‘กรมชล’กวาด4รางวัลเลิศรัฐ n ผลงานบริหารงานภาครัฐแบบมีส่วนร่วมจาก‘กพร.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/364446

x

‘กรมชล’กวาด4รางวัลเลิศรัฐ n ผลงานบริหารงานภาครัฐแบบมีส่วนร่วมจาก‘กพร.’

วันจันทร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2561 จากการจัดประกวด “ภาครัฐ เพื่อประชาชน” ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(ก.พ.ร.) ซึ่งกรมชลประทานได้ส่งเข้าประกวดในสาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม โดยได้รับถึง 4 รางวัล เป็นรางวัลดีเด่น 2 สาขา ประกอบด้วย รางวัลดีเด่น สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทรางวัลเปิดใจใกล้ชิดประชาชน (Open Governance) จากการดำเนินงานด้านการมีส่วนร่วมของกรมชลประทาน และรางวัลดีเด่น สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทรางวัลสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม (Effective Change) ผลงานจากโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ที่โครงการอ่างเก็บน้ำดอยงู จังหวัดเชียงราย

ส่วนอีก 2 รางวัล เป็นรางวัลชมเชย ประกอบด้วย รางวัลชมเชย สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทรางวัลผู้นำหุ้นส่วนความร่วมมือ (Engaged Citizen) ได้แก่ นายวันชัย สวัสดิ์แดง จากผลงาน การบริหารการใช้น้ำชลประทานมหาสวัสดิ์ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม และ รางวัลชมเชย สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทรางวัลผู้นำหุ้นส่วนความร่วมมือ (Engaged Citizen) ได้แก่ กลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยสงสัย อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี จากผลงาน การบริหารจัดการน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยสงสัย อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี

“การที่กรมชลประทานได้รับรางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมถึง 4 รางวัลดังกล่าว เนื่องมาจากกรมชลประทาน ได้ให้ความสำคัญในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยกำหนดไว้ในยุทธศาสตร์และเป้าหมายในการขับเคลื่อนองค์กรขึ้นสู่ปีที่ 117 ของกรมชลประทาน ที่จะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอนของกระบวนการพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำ เพราะการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นสามารถขับเคลื่อนและดำเนินการโครงการต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพและแก้ไขปัญหาได้ถูกต้อง ทำให้การดำเนินโครงการประสบผลสำเร็จอย่างน่าพอใจ อย่างไรก็ตามการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องมีการพัฒนาความรู้ความเข้าใจในการให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่ประชาชน รับฟังความคิดเห็นในทุกๆด้านควบคู่ไปด้วย” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ด้าน นายสุจินต์ หลิ่มโตประเสริฐ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน เปิดเผยว่า
เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2561 ที่ผ่านมา สำนักงาน ก.พ.ร. ได้มีการจัดพิธีมอบรางวัลเลิศรัฐ สาขาการมีส่วนร่วม ประจำปี 2561 ดังกล่าว ขึ้นที่ อาคารอิมแพ็ค ฟลอรั่ม เมืองทองธานี ถนนแจ้งวัฒนะ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล

‘กฤษฎา’ชูธงปฏิรูป​เกษตร​แผนใหม่​ สานพลังเครือข่ายเกษตรกร882ศูนย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/364443

'กฤษฎา'ชูธงปฏิรูป​เกษตร​แผนใหม่​ สานพลังเครือข่ายเกษตรกร882ศูนย์

‘กฤษฎา’ชูธงปฏิรูป​เกษตร​แผนใหม่​ สานพลังเครือข่ายเกษตรกร882ศูนย์

วันอาทิตย์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561, 18.40 น.

“กฤษฎา”ชูธงปฏิรูป​เกษตร​แผนใหม่​ สานพลังเครือข่ายเกษตรกร882ศูนย์ ยึดศาสตร์พระราชาสร้างผู้นำเกษตรกร ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักดำรงชีพ

16 ก.ย.61 ที่ จ.ชลบุรี นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวระหว่างเปิดงานสานพลังเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้พัฒนาประสิทธิภาพผลผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ทั่วประเทศ กลไกปฎิรูปภาคเกษตร ว่า รัฐบาลมีนโยบายการปฏิรูปภาคการเกษตรโดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพ ซึ่ง ได้กำหนดนโยบายใช้ตลาดนำการผลิต และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยึดศาสตร์พระราชา เศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักดำรงชีพ​

“การเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้น​ได้จำเป็นสร้างเกษตรกรผู้นำ เพื่อเป็นผู้นำไปสู่​เกษตรกรรรมแผนใหม่​ของประเทศ ให้มีความเข้มแข็ง สามารถแข่งขัน และก้าวทันสถานการณ์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ขับเคลื่อนผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) จำนวน 882 ศูนย์ ทั่วประเทศ ใช้เป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้​และเทคโนโลยีด้านการเกษตรที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน โดยเน้นการเรียนรู้จากเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน​ โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ คอยเป็นพี่เลี้ยง รูปแบบการเรียนรู้เป็นแบบมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องตลอดฤดูกาลผลิต เพื่อให้เกษตรกรที่มาเรียนรู้เกิดความรู้ ความเข้าใจ สามารถนำความรู้ที่ได้รับจาก ศพก.ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับไร่นาของตนเอง” นายกฤษฎา กล่าว

และว่า รวมทั้งส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มกัน ผลิต จำหน่ายและบริหารจัดการร่วมกัน ทั้งในรูปของกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน​ สหกรณ์การเกษตร​เพื่อ​ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาด เชื่อมโยงการตลาด และบริหารจัดการให้เกิดความสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ของสินค้า

ด้าน นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการสร้างเครือข่าย ศพก. , เครือข่ายแปลงใหญ่ และเครือข่าย Young Smart Farmer ทั้งในระดับจังหวัด เขต และประเทศ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคการเกษตรโดยภาคประชาชน ซึ่งปัจจุบันสามารถดำเนินการแปลงใหญ่ได้จำนวน 4,007 แปลง พื้นที่ 5,173,105.5 ไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วมจำนวน 320,453 คน และมีการเชื่อมโยงสินค้าแปลงใหญ่ ที่ได้คุณภาพมาตรฐานกับตลาดที่แน่นอน เกิดการจับคู่ธุรกิจหลายกลุ่มสินค้า โดยเฉพาะในพืชเศรษฐกิจหลักสำคัญ ได้แก่ ข้าว, พืชไร่, พืชผัก-สมุนไพร, ไม้ผล และประมง-ปศุสัตว์ ตามนโยบายตลาดนำการผลิต

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาและสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ซึ่งความสามารถของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หันมาทำการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนจากทำมากได้น้อย เป็นทำน้อยได้มาก สอดคล้องกับโมเดล Thailand 4.0 เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การเกษตรแผนใหม่ เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming) และการเกษตรแม่นยำสูง (Precision Farming) และการพัฒนาเข้าสู่เปิดตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ ในการรวมพลังครั้งนี้ มีเกษตรกรแปลงใหญ่ เกษตรกรผู้นำ ศพก.และ เกษตรกรรุ่นใหม่ (young smart farmer) จะนำไปสู่การสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งในอนาคตต่อไป

‘อธิบดีปศุสัตว์’สั่งแจ้งความเอาผิดเจ้าของ หลังนำวัวตายจากพิษสุนัขบ้าไปชำแหละขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/364411

'อธิบดีปศุสัตว์'สั่งแจ้งความเอาผิดเจ้าของ หลังนำวัวตายจากพิษสุนัขบ้าไปชำแหละขาย

‘อธิบดีปศุสัตว์’สั่งแจ้งความเอาผิดเจ้าของ หลังนำวัวตายจากพิษสุนัขบ้าไปชำแหละขาย

วันอาทิตย์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561, 16.13 น.

16 ก.ย.61 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกรณีชาวบ้าน อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช รับประทานเนื้อวัวที่ตายจากโรคพิษสุนัขบ้า โดยเจ้าของนำมาชำแหละขายโดยไม่เชื่อฟังคำแนะนำของเจาหน้าที่ปศุสัตว์ ที่ให้ฝั่งกลบทำลายซาก ว่า ได้สั่งการปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช แจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าของวัวแล้วกรณีจำหน่ายสัตว์ตายโดยมิได้ถูกฆ่า และไม่ได้ตรวจโรคโดยพนักงานตรวจโรคสัตว์ ผิดกฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์ มาตรา 36/37/38 มีโทษมาตรา56/60/62 จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยยังมีโทษปรับเรียงตามรายตัวสัตว์ วัว หรือกระบือ ตัวละไม่เกิน 5 หมื่นบาท และโทษฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน มีโทษจำคุก 1 – 2 ปี ปรับ 1 – 2 แสนบาท หรือทั้จำทั้งปรับ และในวันนี้ ได้ดำเนินการจัดประชุมภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งปศุสัตว์ สาธารณสุข นายอำเภอ ฝ่ายปกครอง ผู้นำท้องที่ผู้นำท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการประชุมเพื่อหามาตรการในการแก้ไขปัญหา

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวว่า ได้รับรายงานข้อเท็จจริงว่าเมื่อวันที่ 7 ก.ย.61 เจ้าหน้าที่ผสมเทียม อ.พรหมคีรี ได้รับแจ้งวัวป่วย มีอาการซึม น้ำลายไหลยืด และถ่ายเหลวเป็นเลือด เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการรักษาวัวตัวดังกล่าว จนวันที่ 12 ก.ย.วัวได้เสียชีวิตลง เจ้าของวัวได้ทำการผ่าซาก และปศุสัตว์อำเภอพรหมคีรีได้ทำการเข้าไปตรวจสอบ พบม้ามมีลักษณะดำคล้ำ บริเวณลำไส้มีจุดเลือดออก ร่วมกับอาการจากการซักประวัติ สงสัยโรคพิษสุนัขบ้า จึงได้ทำการเก็บซากหัวส่งมายังสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมให้คำแนะนำและกำชับเจ้าของว่าให้ทำการฝังซาก ห้ามนำมารับประทาน ซึ่งวันที่ 13 ก.ย.เจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราชทำการผ่าซากหัว เก็บเฉพาะส่วนสมองส่งตรวจยังศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคใต้

ต่อมาวันที่ 14 ก.ย.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคใต้แจ้งพบผลบวกต่อเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์อำเภอพรหมคีรี จึงได้ดำเนินการออกสอบสวนโรค พบว่า เหตุเกิด ณ ม.1 ต.นาเรียง อ.พรหมคีรี เจ้าของวัวมีวัวทั้งหมด 12 ตัว ป่วยและเสียชีวิต 1 ตัว เป็นวัวพันธุ์พื้นเมือง เพศผู้ อายุ 3 ปี เจ้าของได้ทำการแจกจ่ายและขายเนื้อวัวออกไปในพื้นที่ใกล้เคียงโดยไม่ได้เชื่อคำแนะนำของปศุสัตว์อำเภอพรหมคีรีที่ได้แนะนำไว้ เบื้องต้นไม่พบผู้โดนวัวตัวนี้กัด แต่มีผู้สัมผัสกับเนื้อวัวจำนวน 6 ราย สาเหตุการติดเชื้อพิษสุนัขบ้าคาดว่าน่าจะเกิดมาจากโดนสุนัขกัดในช่วงเวลากลางวัน ซึ่งเจ้าของได้นำวัวไปผูกล่ามไว้ในทุ่งหญ้าสาธารณะ

ในส่วนองค์การบริหารส่วนตำบลนาเรียงได้ดำเนินการจัดซื้อและฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับสุนัขและแมวพื้นที่ ต.นาเรียง แล้ว จำนวน 1,200 ตัว ครบตามยอดที่ได้สำรวจสัตว์ไว้ ซี่งการดำเนินการสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราชสำนักงานปศุสัตว์อำเภอพรหมคีรี ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขนครศรีธรรมราช เข้าสอบสวนจุดเกิดโรคเพื่อค้นหาผู้สัมผัสโรคเพิ่มเติม ในเบื้องต้นพบว่ามีการนำเนื้อโคไปขาย ณ ตลาดตำบลท่างิ้ว อ.เมือง และ อ.นบพิตำ ซึ่งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราชจะได้ทำการประสานงานค้นหาผู้สัมผัสเชื้อในอำเภออื่นๆ ต่อไป ประสานงานกับทางนายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาเรียง เพื่อจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นกรณีพิเศษ เพื่อฉีดกระตุ้นให้กับสุนัขและแมวในพื้นที่ และสำนักงานปศุสัตว์อำเภอพรหมคีรีได้ทำการประกาศเขตโรคระบาดสัตว์ชั่วคราว ชนิด ดำเนินการฉีดวัคซีนให้กับสุนัขและแมว ในรัศมี 5 กิโลเมตร ตามมาตรการของกรมปศุสัตว์ และฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าให้กับโคร่วมฝูงที่เหลืออีก 11 ตัว รวมทั้งโคที่เลี้ยงปล่อยในทุ่งหญ้าสาธารณะเดียวกับวัวที่เสียชีวิต ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย.ประสานผู้นำท้องถิ่น และอาสาในชุมชน ช่วยกันเฝ้าระวังและสังเกตอาการของสัตว์ในกลุ่มเสี่ยงเป็นระยะเวลา 6 เดือน หากสงสัยหรือสัตว์มีอาการป่วยให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอหรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราชได้ทันที

สำหรับผู้ที่สัมผัสเชื้อ เบื้องต้นได้เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่โรงพยาบาลพรหมคีรีแล้ว เบื้องต้นมีผู้ได้รับวัคซีนแล้ว จำนวน 35 ราย พร้อมกันนี้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช ยังได้ประสานงานไปยัง สำนักงานสาธารณสุขอำเภอใกล้เคียง เพื่อค้นหาผู้สัมผัสโรค และนำส่งไปฉีดวัคซีน ณ โรงพยาบาลประจำอำเภอใกล้เคียง

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่าจากประเด็นปัญหา เจ้าของและชาวบ้านนำซากโคชำแหละไปปรุงอาหารและมีอาการผิดปกติ เช่น เซื่องซึม ขนพอง ตาแดงกล่ำ ฯลฯ นั้น ขอยืนยันว่า ไม่มีประชาชนที่กินเนื้อโคที่ชำแหละแล้วเกิดอาการ แต่มีกระบวนการค้นหาผู้สัมผัสกับเนื้อโค ผู้นำเนื้อโคไปปรุงอาหาร การนำส่งประชาชนผู้สัมผัสเนื้อโคดังกล่าว เข้ารับบริการฉีดวัคซีนตามกระบวนการของกระทรวงสาธารณสุข

โบ้ย รมต.ดอง! ‘กฤษฏา’เดือด ขรก.ซุกความเดือดร้อน ปชช. สั่งด่วนปลัดฯสอบวินัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/364315

โบ้ย รมต.ดอง! ‘กฤษฏา’เดือด ขรก.ซุกความเดือดร้อน ปชช. สั่งด่วนปลัดฯสอบวินัย

โบ้ย รมต.ดอง! ‘กฤษฏา’เดือด ขรก.ซุกความเดือดร้อน ปชช. สั่งด่วนปลัดฯสอบวินัย

วันเสาร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2561, 16.57 น.

โบ้ย รมต.ดอง! ‘กฤษฏา’เดือด ขรก.ซุกความเดือดร้อน ปชช. สั่งด่วนปลัดฯสอบวินัย

15 ก.ย.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์(รมว.กษ.) เปิดเผยว่า ได้สั่งการด่วนที่สุดให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ อธิบดีหรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า และผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งองค์การมหาชนในสังกัด กษ.ทุกหน่วย กำชับข้าราชการในสังกัดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เรื่องแนวทางการเสนอหนังสือราชการให้รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯลงนาม

ทั้งนี้ ตนมอบแนวทางตั้งแต่มาดำรงตำแหน่งในเดือน ธ.ค.60 ได้กำหนดไว้แล้วให้ผู้บริหารหรือผู้บังคับบัญชาทุกหน่วยงานให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะขั้นตอนการเสนอหนังสือราชการให้รัฐมนตรีฯลงนามแจ้งส่วนราชการ หรือเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา หรือเรื่องที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชน หรืออยู่ในความสนใจของประชาชน ต้องให้ความสนใจเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบถือเรื่องมาพบ และชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับสาระของเรื่อง เพื่อให้รัฐมนตรีสามารถลงนามได้ทันที ทั้งในเวลาและนอกเวลาราชการ ก็ได้ทุกโอกาส และเน้นย้ำเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนให้ความสำคัญอันดับแรก

รมว.กษ. ระบุว่า ที่ผ่านมาตนลงนามในหนังสือราชการทุกฉบับ อย่างช้าที่สุดไม่เคยเกิน 48 ชั่วโมงนับแต่มีการเสนอเรื่อง จึงไม่มีเรื่องค้างการพิจารณาลงนามที่ห้องรัฐมนตรีเป็นเวลานานกว่าสัปดาห์ หรือเป็นเดือนแต่อย่างใด พร้อมกับดำเนินการตามระเบียบกฎหมายเพื่อไม่เกิดความผิดพลาด

“แต่ขณะนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีส่วนราชการในสังกัด กษ.บางแห่งไม่ถือปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว ทำให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ หรือบางครั้งเมื่อมีเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นๆ หรือประชาชนมาติดตามเรื่องกับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโดยตรง ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่หลายคนก็มักจะปฏิเสธ ไม่ชี้แจงความเป็นมาของเรื่องว่าอยู่ในขั้นตอนใด แต่มักจะแจ้งว่าเรื่องยังอยู่ในระหว่างรอรัฐมนตรีฯลงนาม ถ้าพบว่าข้าราชการรายใด หรือหน่วยงานใดในสังกัดไม่ปฏิบัติ จนเกิดความเสียหายแก่ทางราชการ และหรือประชาชนให้ผู้บังคับหน่วยสั่งสอบสวน และลงโทษทางวินัยทุกกรณีด้วย” นายกฤษฏา กล่าว

‘หม่อนไหม’ขับเคลื่อนงานวิจัย ชูความสำเร็จ4ผลงานผลักดันศักยภาพอาชีพเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363947

x

‘หม่อนไหม’ขับเคลื่อนงานวิจัย ชูความสำเร็จ4ผลงานผลักดันศักยภาพอาชีพเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า การสนับสนุนด้านงานวิจัยเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่กรมหม่อนไหมให้ความสำคัญ ซึ่งในปี 2561 ในงานประชุมวิชาการหม่อนไหม มีผลงานวิจัยด้านหม่อนไหมที่ได้รับรางวัล 4 ผลงาน ประกอบด้วย รางวัลวิจัยระดับดี 1 รางวัล ได้แก่ เรื่องการสำรวจและวินิจฉัยโรคไหมในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างเพื่อการป้องกันกำจัด ซึ่งผลที่ได้จากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ พบว่า ฤดูฝนเป็นฤดูที่พบเชื้อสาเหตุโรคไหมแพร่ระบาดมากที่สุด โดยเชื้อราพบแพร่ระบาดทุกฤดูกาล เชื้อแบคทีเรียและไวรัสพบระบาดมากที่สุดในฤดูฝน และเชื้อโปรโตซัวพบระบาดเฉพาะในฤดูฝน การตรวจวินิจฉัยเชื้อสาเหตุโรคของไหมเบื้องต้น พบว่า เชื้อไวรัสและแบคทีเรีย หนอนไหมจะมีอาการคล้ายกันคือ ลำตัวอ่อนนิ่ม บวม สีผนังลำตัวเปลี่ยนไป แต่จะแตกต่างโดยเชื้อไวรัสส่วนใหญ่หนอนไหมจะมีอาการตัวเหลือง ชอบไต่ตามขอบกระด้ง ผนังลำตัวมัน เปราะบาง แตกง่าย ส่วนเชื้อแบคทีเรีย หนอนไหมจะมีผนังลำตัวเหนียว ไม่แตก สีแดง น้ำตาลแดง ดำ มีกลิ่นเหม็น ส่วนเชื้อรานั้นโดยส่วนใหญ่หนอนไหมจะมีลำตัวแข็ง หด และมีเส้นใหญ่เชื้อราขึ้นปกคลุมลำตัว ส่วนเชื้อโปรโตซัวจะมีหลากหลายอาการแต่ที่พบส่วนใหญ่จะมีขนาดลำตัวเล็กกว่าปกติ เมื่อทราบถึงหลักการวินิจฉัยเชื้อที่ถูกต้อง จะนำไปสู่การป้องกันกำจัดได้ทันเวลาต่อไป

ส่วนรางวัลวิจัยระดับชมเชยอีก 3 รางวัล ได้แก่ 1.เรื่อง ผลการสาวไหมด้วยวิธีต่างๆ ต่อคุณสมบัติของเส้นไหมไทย ศึกษาคุณสมบัติของเส้นไหมไทยพันธุ์ไทยพื้นบ้าน(ตุ่ยxสิ่ว) และเส้นไหมไทยพันธุ์ไทยลูกผสม (J108xนางลาย) 2.เรื่องการเปลี่ยนแปลงปริมาณเชื้ออะโซโตแบคเตอร์ในดินที่มีการปลูกหม่อน และ 3.เรื่องการพัฒนาเครื่องหมายโมเลกุลเพื่อช่วยในการคัดเลือกพันธุ์หม่อนที่ทนทานต่อความเค็ม

“ผลงานวิจัยดังที่กล่าวมาทั้ง 4 ผลงาน ล้วนก่อให้เกิดการพัฒนาในอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้ได้คุณภาพมากยิ่งขึ้น นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่จะมีส่วนช่วยในการผลักดันอาชีพด้านหม่อนไหมของไทยให้สามารถแข่งขันในระดับประเทศได้ต่อไป” อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

กรมชลปรับแผนเพิ่มระบายน้ำ เฝ้าระวัง5เขื่อนล้นความจุ-รับมือฝนกระหน่ำรอบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363948

x

กรมชลปรับแผนเพิ่มระบายน้ำ เฝ้าระวัง5เขื่อนล้นความจุ-รับมือฝนกระหน่ำรอบใหม่

วันศุกร์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พร้อม นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้เดินทางลงพื้นที่ จ.กาญจนบุรี เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำแม่กลอง เนื่องจากเขื่อนใหญ่ 2 แห่งของลุ่มน้ำนี้มีปริมาณน้ำสูงกว่าระดับเกณฑ์ควบคุม โดยเขื่อนวชิราลงกรณ อ.ทองผาภูมิ มีปริมาณน้ำ 8,401 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือ 95% ของปริมาณความจุ ส่วนเขื่อนศรีนครินทร์ อ.ศรีสวัสดิ์ มีปริมาณน้ำ 16,195 ล้าน ลบ.ม. หรือ 91% ของปริมาณความจุ นอกจากนี้สถิติที่ผ่านมา พบว่า ช่วงเดือนกันยายน–ตุลาคมของทุกปี จะเป็นช่วงที่มีปริมาณนํ้าไหลเข้าเขื่อนมากที่สุด เพราะจะมีร่องความกดอากาศตํ่าเลื่อนจากภาคเหนือลงมายังภาคกลาง ซึ่งจะทําให้เกิดฝนตกหนัก

ดังนั้น พล.อ.ฉัตรชัย จึงสั่งการให้ปรับแผนบริหารจัดการลุ่มน้ำแม่กลองให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยเร่งระบายน้ำออกจากเขื่อนวชิราลงกรณและเขื่อนศรีนครินทร์ในห้วงเวลาที่คาดว่าฝนทิ้งช่วง เพื่อให้ระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์ควบคุม สามารถรองรับปริมาณนํ้าฝนที่คาดว่าจะตกหนักในเดือนกันยายน–ตุลาคมได้ แต่การระบายน้ำของทั้ง 2 เขื่อน ต้องเพิ่มการระบายแบบขั้นบันได และจัดจราจรทางนํ้าในการระบาย เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ

โดยเขื่อนวชิราลงกรณจะปรับแผนการระบายน้ำจากวันละประมาณ 52 ล้าน ลบ.ม. เป็น 58 ล้าน ลบ.ม. ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน เป็นต้นไป ซึ่งจะส่งผลให้ระดับนํ้าในแม่น้ำแควน้อยสูงขึ้นจากปัจจุบัน 40 เซนติเมตร ไม่ให้เกินความจุของลําน้ำแควน้อย ส่วนเขื่อนศรีนครินทร์ จะปรับแผนเพิ่มการระบายนํ้า จากวันละประมาณ 20 ล้าน ลบ.ม. เป็นวันละ 28 ล้าน ลบ.ม. ตั้งแต่ 7-13 กันยายน ซึ่งจะส่งผลให้ระดับนํ้าในแม่น้ำแควใหญ่สูงขึ้นจากปัจจุบัน 35 เซนติเมตร แต่ไม่เกินความจุของลํานํ้า สำหรับเขื่อนทดน้ำแม่กลอง อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ที่กรมชลประทานดูแล ก็จะปรับแผนการการระบายให้สอดคล้องกับทั้ง 2 เขื่อนด้วยเช่นกัน

สำหรับสถานการณ์น้ำในเขื่อนต่างๆ นั้น ขณะนี้มีเขื่อนที่เฝ้าระวังพิเศษที่มีระดับน้ำเกินเกณฑ์ควบคุม และมีปริมาณน้ำเกิน 80% ของความจุ จำนวน 5 แห่ง เป็นเขื่อนที่อยู่ในการดูแลของกรมชลประทาน 3 แห่งคือ 1.เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร มีปริมาณน้ำ 558 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 107% ของความจุ กรมชลประทานได้ปรับลดการระบายน้ำเพื่อลดผลกระทบพื้นที่ท้าย 2.เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี มีปริมาณน้ำ 753 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 106% กรมชลประทานได้เร่งพร่องน้ำตามการคาดการณ์ฝนที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง และ 3.เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก มีปริมาณน้ำ 197 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 88% ขณะนี้ได้ลดการระบายน้ำลงแล้ว ส่วนเขื่อนอีก 2 แห่งที่เฝ้าระวังพิเศษ คือ เขื่อนวชิราลงกรณและเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งอยู่ในการดูแลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

เกษตรฯเดินหน้านโยบาย‘S-Curve’ ยกระดับโรงคัดบรรจุผัก-ผลไม้สด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363946

x

เกษตรฯเดินหน้านโยบาย‘S-Curve’ ยกระดับโรงคัดบรรจุผัก-ผลไม้สด

วันศุกร์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า โรงคัดบรรจุผักและผลไม้สดเป็นจุดสำคัญของการผลิตผักและผลไม้สดที่ปลอดภัยตลอดห่วงโซ่ เนื่องจากเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญระหว่างเกษตรกรกับผู้บริโภค โดยทำหน้าที่รวบรวมผักและผลไม้จากเกษตรกรมาผ่านกระบวนการผลิตก่อนจำหน่ายสู่ผู้บริโภค ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด (มกษ. 9035-2553) และมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงรวบรวมผักและผลไม้สด (มกษ. 9047-2560) เพื่อใช้เป็นกลไกควบคุมและพัฒนาคุณภาพผักและผลไม้ ให้เกิดการขับเคลื่อนมาตรฐานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คือ GAP และ GMP ส่งเสริมคุณภาพและได้มาตรฐานตลอดห่วงโซ่การผลิต ซึ่งเป็นการดำเนินการตามแผนขับเคลื่อน Smart Agricultural Curve (S-Curve)

นายพิศาล พงศาพิชณ์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า โรงคัดบรรจุผักและผลไม้สดบ้านโนนเขวา อ.เมือง จ.ขอนแก่น ได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาโรงคัดบรรจุและโรงรวบรวมผักและผลไม้สดขนาดเล็กให้เป็นไปตามหลักการปฏิบัติที่ดีในการผลิต (GMP) โดย มกอช. ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานภายใน จ.ขอนแก่น และผู้แทน บริษัทเอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ผู้ประกอบการห้างโลตัส กำหนดแผนพัฒนาโรงคัดบรรจุพืชผักผลไม้สดบ้านโนนเขวาเข้าสู่มาตรฐาน GMP โดยมีการอบรมเตรียมความพร้อม อบรมการจัดการและการกำกับดูแลโรงคัดบรรจุตามหลัก GMP และฝึกปฏิบัติการใช้ชุดทดสอบสารเคมีตกค้างในผักและผลไม้ (GT-Test Kits) ให้มีความรู้ความเข้าใจหลักเกณฑ์ในการรับวัตถุดิบเข้าสู่โรงคัดบรรจุ การจัดการและการกำกับดูแลโรงคัดบรรจุ

นอกจากนี้ ได้มีการการทวนสอบการควบคุมกระบวนการผลิตของโรงคัดบรรจุพืชผักผลไม้สดบ้านโนนเขวา โดยการเก็บตัวอย่างผักและผลไม้สดเพื่อตรวจสอบสารเคมีตกค้าง โดยผลการตรวจสอบ ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 94 เปอร์เซ็นต์ จาก 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นได้ว่า โรงคัดบรรจุพืชผักผลไม้สดบ้านโนนเขวา พร้อมที่จะพัฒนายกระดับตามมาตรฐานต่อไป

รายงานพิเศษ : ‘หม่อนไหม’เร่งพัฒนาคุณภาพเส้นไหม จากภาคเกษตรมุ่งสู่‘อุตสาหกรรมสิ่งทอ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363951

รายงานพิเศษ : ‘หม่อนไหม’เร่งพัฒนาคุณภาพเส้นไหม  จากภาคเกษตรมุ่งสู่‘อุตสาหกรรมสิ่งทอ’

รายงานพิเศษ : ‘หม่อนไหม’เร่งพัฒนาคุณภาพเส้นไหม จากภาคเกษตรมุ่งสู่‘อุตสาหกรรมสิ่งทอ’

วันศุกร์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมหม่อนไหม เดินเครื่องส่งเสริมเกษตรกรใช้เครื่องสาวไหม UB2 และเครื่องปั่นตีเกลียวเส้นไหมเพื่อผลิตเส้นไหมที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดสิ่งทอในระดับอุตสาหกรรม ลดการนำเข้าเส้นไหมจากต่างประเทศ

นายไพโรจน์ เฮงแสงชัย รองอธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า ปัจจุบันการผลิตสิ่งทอจากเส้นไหมในระบบอุตสาหกรรมนั้นจำเป็นจะต้องใช้เส้นไหมที่มีคุณภาพ มีความสม่ำเสมอขอเส้นใย และมีความแข็งแรงที่จะใช้กับเครื่องจักรขนาดใหญ่ แต่ด้วยการผลิตเส้นไหมของเกษตรกรส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเกษตรกรรายย่อย ประกอบกับการใช้วิธีการสาวไหมที่ขาดการพัฒนา ส่งผลให้เส้นไหมที่ได้ยังขาดคุณภาพที่จะนำไปผลิตสิ่งทอในระดับอุตสาหกรรมได้ ด้วยเหตุนี้กรมหม่อนไหมจึงมีนโยบายในการพัฒนาเครื่องสาวไหมเพื่อที่จะสามารถนำมาผลิตเส้นไหมให้ได้คุณภาพและสามารถนำไปผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้

โดยหนึ่งในเครื่องสาวไหมที่มีคุณภาพที่กรม มองว่ามีศักยภาพในการส่งเสริมให้นำมาสาวไหมเพื่อให้ได้เส้นไหมที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ได้แก่ เครื่องสาวไหม UB2 ซึ่งเป็นผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์ศูนย์หม่อนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (อุบลราชธานี) และตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่าเครื่องสาวไหมอุบลราชธานี 50 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และเป็นเกียรติแก่หน่วยงานสถานีทดลองหม่อนไหมอุบลราชธานี ซึ่งเป็นแหล่งริเริ่มคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ ตั้งแต่เมื่อปี 2538 มาปรับปรุงใหม่เพื่อให้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพตรงตามความต้องการใช้เส้นไหม

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันการผลิตอุตสาหกรรมสิ่งทอมีความต้องการเส้นไหมมาก โดยจะเห็นได้จากผู้ประกอบการต่างประเทศเริ่มหาซื้อรังไหมจากประเทศไทยเพื่อนำไปผลิตเส้นใยในอุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นจำนวนมาก กรมหม่อนไหมได้เล็งเห็นโอกาสในการสนับสนุนให้เกษตรกรมีรายได้จากการประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่มีตลาดรองรับที่แน่นอน จึงขยายผลด้านการผลิตเส้นไหมให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตเส้นไหมยืนและเส้นไหมพุ่งด้วยเครื่องสาวไหม UB2 และเครื่องปั่นตีเกลียวเส้นไหมโดยเครื่องมือทั้ง 2 เครื่องนี้เป็นผลงานวิจัยของนักวิจัยกรมหม่อนไหมที่มีศักยภาพการสาวที่ให้เส้นที่มีความสม่ำเสมอ มีเกลียวที่เพียงพอต่อการนำไปผลิตผ้าและผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานของอุตสาหกรรมสิ่งทอ

โดยในปี พ.ศ.2561 กรมหม่อนไหมได้เริ่มนำร่องการพัฒนาคุณภาพเส้นไหมด้วยเครื่องสาวไหม UB2 และเครื่องปั่นตีเกลียว จำนวน 20 กลุ่ม ในพื้นที่ จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดศรีสะเกษ และจะขยายผลต่อเนื่องในปี พ.ศ.2562 ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดสระบุรี และจังหวัดมุกดาหาร โดยมีเป้าหมายการผลิตเส้นไหมเข้าสู่ตลาดไม่น้อยกว่า 100 ตัน

ทั้งนี้เครื่องสาวไหมดังกล่าวเป็นเครื่องสาวไหมขนาดย่อมขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ขนาด 1/4 แรงม้า มีประสิทธิภาพสูงกว่าการสาวไหมด้วยมือแบบพื้นเมืองถึง 6 เท่า โดยน้ำหนักจากการใช้เวลาในการสาวเท่ากัน แต่คุณภาพของเส้นไหมที่ได้มีลักษณะกลม มีการรวมตัวของเส้นไหมดีมาก ขณะทำการสาวไหมยังสามารถกรอเส้นไหมได้พร้อมกันอีกด้วย ต้นทุนการผลิตต่ำ วัสดุที่ใช้ประกอบเครื่องหาได้ง่ายในท้องถิ่น เคลื่อนย้ายได้สะดวก โดยในปี 2560 ที่ผ่านมา กรม ได้ทดลองส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีได้นำเครื่องดังกล่าวไปใช้จำนวน 20 เครื่อง ผลที่ได้เกษตรกร 18 ราย สามารถใช้เครื่องดังกล่าวได้ดีและได้เส้นไหมคุณภาพ สามารถทดแทนเส้นไหมยืนที่ต้องนำเข้าหรือสั่งซื้อจากโรงงานได้ ซึ่งจากผลการทดลองดังกล่าวในปีนี้จึงได้ขยายผลการใช้ให้มากขึ้นและพร้อมผลักดันให้ปี 2562 เป็นปีแห่งการพัฒนาการสาวไหมให้มีคุณภาพต่อไป

‘ไทย-ลาว’ระดมรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรระบาดหนักในจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363952

'ไทย-ลาว'ระดมรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรระบาดหนักในจีน

‘ไทย-ลาว’ระดมรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรระบาดหนักในจีน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561, 18.16 น.

13 ก.ย.61 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดการประชุมร่วมคณะกรรมการพัฒนาปศุสัตว์ไทย-ลาว ครั้งที่ 15 และการประชุมทวิภาคีด่านกักกันสัตว์ไทย-ลาว ครั้งที่ 8 ที่ จ.กาญจนบุรี โดยมี ดร.สีทอง พิผกาวง เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายลาว ซึ่งในที่ประชุมผู้แทนจากลาวสอบถามถึงการเตรียมเฝ้าระวังและเผชิญโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (AFS) ระบุว่า ไทยได้ดำเนินการแล้ว ผู้แทนจากลาวจึงขอศึกษามาตรการที่ไทยวางไว้ไปเป็นต้นแบบใช้ในลาว เนื่องจากมีความกังวลว่า โรค AFS ซึ่งกำลังระบาดอยู่ในจีนจะแพร่เข้ามาถึงลาวซึ่งมีพรมแดนติดกัน ซึ่งไทยเตรียมชุดตรวจยืนยันโรค (Test Kit) ให้ลาวนำไปใช้ อีกทั้งจะมีการรายงานภาวะโรคระบาดฉุกเฉิน ทำให้สามารถป้องกันการระบาดของโรคจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง การประสานงานในการตรวจปล่อยสินค้าปศุสัตว์ที่ด่านกักกันสัตว์ของทั้งสองประเทศ ซึ่งช่วยลดปัญหาการเกิดโรคระบาดจากการลักลอบเคลื่อนย้ายสัตว์ตามแนวชายแดน ทั้งนี้ การช่วยเหลือในการป้องกันไม่ให้โรค AFS แพร่เข้ามาในลาว จะเป็นการป้องกันไม่ให้โรคนี้แพร่เข้ามาในไทยโดยง่าย เนื่องจากที่ตั้งของประเทศลาวกั้นระหว่างจีนกับไทยอยู่

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนกำลังเร่งควบคุมโรค AFS ทั้งเพื่อไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปทั่วประเทศรวมถึงลุกลามยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียได้ เนื่องจากเป็นโรคติดต่อร้ายแรงจากเชื้อไวรัส เมื่อสุกรติดเชื้อแล้ว ระยะฝักตัวของโรคสั้นมาก มีอัตราการตายเกือบ 100% จึงให้เกษตรกรหมั่นสังเกตอาการของสุกรที่เลี้ยงเนื่องจากบางรายเข้าใจผิดว่าโรคอหิวาต์แอฟริกาเป็นโรคเดียวกับไข้หวัดหมู ซึ่งไข้หวัดหมู (Swine flu) เกิดจากเชื้อไวรัสก่อให้เกิดโรคทางระบบเดินหายใจของสุกร สุกรที่ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก มีน้ำมูก หนังตาบวมแดง และ ไข้สูง เป็นต้น โดยมีอัตราการป่วยสูงแต่อัตราการตายต่ำ (1-4%) การติดต่อในสุกรสามารถติดต่อได้โดยทางตรงจากการสูดหายใจเอาละอองที่มีเชื้อไวรัสจากสุกรที่ป่วยเข้าไปหรือทางอ้อมจากการสัมผัส ยานพาหนะ หรืออุปกรณ์เครื่องมือที่มีการปนเปื้อนของเชื้อไวรัส

ปัจจุบันมีรายงานพบเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในสุกรอยู่ 3 สายพันธุ์หลักๆ ได้แก่ H1N1 , H3N2 และ H1N2 ส่วนโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ติดต่อร้ายแรงในสุกร โดยมีสุกรป่าเป็นแหล่งรังโรคและมีเห็บอ่อนเป็นพาหะนำโรค โรคนี้เป็นโรคประจำถิ่นในอนุภูมิภาคซาฮาราของทวีปแอฟริกา ประเทศซาดิเนียของทวีปยุโรป ต่อมาพบการระบาดของโรคในประเทศจอร์เจีย ประเทศอาเซอร์ไบจัน ประเทศอาร์เมเนีย สหพันธรัฐรัสเซีย และล่าสุดที่สาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยโรคนี้เป็นโรคสัตว์แปลกถิ่นสำหรับประเทศไทยรวมทั้งประเทศในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ ถึงแม้ว่าโรคนี้จะไม่ใช่โรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน แต่ก็ถือว่าเป็นโรคที่สามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรสูง เนื่องจากหากมีการระบาดของโรคนี้ในประเทศแล้วจะกำจัดโรคได้ยาก เพราะในปัจจุบันนี้ยังไม่มีวัคซีนในการป้องกันโรค ในขณะที่เชื้อไวรัสที่ก่อโรค มีความทนทานต่อสิ่งแวดล้อมสูง สุกรที่หายป่วยแล้วจะเป็นพาหะของโรคได้ตลอดชีวิตและยิ่งกว่านั้นโรคนี้เป็นโรคที่มีความความรุนแรงมาก โดยทำให้สุกรที่ติดเชื้อมีการตายเฉียบพลันเกือบ 100% สุกรที่ป่วยจะแสดงอาการคล้ายคลึงกับโรคอหิวาต์สุกร และพีอาร์อาร์เอส คือ มีไข้สูง เบื่ออาหาร ท้องเสีย และแท้งในแม่สุกร โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรสามารถติดต่อได้จากการที่สุกรสัมผัสโดยตรงกับสิ่งคัดหลั่งของสุกรป่วย การหายใจเอาเชื้อเข้าไป การกินอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อน รวมทั้งโดนเห็บที่มีเชื้อกัด เป็นต้น

ทั้งนี้ จากผลการสอบสวนโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในสหพันธ์รัสเซีย พบว่ามีสาเหตุจากการปนเปื้อนเชื้อไวรัสในไส้กรอกและซาลามีซึ่งบริโภคแบบไม่ปรุงสุก ที่คนบริโภคไม่หมดแล้วนำไปเลี้ยงสุกร กรมปศุสัตว์จึงขอย้ำให้เกษตรกรหลีกเลี่ยงการใช้เศษอาหารไปเลี้ยงสุกรและหากพบสุกรแสดงอาการป่วยดังกล่าวให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ รวมทั้งหากไม่แน่ใจว่า เป็นไข้หวัดหมู หรือโรคอหิวาต์แอฟริกาให้แจ้งทางปศุสัตว์ทันทีเพื่อจะได้ตรวจยืนยันโรค ซึ่งจะทำให้ควบคุมการระบาดได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที

‘กฤษฏา’ท้าเกษตรกรพิสูจน์ ปลูกข้าวโพด-เลี้ยงสัตว์ 4 เดือนฟันกำไร4พันต่อไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363898

'กฤษฏา'ท้าเกษตรกรพิสูจน์ ปลูกข้าวโพด-เลี้ยงสัตว์ 4 เดือนฟันกำไร4พันต่อไร่

‘กฤษฏา’ท้าเกษตรกรพิสูจน์ ปลูกข้าวโพด-เลี้ยงสัตว์ 4 เดือนฟันกำไร4พันต่อไร่

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561, 16.24 น.

“กฤษฏา ท้าเกษตรกรไม่ปล่อยโดดเหว พิสูจน์ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ใช้เวลา 4 เดือน ทำกำไร4พันบาทต่อไร่ ระบุทิ้งไว้เป็นผลงานชิ้นสุดท้ายก่อนมีเลือกตั้ง ชี้ฝันร้ายใน5ปี กระแสทุเรียนฟีเวอร์ เข้าอีกหรอบเดียวกับยางพารา ปลูกจนมั่วรุกป่าหลายล้านไร่ เร่งกษ.วางแผนแก้ต้นตอผลิตได้ไม่รู้ไปขายใคร”

13 ก.ย. 61 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวปาถกฐาพิเศษในงานการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการเกษตรอาสา สู่การปฏิรูปเกษตรไทย ยุค 4.0 โดยมีเกษตรอาสาทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า1 พันคน ว่าเริ่มแรกที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีเกษตรฯมีม็อบเกษตรกรสวนยางให้รับปากแก้ราคายางใน 3 เดือน ซึ่งตนรับปากไปว่าจะทำราคายางไม่ต่ำกว่าต้นทุน ทางเกษตรกรก็บอกเองว่าคือราคา 60 บาทจึงไม่ขาดทุน พอมาวันนี้ราคา 42 บาท มาถามตนจะรับผิดชอบหรือไม่ ต่อมาอีกระยะราคาไข่ไก่ตก ทั้งกุ้งขาว สับปะรด ทุกสินค้าเกษตรเกิดซ้ำวนเวียนแบบนี้ทุกๆปี แต่ไม่แก้ต้นตอกันมุ่งแต่ผลิตแต่ไม่รู้ไปขายใคร

ขณะนี้ชาวนายังปลูกข้าวสองสามรอบ มีข้าวถึงปีละ 40 ล้านตัน ทำให้กดราคามาตลอด ผมตั้งหลักว่าต้องปลูกครั้งเดียว ช่วงที่เหลือในพื้นที่ 2.82 ล้านไร่ 32 จังหวัดให้ไปปลูกพืชอื่นลดนำเข้าจากต่างประเทศลงให้ได้ ขอให้เกษตรอาสาเข้าทำความเข้าใจเกษตรกรต้องเลือกปลูกพืชอื่นในเดือน พ.ย.นี้ เช่นถั่วเขียว ถั่วเหลือง หรือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยรัฐมีมาตรการช่วยเหลือทั้งเงินกู้จากธกส.ไม่หักหนี้เก่า อัตราดอกเบี้ยต่ำ มีตลาดรับซื้อทุกพื้นที่ กระทรวงจะเป็นตัวกลางช่วยครบวงจร ถ้าไม่มีตลาดห้ามแนะนำให้ทำจะไม่ปล่อยเกษตรกรไปโดดเหว

“ผมฝันร้ายทุเรียนใน5ปีจะเหมือนยางพารา เมื่อ10 ปี แห่ปลูกกันมั่ว ผมถามในกระทรวงฯให้คิดไว้ล่วงหน้า ปลูกทุเรียนอีกกี่ไร่ถึงจะพอกับตลาด ตอนนี้เริ่มแก้เรื่องยาง ใช้พ.ร.บ.เศรษฐกิจการเกษตร ในมาตรา5 ให้อำนาจรมว.เกษตรฯ ประกาศเขตเศรษฐกิจการเกษตร กำหนดพื้นที่ทำเกษตรต้องเป็นพื้นที่ถูกกฎหมาย ผมอยากโค่นยางจริงๆต้อง 2 ล้านไร่ เพราะดันไปปลูกรุกที่ป่า จะมีพวกมาว่ารังแกคนยากคนจน ทำไมไม่ทำที่คนรวย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บอกว่าอย่าเพิ่งไปทำ ให้ไปจัดการที่ปลูกกันสะเปสะปะไม่รู้ไปขายใคร ถ้าแก้เรื่องข้าวสำเร็จใน 4 เดือนข้างหน้าจะเห็นผลผลิตข้าวโพดก่อนผมจะออกมีเลือกตั้ง ซึ่งเดือนก.พ.ปี62 เกษตรกรจะขายได้กำไรไร่ละ 4 พันบาทมีคนรับซื้อจริงไหม พิสูจน์ผลงานเป็นผลงานชิ้นสุดท้าย จากนี้จะไม่มีการแทรกแซงราคาบิดเบือนตลาด ไม่ต้องไปพูดถึงข้าวดี ข้าวเน่าเสียหายงบไปแค่ไหน ตอนนี้ต้องแก้ยางในสต็อก 1.04 แสนตัน ซื้อไว้ราคา90 ต่อกิโลกรัม เสียค่าเก็บเดือนละ20ล้านบาทมากว่า4-5ปี ไปดูมีขึ้นราเริ่มเสีย

นายกฯประกาศชัดเจน ยางชุดนี้ไม่เอายางออกขาย ซึ่งตอนนี้ต้องอดทน เราไปซื้อนำตลาดไว้แล้วขายไม่ได้ ถ้ามาขาย40 บาทก็ โดนด่าหาว่ารัฐมนตรีได้ตังด้วยหรือเปล่าซึ่งเป็นความเสียหายของเราทุกคนมาภาษีอากร แม้ว่ารัฐบาลมีนโยบายต่างๆไม่หรูหรา แต่จะทำราคาพืชผลทุกชนิดไม่ต่ำกว่าต้นทุน เกษตรกรอยู่ได้ ยืนยันว่ากำลังหาวิธีช่วยเหลือชาวสวนยาง มีรายได้อบรมอาชีพเสริม เพราะขณะนี้ยังมีปัจจัยกระทบราคายางในประเทศ ทั้งปริมาณที่ออกมาก

ตลาดซื้อขายล่างหน้า และปริมาณการใช้ยางในต่างประเทศ ได้รับผลจากการขึ้นภาษีต่างๆ ทำให้ราคาตกลง เกิดภาวะชะลอตัว คาดว่าช่วงเดือนพ.ย. ต่างประเทศมีการใช้ยางมากขึ้นราคาจะขยับขึ้นกว่าปัจจุบัน ส่วนยางค้างสต็อก จะนำไปหารือกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง หาวิธีนำยางออกไปใช้เพื่อไม่กดดันราคาอีกต่อไป”นายกฤษฏา กล่าว