อนุทิน ตั้ง วีระพงษ์ ประภา นั่งที่ปรึกษานายกฯ ทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย

อนุทิน ตั้ง วีระพงษ์ ประภา นั่งที่ปรึกษานายกฯ ทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย

อนุทิน ตั้ง วีระพงษ์ ประภา นั่งที่ปรึกษานายกฯ ทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.57 น.

‘อนุทิน’ตั้ง ‘วีระพงษ์ ประภา’ ผู้แทนการค้าสมัยรัฐบาลแพทองธาร นั่งที่ปรึกษานายกฯ ทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทยต่อ 

เมื่อวันที่ 27 เม.ย. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 104 /2569 เรื่อง แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเพื่อทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6 ) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และข้อ 4 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยผู้แทนการค้าไทย พ.ศ. 2552 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยผู้แทนการค้าไทย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2552 จึงมีคำสั่งแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเพื่อทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย จำนวน 3 ราย ดังนี้ 1.นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ 2 นายชุตินทร คงศักดิ์ และ 3.นายวีระพงษ์ ประภา ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายวีระพงษ์ ประภา เคยดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ)และเคยเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีในรัฐบาลน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทยรับผิดชอบการเจรจาการค้ากับสหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐอเมริกา

มื้อเช้าเชื่อมสัมพันธ์! นายกฯ พา รมว.กห.สิงคโปร์ ชิมโจ๊กดังบางรัก

มื้อเช้าเชื่อมสัมพันธ์! นายกฯ พา รมว.กห.สิงคโปร์ ชิมโจ๊กดังบางรัก

มื้อเช้าเชื่อมสัมพันธ์! นายกฯ พา รมว.กห.สิงคโปร์ ชิมโจ๊กดังบางรัก

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.49 น.

28 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ช่วงเช้าก่อนเดินทางเข้าปฎิบัติหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ได้พา นายชาง ชุน ซิง รัฐมนตรีประสานงานด้านบริการภาครัฐ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐสิงคโปร์ ไปรับประทานโจ๊ก ที่ร้านโจ๊กปรินซ์บางรัก ภายหลัง นายชาง ชุน ชิง ได้เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับนายกฯ เมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ร้านดังกล่าวเป็นร้านโจ๊กเจ้าดัง และเป็นร้านโปรดที่นายกฯ ไปรับประทานเป็นประจำ ภายหลังรับประทานเสร็จสิ้น นายอนุทิน เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 08.00 น.

– 006

เทพไท ดักคอรัฐบาล! อย่าใช้วิกฤตสงคราม-ปากท้อง เป็นข้ออ้างดึงเวลาแก้ รธน.

เทพไท ดักคอรัฐบาล! อย่าใช้วิกฤตสงคราม-ปากท้อง เป็นข้ออ้างดึงเวลาแก้ รธน.

เทพไท ดักคอรัฐบาล! อย่าใช้วิกฤตสงคราม-ปากท้อง เป็นข้ออ้างดึงเวลาแก้ รธน.

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.35 น.

28 เมษายน 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อย่าอ้างสงคราม เพื่อดึงเวลาแก้รัฐธรรมนูญ

ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบกันในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศอิหร่าน ทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศทั่วโลก ได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า รวมถึงประเทศไทยของเรา มีผลกระทบในเรื่องวิกฤตพลังงานน้ำมัน และพลังงานก๊าซธรรมชาติ รวมไปถึงปัญหาปากท้องของประชาชน ที่สินค้าราคาแพง ทำให้เป็นโอกาสของรัฐบาลใช้วิกฤตสงครามการสู้รบตะวันออกกลาง มาเป็นข้ออ้างในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องของประชาชน โดยบ่ายเบี่ยงหรือละเลยต่อการแก้ปัญหาการเมือง คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามผลประชามติที่ประชาชนส่วนใหญ่ 21 ล้านคน เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

แต่เมื่อเรื่องนี้ผู้สื่อข่าวได้สอบถามประธานวิปรัฐบาล ถึงความคืบหน้าและท่าทีของรัฐบาล ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ได้คำตอบว่า รัฐบาลกำลังโฟกัสกับเรื่องการแก้ไขปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ พลังงาน และการสู้รบในตะวันออกกลางมากกว่า ซึ่งในข้อเท็จจริงการแก้ปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจ สามารถดำเนินการควบคู่กันไปได้ เพราะภาระหน้าที่ของรัฐบาลไม่ได้มีด้านเดียว ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมีหลายปัญหา รัฐบาลในฐานะผู้บริหารสูงสุดของประเทศ ก็ต้องรับผิดชอบในทุกปัญหา และสามารถทำคู่ควบคู่กันไปได้ การพยายามบ่ายเบี่ยงและหยิบยกเอาเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ พลังงาน และการสู้รบในตะวันออกกลางขึ้นมากล่าวอ้าง เป็นการพูดในลักษณะแก้เกี้ยว เพราะถ้าหากจะดูนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ ที่แถลงต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา จะเห็นได้ชัดว่านโยบายที่เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่มีน้อยมาก แม้ว่านายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะตอบในลักษณะแก้ตัวแบบน้ำขุ่นๆว่า ไม่จำเป็นจะต้องเขียนในนโยบายรัฐบาลก็ได้ เพราะเป็นผลประชามติของประชาชน

แต่ในความเป็นจริง เพื่อเป็นหลักประกันว่า รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับผลประชามติและให้ความสำคัญ เคารพต่อเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน รัฐบาลควรจะวางไทม์ไลน์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จในรัฐรัฐบาลชุดนี้ ถ้าปล่อยปะละเลยให้ผ่านไปในสมัยรัฐบาลชุดนี้ ยังไม่สามารถจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้สำเร็จ ก็เป็นการสูญเปล่าในการทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งในครั้งที่ผ่านมา

จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นอันดับแรก เพราะเป็นเสียงความต้องการของประชาชน จึงไม่มีเสียงคัดค้านใดๆอีกแล้ว เพราะถือว่าได้ข้อยุติไปแล้ว เป็นฉันทามติของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ รัฐบาลต้องมีหน้าที่ผลักดันให้การจัดทำรัฐธรรมนูญให้ประสบความสำเร็จ และไม่ควรกล่าวอ้างเรื่องปัญหาเศรษฐกิจว่า ต้องมาแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนก่อน ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่สำคัญที่สุด และการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย เป็นที่ยอมรับของประชาชน จะทำให้การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม มีความเจริญก้าวหน้าตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย

กล้าธรรม รุดฟังเสียงองค์กร รปภ. ชงรัฐทบทวนกฎหมายโอที หวั่นกระทบจ้างงาน

กล้าธรรม รุดฟังเสียงองค์กร รปภ. ชงรัฐทบทวนกฎหมายโอที หวั่นกระทบจ้างงาน

กล้าธรรม รุดฟังเสียงองค์กร รปภ. ชงรัฐทบทวนกฎหมายโอที หวั่นกระทบจ้างงาน

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.13 น.

“กล้าธรรม”รุดฟังเสียงองค์กร รปภ. ชงรัฐทบทวนกฎหมายโอที หวั่นกระทบจ้างงาน วอนรัฐบาลเห็นใจต้นทุนพุ่งเสี่ยงกระทบปากท้องพนักงาน

พรรคกล้าธรรม โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้มอบหมายให้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์ และ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ดำเนินการ รับเรื่องร้องเรียนและเปิดพื้นที่รับฟังความเดือดร้อนกลุ่มผู้ประกอบการรักษาความปลอดภัย หลังภาคีเครือข่าย 18 องค์กร ที่ได้ยื่นหนังสือเข้ามาร้องขอความเป็นธรรม ปมกฎกระทรวงแรงงานฉบับใหม่เตรียมบังคับใช้ เพิ่มภาระต้นทุนค่าล่วงเวลาท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ ด้านทีมยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรมเร่งหาทางออกร่วมกับสมาคมฯ หวังบรรเทาผลกระทบทั้งนายจ้างและลูกจ้าง

27 เมษายน 2569 ณ ที่ทำการพรรคกล้าธรรม (กธ.) องค์กรภาคีเครือข่ายผู้ประกอบอาชีพรักษาความปลอดภัย จำนวน 18 องค์กร ได้เข้ายื่นหนังสือเพื่อขอให้พิจารณาแนวทางในการบรรเทาความเดือดร้อนจากผลกระทบต่อธุรกิจรักษาความปลอดภัย อันสืบเนื่องมาจากการบังคับใช้กฎกระทรวงแรงงาน เรื่องการกำหนดค่าล่วงเวลาและค่าตอบแทนการทำงานที่เกินวันละแปดชั่วโมง ในงานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สิน พ.ศ.2568

โดยสาระสำคัญของกฎกระทรวงดังกล่าว กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 1.25 เท่า ของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานปกติ และไม่น้อยกว่า 2.5 เท่า ในวันหยุด ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 เมษายน 2569 นี้

ด้านกลุ่มผู้ประกอบการ ระบุว่า แม้เจตนารมณ์ของกฎหมายจะเป็นการสร้างความเสมอภาคให้กับลูกจ้าง แต่ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่เผชิญทั้งภาวะสงคราม โลกร้อน และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของสินค้าและการขนส่ง ส่งผลให้ผู้ว่าจ้างทั้งภาคเอกชนและภาครัฐไม่สามารถปรับเพิ่มงบประมาณค่าบริการรักษาความปลอดภัยให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทันที โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐที่ติดเงื่อนไขในสัญญาจ้างเดิม

นอกจากนี้ ลักษณะเฉพาะของงานรักษาความปลอดภัยเป็นงานที่ต้องเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง แตกต่างจากอาชีพอื่นที่อาจมีการทำล่วงเวลาเพียงชั่วคราว การบังคับใช้กฎหมายนี้จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ของบริษัท หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ ธุรกิจหลายแห่งอาจต้องปิดตัวลง หรือจำเป็นต้องลดจำนวนพนักงานลงเพื่อความอยู่รอด ซึ่งจะส่งผลเสียต่อระบบความปลอดภัยโดยรวมของสังคม

ในการนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้มอบให้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์ และ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ดำเนินการต่อไป โดยทางพรรคกล้าธรรมได้เชิญนายกสมาคม และตัวแทนภาคีเครือข่ายทั้ง 18 องค์กร เข้าร่วมประชุมหารือเพื่อหาทางออกร่วมกันใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1.การพิจารณาเสนอให้มีการ เลื่อนการบังคับใช้กฎหมาย ออกไปตามระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้ธุรกิจได้ปรับตัว 2.การพิจารณา มาตรการช่วยเหลือเยียวยา อย่างใดอย่างหนึ่งสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพื่อป้องกันการเลิกจ้างงานในอนาคต

ทาง พรรคกล้าธรรม เน้นย้ำว่า พร้อมเป็นตัวกลางในการนำข้อเสนอเหล่านี้ไปประสานงานต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทั้งในแง่ของสวัสดิการแรงงานที่ดีขึ้นและความมั่นคงของภาคธุรกิจรักษาความปลอดภัยที่เป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย

– 006

หม่อมกร ยอมรับสนใจลงชิงผู้ว่าฯกทม. รอคุย ตรีนุช-ผู้ใหญ่พลังประชารัฐ

หม่อมกร ยอมรับสนใจลงชิงผู้ว่าฯกทม. รอคุย ตรีนุช-ผู้ใหญ่พลังประชารัฐ

หม่อมกร ยอมรับสนใจลงชิงผู้ว่าฯกทม. รอคุย ตรีนุช-ผู้ใหญ่พลังประชารัฐ

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.53 น.

วันที่ 27 เมษายน 2569  ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกระแสข่าวมีชื่อเตรียมลงสมัครผู้ว่าฯกทม.ว่า โดยส่วนตัวยอมรับมีความสนใจลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.จริง และเป็นเรื่องที่เคยพูดคุยกันในพรรคพปชร.มาสักพักแล้ว ตั้งแต่หลังจบการเลือกตั้งใหญ่ว่า ทางพรรคพปชร.ควรพิจารณาส่งผู้สมัคร เพื่อจะได้ไม่เสียโอกาส เนื่องจากการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ถือเป็นอีกหนึ่งสนามการเมืองที่ใหญ่และสำคัญ แต่ทั้งนี้ ตนต้องขอหารือผู้ใหญ่ในพรรค โดยเฉพาะน.ส.ตรีนุช เทียนทอง หัวหน้าพรรค ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่นก่อน ต้องให้เกียรติท่าน ซึ่งต้องหาข้อสรุปให้เร็วที่สุดและการส่งในนามพรรคต้องให้คณะกรรมการบริหารพรรคมีมติ

เมื่อถามถึงกรณีข่าวเป็นหนึ่งคนที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) สนใจที่จะทาบทามเสนอชื่อลงเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า ต้องเรียนว่า มีเพียงคนนอกพรรคปชป. อยากให้มีการคุยกัน แต่ขณะนี้ยังไม่มีการทาบทามเป็นทางการจากพรรคปชป.แต่อย่างใด และเราอยู่กับพรรคพปชร.ต้องให้เกียรติพรรคเราก่อนว่าจะตัดสินใจอย่างไร จะส่งลงชิงผู้ว่าฯกทม.หรือไม่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : สะพัด ‘หม่อมกร’ ลงชิงผู้ว่าฯกทม. จับตาปชป.ทาบทาม

โรม-ศุภโชติ ร่วมคณะตรวจคลังน้ำมัน ที่เพชรบุรี พบข้อน่าสงสัยตุนน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2564

โรม-ศุภโชติ ร่วมคณะตรวจคลังน้ำมัน ที่เพชรบุรี พบข้อน่าสงสัยตุนน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2564

โรม-ศุภโชติ ร่วมคณะตรวจคลังน้ำมัน ที่เพชรบุรี พบข้อน่าสงสัยตุนน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2564

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.39 น.

“โรม-ศุภโชติ” ร่วมคณะตรวจคลังน้ำมัน “เสี่ยตือ” ที่เพชรบุรี พบข้อน่าสงสัยตุนน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2564 ถังที่ควรปิดตายน่าสงสัยถูกแกะซีลออก ชี้ระบบรัฐมีช่องโหว่ใหญ่ ทำผู้กักตุนน้ำมันเล็ดลอดการตรวจสอบ

วันที่ 27 เมษายน 2569 ที่คลังน้ำมัน จ.เพชรบุรี นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมตรวจสอบหนึ่งในคลังและโรงกลั่นน้ำมัน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ “เสี่ยตือ” ที่คาดว่าจะเป็นตัวการใหญ่ที่มีส่วนพัวพันกรณีการกักตุนน้ำมัน ตามคำเชิญของ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จากกรณีที่รังสิมันต์ได้ตั้งกระทู้สดด้วยวาจาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ก่อนที่จะได้รับคำเชิญให้ร่วมกระบวนการตรวจอบคลังน้ำมันร่วมกับกระทรวงพลังงานและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องในวันนี้

โดยนายศุภโชติ ระบุว่า พื้นที่ที่คณะร่วมกันตรวจสอบในวันนี้ เป็นทั้งโรงกลั่นและคลังน้ำมันที่อยู่ในพื้นที่ติดกัน ถือโดยสองนิติบุคคล แต่ทั้งสองส่วนเคยอยู่ภายใต้นิติบุคคลเดียวกันมาก่อน คือเสี่ยตือ ที่แบ่งคลังน้ำมันออกมาขายให้กับบริษัทบางจากในมูลค่า 9,000 ล้านบาท ขณะที่เสี่ยตือก็ยังคงถือครองในฝั่งโรงกลั่นอยู่ ขายเพียงในส่วนของคลังน้ำมันออกไป 20 ถัง เป็นถังขนาดใหญ่สุดอยู่ที่ราว 64 ล้านลิตร โดยเสี่ยตือยังคงเป็นเจ้าของอยู่ 17 ถัง

สิ่งที่น่าแปลกใจคือโครงการนี้สร้างเสร็จมาตั้งแต่ปี 2562 แต่หยุดการทำงานไปเมื่อปี 2564 โดยมีน้ำมันค้างอยู่ในโรงกลั่น 5 ล้านลิตร ซึ่งผู้ชี้แจงระบุว่าไม่ได้มีการนำน้ำมันออกมาเลย ค้างอยู่ตั้งแต่ปี 2564-2569 ทำให้เกิดคำถามว่าทำไมถึงไม่มีความพยายามนำน้ำมันนี้ออกมาขายต่อ เพราะหลังจากปี 2564 เป็นต้นมาโลกประสบภาวะวิกฤติราคาน้ำมันถึง 2 ครั้ง คือจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลางปัจจุบัน จะบอกว่าการนำน้ำมันออกมาขายไม่คุ้มต้นทุนก็ไม่ใช่ เพราะราคาค้าปลีกในช่วงเวลานั้นสูงขึ้นมาก ควรที่จะนำออกมาขายได้

นายศุภโชติ กล่าวต่อว่า ประเด็นต่อมาที่มีการตั้งข้อสังเกต คือกรณีของถังที่มีการอ้างว่าไม่ได้ใช้และถูกปิดตายนั้นถูกปิดจริงหรือไม่ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบเรื่องนี้คือกรมศุลกากร เนื่องจากคลังน้ำมันนี้ถูกจดทะเบียนในรูปแบบเขตปลอดภาษี จึงไม่ใช่กรมธุรกิจพลังงานที่เป็นผู้ดูแลโดยตรง 

ซึ่งทางฝั่งผู้ชี้แจงจากกรมศุลกากรก็อ้างว่ามีการเข้าตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ มีการปิดผนึกไว้ด้วยซีลเป็นอย่างดี ถ้ามีการใช้งานเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรต้องเป็นผู้ดำเนินการตัดซีลด้วยตัวเอง แต่จากการตรวจสอบในพื้นที่จริงวันนี้ กลับพบว่าถังน้ำมันเหล่านั้นกลับถูกปิดผนึกด้วยซีลรูปแบบใหม่ ที่แม้แต่เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรที่ร่วมคณะในวันนี้ ยังไม่สามารถตอบได้ว่าเป็นซีลของกรมจริงหรือไม่

นายศุภโชติ กล่าวต่อไปว่า จากการตรวจสอบในวันนี้ทำให้เห็นช่องโหว่ของระบบตรวจสอบของภาครัฐ ที่อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้น้ำมันหายไปในช่วงที่ผ่านมา ทั้งหน่วยงานกำกับดูแลที่กระจัดกระจาย เช่น ถ้าเป็นคลังน้ำมันในเขตปลอดภาษี หน่วยงานที่ดูแลคือกรมศุลกากร แต่ถ้าเป็นคลังน้ำมันในประเทศคนที่ดูแลคือกรมสรรพสามิต 

หรือแม้แต่ระบบการรายงานข้อมูลจากคลังน้ำมันหรือโรงกลั่นไปยังหน่วยงานต่างๆ ล้วนแต่เป็นข้อมูลทางเดียวทั้งสิ้น การตรวจสอบของหน่วยงานภาครัฐเป็นเพียงแค่การสุ่มตรวจเท่านั้น ทำให้อาจเกิดช่องโหว่ของการกระทำความผิดได้ ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องทำต่อในอนาคตคือเร่งหาตัวคนที่ทำความผิดในการกักตุนน้ำมันของประชาชนจากวิกฤตที่เกิดขึ้นมาลงโทษให้ได้ และออกแบบหรือลงทุนในระบบการตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลทั้งจากคลังน้ำมันทั่วประเทศใหม่ทั้งระบบ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ ให้ องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานมอบราษฎรที่ประสบวาตภัย จ.ศรีสะเกษ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ ให้ องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานมอบราษฎรที่ประสบวาตภัย จ.ศรีสะเกษ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ ให้ องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานมอบราษฎรที่ประสบวาตภัย จ.ศรีสะเกษ

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.51 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบวาตภัยในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ

วันที่ 27 เมษายน  2569 เวลา 10.33 น.  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมให้ นายเศรษฐพุฒิ  สุทธิวาทนฤพุฒิ องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์  ในพระบรมราชูปถัมภ์   เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค  จำนวน 720 ถุง ไปมอบแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ซึ่งเป็นตัวแทนราษฎร เพื่อเชิญไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษต่อไป และมอบแก่ราษฎรอำเภอราษีไศล ณ  วิทยาลัยเทคนิคราษีไศล อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ  เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น และเป็นขวัญกำลังใจ

ในหลวง

ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปกล่าวให้ราษฎรที่ประสบวาตภัย และเจ้าหน้าที่ได้รับทราบ ในการนี้ องคมนตรี ได้ลงพื้นที่เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ครอบครัวราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่บ้านหลุบโมก หมู่ที่ 6 และบ้านป่าม่วง หมู่ที่ 10 ตำบลเมืองคง อำเภอราศีไศล จำนวน 3 ครอบครัว ซึ่งเป็นผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณา ทั้งนี้ องคมนตรี ได้พูดคุยให้กำลังใจ และขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และเจ้าหน้าที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจิตอาสาพระราชทานในการปฏิบัติหน้าที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว

ในหลวง
ในหลวง
ในหลวง
ในหลวง
ในหลวง
ในหลวง
ในหลวง
ในหลวง
ในหลวง

อัษฎางค์ อ่านเกมศุภจี ไลฟ์ทุเรียน 100 บาท ไม่ได้ทำแค่ คอนเทนต์ แต่กำลังทำตลาดจริง

อัษฎางค์ อ่านเกมศุภจี ไลฟ์ทุเรียน 100 บาท ไม่ได้ทำแค่ คอนเทนต์ แต่กำลังทำตลาดจริง

อัษฎางค์ อ่านเกมศุภจี ไลฟ์ทุเรียน 100 บาท ไม่ได้ทำแค่ คอนเทนต์ แต่กำลังทำตลาดจริง

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.43 น.

วันที่ 27 เมษายน 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้  นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า  อ่านเกมศุภจี ไลฟ์ทุเรียน 100 บาท ศุภจีไม่ได้ทำแค่ “คอนเทนต์” แต่กำลังทำตลาดจริง

ข้อวิจารณ์จากฝั่งพรรคประชาชน (วริสา มีเจริญ) คือ ถ้าขายทุเรียนลูกละ 100 บาท ทั้งที่ทุเรียนหน้าสวนหรือหน้าล้งบางเกรดอยู่ราว 120 บาท/กก. อาจทำลายกลไกราคา และทำให้เกษตรกรเสียหาย  

ฝั่งพรรคส้มวิจารณ์ได้ แต่กรอบวิจารณ์แคบเกินไป

มันคือบททดสอบว่า สังคมไทยและพรรคส้มเข้าใจ “ตลาดเกษตรยุคใหม่” แค่ไหน?

ข้อโจมตีนี้จะหนักแน่นก็ต่อเมื่อทุเรียนที่เอามาขายเป็น เกรดส่งออกหรือเกรดหลักในตลาดเดียวกัน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงว่า กรณี 100 บาทเป็นโปรโมชันของผู้ประกอบการออนไลน์ เพื่อกระตุ้นการบริโภคในประเทศ และเป็นทุเรียนเกรดรอง ไซซ์เล็ก/ทรงไม่สวย/ค่อนข้างสุก ไม่ใช่เกรดส่งออก โดยระบุว่าราคาเกรด AB เฉลี่ยอยู่ประมาณ 140–150 บาท/กก. ส่วนเกรดรองอยู่ราว 100–110 บาท/กก.  

นี่คือการแก้ปัญหา “ผลผลิตเพิ่ม 33%” ก่อนที่ราคาจะพัง ไม่ใช่รอให้พังแล้วค่อยแจกเงินปี 2569 คาดว่าผลผลิตทุเรียนไทยจะอยู่ราว 2.071 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 33% โดยภาคตะวันออกมีผลผลิตประมาณ 0.998 ล้านตัน และจะออกมากที่สุดช่วงเดือนพฤษภาคม  

ตรงนี้คือหัวใจของเรื่อง

ถ้ารัฐรอให้ผลผลิตล้นตลาดก่อน แล้วค่อยออกมาตรการพยุงราคา นั่นคือการแก้ปัญหาแบบเดิม คือ ช้า แพง และมักจบที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่แนวทางของคุณศุภจีคือ รีบดึง demand เข้ามารอก่อน supply จะทะลัก ทั้งตลาดจีน ตลาดในประเทศ ห้าง Modern Trade ออนไลน์ ไปรษณีย์ แปรรูป และ Live Commerce

กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าระบายผลผลิตในประเทศไม่น้อยกว่า 450,000 ตัน เชื่อมตลาดกลางและ Modern Trade กว่า 350,000 ตัน ควบคู่ช่องทางไปรษณีย์และออนไลน์ และตั้งเป้าส่งออกทุเรียนไม่น้อยกว่า 1 ล้านตัน  

นี่ไม่ใช่แค่ “ขายทุเรียนลูกละ 100”

แต่มันคือ การบริหารทั้งห่วงโซ่

จุดที่คุณศุภจีทำแยบยล คือใช้ “อินฟลูเอนเซอร์” เป็นเครื่องมือรัฐ ไม่ใช่ปล่อยให้แพลตฟอร์มกินตลาดฝ่ายเดียว

เกษตรกรไทยเสียเปรียบมานาน เพราะตลาดจำนวนมากถูกคุมโดยคนกลาง ล้ง ผู้รวบรวม แพลตฟอร์ม และผู้ส่งออก แต่เมื่อรัฐดึง KOL จีน พิมรี่พาย TikTok และแพลตฟอร์มออนไลน์เข้ามาเล่น

ในสนามเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ รัฐไม่ได้แค่ช่วยขาย แต่กำลังเพิ่มช่องทางต่อรองให้เกษตรกร

ถ้ามองจากมุมนี้ การไลฟ์ขายทุเรียนไม่ใช่ “การตลาดฉาบฉวย” แต่เป็น front stage ของนโยบายใหญ่ที่อยู่หลังบ้าน

พูดง่าย ๆ คือ

คนดูเห็นพิมรี่พายขายทุเรียน

แต่สิ่งที่รัฐกำลังทำคือ

จัดการ supply chain ของผลไม้ไทยทั้งระบบ

ผมมองว่า คุณศุภจีทำถูกใน “ยุทธศาสตร์ใหญ่”พูดให้ชัดคือ แนวทางนี้ไม่ใช่การขายถูกเพื่อทำลายตลาด แต่เป็นการใช้ Live Commerce เป็นเครื่องมือบริหารผลผลิตส่วนเกิน แยกเกรด

สินค้า ขยายตลาด และสร้างอำนาจต่อรองให้เกษตรกร ถ้าทำอย่างถูกระบบ มันคือการยกระดับตลาด ไม่ใช่การลดค่าทุเรียนไทย

ถ้ามองลึกลงไปกว่านั้น จะเห็นว่า สิ่งที่คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังทำ ไม่ใช่แค่การขายทุเรียน

แต่มันคือการทดลองเปลี่ยนบทบาทรัฐ จาก “ผู้ตามแก้ราคาตก” เป็น “ผู้สร้างตลาดล่วงหน้า”

จากรัฐที่รอให้ผลผลิตล้น

รอให้ราคาพัง

รอให้เกษตรกรเจ็บ

แล้วค่อยเอางบประมาณเข้าไปพยุง

ไปสู่รัฐที่พยายามดึงตลาดเข้ามาก่อน

ดึงผู้บริโภคเข้ามารอ

ดึงแพลตฟอร์มเข้ามาช่วย

ดึงอินฟลูเอนเซอร์เข้ามาขยาย demand

และดึงสินค้าเกษตรไทยออกจากวงจรเดิมที่เกษตรกรต้องรอความเมตตาจากคนกลาง

นี่คือเหตุผลที่ผมมองว่า ศุภจีทำถูกใน “ยุทธศาสตร์ใหญ่”

คุณศุภจีไม่ได้ทำแค่คอนเทนต์ แต่กำลังทำตลาดจริง

ข้อเท็จจริงสำคัญคือ การไลฟ์ขายทุเรียนกับ KOL จีนที่จันทบุรี ไม่ได้เป็นเพียงภาพถ่ายทางการเมือง

เพราะไลฟ์ 3 ชั่วโมงทำยอดสั่งซื้อได้ประมาณ 15 ล้านบาท มีผู้ชมชาวจีนกว่า 150,000 คน และมีเป้าหมายต่อยอดการจำหน่ายทุเรียนไทยผ่านแพลตฟอร์มจีนหลายช่องทาง เช่น ซื่อผิ่นฮ่าว

Douyin Kuaishou และ Taobao  

ตัวเลขนี้สำคัญ เพราะมันบอกว่า นี่ไม่ใช่แค่ “โชว์”

แต่มันคือการเอาการเมือง การตลาด และแพลตฟอร์มดิจิทัลมาประกบกัน เพื่อสร้างยอดขายจริงให้สินค้าเกษตรไทย

ตลาดเกษตรยุคใหม่ไม่ได้ชนะกันที่หน้าสวนอย่างเดียว

รัฐมนตรีพาณิชย์ที่ลงไปขายเอง อาจดูเหมือน “เล่นใหญ่” สำหรับคนที่ยังมองการเมืองแบบเก่า

แต่ในโลกการค้าใหม่ นี่คือการเอาตำแหน่งรัฐมนตรีไปเป็น “ตราประทับความเชื่อมั่น” ให้สินค้าส่งออกไทย

ผู้บริโภคจีนไม่ได้ซื้อแค่ทุเรียน

เขาซื้อความมั่นใจว่า นี่คือทุเรียนไทยจริง

นโลกเก่า คอนเทนต์อาจเป็นแค่การโฆษณา

แต่ในโลกใหม่ คอนเทนต์คือหน้าร้าน

คอนเทนต์คือความเชื่อมั่น

คอนเทนต์คือ distribution

และคอนเทนต์เองนั่นแหละ คือโครงสร้างตลาดแบบใหม่


ต้องมี exit strategy ไม่ให้ 100 บาท กลายเป็นราคาฝังหัว

อีกจุดที่รัฐบาลต้องระวังคือ “anchor price”

ในทางการตลาด เมื่อผู้บริโภคจำราคาหนึ่งได้ ราคานั้นอาจกลายเป็นจุดอ้างอิงในใจ

ถ้าคนจำว่า “ทุเรียนควรลูกละ 100 บาท” ทั้งที่ความจริงเป็นโปรโมชันเฉพาะเกรด เฉพาะช่วงเวลา และเฉพาะช่องทาง นั่นจะย้อนกลับมากดราคาทุเรียนคุณภาพในตลาดหลัก

ดังนั้น รัฐไม่ควรปล่อยให้คำว่า 100 บาท ลอยเดี่ยว

ควรสื่อสารให้ชัดว่า

นี่คือโปรโมชันจำกัดเวลา

นี่คือทุเรียนเฉพาะเกรด

นี่ไม่ใช่ราคากลางของตลาด

นี่ไม่ใช่ราคาอ้างอิงของทุเรียนไทย

และหลังจากระบายผลผลิตส่วนนี้แล้ว ราคาจะกลับเข้าสู่กลไกปกติ

พูดง่าย ๆ คือ รัฐต้องมีทั้ง entry strategy และ exit strategy

เข้าโปรโมชันอย่างไรให้กระตุ้นยอดขาย

และออกจากโปรโมชันอย่างไรไม่ให้ราคาทั้งตลาดเสียหาย

ตรงนี้คือโจทย์การสื่อสารของคุณศุภจี

สรุปแบบ #อ่านเกมอำนาจ

คุณศุภจีไม่ได้แค่ขายทุเรียน

คุณศุภจีกำลังทดลองเปลี่ยนวิธีคิดของรัฐต่อสินค้าเกษตร

จากรัฐที่ตามแก้ปัญหา

เป็นรัฐที่สร้างตลาดล่วงหน้า

จากรัฐที่รอให้ราคาตก

เป็นรัฐที่ดึง demand เข้ามาก่อน supply จะทะลัก

จากรัฐที่ปล่อยให้เกษตรกรติดอยู่กับคนกลาง

เป็นรัฐที่พยายามเปิดช่องให้เกษตรกรเข้าถึงผู้บริโภคปลายทาง

จากรัฐที่มองออนไลน์เป็นของเล่น

เป็นรัฐที่เริ่มเข้าใจว่าแพลตฟอร์มคือโครงสร้างตลาด

แต่จุดอ่อนของฝ่ายวิจารณ์บางส่วน คือเห็นแค่ “ราคา” แต่ยังอ่านไม่ขาดว่า เกมจริงอยู่ที่ “โครงสร้างตลาด”

สกลธี เผย 28 เม.ย.นี้ เคาะชื่อผู้สมัคร ส.ก.ปชป. ชื่อ อภิชัย-หม่อมกร ผุดสนใจร่วมสนาม กทม.

สกลธี เผย 28 เม.ย.นี้ เคาะชื่อผู้สมัคร ส.ก.ปชป. ชื่อ อภิชัย-หม่อมกร ผุดสนใจร่วมสนาม กทม.

สกลธี เผย 28 เม.ย.นี้ เคาะชื่อผู้สมัคร ส.ก.ปชป. ชื่อ อภิชัย-หม่อมกร ผุดสนใจร่วมสนาม กทม.

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.26 น.

“สกลธี”เผย 28 เม.ย.เคาะชื่อผู้สมัคร ส.ก.ปชป.ชื่อ“อภิชัย-หม่อมกร”ผุดสนใจร่วมสนามกทม.

27 เมษายน2569  ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ดูแลพื้นที่ กรุงเทพมหานคร(กทม.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการสรรหาผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(ส.ก.)ในนามของพรรคว่า ขณะนี้ทางพรรคได้พิจารณาตัวบุคคลที่จะส่งลงสมัคร ส.ก.ในนามพรรคเสร็จแล้วกว่า 40 เขต จาก50 เขตในกทม.  คาดว่าจะเสร็จทันเพื่อส่งรายชื่อให้ที่ประชุมสส.ของพรรคและให้คณะกรรมการบริหาร(กก.บห.)พรรคพิจารณารายชื่อและคุณสมบัติของว่าที่ผู้สมัครส.ก.ทั้งหมดในบ่ายวันที่ 28 เม.ย.นี้ เพื่อจะได้เตรียมการต่อในเรื่องอื่นๆ  ส่วนรายชื่อของผู้ที่พรรคจะส่งลงสมัครลงชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนั้น ยังไม่แล้วเสร็จ ตามที่หัวหน้าพรรคเคยบอกไว้ว่า กำลังทาบทามและรอคำตอบของบุคคลที่พรรคทาบทาม ซึ่งคิดว่ายังพอมีเวลา

เมื่อถามว่า มีรายชื่อของนายอภิชัย เตชะอุบล อดีตเหรัญญิกพรรค ปชป. ที่ผู้ใหญ่ในพรรคกำลังทาบทามให้มาลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. จริงหรือไม่ นายสกลธี กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ว่าเป็นบุคคลที่หัวหน้าพรรคทาบทามไปหรือไม่  แต่ทราบว่า หัวหน้าพรรคเคยพูดถึงนายอภิชัย   เมื่อถามอีกว่า ล่าสุดมีชื่อของดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี เป็นนักวิชาการอิสระด้านพลังงานและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ว่าทางพรรคได้ทาบทามด้วย นายสกลธี กล่าวว่า ทราบว่า ท่านมีความสนใจและมีคนกลางประสานมาที่พรรคว่า ท่านสนใจที่จะลงสมัคร แต่ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของที่ประชุมสส. และ กก.บห.พรรค คาดว่าเย็นวันที่28 เม.ย. นี้คงมีความคืบหน้า โดยเฉพาะผู้สมัคร ส.ก.ของพรรค

ผบ.ทบ. รับลูกนโยบาย ทหารอาสา นำร่อง 800 อัตรา ตำแหน่งสัญญาบัตร-ประทวน หมุนเวียนกำลังพล

ผบ.ทบ. รับลูกนโยบาย ทหารอาสา นำร่อง 800 อัตรา ตำแหน่งสัญญาบัตร-ประทวน หมุนเวียนกำลังพล

ผบ.ทบ. รับลูกนโยบาย ทหารอาสา นำร่อง 800 อัตรา ตำแหน่งสัญญาบัตร-ประทวน หมุนเวียนกำลังพล

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.34 น.

ผบ.ทบ. ย้ำ ผู้บังคับบัญชา ทบ. แก้ไขปัญหาระดับหน่วยให้ได้ กำชับดูแล ‘พลทหาร’ ให้ดี รับลูกนโยบาย ‘ทหารอาสา’ ของ ‘รัฐบาล’ ปี 69 นำร่อง 800 อัตรา ตำแหน่ง ‘สัญญาบัตร-ประทวน’ สัญญาจ้างชั่วคราว 4 ปี สวัสดิการ ‘พลทหาร’ หมุนเวียนกำลังพล ลดการใช้ภาษีดูแลระยะยาว ได้คนหนุ่มสดใส

วันที่ 27 เมษายน 2569 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงข่าวผลการประชุมหน่วยขึ้นตรงของกองทัพบก โดยมีข้อสั่งการของ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. โดยได้ขอบคุณหน่วยปฏิบัติงานภารกิจที่ผ่านมาด้วยความทุ่มเท เสียสละ ตั้งใจ ด้วยความรับผิดชอบ ส่งผลให้การทํางานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ
สำหรับการตรวจเลือกทหารใหม่ ผบ.ทบ. ติดตามอย่างใกล้ชิด โดยผลการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ได้มีการทักท้วงในเรื่องความโปร่งใส และได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกภาคส่วน โดยมียอดผู้สมัครใจสูงกว่าที่คาดการณ์ ถือเป็นแนวโน้มที่ดี พร้อมทั้งฝากขอบคุณชายไทยทุกคนที่เข้ามาร่วมการคัดเลือกทหารกองประจําการ

ผบ.ทบ. ยังได้เน้นย้ำบทบาทของผู้บังคับหน่วย เนื่องจากผู้บังคับบัญชาทุกระดับเป็นกลไกสําคัญขับเคลื่อนนโยบายของกองทัพบก ขอให้ยึดถือแนวทางที่กองทัพบกให้ไว้อย่างเคร่งครัด และกํากับดูแลหน่วยให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กองทัพบก และ ผบ.ทบ. ได้กําหนดไว้
โดยเฉพาะการป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นภายในหน่วย โดย ผบ.ทบ. ระบุถึงการกํากับดูแลที่ไม่ทั่วถึง ซึ่งเน้นย้ำผู้บังคับบัญชา ให้ดูแลหน่วยให้ทั่วถึง สามารถแก้ไขปัญหาระดับหน่วยได้ ให้เป็นไปตามความเหมาะสม ทั้งเรื่องการดูแลสิทธิกําลังพลทุกนาย สภาพแวดล้อม ความเป็นอยู่ โดยเฉพาะพลทหารที่อยู่ในสภาพแวดล้อมให้เหมาะ พร้อมให้เตรียมการรับทหารใหม่ การฝึก สวัสดิการสิทธิต่างๆ ที่ควรจะได้รับ ให้มีความปลอดภัย เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

นอกจากนี้ ผบ.ทบ. ได้เน้นย้ำเรื่องการรับมือภัยพิบัติ ให้เติมเต็มความพร้อม ฤดูฝน ช่วยเหลือประชาชนทันท่วงที และเน้นย้ำความเป็นเอกภาพของหน่วยและกองทัพบกเป็นหัวใจสําคัญขององค์กรให้กําลังพลทุกนายได้ร่วมปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทนและยังคงมีวินัย พร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงความหลากหลายและภัยคุกคามต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นจากสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อธํารงไว้หรือความมั่นคงของชาติ และความเชื่อมั่นของประชาชน

ขณะที่ พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงนโยบายทหารอาสา ว่า ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีการดำเนินการมาต่อเนื่อง สืบเนื่องจากการลดกำลังพลกองทัพบก พอลดกำลังพลแล้ว ต้องมีส่วนเข้ามาทำงานทดแทน ทหารอาสาเป็นส่วนหนึ่งที่เราพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2569 อัตราสัญญาบัตรและประทวน รวม 800 อัตรา ปัจจุบันผ่านการสมัครและคัดเลือกรอบแรกแล้ว คนที่เข้ามาสมัครอยู่ระหว่างการคัดเลือกรอบที่ 2 ส่วนรายละเอียดเรื่องที่มา กองทัพบกคงต้องพัฒนาต่อไป ให้ครอดคล้องกับนโยบายลดกำลังพลของกระทรวงกลาโหมและรัฐบาล 

เมื่อถามถึงรูปแบบสวัสดิการและเงินเดือนทหารอาสา รองโฆษก ทบ. กล่าวว่า มีการรับสมัครในอัตราสัญญาบัตรและชั้นประทวน สัญญาจ้างชั่วคราว 4 ปี มีเกณฑ์อายุ คุณวุฒิที่รับสมัคร จะเห็นได้ว่าเป็นการรับกำลังพลที่มีความเป็นหนุ่ม สดชื่น เข้ามาทำงาน เมื่อครบสัญญาจ้าง ก็จะมีการปลดออกไป จึงมีกำลังพลหมุนเวียดตลอด ทำให้ลดการเสียภาษีเพื่อดูแลระยะยาว ถือเป็นการทดแทนกำลังพลที่ดี 

เมื่อถามว่าจะบรรจุในเหล่าทัพและการทำงานนั้น รองโฆษก ทบ. กล่าวว่า มีหลายเหล่าทั่วประเทศ ทั้งในมณฑลทหารบกและทหารหน่วยรบ ขึ้นอยู่กับอัตราที่เปิด 

ส่วนสวัสดิการจะดีกว่าทหารกองประจำการหรือไม่ รองโฆษก ทบ. กล่าวว่า เนื่องจากมีอัตราสัญญาบัตรและประทวน สวัสดิการจึงดีกว่าพลทหารประจำการ ส่วนรายละเอียดจะเทียบเท่าทหารหลักหรือไม่ จะชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมอีกครั้ง