‘กฤษฎา’ชี้ขั้นตอนเลิกใช้3สารพิษ1-2ปี ให้เวลาเกษตรกรปรับตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363880

'กฤษฎา'ชี้ขั้นตอนเลิกใช้3สารพิษ1-2ปี ให้เวลาเกษตรกรปรับตัว

‘กฤษฎา’ชี้ขั้นตอนเลิกใช้3สารพิษ1-2ปี ให้เวลาเกษตรกรปรับตัว

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561, 15.53 น.

13 ก.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงกรณีองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เรียกร้องให้ยุติการใช้สารเคมี 3 ชนิด ในการเกษตร ว่า การยุติหรือเลิกใช้สารเคมีพาราควอต , ไกลโฟเซล และคอร์ไพริฟอส มีขั้นตอนภายใน 1 – 2 ปี โดยคณะกรรมการวัตถุอันตรายเป็นผู้พิจารณา ระหว่างนี้มีมติกำจัดการใช้ให้ทางกระทรวงเกษตรฯ เสนอแผนจำกัดและรูปแบบซึ่งได้เสนอไปแล้ว หากอยู่ๆ ให้ยกเลิกเลย กระทรวงเกษตรฯ ก็จะทำผิดกฎหมาย

“ผมพร้อมยกเลิก หากช่องทางกฎหมายเปิด และให้เกษตรกรปรับตัวมีช่องทางช่วยเหลือตัวเองได้ไปสู่การทำเกษตรไม่ใช่สารเคมี เช่น เกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดภัย โดยให้ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรฯ ตั้งคณะกรมการรณรงค์เผยแพร่วิธีการเพื่อให้เกษตรกรเปรียบเทียบ ซึ่งเวลานี้เกษตรกรทำเกษตรมีผลผลิตขายได้เร็วเขาก็เลือก ต้องเห็นใจคนยากคนจน ราคาสินค้าเกษตรไม่ดี ต้องเห็นใจด้วยถ้าทำอะไรไปไม่ดูแล จะมีปัญหาอีกกลุ่ม ซึ่งได้ลดการนำเข้ามา 1.3 หมื่นตัน จาก 5 – 6 หมื่นตัน ล็อคประเภทพืชที่ใช้ กำหนดพื้นที่ใช้ ทางส่วนหน่วยงานพยายามหาทางยับยั้งใช้สารเหล่านี้ จึงอยากเชิญชวนกลุ่มองค์กรรณรงค์เลิกใช้ ช่วยรณรงค์ให้เกษตรกรตระหนักรู้อย่างกว้างขวางด้วย” นายกฤษฎา กล่าว

เปิดนวัตกรรมใหม่ขยายพันธุ์ยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363739

x

เปิดนวัตกรรมใหม่ขยายพันธุ์ยาง

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการแทนผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท. มีนโยบายส่งเสริมการพัฒนางานวิจัยสร้างนวัตกรรมยางพารา โดยล่าสุดได้ประสบผลสำเร็จในงานนวัตกรรมการขยายพันธุ์ยางแนวใหม่ ลดต้นทุนเวลา จนได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดนวัตกรรมการยางแห่งประเทศ ไทย ประจำปี 2561 ซึ่งจะนำผลงานดังกล่าวไปขยายผลสู่เกษตรกรต่อไป

ดร.วิทยา พรหมมี นักวิชาการเกษตร 8 หัวหน้าวิจัยและผลิตยาง สถาบันวิจัยยาง กยท. เจ้าของงานนวัตกรรมการขยายพันธุ์ยางแนวใหม่ลดต้นทุนเวลา เปิดเผยว่า การขยายพันธุ์ยางพาราที่นิยมกันตั้งแต่อดีตยังใช้วิธีการติดตาต้นตอที่มีอายุ 6 เดือน ก่อนจะนำมาเพาะเลี้ยงเป็นยางชำถุงอีก 6 เดือน ให้ได้ใบยาง 1 ฉัตร รวมแล้วเสียเวลาอย่างน้อย 1 ปี แต่นวัตกรรมการขยายพันธุ์ยางแนวใหม่ทำได้เร็วกว่า ใช้เวลาเพียง 4 เดือน ก็สามารถนำต้นกล้าลงดินปลูกได้แล้ว และทำให้ต้นกล้าโตไว น้ำยางที่ออกมาให้มีเปอร์เซ็นต์สูงกว่าแบบเดิม

สำหรับนวัตกรรมการขยายพันธุ์ยางแนวใหม่ ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2556 ที่ สถานีวิจัยยางฉะเชิงเทรา สามารถนำมาขยายพันธุ์ได้ทุกสายพันธุ์ ด้วยวิธีการติดตาต้นตอที่มีอายุ 1 เดือน จากเดิมจะใช้ต้นตออายุประมาณ 6-8 เดือน ส่วนกระบวนการอื่นๆ จะเหมือนกันหมด แต่เทคนิคพิเศษการติดตาต้นตอที่มีขนาดเล็กคนติดตาต้องมีการฝึกฝีมือ รวมท้ังสภาพแวดล้อมต้องเหมาะสม ถ้าไม่เหมาะจะทำให้ความสำเร็จในการขยายพันธุ์ยางต่ำลง

ทั้งนี้จากการทดลองนำต้นยางชำถุงที่ติดตา 1 เดือน ไปทดลองปลูกลงแปลงจนเข้าสู่ปีที่ 4 เมื่อเก็บข้อมูลสรีระของต้นยางเปรียบเทียบทางวิทยาศาสตร์ พบว่า ต้นยางตั้งตัวไวเจริญเติบโตได้ดี ลำต้นขนาดเท่ากับยางที่ติดตา 6 เดือน และเมื่อถอนต้นขึ้นมาตรวจวิเคราะห์ ยังพบว่า ระบบรากค่อนข้างสมบูรณ์ แข็งแรง มีระบบรากแก้ว ไม่ขด ไม่งอ ไม่ขาด ซึ่งจะทำให้รากสามารถชอนไชไปหาอาหาร เพื่อส่งไปเลี้ยงส่วนต่างๆของต้นยางได้ดี ประสิทธิภาพของการให้น้ำยางสูงกว่า จากน้ันได้ทดลองกรีดยาง 10 ครั้ง ติดต่อกันแล้วนำผลผลิตน้ำยางที่ได้มาตรวจสอบทางวิชาการเปรียบเทียบกัน ปรากฏว่า ต้นยางที่ขยายพันธุ์ด้วยต้นตอ 1 เดือน ให้ผลผลิตของเปอร์เซ็นต์น้ำยางแห้ง 117 กรัม สูงกว่าต้นตอ 6 เดือน ที่ให้ผลผลิตแค่ 115 กรัม

“ข้อสำคัญของนวัตกรรมการขยายพันธุ์ยางแนวใหม่ดังกล่าว นอกจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นแล้วยังลดต้นทุนในการเตรียมต้นยางชำถุง ลดระยะเวลาดูแลรักษาใส่ปุ๋ย กำจัดวัชพืช ลดค่าจ้างแรงงาน และได้ต้นยางชำถุงที่มีคุณภาพดี ซึ่ง กยท. จะนำไปถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรในการทำยางชำถุง ให้สามารถทำเป็นธุรกิจขยายผลต่อได้ในอนาคตให้เป็นรูปธรรม” หัวหน้าวิจัยและผลิตยาง สถาบันวิจัยยาง กยท. กล่าวในที่สุด

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีฯเตรียมพร้อมสู่ปี’62 ‘สร้างสมดุลแห่งการพัฒนา สายงานประชารัฐเพื่อความยั่งยืน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363742

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีฯเตรียมพร้อมสู่ปี’62  ‘สร้างสมดุลแห่งการพัฒนา สายงานประชารัฐเพื่อความยั่งยืน’

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีฯเตรียมพร้อมสู่ปี’62 ‘สร้างสมดุลแห่งการพัฒนา สายงานประชารัฐเพื่อความยั่งยืน’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ 

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จัดการประชุมสัมมนาวิชาการ ประจำปี 2561หัวข้อ “เตรียมความพร้อมสู่ ปี 2562 สร้างสมดุลแห่งการพัฒนาสายงานประชารัฐเพื่อความยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 6-8 กันยายน 2561 ณ ชลพฤกษ์ รีสอร์ท อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายกโดยมี นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เป็นประธาน เพื่อรับทราบและทบทวนผลการดำเนินการปี 2561และรับทราบแผนการดำเนินงานและงบประมาณปี 2562 พร้อมร่วมรับฟังแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน และหลักการใช้ชีวิตของข้าราชการ

ทั้งนี้ ตามที่รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ระหว่างปี พ.ศ.2560-2579 เพื่อพัฒนาประเทศ ให้มีความมั่นคงมั่งคั่ง และยั่งยืน โดยยึดการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งสิ่งวัดความสำเร็จ ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเกษตรกร คือข้อมูลจากการจดบันทึกบัญชีของเกษตรกร โดยมีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นหน่วยงานสนับสนุนและส่งเสริมการทำบัญชี ให้เกษตรกรมีความรู้และเข้าใจในการนำระบบบัญชีไปใช้เป็นข้อมูลในการประเมินและวางแผนการจัดระเบียบรายรับ-รายจ่าย ช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สิน รู้จักความพอมี พอกิน พอใช้ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งแก่ตนเองและครอบครัว ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้นำแนวทางตามยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี และนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาสู่การปฏิบัติ โดยมุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการเงินการบัญชีแก่เกษตรกรสถาบันเกษตรกร โดยกรมได้ขับเคลื่อนการให้องค์ความรู้ทางบัญชี ควบคู่กับภารกิจหลักด้านการวางระบบบัญชีและตรวจสอบบัญชีสหกรณ์มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็งด้วยบัญชี เกษตรกรได้มีความรู้และเข้าใจในการนำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการภาคการเกษตร ประชาชนใช้บัญชีเป็นคู่มือการดำเนินชีวิตและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจระดับฐานราก รวมถึงพัฒนากรมตรวจบัญชีสหกรณ์ให้เป็นแหล่งข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับการเงินและการดำเนินธุรกิจสหกรณ์เพื่อให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ซึ่งมีผลต่อการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

ปัจจุบันกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้สอนการทำบัญชีให้เกษตรกร แบ่งเป็นบัญชีในครัวเรือน 5.6 ล้านครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ 2.4 ล้านครัวเรือน เพื่อให้เกษตรกรสามารถทำบัญชีได้ใช้ข้อมูลทางบัญชีมาวางแผนการลงทุนและการผลิต ส่งผลให้ผลผลิตได้ราคา มีรายได้เพิ่มและมีกำไร รวมทั้งสร้างเครือข่ายครูบัญชีอาสาทั่วประเทศ เพื่อเป็นตัวแทนในการถ่ายทอดความรู้การจัดทำบัญชีสู่เกษตรกร เยาวชน และคนในชุมชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งในชุมชน ก้าวสู่การดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวอีกว่า การจัดประชุมสัมมนาวิชาการ ประจำปี 2561 ในหัวข้อ “เตรียมความพร้อมสู่ปี 2562 สร้างสมดุลแห่งการพัฒนา สายงานประชารัฐเพื่อความยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 6-8 กันยายน 2561 นี้ จึงเป็นการเตรียมความพร้อมของบุคลากรกรม ให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆซึ่งจะเป็นการสะท้อนปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานร่วมกันเพื่อนำไปปรับปรุง พัฒนา และต่อยอด การดำเนินงานในปีงบประมาณ 2562 โดยนำปัจจัยแวดล้อมต่างๆ รวมถึงยุทธศาสตร์และนโยบายของรัฐบาลและกระทรวง มาเป็นกรอบในการวางแผนอีกทั้ง เป็นโอกาสสำคัญให้ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ความคิดเห็นและประสบการณ์ต่างๆ เพื่อสร้างความสามัคคีภายในองค์กรร่วมกัน

สกู๊ปพิเศษ : ‘ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่14’ ขับเคลื่อนงานพัฒนาศักยภาพบริการจัดการสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363740

สกู๊ปพิเศษ : ‘ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่14’ ขับเคลื่อนงานพัฒนาศักยภาพบริการจัดการสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง

สกู๊ปพิเศษ : ‘ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่14’ ขับเคลื่อนงานพัฒนาศักยภาพบริการจัดการสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 14 จังหวัดชัยนาท ลงพื้นที่สหกรณ์นิคมนครชุม จำกัด จังหวัดกำแพงเพชร ขับเคลื่อนการดำเนินงานพัฒนาศักยภาพการบริการจัดการสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง โดยมีสมาชิกสหกรณ์จำนวน 60 คนต่อรุ่นต่อวัน จำนวน 2 รุ่น รวม 120 คน เข้าร่วมอบรมในครั้งนี้

นางณัฏยา ศรีชัย ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 14 จังหวัดชัยนาท สำนักพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ด้วยนโยบายการปฏิรูปภาคเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร สร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนำนวัตกรรมเทคโนโลยีและองค์ความรู้เข้ามาช่วยขับเคลื่อน สามารถลดต้นทุนได้ เพิ่มผลผลิตได้ เพื่อไปสู่เป้าหมายปลายทางคือ คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้นรายได้เพิ่มขึ้น หนี้สินลดลง และมีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกรสร้างรายได้หลักให้ประเทศ ด้วยระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ ที่มุ่งปรับเปลี่ยนระบบการส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ขนาดใหญ่ เพื่อช่วยลดต้นทุนเกษตรกรรายย่อย เพื่อให้เกิดการรวมกลุ่มกันใช้เครื่องมือ เครื่องจักรกลมาช่วยในการผลิต เข้าถึงเทคโนโลยีได้มากขึ้น มีความสามารถในการจัดการผลิตผลอย่างมืออาชีพ ทำให้คุณภาพสินค้าได้มาตรฐานเท่าเทียมกัน สามารถเข้าถึงการตลาดและมีอำนาจต่อรองทางการตลาดสูงขึ้น

ทั้งนี้การรวมกลุ่มเกษตรแบบแปลงใหญ่ มีแนวทางสอดคล้องกับระบบสหกรณ์ ทั้งการรวมกลุ่ม การบริหารจัดการและเป้าหมายของสมาชิก สหกรณ์เป็นองค์กรในรูปแบบเศรษฐกิจที่เกิดจากการรวมตัวของประชาชนเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้านอาชีพตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ สหกรณ์สอดคล้องกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หากสหกรณ์เข้มแข็งแล้วจะสามารถสร้างความมั่นคงทางอาชีพให้สมาชิก อีกทั้งสหกรณ์ยังเป็นองค์กรในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เกษตรแปลงใหญ่ ธนาคารสินค้าเกษตร เกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่ การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และการใช้เครื่องจักรกลทดแทนแรงงาน ตลาดสินค้าเกษตร การพัฒนาสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน และการจัดการหนี้สินสมาชิกสหกรณ์

สำหรับการลงพื้นที่สหกรณ์นิคมนครชุม จำกัด จังหวัดกำแพงเพชร ในการจัดโครงการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง หลักสูตร การประชุมเชิงปฏิบัติการ “การสร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการบริหารจัดการสหกรณ์” เกิดขึ้นภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิกเข้าใจแนวทางสหกรณ์ การทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ สิทธิหน้าที่ของสมาชิกสหกรณ์ การให้ความร่วมมือขับเคลื่อนแผนพัฒนาสหกรณ์สู่ความสำเร็จ และมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลการบริหารจัดการสหกรณ์

โดยที่ผ่านมาสหกรณ์นิคมนครชุมจำกัด จ.กำแพงเพชร ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจสหกรณ์ เป็นสหกรณ์อีกแห่งหนึ่ง ที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตและแปรรูปมันเส้นสะอาดเพื่ออาหารสัตว์แบบครบวงจร ตั้งแต่การส่งเสริมพัฒนาการปลูกมันสำปะหลังระบบน้ำหยด การรับซื้อหัวมันสดจากสมาชิกสหกรณ์ ที่ผ่านมาสามารถสร้างประโยชน์ให้สมาชิกได้ตรงกับเป้าหมายของรัฐบาลในเรื่องของการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ นอกจากนี้ยังสนับสนุนการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชนอย่างต่อเนื่อง

หม่อนไหมเปิดโฉม2ผลิตภัณฑ์ ซอสพริก-มัลเบอร์รี่ในน้ำเชื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363738

หม่อนไหมเปิดโฉม2ผลิตภัณฑ์  ซอสพริก-มัลเบอร์รี่ในน้ำเชื่อม

หม่อนไหมเปิดโฉม2ผลิตภัณฑ์ ซอสพริก-มัลเบอร์รี่ในน้ำเชื่อม

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 5 จังหวัดชุมพรพบว่า มีผลดำเนินงานที่ก้าวหน้าเป็นรูปธรรมหลายด้าน โดยเฉพาะการแปรรูปผลิตภัณฑ์หม่อนไหม เช่น การแปรรูปมัลเบอร์รี่เป็นซอสพริกมัลเบอร์รี่สำหรับใช้ในครัวเรือน สถานประกอบการโรงแรมต่างๆและมัลเบอร์รี่ในน้ำเชื่อม ซึ่งเป็น 2 ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปหม่อนปี 2561 จำนวน 15 ผลิตภัณฑ์ ที่มีแนวโน้มสามารถส่งเสริมให้สามารถทำตลาดได้ ซึ่งปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรผลิตจำหน่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

นายอดิษฐ์ อินสุวรรณ รักษาราชการแทน ผอ.สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 5 จังหวัดชุมพร กล่าวว่า จากความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ปัจจุบันผลหม่อนสามารถนำไปทำผลิตภัณฑ์แปรรูปได้หลายรูปแบบ เช่น ชาหม่อน ผงหม่อนอัดเม็ด เครื่องดื่ม (น้ำหม่อนพร้อมดื่ม และน้ำหม่อนชนิดเข้มข้น) ผลหม่อนแช่อิ่มอบแห้งผลหม่อนแผ่นบาง-แผ่นหนา ผลหม่อนแผ่นกรอบที่สามารถเห็นได้ตามท้องตลาดทั่วไป อย่างไรก็ตาม การพัฒนายังคงต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนารูปแบบการแปรรูปผลิตภัณฑ์หม่อนให้มีความหลากหลาย มีเอกลักษณ์ และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด บนพื้นฐานที่เกษตรกรกลุ่มเกษตรกรสามารถผลิตได้ และไม่ต้องลงทุนวัสดุ อุปกรณ์ที่มีราคาแพงเพื่อการผลิต

ทั้งนี้ ซอสพริกมัลเบอร์รี่ เป็นผลงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มมัลเบอร์รี่เขาช่องคีรีวงศ์ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร และมัลเบอรี่ในน้ำเชื่อม เป็นผลงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกหม่อน (มัลเบอร์รี่) เพื่อแปรรูปบ้านป่างาม อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีแนวโน้มการผลิตเพื่อการจำหน่ายและวางตำแหน่งของผลิตภัณฑ์ในตลาดโดยเน้นคุณค่า และประโยชน์ของหม่อนเป็นหลัก ทั้งนี้ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์หม่อนในพื้นที่อีกด้วย

แตกใบอ่อน : 3นวัตกรรมดันสินค้าเกษตรไทยโกอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363737

807934531

แตกใบอ่อน : 3นวัตกรรมดันสินค้าเกษตรไทยโกอินเตอร์

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ความล้ำหน้าของเทคโนโลยีหรือไอที นำไปสู่การคิดค้น “นวัตกรรม”ใหม่ ไม่เว้นแม้แต่ภาคเกษตรกรรม ที่ต้องปรับเปลี่ยน ปรับตัว หาช่องทางสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันในโลก ที่เปลี่ยนไปเร็วเพียงพลิกฝ่ามือ ซึ่งก็หมายถึงงานค้นคว้าวิจัยต่างๆ ก็ต้องพัฒนา ให้สอดรับกับสถานการณ์

ต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เผยโฉมงานวิจัยชิ้นล่า 3 ผลงานโบแดง ที่น่าสนใจ เพื่อเกษตรกร ผู้ประกอบการและผู้บริโภค จะได้ประโยชน์จากการนำไปใช้จริง อีกทั้ง ยังช่วยยกระดับ เพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรไทยไปไกลถึงระดับสากล

งานวิจัยอันทรงคุณค่าที่ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ภูมิใจนำเสนอ เริ่มจาก “แอพพลิเคชั่นออร์แกนิค” (Organic Ledger) โดยผศ.ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ จากสาขาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ประโยชน์คือ บันทึกข้อมูลที่เกี่ยวข้องผลผลิตทางการเกษตรทั้ง ชื่อเกษตรกร ฟาร์มและสถานที่ตั้ง ช่องทางติดต่อ ขั้นตอนเพาะปลูก รวมถึงวันและเวลาเก็บเกี่ยว พร้อมผลตรวจสอบลักษณะของผลผลิตดังกล่าวว่าเป็นไปตามมาตรฐานสากลของผลิตภัณฑ์อินทรีย์ ตามฐานข้อมูลของมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทยหรือไม่ และเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ผู้บริโภค ยังมีการออกใบรับรองแบบอิเล็กทรอนิกส์ ให้ฟาร์มหรือผู้ผลิตที่มีผลิตสินค้าทางการเกษตรแบบไร้สารปนเปื้อน ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่าย เพียงการสแกนคิวอาร์ โค้ด (QR Code) ที่ติดไว้บนฉลากสินค้า ก็จะทราบข้อมูลสำคัญทั้งหมด

ชิ้นต่อมาเป็น “นวัตกรรมแถบสีบอกความสุกผลไม้ (Bio-ripeness indicator) และนวัตกรรมชะลอการสุกมะม่วง” สร้างสรรค์โดย รศ.ดร.วรภัทร ลัคนทินวงศ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. จุดเด่นอยู่ที่ มุ่งลดอัตราการเสียหายของสินค้าการเกษตรเมื่อวางจำหน่าย จากการถูกบีบหรือกดในการเลือกซื้อ องค์ประกอบของผลงานชิ้นนี้ ใช้สารละลายกระตุ้นการสร้างสารสีคลอโรฟิลล์ (chlorophyll supplement)ให้มีปริมาณมากขึ้นพร้อมชะลอการทำงานของเอนไซม์ที่ทำหน้าที่สลายคลอโรฟิลล์ในมะม่วง ชะลอการสุกได้สูงถึง 30 วันโดยไม่ทิ้งสารตกค้าง และแถบสีอินดิเคเตอร์(Indicator) แถบสีแสดงการสุกของเนื้อมะม่วง 4 ระยะคือ สีเขียว-เนื้อมะม่วงที่ยังดิบ สีเหลืองอ่อน-เนื้อมะม่วงที่เริ่มสุก สีเหลือง-เนื้อมะม่วงที่พร้อมรับประทาน และ สีเหลืองเข้ม-เนื้อมะม่วงที่สุกเกินมาตรฐาน

ส่วนอีกหนึ่งนวัตกรรม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เปิดตัวคือ “ฟิล์ม ทูฟลาย” (Film to Fly) ผลงานของ ผศ.ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ จากสาขาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ร่วมกับนางสาวพรรณวดี จันทร์ทองนักศึกษา สาขาวิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. พัฒนาขึ้นเพื่อชะลอความสุกของพืชผลเกษตรจากใบยี่หร่า ชะลอสุกกล้วยหอม นาน 2 เดือน ด้วยเทคนิคการเคลือบแบบบริโภคได้ไม่ทิ้งสารเคมีตกค้าง พร้อมรักษาสภาพผิวให้สวยงาม และป้องกันการเกิดโรคขั้วหวีเน่าในผลผลิต หลังเก็บเกี่ยวและระหว่างการขนส่ง นอกจากนี้ ยังใช้ชะลอสุกได้กับมะละกอ และมะม่วงน้ำดอกไม้ด้วย

นอกจากการเปิดตัว 3 นวัตกรรมครั้งนี้มธ.ยังเปิดกว้างสำหรับผู้สนใจ ติดตามข้อมูลรายละเอียดอื่นๆ ได้ผ่านเว็บไซต์ http://www.tu.ac.th/news ซึ่งไม่ได้มีเพียง 3 นวัตกรรมเพื่อการเกษตรเท่านั้น แต่เป็นอีกช่องทางติดตามข้อมูล งานวิจัยที่จะมีออกมาต่อเนื่องแน่นอนในอนาคต

เตือนเกษตรกรผู้ปลูกพริก ระวังการระบาดของโรคกุ้งแห้งพริกในสภาวะฝนตกชุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363789

เตือนเกษตรกรผู้ปลูกพริก ระวังการระบาดของโรคกุ้งแห้งพริกในสภาวะฝนตกชุก

เตือนเกษตรกรผู้ปลูกพริก ระวังการระบาดของโรคกุ้งแห้งพริกในสภาวะฝนตกชุก

วันพุธ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561, 22.03 น.

เตือนเกษตรกรผู้ปลูกพริกในทุกภาคของประเทศไทย ด้วยขณะนี้ หลายพื้นที่มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง สภาพอากาศมีความชื้นสูง จึงขอให้เกษตรกรเฝ้าระวังการระบาดของโรคกุ้งแห้งหรือโรคแอนแทรคโนสพริกซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในต่อเนื่อง สภาพอากาศมีความชื้นสูง กรมส่งเสริมการเกษตร จึงขอให้เกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงปลูกพริกอย่างสม่ำเสมอ พบผลพริกจะมีแผลเป็นรูปไข่หรือวงกลมสีน้ำตาลแผลจะขยายกว้างออกไปไม่จำกัดขนาดและทำให้ผลเน่าหมด ทั้งผลและเนื้อเยื่อของแผลบุ๋มลึกลงไปมีเส้นใยราสีดำเป็นขนสั้นๆ ขึ้นเป็นกระจุก และเรียงเป็นวงกลมซ้อนกันหลายชั้นในสภาพอากาศชื้นจะมีสปอร์ของเชื้อราเป็นสีชมพูอ่อนหรือสีครีมอ่อนๆ ทำให้ผลพริกเน่าและติดต่อกันอย่างรวดเร็ว หากเกิดกับผลอ่อนเซลล์บริเวณแผลที่ถูกทำลายจะหยุดชะงักการเจริญเติบโต ส่วนรอบๆแผลที่ไม่ถูกทำลายจะเจริญเติบโตไปเรื่อยๆ ทำให้เกิดอาการโค้งงอบิดเบี้ยวโดยมีเซลล์ที่ตายอยู่ด้านในลักษณะคล้ายกุ้งแห้งให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อดำเนินการควบคุมและป้องกันกำจัดทันที

เชื้อสาเหตุสำคัญของโรคกุ้งแห้งพริก คือ เชื้อรา  Collectrichum capsici และ Colletotrichum gloeosporioides ในกรณีที่ระบาดรุนแรง และสภาพแวดล้อมเหมาะสมอาจจะเข้าทำลายลำต้นและใบได้ โรคนี้ระบาดมากในฤดูฝน หรือในสภาพความชื้นสัมพัทธ์สูงกว่า 95% และอุณหภูมิ ระหว่าง 27 – 32 องศาเซลเซียส

ในส่วนของแนวทางการแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคกุ้งแห้งพริกนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้เกษตรกร ปฏิบัติ ดังนี้

1.สำรวจแปลงปลกพริกอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

2.ปลูกพืชหมุนเวียนสลับกับพืชที่ไม่อยู่ในตระกูลพริก – มะเขือ กำจัดวัชพืช และจัดการให้มีการ

ระบายน้ำที่ดี ตลอดจนเก็บเศษซากพืชที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลง

3.หลังจากเก็บพริกจากต้นแล้วและในระหว่างการขนส่ง ควรเก็บไว้ในที่เย็นภายใต้อุณหภูมิคงที่

4.เมื่อพริกเริ่มติดผลควรพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชเป็นระยะๆ สารเคมีที่แนะนำ ได้แก่ เบนโนมิล คาร์เบนดาซิม แมนโคเซบ คอลโรทาโลนิลใช้สารเคมีจ่าพวกมาเน็บ ไซเน็บ ไซแรม เคปแทน แอนทราโคล ไดโฟลาแทน วามีนเอส-เดอโรซาน หรือเบนเลท อัตราตามคำแนะนำในฉลากกำหนดทุก 5 ถึง 15 วัน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค

ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร หมายเลขโทรศัพท์ 0-2955-1514 , 0-2955-1626

ฝนทิ้งช่วง ระวังการระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363788

ฝนทิ้งช่วง ระวังการระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง

ฝนทิ้งช่วง ระวังการระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง

วันพุธ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561, 22.01 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรเตือนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์และจังหวัดใกล้เคียง เนืองจากในช่วงนี้เริ่มพบการทำลายของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังในหลายพื้นที่ เนื่องจากสภาพอากาศแห้งแล้ง และฝนเริ่มทิ้งช่วงปริมาณฝนลดลงทำให้การระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้การระบาดเพิ่มขึ้นเนื่องจากต้นฤดูกาลเพาะปลูกที่ผ่านมา เกษตรกรไม่ทำการแช่ท่อนพันธุ์ก่อนการเพาะปลูกด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งเป็นสาเหตุที่ทำให้การระบาดเพิ่มขึ้น จึงฝากเตือนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์เพลี้ยแป้งมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่อง หากพบการระบาด หรือไม่สามารถควบคุมการระบาดในแปลงมันสำปะหลังได้ ให้แจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้านเพื่อดำเนินการป้องกันกำจัดทันที

ในส่วนของแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรควบคุมศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน ได้แก่ ชีววิธีโดยใช้ศัตรูธรรมชาติ เช่น แมลงช้างปีกใส แตนเบียน Anagyrus Lopezi ด้วงเต่าตัวห้ำ และเชื้อราบิวเวอร์เรียควบคุมเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง บำรุงต้นมันสำปะหลังให้สมบูรณ์แข็งแรงโดยการให้ปุ๋ย ให้น้ำอย่างพอเพียง หลีกเลี่ยงการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์จากแหล่งที่พบการระบาดไปยังแหล่งอื่น รวมถึงการอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง อีกทั้งการตัด หรือเด็ดยอดมันสำปะหลังที่พบเพลี้ยแป้งไปเผาทำลายนอกแปลง ยังเป็นการช่วยลดปริมาณของเพลี้ยแป้งได้อีกทางหนึ่งด้วยและสิ่งสำคัญที่สุดคือตัวของเกษตรกรเองควรหมั่นสำรวจแปลงมันสำปะหลังอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ในฤดูปลูกถัดไปควรแช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงก่อนปลูก(นาน 5 – 10 นาที) สารเคมีที่แนะนำให้ใช้ ได้แก่

1.thiamethoxam (Actara 25 % WG) อัตรา 4 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

2.imidacloprid (Provado 70 % WG) อัตรา 4 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

3.dinotefuran (Starkle 10 % WP) อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร หมายเลขโทรศัพท์ 0-2955-1514 , 0-2955-1626

รมว.กษ.ยกทัพ’สินค้าเกษตร’ขึ้นห้าง เร่งกระจายเปิดพื้นที่ขายครบทุกจังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363749

รมว.กษ.ยกทัพ'สินค้าเกษตร'ขึ้นห้าง เร่งกระจายเปิดพื้นที่ขายครบทุกจังหวัด

รมว.กษ.ยกทัพ’สินค้าเกษตร’ขึ้นห้าง เร่งกระจายเปิดพื้นที่ขายครบทุกจังหวัด

วันพุธ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561, 18.33 น.

12 ก.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีลงนามระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร จับมือกับบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) พัฒนาตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัย ณ มาร์เก็ตวิลเลจ หัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อจัดตลาดเกษตรปลอดภัย “Farm@Home” ดึงสินค้าเกษตรขึ้นวางขายบนห้าง หวังช่วยหาตลาดใหม่ให้เกษตรกร ยกหัวหินเป็นพื้นที่นำร่อง พร้อมทยอยดำเนินการให้ครบในทุกจังหวัด ภายในปี 2562

นายกฤษฎา กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศด้านการตลาดนำการผลิต ได้วางแผนและส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพมากกว่าเน้นเพียงปริมาณการขาย ซึ่งทำให้สินค้าสามารถขายได้ราคาดี พร้อมช่วยลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรได้มีตลาดรองรับ เกิดช่องทางการจำหน่ายสินค้าแหล่งใหม่ และป้องกันปัญหาสินค้าล้นตลาด หรือปัญหาสินค้าเกษตรที่อยู่ในช่วงกระจุกตัวของฤดูกาลผลิต ช่วยให้เกษตรกรมีช่องทางในการกระจายสินค้า มีตลาดรองรับสินค้า เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถลดต้นทุนในการเคลื่อนย้ายสินค้าจากแหล่งผลิตถึงผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นตลาดภายในประเทศ หรือตลาดต่างประเทศ

หวั่นเข้าไทย!’อธิบดีปศุสัตว์’สั่งสกัดเข้มโรคระบาดอหิวาต์แอฟริกาในสุกรจากจีน (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363658

หวั่นเข้าไทย!'อธิบดีปศุสัตว์'สั่งสกัดเข้มโรคระบาดอหิวาต์แอฟริกาในสุกรจากจีน (ชมคลิป)

หวั่นเข้าไทย!’อธิบดีปศุสัตว์’สั่งสกัดเข้มโรคระบาดอหิวาต์แอฟริกาในสุกรจากจีน (ชมคลิป)

วันพุธ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561, 14.46 น.

“อธิบดีปศุสัตว์”สั่งสกัดเข้ม! โรคระบาดอหิวาต์แอฟริกาในสุกรจากจีน หวั่นเข้าไทย ทำลายระบบเศรษฐกิจเช่นเดียวกับโรคไข้หวัดนก ชี้เป็นเชื้อไวรัสระบาดได้ง่ายๆ รวดเร็ว ฝักตัว1 สัปดาห์ แพร่กระจายไปกับสารคัดหลั่ง ติดมากับคนทางเสื้อผ้า อาหาร หากถึงฟาร์มสุกร ต้องทำลายกลบฝั่งทั้งหมด ระบุสนามบินนานาชาติทุกแห่ง ช่องทางเสี่ยงสุดนำโรคเข้าไทย ประสานทอท.เร่งหาเจ้าภาพจัดการเศษอาหารทุกชนิดจากเครื่องบิน มาจากประเทศจีน

12 ก.ย.61 ที่กรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้เรียกประชุมทุกหน่วยงาน พร้อมด้วยตัวแทนจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกร วางมาตรการป้องกันโรคระบาดอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ไม่ให้แพร่ระบาดเข้าประเทศไทย ซึ่งขณะนี้กำลังระบาดรุนแรงในประเทศจีน มีการกระจายเชื้อไวรัส ในฟาร์มสุกร 15 จุด โดยโรคนี้ไม่ติดต่อสู่คน เหมือนโรคไข้หวัดนก แต่หากเกิดโรคขึ้นจะกระทบภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศเช่นเดียวกัน

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวว่าโรคนี้ยังไม่เคยพบในไทยแต่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันเฝ้าระวัง ซึ่งกำลังระบาดรุนแรงในจีน โดยไทยมีช่องทางและพื้นที่เสี่ยงของเชื้อโรคเข้ามาได้เร็วที่สุดคือสนามบินนานาชาติทุกแห่งของประเทศ และพื้นที่ตลอดแนวชายแดน ภาคเหนือ ภาคอีสาน  ได้ออกประกาศมาตรการห้ามนำซากสัตว์ ชื้นส่วนสัตว์ ผลิตภัณท์สุกร ห้ามนำเข้าจากจีน ในเวลา 90 วัน ซึ่งคำสั่งนี้จะสิ้นสุดเดือนพ.ย. จึงจะเสนอร่างออกกฎกระทรวงให้รมว.เกษตรฯลงนาม ห้ามนำเข้าซากสัตว์สุกรและผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องทุกชนิด จากประเทศจีนเลย เพื่อเป็นการปิดช่องโหว่ทั้งหมด

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวว่าในวันนี้ทำหนังสือบริษัทท่าอากาศไทย การบินไทย กระทรวงกลาโหม โดยเฉพาะการปฎิบัติทางน้ำแม่น้ำโขง ร่วมบูรณาการป้องกันโรค ซึ่งได้ถอดบทเรียน เส้นทางโรคที่เคยเกิดโรคระบาดในจีน จะลงมาตามเส้นทาง เข้าไทยทางใดบ้าง พร้อมกับประสานกับเพื่อนบ้าน เช่นเวียดนาม เมียนมา ลาว กัมพูชา ร่วมกันทำงานเป็นบัฟเฟอร์โซน หยุดการระบาดไว้ที่จีน ไม่ให้โรคเข้ามาในอาเซียน

“จะปิดรูโหว่ทั้งหมด สิ่งสำคัญเศษอาหารจากเครื่องบินเข้าไทย ที่ต้นทางประเทศจีน ต้องหาเจ้าภาพจัดการ ไม่ให้ไปเลี้ยงสุกร พร้อมกับประสานกระทรวงพาณิชย์ ไปตรวจสอบโกดังห้องเย็นต่างๆมีผลิตภัณฑ์สุกร โรคนี้ถ้าเกิดขึ้นค่อนข้างรุนแรง เชื้อไวรัสตัวนี้เกิดจากหมูป่าแอฟริกา แพร่กระจายไปได้ง่ายๆหลายช่องทาง และทนทานในสิ่งแวดล้อม เช่นติดไปกับสารคัดหลั่ง อาหาร เสื้อผ้า หากเข้ามาไทยเพียง1 สัปดาห์เท่านั้นเกิดระบาดได้รวดเร็ว ดังนั้นเราควบคุมก่อน ไม่เข้าประเทศและวางมาตรการไว้ล่วงหน้าถ้าเกิดแล้วทำอย่างไร เพราะหากมีสุกรติดโรคต้องทำลายกลบฝั่งทั้งหมด เพราะระยะฝักตัวเร็วมากไม่เกิน 1 สัปดาห์ หากเกิดโรคที่ใด ถ้าทั้งฝูงป่วยตาย 30% ให้สงสัยโรคนี้ไว้ก่อน โดยผู้เลี้ยงต้องเฝ้าระวังรีบแจ้งปศุสัตว์ในพื้นที่ ถ้าสุกรมีอาการสงสัย ผิวหนังเป็นจ้ำแดงสีม่วง เพื่อเข้าตรวจสอบโรคได้ทันที จะใช้มาตรการเดียวกับควบคุมโรคไข้หวัดนก จีงวางมาตรการเยียวยาชดเชยเกษตรกรไว้ด้วย” อธิบดีปศุสัตว์ กล่าว

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวว่าได้รับสนับสนุนชุดทดสอบโรคจากเอกชน นำไปให้ศูนยวิจัยพัฒนาการสัตว จ.ลำปาง จ.สุรินทร์ เมื่อสงสัยโรคนำไปตรวจก่อน ขณะนี้เริ่มทำแล้วตรวจซากสุกร มาได้ ได้ผลเป็นลบ ยังไม่เจอโรค ซึ่งการเฝ้าระวังโรค คือ รู้โรคเร็ว สงบเร็ว หาความเสี่ยง ปิดรูรั่วทั้งหมด ได้สั่งด่านปศุสัตว์ไปประจำทุกพื้นที่เสี่ยงโดยเฉพาะสนามบิน มีสุนัขดมกลิ่น ตรวจละเอียดมากขึ้น

สำหรับกรณีวัวตาย 3 – 4 ตัว ที่พื้นที่ภาคอีสาน ได้ส่งปศุสัตว์ตรวจแล้วรายงานเบื้องต้น พบว่าตายจากกินหญ้าที่มีสารเคมีฆ่าหญ้าตกค้าง โดยกำลังส่งไปตรวจว่าตายจากยาฆ่าหญ้าตระกูลไหน เป็นอากาโนฟอสเฟส หรืออากาโนคอนไรส์ ซี่งสารเหล่านี้จะผสมอยู่ใน พาราควอต ไกลโฟรเซต คอร์ไพริฟอส 3 สารพิษ ทำให้ระบบหายใจล้มเหลว ดังนั้นขอประชาชนห้ามนำไปชำแหละรับประทาน ให้ดูเคส วัวตายจากหมาย้ากัด จ.สุรินทร์ เจ้าของนำไปชำแหละแจกจ่ายชาวบ้าน ไปฉีดวัคซีนกว่า 300 คน