‘เอกนัฏ’เผยแนวโน้มราคาน้ำมันลดลงต่อเนื่อง ชี้รัฐไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม เล็งรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันถาวร

'เอกนัฏ'เผยแนวโน้มราคาน้ำมันลดลงต่อเนื่อง ชี้รัฐไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม เล็งรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันถาวร

‘เอกนัฏ’เผยแนวโน้มราคาน้ำมันลดลงต่อเนื่อง ชี้รัฐไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม เล็งรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันถาวร

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.35 น.

“เอกนัฏ” ชี้ แนวโน้มราคาน้ำมันจ่อลดลงต่อเนื่อง ระบุ รัฐไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม สั่งเคลียร์ตัวเลขการขาดทุนกองทุนน้ำมันให้สะท้อนความจริง เล็งรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันถาวรรองรับวิกฤตในอนาคต  

เมื่อเวลา 11.40 น. วันที่ 16 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันว่า ปัจจุบันราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มปรับตัวลดลงหลังจากที่มีการตกลงเจรจาสันติภาพกันระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน  โดยที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้ใช้กลไกการบริหารจัดการราคาหน้าโรงกลั่นเพื่อลดภาระประชาชน โดยสามารถดึงเงินกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นมาช่วยลดราคาหน้าปั๊มได้กว่า 8,300 ล้านบาท และส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลทยอยปรับลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และมีแนวโน้มจะกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติหากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลาย

นายเอกนัฏ กล่าวว่า สำหรับสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันนายเอกนัฏระบุว่าได้สั่งการให้ทบทวนตัวเลขใหม่โดยใช้ตัวเลขจริงแทนการคาดการณ์ พบว่ายอดการติดลบของกองทุนลดลงจากเดิมที่คาดไว้จากเดิมติดลบกว่า 60,000 ล้านบาท เหลือเพียงประมาณ 57,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการอายัดเงินคืนให้แก่ผู้ค้าบางกลุ่มที่อยู่ระหว่างการสอบสวนเรื่องการกักตุนกำไรไว้อีกประมาณ 30,000 ล้านบาท ทำให้ในขณะนี้รัฐบาลไม่มีความจำเป็นต้องออกพระราชกฤษฎีกาเพื่อให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้เพิ่มเติม โดยจะบริหารจัดการภายในวงเงินกู้ที่ดำเนินการอยู่เดิมเพื่อไม่ให้เป็นภาระหนี้สาธารณะของประเทศ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานกำลังวางกลไกถาวรในการกำกับดูแลราคาหน้าโรงกลั่นและค่าการกลั่น โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์โลก เพื่อไม่ให้ค่าการกลั่นพุ่งสูงเกินไป โดยจะมีการพิจารณาแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้อำนาจแก่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ในการกำกับดูแลได้อย่างเต็มที่ในอนาคต 

“เราเอาบทเรียนที่ผ่านมา เพื่อที่จะมาวางกลไกสำหรับการจัดการราคาหน้าโรงกลั่น ถามตกลงเนี่ย ที่ไปอิงสิงคโปร์ ควรจะอิงแบบที่ไปบวกพรีเมี่ยม ควรจะบวกหรือไม่ควรบวก กลไกในการกำหนด ค่าการกลั่น สำหรับโรงกลั่น ในสภาวะเกิดเหตุการณ์ขึ้นแบบตะวันออกกลางแล้วค่าการพุ่งสูงปรี๊ด ก็ต้องมีกลไกในการจำกัดไม่ให้ค่าการเพิ่มสูงมากเกินไปแบบนี้ เป็นต้น”นายเอกนัฏ ระบุ

ปลัด มท. เคลียร์ปมเด้ง ‘ผู้ว่าฯ-รอง’ยกแผงภูเก็ต เปรียบ เม็ดทรายในรองเท้า ต้องถอดออกแล้วสวมใหม่

ปลัด มท. เคลียร์ปมเด้ง 'ผู้ว่าฯ-รอง'ยกแผงภูเก็ต  เปรียบ เม็ดทรายในรองเท้า ต้องถอดออกแล้วสวมใหม่

ปลัด มท. เคลียร์ปมเด้ง ‘ผู้ว่าฯ-รอง’ยกแผงภูเก็ต เปรียบ เม็ดทรายในรองเท้า ต้องถอดออกแล้วสวมใหม่

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.28 น.

ปลัดมท.ตอบปม ย้ายผู้ว่าเซมเบ้ หวังแก้ปัญหาให้คลี่คลาย เปรียบเม็ดทรายในรองเท้า ต้องถอดออกแล้วสวมใหม่ ยันไม่มีเรื่องผลประโยชน์ ลั่น ต้องสางทุกปัญหาที่ภูเก็ต 

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 เวลา 12.15 น. ที่ทําเนียบรัฐบาล นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้งโยกย้ายนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร (ผู้ว่าฯเซมเบ้) ผู้ว่าฯภูเก็ต ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และแต่งตั้งนายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตแทน ว่า ที่ผ่านมามีข่าวในจังหวัดภูเก็ต ที่เราและติดตามกันมา ฉะนั้นเพื่อให้การแก้ปัญหาที่มีอยู่ได้คลี่คลาย จึงมีการปรับเปลี่ยนให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ก็แค่นั้นเองไม่มีอะไร ซึ่งเป็นการปรับคนที่อยู่เดิม ไปอยู่ในที่ที่เขาเคยอยู่ ไม่ได้อยู่ในที่ห่างไกลอะไร แต่ว่าคนที่มาใหม่ ก็จะมาช่วยแก้ไขและสางปัญหาตามนโยบายรัฐบาลในการปราบปรามผู้มีอิทธิพล รวมถึงเรื่องอื่น ๆ ในพื้นที่ที่มันไม่มีความเรียบร้อยเท่านั้นเองไม่มีอะไร 

เมื่อถามว่า การย้ายผู้ว่าฯกับเรื่องย้ายปลัดจังหวัดภูเก็ตก่อนหน้านี้ เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ นายอรรษิษฐ์ ตอบว่า ไม่ ติดตามดูการประชุมที่กระทรวงมหาดไทยเมื่อวานนี้ จะเห็นว่าเราต้องการคลี่คลายปัญหา บางทีเหมือนตอนที่เราใส่รองเท้า แล้วมีเม็ดทรายอยู่ในรองเท้า เราลําบากที่จะแก้มัน บางทีเราก็ต้องถอดมันออกมา เพื่อจัดสวมเข้าไปใหม่ เพราะฉะนั้นคนที่ไปใหม่ เขาไม่เคยเห็นในพื้นที่เขาก็จะใช้ประสบการณ์เข้าไปแก้ปัญหา โดยที่เขาไม่เคยอยู่ในพื้นที่มาก่อน คนที่อยู่เก่ารู้ปัญหา แต่ปัญหาไม่คลี่คลายสักที 

เมื่อถามว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของความขัดแย้งส่วนตัว หรือเรื่องผลประโยชน์กับการแก้ไขปัญหาที่ทําไม่ได้สักทีหรือไม่ นายอรรษิษฐ์กล่าวว่า การย้ายทั้งหมดไม่มีเรื่องผลประโยชน์อะไรเลย สิ่งเดียวที่สําคัญที่สุด เพื่อให้การบริหารราชการที่จังหวัดภูเก็ตต้องเดินหน้าต่อไปได้ และสิ่งที่มีปัญหาอยู่ต้องคลี่คลายโดยเร็วที่สุด จึงมีการปรับเปลี่ยน ซึ่งนายนิรัตน์ เป็นผู้ว่าฯที่มีความอาวุโสและรู้ปัญหา แต่บางทีปัญหามันยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเต็มที่ และมีรองผู้ว่าที่อาจจะไม่เข้าทีมกัน จึงต้องมีการเปลี่ยนยกทีม และเอาทีมใหม่เข้าไป เพื่อให้การแก้ปัญหาลุล่วงแค่นั้นเอง 

เมื่อถามว่า กรณีที่นายนิรัตน์ เสนอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ยังต้องดําเนินการตรวจสอบต่อไปหรือไม่  นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ตอนนี้เรามีการตั้งคณะกรรมการอยู่แล้ว และพยายามติดตามและให้รายงานมาที่กระทรวงมหาดไทย แต่ตอนนี้ยังไม่มีอะไร 

เมื่อถามว่า ปัญหาที่เกิดชึ้น เพราะตัวนายอรรษิษฐ์ กลัวนายกฯจะสอบสวนด้วย ใช่หรือไม่  นายอรรษิษฐ์ หัวเราะก่อนตอบว่า ” ไม่ ผมไม่ได้กลัว ผมมองการปฏิบัติราชการเป็นสําคัญ ในทุกเรื่อง ท่านนายกฯก็ถามผมว่ามันจะต้องเป็นยังไง ผมก็แนะนําว่าสิ่งที่ดีที่สุด คือการทําให้ปัญหามันคลี่คลายเท่านั้นเอง ทุกอย่างที่เราเห็นก็คือปัญหาที่มันอยู่ที่ภูเก็ต และเราก็เห็นโพสต์ทุกวันว่ารองผู้ว่าคนนั้นทะเลาะกับรองผู้ว่าคนนี้ คนนั้นมีปัญหากับคนนี้ ฉะนั้นต้องทํายังไง มันก็ต้องไปอย่างนั้น ถ้าหากยังมีปัญหาทะเลาะกันต่อไปเรื่อยๆ ก็แก้ปัญหาอื่นไม่ได้ มันก็เลยต้องคลี่คลายปัญหานี้ออกมา อันนี้ขอให้เชื่อมั่นว่าเป็นเรื่องนี้จริงๆ” 

เมื่อถามว่า วางกรอบไว้หรือไม่ว่าปัญหาเรื่องนี้จะถูกแก้ในระยะเวลาเท่าไหร่ นายอรรษิษฐ์ ตอบว่า เดี๋ยวคนใหม่ก็คงจะเข้าไป แล้วเขาก็เข้าไปดู แต่เชื่อมั่นว่าเขามีประสบการณ์ ซึ่งเป็นคนที่ถูกเลือกแล้วจากกระทรวงมหาดไทย 

เมื่อถามอีกว่า นายธีระพงศ์ ช่วยชู รองผู้ว่าภูเก็ต ระบุว่าจะขอส่งหนังสือชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ความคืบหน้าตรงนี้ไปถึงไหนแล้ว นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า กําลังรอเขา เพราะเขาพูดเอง ก็ต้องรอ เพราะเขาบอกในที่ประชุมว่าเขาจะชี้แจง 

เมื่อถามว่า แม้ว่านายธีระพงศ์ ย้ายไปที่อื่นแล้วก็จะดําเนินการสอบต่อไปใช่หรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ข้อเท็จจริงมันก็สอบกันได้ ว่าปัญหามันคืออะไร จะแก้ยังไง อันนี้เป็นข้อเท็จจริงธรรมดา 

ถามย้ำอีกว่า เมื่อย้ายออกไปแล้ว การสอบก็ยังไม่จบใช่หรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า เขาบอกเองว่าเขาจะรายงานมาก่อน ก็ต้องดูรายงานเขา พอรายงานของเขาเสร็จเราก็ต้องมาดูข้อเท็จจริงว่ามันเป็นยังไงเพื่อจะเดินไปต่อ 

ศุภจี ปลื้ม ไทยช่วยไทยพลัส กระแสดี ช่วยลดค่าครองชีพ หนุนร้านค้า SME คึกคัก

ศุภจี ปลื้ม ไทยช่วยไทยพลัส กระแสดี ช่วยลดค่าครองชีพ หนุนร้านค้า SME คึกคัก

ศุภจี ปลื้ม ไทยช่วยไทยพลัส กระแสดี ช่วยลดค่าครองชีพ หนุนร้านค้า SME คึกคัก

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.26 น.

“ศุภจี” ปลื้มไทยช่วยไทยพลัส 60/40 กระแสดี ชี้ช่วยลดค่าครองชีพ-หนุนร้านค้า SME คึกคัก ยังไม่ฟันธงเพิ่มวงเงิน ขอรอประเมินผลก่อน พร้อมลุ้นสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย หนุน GDP ไทยฟื้น

วันนี้ 16 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 12.10 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กล่าวถึงผลตอบรับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ว่า หลังเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนเมษายน พบว่าการใช้จ่ายของประชาชนดีขึ้น ช่วยบรรเทาค่าครองชีพ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ขณะเดียวกันเริ่มมีผู้ประกอบการ SME เข้าร่วมเครือข่ายมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งการลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ให้ประชาชน

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

เมื่อถามถึงกระแสตอบรับที่ดี จะมีการพิจารณาเพิ่มวงเงินโครงการหรือไม่ นางศุภจี ระบุว่า ต้องรอการประเมินผลและหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก่อน พร้อมย้ำว่า หากประชาชนได้รับประโยชน์ก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดี

ส่วนผลตอบรับในช่วง 16 วันที่ผ่านมา พบว่าทั้งประชาชนและร้านค้ามีการตอบรับในทางที่ดี ร้านค้าหลายแห่งมีความคึกคัก แต่รายละเอียดเพิ่มเติมต้องรอการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาประเมินผลโครงการอย่างรอบด้าน

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยและ GDP นางศุภจี ระบุว่า ปัจจุบันตัวเลขไตรมาสแรกอยู่ที่ 2.8% แต่ยังต้องติดตามและทบทวนสถานการณ์เพิ่มเติม โดยประเมินกรอบไว้ที่ 1.5–2% พร้อมมองว่า หากสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านคลี่คลาย จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงไทย ทั้งด้านการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ราคาพลังงาน และต้นทุนสินค้า ซึ่งจะช่วยหนุนการส่งออกและการค้าให้ดีขึ้น

ส่วนกรณีราคาสินค้าที่ปรับขึ้นไปก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสินค้าควบคุม 61 รายการอย่างใกล้ชิด โดยยอมรับว่าราคาสินค้าอาจยังปรับลดไม่ได้ทันที แม้ราคาน้ำมันลดลง เนื่องจากผู้ประกอบการยังมีต้นทุนเดิม จึงต้องอาศัยความร่วมมือในการทยอยปรับราคา

เอกนัฏ พร้อมทบทวนค่าไฟที่อยู่อาศัย เล็งคลอด ค่าไฟ Data Center อัตราใหม่

เอกนัฏ พร้อมทบทวนค่าไฟที่อยู่อาศัย เล็งคลอด ค่าไฟ Data Center อัตราใหม่

เอกนัฏ พร้อมทบทวนค่าไฟที่อยู่อาศัย เล็งคลอด ค่าไฟ Data Center อัตราใหม่

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.19 น.

“เอกนัฏ” พร้อมทบทวนค่าไฟที่อยู่อาศัย ควบคู่การแก้ปัญหาสัญญาไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรม เล็งคลอด “ค่าไฟ Data Center” อัตราใหม่ เร่งมาตรการรับซื้อไฟโซลาร์คืนจากประชาชนภายใน มิ.ย.

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 เวลา 11.40 น. วันที่ 16 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าว่า กระทรวงพลังงานมีเป้าหมายหลักเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ยุติธรรมและสะท้อนต้นทุนจริง ขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เนื่องจากการปรับค่าไฟฟ้านั้นจะกระทบทั้งประชาชน และการไฟฟ้าฯ ซึ่งรอผลจากการรับฟังความคิดเห็นในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตรัฐบาลมีความตั้งใจให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าถูกลง โดยในส่วนของการปรับอัตราค่าไฟฟ้าของบ้านที่อยู่อาศัยที่ให้ผู้ที่ใช้ไฟมากจ่ายค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงกว่าอาจจะมีการทบทวน เพราะในที่สุดในเรื่องค่าไฟฟ้าสิ่งที่รัฐบาลต้องทำมีหลายส่วนที่เกี่ยวข้องกัน เช่นเรื่องของการแก้ปัญหาโรงไฟฟ้าที่มีรูปแบบสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับรัฐ (สัญญาทาส) เช่น ที่ขายไฟฟ้าในรูปแบบแอดเดอร์ ต้องมีการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งเรื่องของความสูญเสียในระบบที่เรียกว่าเป็น lossในระบบเหมือนสายส่งสายจำหน่าย หรือเรื่องไฟสาธารณะก็นำมาบวกในค่าไฟฐานและบิลค่าไฟฟ้าของประชาชนพวกนี้ต้องจัดการใหม่ทั้งหมดให้มีประสิทธิภาพ 

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ในมาตรการสำคัญในระยะต่อไปคือการกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่ คือประเภทที่ 9 หรือกลุ่ม Data Center ให้จ่ายค่าไฟฟ้าแพงกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจาก Data Center เป็นกลุ่มที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงมากและต้องใช้ก๊าซนำเข้าที่มีราคาสูงในการผลิตไฟฟ้า ดังนั้นอัตราค่าไฟของกลุ่มนี้จะต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและอาจสูงกว่าค่าไฟบ้านเรือน เพื่อนำส่วนต่างมาช่วยอุดหนุนและลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับภาคประชาชนและอุตสาหกรรมในประเทศ  ในส่วนของพลังงานสะอาดรัฐบาลจะส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปอย่างต่อเนื่อง โดยจะเร่งรัดกระบวนการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินคืนจากภาคประชาชนให้เสร็จสิ้นภายในเดือนนี้ พร้อมทั้งชี้แจงว่ามาตรการสนับสนุนงบประมาณของรัฐจะไม่ใช่การแจกเงินฟรี แต่เป็นการช่วยสนับสนุนเงินดาวน์หรือลดดอกเบี้ยผ่านธนาคารของรัฐ เพื่อจูงใจให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์และเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศให้ยั่งยืนในระยะยาว

พลพีร์ แจง สลับ ‘ผวจ.ภูเก็ต-รองปลัดมหาดไทย’ เหตุปลัด มท. ต้องการหาคนไปแก้ปัญหาในพื้นที่

พลพีร์ แจง สลับ 'ผวจ.ภูเก็ต-รองปลัดมหาดไทย' เหตุปลัด มท. ต้องการหาคนไปแก้ปัญหาในพื้นที่

พลพีร์ แจง สลับ ‘ผวจ.ภูเก็ต-รองปลัดมหาดไทย’ เหตุปลัด มท. ต้องการหาคนไปแก้ปัญหาในพื้นที่

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.08 น.

“พลพีร์” แจง สลับ “ผจว.ภูเก็ต-รองปลัดมหาดไทย” เหตุ ปลัด มท. ต้องการหาคนไปแก้ปัญหาในพื้นที่ เผย “นายกฯ”สั่ง 3 รมช. ลุยสังคายนา บอก ให้รอดูฝีมือ

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 เวลา 12.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณี ครม.มีมติ โยกย้ายนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และสลับนายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตแทนว่า ปลัดกระทรวงมหาดไทยต้องการหาบุคลากรลงไปแก้ปัญหาในพื้นที่ 

เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่า นายนิรัตน์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้ใช่หรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า ไม่ได้พูดอย่างนั้น แต่คิดว่าปลัดกระทรวงมหาดไทยคงจะมีหลายองค์ประกอบที่ต้องคำนึงถึง และหาคนลงไปแก้ไขปัญหาที่ จ.ภูเก็ต เพราะส่งผลกระทบมาอย่างต่อเนื่อง และก่อนหน้านายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ไปแล้ว ปัญหาที่ไม่ควรจะมีก็ยังมีอยู่ นายกฯมีความเป็นห่วง ทั้งผู้ประกอบการและประชาชนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบเรื่องนี้หรือไม่ แทนที่จะมีการโยกย้าย นายพลพีร์ กล่าวว่า อยู่ที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยว่าจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งนายกฯได้เรียกรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยทั้ง 3 คนเข้าไปพูดคุยถึงปัญหาต่างๆ และเร็วๆ นี้ตนจะลงพื้นที่ จ. ภูเก็ตเพื่อไปสังคายนาว่าเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า การแก้ไขปัญหานี้จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพลได้ใช่หรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า ไม่อยากพูดว่ามีอิทธิพลในพื้นที่ แต่หากใครเอารัดเอาเปรียบประชาชนถือเป็นหน้าที่ที่เราต้องจัดการ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ภายใต้และคนที่อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงมหาดไทย จะต้องมีศักดิ์ศรี ปกป้อง บริการ และอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน เพื่อที่จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เศรษฐกิจเป็นแบบนี้ทุกคนบอบช้ำกันหมด

เมื่อถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านระบุว่า การแก้ไขปัญหานี้เป็นเพียงแค่การโยกย้ายข้าราชการ นายพลพีร์ กล่าวว่า “ก็รอดูฝีมือพวกผมสิครับ” 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีระยะเวลาให้นายโชตินรินทร์แก้ไขปัญหาเท่าไหร่นายพลพีร์ กล่าวว่า โดยไทม์ไลน์ไม่ได้กำหนด แต่สิ่งที่นายกฯได้สั่งค่อนข้างชัดเจนว่า พวกตนจะต้องไปทำอะไรบ้าง นายกฯใช้คำว่า เป็นแซนด์บ็อกซ์ควรจะทำให้ดี และประเด็นสำคัญคือ มีข้อกฎหมายหลายอย่างไม่ได้อำนวยความสะดวก ประชาชนและผู้ประกอบการ

เมื่อถามว่า ทางนายนิรัตน์ได้เต็มใจที่จะออกจากพื้นที่ใช่หรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่คิดว่า คำสั่งต่างๆ ไม่ว่าจะออกมาจากผู้บังคับบัญชาท่านใดเป็นคำสั่งที่ศักดิ์สิทธิ์ และคิดว่าน่าจะมีการพูดคุยกันแล้ว และตนเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่มีอำนาจไปโยกย้ายใคร เรากำกับดูแลได้เพียงหน่วยงานเฉพาะ

เมื่อถามว่า นายกฯ พูดในที่ประชุมมอบนโยบายกระทรวงมหาดไทย ว่าการโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ใช่เรื่องง่าย แต่วันนี้กลับมีมติโยกย้าย นายพลพีร์ กล่าวว่า คิดว่าในการโยกย้ายข้าราชการไม่ว่าจะเป็นกระทรวงใดก็มีขั้นตอนระเบียบและข้อบังคับต่างๆ อยู่แล้ว สิ่งที่เราเห็นเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ก็เป็นการตัดสินใจของปลัดกระทรวงมหาดไทย และการนำเสนอชื่อเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ในวันนี้ก็เป็นการตัดสินใจของปลัดกระทรวงไทย

เมื่อถามย้ำว่า จะต้องลงไปตรวจสอบหรือไม่ หลังจากที่มีการออกมาระบุว่า รองผู้ว่าราชการจังหวัดจะย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด นายพลพีร์ กล่าวว่า ตนจะลงไปดูแลผู้ประกอบการและประชาชน จ.ภูเก็ตก่อน ส่วนเรื่องข้าราชการปล่อยให้เป็นหน้าที่ของปลัดกระทรวงมหาดไทยในการบริหารจัดการในองค์กรของท่าน ตอนนี้ขอยึดประชาชนเป็นหลัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับวาระพิจารณาโยกย้าย นายนิรัตน์ ให้ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และให้นายโชตินรินทร์ ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต แทนนั้น กระทรวงมหาดไทยได้เสนอเข้ามาเป็นวาระจร  ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าว ในที่ประชุม ครม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงรัฐมนตรีคนอื่นๆ ไม่ได้มีการหยิบยกขึ้นมาพูดหรือท้วงติงแต่อย่างใด โดยได้มีมติเห็นชอบ

ครม.ไฟเขียว ตั้ง สีหศักดิ์​-ทรงชัย นั่งตัวแทน UNCLOS ฝ่ายไทย

ครม.ไฟเขียว ตั้ง สีหศักดิ์​-ทรงชัย นั่งตัวแทน UNCLOS ฝ่ายไทย

ครม.ไฟเขียว ตั้ง สีหศักดิ์​-ทรงชัย นั่งตัวแทน UNCLOS ฝ่ายไทย

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.00 น.

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ นายสีหศักดิ์​ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ และนายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ​ เอกอัครราชทูต​ ณ​ กรุงคูเวต เป็นตัวแทนฝ่ายไทย เข้าร่วมคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ ตามอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) 

สว.พิสิษฐ์ ยกคำพิพากษาศาล มีโพยไม่ผิด ข้องใจมีประโยคไหนทุจริตเลือกตั้งบ้าง

สว.พิสิษฐ์ ยกคำพิพากษาศาล มีโพยไม่ผิด ข้องใจมีประโยคไหนทุจริตเลือกตั้งบ้าง

สว.พิสิษฐ์ ยกคำพิพากษาศาล มีโพยไม่ผิด ข้องใจมีประโยคไหนทุจริตเลือกตั้งบ้าง

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.10 น.

ใครอนุญาต? ใช้กฎหมายไหน?! ’สว.พิสิษฐ์‘ ออกโรงโต้ ’ไอติม‘ เอาคลิปวันเลือก สว.มาปล่อยได้อย่างไร งัด ’คำพิพากษาศาลอาญาฯ‘ ตอกกลับ ’โพยไม่ผิด‘ ข้องใจมีประโยคไหนทุจริตเลือกตั้งบ้าง เหน็บแสบต้องการจะสื่อ ‘ระบอบส้ม’ เอาคอนเท้นต์ ยอดไลค์-แชร์ ไร้มูลข้อเท็จจริงเชื่อเป็นการ ‘ดิสเครดิตการเมือง’ ถามพูดฐานะอะไร เหตุไม่ใช่ผู้เสียหาย- ไม่ได้ลงเลือกตั้ง ด้าน ‘สุนทร‘ จี้ ’กกต.‘ สอบ ‘ฝ่ายประชาธิปไตย’ ด้วย ปูดมีจัดประชุมแลกคะแนน-โพย อย่าจ้องแต่ 138 สว.

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา10.00น. ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ให้สัมภาษณ์ตอบโต้กรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาพาดพิงสว.138คน โดยนำคลิปการเลือก สว. เมื่อวันที่26มิ.ย.67มาเปิดเผยว่า สิ่งที่นายพริษฐ์ กล่าวอ้าง รู้หรือไม่ว่าเอกสารต่างๆโดยเฉพาะโพย ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางมีคำพิพากษาไว้แล้วว่า การนำโพย หรือเอกสารสว.3เข้าไปในวันเลือก สว. ไม่เป็นความผิด ตรงนี้เป็นหัวใจหลัก ส่วนคลิปที่นำมาเปิดเผย อยากถามนายพริษฐ์ว่าได้มาจากไหน ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตนทราบมาว่าถ้าคลิปดังกล่าวอยู่ในสำนวนการสอบสวน ถ้าเอาออกมาจากสำนวนของศาล หรือของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้รับอนุญาตจากใคร ใช้อำนาจใด กฎหมายใด ขณะที่เสียงในคลิปที่อ้างมีโพยมีทุจริต มันมีประโยคคำถามใดที่ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตบ้าง มีหรือไม่ ภาพ แบ็กกราวด์ต่างๆ บุคคลต่างๆ มีการกระทำผิดการเลือกตั้งหรือไม่ 

”นายพริษฐ์ ต้องการสื่ออะไร หรือว่าต้องการจะสื่อให้เกิดระบอบส้ม เกิดแต่คอนเท้นต์ ยอดไลค์ ยอดแชร์ แต่ไม่เน้นข้อเท็จจริงใดๆ สื่อให้สังคมต้องการเข้าใจอะไรผิดๆ เป็นสิ่ง
ที่ผมไม่สามารถยอมรับได้“ นายพิสิษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่าจะมีการดำเนินการอย่างไร นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่สามารถดำเนินการอย่างไรได้ เพราะคลิปนี้ต้องไปถามกกต.เองว่าอนุญาตให้ปล่อยมาหรือไม่ ใช้อำนาจอะไรปล่อยออกมา ตนคงไม่ไปก้าวล่วงได้ และคงไม่ไปดำเนินการตามกฎหมายใดๆ เพราะคลิปก็มาด้วยไม่ชอบอยู่แล้ว ที่ตนต้องออกมาอธิบายให้สาธารณชนทราบ เพราะสังคมจะเข้าใจผิดว่าโพยมันผิดกฎหมาย แต่ศาลฯก็บัญญัติไว้แล้วว่าโพยไม่เป็นความผิด

เมื่อถามถึงวันเลือกตั้งสว.ระดับประเทศ สำหรับตัวของนายพิสิษฐ์เอง มีลักษณะของการตรวจโพยอะไรหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ไม่มี มีเพียงแค่เอกสารใน สว.3 เท่านั้นที่ถือเข้าไปได้ และสามารถจดอะไรเข้าไปในเอกสาร สว.3ได้ ไม่มีความผิด ตนก็อาจจะมีการติ๊กเบอร์บางเบอร์ที่สนใจจะเลือก

เมื่อถามว่าในคลิปที่ออกมาเปิดเผยล่าสุดมีการตั้งข้อสังเกตคนที่ยื่นโพยให้กับกกต. คือนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภาในปัจจุบัน จะถือว่ามีส่วนรู้เห็นหรือทำอะไรขัดต่อกฎหมายการเลือกตั้งหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ที่นายพริษฐ์ อ้างตามคลิปว่าเป็นนายมงคลมีการยื่นเอกสาร ตนไม่ทราบว่าคืออะไร อาจจะต้องให้นายพริษฐ์ไปถามนายมงคลเองว่าเอกสารนั้นคืออะไร ส่วนตัวตนไม่ทราบ 

เมื่อถามว่านายมงคลจะต้องแสดงจุดยืนหรือแสดงความบริสุทธิ์ใจอะไรหรือไม่ เพราะถือเป็นประมุขของวุฒิสภา นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ตนตอบไม่ได้ แต่ถ้าเหตุการณ์วันนั้นนายมงคลมีการกระทำผิดจริง เชื่อว่า กกต.คงดำเนินการตั้งแต่วันนั้น ไม่ปล่อยมาถึง2ปีขนาดนี้ ให้ความผิดสำเร็จ แล้วไม่ทำอะไรเลย

เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่า กกต.อาจช่วยเหลือด้วยหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ตนตอบไม่ได้ ตนไม่มีอำนาจไปก้าวล่วง สิ่งสำคัญที่สุดมีเหตุผลอะไรที่ กกต.ต้องมาช่วย เขารู้จักใครใน200คนหรือไม่ จะมาช่วยเพราะอะไร ส่วนที่มีการเรียกร้องให้นายมงคลแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกนั้น ถ้ามีความผิด กกต.คงไม่ยอม และคงไม่รับรองสว.มา อย่าลืมว่าสว.200คน รับรองมาโดย กกต. ถ้าแค่คลิปตรงนั้นที่มีการยื่นเอกสารแล้วมาบอกว่าผิด แล้วทำไมกกต.รับรอง ก็ต้องไปถามกกต. จะให้นายมงคลแสดงสปิริตอะไร ตนคงตอบไม่ได้

เมื่อถามว่าจะกระทบความเชื่อมั่นต่อวุฒิสภาหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ตนคงไปห้ามใครให้เชื่อมั่นหรือไม่เชื่อมั่นได้ แต่สว.ทั้ง200คนมาโดยพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกสว. มาโดยถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ กกต.รับรอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำทั้งหมดตั้งแต่การรับรองสว. จนถึงวันนี้ ทำโดยความสุจริต

เมื่อถามว่า มองว่าการนำคลิปการเลือกสว.มาเปิดเผยเป็นการดิสเครดิตทางการเมืองหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ก็เป็นไปได้ที่เป็นการดิสเครดิต แต่ตนไม่ทราบว่านายพริษฐ์อยู่ในฐานะของอะไร เกี่ยวกับผู้ได้เสียหรือไม่ ก็ไม่ใช่ เพราะไม่ได้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสว. และนายพริษฐ์อยู่ในฐานะพรรคการเมืองด้วยซ้ำ แต่ที่มาก้าวก่ายเรื่องนี้อาจใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญก็ได้  แต่ถ้าเป็นเรื่องการโจมตีทางการเมืองก็เป็นไปได้ 

ด้านพล.ต.ต.สุนทร ขวัญเพ็ชร สว. กล่าวว่า ที่ออกมาเปิดเผยไม่ใช่ต้องการว่าหากเราผิด คนอื่นต้องผิดด้วย เพราะอีกกลุ่มมีโพยด้วยเช่นกัน ทั้งนี้หลังวันเลือกสว.เมื่อปี2567 มีสถานีโทรทัศน์นำโพยไปออกอากาศโดยระบุว่าเป็น กลุ่ม 2-20 ที่บอกว่าให้เลือกใครบ้าง และตนได้ตามต่อจนพบคลิปที่พบว่ามีผู้สมัคร สว.กลุ่มหนึ่งไปประชุมที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านเมืองทองธานี และชูมือบอกว่าจะเราจะเข้ามา ทั้งนี้ บุคคลตามภาพนั้นถูกเลือกเข้ามาเป็นสว. ได้เพียง10-20 คน  และตนได้ตามต่อพบ สว.สอบตกในกลุ่ม 18 สื่อสารมวลชน มีชื่อในโพยลำดับที่4  ให้สัมภาษณ์ถึงกระบวนการเลือกสว.ของกลุ่มเขาเป็นมาอย่างไร โดยระบุว่าได้ตกลงกันแล้ว  แต่เหตุผลที่เข้ามาไม่ได้เพราะมีเหตุขัดข้องกัน ทั้งนี้คลิปทั้งหมดสามารถค้นหาได้ โดยใช้คำค้นว่า เลือกสว.ขั้วประชาธิปไตย ทั้งนี้ตนฐานะเคยเป็นพนักงานสอบสวน ได้รวบรวมพยานหลักฐานไว้ โดยพยานหลักฐานที่ว่ามีโพยนั้นได้มาจากรายการของสื่อมวลชน ไม่ใช่ได้มาจากห้องน้ำ

“ดังนั้นการมีโพยไม่ผิดกฎหมาย เพราะกฎหมายไม่ห้าม ทั้งนี้สว.เสียงข้างน้อยตอนนี้ วันเลือกตอนนั้นก็มีโพยด้วย แต่ไม่โดนตรวจสอบ ดังนั้นผมขอให้กรรมการการเลือกตั้งตรวจสอบด้วย เพราะทุกครั้งที่ขยี้เรื่องนี้ มีแต่ฝั่ง 138 สว. ส่วนอีกฝั่งไม่เคยถูกตรวจสอบกระบวนการได้มา ทั้งที่พยานหลักฐานชัด มีการประชุม และคลิปยังมีผู้หลักผู้ใหญ่ของกลุ่ม บอกว่าพวกเราอย่าช่วยเหลือกันนะ แต่ประเด็นี้ไม่มีใครพูดถึงในสื่อต่างๆ หากอยากจะเอาหลักฐาน ติดต่อผมได้ผมมีคลิปทั้งหมด ทั้งนี้ที่ออกมาพูดเพื่ออยากขอความเป็นธรรมให้สว.กลุ่ม 138 คนและอยากทำให้ความจริงปรากฎ” พล.ต.ต.สุนทร กล่าว

เมื่อถามว่าหากมองว่ามีโพยไม่ผิด แต่ทำไมถึงอยากให้กกต.ตรวจสอบ สว.เสียงข้างน้อย พล.ต.ต.สุนทร กล่าวด้วยว่าเพื่อให้ความเป็นธรรม และทำให้ความจริงปรากฎ ทั้งนี้ในกลุ่มดังกล่าวมีการประชุมและได้ตกลงกันซึ่งมีทั้งคลิปและภาพชัดเจน ทั้งนี้มีคำพิพากษาว่าการตกลงแลกคะแนนกันนั้นทำไม่ได้ และผิดกฎหมาย 

“ที่ผมพูดไม่ใช่ต้องการบอกว่าหากผมผิด คุณต้องผิด หรือ หากผมเลว คุณต้องเลว ไม่ต้องการแบบนั้น แต่ต้องการทำความจริงให้ปรากฎถึงกระบวนการเลือกสว.ที่ผ่านมา และต้องให้ความเป็นธรรมกับ สว.ทั้ง2 ฝั่งด้วย เพราะยอมรับว่าการเลือกสว.ระดับประเทศไม่มีใครที่จำใครได้ หรือ จำเบอร์แต่ละคนได้ เพราะเพิ่งรู้จักกันดังนั้น แต่ละคนต้องมีวิธีการของตัวเองเพื่อให้เลือกผู้สมัครที่ต้องการได้โดยไม่ทำให้การลงคะแนนบนบัตรนั้นกลายเป็นบัตรเสีย” พล.ต.ต.สุนทร กล่าว 

ปลัดมหาดไทย แจง ไม่ได้ปฏิเสธตอบสื่อ แต่รีบขึ้นประชุม ครม.

ปลัดมหาดไทย แจง ไม่ได้ปฏิเสธตอบสื่อ แต่รีบขึ้นประชุม ครม.

ปลัดมหาดไทย แจง ไม่ได้ปฏิเสธตอบสื่อ แต่รีบขึ้นประชุม ครม.

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.54 น.

​“ไม่ได้ปัดตอบสื่อ!” อรรษิษฐ์ แจงปมข่าวสะพัดปฏิเสธสัมภาษณ์สื่อฯ ย้ายด่วน 5 รองผู้ว่าฯ ใต้ ปมล้างบางผู้มีอิทธิพล ยันข่าวคลาดเคลื่อน แค่รีบขึ้นประชุม ครม. ให้ทันนายกฯ พร้อมแจ้งย้ายเพื่อเป็นประโยชน์ ในการบริหารงานราชการ

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ชี้แจง ถึงกรณีที่มีข่าวตนเองปฏิเสธการให้สัมภาษณ์สื่อ ปมคำสั่งโยกย้ายรองผู้ว่าราชการจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ 5 คน สืบเนื่องจากการแก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพลในแต่ละพื้นที่ โดยยืนยันว่า ไม่ได้ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด ข่าวที่ออกไปน่าจะคลาดเคลื่อน และไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ตนเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีในฐานะปลัดกระทรวงมหาดไทย และในช่วงเวลาดังกล่าว ถึงเวลาการประชุมคณะรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้เดินขึ้นห้องประชุมแล้วด้วย ตนจึงต้อง ขออนุญาตขึ้นไปร่วมประชุมก่อน อย่างไรก็ตามการโยกย้ายดังกล่าว เพื่อให้การบริหาราชการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเป็นประโยชน์ของทางราชการ 

ด่วน! ครม. สลับ ผู้ว่าฯเซมเบ้ นั่งรองปลัด มท. ขยับ โชตินรินทร์ นั่งผู้ว่าจังหวัดภูเก็ต

ด่วน! ครม. สลับ ผู้ว่าฯเซมเบ้ นั่งรองปลัด มท. ขยับ โชตินรินทร์ นั่งผู้ว่าจังหวัดภูเก็ต

ด่วน! ครม. สลับ ผู้ว่าฯเซมเบ้ นั่งรองปลัด มท. ขยับ โชตินรินทร์ นั่งผู้ว่าจังหวัดภูเก็ต

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.31 น.

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแต่งตัังนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย  และแต่งตั้งนายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตแทน ทั้งนี้ การโยกย้ายครั้งนี้เกิดขึ้น หลังจากมีความขัดแย้งของผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยใน จ.ภูเก็ต และมีคำสั่งกระทรวงมหาดไทย โยกย้ายรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต 2 ราย ที่มีปัญหา ไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดอื่น เมื่อช่วงเย็นวันที่ 15 มิ.ย.

สุชาติ แจงปมหั่นที่ทับลาน 1.5 แสนไร่ เป็นไปตามมติคณะกรรมอุทยานฯ

สุชาติ แจงปมหั่นที่ทับลาน 1.5 แสนไร่ เป็นไปตามมติคณะกรรมอุทยานฯ

สุชาติ แจงปมหั่นที่ทับลาน 1.5 แสนไร่ เป็นไปตามมติคณะกรรมอุทยานฯ

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.24 น.

“สุชาติ” แจงปมหั่นที่ทับลาน 1.5 แสนไร่ เป็นไปตามมติคณะกรรมอุทยานฯ ย้ำทำเพื่อประชาชนที่ยากไร้จริงๆ ไม่ใช่ให้นายทุนทำรีสอร์ท ชี้ กลุ่มแสนกว่าไร่มีคดีอยู่ระหว่างรอพิสูจน์สิทธิ์ภายใน 6 เดือน 
     
เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 16 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ มีมติเพิกถอนพื้นที่ทับซ้อนแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน 155,865 ไร่ ว่า เรื่องนี้แยกออกมาเป็น 5 กลุ่ม โดยกลุ่มแรก 55,000 ไร่ ประกาศเป็นที่ดินส.ป.ก. เมื่อปี 2521 ซึ่งเราประกาศอุทยานแห่งชาติทับลานปี 2524 ดังนั้น กลุ่มนี้ต้องคืนเขาตามกฎหมาย , กลุ่มที่ 2 หมู่บ้านไทยสามัคคี ซึ่งมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปี 2520 มอบ 8,000 กว่าไร่ให้กับผู้ที่สู้รบในช่วงการปราบปรามคอมมิวนิสต์และมีภาพถ่ายทางอากาศชัดเจนว่าอยู่ก่อนการประกาศอุทยาน , กลุ่มที่ 3 จำนวน 80,000 กว่าไร่ เป็นที่หมู่บ้านด้านความมั่นคงในอดีต ส่วนนี้เป็นมติ ครม. เมื่อปี 2535 แต่กลุ่มที่ 4 จำนวน 100,000 กว่าไร่ เรายังไม่ให้ถอน เพราะมีคดีในกลุ่มนี้เยอะมาก เนื่องจากอยู่นอกเขตส.ป.ก. และนอกเขตที่ดินป่าไม้ ซึ่งจะต้องทำการพิสูจน์ก่อนเพราะมีชาวบ้านที่อยู่ตั้งแต่ปี 2540 กว่าๆ และมีภาพถ่ายทางอากาศ ดังนั้น ต้องพิสูจน์เป็นรายๆ ประมาณ 5,200 ราย และกลุ่มที่ 5 เป็นพื้นที่ราชพัสดุของหน่วยงานทหารไว้ใช้ซ้อมรบ ซึ่งมีรั้วรอบขอบชิด ประมาณ 6,000 กว่าไร่ จึงต้องยกให้กับราชพัสดุเพื่อไปทำการเช่ากับทหาร ดังนั้น เราตัดเนื้อที่ไปจริงๆประมาณ 155,000 ไร่ แต่เราได้ไปเอาพื้นที่ที่เป็นป่าไม้กับพื้นที่เกือบ 90,000 ไร่ เติมกลับเข้ามาเพิ่มเติม
     
นายสุชาติ กล่าวต่อว่า สื่อมวลชนต้องให้ความเป็นธรรมว่าประชาชนเหล่านี้ไม่ได้มีที่ดินของตัวเอง และอยู่กันแบบยากจนประมาณ 2-3 หมื่นครอบครัว อีกทั้งเรื่องนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ติดตามเรื่องนี้ และเมื่อวาน (15 มิ.ย.) ได้อยู่ในที่ประชุมด้วย จึงมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด เพื่อพิสูจน์สิทธิ์ร่วมกับส.ป.ก.ให้กับประชาชน
     
นายสุชาติ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตกค้างมาเกือบ 50 ปี ถ้าไม่ทำวันนี้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ของกรมอุทยานฯ เข้าไปหากมีการแจ้งความ และเจ้าหน้าที่เข้าไปจับกุม สุดท้ายเราก็ไม่อยากจะก้าวร่วมคำพิพากษาของศาล แต่ความตั้งใจของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว เขาต่อสู้ก็มีสิทธิ์ที่จะชนะมาก และอยู่ก่อนที่จะมีการประกาศอุทยานแห่งชาติทับลาน
      
ส่วนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่หลายคนเป็นห่วง มีการจดขึ้นทะเบียนมามรดกโลกปี 2548 ซึ่งได้ชี้แจงต่อคณะกรรมการมรดกโลกแล้วว่า พื้นที่ที่มีปัญหาทั้ง 5 กลุ่ม เป็นพื้นที่บับเบิ้ลโซน ซึ่งเป็นพื้นที่แนวกันชนอยู่แล้ว ซึ่งไม่เกี่ยวกับพื้นที่ของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ยืนยันว่าสิ่งที่ทำในวันนี้เป็นการปฏิบัติตามมติครม.ตั้งแต่ปี 2520 และ 2535 
      
“ในส่วนของ 3 กลุ่มแรก เราต้องทำตามกฎหมายอยู่แล้ว กลุ่มที่ 5 เป็นพื้นที่ของทหารใช้ซ้อมรบ ส่วนกลุ่มที่ทุกคนเป็นห่วงคือกลุ่มที่ 4 ที่เกี่ยวกับรีสอร์ทต่างๆ เราจับหมดแน่นอน เพราะขณะนี้เป็นคดีอยู่ เราไม่ได้พิสูจน์สิทธิ์เพื่อให้กลุ่มทุนได้ทำรีสอร์ท แต่ต้องใช้อำนาจทางกฎหมายของกรมป่าไม้ป่า ในการนำพื้นที่ของรัฐตามเดิม แต่เป็นพื้นที่ของส.ป.ก. ซึ่งผมเข้าใจที่หลายคนอาจจะดูเพียงแค่การสัมภาษณ์หรือพาดหัวข่าว ที่บอกว่าเราตัดป่าไปแสนกว่าไร่ แต่ความเป็นจริงคือเราเอากลับคืนมามากกว่า 90,000 ไร่ ซึ่งกระจายไปยังสามกลุ่มแรก ที่ต้องปฏิบัติตามมติของครม.“ นายสุชาติ กล่าว
     
ส่วนกรอบระยะเวลาในการพิสูจน์สิทธิ์ นายสุชาติ กล่าวว่า ในกลุ่มที่ 4 ที่มีประชาชนบางท่านอยู่มาก่อนตั้งแต่ปี 2540 กว่าๆ เราได้ให้กรมอุทยานฯไปพิสูจน์สิทธิ์ประมาณ 6 เดือน แต่ย้ำว่ายังไม่ใช่การยกหรือตัดให้ ส่วนกลุ่มที่  1 , 2 , 3 และ 5 ที่ประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ให้คณะคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ นำเข้าสู่การพิจารณาของครม. พร้อมทั้งมีความเห็นแนบท้ายว่าหน่วยส.ป.ก. คณะกรรมการและหน่วยงานที่จะมีกรมป่าไม้เข้าไปร่วมเป็นคณะกรรมการด้วยพิจารณาสิทธิ์ ต้องร่วมออกความเห็นออกมาเป็นรายแปลง
      
นายสุชาติ กล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรีกำชับตน ว่าต้องให้ความเป็นธรรมในเรื่องของประชาชนที่ยากจนจริงๆ และอยู่ในพื้นที่มาก่อนมีการประกาศอุทยานแห่งชาติทับลาน และต้องให้ความเห็นใจกับกลุ่มอนุรักษ์หรือเอ็นจีโอด้วย ซึ่งเราเป็นเจ้าหน้าที่ต้องอยู่ตรงกลาง แต่หากไม่ทำก็จะเกิดการตกค้าง และทำไม่เสร็จสักที แต่ถือว่าโชคดีที่เราทำการปรับปรุงแผนที่แนวที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ (One Map) ที่เพิ่งทำเสร็จเมื่อเร็วๆนี้ทำให้นำมาใช้พิสูจน์ได้
     
“ผมอยู่ตรงกลาง แต่ถ้าไม่ทำก็เห็นใจชาวบ้าน ส่วนเรื่องกฎหมายคงไม่มีใครกล้าหยิบมาทำเพราะไม่ว่าฝั่งใดฝั่งหนึ่งก็ต้องฟ้อง แต่เมื่อเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าเขาฟ้องร้องเรา เราก็ต้องยอมรับเพราะเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง ผมไม่ได้ทำเพื่อตัวเองหรือครอบครัว ซึ่งผมไม่มีซักหนึ่งตารางวา แต่ผมทำเพื่อประชาชนที่ยากไร้ ซึ่งเป็นเป็นไปตามนโยบายของนายกฯ“ นายสุชาติ กล่าว