กรมอุทยานแห่งชาติฯคว้ารางวัล n บริหารราชการแบบมีส่วนร่วม-ส่งเสริมคุณภาพชีวิตชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365101

x

กรมอุทยานแห่งชาติฯคว้ารางวัล n บริหารราชการแบบมีส่วนร่วม-ส่งเสริมคุณภาพชีวิตชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ร่วมกิจกรรมการส่งเสริมและพัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ (สสอ.) โดยปีนี้ส่งพื้นที่ป่าต้นน้ำขุนลาวในเขตอุทยานแห่งชาติขุนแจ จ.เชียงราย สังกัดสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 เข้าชิงรางวัล ซึ่งหน่วยจัดการต้นน้ำขุนลาวได้ใช้กิจกรรม สสอ. เป็นกลยุทธ์ในการสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนในพื้นที่ป่าต้นน้ำ โดยร่วมกับอุทยานแห่งชาติขุนแจ โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต มูลนิธิโครงการหลวง และมูลนิธิสายใยแผ่นดิน ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของ 8 ชุมชน โดยส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ภายใต้ร่มไม้ใหญ่ ซึ่งมีผลผลิตที่สำคัญ คือ เมี่ยง ชา และกาแฟ จนทำให้ได้รับรางวัลในระดับดีเด่น (ดีเด่น ดีเยี่ยม ดี) 2 รางวัล คือ ประเภทรางวัลสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม และประเภทรางวัลผู้นำหุ้นส่วนความร่วมมือ

นายอภิรุณ คำปิ่นคำ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 กล่าวว่า หากย้อนไปในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ในหมู่บ้านของตน ชาวบ้านยึดอาชีพการทำไร่เสาวรส เป็นหลัก ซึ่งการทำไร่เสาวรสจะต้องมีการเปิดพื้นที่ป่า จนทำให้เกิดการขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ของอุทยานและชาวบ้านอย่างรุนแรง ต่อมา ในชุมชนได้เกิดภัยธรรมชาติจึงทำให้ตนและชาวบ้านได้ กลับมาคิดและทบทวนถึงความรู้ที่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ เคยได้ชี้แจงและให้ความรู้กับชาวบ้านถึงผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการบุกรุกทำลายป่า และทราบถึงความสำคัญของป่าต้นน้ำ เนื่องจากหมู่บ้านของตนอยู่ในพื้นที่ป่าต้นน้ำ การปลูกเสาวรสซึ่งนอกจากจะต้องเปิดพื้นที่ป่าเพิ่มแล้วยังมีการใช้ยาฆ่าแมลง จนส่งผลให้น้ำมีสารเคมีปนเปื้อน ปัจจุบันชุมชนของตนหันมาปลูกกาแฟ ซึ่งเป็นกาแฟอินทรีย์รักษาป่า ไม่มีการใช้สารเคมี จนทำให้ได้รับมาตรฐาน USDA Organic การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนอกจากชุมชนมีรายได้มากขึ้นแล้ว คนในชุมชนก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และพื้นที่ป่าก็ไม่ถูกทำลาย ทั้งนี้อยากเชิญชวนทุกชุมชนหันมาช่วยกันอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อคนในชุมชนและลูกหลานของเราสืบต่อไป

รายงานพิเศษ : กลุ่มผักอินทรีย์นิคมเศรษฐกิจพอเพียง‘วังน้ำเขียว’ ใช้แปลงพยากรณ์จัดการศัตรูพืชได้อยู่หมัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365103

รายงานพิเศษ : กลุ่มผักอินทรีย์นิคมเศรษฐกิจพอเพียง‘วังน้ำเขียว’  ใช้แปลงพยากรณ์จัดการศัตรูพืชได้อยู่หมัด

รายงานพิเศษ : กลุ่มผักอินทรีย์นิคมเศรษฐกิจพอเพียง‘วังน้ำเขียว’ ใช้แปลงพยากรณ์จัดการศัตรูพืชได้อยู่หมัด

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แปลงติดตามสถานการณ์ศัตรูพืช หรือแปลงพยากรณ์ศัตรูพืช เป็นหนึ่งในที่กรมส่งเสริมการเกษตร นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสำรวจติดตามและเฝ้าระวังศัตรูพืช เพื่อสามารถคาดการณ์แนวโน้มที่จะเกิดการระบาดของศัตรูพืช และเตือนภัยแก่เกษตรกรได้ทันท่วงที เช่น วิสาหกิจชุมชนผักอินทรีย์แปลงใหญ่นิคมเศรษฐกิจพอเพียง บ้านคลองบงพัฒนา อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ที่มีการใช้แปลงพยากรณ์ศัตรูพืช ในการป้องกันศัตรูพืชและแจ้งเตือนภัยสถานการณ์ศัตรูพืชให้สมาชิกได้ทราบ จึงได้บริหารจัดการได้ทันท่วงที

ว่าที่ร้อยโท ธีรภัทร ศรีคงอยู่ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรอำเภอวังน้ำเขียว กล่าวว่า สำนักงาน
เกษตรอำเภอวังน้ำเขียว ได้เข้ามาส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผักอินทรีย์แปลงใหญ่นิคมเศรษฐกิจพอเพียง บ้านคลองบงพัฒนา ตั้งแต่ต้นน้ำ ให้ความรู้การทำเกษตรปลอดภัย ถ่ายทอดความรู้วิธีการผลิตและใช้ชีวภัณฑ์ให้ถูกต้องและเหมาะสม รวมทั้งให้จัดทำแปลงพยากรณ์ศัตรูพืช เพื่อวางแผนการบริหารจัดการศัตรูพืช เมื่อพบเจอแมลงศัตรูพืชหรือโรคแมลง ก็จะได้แจ้งเตือนให้สมาชิกทราบ สามารถใช้ชีวภัณฑ์ได้ตรงกับชนิดของแมลงและโรค ทำให้จัดการศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การใช้ประโยชน์จากแปลงพยากรณ์ในการจัดการศัตรูพืชได้ผลถึง 80% อีก 20% ขึ้นกับสภาพอากาศที่เราควบคุมไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เกษตรกรที่นี่เชื่อมั่นว่าแปลงพยากรณ์ทำแล้วได้ผล จึงขยายการทำเกษตรอินทรีย์ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา จากเริ่มต้นสมาชิก 10 คน ก็ขยายมาเรื่อยจนตอนนี้มีสมาชิก 34 คน ในการเพาะปลูกผักระบบอินทรีย์ นำมาซึ่งความปลอดภัยของผู้บริโภคและรายได้ของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้น เดิมที่ขายผักมาตรฐานเกษตรปลอดภัย GAP เฉลี่ยอยู่ที่ 35-40 บาทต่อกก. แต่พอขยับมาเป็นมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ทางโรงคัดบรรจุเห็นความสำคัญก็เพิ่มราคารับซื้อตามมาตรฐานที่สูงขึ้นเป็น 70 บาทต่อกก. ผลผลิตมีคุณภาพ มีตลาดรองรับที่แน่นอน ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของสมาชิกกลุ่มดีขึ้นตามลำดับ

“ผมในฐานะคนรุ่นใหม่อนาคตของกรมส่งเสริมการเกษตร Future DOAE มีแผนส่งเสริมให้พื้นที่อำเภอวังน้ำเขียวเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ผักอินทรีย์ส่งให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตผักอินทรีย์ในเครือข่าย 8 จังหวัด ที่ผลิตผักอินทรีย์ ที่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง เพื่อสร้างฐานการผลิตผักอินทรีย์ที่มีคุณภาพ ช่วยลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้ที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกร มีความปลอดภัยกับผู้บริโภค ตลอดจนช่วยรักษาระบบนิเวศน์ที่ดีให้คงอยู่” ว่าที่ร้อยโท ธีรภัทร กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน นางจิรัชญา วงศ์ทิม ประธานวิสาหกิจชุมชนผักอินทรีย์แปลงใหญ่นิคมเศรษฐกิจพอเพียง บ้านคลองบงพัฒนา อ.วังน้ำเขียว เล่าว่า สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผักอินทรีย์ แห่งนี้ได้ประโยชน์จากแปลงพยากรณ์ศัตรูพืชอย่างมาก โดยกลุ่มจะใช้แอพพลิเคชั่น LINE ไว้แจ้งเตือนให้สมาชิกทราบสถานการณ์ศัตรูพืชระบาดทันที เพราะที่นี่ผลิตผักอินทรีย์จะเน้นการป้องกันมากกว่ากำจัด

หากพบศัตรูพืชจะใช้ชีวภัณฑ์ในการป้องกัน เช่น เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า บิวเวอร์เรีย เมตตาไรเซี่ยม เชื้อ BT และเชื้อ BS ซึ่งได้รับการถ่ายทอดความรู้จากเกษตรตำบล เกษตรอำเภอ ซึ่งชีวภัณฑ์บางตัวอย่างไตรโคเดอร์ม่ากับบิวเวอร์เรีย ทางกลุ่มสามารถผลิตเองได้ ก็จะช่วยลดต้นทุนลงไปได้อีก

“เราทำผักอินทรีย์ ต้องใช้ชีวภัณฑ์ในการป้องกันศัตรูพืชและโรคพืช 100% ซึ่งทางกลุ่มได้การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์จากกรมวิชาการเกษตร ทำให้ผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาด จนผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ ซึ่งขณะนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมการเกษตรให้ทำโรงเรือนจำนวน 50 โรงเรือน จึงเชื่อมั่นว่าจะสามารถขยายการผลิตผักอินทรีย์รองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญจะพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ผักสลัดใช้เอง เนื่องจากตอนนี้ต้องซื้อในกก.ละ 20,000 บาท ถ้าเราผลิตเองจะลดต้นทุนส่วนนี้ได้อีกมาก หากสำเร็จก็จะขยายไปสู่เมล็ดพันธุ์ผักชนิดอื่นที่มีราคาสูง ทั้งนี้ เพราะกลุ่มเราอยู่ในพื้นที่นิคมเศรษฐกิจพอเพียงมีพื้นที่จำกัด เราต้องเน้นไปที่ผลิตผักที่ให้ราคาสูง เกษตรกรจะได้มีรายได้สูงขึ้นตามไปด้วย”

หากเกษตรกรท่านใดต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลด ละ เลิกการใช้สารเคมี หันมาใช้ชีวภัณฑ์ซึ่งสามารถผลิตใช้ได้เอง ติดต่อขอข้อมูลได้ที่สำนักงานเกษตรใกล้บ้าน

แตกใบอ่อน : ส่องภาคเกษตรเวียดนาม แล้วย้อนมองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365100

807934531

แตกใบอ่อน : ส่องภาคเกษตรเวียดนาม แล้วย้อนมองไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ขาดแคลนแรงงานในบางสาขาอาชีพโดยเฉพาะภาคเกษตรไทย เรื่องนี้จึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าแรงงานต่างด้าวซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญจะอยู่กับเราไปได้อีกกี่ปี ถ้าเทียบกับประเทศเวียดนามแล้วสิ่งหนึ่งที่ได้เปรียบไทยมากคือ มีประชากรที่เต็มไปด้วยหนุ่มสาวซึ่งเป็นวัยแรงงานที่แข็งแรง นอกจากนี้ความเจริญในด้านอื่นๆ ของเวียดนามที่มีทั้งรถไฟฟ้าลอยฟ้า (Sky Train) และรถไฟฟ้าใต้ดิน (Sub Way) ที่กำลังก่อสร้างกันอย่างขยันขันแข็ง รวมถึงสนามบินที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนก็กำลังสร้างใกล้จะสำเร็จแล้ว และก็อีกไม่นาน “การเจริญเติบโตของประเทศไทยเรา อาจจะถูกทิ้งแบบไม่เห็นฝุ่นจากเวียดนาม”

เมื่อเร็วๆ นี้ มีโอกาสได้รับเชิญให้ไปศึกษาดูงานจากบริษัทแห่งหนึ่งในประเทศเวียดนาม ซึ่งมียอดขายประมาณพันกว่าล้านบาท และติดอันดับต้นๆ ของประเทศ พร้อมกับเดินทางไปชมสวนส้มต่างจังหวัด ห่างจากเมืองฮานอยประมาณ 100 กิโลเมตร ซึ่งมีการบริหารจัดการได้ค่อนข้างดี ทำในรูปแบบที่ปลอดภัยไร้สารพิษ และเป็นที่นิยมไปอย่างแพร่หลาย เหมือนในประเทศไทยเช่นเดียวกัน เพียงแต่เขาจะปลูกค่อนข้างชิดกันไปหน่อย แต่ฟอร์มของต้น การตั้งลำแข้งของลำต้นและทรงพุ่มทำได้ค่อนข้างดี ไม่มีกิ่งฉีกแขนงจากพื้นดินขึ้นมา การดูแลบำรุงดินก็ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องของการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และควบคุมรสชาติอย่างเข้าอกเข้าใจ จากระยะเวลาเพียง 2 วัน ที่ทีมงานของบริษัทฯ ได้สรุปภาพรวมเศรษฐกิจภาคเกษตรให้ฟัง ทำให้ได้ซึมซับแนวคิดของคนเวียดนามพอสมควร ว่าทำไมเวียดนามจึงส่งออกข้าวแข่งกับไทยได้อย่างสูสี และบางปีก็แซงเป็นแชมป์ส่งออกข้าวเหนือไทยเราได้อย่างง่ายดาย น่าห่วงเหมือนกันว่าทั้งส้ม ลำไย ทุเรียน ถ้าเวียดนามสามารถพัฒนาได้ดีกว่าไทย เราอาจจะเสียโอกาสในการส่งออกไปยังประเทศจีนก็เป็นได้ เนื่องจากเวียดนามกับจีนนั้นมีพรมแดนประชิดติดกัน ทำให้สะดวกและได้เปรียบในเรื่องการขนส่งกว่าหลายเท่า

พูดถึงแนวทางการพัฒนาประเทศภาคการเกษตรของเวียดนาม ก็มีส่วนคล้ายและใกล้เคียงกับประเทศเรามาก มีการกำหนดทิศทาง หรือโรดแมปอย่างชัดเจนว่าภายในระยะเวลาอันสั้น เวียดนามจะต้องเลิกใช้สารพิษในภาคการเกษตรให้ได้ ในบ้านเราเองก็กำลังต่อสู้เช่นกัน จากข่าวที่หัวเรือใหญ่เรื่องปลอดสารพิษอย่าง “อาจารย์ยักษ์” วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศท้ารบสารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเสต ด้วยจุดยืนที่หนักแน่น!! “ไม่มีคำว่าลด ต้องเลิกใช้เท่านั้น และต้องเลิกทันที” แต่สุดท้ายก็ ตามสูตรทดเวลา…ที่ต้องยื้อออกไป ทั้งๆ ที่รู้ว่าอันตรายร้ายแรงสักแค่ไหน ทำให้ต้องรอลุ้นว่าระหว่างไทยกับเวียดนาม ใครจะประกาศชัยชนะเรื่องนี้ก่อน

ทั้งหมดทั้งปวงนี้ ก็แค่อยากให้ประชาชนคนไทยโดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรควรให้ความสำคัญกับอาชีพและพัฒนาให้เกิดมูลค่าเพิ่ม สร้างความแตกต่างให้กับสินค้าภาคการเกษตรของเรา โดยการตั้งใจทำเกษตรกรรมในรูปแบบที่ปลอดภัยไร้สารพิษ ให้มีความชำนาญยิ่งๆ ขึ้น มิฉะนั้นเราอาจตามพี่น้องเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา พม่า ลาว และโดยเฉพาะเวียดนาม ได้ไม่ทันการณ์

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

(ไทยกรีน อะโกร)

‘กฤษฎา’เร่งผลักดัน’ปลากัด’เข้าครม.เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365167

'กฤษฎา'เร่งผลักดัน'ปลากัด'เข้าครม.เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ

‘กฤษฎา’เร่งผลักดัน’ปลากัด’เข้าครม.เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ

วันพุธ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561, 21.13 น.

19 ก.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เซ็นหนังสือเสนอเรื่องปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ส่งให้เลขาธิการสำนักงานคณะรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งอยู่ที่เลขาธิการ ครม.จะบรรจุเข้าวาระพิจารณาเมื่อไหร่ ซึ่งเรื่องนี้ต้องชี้แจงว่าไม่ได้ติดขัดขั้นตอนหรือเกิดความล่าช้าเพราะทีมหน้าห้องของ รมว.เกษตรฯ แต่เป็นความเข้าใจผิดของเจ้าหน้าที่กรมประมง ในเรื่องการส่งหนังสือต่อ ครม.ที่จะต้องแจ้งรายงานผลการหารือของหนังสือเวียนของแต่ละหน่วยงานที่มีความเห็นเข้ามาด้วย ซึ่งเรื่องนี้เจ้าหน้าที่อ้างว่า เสนอเรื่องเดือน ส.ค.61 แต่เรื่องเพิ่งเวียนกลับมาที่ห้องตน เมื่อ 6 ก.ย.61 จึงไม่ได้ค้างแบบที่นำไปโจมตีทีมหน้าห้องของตนโดยไม่ทราบข้อเท็จจริง

สำหรับเรื่องการเสนอปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ไม่มีใครค้าน เพราะทุกคนก็เห็นด้วย จึงให้กรมประมงนำเรื่องกลับไปหารือกับคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ และกรมทรัพย์สินทางปัญหา ว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ ซึ่งกรมได้อ้างอิงในเรื่องเศรษฐกิจในเรื่องผลดีของการกระตุ้นส่งออก แต่ในเชิงเอกลักษณ์ ที่จะเสนอต้องทำด้วย ร่วมถึงการแสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นและสีสันพิเศษของปลากัดไทยที่นักวิชาการ หรือผู้ประกอบการสามารถเพาะและกำหนดลักษณะเฉพาะได้เป็นต้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้เข้าใจว่ากรมมีข้อมูล

“ที่ออกมาโวยมาด่าผมกัน เพราะเข้าใจผิดเรื่องขั้นตอนเอกสาร ทางเจ้าหน้าที่ต้นทางก็เข้าใจแล้ว และต้องการขอโทษ แต่ผมคงไม่พูดอีกแล้ว พี่ขอเจ็บคนเดียว” นายกฤษฎา กล่าว

‘ม็อบหนี้สินเกษตรกร’ ร้อง ‘กฤษฏา’ ชะลอบังคับคดียึดทรัพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365161

'ม็อบหนี้สินเกษตรกร' ร้อง 'กฤษฏา' ชะลอบังคับคดียึดทรัพย์

‘ม็อบหนี้สินเกษตรกร’ ร้อง ‘กฤษฏา’ ชะลอบังคับคดียึดทรัพย์

วันพุธ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561, 20.36 น.

“ม็อบหนี้สินเกษตรกร กว่า 200 คน ปักหลักหน้ากระทรวงฯร้อง กฤษฏา ขอชะลอบังคับคดียึดทรัพย์ เร่งประสานผู้ว่าฯแจ้งสำนักงานบังคับคดี หยุดขายทรัพย์ทอดตลาด พร้อมเปิดโต๊ะเจรจาธนาคารเจ้าหนี้ ”

19 ก.ย. 61 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เครือข่ายสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรภาคกลาง ประมาณ 200 คนได้มาชุมนุมที่หน้ากระทรวงฯจนถึงวันที่ 23 ก.ย.เพื่อขอให้ นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรฯแก้ไขปัญหาหนี้สินโดยเรียกร้องให้สถาบันเจ้าหนี้หยุดการบังคับคดียึดทรัพย์ขายทอดตลาด รวมทั้งขอมาตรการแก้ปัญหาที่ชัดเจนว่า จะช่วยเหลืออย่างไรต่อไป หากสิ้นสุดระยะเวลา 180 วัน หลังจากคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรชุดเฉพาะกิจ ขอขยายเวลาไว้จากคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะถึงกำหนดวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้

นายกฤษฎา กล่าวว่าเกษตรกรลูกหนี้หลายพันรายที่ไม่มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดของกฟก. ได้ขอให้ปรับข้อกำหนดเรื่องคุณสมบัติของสมาชิกกฟก. ให้ผู้ที่มีหนี้เกิน 2,500,000 บาท และเป็นหนี้ที่ไม่ได้เกิดจากการทำเกษตรกรรม และเป็นหนี้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันอยู่ในข่ายที่กฟก. สามารถเข้ามาบริหารจัดการหนี้ได้ไม่ว่า จะเป็นการซื้อหนี้จากสถาบันเจ้าหนี้หรือการประสานงานปรับปรุงโครงสร้างหนี้ซึ่งคณะกรรมการเฉพาะกิจฯไม่มีอำนาจแก้ไขข้อกำหนดเรื่องคุณสมบัติของสมาชิกกฟก. ได้ แต่ได้รับเรื่องแล้วเพื่อหารือข้อกฎหมายกับคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อน

ด้านนายณรงค์ อ่อนสอาด ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯได้เชิญธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินต่างๆ ที่เป็นเจ้าหนี้ รวม 18แห่งมาตั้งโต๊ะเจรจากับเกษตรกรเป็นรายๆ รวมทั้งหมด 286 ราย โดยในเบื้องต้น รมว.เกษตรฯสั่งให้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) ขอความอนุเคราะห์ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดให้สำนักงานบังคับคดีจังหวัดชะลอการบังคับยึดทรัพย์และขายทอดตลาดไว้ก่อน

โดยสมาชิกฟก. ได้ทะยอยเข้าเจรจากับสถาบันเจ้าหนี้ ซึ่งรายที่มีคุณสมบัติตามที่กฟก. กำหนดไว้คือ มีหนี้ไม่เกิด 2,500,000 บาท เป็นหนี้ที่เกิดจากการกู้ไปทำเกษตรกรรม และใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันนั้น สถาบันเจ้าหนี้ได้รับเรื่องไว้พิจารณาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แต่อีกส่วนหนึ่งซึ่งมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของกฟก. คือ หนี้เกิน 2,500,000 บาท เป็นหนี้ที่ไม่ได้เกิดจากการกู้ไปทำเกษตรกรรม และเป็นหนี้ที่ใช้บุคคลค้ำประกันนั้น ยังไม่สามารถตกลงกับสถาบันเจ้าหนี้ได้ โดยการเจรจายังไม่แล้วเสร็จ ต้องดำเนินการต่อในวันพรุ่งนี้

กรมชลฯปล่อยน้ำเข้าแก้มลิงรับมือ’มังคุด’ จับตาปลายเดือนพายุ3ลูกถล่มไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365129

กรมชลฯปล่อยน้ำเข้าแก้มลิงรับมือ'มังคุด' จับตาปลายเดือนพายุ3ลูกถล่มไทย

กรมชลฯปล่อยน้ำเข้าแก้มลิงรับมือ’มังคุด’ จับตาปลายเดือนพายุ3ลูกถล่มไทย

วันพุธ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561, 18.19 น.

19 ก.ย.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้รับคำยืนยันจากผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และพิษณุโลก ว่าชาวนาในพื้นที่ทุ่งบางระกำ และ 12 ทุ่งลุ่มเจ้าพระยา ได้เก็บเกี่ยวข้าวแล้วเสร็จทั้งหมด โดยขณะนี้กรมชลประทาน สามารถนำน้ำเข้าทุ่งได้ ให้เป็นจุดพักน้ำ ซึ่งจะปล่อยปลาทุ่งบางระกำ และทุ่งเจ้าพระยา วันที่ 28 – 29 ก.ย.นี้ ทั้งนี้ จะเป็นพันธุ์ปลาที่อยู่ในทุ่งได้ และปล่อยพันธุ์กุ้งแม่น้ำ เพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมจากทำประมง พร้อมกันนี้ ตนได้สั่งให้กรมประมง และองค์การสะพานปลา เป็นผู้รับผิดชอบด้านประมงดูแลจนถึงการจับปลาไปขาย รวมทั้งหาผู้มารับซื้อและช่องทางจำหน่ายให้ได้ราคาดี

ด้าน นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า วันนี้ได้เริ่มทะยอยปล่อยน้ำเข้าทุ่งบางระกำ ประมาณ 2 – 3 ร้อยล้าน ลบ.ม.จากความจุของทุ่ง 550 ล้าน ลบ.ม.เพื่อตัดยอดน้ำของลุ่มน้ำยมเข้าไปในทุ่งไว้ก่อน เนื่องจากน้ำยมยังต้องรับน้ำจากอิทธิพลของพายุมังคุด ที่ฝนตกหนักบริเวณ จ.พะเยา , จ.น่าน และ จ.แพร่ โดยน้ำปริมาณก้อนใหม่นี้จะลงมาสู่ลุ่มน้ำยม ในวันพรุ่งนี้ (20 ก.ย.) โดยได้ตัดน้ำเข้าทางแม่น้ำยมสายเก่า ผ่านประตูระบายน้ำต่างๆ ที่จะนำน้ำเข้าไปพักไว้ในทุ่งบางระกำส่วนหนึ่งก่อน

ส่วนพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างจะเริ่มทะยอยปล่อยน้ำเข้าทุ่ง วันพรุ่งนี้ (20 ก.ย.) ทั้ง 9 ทุ่ง เช่น ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก ทุ่งเชียงราก ทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งบางกุ้ง ทุ่งบาล-บ้านแพน ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด โดยช่วงแรกจะปล่อยในปริมาตร 30 – 50 % ของความจุแต่ละทุ่ง โดยเฉลี่ยความลึก 30 – 50 เซนติเมตร ส่วนทุ่งโพธิ์พระยาจะนำเข้าสิ้นเดือน ก.ย.

ส่วนอีก 2 ทุ่ง คือ โครงการฯ พระยาบรรลือ และโครงการฯ รังสิตใต้ เป็นพื้นที่ระบายน้ำผ่านทุ่งลงสู่อ่าวไทย ซึ่งการนำน้ำเข้าทุ่งเจ้าพระยาจะผ่านแม่น้ำน้อยและคลองชัยนาท-ป่าสัก โดยการผันน้ำเข้าจะดำเนินการตามสถานการณ์น้ำในระบบ ไม่ใช่การตัดยอดน้ำหลาก เพราะขณะนี้น้ำเหนือมีปริมาณไม่มาก แต่ส่วนใหญ่เป็นน้ำจากฝนที่ตกในพื้นที่และต้องตัดน้ำเข้าไปนอนทุ่งตามช่วงเวลาที่เหมาะสม อีกทั้งต้องเป็นไปตามความต้องการของเกษตรกร ที่ต้องการคุมวัชพืช ตัดวงจรโรคและแมลง รวมทั้งจะนำปลาไปปล่อยเพื่อให้ชาวบ้านทำประมงเป็นอาชีพเสริม ซึ่งจะไม่เป็นการปล่อยน้ำไหลลงทะเลโดยเปล่าประโยชน์

รวมทั้งขณะนี้ยังไม่สิ้นฤดูฝน ยังมีฝนตกกระจายตามอิทธิพลของมรสุมในอ่าวไทย ซึ่งปลายเดือนนี้กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า มีโอกาสที่จะมีมรสุมและร่องฝนพาดผ่านภาคกลาง ทั้งนี้ ในวันที่ 24 ก.ย.จะประชุมคณะอนุกรรมการติดตามสถานการณ์น้ำ เพื่อคาดการณ์สถานการณ์ฝนในสัปดาห์หน้าและโอกาสการเกิดพายุ ซึ่งจากค่าเฉลี่ยจะมีพายุเกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกปีละ 26 ลูก ซึ่งปีนี้เกิดไปแล้ว 23 ลูก จึงยังคงเหลืออีก 3 ลูกที่ต้องติดตามว่า จะเกิดหรือไม่ หรือหากเกิดแล้วเคลื่อนตัวไปทิศทางใด และส่งอิทธิพลให้เกิดฝนในประเทศไทยมากน้อยแค่ไหน แต่หากสิ้นเดือนกันยายนแล้ว พายุจะเข้าทางภาคใต้ เนื่องจากเป็นฤดูฝนของภาคใต้

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า หากมีพายุในช่วงระหว่างนี้จนถึงสิ้นเดือน ก.ย.มั่นใจว่ากรมชลประทานสามารถบริหารจัดการน้ำได้ เนื่องจากยังมีพื้นที่ว่างในทุ่งรองรับได้หมด เนื่องจากไม่มีน้ำเหนือมาสมทบ เพราะฝนตอนบนทางปีนี้ไม่มาก อีกทั้งหากฝนตกทางภาคเหนือเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ยังรองรับได้อีกมาก ขณะนี้ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านสถานีวัดน้ำ C2 ที่ จ.นครสวรรค์ อยู่ที่ประมาณ 900 ลบ.ม.ต่อวินาที ระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 650 ลบ.ม.ต่อวินาที จึงไม่มีภาวะน้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ดังนั้น หากไม่มีพายุเข้าภาคกลาง หลังสิ้นเดือน ก.ย.แล้ว จะไม่มีโอกาสเกิดน้ำท่วมภาคกลางดังปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีฝนตกท้ายเขื่อนก็สามารถบริหารจัดการได้แน่นอน

รายงานพิเศษ : ใช้วิธีผสมผสานจัดการ‘ศัตรูมะพร้าว’ กรมส่งเสริมการเกษตรย้ำช่วยแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/364818

รายงานพิเศษ : ใช้วิธีผสมผสานจัดการ‘ศัตรูมะพร้าว’  กรมส่งเสริมการเกษตรย้ำช่วยแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ใช้วิธีผสมผสานจัดการ‘ศัตรูมะพร้าว’ กรมส่งเสริมการเกษตรย้ำช่วยแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวต้องประสบปัญหาศัตรูพืชที่สำคัญหลายชนิด ทั้งหนอนหัวดำมะพร้าว แมลงดำหนาม ด้วงแรด ล้วนสร้างผลกระทบต่อผลผลิตมะพร้าว รายได้ของเกษตรกรและกระทบกับเศรษฐกิจในภาพรวม

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การจัดการศัตรูมะพร้าวเพื่อให้ได้ผลดี และไม่ให้กลับมาระบาดใหม่ควรใช้วิธีแบบผสมผสานตั้งแต่ 2 วิธีขึ้นไปมาใช้ร่วมกัน เพื่อลดปริมาณศัตรูมะพร้าวให้อยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายได้แก่ วิธีเขตกรรม คือการทำความสะอาดบริเวณสวน วิธีกล ตัดทางใบเผา เก็บหนอนและแมลงศัตรูพืชมาทำลาย และชีววิธี คือใช้ชีวภัณฑ์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ใช้ในการควบคุมศัตรูพืช ได้แก่ ตัวห้ำ ตัวเบียน และเชื้อจุลินทรีย์ ร่วมกับการใช้สารเคมีเป็นต้น การป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวให้ได้ผลและยั่งยืน ต้องดำเนินการอย่างจริงจังและทำอย่างต่อเนื่อง

ในกรณีของหนอนหัวดำ ซึ่งเป็นศัตรูมะพร้าวที่ทำลายใบมะพร้าวเฉพาะระยะตัวหนอน ปัจจุบันพบว่าหนอนหัวดำมะพร้าวทำลายพืชหลายชนิด เช่น มะพร้าว ตาล ปาล์มน้ำมัน เป็นต้น โดยการป้องกันกำจัดมีวิธีการ ดังนี้ กรณีเริ่มพบการระบาด หรือมีการระบาดระดับน้อยให้ตัดทางใบล่างที่ถูกหนอนหัวดำทำลายมาเผาทันที พ่นเชื้อบีที อัตรา 80-100 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมด้วยสารจับใบ 5 ซีซี จำนวน 3 ครั้งห่างกัน 7-10 วัน (ไม่ควรฉีดพ่นในขณะที่มีแสงแดดจัด) ปล่อยแตนเบียนบราคอน อัตราไร่ละ 200 ตัว จำนวน 12 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 15 วัน แต่ถ้าเกิดการระบาดรุนแรงให้ใช้สารเคมี แต่ต้องใช้สารเคมีตามคำแนะนำ คือ มะพร้าวที่มีความสูงมากกว่า 12 เมตร ใช้สารอิมาเม็กตินเบนโซเอท 1.92% อีซี ฉีดเข้าลำต้น ในอัตรา 30 ซีซีต่อต้น สามารถควบคุมหนอนได้นานอย่างน้อย 3 เดือน (วิธีนี้ห้ามใช้กับมะพร้าวที่สูงน้อยกว่า 12 เมตรมะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวกะทิ และมะพร้าวที่ทำน้ำตาล) ส่วนมะพร้าวที่มีความสูงน้อยกว่า 12 เมตร ให้พ่นทางใบด้วยสารฟลูเบนไดอะไมด์ 20% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 5 กรัม/น้ำ 20 ลิตรหรือคลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% เอ็สซี อัตรา 20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร โดยฉีดพ่นทางใบมะพร้าว จำนวน 1-2 ครั้ง ห่างกัน 15 วัน

ส่วนแมลงดำหนาม เป็นศัตรูมะพร้าวทั้งระยะหนอนและตัวเต็มวัย ทำลายใบมะพร้าวโดยกัดกินใบอ่อนที่ยังไม่คลี่ ทำให้ใบที่ถูกทำลายมีลักษณะเป็นสีน้ำตาลอ่อน เรียกว่า โรคหัวหงอก ในมะพร้าวต้นเล็กถ้าระบาดรุนแรงทำให้ตายได้ ส่วนต้นใหญ่จะทำให้ผลผลิตลดลง มีวิธีป้องกันกำจัด ได้แก่ ปล่อยแตนเบียนอะซีโคเดส อัตราไร่ละ 5 มัมมี่ เพื่อป้องกันกำจัดหนอนแมลงดำหนาม ในระยะวัย 1-3 ใช้เชื้อราเขียวเมตาไรเซียม อัตราการใช้ 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสารจับใบ ฉีดพ่นบนยอดมมะพร้าว กำจัดหนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัยของแมลงดำหนามมะพร้าว ในกรณีมะพร้าวในแปลงเพาะและมะพร้าวต้นเล็ก ถ้าพบแมลงดำหนามระบาดควรพ่นสารเคมี เช่น คาร์บาริล อัตรา 30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร โดยฉีดพ่นบริเวณยอดและใบอ่อนทุกครั้งก่อนการเคลื่อนย้ายต้นพันธุ์มะพร้าวจากแหล่งที่มีการระบาด

สำหรับด้วงแรด ซึ่งเป็นศัตรูที่ทำลายมะพร้าวเฉพาะตัวเต็มวัย เข้าไปเจาะกัดกินภายในยอดอ่อน ทำให้ใบขาดแหว่งลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมหรือหักพับ ส่งผลให้พืชชะงักการเจริญเติบโต วิธีการป้องกันกำจัด เริ่มจากการรักษาความสะอาดบริเวณสวน และกำจัดแหล่งขยายพันธุ์ เช่น เผามะพร้าวที่ยืนต้นตายหรือโค่นทิ้งไว้ รวมทั้งตอมะพร้าว ให้หมดไปจากสวน เกลี่ยกองซากพืช กองมูลสัตว์ให้มีความสูงไม่เกิน 15 เซนติเมตร ใช้เหล็กแหลมแทงตามรอยเจาะเพื่อทำลายตัวเต็มวัยที่ซ่อนอยู่ภายในรอยเจาะที่ยอดอ่อน ใช้กับดักฟีโรโมน ล่อตัวเต็มวัยแล้วจับทำลาย ควบคู่กับใช้เชื้อราเขียวเมตตาไรเซียม โดยทำกองปุ๋ยหมักใส่ขี้เลื่อยหรือขุยมะพร้าวผสมเศษหญ้าแห้งและปุ๋ยคอกให้เต็มกองล่อ เติมมูลวัว รดน้ำเพิ่มความชื้น หาวัสดุคลุมกองล่อ เช่นทางมะพร้าว หรือเศษใบไม้ เพื่อรักษาความชื้น เพื่อล่อให้ตัวเต็มวัยด้วงแรดมาวางไข่ เมื่อเจริญเป็นตัวหนอน ใช้เชื้อราเขียวเมตาไรเซียมในอัตรา 400 กรัมต่อกองล่อ คลุกผสมลงในกองล่อให้ทั่ว เชื้อราเขียวในกองล่อจะมีประสิทธิภาพในการกำจัดหนอนด้วงแรดมะพร้าวได้นานประมาณ 6-12 เดือน

เกษตรกรที่ประสบปัญหาศัตรูมะพร้าว สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือหน่วยงานในสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อหาวิธีป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของท่าน ลดความสูญเสียและสร้างความมั่นคงในอาชีพของท่าน

‘ไทย-ลาว’ปกป้องป่าข้ามพรมแดน ระดมสมองแลกเปลี่ยนร่วมมือ จัดการพื้นที่คุ้มครอง-อนุรักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/364815

x

‘ไทย-ลาว’ปกป้องป่าข้ามพรมแดน ระดมสมองแลกเปลี่ยนร่วมมือ จัดการพื้นที่คุ้มครอง-อนุรักษ์

วันพุธ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

‘ไทย-ลาว’ปกป้องป่าข้ามพรมแดน

ระดมสมองแลกเปลี่ยนร่วมมือ

จัดการพื้นที่คุ้มครอง-อนุรักษ์

เชื่อมต่อแนว‘ชายแดน’2ชาติ

กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้จัดการประชุม “การจัดการพื้นที่คุ้มครองและพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพข้ามพรมแดน ระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว” โดยมี นายทรงธรรม สุขสว่างผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม ร่วมด้วยเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) รศ.George A.Gale มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี M.R.Tim Redford มูลนิธิฟรีแลนด์ ดร.ยงยุทธไตรสุรัตน์ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับการจัดการพื้นที่คุ้มครอง ที่โรงแรม
รามาการ์เด้นส์ กทม.

โดย นายทรงธรรม ในฐานะผู้แทน นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาตลอด และทั้ง 2 ประเทศก็มีทรัพยากรธรรมชาติพื้นที่ป่าไม้และสัตว์ยังมีความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่คุ้มครองที่เชื่อมต่อกัน ซึ่งประเทศไทยและสปป.ลาวมีพื้นที่คุ้มครองที่เชื่อมต่อ ได้แก่ บริเวณอุทยานแห่งชาติดอยภูคา จ.น่าน อุทยานแห่งชาติแม่จริม จ.น่าน อุทยานแห่งชาติขุนน่าน จ.น่าน อุทยานแห่งชาติศรีน่าน จ.น่าน เชื่อมต่อกับเขตอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพน้ำปุย (Nam Poui National Biodiversty Conservation Area) และบริเวณอุทยานแห่งชาติผาแต้ม (กลุ่มป่าพนมดงรัก – ผาแต้ม) จ.อุบลราชธานี เชื่อมต่อกับเขตอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติภูเชียงทอง (PhouXieng Thong National Biodiversity Conservation Area)ดังนั้น พื้นที่ดังกล่าว จึงเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการอนุรักษ์ป่าและสัตว์ป่าระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อทำให้การการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ประเทศไทยมีพื้นที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน จำนวนทั้งสิ้น 11 แห่ง ใน 4 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

“สำหรับการประชุมการจัดการพื้นที่คุ้มครอง และพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพข้ามพรมแดน ระหว่างราชอาณาจักรไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จัดขึ้นเพื่อ 1) เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติข้ามพรมแดน 2) เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครองของทั้งสองประเทศ 3) เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางที่เหมาะสมในการปฏิบัติงาน เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติข้ามพรมแดนระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 4) เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติข้ามพรมแดนระหว่างหน่วยงานภาครัฐของสองประเทศ รวมทั้งองค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรระหว่างประเทศ”

นายทรงธรรมกล่าวอีกว่า นอกจากการประชุมร่วมกันดังกล่าวแล้ว เจ้าหน้าที่ของทั้ง 2 ประเทศ ยังได้ลงพื้นที่ในพื้นที่มรดกโลกกลุ่มป่าดงพญาเย็นเขาใหญ่ เพื่อศึกษาดูงานการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์ป่าหายาก การลาดตระเวนเชิงคุณภาพ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายและการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการความขัดแย้งระหว่างคนและสัตว์ป่าด้วย

ส่องเกษตร : พ.ร.บ.ข้าว…ความหวังใหม่ของชาวนา?(2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/364810

449007

ส่องเกษตร : พ.ร.บ.ข้าว…ความหวังใหม่ของชาวนา?(2)

วันพุธ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มาว่ากันต่อเรื่องร่างพ.ร.บ.ข้าว ฉบับใหม่ที่สัปดาห์ก่อน ผมบอกเล่าเบื้องต้นไปแล้วว่า กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งนายกฯบิ๊กตู่ให้ความสำคัญมากว่า จะเป็นกฎหมายที่ช่วยดูแลบริหารจัดการ “ข้าว”อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่“ต้นทาง”คือชาวนาผู้ปลูก,กลางทาง ระบบการค้าข้าว จนถึงปลายทาง ด้วยเป้าประสงค์เน้นย้ำช่วยเหลือชาวนาให้มากที่สุด…ทำอย่างไรให้มีรายได้สูงขึ้น

ที่นี่มาดูรายละเอียดกฎหมายกัน…เริ่มที่“หลักการและเหตุผล” ระบุในร่างว่า “ข้าว”มีความสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจ,สังคม,วัฒนธรรม,สิ่งแวดล้อมและความมั่นคง แต่ปัจจุบันการทำนากำลังประสบปัญหาทั้งระบบ จากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของ เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม การทำนาเสี่ยงขาดทุน ปัจจัยผลิตราคาสูงขึ้น ขณะที่ประสิทธิภาพและคุณภาพผลผลิตมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ชาวนามีรายได้ไม่เพียงพอดำรงชีวิต

ดังนั้นจึงสมควรปรับปรุงและพัฒนากระบวนการผลิตข้าวตลอดห่วงโซ่ ให้มีความมั่นคง ยั่งยืนอย่างบูรณาการ และเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการ ตลอดจนสนับสนุนการรวมกลุ่มชาวนาเพื่อสร้างความเข้มแข็งตามยุทธศาสตร์ชาติ ให้มีกลไกควบคุมการผลิตและจำหน่ายข้าวอย่างเป็นระบบ สร้างความเป็นธรรมระหว่างชาวนาและผู้รับซื้อ ให้มีคณะกรรมการข้าวประกอบจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ข้าวของประเทศ ให้นำไปสู่การปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีระบบที่ให้ความคุ้มครองชาวนาให้ได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรม และรักษาความเป็นอันดับหนึ่งของประเทศที่ส่งออกข้าวมากที่สุดในโลก

เนื้อหาสาระสำคัญในพ.ร.บ.เช่น กำหนดให้รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ กับออกกฎกระทรวง,ระเบียบ,ประกาศ เพื่อปฏิบัติตาม
พ.ร.บ.ฉบับนี้, กำหนดให้มีคณะกรรมการข้าว (คกข.) ที่มีองค์ประกอบจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มีหน้าที่จัดทำแผนนโยบายยุทธศาสตร์ข้าว ให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ทั้งให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการข้าวเป็นหน่วยงานใหม่ มีอธิบดีกรมการข้าวทำหน้าที่เลขาธิการฯ ผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการปฏิบัติราชการของสำนักงานนี้

กำหนดให้จดทะเบียนผู้ประกอบกิจการด้านข้าว และขึ้นทะเบียนชาวนา เพื่อกำกับและควบคุมตั้งแต่ปัจจัยการผลิต,กระบวนการผลิตข้าวให้มีคุณภาพ,การจำหน่ายข้าวเปลือก ให้เกิดความเป็นธรรมแก่ชาวนาและผู้รับชื้อ ทำให้ภาครัฐมีข้อมูลภาคการผลิตข้าวที่ถูกต้อง สำหรับวางแผนหรือกำหนดนโยบายพัฒนาข้าวและชาวนา

ที่สำคัญกำหนดให้กระทรวงเกษตรฯจัดทำเขตศักยภาพการผลิตข้าว(Zoning)ของประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศ โดยวิเคราะห์พื้นที่แหล่งผลิตข้าวที่เหมาะสมและพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ทั้งด้านกายภาพและด้านการตลาด เพื่อประโยชน์ในการกำหนดให้ผลิตข้าวตามพันธุ์ที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดทางเศรษฐกิจ เพิ่มศักยภาพการผลิต สามารถลดต้นทุน มีผลผลิตคุณภาพ แข่งขันได้ ซึ่งบทเฉพาะการกำหนดให้ดำเนินการโซนนิ่งให้แล้วเสร็จภายในสองปีนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้

กฎหมายยังกำหนดโทษผู้ประกอบการที่ทำผิดเรื่อง “คุณภาพข้าว” ไม่ว่าขายพันธุ์ข้าวเสื่อม ไร้คุณภาพ ไม่มีใบรับรอง โฆษณาพันธุ์ข้าวอันเป็นเท็จ,ปลอมปนข้าว โดยเจ้าพนักงานมีอำนาจเก็บตัวอย่าง,ตรวจค้น จนถึงยึดอายัดข้าวเปลือก,ข้าวสาร,สมุดบัญชีและเอกสารหลักฐานใดๆได้ ส่วนชาวนาที่ฝ่าฝืนไม่กำหนดโทษไว้ แต่อาจมีผลให้ชาวนาที่ฝ่าฝืนไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายเท่าที่ควร

นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันการลักลอบนำข้าวและข้าวเปลือก เข้ามาในราชอาณาจักร โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยึดและทำลายได้ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนสารเคมี โรค แมลง ที่จะมาระบาดในประเทศ ตลอดจนป้องกันการเข้ามา“สวมสิทธิ”เพื่อประโยชน์ในการรับการช่วยเหลือจากนโยบายรัฐบาล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพข้าว และบริหารจัดการข้าวของประเทศได้

สรุปภาพรวมๆ ตามเนื้อหาที่ว่ามานี้ นับเป็นความตั้งใจบูรณาการเรื่อง“ข้าว”ให้ครบวงจรตั้งแต่ต้นทาง,กลางทางถึงปลายทางดังที่นายกฯบิ๊กตู่ว่ามา บางเรื่องเช่น“โซนนิ่ง”ก็เป็นสิ่งที่กระทรวงเกษตรฯผลักดันมาหลายปีแต่ยังไม่เห็นผล ครั้งนี้ถ้ากฎหมายบังคับใช้ คงช่วยให้ทำได้จริงๆเสียที

อย่างไรก็ตาม เนื้อหากฎหมายนี้ ก็ยังมีข้อวิพากษ์ของนักวิชาการอยู่ไม่น้อย ค่อยต่อกันสัปดาห์หน้าอีกตอนก็แล้วกัน

สาโรช บุญแสง

สสก.6จับมือโฮมโปรเชียงราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/364812

x

สสก.6จับมือโฮมโปรเชียงราย

วันพุธ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ จับมือ “โฮม โปร” ขยายช่องทางการตลาดให้เกษตรกรจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัยส่งตรงถึงมือผู้บริโภค

นายนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 (สสก.6) จังหวัดเชียงใหม่ กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากนโยบายรัฐบาลและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศเน้นการส่งเสริมการผลิตและการตลาด ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลกและการตลาดนำการผลิต ตลอดจนสถานการณ์การผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ เช่น พืชผัก ไม้ผล สมุนไพร ไม้ดอก และไม้ประดับ ส่วนใหญ่เป็นพืชที่มีความหลากหลายชนิดทั่วประเทศ การส่งเสริมการผลิตพืชสำคัญดังกล่าวยังคงมีปัญหาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการผลิตและการตลาด ถึงแม้จะพยายามแก้ไขปัญหา แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากประสบปัญหาความซ้ำซ้อนและเกี่ยวเนื่องกันระหว่างระบบการผลิตและการตลาด

สสก.6 จังหวัดเชียงใหม่ จึงร่วมมือกับบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) จัดงาน Farm @ Home ภายใต้ความร่วมมือพัฒนาสินค้าเกษตรปลอดภัย ระหว่างวันที่ 21-23 กันยายน บริเวณลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าโฮมโปร สาขาเชียงราย เพื่อให้เกษตรกรมีช่องทางการตลาดหรือมีสถานที่สำหรับจำหน่ายสินค้าการเกษตร โดยเฉพาะสินค้าเกษตรปลอดภัยของเกษตรกรจากตลาดเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกรจากแปลงใหญ่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร และเกษตรรุ่นใหม่ โดยกำหนดให้เกษตรกรเป็นทั้งผลิตและผู้จำหน่ายเอง ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาจำหน่ายอย่างทั่วถึง เปิดโอกาสให้เกษตรกรได้พบปะกับผู้บริโภคได้โดยตรง ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตให้ผลิตสินค้าที่มีลักษณะและปริมาณตรงตามความต้องการของผู้บริโภค และทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า ส่งผลให้เกษตรกรสามารถช่วยเหลือตนเองได้แบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเป็นวิถีดำเนินการที่สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรในการผลิตสินค้าเกษตรที่ดินและพึ่งพาตนเองได้