฤดูการผลิต ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาวางจำหน่าย โดยบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้สนับสนุนและจัดเตรียมพื้นที่ในการวางจำหน่ายสินค้า

“นอกจากการจัดงาน “Farm @Home” ระหว่าง วันที่ 14 – 16 กันยายน 2561 ที่จังหวัดนนทบุรี แล้ว ยังมีการจัดงานในช่วงเวลานี้อีก 3 จังหวัดพร้อมกัน คือโฮมโปร สาขาพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก โฮมโปรวิลเลจ (ฉลอง) จังหวัดภูเก็ต โฮมโปรสาขาเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ส่วนในวันที่ 21 – 23 กันยายน 2561 จะเปิดตลาดในโฮมโปร สาขาเชียงราย จังหวัดเชียงราย โฮมโปรตรัง จังหวัดตรัง โฮมโปร สาขาขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โฮมโปร สาขาระยอง จังหวัดระยอง และวันที่ 28 – 30 กันยายน 2561 เปิดตลาดที่โฮมโปรสกลนคร จังหวัดสกลนคร ประชาชนทั่วไปสามารถเดินเที่ยวชม และเลือกซื้อสินค้าเกษตรปลอดภัยได้ตามวันเวลา สถานที่ดังกล่าว และในอนาคตกรมส่งเสริมการเกษตรจะทยอยเปิดให้ครบทุกจังหวัดต่อไป”นายสำราญ กล่าวเพิ่มเติม

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การจัดงานในครั้งนี้สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรมีโอกาสพบปะผู้บริโภคได้เรียนรู้ และเข้าใจหลักการตลาดและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นการคัดเลือกสินค้าที่มีคุณภาพในแต่ละประเภท ประกอบด้วย สินค้าสด เช่น พืชผักผลไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ สินค้าแปรรูป สินค้าหัตถกรรม อาหารเครื่องดื่ม เป็นต้น โดยในงานดังกล่าวได้แบ่งกลุ่มสินค้าออกเป็น 4 โซน ได้แก่โซนผลผลิตสด จำนวน 10 บูธ โซนอาหารแปรรูป จำนวน 19 บูธ โซนอาหารพร้อมบริโภค จำนวน 11 บูธ และโซนหัตถกรรมและของใช้อื่นๆ จำนวน 10 บูธ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการสาธิตการแปรรูปผลผลิตเกษตรให้กับผู้เข้าชมงาน มีบริการตรวจหาสารพิษตกค้างในร่างกาย ซึ่งก็ได้รับความสนใจและการตอบรับที่ดีจากผู้เข้าชมงานในระดับที่น่าพอใจ