โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรลามหนัก! ‘อธิบดีปศุสัตว์’เตือนนักท่องเที่ยวไทยไปประเทศกลุ่มเสี่ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/364785

โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรลามหนัก! 'อธิบดีปศุสัตว์'เตือนนักท่องเที่ยวไทยไปประเทศกลุ่มเสี่ยง

โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรลามหนัก! ‘อธิบดีปศุสัตว์’เตือนนักท่องเที่ยวไทยไปประเทศกลุ่มเสี่ยง

วันอังคาร ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2561, 13.43 น.

โรคระบาดอหิวาต์แอฟริกาในสุกรลามหนักหลายทวีป อธิบดีกรมปศุสัตว์เตือนนักท่องเที่ยวชาวไทยไปประเทศกลุ่มเสี่ยง อนุภูมิภาคซาฮาราของทวีปแอฟริกา ประเทศซาดิเนียของทวีปยุโรป จอร์เจีย อาเซอร์ไบจัน อาร์เมเนีย สหพันธรัฐรัสเซีย จีน ล่าสุดเบลเยี่ยมห้ามนำผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ติดตัวเข้ามาอย่างเด็ดขาด

18 ก.ย.61 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการสัมมนา “โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fewer-ASF) มหันตภัยวงการสุกรไทย ทำอย่างไรจะรอดพ้น” โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากจีน และสภาพยุโรปมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ของโรคและมาตรการควบคุมโรค จากข้อมูลทางระบาดวิทยา การระบาดในจีนมีสาเหตุหลักจากนักท่องเที่ยวไปประเทศกลุ่มเสี่ยงแล้วนำอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อกลับมา แล้วนำอาหารเหลือทิ้งไปเลี้ยงสุกร องค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) รายงานว่า พบการระบาดของโรคพบ 22 จุดแล้ว ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมระบาดอยู่ในมณฑลเหลียวหนิง ขณะนี้แพร่ไปยังมองโกเลียแล้ว ล่าสุดพบเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในหมูป่าที่เบลเยี่ยมบริเวณติดต่อกับชายแดนประเทศฝรั่งเศส มีประเทศบางส่วนในทวีปยุโรป และทวีปแอฟริกาด้วย​

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่าได้ทำหนังสือแจ้งสำนักที่ปรึกษาทางการเกษตรประจำต่างประเทศให้แจ้งเตือนนักท่องเที่ยวว่าประเทศไทยมีมาตรการห้ามการนำเข้า สุกรมีชีวิตและผลิตภัณฑ์จากสุกร เข้ามาในราชอาณาจักร ห้ามนำอาหาร ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ติดตัวมาอย่างเด็ดขาด ในขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวไทยที่ไปท่องเที่ยวในประเทศกลุ่มเสี่ยงเช่น อนุภูมิภาคซาฮาราของทวีปแอฟริกา ประเทศซาดิเนียของทวีปยุโรป ประเทศจอร์เจีย ประเทศอาเซอร์ไบจัน ประเทศอาร์เมเนีย สหพันธรัฐรัสเซีย สาธารณรัฐประชาชนจีนและล่าสุดที่ เบลเยี่ยม ห้ามนำเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์จากสุกรติดตัวกลับมา

ทั้งนี้ จะเพิ่มความเข้มงวดการเฝ้าระวังโรคขึ้นทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ โดยทำหนังสือไปยังกระทรวงกลาโหมเพื่อขอความร่วมมือในการตรวจสอบการลักลอบการเคลื่อนย้ายสุกรมีชีวิต ชิ้นส่วนซาก และผลิตภัณฑ์จากสุกรทั้งตามด่านชายแดนและช่องพรมแดน ท่าเรือระหว่างประเทศ รวมทั้งท่าอากาศยานนานาชาติทุกแห่ง ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อพบ จะตรวจยึด เก็บตัวอย่างส่งตรวจในห้องปฏิบัติการ และทำลายทิ้ง ที่เป็นห่วงที่สุดคือ การแพร่แระจายของเชื้อโรคทางเครื่องบินเนื่องจากมีเที่ยวบินระหว่างไทย-จีนแต่ละวันหลายเที่ยวบิน รวมถึงเที่ยวบินไทยกับบางประเทศในยุโรป โดยหาแนวทางแก้ปัญหาเศษอาหารบนเครื่องบินจากประเทศต้นทางกลุ่มเสี่ยง ซึ่งได้ขอให้บริษัทการท่าอาศยานแห่งประเทศไทย และกระทรวงคมนาคม กำหนดแนวทางเก็บเศษอาหารและทำลายทิ้ง จะต้องผ่านความร้อนเกิน 90 องศาเซลเซียสนานกว่า 60 นาที

ในส่วนการควบคุมโรคได้จัดตั้งเครือข่ายห้องปฏิบัติการเฝ้าระวังโรค ASF จากหน่วยงานเกี่ยวข้องและมหาวิทยาลัยต่างๆ จะตรวจได้ถึง 200 ตัวอย่างในเดือนตุลาคมนี้ หากพบสุกรที่สงสัยว่า ป่วยด้วยโรค ASF จะเก็บตัวอย่างเลือดส่งตรวจห้องปฏิบัติการ สามารถทราบผลภายใน 2 วัน

อธิบดี​กรม​ปศุสัตว์ ​กล่าวว่า จะรวบรวม​เสนอคณะกรรมการ​นโยบาย​พัฒนา​สุกรและผลิตภัณฑ์​ (Pig Board)​ ให้พิจารณา​มาตรการ​ชดเชย​ความเสียหาย​ หาก​โรค​ ASF แพร่ระบาดเข้า​มายังประเทศไทย​ เบื้องต้น​จะเสนอ​จ่ายค่าชดเชยแก่เกษตรกร​รายย่อย​ ส่วนผู้ประกอบการ​รายใหญ่​ต้องดูแลตัวเองเพราะหากต้องจ่ายค่าชดเชย​แก่อุตสาหกรรม​การเลี้ยงสุกรทั้งหมด​ รัฐมีงบประมาณ​ไม่เพียงพอ

รักษ์เกษตร : โรคเน่าคอดิน กับต้นกล้าผัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/364628

x

รักษ์เกษตร : โรคเน่าคอดิน กับต้นกล้าผัก

วันอังคาร ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมมักจะพบปัญหาโรคที่เกิดกับต้นกล้าผักอยู่บ่อยมาก ไม่ทราบเป็นโรคอะไรครับ ผมขอทราบสาเหตุ และวิธีแก้ปัญหาด้วยครับ

เมธี สรวิจิตร

อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา

คำตอบ

ปัญหาโรคเน่าคอดิน เป็นปัญหาหนักของต้นกล้าผัก ปัญหานี้ สร้างความเสียหายอย่างมากแก่ผลผลิตของเกษตรกร โรคนี้ เกิดได้หลายสาเหตุ แต่สาเหตุหลักเกิดเนื่องมาจากความชื้นสูง

โรคเน่าคอดิน หรือเรียกว่า โรคกล้าไหม้แห้ง โรคนี้ เป็นโรคที่เกิดในพืชระยะต้นกล้าของพืชผักต่างๆ ทุกชนิด รวมทั้งพืชไร่ด้วย ลักษณะอาการมี 2 ระยะ คือ

1.ระยะที่ 1 เชื้อโรคเข้าทำลายเมล็ดพืชตั้งแต่ก่อนงอก ทำให้เมล็ดเน่า หรือทำลายหลังจากที่เมล็ดงอกแล้ว แต่ยังไม่ทันโผล่พ้นดินขึ้นมา ลักษณะที่พบก็คือ หลังจากที่หว่านเมล็ดพืชลงไป มีต้นกล้างอกขึ้นมาไม่สม่ำเสมอ และตายไปเป็นหย่อมๆ

2.ระยะที่ 2 เชื้อโรคเข้าทำลายหลังจากที่ต้นกล้างอกโผล่พ้นดินขึ้นมาแล้ว จะเห็นรอยช้ำ ที่บริเวณโคนของต้นกล้า แผ่ขยายออกรอบโคนต้น และกลายเป็นสีน้ำตาล ต้นกล้าหักพับที่ระดับคอดิน
ต้นกล้าจะมีสีเหลืองซีด และตายเป็นหย่อมๆ

สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเกิดโรคเน่าคอดิน

1.ความชื้นในแปลงเพาะกล้าสูง เนื่องจากฝนตกชุก รดน้ำมากเกินไป และดินระบายน้ำไม่ดีพอ หรือเพาะกล้าแน่นเกินไป ทำให้ความชื้นระหว่างต้นสูง จึงเป็นสภาพเหมาะต่อการงอก และเข้าทำลายพืชของสปอร์เชื้อราสาเหตุโรค

2.การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากไป ปุ๋ยไนโตรเจนจะไปเร่งการเจริญเติบโตของต้นกล้า การที่กล้าโตเร็วมากเกินไป ทำให้เซลล์อวบอ่อนเปราะบาง ง่ายต่อการเข้าทำลายของเชื้อราสาเหตุโรค

วิธีแก้ปัญหา โดยการการควบคุมโรค มีวิธีดังนี้

1.อบฆ่าเชื้อราในดินแปลงเพาะกล้า โดยอบด้วยไอน้ำร้อน หรือสารเคมีชนิดอบดิน ในกรณีที่ไม่ต้องการใช้สารเคมี อาจลดปริมาณเชื้อโรคในดิน โดยการหว่านผงเชื้อแห้งไตรโคเดอร์มา อัตรา 25-50 กรัมต่อตารางเมตร คลุกเคล้ากับดินในระดับลึก 5-10 ซม. ก่อนหว่านเมล็ด คลุมหน้าดินด้วยฟาง และรดน้ำพอควร ไม่มากเกินไป

2.ทำระบบระบายน้ำ จัดการระบายน้ำในแปลงให้ดี อย่าให้มีน้ำขัง และแฉะเกินไป

3.คลุกเมล็ดพืชก่อนปลูกด้วยสารเคมีควบคุม เพื่อป้องกันการเข้าทำลายของเชื้อราที่อาจติดมากับเมล็ดพันธุ์ ควรคลุกเมล็ดด้วยสารเคมีควบคุมเชื้อรา
ชนิดคลุกเมล็ด หรืออาจคลุกเมล็ดด้วยไตรโคเดอร์มา อัตรา 10-20 กรัม ต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม โดยผสมสารจับใบด้วยเล็กน้อย

4.ควบคุมการให้น้ำ ให้รดน้ำแต่พอสมควร ไม่น้อยหรือมากเกินไป และให้น้ำเป็นครั้งคราว ควรให้น้ำในตอนเช้า หลีกเลี่ยงการให้น้ำแก่พืชในเวลาเย็น หรือใกล้ค่ำ

5.ไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป ในระยะกล้าไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป จะทำให้เกิดเชื้อราสาเหตุโรค ซึ่งในระยะเพาะนั้น ต้นกล้ายังไม่ได้ต้องการปุ๋ยมากนัก

6.ไม่ควรเพาะกล้าแน่นเกินไป เพราะจะทำให้ความชื้นระหว่างต้นสูง เกิดสภาพเหมาะต่อการเข้าทำลายของเชื้อราสาเหตุโรค ควรแบ่งแปลงเพาะกล้าออกเป็นแปลงย่อยๆ จะช่วยให้ถ่ายเทอากาศได้ดี และง่ายต่อการดูแลรักษา

เมื่อพบโรค ควรเผาทำลาย ให้ขุดต้นกล้าที่เป็นโรคและต้นรอบๆ นำออกไปเผาทิ้งนอกแปลง คลุกหรือราดดินบริเวณนั้น ด้วยไตรโคเดอร์มา เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค

 

นาย รัตวิ

ยกระดับตรวจรับรองเมล็ดพันธุ์ข้าว พัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล-ดัน‘GAP Seed’คลุมทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/364630

x

ยกระดับตรวจรับรองเมล็ดพันธุ์ข้าว พัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล-ดัน‘GAP Seed’คลุมทั้งระบบ

วันอังคาร ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประสงค์ ทองพันธ์ ผู้อำนวยการกองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ กรมการข้าว เปิดเผยว่า ปัจจุบันความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวอยู่ที่ปีละ 1,398,492 ตัน โดยเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองปีละประมาณ 685,261 ตัน คิดเป็น 49% ส่วนที่เหลืออีก 713,231 ตัน หรือ 51% เกษตรกรต้องซื้อหาทั้งจากกรมการข้าว สหกรณ์การเกษตร ศูนย์ข้าวชุมชน ผู้ประกอบการ ผู้รวบรวมรวบผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งเมล็ดพันธุ์ข้าวเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว หากเกษตรกรได้ใช้เมล็ดพันธุ์ตั้งต้นที่ดีมีคุณภาพ ผลผลิตข้าวที่ออกมาก็จะมีคุณภาพได้มาตรฐาน

โดยในปี 2562 กรมการข้าวมีเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพและให้การรับรองตามมาตรฐาน GAP Seed อาทิ พัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของกลุ่มเกษตรกร 2,500 แปลง พัฒนาสถานที่รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ 100 แห่ง พัฒนาระบบควบคุมภายใน (ระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวแบบกลุ่ม) 30 กลุ่ม ซึ่งคาดว่าจะได้ผลผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีจำนวน 25,000 ตัน ส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพไว้ใช้เองภายใต้โครงการธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าว โครงการผลิตเมล็ดพันธุ์ในครัวเรือน รวมทั้งมี “สารวัตรข้าว” ออกปฏิบัติการตรวจสอบ กำกับ ควบคุม การผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวของผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ กองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ ยังได้พัฒนาฐานข้อมูลผู้ประกอบการธุรกิจเมล็ดพันธุ์ข้าว ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (ระบบ e – Rice Regulator System : e – RRS) เพื่อตรวจติดตามสถานประกอบการธุรกิจเมล็ดพันธุ์ข้าว และระบบฐานข้อมูลการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับเมล็ดพันธุ์ข้าว (มกษ.4406) ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e – GAP Seed : e – GS) เพื่อตรวจประเมินตามหลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับเมล็ดพันธุ์ข้าว (มกษ.4406) โดยนำมาใช้กับแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว การปรับปรุงสภาพและคัดบรรจุ และระบบควบคุมภายใน : ICS เพื่อยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบรับรองมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ข้าว ทำให้เกษตรกรได้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพดีต่อไป

เปิดมหกรรมยางฯ เชื่อมโยงการตลาด ทั้งใน-ต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/364629

x

เปิดมหกรรมยางฯ เชื่อมโยงการตลาด ทั้งใน-ต่างประเทศ

วันอังคาร ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้มีการจัดงาน “นวัตกรรมยางพาราไทย” Thailand Rubber Innovation Expo 2018 ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 14-16 กันยายน ภายใต้แนวคิด “Rubber is Life ยางคือชีวิต” เพื่อสร้างโอกาสทางด้านการตลาดให้ผู้ประกอบการ ส่งเสริมช่องทางการตลาดยางพาราในจังหวัดสงขลา ให้สามารถเชื่อมโยงตลาดกลางยางพาราทั้งในและต่างประเทศ โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การเสวนา การบรรยายให้ความรู้แก่เกษตรกร การแสดงนวัตกรรมเทคโนโลยีเกี่ยวกับยางพารา การออกบูธเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้เจรจาธุรกิจเพื่อขยายช่องทางการตลาด

“การจัดงานนี้ยังเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อย จะได้รับฟังความต้องการที่จะให้รัฐบาลเข้าไปสนับสนุนด้านใดบ้าง ขณะที่ความก้าวหน้าการดำเนินโครงการรับเบอร์ ซิตี้ ก้าวหน้าไปกว่า 70% มีหลายโครงการที่น่าสนใจ เช่น การนำยางพาราเก่าไปแปรรูปเป็นพลังงาน เป็นต้น โดยขณะนี้กำลังก่อสร้างโรงงาน คาดว่าอีก 1 ปีจะก่อสร้างแล้วเสร็จ ซึ่งจะมีความต้องการยางพาราส่งเข้าโรงงานถึงปีละ 500,000 ตัน” นายกฤษฎา กล่าว

ชาวสวนยาง3จว.ชายแดนใต้ร่วมไทยนิยมฯ ลดพื้นที่ปลูก ทำเกษตรผสมผสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/364639

ชาวสวนยาง3จว.ชายแดนใต้ร่วมไทยนิยมฯ ลดพื้นที่ปลูก ทำเกษตรผสมผสาน

ชาวสวนยาง3จว.ชายแดนใต้ร่วมไทยนิยมฯ ลดพื้นที่ปลูก ทำเกษตรผสมผสาน

วันจันทร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2561, 17.11 น.

ชาวสวนยาง3จว.ชายแดนใต้ร่วมไทยนิยมฯ ลด​พื้นที่ปลูก ทำเกษตรผสมผสาน

17 ก.ย.61 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน กิจกรรมส่งเสริมการลดพื้นที่ปลูกยางตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ​ยะลา ปัตตานี นราธิวาส​ ​ว่า มีเกษตรกรได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ 573 ราย จะสามารถลดพื้นที่ปลูกยางได้ 3,105 ไร่ และลดปริมาณผลผลิตยางเข้าสู่ระบบได้ถึง 153 ตันต่อปี

ขณะนี้มีเกษตรกรที่ดำเนินการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกยางแล้ว 436 ราย พื้นที่ 1,796 ไร่ และจะดำเนินการเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ พร้อมกันนี้เกษตรกรเข้าอบรมตามแผนพัฒนาอาชีพตามศักยภาพแล้ว 377 ราย นอกจากนี้ เกษตรกรได้ร่วมวิเคราะห์วางแผนการผลิตตามกิจกรรมศักยภาพของตนเอง โดยส่วนใหญ่มีการวางแผนปลูกพืช ได้แก่ ทุเรียน มะพร้าว กล้วย หมาก และผัก เลี้ยงสัตว์

“เกษตรกรเข้าร่วมโครงการเนื่องจากเห็นว่าราคายางตกต่ำ ต้นยางไม่สมบูรณ์ มีอายุมาก และเกษตรกรขาดแคลนแรงงานกรีดยาง เกษตรกรบางส่วนมีสวนยางหลายแปลงดูแลไม่ทั่วถึง และสวนยางอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ภาพรวมเกษตรกรมีความพึงพอใจในระดับมาก เพิ่มทางเลือกการเกษตรที่หลากหลายมากขึ้น อย่างไรก็ตามเกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ไม่สามารถขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) จึงเข้าร่วมโครงการไม่ได้ หรือมีพื้นที่ไม่ถึง 2 ไร่ อีกทั้งระยะเวลาไม่มากพอในการตัดสินปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกยาง” นายวิณะโรจน์ กล่าว

ผวจ.เมืองนนท์ปลื้ม! สร้างเกษตรกรด้านพืชอินทรีย์เพิ่ม70ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/364540

ผวจ.เมืองนนท์ปลื้ม! สร้างเกษตรกรด้านพืชอินทรีย์เพิ่ม70ราย

ผวจ.เมืองนนท์ปลื้ม! สร้างเกษตรกรด้านพืชอินทรีย์เพิ่ม70ราย

วันจันทร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2561, 13.25 น.

17 ก.ย.61 นายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า จากการจ้างที่ปรึกษา (บริษัทไบโอ–อะกริ จำกัด) ทำโครงการอบรม “การพัฒนาการผลิตและการตลาดพืชปลอดภัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”และติดตามการทำเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตสู่การตลาด ด้วยนวัตกรรมระบบ ICM ให้กับเกษตรกรพื้นที่นำร่องต.บ้านใหม่ อ.บางใหญ่ และต.ราษฎรนิยม อ.ไทรน้อย ในจ.นนทบุรี

ล่าสุดสามารถสร้างเกษตรกร 70 ราย ที่มีความพร้อมที่จะยื่นขอรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (Organic Thailand) แปลงผลิต และผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ส่งมอบผลผลิตให้โมเดิร์นเทรดในประเทศ และส่งผลผลิตไปยังตลาดต่างประเทศ ในปริมาณ 4,000-5,000 กิโลกรัมต่อเดือนได้  จึงจัดพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่เกษตรกรผู้ผ่านการอบรมโครงการ

ทั้งนี้จังหวัดนนทบุรียังมีแผนผลักดันให้ พื้นที่เกษตรอินทรีย์เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวหรือผู้สนใจในวิถีเกษตรอินทรีย์ ได้มาเยี่ยมชมและเรียนรู้กระบวนการปลูกพืชผักอินทรีย์ คาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ทั้งรายได้จากนักท่องเที่ยวและรายได้จากการขายผลผลิต โดยในปี 2562 มีเป้าหมายผลักดันให้มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์เพิ่มเติม 3 แห่ง เพื่อส่งเสริมและเพิ่มช่องทางการผลิตและจำหน่ายผักผลไม้เกษตรอินทรีย์ให้แก่ผู้บริโภค สามารถเข้าถึงแหล่งผลิตได้ง่ายขึ้น และเป็นการอนุรักษ์พื้นที่ทางการเกษตรไว้ให้ทายาทเกษตรกรรุ่นใหม่เข้ามาสานต่อภูมิปัญญาแบบดั้งเดิมผสมผสานกับนวัตกรรมและการจัดการสมัยใหม่อย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรและผู้บริโภคในจังหวัดนนทบุรี ตอบวิสัยทัศน์ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ส่งมอบ‘เครื่องเกี่ยวนวดข้าว’ ถึงมือเกษตรกรไทยนิยมยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/364445

x

ส่งมอบ‘เครื่องเกี่ยวนวดข้าว’ ถึงมือเกษตรกรไทยนิยมยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวกำลังทยอยส่งมอบเครื่องเกี่ยวนวดข้าวและชุดปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ ให้แก่กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวดีเด่น 18 กลุ่ม ในโครงการผลิตเมล็ดพันธุ์ดี พร้อมกับฝึกอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรในหลักสูตรการบริหารจัดการกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ และหลักสูตรวิทยาการเมล็ดพันธุ์ โครงการนี้มีเป้าหมายว่า กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ตามเป้าหมาย โดยมีผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นไร่ละ 35 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 10 ของผลผลิตเฉลี่ย 350 กิโลกรัม/ไร่ สามารถกระจายเมล็ดพันธุ์ดีไปสู่เกษตรกรโดยผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีจำนวน 2,160 ตัน หรือผลิตเมล็ดพันธุ์ดี 120 ตัน/กลุ่ม และสามารถผลิตเป็นข้าวเปลือกได้ 37.80 ล้านตันข้าวเปลือก คิดที่ผลผลิตข้าวเฉลี่ย 350 กิโลกรัม/ไร่

ทั้งนี้ กรมการข้าว ได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการเครื่องจักร/อุปกรณ์ ซึ่งได้ส่งมอบให้แก่กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อเป็นแนวทางเดียวกันทั้งประเทศ ดังนี้ 1.สมาชิกกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวร่วมกันกำหนดเงื่อนไข/ข้อตกลงในการบริหารจัดการเครื่องจักร/อุปกรณ์ 2.แต่งตั้งคณะกรรมการการยืม คณะกรรมการช่างประจำกลุ่ม มีหน้าที่ดูแลบำรุงรักษาเครื่องจักร/อุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงคณะกรรมการบริหารเพื่อควบคุม กำกับ ให้การบริหารเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และโปร่งใส

อย่างไรก็ตามแนวทางการยืมใช้พัสดุนี้ ยึดหลักการตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 หมวดที่ 9 การบริหารพัสดุ และกรมการข้าวได้กำหนดหลักเกณฑ์ เพิ่มเติม ได้แก่ 1.ส่วนราชการเจ้าของพัสดุต้องให้ผู้ยืมยืมใช้พัสดุได้ โดยไม่เรียกเก็บค่าตอบแทน และให้ยืมได้คราวละไม่เกิน 1 ปี งบประมาณ 2.ผู้ยืมต้องลงนามในสัญญายืมใช้พัสดุกับส่วนราชการเจ้าของพัสดุ 3.ผู้ยืมต้องนำพัสดุไปใช้เพื่อประโยชน์ร่วมกันของกลุ่มผู้ยืม 4.ผู้ยืมจะต้องนำพัสดุนั้นมาส่งคืนให้ในสภาพที่ใช้การได้เรียบร้อย 5.ส่วนราชการเจ้าของพัสดุสามารถยกเลิกการให้ยืมใช้พัสดุได้ทุกเวลาหากผู้ยืมไม่สามารถดำเนินงานให้ประสบผลสำเร็จ หรือไม่ปฏิบัติตามสัญญายืม หรือแนวทางการใช้ยืม หรือเหตุอันควรอื่นๆ

ชายคาพระพิรุณ : 17 กันยายน 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/364444

586851

ชายคาพระพิรุณ : 17 กันยายน 2561

วันจันทร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในที่สุด ครม. ก็เคาะตำแหน่งโยกย้ายระดับ 10 กระทรวงเกษตรฯเป็นที่เรียบร้อย “ขุนเกษตรา” ขอแสดงความยินดีกับทุกๆ ท่านด้วยนะครับ สำหรับตำแหน่งที่มีการโยกย้ายในครั้งนี้ ประกอบด้วย 1.นายสุรจิตต์ อินทรชิต พ้นจากเลขาธิการ ส.ป.ก. ไปเป็นรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ 2.นายสุรเดช เตียวตระกูล พ้นจากอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ไปเป็นรองปลัดฯ 3.นายมีศักดิ์ ภักดีคง พ้นจากผู้ตรวจการฯ ไปเป็นรองปลัดฯ 4.น.ส.จริยา สุทธิไชยา พ้นจากรองปลัดฯ ไปเป็นเลขาธิการ สศก. 5.นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข พ้นจาก เลขาฯสศก.ไปเป็นเลขาฯ ส.ป.ก. 6.น.ส.เสริมสุข สลักเพชร์ พ้นจากเลขาฯ มกอช. ไปเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร 7.น.ส.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ พ้นจากผู้ตรวจราชการ ไปเป็นเลขาธิการ มกอช. และ 8.น.ส.เบญจพร ชาครานนท์ พ้นจากผู้ตรวจราชการ ไปเป็นอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ส่วน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมหม่อนไหม และกรมการข้าว ยังต้องรอลุ้นกันต่อไป แต่หลายคนคาดว่าน่าจะมาจากลูกหม้อของแต่ละกรมเป็นหลัก

ทราบว่า ตอนนี้เกษตรกรที่แม่ฮ่องสอน เดือดร้อนหนัก โดยเฉพาะผู้ปลูกกระเทียมเนื่องจากราคาตกต่ำหนัก เหตุจากมีผู้ปลูกเป็นจำนวนมากจากปีที่แล้ว 50,000 ตัน เป็น 70,000 ตันในปีนี้ นอกจากนี้ยังโดนกระเทียมจีนเข้ามาตีตลาดและขายราคาถูกกว่า เบื้องต้นสำนักงานสหกรณ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ดำเนินโครงการเชื่อมโยงการผลิตและตลาดกระเทียม เพื่อสนับสนุนสหกรณ์รวบรวมผลผลิตจากสมาชิกและระบายกระเทียมออกนอกพื้นที่ไปทั่วประเทศโดยเร่งด่วน…สหกรณ์ไหนหรือหน่วยงานไหนอยากช่วยเหลือเกษตรกร ลองสอบถามไปได้ที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน และสหกรณ์การเกษตรเมืองปาย จำกัด ได้นะครับ

การตรวจสอบกิจการสหกรณ์ ถือเป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ สามารถลดหรือป้องกันการเกิดข้อบกพร่องทางบัญชีให้กับสหกรณ์ได้ ซึ่งจะส่งผลให้สหกรณ์มีระบบการบริหารจัดการที่ดี มีความโปร่งใสและเป็นที่เชื่อถือศรัทธาต่อมวลสมาชิก สัปดาห์ที่ผ่านมา นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโรงเรียนผู้สอบบัญชีสหกรณ์ หลักสูตรผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ระดับกลาง รุ่นที่ 4 เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายผู้บริหาร ความคาดหวังและแนวทางในการปฏิบัติงานสอบบัญชี กฎหมาย ระเบียบ คำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์ การตรวจสอบธุรกิจให้บริการ (กรณีบ้านมั่นคง) การตรวจสอบการรวบรวมและแปรรูปข้าว ยางพารา โคนม โคเนื้อ และได้รับความรู้จากการถ่ายทอดประสบการณ์ในการปฏิบัติงานสอบบัญชีจากผู้สอบบัญชีอาวุโส แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการปฏิบัติงานสอบบัญชีเกี่ยวกับ การตรวจสอบสหกรณ์ออมทรัพย์และธุรกิจเงินลงทุน ธุรกิจสินเชื่อในสหกรณ์การเกษตร ธุรกิจร้านค้า ธุรกิจสหกรณ์เครดิตยูเนียน การปฏิบัติงานสอบบัญชีเกี่ยวกับปัญหาด้านการบัญชีและการสอบบัญชี และข้อหารือจากการปฏิบัติงานสอบบัญชี รวมทั้งได้ฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้โปรแกรมช่วยตรวจสอบบัญชี ได้แก่ ระบบกระดาษทำการอิเล็กทรอนิกส์ (EWP) ระบบตรวจสอบบัญชีสหกรณ์เชิงลึก (CATS) และโปรแกรม ACL รวมทั้งกรณีศึกษาการตรวจสอบสหกรณ์ ตลอดจนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ การซักถามปัญหาการปฏิบัติงาน ระหว่างผู้เข้าอบรมด้วยกันเองและวิทยากร มีข้าราชการกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ระดับชำนาญการที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้สอบบัญชีระดับ 2 และ 3 จำนวน 80 คน เข้ารับการอบรม…

ขุนเกษตรา

เปิดตัว‘เครื่องทำยางแผ่นดิบ’ n กยท.โชว์นวัตกรรมยกระดับยางก้อนถ้วยเพิ่มมูลค่า-ลดต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/364447

x

เปิดตัว‘เครื่องทำยางแผ่นดิบ’ n กยท.โชว์นวัตกรรมยกระดับยางก้อนถ้วยเพิ่มมูลค่า-ลดต้นทุน

วันจันทร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการแทนผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยยางหนองคาย ประสบผลสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาเครื่องทำยางแผ่นดิบจากยางก้อนถ้วย ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่สร้างผลิตภัณฑ์ต้นน้ำให้มีมูลค่าสูงขึ้นและเก็บรักษารอการขายได้นานกว่าเดิม และยังเป็นการพัฒนาระบบการผลิต การบริหาร และระบบการบริหารตลาดยางก้อนถ้วยให้เข้าสู่มาตรฐาน FSC (Forest Stewardship Council) ของกลุ่มอียู ที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2564 ซึ่งกยท.จะนำนวัตกรรมดังกล่าวไปขยายผลถ่ายทอดสู่เกษตรกรต่อไป

นายชยพล สัตย์ธรรม ช่างเทคนิคประจำศูนย์วิจัยยางหนองคาย ผู้คิดค้นนวัตกรรมเครื่องทำยางแผ่นดิบจากยางก้อนถ้วย เปิดเผยว่า การคิดค้นนวัตกรรมดังกล่าว เพื่อต้องการสร้างทางเลือกด้านการพัฒนาการตลาดในการซื้อขายยางก้อนถ้วยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือที่ทำกันมา ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพจากยางก้อนถ้วยให้เป็นยางแผ่นดิบแห้ง สามารถนำไปรมควันเพื่อการเก็บรักษารอการขายได้ ทำให้เกิดความเป็นธรรมในการคิดค่าเนื้อยางแห้งที่มีผลต่อราคาซื้อขาย รวมทั้งยังเป็นการรองรับการแปรรูปเพิ่มมูลค่า และควบคุมมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม ถ่วงดุลอุปสงค์ อุปทาน ของผลผลิตยางพาราที่ออกสู่ตลาดอีกด้วย

ทั้งนี้ ปัจจุบันเกษตรกรชาวสวนยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ จะผลิตยางก้อนถ้วยเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากต้นทุนต่ำและง่าย แต่ก็จะถูกกดราคาได้ง่ายเช่นกัน เพราะไม่มีระบบตรวจวัดมาตรฐาน รวมทั้งยังมีข้อจำกัดในการเก็บรักษา จึงทำให้ปริมาณยางเข้าสู่ตลาดมากและควบคุมราคาไม่ได้

“นวัตกรรมเครื่องทำยางแผ่นดิบจากยางก้อนถ้วยจะสร้างประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มคุณภาพยางดิบจากยางก้อนถ้วย ลดปัญหาสิ่งปนเปื้อนในยางก้อนถ้วย แก้ปัญหาการใช้กรดต้องห้าม รักษามาตรฐานการผลิตยางดิบต้นน้ำ ลดมลภาวะด้านสิ่งแวดล้อมจากน้ำในยางก้อนถ้วยระหว่างการขนส่ง ลดต้นทุนค่าขนส่ง เพิ่มปริมาณการขนส่ง” นายชยพลกล่าว

รายงานพิเศษ : ยกทัพสินค้าเกษตรคุณภาพดีขึ้นห้างโฮมโปรทุกสาขา เจาะกลุ่มผู้บริโภครักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/364449

รายงานพิเศษ : ยกทัพสินค้าเกษตรคุณภาพดีขึ้นห้างโฮมโปรทุกสาขา  เจาะกลุ่มผู้บริโภครักสุขภาพ

รายงานพิเศษ : ยกทัพสินค้าเกษตรคุณภาพดีขึ้นห้างโฮมโปรทุกสาขา เจาะกลุ่มผู้บริโภครักสุขภาพ

วันจันทร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปัจจุบันกระแสการรักสุขภาพของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กว่า 80% ของผู้บริโภคทั่วประเทศ มีความต้องการวัตถุดิบที่มีคุณภาพ สด สะอาด ปลอดภัย และมีมาตรฐานรับรอง ส่งผลให้เกษตรกรผู้ผลิตจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย เป็นนโยบายที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพ มาตรฐาน ใส่ใจผู้บริโภคและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรไปสู่ผู้บริโภคซึ่งสอดคล้องกับนโยบายตลาดนำการผลิต ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรมีภารกิจหลักในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้มีความรู้ และทักษะในการผลิตสินค้าเกษตรให้มีความปลอดภัยมีคุณภาพและได้รับรองมาตรฐานรวมถึงส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าใจ และสามารถบริหารจัดการด้านการตลาดได้อย่างชาญฉลาด

 

ล่าสุดกรมส่งเสริมการเกษตรได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัย กับบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์จำกัด (มหาชน) เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตร โดยเฉพาะสินค้าที่ผลิตตามระบบเกษตรที่ดีมีคุณภาพของเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) เกษตรกรที่อยู่ในระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรจากตลาดเกษตรกร ให้มีสถานที่จำหน่ายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ เปิดโอกาสให้เกษตรกรได้พบปะกับผู้บริโภคโดยตรง ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตให้ผลิตสินค้ามีคุณลักษณะและปริมาณสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค รวมทั้งทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า ส่งผลให้เกษตรกรสามารถช่วยเหลือตนเองได้แบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นวิถีดำเนินการที่เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรในการผลิตสินค้าเกษตรที่ดี และเกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้

ความร่วมมือกันตามแนวประชารัฐในครั้งนี้ นับเป็นมิติและโอกาสสำคัญที่ทำให้เกษตรกรได้รับโอกาสและมีพื้นที่ขายสินค้าคุณภาพ เพิ่มช่องทางให้เกษตรกรได้พบปะผู้บริโภคโดยตรง ที่สำคัญผู้บริโภคก็มีโอกาสได้เข้าถึงสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ในราคาที่เหมาะสมจากเกษตรกรผู้ผลิต ช่วยลดปัญหาสินค้าล้นตลาดหรือราคาตกต่ำ

ด้าน นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้คัดเลือกเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร นำสินค้าด้านการเกษตรที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP หรือเกษตรอินทรีย์ รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูป สินค้าหัตถกรรม และสินค้าที่เกิดจากการผลิตของเกษตรกร มาจำหน่ายในพื้นที่ของ โฮมโปร สาขาต่างๆ ทั่วประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ ด้านการผลิตและการตลาด และการเชื่อมโยงเครือข่ายในระบบการผลิตสินค้าเกษตร ตลอดจนประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภครู้จักและเข้าถึงแหล่งสินค้าดีมีคุณภาพ ทางกรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้จัดงาน Farm @Home การพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัย ภายใต้หัวข้อ “สินค้าเกษตรมีคุณภาพ หลากหลายผลิตภัณฑ์ ชั้นนำประจำถิ่น” ณ มาร์เก็ตวิลเลจ หัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2และสำนักงานเกษตรจังหวัด 8 จังหวัดภาคตะวันตก รวมทั้งกลุ่มเกษตรกรจากตลาดเกษตรกร 8 จังหวัด นำสินค้าคุณภาพดีมาจัดแสดงและจำหน่าย

นับเป็นจุดเริ่มต้นในการนำพาให้เกษตรกร พัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพในทุกด้าน สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงในอาชีพให้กับเกษตรกรไทย ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้กำหนดให้มีการจัดงานพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัยกระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรดีมีคุณภาพไปสู่กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายได้อย่างทั่วถึง