‘กฤษฏา’จี้ปลัดเกษตร-อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ตอบคำถามองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363655

'กฤษฏา'จี้ปลัดเกษตร-อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ตอบคำถามองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น

‘กฤษฏา’จี้ปลัดเกษตร-อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ตอบคำถามองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น

วันพุธ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561, 14.33 น.

‘กฤษฏา’จี้ปลัดเกษตร-อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ตอบคำถามองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น ส่งจดหมายเปิดผนึก ยุติใช้3 สารพิษทันที ร้องสอบสวนเชิงลึกเอื้อประโยชน์นักธุรกิจค้าสารเคมีเพื่อการเกษตร หรือไม่”

12 ก.ย. 61 นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(ประเทศไทย(ATC) ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกเรื่อง การใช้สารพิษในการเกษตรที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อประชาชน

ถึง นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ขอให้ยุติการใช้สารเคมีเพื่อการเกษตรอันตรายร้ายแรงทั้งหมดในทันที และสอบสวนเชิงลึกว่ามีการเอื้อประโยชน์ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับนักธุรกิจสารพิษเพื่อการเกษตรหรือไม่

“ขณะนี้เกิดความวิตกกังวลในหมู่ประชาชนอย่างมากว่ารัฐจะปกป้องชีวิตและสุขภาพของประชาชนอย่างไร เมื่อพบว่าทุกวันนี้อาหารและพืชผลการเกษตรมีสารพิษตกค้างจำนวนมาก อันเป็นผลจากการใช้พาราควอตและสารพิษเพื่อการเกษตรอื่น แต่ก็ยังปล่อยให้มีการจำหน่ายและใช้ทั่วไปในปริมาณมหาศาล  แม้นักวิชาการด้านการแพทย์ นักวิจัย กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงเกษตรฯ จะออกมาให้ข้อมูลคัดค้านอย่างต่อเนื่อง

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ขอสนับสนุนท่าทีของนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ,  ศ.นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา นักวิจัยอาวุโส รวมทั้งองค์กรภาคประชาสังคมและนักวิจัยอีกจำนวนมาก ที่ต้องการเห็นคนไทยมีสุขภาพดี แผ่นดินไทยปราศจากสารพิษ ด้วยการหยุดใช้สารเคมีเพื่อการเกษตรที่เป็นอันตรายร้ายแรงทั้งหมดในทันที  และขอเสนอแนวทางต่อรัฐบาล 3 ข้อ ดังนี้

1. ในการพิจารณาของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2561 ขอให้ยึดเอาสุขภาพที่ดีของประชาชน สำคัญกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการค้า และให้นำผลการศึกษาและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศคณะต่างๆ ทั้งด้านสังคม ด้านสาธารณสุข ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะทำงานสารที่มีความเสี่ยงสูง ของกระทรวงสาธารณสุข มาใช้ประกอบการตัดสินใจ

2. ควรเปิดเผยรายชื่อเอกชนที่มีผลประโยชน์ทางการค้าไม่ว่าจะเป็นไทยหรือต่างชาติ เพื่อความโปร่งใส และสนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐ เช่น ดีเอสไอ ได้สอบสวนเชิงลึกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของบุคคลในคณะกรรมการวัตถุอันตราย อนุกรรมการ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตให้ต่อทะเบียนกับนักธุรกิจสารพิษ เพื่อการเกษตร ว่ามีพฤติกรรมที่ฉ้อฉล หรือมีการเอื้อประโยชน์กันหรือไม่

3. ควรแก้ไขพระราชบัญญัติวัตถุอันตรายฯ โดยเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของคณะกรรมการ  ให้มีตัวแทนภาคประชาชนและหน่วยงานที่ดูแลด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งควรให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักในการพิจารณาตัดสินใจ

ในตอนท้ายของจดหมายเปิดผนึก ยังระบุว่า องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ เห็นว่า เพื่อปกป้องชีวิตและสุขภาพของประชาชน รัฐบาลควรให้ยุติการใช้งานสารพิษร้ายแรงเหล่านี้ จนกว่าผู้จำหน่ายจะสามารถหาข้อพิสูจน์ให้เห็นชัดว่า ไม่เป็นพิษกับประชาชน

ต่อจากนั้นนายกฤษฎา ได้สั่งการทางไลน์ให้นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทำหนังสือชี้แจงไปยัง ACT ในประเด็นอำนาจในการอนุญาตให้จำหน่ายและใช้สารเคมีดังกล่าวตามกฎหมายเป็นอำนาจของหน่วยงานใดและมีขั้นตอนการอนุญาตและการเพิกถอนหรือระงับการอนุญาตต้องทำอย่างไรตามกฎหมาย รวมถึงมติครั้งสุดท้ายของคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีว่าอย่างไรและในส่วนของกระทรวงเกษตรฯได้ทำตามมติของคกก.วัตถุอันตรายไปอย่างไรบ้างแล้ว โดยเฉพาะปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯได้กำหนดแนวทางต่อการใช้สารเคมีดังกล่าวอย่างไรบ้าง ซึ่งล่าสุดได้ รมว.เกษตรฯได้มอบให้นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรฯรับผิดชอบการวางแผนและการดำเนินการเผยแพร่การใช้ระบบเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัยให้กว้างขวางแล้ว ทั้งนี้ให้แจ้งรายละเอียดผลการเผยแพร่และรณรงค์เรื่องเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัยไปเพื่อสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องแก่สาธารณชนด้วย

จี้รมว.เกษตรฯยุติใช้สารเคมีอันตราย เปิดชื่อ-สอบเชิงลึกเอื้อประโยชน์เอกชนหรือไม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363598

จี้รมว.เกษตรฯยุติใช้สารเคมีอันตราย เปิดชื่อ-สอบเชิงลึกเอื้อประโยชน์เอกชนหรือไม่

จี้รมว.เกษตรฯยุติใช้สารเคมีอันตราย เปิดชื่อ-สอบเชิงลึกเอื้อประโยชน์เอกชนหรือไม่

วันพุธ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561, 10.23 น.

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ออกจดหมายเปิดผนึกถึง รมว.เกษตรฯ ขอให้ยุติการใช้สารเคมีเพื่อการเกษตรอันตรายร้ายแรงทั้งหมดในทันที และสอบสวนเชิงลึกว่ามีการเอื้อประโยชน์ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับนักธุรกิจสารพิษเพื่อการเกษตรหรือไม่

12 ก.ย.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ค “องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)” ได้เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกที่ยื่นถึงนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องการใช้สารพิษในการเกษตรที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อประชาชน

จดหมายเปิดผนึก ระบุว่า เนื่องจากมีความวิตกกังวลในหมู่ประชาชนอย่างมากในขณะนี้ว่า รัฐจะปกป้องชีวิตและสุขภาพของประชาชนอย่างไร เมื่อพบว่าทุกวันนี้อาหารและพืชผลการเกษตรมีสารพิษตกค้างจำนวนมาก อันเป็นผลจากการใช้พาราควอตและสารพิษเพื่อการเกษตรอื่น แต่ก็ยังปล่อยให้มีการจำหน่ายและใช้ทั่วไปในปริมาณมหาศาล แม้นักวิชาการด้านการแพทย์ นักวิจัย กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงเกษตรฯ จะออกมาให้ข้อมูลคัดค้านอย่างต่อเนื่อง

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ขอสนับสนุนท่าทีของนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , ศ.นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา นักวิจัยอาวุโส รวมทั้งองค์กรภาคประชาสังคมและนักวิจัยอีกจำนวนมาก ที่ต้องการเห็นคนไทยมีสุขภาพดี แผ่นดินไทยปราศจากสารพิษ ด้วยการหยุดใช้สารเคมีเพื่อการเกษตรที่เป็นอันตรายร้ายแรงทั้งหมดในทันที และขอเสนอแนวทางต่อรัฐบาล 3 ข้อ ดังนี้

1.ในการพิจารณาของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2561 ขอให้ยึดเอาสุขภาพที่ดีของประชาชน สำคัญกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการค้า และให้นำผลการศึกษาและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศคณะต่างๆ ทั้งด้านสังคม ด้านสาธารณสุข ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะทำงานสารที่มีความเสี่ยงสูง ของกระทรวงสาธารณสุข มาใช้ประกอบการตัดสินใจ

2.ควรเปิดเผยรายชื่อเอกชนที่มีผลประโยชน์ทางการค้าไม่ว่าจะเป็นไทยหรือต่างชาติ เพื่อความโปร่งใส และสนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐ เช่น ดีเอสไอ ได้สอบสวนเชิงลึกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของบุคคลในคณะกรรมการวัตถุอันตราย อนุกรรมการ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตให้ต่อทะเบียนกับนักธุรกิจสารพิษ เพื่อการเกษตร ว่ามีพฤติกรรมที่ฉ้อฉล หรือมีการเอื้อประโยชน์กันหรือไม่

3.ควรแก้ไขพระราชบัญญัติวัตถุอันตรายฯ โดยเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของคณะกรรมการ ให้มีตัวแทนภาคประชาชนและหน่วยงานที่ดูแลด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งควรให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักในการพิจารณาตัดสินใจ

ในตอนท้ายของจดหมายเปิดผนึก ยังระบุว่า องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ เห็นว่า เพื่อปกป้องชีวิตและสุขภาพของประชาชน รัฐบาลควรให้ยุติการใช้งานสารพิษร้ายแรงเหล่านี้ จนกว่าผู้จำหน่ายจะสามารถหาข้อพิสูจน์ให้เห็นชัดว่า ไม่เป็นพิษกับประชาชน

สศก.ร่วมวงถกเวทีวิชาการเอเปก ชูนโยบายตลาดนำการผลิต ยกระดับความมั่นคงอาหารไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363480

สศก.ร่วมวงถกเวทีวิชาการเอเปก ชูนโยบายตลาดนำการผลิต ยกระดับความมั่นคงอาหารไทย

สศก.ร่วมวงถกเวทีวิชาการเอเปก ชูนโยบายตลาดนำการผลิต ยกระดับความมั่นคงอาหารไทย

วันพุธ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้เข้าร่วมประชุมเชิงวิชาการในช่วงสัปดาห์ความมั่นคงอาหารเอเปก (Food Security Week) เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ที่ปาปัวนิวกินี ซึ่งประกอบด้วยการประชุมต่างๆ ได้แก่ 1) การประชุมคณะทำงานว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านการเกษตร 2) การประชุมหุ้นส่วนเชิงนโยบายด้านความมั่นคงอาหาร 3) การประชุมเชิงนโยบายในหัวข้อ Policy Dialogue on Women in Agriculture and Fisheries เพื่อหารือแนวทางในการพัฒนานโยบายเพื่อส่งเสริมบทบาทของสตรีในภาคการเกษตรและประมง และ 4) การประชุม Enhancing Market Entry for MSMEs including Micro, Small and Medium Holders เพื่อหารือถึงแนวทางในการเพิ่มช่องทางเข้าถึงตลาดของผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย

ทั้งนี้ ที่ประชุมให้ความสำคัญกับการเพิ่มบทบาทของสตรีในภาคการเกษตรและอาหาร โดยมีข้อเสนอแนวทางสำคัญๆ เช่น การกำหนดนโยบายภาครัฐเพื่อส่งเสริมให้ผู้หญิงมีบทบาทนำในสังคมและชุมชน การเพิ่มขีดความสามารถของสตรีด้านองค์ความรู้ที่จำเป็นด้านการเกษตรและเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมให้สตรีมีความเป็นผู้นำและบทบาทในการตัดสินใจ ในส่วนของการประชุมด้านหุ้นส่วนเชิงนโยบายด้านความมั่นคงอาหาร นับเป็นเวทีความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านความมั่นคงอาหารของภูมิภาค ซึ่ง สศก. ได้รายงานให้ที่ประชุมทราบถึงการดำเนินการด้านความมั่นคงอาหารของไทย โดยยกตัวอย่างนโยบายตลาดนำการผลิตของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นแนวคิดการบริหารจัดการสินค้าเกษตรในรูปแบบใหม่ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน

ส่องเกษตร : พรบ.ข้าว…ความหวังใหม่ของชาวนา?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363478

449007

ส่องเกษตร : พรบ.ข้าว…ความหวังใหม่ของชาวนา?

วันพุธ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สัปดาห์ที่แล้ว ผมเขียนเรื่องการ“ปิดจ๊อบโครงการรับจำนำข้าวผลาญชาติ” ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปเรียบร้อย โดยข้าว “ลอตสุดท้าย”ถูกประมูลขายหมด ทั้งสรุปตัวเลขประมูลข้าวทั้งหมด 32 ครั้งรวม 16.91 ล้านตัน ได้เงินมา 146,176 ล้านบาท…ดังนั้นคงปิดบัญชีได้เสียทีว่า โครงการนี้ที่ใช้เงินไปร่วม 7 แสนล้านบาท จะมียอดขาดทุนกว่า 5 แสนล้านบาท!

มาสัปดาห์นี้ขอเติมเต็มข้อมูลปิดบัญชีโครงการจำนำข้าวอีกนิด ก่อนจะไปว่าถึงพ.ร.บ.ข้าวฉบับใหม่ ที่กำลังจะออกมาบังคับใช้ในยุครัฐบาล คสช.

การที่ข้าวมหึมา 16-17 ล้านตัน ในสต๊อกรัฐ ประมูลขายไปหมดแล้วนี้ ผู้เชี่ยวชาญต่างยืนยันถึงผลดี ช่วยขจัด“เงื่อนไขสำคัญ”ที่กดดันราคาข้าวไทยให้ตกต่ำมากว่า 5 ปีแล้ว ขณะที่อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ-อดุลย์ โชตินิสากรณ์ ระบุ ยังช่วยตัดภาระค่าเก็บรักษาข้าวแต่ละปีเป็นเงินมหาศาลด้วย โดยนับตั้งแต่รับจำนำยุคยิ่งลักษณ์ช่วงปี 2555-2556 จนถึงวันที่ประมูลข้าวลอตสุดท้ายหมดสิงหาคม 2561 ภาครัฐมีภาระต้องจ่ายค่าเช่าโกดังฝากเก็บข้าวรวมเป็นเงินงบประมาณสูงถึง 93,600 ล้านบาท!

แม้โครงการจำนำข้าวยุคยิ่งลักษณ์จะโกงกิน“ผลาญชาติ”เลวร้ายขนาดนี้ แต่ก็ยังเป็นนโยบายประชานิยมยอดฮิตที่นักการเมืองพรรคเก่า(รวมถึงพรรคใหม่บางพรรคที่แตกหน่อออกมา) ก็ ยังหวังเอามาดัดแปลง ใช้หาเสียงเรียกคะแนนนิยมในการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นปีหน้า 2562 เพราะยังมีชาวนาจำนวนไม่น้อย“ติดใจ”กับส่วนที่ได้ราคาข้าวสูงเกินจริงกว่าราคาตลาดอยู่บ้าง (เป็นเหมือนเศษเนื้อข้างเขียงจากที่ผู้เกี่ยวข้องในแวดวงอำนาจ”งาบ”โกงกินงบฯส่วนใหญ่ไป แล้วเหลือเดนให้)

นายกฯบิ๊กตู่-ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปตรวจราชการ พบปะชาวบ้านที่จ.ลพบุรี ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ช่วงหนึ่งได้ถามชาวบ้านที่มารอรับว่า อยากให้ช่วยอะไรหรือไม่ ก็ยังมีชาวบ้านบอกว่า “อยากให้ช่วยพยุงราคาข้าว” ซึ่งนายกฯพูดว่า จะพยุงได้อย่างไร เพราะตอนนี้รัฐบาลยังใช้หนี้ 5 แสนล้าน จากโครงการจำนำข้าวไม่หมดเลย ทั้งระบุ ข้าวต้องมีราคากลาง จะให้ตั้งราคา 15,000 บาททุกประเภทไม่ได้ ขออย่าให้ใครมาบอก จะให้ราคาข้าว 15,000-20,000 บาท เพราะนั่นเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย “ที่ผ่านมารัฐบาลต้องแบกให้มาเท่าไหร่แล้ว ใช้หนี้มา 4 ปี จากที่ถูกผลาญมาเมื่อรอบที่แล้ว”

อย่างไรก็ตามบนเส้นทางการเมืองที่บิ๊กตู่จะ“เดินหน้า” ให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป หลังเลือกตั้งปี 2562..ก็ยังต้องพึ่ง “คะแนนเสียง” ชาวนาเป็นสำคัญด้วย เพราะปัจจุบันคนไทย 1 ใน 5 ของทั้งประเทศ 70 ล้านคน มีชาวนาอยู่ถึง 4.8 ล้านครัวเรือนหรือประมาณ 17.6 ล้านคน…ปัญหาข้าวและชาวนาจึงเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ว่า ใคร พรรคไหนที่ต้องการได้รับเลือกตั้งเป็นรัฐบาล ต้องให้ความสำคัญ

แต่ในเมื่อตลอด 4 ปีมานี้ นายกฯบิ๊กตู่แสดงท่าทีชัดเจน โจมตีนโยบายจำนำข้าวยุคยิ่งลักษณ์ ว่า ทำให้ประเทศเสียหายอย่างหนัก ดังนั้นรัฐบาลบิ๊กตู่ รวมถึงพรรคที่จะสนับสนุนบิ๊กตู่ให้เป็นนายกฯต่อไป จึงย่อมไม่สามารถดำเนินนโยบาย “จำนำข้าว”แบบระบอบทักษิณได้

ช่วง 4 ปีรัฐบาลคสช.ที่ผ่านมา ได้พยายาม“ซื้อใจ”ชาวนาผ่านมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ที่ไม่ใช่การแทรกแซงกลไกตลาด เช่น แจกเงินช่วยต้นทุนไร่ละ 1,000 บาท,โครงการจำนำยุ้งฉาง, บัตรคนจน ฯลฯ และความพยายามล่าสุดคือ ร่างกฎหมาย พ.ร.บ. ข้าวฉบับใหม่ ที่นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 25 คน ร่วมกันเสนอ..ขณะนี้อยู่ในขั้นรับฟังความคิดเห็น

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งในรายการ“ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”กลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า ปัจจุบันสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้จัดทำร่างพ.ร.บ.ข้าวขึ้นมาแล้ว อยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ประเด็นว่า จะมีคนดูแลการประกอบข้าวได้อย่างไร ทั้งเกษตรกร, ผู้ค้าข้าว เพราะเป็นห่วงโซ่เดียวกัน ต้องดูแลทั้งหมด ทั้งการผลิต,แปรรูป,การตลาด ดูกลไกว่าขณะนี้เพียงพอหรือไม่ ทั้งนี้กรมการค้าข้าวที่จัดทำยุทธศาสตร์ข้าวของประเทศ ได้จัดทำบิ๊กดาต้าขึ้นมา เพื่อบริหารรวมกันเรียกว่า แผนบริหารการผลิตข้าวแบบครบวงจร มีคณะกรรมการทั้งภาครัฐ, เอกชน และตัวแทนเกษตรกร หารือร่วมกันเพื่อวางแผนการผลิต ไปจนถึงการตลาด ตั้งแต่การกำหนดอุปสงค์,อุปทาน ช่วงเวลาการผลิต บางครั้งอาจต้องผลิตเหลื่อมเวลากัน เพื่อให้สอดคล้องกับการบริหารจัดการน้ำ

“เป็นเรื่องของการพิจารณาด้วยหลักการและเหตุผลที่ครบถ้วน ไปดูตั้งแต่ต้นทาง,กลางทาง, ปลายทาง สิ่งที่เน้นย้ำอย่างเดียวคือ ดูแลต้นทางคือ เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ให้มากที่สุด และดูในเรื่องของตลาดนำการผลิตอุปสงค์-อุปทานให้ได้ ทำอย่างไรให้ประชาชนมีรายได้สูงขึ้น”

ฟังที่นายกฯบิ๊กตู่ให้ความสำคัญมากเช่นนี้ ก็น่าสนใจยิ่ง ผมคงต้องขยายต่อสัปดาห์หน้า

สาโรช บุญแสง

เกษตรฯปั้น‘หม่อนไหมอาสา’ ยกระดับเทียบ‘Smart Farmer’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363479

เกษตรฯปั้น‘หม่อนไหมอาสา’  ยกระดับเทียบ‘Smart Farmer’

เกษตรฯปั้น‘หม่อนไหมอาสา’ ยกระดับเทียบ‘Smart Farmer’

วันพุธ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหมกำหนดนิยามของ Smart Farmer ด้านหม่อนไหม ว่าเป็นบุคคลที่มีความรอบรู้ในระบบการผลิตด้านการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ทอผ้าไหม หรือแปรรูปผลิตภัณฑ์หม่อนไหม มีความสามารถในการวิเคราะห์ เชื่อมโยงและบริหารจัดการการผลิตและการตลาด โดยใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ คำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค สังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นบุคลากรผู้นำด้านหม่อนไหมที่มีความรู้ความสามารถ และเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยผลักดันงานด้านหม่อนไหมไปสู่ความเข้มแข็งและยั่งยืนอย่างแท้จริง ซึ่งเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือก Smart Farmer, Smart Farmer Model และ Young Smart Farmer ในยุคประเทศไทย 4.0 จะต้องมีคุณสมบัติเฉพาะด้านหม่อนไหมครบทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ การมีความภาคภูมิใจในความเป็นเกษตรกรด้านหม่อนไหม มีความรู้ในเรื่องกิจกรรมด้านหม่อนไหม มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ สามารถเข้าถึงนวัตกรรมและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในยุคปัจจุบันได้ดี มีการบริหารจัดการผลผลิตและสินค้าหม่อนไหม มีจิตสำนึกและตระหนักในคุณภาพสินค้าและความปลอดภัย และสุดท้าย จะต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย

ขณะเดียวกัน กรมหม่อนไหม ได้แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนงานพัฒนาอาสาสมัครเกษตรด้านหม่อนไหม และที่ประชุมคณะทำงาน ได้มีมติให้ใช้ชื่ออาสาสมัครเกษตรด้านหม่อนไหมว่า “หม่อนไหมอาสา” นับเป็นอาสาสมัครเกษตรลำดับที่ 16 ในจำนวนทั้งหมด 16 สาขา ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยตั้งเป้าหมายที่จะมีหม่อนไหมอาสา จำนวน 1,500 ราย ภายในระยะเวลา 3 ปี (พ.ศ. 2561-2563) ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการแก่เกษตรกร ให้สามารถเข้าถึงบริการภาครัฐได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว แม่นยำ นอกจากนี้ คณะทำงาน ยังได้กำหนดนิยาม บทบาทหน้าที่ คุณสมบัติ ขั้นตอนในการขึ้นทะเบียนและการสิ้นสุดสถานภาพ รวมทั้งสิทธิประโยชน์และสิ่งตอบแทนที่หม่อนไหมอาสาพึงได้รับ ปัจจุบัน กรมหม่อนไหมได้รับรองผู้ที่สนใจสมัครเป็น “หม่อนไหมอาสา”และขึ้นทะเบียนในระบบฐานข้อมูลอาสาสมัครเกษตร ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้ว รวมทั้งสิ้น 533 ราย และมีเป้าหมายในปี 2562 เป็นหม่อนไหมอาสารายใหม่ จำนวน 500 ราย รวมทั้งสิ้น 1,033 ราย และได้เล็งเห็นความสำคัญของหม่อนไหมอาสา ในการปฏิบัติหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรด้านหม่อนไหมในพื้นที่ระดับหมู่บ้าน กรมหม่อนไหมจึงขับเคลื่อนและผลักดันให้หม่อนไหมอาสาได้รับการพัฒนาเป็น Smart Farmer เพื่อเป็นผู้นำพาและให้ความช่วยเหลือเกษตรกรด้านหม่อนไหม ได้มีอาชีพที่มั่นคง ไม่ว่าจะทำเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลัก มีรายได้มั่งคั่ง และมีความยั่งยืนในงานด้านหม่อนไหมสืบไปจนชั่วลูกหลาน

สำหรับผู้ที่มีความสนใจจะสมัครเป็นหม่อนไหมอาสา สามารถยื่นคำขอขึ้นทะเบียนหม่อนไหมอาสาได้ที่ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ ฯ ทั้ง 21 แห่งทั่วประเทศ ในพื้นที่ภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ประจำ สอบถามรายละเอียดที่ Call Center 1275 หรือ เบอร์โทรศัพท์ 0-255-87924-6

รายงานพิเศษ : ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่14 ขับเคลื่อนเครือข่ายความร่วมมือ‘ศพก.’ภาคเหนือตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363484

รายงานพิเศษ : ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่14 ขับเคลื่อนเครือข่ายความร่วมมือ‘ศพก.’ภาคเหนือตอนล่าง

รายงานพิเศษ : ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่14 ขับเคลื่อนเครือข่ายความร่วมมือ‘ศพก.’ภาคเหนือตอนล่าง

วันพุธ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 14 จังหวัดชัยนาท ประชุมเชิงปฏิบัติการการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และสหกรณ์ในระดับจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการเชื่อมโยงธุรกิจและสินค้าสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง

นางณัฏยา ศรีชัย ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 14 จังหวัดชัยนาท สำนักพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากนโยบายรัฐบาลที่ได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของชุมชน เป็นเครื่องมือการส่งเสริมการเกษตรในการเพิ่มผลผลิต การลดต้นทุนการผลิต ในส่วนกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการสนับสนุนการขับเคลื่อนตามนโยบายการปฏิรูปภาคการเกษตร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น ควบคู่ไปกับการสนับสนุนและพัฒนาศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ เพื่อพร้อมเป็นศูนย์เครือข่ายด้านสหกรณ์ให้กับ ศพก. โดยใช้แนวทางการขับเคลื่อนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือให้เกิดการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานในท้องถิ่นให้มีความสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ทั้งนี้ก็เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีส่วนในการร่วมกันวิเคราะห์หาแนวทางการร่วมมือ ขยายผลการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือและการเรียนรู้ภายในจังหวัด เช่น การผลิต การตลาด ความรู้ เครือข่ายด้านอื่นๆ โดยหนึ่งในการขับเคลื่อนระดับชุมชน การสร้างความร่วมมือระหว่างศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ และสหกรณ์อื่นๆ ในระดับจังหวัด ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการขับเคลื่อนให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือและการเรียนรู้ในระดับจังหวัดตั้งแต่ฐานราก ที่จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาขยายผลเครือข่ายทางธุรกิจเชื่อมโยงให้เกิดประโยชน์ ในการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือและการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 14 จังหวัดชัยนาท พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการจัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่าง ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และสหกรณ์ในระดับจังหวัด” ในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ณ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์ โดยมีผู้เข้าร่วมอบรม ได้แก่ ฝ่ายบริหารและฝ่ายจัดการของสหกรณ์การเกษตรลาดยาว จำกัด สหกรณ์ การเกษตรปฏิรูปที่ดินแม่วงก์ จำกัด สหกรณ์การเกษตรศาลเจ้าไก่ต่อ จำกัด สหกรณ์การเกษตรบรรพตพิสัย จำกัด สหกรณ์การเกษตรบ้านต้นโพธิ์ จำกัด ผู้แทน ศพก. อำเภอบรรพตพิสัย ผู้แทน ศพก. อำเภอลาดยาว และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 20 คน โดยการจัดประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม สนับสนุน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และสหกรณ์ในระดับจังหวัดเพื่อให้ผู้เข้าประชุมได้ร่วมกันวางแผนการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยง ธุรกิจ ผลิตผลเกษตร ปัจจัยการผลิต ตลาดผลิตภัณฑ์สินค้า และด้านวิชาการ

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้จัดประชุมเครือข่ายความร่วมมือไปแล้วศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 14 จังหวัดชัยนาท ก็จะมีการติดตามผลการดำเนินการตามแนวทางการเชื่อมโยง พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ รวมถึงผลการขับเคลื่อนเครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนาในระดับจังหวัดเพื่อนำไปเสนอสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ต่อไป

โชว์ผลสำเร็จ‘ไทยนิยมยั่งยืน’ หม่อนไหมชี้ช่วยลดบุกรุกป่า เกษตรกรรายได้พุ่งแตะ2หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363481

x

โชว์ผลสำเร็จ‘ไทยนิยมยั่งยืน’ หม่อนไหมชี้ช่วยลดบุกรุกป่า เกษตรกรรายได้พุ่งแตะ2หมื่น

วันพุธ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายไพโรจน์ เฮงแสงชัย รองอธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า จากการที่กรมหม่อนไหมรับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ดำเนินการโครงการไทยนิยมยั่งยืน ปี 2561 จำนวน 2 โครงการ ประกอบด้วย 1.การดำเนินงานในโครงการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ภายใต้กรอบชุมชนอยู่ดีมีสุข โดยส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่เขตภาคเหนือหันมาประกอบอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทั้งหมด 800 ราย พื้นที่ 2,400 ไร่ มีการดำเนินการแบ่งออกเป็น 2 กิจกรรม คือ (1) กิจกรรมการเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม เกษตรกรเป้าหมาย 200 ราย และ (2) กิจกรรมเลี้ยงไหมเพื่อผลิตแผ่นใยไหมเกษตรกรเป้าหมาย 600 ราย มีการดำเนินโครงการยึดหลักการตลาดนำการผลิต โดยโครงการนี้เป็นการส่งเสริมเกษตรกรจากเดิมที่ทำกินด้วยการปลูกข้าวโพดเลี้ยงบนพื้นที่ป่า ทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม ให้หันมาปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นการสร้างอาชีพที่มั่นคง ซึ่งเป็นการปลูกเพื่อขายผลผลิตรังไหมและแผ่นใยไหม พร้อมกันนั้นกรมหม่อนไหมก็ได้ประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในการรับซื้อผลผลิตรังไหมและแผ่นใยไหมของเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัท ขอนแก่นสาวไหม จำกัด และบริษัท จุลไหมไทย จำกัด ในการรับซื้อผลผลิตรังไหม และในส่วนของ บริษัท NTGS และ บริษัท ควอนตั้ม จำกัด จากประเทศเกาหลี เข้ามารับซื้อตัวไหมสุก พร้อมทำแผนความต้องการรับซื้อแผ่นใยไหมจากเกษตรกรเพื่อนำไปแปรรูปเป็นเครื่องสำอางต่อเนื่องถึงปี 2564 จำนวน 5 ล้านแผ่น เฉลี่ยเกษตรกรจะมีรายได้ตั้งแต่ 6,000-20,000 บาทต่อรอบการผลิต

2.โครงการเพิ่มทักษะอาชีพเกษตรกรผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ภายใต้กรอบคนไทยไม่ทิ้งกัน งบประมาณ 7,253,400 บาท มีเป้าหมายอบรมเพิ่มทักษะอาชีพด้านหม่อนไหมให้กับเกษตรกรผู้ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 1,600 ราย ประกอบด้วย หลักสูตรการปลูกหม่อนผลสดเพื่อใช้ประโยชน์ จำนวน 400 ราย และหลักสูตรการแปรรูปผลิตภัณฑ์หม่อนไหม จำนวน 1,200 ราย ในภาพรวมของการดำเนินงานในโครงการที่ 2 นี้ลุล่วงไปกว่า 90% และคาดว่าจะแล้วเสร็จ 100% ในปลายเดือน 2561 นี้

“จากผลการดำเนินงานทั้ง 2 โครงการ กรมหม่อนไหม ถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างมา เนื่องจากเกษตรกรมีความพึงพอใจให้การตอบรับและยอมรับที่จะปรับเปลี่ยนตนเองมาสู่การมีอาชีพใหม่อย่างอาชีพเลี้ยงไหมที่มีความยั่งยืนด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐ” รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

เลิกทำนาปรัง! ปักหมุด32จว.ปลูกพืชทดแทน ประกันราคา รายได้ดีกว่าข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363510

เลิกทำนาปรัง! ปักหมุด32จว.ปลูกพืชทดแทน ประกันราคา รายได้ดีกว่าข้าว

เลิกทำนาปรัง! ปักหมุด32จว.ปลูกพืชทดแทน ประกันราคา รายได้ดีกว่าข้าว

วันอังคาร ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561, 17.57 น.

เลิกทำนาปรัง! ปักหมุด32จว.ปลูกพืชทดแทน ประกันราคา รายได้ดีกว่าข้าว

11 ก.ย.61 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้ร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน คัดเลือกพื้นที่ 2.82 ล้านไร่ ใน 32 จังหวัด เข้าร่วมโครงการปลูกพืชหลังนาทดแทนการทำนาปรัง ซึ่งใช้แผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก(Agri-Map) ซึ่งกำหนดสภาพดินว่าเหมาะสมแก่การปลูกพืชชนิดใดบ้าง โดยโครงการนี้ให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งในประเทศยังขาดแคลน ผลิตได้เพียงครึ่งเดียวของความต้องการใช้ นอกจากนี้ยังมีพืชตระกูลถั่ว ซึ่งใช้น้ำน้อยและช่วยบำรุงดินระหว่างพักนา และพืชผักซึ่งใช้น้ำน้อยเช่นกันและขายได้ราคาดี โดยขณะนี้ได้กำหนดพื้นที่ชัดเจนแล้ว ประกอบด้วย

+ ภาคเหนือมี 15 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ แพร่ น่าน ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ และอุทัยธานี รวม 403,475.27 ไร่

+ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 14 จังหวัด ได้แก่  นครราชสีมา นครพนม สกลนคร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด สุรินทร์ หนองคาย อุดรธานี และอุบลราชธานี รวม 9,905.78 ไร่

+ ภาคกลาง 2 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาทและสระบุรี รวม 775,355.94  ไร่

+ ภาคตะวันออก 1 จังหวัด คือ ปราจีนบุรี รวม 1,630,036.81 ไร่

นายทองเปลว ระบุว่า ตามการคาดการณ์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ ในวันที่ 1 พ.ย.61 ซึ่งจะเริ่มโครงการ  ปริมาตรน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่งจะมี 61,279 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็น 86% ของความจุอ่าง เป็นน้ำใช้การได้ 37,737 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเพียงพอที่จะใช้เลี้ยงพืชในโครงการนี้ตลอดจนถึงระยะเวลาเก็บเกี่ยว

ด้านนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ผลผลิตทั้งหมดมีผู้รับซื้อแน่นอน โดยกระทรวงเกษตรฯได้เจรจากับภาคเอกชนให้เข้ามารองรับผลผลิตทั้งหมด โดยบริษัทที่รับซื้อจะดูแลตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมแปลงปลูก และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต จากนั้นจะใช้กลไกสหกรณ์เข้าไปรับซื้อผลผลิต เพื่อรวบรวมส่งขายให้บริษัทที่เป็นคู่สัญญากับกระทรวงเกษตรฯ พื้นที่ส่วนใหญ่จะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งยังไม่เพียงพอใช้ในประเทศ รับประกันราคากิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 5 บาท ที่ความชื้น 30% ซึ่งเกษตรกรจะมีรายได้ประมาณไร่ละ 7,500 บาท หักต้นทุนแล้วจะเหลือกำไรกว่า 4,000 บาท เมื่อเทียบกับการปลูกข้าวจะมีรายได้มากกว่า 2,000 บาท เนื่องจากการปลูกข้าวมีต้นทุนสูงกว่า จะยกระดับรายได้ของเกษตรกรเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561- 2580)

รมว.เกษตรฯชงครม.18ก.ย.นี้ เลิกปลูกข้าวต่อเนื่อง2.82ล้านไร่32จังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363426

รมว.เกษตรฯชงครม.18ก.ย.นี้ เลิกปลูกข้าวต่อเนื่อง2.82ล้านไร่32จังหวัด

รมว.เกษตรฯชงครม.18ก.ย.นี้ เลิกปลูกข้าวต่อเนื่อง2.82ล้านไร่32จังหวัด

วันอังคาร ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561, 14.47 น.

รมว.เกษตรฯชงครม.18ก.ย.นี้ เลิกปลูกข้าวต่อเนื่อง2.82ล้านไร่32จังหวัด เปลี่ยนปลูกพืชอื่น นำร่องแล้วกว่า4แสนไร่ ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ช่วงฤดูแล้ง ได้ผลผลิตสูง1.5ตัน ฟันกำไรไร่ละ5พันบาท

11 ก.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เตรียมเสนอโครงการส่งเสริมปลูกพืชหลังนา ลดทำนาปรังรอบสองรอบสามพื้นที่ 2.82 ล้านไร่ ในพื้นที่มีความเหมาะสม และมีระบบชลประทาน 32 จังหวัด เริ่มเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งจะนำเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบวันที่ 18 ก.ย.นี้ มีมาตรการจูงใจเกษตรกรกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไร่ละ 2 พันบาท รายละ 15 ไร่ อัตราดอกเบี้ย 0.01% โดยรัฐชดเชยดอกเบี้ยให้ 800 ล้านบาท พร้อมกับรัฐจ่ายค่าเบี้ยประกันให้ 60 – 70% ในมาตรการประกันภัยผลผลิตกรณีเกิดภัยพิบัติ ซึ่งเกษตรกรจะได้รับไร่ละ 2 – 3 พันบาท โครงการดังกล่าวจะ​ช่วย​รักษาเสถียรภาพราคาข้าวไม่ให้ตกต่ำ อยู่ที่ประมาณตันละ 10,000 บาท ดังนั้น รัฐบาลจึงเพิ่มทางเลือกให้ชาวนาปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวซ้ำๆ มาปลูกเพียงรอบเดียวต่อปี หลังหมดฤดูทำนาแล้วหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ยังขาดแคลนกว่า 3 – 4 ล้านตันต่อปี สหกรณ์ทุกแห่งทำหน้าที่พี่เลี้ยงติดตามการเพาะปลูกและรวบรวมผลผลิต ทำสัญญาเอกชน 3 – 4 ราย รับซื้อผลผลิตทั้งหมด

ด้าน นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้ร่วมกับกรมพัฒนาที่ดินเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมในเขตชลประทาน 2.82 ล้านไร่ ใน 32 จังหวัด กำหนดว่าพื้นที่ใดเหมาะสมจะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พืชตระกูลถั่ว หรือพืชผัก ตามสภาพดินที่สำรวจไว้ในแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) จากนั้นได้นำพื้นที่ดังกล่าวมาวางแผนจัดสรรน้ำซึ่งให้ความมั่นใจแก่เกษตรกรได้ว่า จะมีน้ำเพียงพอใช้ปลูกพืชในโครงการนี้จนถึงเก็บเกี่ยว จะนำไปเป็นโมเดลพืชชนิดเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้

ขณะที่ นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้เปิดโครงการส่งเสริมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 จ.นครสวรรค์ กล่าวว่า พื้นที่เป้าหมาย 31 จังหวัด 7 แสนไร่ มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 67,369 ราย คิดเป็นพื้นที่ 452,827.75 ไร่ คิดเป็น 64.68% โดยเป็นเงินสนับสนุนเพื่อการเรียนรู้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ให้เกษตรกรทั้งสิ้น 905,655,500 บาท ให้ 2,000 บาทต่อไร่ คนละไม่เกิน 15 ไร่ โดยผลผลิตของเกษตรกรขึ้นกับวิธีปฏิบัติดูแลรักษาโดยเฉลี่ย 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ (ความชื้น 30%) ได้กำไรไม่น้อยกว่า 5,000 บาทต่อไร่ วางเป้าหมาย​ไว้​ว่าปี​ 2562 จะขยายพื้นที่เพิ่มตามนโยบายรัฐบาล เนื่องจากความต้องใช้ข้าวโพดในประเทศยังมีมาก ขณะนี้ประสบปัญหาขาดแคลนพืชอาหารสัตว์ทั่วโลก เผญิชภัยแล้ง ราคาข้าวโพดนำเข้าสูงถึง 14 บาทต่อ กก.จึงจำเป็นต้องเพิ่มพื้นที่ปลูกอย่างต่อเนื่อง

ผวาโรค’อหิวาต์’แอฟริกาในสุกร สั่งเข้มด่านกักกัน-จัดชุดสุนัขดมกลิ่นซากสัตว์ต้นทางจากจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363357

ผวาโรค'อหิวาต์'แอฟริกาในสุกร สั่งเข้มด่านกักกัน-จัดชุดสุนัขดมกลิ่นซากสัตว์ต้นทางจากจีน

ผวาโรค’อหิวาต์’แอฟริกาในสุกร สั่งเข้มด่านกักกัน-จัดชุดสุนัขดมกลิ่นซากสัตว์ต้นทางจากจีน

วันอังคาร ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561, 10.15 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์ ผวาโรคระบาดอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ในจีนระบาดรุนแรงประกาศสกัดกั้นลักลอบนำเข้าซากสัตว์และผลิตภัณฑ์สุกร ทุกช่องทาง สั่งด่านกักกันสนามบินสุวรรณภูมิ ยกระดับจัดชุดสุนัขดมกลิ่นทุกชิ้นส่วนซากสัตว์ต้นทางจากจีน  เร่งประสานรมว.กลาโหม กองทัพ  เข้มงวดเคลื่อนย้ายสัตว์ตลอดแนวชายแดน เพิ่มอีก90 วันพร้อมเสนอรมว. เกษตรฯออกกฎกระทรวงห้ามน้ำเข้าสุกรจากจีนเลย ชี้ไวรัสทนทานอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้กว่า6 เดือน  

11 ก.ย. 61 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่าสั่งการให้ด่านกักกันท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จัดชุดปฏิบัติการสุนัขดมกลิ่นตรวจสอบการลักลอบเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนซากสุกรและผลิตภัณฑ์จากสุกรที่มีต้นทางจากประเทศจีน เนื่องจากขณะนี้โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF) ระบาดรุนแรงขึ้น ที่ผ่านมาเมื่อตรวจพบ จะยึด และทำลายทิ้ง

อีกทั้งให้กองสารวัตรและกักกันเข้มงวดตรวจค้นและปราบปรามการลักลอบการนำเข้าสุกรเถื่อนจากประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดนและด่านพรมแดนทั้ง 89 ช่องทาง ใน 25 จังหวัด ล่าสุดออกประกาศชะลอการนำเข้าหมูเป็นรวมทั้งผลิตภัณฑ์สุกรจากจีนและประเทศที่มีการระบาดของโรคเป็นระยะเวลา 90 วัน พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า แม้มาตรา 33 ของพระราชบัญญัตินี้ให้อำนาจอธิบดีกรมปศุสัตว์ในการออกประกาศชะลอการนำเข้าหรือนำผ่านราชอาณาจักรซึ่งสัตว์หรือซากสัตว์ หากปรากฏว่าท้องที่ใดภายนอกราชอาณาจักรมีโรคระบาดหรือสงสัยว่ามีโรคระบาดได้ครั้งละ  ไม่เกิน 90 วัน แต่หากสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรจากประเทศจีนยังมีความเสี่ยงอยู่ อธิบดีก็มีอำนาจที่จะประกาศชะลอการนำเข้าต่อไปได้อีกครั้งละไม่เกิน 90 วันต่อเนื่องไป

ทั้งนี้หากสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรจากประเทศจีนยังมีความรุนแรงมากขึ้น กรมปศุสัตว์จะเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อาจออกประกาศกำหนดห้ามการนำเข้า หรือนำผ่านราชอาณาจักรซึ่งสุกรหรือซากสุกรจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเลยได้

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า นอกจากนี้เมื่อออกประกาศกรมปศุสัตว์ เรื่อง ชะลอการนำเข้าหรือนำผ่านสุกรหรือซากสุกรจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน พ.ศ.2561 ได้ประสานไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อขอความร่วมมือให้แจ้งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหมทุกภาคส่วน   ทั้งทางอากาศยานและตามแนวชายแดน ให้เข้มงวดตรวจสอบการนำเข้าและเคลื่อนย้ายสัตว์ – ซากสัตว์ ตามแนวชายแดน รวมทั้งแจ้งหน่วยงานในสังกัดกรมปศุสัตว์ ให้เข้มงวดตรวจสอบการนำเข้าและเคลื่อนย้ายสัตว์ – ซากสัตว์ทุกช่องทางที่มีการนำเข้าและนำผ่านทั้งการขนส่งทางบก ทางเรือ และทางอากาศยาน

รวมถึงเตรียมพร้อมห้องปฏิบัติการของสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ในพื้นที่ สำหรับตรวจชันสูตรและยืนยันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หากพบเชื้อไวรัสก่อโรคจะได้เร่งป้องกันและควบคุมการระบาดได้อย่างทันท่วงที โรคนี้ แม้ไม่ระบาดจากสัตว์สู่คน แต่เป็นโรคระบาดรุนแรงในสุกรซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสที่มีความทนทานต่อสิ่งแวดล้อมอย่างน้อย 6 เดือน

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรและผู้ประกอบการต่างๆ ด้วย