พิธา ตอบแล้วทำอะไรอยู่ หลังหมอวาโย เลิ่กลั่กสื่อถามคุยอดีตหัวหน้าพรรคหรือยัง

พิธา ตอบแล้วทำอะไรอยู่ หลังหมอวาโย เลิ่กลั่กสื่อถามคุยอดีตหัวหน้าพรรคหรือยัง

พิธา ตอบแล้วทำอะไรอยู่ หลังหมอวาโย เลิ่กลั่กสื่อถามคุยอดีตหัวหน้าพรรคหรือยัง

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.25 น.

พิธา ตอบแล้วทำอะไรอยู่ หลังหมอวาโย เลิ่กลั่กสื่อถามคุยอดีตหัวหน้าพรรคหรือยัง 

เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2569 จากกรณีนายแพทย์วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้า และฝ่ายกฏหมายพรรคประชาชน ได้ตอบผู้สื่อข่าวว่าได้มีการพูดคุยกับ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล กรณี 10 สส. ซึ่งนายแพทย์วาโย ได้กล่าวแบบอึกอัก ว่า “เอ่อ คุณพิธาเขากำลัง… ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ” 

ล่าสุดนายพิธา ได้แชร์คลิปวิดีโอขณะนายแพทย์วาโย ให้สัมภาษณ์ช่วงดังกล่าว พร้อมระบุว่า “นอนอยู่ครับ เวลาบอสตัน”

(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เลิ่กลั่ก ไปต่อไม่ถูก! หลังสื่อถาม ได้คุย พิธา หรือไม่ กองเชียร์บอกเขากำลังอินเลิฟ)

ยศชนัน จ่อลงพื้นที่ จ.อุดรธานี พรุ่งนี้ นำร่องใช้นวัตกรรมช่วยเกษตรเรื่องปุ๋ย-ติดตามแก้น้ำท่วม

ยศชนัน จ่อลงพื้นที่ จ.อุดรธานี พรุ่งนี้ นำร่องใช้นวัตกรรมช่วยเกษตรเรื่องปุ๋ย-ติดตามแก้น้ำท่วม

ยศชนัน จ่อลงพื้นที่ จ.อุดรธานี พรุ่งนี้ นำร่องใช้นวัตกรรมช่วยเกษตรเรื่องปุ๋ย-ติดตามแก้น้ำท่วม

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.17 น.

ยศชนัน จ่อลงพื้นที่ จ.อุดรธานี พรุ่งนี้ นำร่องใช้นวัตกรรมช่วยเกษตรเรื่องปุ๋ย พร้อมติดตามแก้ปัญหาน้ำท่วม-ส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงาน

เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2569 นายยศชนัน วงสวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (25 เม.ย.2569) จะลงพื้นที่ตรวจราชการที่ จ.อุดรธานี ร่วมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยมี 3 ประเด็นหลักที่จะไปติดตามและส่งเสริมคือในเรื่องของปุ๋ย โดยกระทรวง อว. จะได้นำงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องทั้ง อาทิ เครื่องผสมปุ๋ย และสูตรปุ๋ย เพื่อป้องกันการขาดแคลนปัจจัยการผลิตในภาคการเกษตรจากสถานการณ์แม่ปุ๋ยภายในประเทศในปัจจุบัน ที่มีการปรับตัวขึ้นของราคาและปริมาณที่จำกัด 

นอกจากนี้จะได้ติดตามการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่เพื่อป้องกันน้ำท่วมและภัยแล้ง รวมไปถึงการติดตามการส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงาน ทั้งการ upskill และ reskill นอกจากยังมีอีกหลายจุดที่จะเข้าไปติดตาม อย่างเร่งด่วนเนื่องจากในขณะนี้เป็น เป็นเรื่องของวิกฤติพลังงานที่หลายอย่างเริ่มมีความขาดแคลน เพราะฉะนั้นจึงต้องเตรียมความพร้อมและสื่อสารไปยังประชาชน ภายใต้บทบาทหน้าที่ของรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอว.

เท้ง ไปต่อ! หลังศาลไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ลั่นสู้คดี 44 สส.ถึงที่สุด

เท้ง ไปต่อ! หลังศาลไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ลั่นสู้คดี 44 สส.ถึงที่สุด

เท้ง ไปต่อ! หลังศาลไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ลั่นสู้คดี 44 สส.ถึงที่สุด

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.40 น.

“เท้ง”ประกาศเดินหน้าทำหน้าที่ สส.ต่อไป หลังศาลฎีการับคำร้อง ป.ป.ช.คดี 44 สส.พรรคก้าวไกล แต่ไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

24 เมษายน 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เดินหน้าทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรต่อไปครับ

วันนี้ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องของ ป.ป.ช. ที่กล่าวหาอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกลทั้ง 44 คน พร้อมมีคำสั่งเพิ่มเติมให้ สส. ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ผมจึงขอใช้โอกาสนี้ยืนยันเดินหน้าทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรต่อไป เพื่อรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน และเพื่อยืนยันว่า สภาผู้แทนราษฎรยังคงเป็นพื้นที่ในการสร้างการเปลี่ยนแปลง

ระบบรัฐสภาเป็นกลไกพื้นฐานที่เปิดโอกาสให้ผู้แทนของประชาชนสามารถผลักดันวาระในการเปลี่ยนแปลงประเทศผ่านกระบวนการตามรัฐธรรมนูญอย่างสันติ เรื่องนี้จึงสำคัญยิ่งกว่าอนาคตทางการเมืองของพวกเรา เพราะเกี่ยวข้องกับอนาคตของประชาธิปไตยไทยว่า เราจะมีระบอบการเมืองที่ยึดหลักการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจอย่างเป็นธรรม ใช้มาตรฐานเดียวกับทุกฝ่าย เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน หรือเราจะปล่อยให้ระบบที่ใช้อำนาจเพื่อปกป้องการแสวงหาผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มดำรงอยู่ต่อไปโดยไม่สามารถถูกตรวจสอบได้

เราไม่ต้องการเห็นกระบวนการนิติสงครามถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อรักษาระบอบการเมืองที่เป็นมรดกจากการรัฐประหาร ระบอบที่ลดทอนอำนาจของประชาชน และรวมศูนย์อำนาจไว้ในมือของชนชั้นนำและนักการเมืองบางกลุ่มโดยไม่แยแสต่ออนาคตของประเทศ สิ่งที่เรากำลังต่อสู้ จึงไม่ใช่เพียงเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองในชั้นศาล แต่คือการยืนยันว่าประชาธิปไตยไทยต้องเดินไปข้างหน้า ไม่ใช่ถอยหลังกลับไปสู่โครงสร้างเดิมที่ปิดกั้นเสียงของประชาชน

ผมจะดำเนินการต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกาอย่างถึงที่สุด และในขณะเดียวกัน ผมจะไม่หยุดทำงานในฐานะผู้แทนของประชาชน เพราะพี่น้องประชาชนมากกว่า 11 ล้านคนให้ความไว้วางใจพวกเรา ผมจะยังคงทำหน้าที่ในสภาเพื่อตรวจสอบ ถ่วงดุล และส่งข้อเสนอแนะนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนต่อไป

แต่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ไม่ได้เกิดขึ้นจากการลงมือทำโดยผมหรือเพื่อนของผมเท่านั้น แต่เกิดขึ้นจากการลงมือทำโดยพี่น้องประชาชนทุกคนที่ต้องการให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ผมจึงขอยืนยันต่อพี่น้องประชาชนทุกคน ที่ยังเชื่อในการเปลี่ยนแปลง และยังมีความหวังอยู่เสมอว่าประเทศไทยดีกว่านี้ได้ มาร่วมกันเดินหน้าต่อไปกับเรา มาร่วมกันยืนยันอำนาจของผู้แทนราษฎร จนกว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

เพราะเราคือผู้แทนราษฎร เพราะเรามาจากประชาชน

ส่งออกไทย มี.ค.69 ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขยายตัวต่อเนื่องเดือนที่ 21

ส่งออกไทย มี.ค.69 ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขยายตัวต่อเนื่องเดือนที่ 21

ส่งออกไทย มี.ค.69 ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขยายตัวต่อเนื่องเดือนที่ 21

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.05 น.

ส่งออกไทย มี.ค.69 ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขยายตัวต่อเนื่องเดือนที่ 21 รัฐบาลยังคงเดินหน้ารักษาแรงส่งการค้าไทย และเปิดตลาดใหม่ท่ามกลางความเสี่ยงโลก

24 เมษายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยเดือนมีนาคม 2569 มีมูลค่า 35,157.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1,087,460 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 21 ที่ร้อยละ 18.7 หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวร้อยละ 19.3

ปัจจัยสำคัญมาจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่เติบโตตามความต้องการเทคโนโลยี AI และ Data Center รวมถึงสินค้าเกษตรและอาหารศักยภาพ เช่น ทุเรียนสด มังคุดสด อาหารสัตว์เลี้ยง ไก่แปรรูป น้ำตาลทราย และเครื่องเทศสมุนไพร ที่ยังขยายตัวได้ดีในหลายตลาด

ทั้งนี้ ภาพรวม 3 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกมีมูลค่า 96,169.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 17.6 ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 105,646.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 32.4 ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุล 9,476.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า สินค้าอุตสาหกรรมยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยเดือนมีนาคมขยายตัวร้อยละ 21.4 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 24 โดยเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 34.2 เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 166.6 อัญมณีและเครื่องประดับไม่รวมทองคำ ขยายตัวร้อยละ 86.4 รวมถึงเครื่องจักรกล เหล็ก และหม้อแปลงไฟฟ้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง

ด้านตลาดส่งออกสำคัญยังเติบโตได้ดี โดยตลาดสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 41.9 สหภาพยุโรป ขยายตัวร้อยละ 21.9 ญี่ปุ่น ขยายตัวร้อยละ 9.1 และอาเซียน 5 ประเทศ ขยายตัวร้อยละ 25.0 ขณะที่ตลาดเอเชียใต้ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 123.3 และทวีปออสเตรเลียขยายตัวร้อยละ 56.2

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังติดตามความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความไม่สงบบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่เริ่มกระทบการขนส่งและทำให้ตลาดตะวันออกกลางหดตัว รวมถึงความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานและมาตรการทางการค้าใหม่ของสหรัฐฯ

“ตัวเลขส่งออกที่ทำสถิติสูงสุดครั้งนี้ สะท้อนศักยภาพสินค้าไทยในตลาดโลก โดยรัฐบาลจะเดินหน้ารักษาแรงส่งนี้ต่อเนื่อง ทั้งการเปิดตลาดใหม่ สนับสนุนสินค้าที่มีศักยภาพ และติดตามความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การค้าไทยเติบโตได้อย่างมั่นคง” นางสาวลลิดา กล่าว

มีข้อผิดพลาดบ้าง! เลขาฯ กกต.เผยถอดบทเรียนการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69

มีข้อผิดพลาดบ้าง! เลขาฯ กกต.เผยถอดบทเรียนการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69

มีข้อผิดพลาดบ้าง! เลขาฯ กกต.เผยถอดบทเรียนการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.03 น.

เลขาฯ กกต.เผยถอดบทเรียนการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ย้ำมีข้อผิดพลาดบ้าง โดยเฉพาะ กปน. 1.6 ล้านคน เล็งใช้เทคโนโลยีป้องกันการทุจริต ชี้คดีเลือกตั้งสุพรรณบุรี กกต.สั่งสอบเพิ่มปมนับคะแนนผิดหลักร้อย

24 เมษายน 2569 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการถอดบทเรียนการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า ทาง กกต.ได้ถอดบทเรียนแล้ว มีทั้งสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น สิ่งที่ประชาชนสงสัย และสิ่งที่ กกต.เห็นเอง โดยทั้งสองเรื่องนี้ แต่ที่ยืนยันได้คือ ระบบเลือกตั้งของเราแข็งแกร่งมาก ส่วนตัวคิดว่าไม่มีใครที่จะสามารถเข้ามาแทรกแซงหรือบอกให้ผลการเลือกตั้งเป็นอย่างไรได้ โดยตรงจุดนี้คือการเลือกตั้งในหน่วย การเลือกตั้งนอกหน่วยเป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่สิ่งที่เกิดข้อผิดพลาดก็คือการนำคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง หรือ กปน.เกือบ 1, 600,000 คน มาทำงานเกี่ยวกับระเบียบซึ่งมีความซับซ้อนอยู่พอสมควร จึงทำให้เกิดข้อผิดพลาดแม้ว่าจะมีการตรวจสอบได้ แต่ก็ต้องเห็นว่าจะต้องพัฒนาในส่วนนี้ให้ได้และให้ดีขึ้น และอีกส่วนคือการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนให้ดีขึ้นกว่าเดิมในการที่จะให้ประชาชนเสร็จเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยอาจจะนำเทคโนโลยีเช่นการติดตั้งกล้องซึ่งจะทำให้ กปน.และผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งระมัดระวังในการกระทำผิด ซึ่งหากมีเหตุการณ์ใดก็สามารถดูจากกล้องวงจรปิดได้

ทั้งนี้ กกต.ได้ออกแบบการป้องกันการทุจริตและป้องกันการทำหน้าที่ของ กกต.ด้วยป้องกันนักการเมืองผู้สมัครป้องกัน กปน.แม้ว่าจะมีการอาสาสมัครเข้ามา ซึ่งระบบสามารถตรวจจับการกระทำผิดรวมทั้งการป้องกันในระดับดี แต่สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือข้อผิดพลาดส่วนเรื่องการทุจริตในหน่วยถึงจะเกิดขึ้นก็สามารถจะจับได้และสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ยากมาก แต่หากเป็นเรื่องผิดพลาดหรือเกิดข้อบกพร่อง เช่น การจำหน่ายบัตรให้ผู้มีสิทธิ์ที่บางครั้งฉีกบัตรนำต้นขั้วไปด้วยหรือขานคะแนนผิดก็ยังเป็นข้อผิดพลาดอยู่ ดังนั้น จึงได้มีการแก้ไขทุกที่ ที่มีเหตุเช่นนี้ ซึ่งไม่ควรจะเกิดขึ้นอีก แต่จะต้องทำให้ดีกว่าเดิม หากจะไม่ให้เกิดขึ้นเลย อาจจะเป็นเรื่องยาก เนื่องจากคนมาทำงานในช่วงเวลา 10 กว่าชั่วโมง และนับล้านคน ถ้าถือพลาดก็ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับคนถึง 1,600,000 คน ดังนั้น ไม่ควรจะเกิดข้อผิดพลาด เพราะคนมองว่าข้อผิดพลาดคือการทุจริต จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

ส่วนการดำเนินคดีนั้น เมื่อเห็นข้อเท็จจริงแล้ว แต่จะแจ้งความดำเนินคดีหรือไม่ อยู่ที่ผลการสอบสวน ว่าเจตนาหรือผิดพลาด ถ้ามีเจตนาไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่สุจริต ก็จะต้องแจ้งความดำเนินคดี แต่หากผิดหลงไม่กระทบต่อสาระสำคัญของการเลือกตั้ง ก็จำเป็นจะต้องนำมาปรับปรุงในทางการบริหารต่อไป แต่ก็มีการแจ้งความดำเนินคดีไปบางส่วนแล้วเช่นเดียวกับกรณีที่ กปน.ในพื้นที่จังหวัดลำพูนและจังหวัดสุพรรณบุรี อาจดำเนินการทาง กกต.ก็ได้แจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว ซึ่งในบางพื้นที่ได้แจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว และอีกบางส่วนอยู่ในสำนวนก็มี ขณะที่คดีความร้องทุกข์จากการเลือกตั้ง ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 250 เรื่อง

ส่วนความคืบหน้าการสอบสวนคดีการเลือกตั้งของ กปน.ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี นั้น นายแสวง กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าเกิดความผิดปกติ เพราะมีคะแนนกระโดดเยอะมากนับหลักร้อยคะแนน ซึ่งจากประสบการณ์ เวลานับคะแนนใหม่ จะไม่เกิน 1 หรือ 2 คะแนน ซึ่งทุกที่คะแนนจะไม่เกินไปมากกว่านี้ แต่ในจังหวัดนี้ผิดปกติ ซึ่งเรื่องนี้ กกต.พิจารณาแล้ว ได้สั่งให้ลงไปสอบสวนเพิ่มเติม จะเป็นแค่ 2 หน่วย หรือยังมีหน่วยอื่นด้วย ซึ่งต้องดูว่าเกิดจากความผิดพลาด หรือทุจริตเป็นกระบวนการ มีคนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ จึงต้องมีการลงไปสอบเพิ่มเติม

แสวง ยันมติ ฮั้ว สว. เป็นความลับ! เตรียมส่งเอกสาร 8 หมื่นหน้าให้ กกต.ชุดใหญ่สิ้นเดือนนี้

แสวง ยันมติ ฮั้ว สว. เป็นความลับ! เตรียมส่งเอกสาร 8 หมื่นหน้าให้ กกต.ชุดใหญ่สิ้นเดือนนี้

แสวง ยันมติ ฮั้ว สว. เป็นความลับ! เตรียมส่งเอกสาร 8 หมื่นหน้าให้ กกต.ชุดใหญ่สิ้นเดือนนี้

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.01 น.

เลขาฯ กกต.ยันมติอนุวินิจฉัยฯ ฮั้ว สว.เป็นความลับ จวกคนปล่อยข่าวทำเพื่ออะไร เผยกำลังรวมเอกสารกว่า 80,000 หน้า คาดส่ง กกต.พิจารณาสิ้นเดือนนี้

24 เมษายน 2569 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคดีฮั้ว สว.ว่า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยได้พิจารณาเสร็จสิ้นไปเมื่อประมาณปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อจัดทำเอกสารจัดเรียงให้เป็นหมวดหมู่ จัดระเบียบแยกเป็นข้อกล่าวหาต่างๆ เพื่อให้กรรมการก่รเลือกตั้งสามารถดูข้อมูลได้สะดวก เนื่องจากมีจำนวนมาก และเตรียมส่งให้กรรมการการเลือกตั้งพิจารณาว่าจะส่งเรื่องไปดำเนินการขั้นตอนต่อไปหรือไม่ ซึ่งเท่าที่ตนได้รับรายงานมา ทราบว่าข้อมูลที่ต้องจัดเรียงนั้นมีมากกว่า 80,000 หน้า และคาดว่าภายในสิ้นเดือนนี้ จะสามารถจัดเตรียมข้อมูลดังกล่าวได้ครบถ้วน แต่ก็มีเอกสารบางส่วนที่ทยอยส่งให้ กกต.ช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ไปบ้างแล้ว

ส่วนกระแสข่าวที่ออกมาว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีมติว่าข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว.จำนวน 229 คน ไม่มีมูลความผิด และทำความเห็นเสนอต่อ กกต.ชุดใหญ่นั้น นายแสวง ยืนยันว่า ไม่ว่าชั้นอนุกรรมการคณะใดจะมีมติอย่างไร ไม่มีใครทราบข้อเท็จจริง แม้แต่ตนก็ไม่ทราบ มีแต่ข่าวที่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนปล่อย และปล่อยเพื่ออะไร ซึ่งจะแน่นอนคือต้องดูว่าข้อเท็จจริงหลังจาก กกต.พิจารณาแล้ว มีมติเป็นอย่างไร วันนี้มีแต่การพูดไปต่างๆ นานา ทั้งที่จริงๆ มันคือความลับ คนที่คิดว่ารู้ก็ไม่รู้ว่า เอาข้อมูลมาจากไหน ขนาดตนยังรู้จากหนังสือพิมพ์ บอกได้เพียงความคืบหน้าตอนนี้ว่าสำนักงานเตรียมส่งเอกสารทั้งหมดให้ กกต.ภายในสิ้นเดือนนี้ หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ กกต.ว่าจะพิจารณาอย่างไร

สู้คดีคิวอาร์โค้ด! กกต.ยื่น 11 พยานสัปดาห์หน้า เมินดราม่า เชื่อศาลเน้นข้อกฎหมาย

สู้คดีคิวอาร์โค้ด! กกต.ยื่น 11 พยานสัปดาห์หน้า เมินดราม่า เชื่อศาลเน้นข้อกฎหมาย

สู้คดีคิวอาร์โค้ด! กกต.ยื่น 11 พยานสัปดาห์หน้า เมินดราม่า เชื่อศาลเน้นข้อกฎหมาย

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.58 น.

เลขา กกต.เผยยื่นบัญชีพยาน 11 คนสู้คดีคิวอาร์โค้ด ศาลรัฐธรรมนูญสัปดาห์หน้า เมินดราม่าประวัติพยาน เชื่อศาลเน้นข้อมูลไม่เน้นที่ตัวบุคคล

24 เมษายน 2569 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินการตามกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.ว่า กกต.ได้ส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แม้จะมีการขอขยายระยะเวลาจากศาลรัฐธรรมนูญออกไปอีก 15 วัน แต่ทาง กกต.สามารถดำเนินการส่งได้ก่อนกำหนด โดยในส่วนของบัญชีพยานนั้น คาดว่าจะมีการส่งรายชื่ออย่างเป็นทางการต่อศาลในสัปดาห์หน้า ซึ่งเบื้องต้นมีจำนวนประมาณ 11 ท่านตามที่เป็นข่าว

สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับพยานรายหนึ่งที่มีประวัติส่วนตัวถูกวิพากษ์วิจารณ์นั้น นายแสวง กล่าวว่า ทางสำนักงานฯ ได้ทาบทามบุคคลดังกล่าวมาเป็นพยานจริง เนื่องจากเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน โดยเน้นย้ำว่าพยานปากนี้เป็นพยานผู้เชี่ยวชาญที่ให้ความเห็นในทางข้อกฎหมายเท่านั้น ไม่ใช่พยานที่มาให้การเรื่องพฤติกรรม ซึ่งตามวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจะมุ่งเน้นที่ประเด็นข้อกฎหมายเป็นสำคัญ ความน่าเชื่อถือของพยานจึงอยู่ที่ความถูกต้องของความเห็นทางกฎหมาย

“เราไม่พิจารณาเรื่องพฤติกรรมส่วนตัว แต่เราสนใจความเห็นทางกฎหมาย ซึ่งเป็นคนละประเด็นกัน แม้ว่าในอดีตพยานท่านนี้จะเคยเป็นทนายความให้กับฝ่ายตรงข้ามในคดีที่ฟ้อง กกต.ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ มาก่อน แต่เราก็ยังเลือกท่านมาเป็นพยานในคดีนี้เพราะความเชี่ยวชาญ”

ส่วนกระแสข่าวที่ว่าพยานคนดังกล่าวอาจขอถอนตัวนั้น นายแสวง กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม พยานสามารถส่งความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรต่อศาลได้โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปชี้แจงด้วยตนเอง ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาลรัฐธรรม นูญว่าจะรับฟังพยาน หรือให้มาปรากฏตัวหรือไม่

“ในด้านแนวทางการต่อสู้คดี กกต.ไม่มีความกังวลใจ โดยจะมุ่งเน้นการอธิบายถึงโครงสร้างและกระบวนการเลือกตั้งว่ามีความเป็นความลับ ทั้งในระหว่างการลงคะแนนและการเก็บรักษาบัตร ซึ่งไม่สามารถสืบย้อนไปถึงตัวผู้ลงคะแนนได้ เพื่อยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย” นายแสวง กล่าว

ยศชนัน ชี้ทางรอดไทย ต้องพลิกประเทศจากผู้ตามสู่ผู้กำหนดเกม

ยศชนัน ชี้ทางรอดไทย ต้องพลิกประเทศจากผู้ตามสู่ผู้กำหนดเกม

ยศชนัน ชี้ทางรอดไทย ต้องพลิกประเทศจากผู้ตามสู่ผู้กำหนดเกม

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.29 น.

“ยศชนัน”ชี้ทางรอดไทย ต้องพลิกประเทศจากผู้ตามสู่ผู้กำหนดเกม เร่งสร้างผู้นำคุณภาพผ่านหลักสูตร PPCIL รุ่น 8 ลั่นไทยยังมีโอกาสหากมีผู้นำที่สามารถเชื่อมโยงนวัตกรรมกับนโยบายได้

24 เมษายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงสวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวปาฐกถาและมอบนโยบาย ในหลักสูตรการอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านนวัตกรรมสำหรับกลุ่มผู้นำรุ่นใหม่ภาครัฐและเอกชน (PPCIL) รุ่นที่ 8 โดยมี ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโสมูลนิธิชัยพัฒนา ดร.อุรัจฉวี อุณหเลขกะ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ NIA พร้อมคณะผู้บริหาร วิทยากร และผู้เข้าร่วมอบรม เข้าร่วม ณ โรงแรมพูลแมน คิงพาวเวอร์ กรุงเทพฯ

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนในปัจจุบัน จำเป็นต้องอาศัยแนวคิดที่มองภาพรวมอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการสร้างสรรค์นวัตกรรมในวงจำกัด แต่ต้องสามารถนำไปใช้ได้จริงและสร้างผลกระทบในวงกว้าง โดยควรปรับเปลี่ยนมุมมองจาก Design Thinking ไปสู่ System Thinking ที่มุ่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ พร้อมส่งเสริมแนวทาง Sandbox เพื่อเปิดพื้นที่ทดลองนวัตกรรมและนโยบายในวงจำกัด ก่อนขยายผลสู่ระดับประเทศ

ทั้งนี้ “ระบบนิเวศนวัตกรรม” ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเอื้อให้นวัตกรรมเติบโตอย่างแท้จริง ซึ่งต้องครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาหลักสูตร การสร้างทรัพย์สินทางปัญญา กลไกสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการเชื่อมโยงสู่ตลาดในระดับสากล โดยจำเป็นต้องตั้งคำถามให้ชัดเจนว่า นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นจะมีคุณค่าในบริบทใด สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ในประเทศใด และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างไร

รองนายกฯ และ รมว.อว.กล่าวต่อว่า ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทักษะเดิมอาจล้าสมัยได้ในเวลาอันสั้น ทุกคนจึงต้องพัฒนาและปรับทักษะอย่างต่อเนื่อง โดยมหาวิทยาลัยควรปรับบทบาทเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต รองรับคนทุกช่วงวัย และตอบโจทย์โลกยุคใหม่ ควบคู่กับการเปิดรับโอกาสใหม่ กล้าก้าวออกจากกรอบเดิม และเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบนิเวศนวัตกรรมในระดับโลก

นอกจากนี้ นวัตกรรมยังมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างกลไกการเติบโตใหม่ของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เช่น ด้านสุขภาพและการแพทย์ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็นผู้นำระดับโลก ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงของประเทศ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับความโปร่งใส ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการควรเลือกใช้แหล่งเงินทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการพัฒนาธุรกิจใหม่

“กระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการเป็นกลไกสนับสนุน ผ่านการส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนา การสนับสนุนผู้ประกอบการนวัตกรรม การพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผลักดันให้นวัตกรรมสามารถเกิดขึ้นและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในทุกมิติ” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวและว่า ผมเชื่อมั่นว่าผู้เข้าร่วมหลักสูตร PPCIL รุ่นที่ 8 จะเป็นกำลังสำคัญในการยกระดับประเทศ ขอให้ทุกท่านคิดเชิงระบบ คิดเชิงอนาคต คิดเชิงนวัตกรรม พร้อมกล้าตัดสินใจและกล้าขับเคลื่อนในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมาก หากมีผู้นำที่สามารถเชื่อมโยงนวัตกรรมกับนโยบาย และแปลงวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติได้จริง

นายกฯ ฝาก หวัง อี้ อย่าลืมไทย หากจีนไปเจรจาผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขนส่งน้ำมันดิบ-ก๊าซ

นายกฯ ฝาก หวัง อี้ อย่าลืมไทย หากจีนไปเจรจาผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขนส่งน้ำมันดิบ-ก๊าซ

นายกฯ ฝาก หวัง อี้ อย่าลืมไทย หากจีนไปเจรจาผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขนส่งน้ำมันดิบ-ก๊าซ

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.24 น.

“นายกฯ”ฝาก”หวัง อี้”อย่าลืมไทย หาก”จีน”ไปเจรจาผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขนส่งน้ำมันดิบ-ก๊าซ พร้อมขอให้ขายปุ๋ยช่วยไทย เผยจีนยินดีเป็นตัวกลางไทย-กัมพูชา พร้อมแจ้งท่าที”เขมร”ไม่อยากสู้รบแล้ว ลั่นความสัมพันธ์รื้อฟื้นได้ แต่ไม่ใช่ชั่วข้ามคืน

24 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แถลงถึงผลการหารือกับ นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า ในการหารือแบบทางการได้มีการหารือที่กระทรวงการต่างประเทศไปแล้ว ซึ่งท่านมีน้ำใจไมตรีแวะมาเยี่ยมนายกฯของไทย ซึ่งเราได้หารือและยืนยันความสัมพันธ์และการสนับสนุนซึ่งกันและกันระหว่างสองประเทศ

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดถึงวิกฤตพลังงานในช่วงนี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พูดคุยทุกอย่าง และขอให้จีนช่วยหากได้ไปเจรจาการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เรื่องการบริหารการจัดส่งพลังงาน น้ำมันดิบ ก๊าซ ก็ขอให้นึกถึงประเทศไทยรวมไปในบริบทการเจรจาด้วย เพราะเส้นทางการเดินเรือต่างๆจากตะวันออกกลางไปประเทศจีนต้องมีส่วนที่ผ่านประเทศไทย ซึ่ง นายหวัง อี้ ก็บอกว่าขออย่าได้กังวล เพราะไทยและจีนมีความสัมพันธ์เปรียบเสมือนพี่น้องกัน ซึ่งตนถือโอกาสคุยเรื่องปุ๋ยว่าในวิกฤตการณ์พลังงานประเทศไทยน่าจะบริหารจัดการเรื่องน้ำมันได้ในสภาวะค่อนข้างนิ่งแต่ไม่ได้บอกว่ามั่นคง เพราะเราไม่รู้สงครามจะยาวนานเท่าไหร่ แต่ช่วงนี้เราให้ความมั่นใจว่าเรื่องน้ำมันไม่มีคำว่าขาดแคลนหรือมีปัญหาแน่นอน ซึ่งได้มีการตรวจสอบกลุ่ม ปตท.และโลจิสติกส์ต่างๆ แล้วประเทศไทยมั่นใจว่าไม่มีปัญหาเรื่องน้ำมัน

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนเรียน นายหวัง อี้ ว่าถ้าเราบริหารจัดการเรื่องน้ำมันได้แล้วก็ยังมีอีกสองประเด็นใหญ่ถ้าหากไทยได้รับการสนับสนุนจากจีน ประเทศไทยจะไม่มีปัญหาใดๆ ที่เป็นผลกระทบอย่างหนักจนรับไม่ได้จากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งเรื่องปุ๋ย อยากให้จีนพิจารณาเรื่องการจำหน่ายปุ๋ย ถ้าเขามีปริมาณมากเพียงพอเพื่อมาช่วยเกษตรกรชาวไทย เพราะประเทศไทยเป็นประเทศทั้งอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ถ้าเราสามารถจัดสรรปุ๋ยให้เพียงพอในประเทศได้ ซึ่งในเรื่องนี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ไปเจรจากับรัสเซียด้วย ซึ่งถ้าจีนกับรัสเซียสามารถมีโควตาปุ๋ยมาจำหน่ายในประเทศไทยได้ก็จะทำให้ปัญหาหลักๆ ของไทยแก้ไปได้เยอะ

เมื่อถามว่า ในส่วนของจีนได้มีการขอความร่วมมืออะไรจากไทยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ประเทศจีนบอกว่าไปกัมพูชามา ซึ่งเขายินดีเป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เขาก็พูดมาว่าท่าทีของกัมพูชาต่อประเทศไทยเหมือนกับว่าไม่อยากสู้รบแล้ว ไม่อยากเผชิญหน้าแล้ว ไม่อยากมีความขัดแย้งแล้ว ทางจีนก็แจ้งให้ไทยทราบ ซึ่งเราบอกไปว่าเราไม่ต้องการมีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านใดๆ เลย แต่เราก็มีขั้นตอนที่จะพูดคุย เราต้องมีการสร้างกติกาขึ้นมาก่อนว่าการพูดคุยในทิศทางใดที่จะทำให้ความสัมพันธ์รื้อฟื้นขึ้นมาได้ แต่คงไม่ใช่ชั่วข้ามคืน ต้องมีการสร้างความเชื่อมั่นต่อกันและกัน ความเชื่อถือ ความสัมพันธ์ นี่คือท่าทีที่ตนได้แจ้ง นายหวัง อี้ ไป

เมื่อถามว่า ทางจีนเข้าใจบรรยากาศของเราใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เข้าใจดี เราได้พูดกันลึกพอสมควรว่าปัญหาที่แท้จริงมาอย่างไรและวิธีการแก้ไขควรจะต้องใช้แนวปฏิบัติเช่นใด เมื่อถามว่า จีนมายืนยันความเป็นกลางระหว่างไทยกับกัมพูชา หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราไม่ได้บอกว่าเขามายืนยันความเป็นกลาง เขาบอกประเทศไทยเป็นประเทศบ้านพี่เมืองน้อง ตนก็ยังบอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆ แต่จีนบอกว่าสำหรับจีนประเทศไทยเป็นประเทศที่ใหญ่ในภูมิภาคนี้ เราไม่จำเป็นต้องให้เขามายืนยันอะไรว่าเป็นกลางหรือไม่เป็นกลาง แต่เราต้องดูท่าที

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยความร่วมมือในการปราบปรามสแกมเมอร์หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็มีการหารือกัน ซึ่งประเทศไทยย้ำว่าไทยให้ความร่วมมือในเรื่องของการปราบสแกรมเมอร์กับจีนมาก จะเห็นได้ว่าคนที่กระทำผิดและคนที่เป็นสแกมเมอร์ตั้งแต่รุ่นใหญ่ถึงรุ่นเล็ก และการที่ประเทศไทยใช้มาตรการเด็ดขาดในการปราบปรามสแกมเมอร์ ทำให้จีนได้ตัวคนเหล่านี้กลับไปดำเนินคดี ถ้าไทยไม่จริงจังในเรื่องนี้หรือพูดเฉยๆ ไม่ปฏิบัติป่านนี้คนเหล่านี้คงวนเวียนมาทำความผิดในประเทศไทย ซึ่งทางจีนก็เห็นถึงท่าทีของไทยและความจริงใจของไทยชัดเจน

เมื่อถามว่า จีนได้แสดงท่าทีมาลงทุนอะไรเพิ่มเติมในไทยหรือไม่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวว่า มีลงทุนมาก ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ระบบเซนเซอร์ต่างๆ หุ่นยนต์ เอไอทั้งหลาย ซึ่งเขามองว่าไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุน

เมื่อถามว่า ที่นายกฯ ขับรถไฟฟ้าพา นายหวัง อี้ ไปรับประทานอาหารกลางวัน มีการชวนเข้ามาลงทุนเรื่องรถไฟฟ้าเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เรายืนยันว่าประเทศไทยเปิดกว้างสำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ถ้าต้องการให้ประเทศไทยได้รับการสนับสนุนจากด้านใดขอให้แจ้งไปเป็นเรื่องๆ

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยกัน สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ ณ วันนี้เป็นต้นไปคงต้องมาพิจารณาอย่างเข้มข้น ซึ่งประเทศอินโดนีเซียเริ่มเปรยเรื่องการคิดค่าผ่านทางช่องแคบมะละกา ถึงแม้ว่ายังไม่เกิดขึ้น แต่ก็มีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเริ่มคิดเหมือนกัน เพราะเวลาเกิดเหตุการณ์นอกเหนือการควบคุมแล้วต้องไปผ่านช่องแคบ น่านน้ำของใคร มันเกิดความเสียหายมากขนาดไหน ซึ่งเราต้องพิจารณาของเราประกอบไปด้วย

เมื่อถามว่า การที่ นายหวัง อี้ ระบุว่ากัมพูชาไม่อยากสู้รบแล้ว เหมือนกับว่าจีนพยายามเป็นตัวกลางใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราอย่าเพิ่งไปพยายามเดาใจอะไรเขา เราต้องนึกถึงว่าประเทศไทยจะได้อะไรจากท่าทีนี้ ประเทศไทยจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นหรือไม่ ประเทศไทยจะไม่เสียเปรียบด้านใดเลย อธิปไตยของเราก็ยังมีอยู่ ดินแดนของเรายังเหมือนเดิม ถ้ารัฐบาลจะตัดสินใจในแนวทางใดๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ประเทศไทยเป็นหลัก เมื่อถามว่า รวมถึงเรื่องการเปิดด่านชายแดนด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ต้องไปพูดถึงตรงนั้น

เมื่อถามว่า ที่ขับรถพา นายหวัง อี้ ไปรับประทานอาหารกลางวัน นายหวัง อี้ บอกว่าขับรถนิ่มหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวติดตลกว่า บอกนึกว่ามีอาชีพขับแท็กซี่มาก่อน เมื่อถามว่า ถือเป็นนายกฯ คนแรกที่ขับรถให้ นายหวัง อี้ นั่งหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า น่าจะ

ภราดร มอบนโยบาย ป.ป.ท. ย้ำปราบปรามทุจริตอย่างเป็นระบบ

ภราดร มอบนโยบาย ป.ป.ท. ย้ำปราบปรามทุจริตอย่างเป็นระบบ

ภราดร มอบนโยบาย ป.ป.ท. ย้ำปราบปรามทุจริตอย่างเป็นระบบ

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.17 น.

24 เมษายน 2569 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะได้รับมอบหมายหรือมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในการกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) เข้าตรวจราชการและมอบนโยบายด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐของสำนักงาน ป.ป.ท.พร้อมทั้งรับฟังผลการดำเนินงาน ปัญหาอุปสรรค และแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของหน่วยงาน โดยมี นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. , นายเอกชัย เกษมสุขธวัช รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. , พันตำรวจโท สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท.พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ท.ทั้งส่วนกลาง และ ป.ป.ท.เขต 1 – 9 เข้าร่วมฯ ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 28 สำนักงาน ป.ป.ท. อาคารซอฟต์แวร์ปาร์ค จ.นนทบุรี และผ่านสื่อระบบอิเล็กทรอนิกส์ Zoom Meeting

นายภราดร กล่าวว่า จากคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่แถลงต่อรัฐสภา ข้อ 10.2 ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายเพื่อขจัดยาเสพติดอย่างจริงจัง ข้อ 20 ราชการทันใจ ผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super license) ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย (omnibus law) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัยซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันต่อสภาผู้แทนราษฎรให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี และข้อ 23 แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ซึ่งจะเห็นได้ว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานทั้งในด้านต่างประเทศและความมั่นคง และด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย มุ่งตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างทันท่วงที ซึ่งจะนำไปสู่การ “ปลดล็อก” ศักยภาพของประเทศในทุกๆ ด้าน เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างแท้จริง ฟื้นคืนความเชื่อมั่นต่อการทำงานของภาครัฐ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศในด้านความโปร่งใสและหลักนิติธรรม ทำให้นานาชาติให้การยอมรับประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเดินหน้าเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 คณะรัฐมนตรีได้มีมติมอบหมายให้สำนักงาน ป.ป.ท.เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนมาตรการป้องกันการทุจริตกรณีการรับและให้สินบน เพื่อยกระดับความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานราชการ และลดโอกาสการเกิดการทุจริตเชิงระบบ โดยมุ่งเน้นการป้องกันเชิงรุกควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมถึงหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชน

ทั้งนี้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้สำนักงาน ป.ป.ท.ขับเคลื่อนนโยบายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ และยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) ของประเทศไทยให้สูงขึ้น โดยมีแนวคิดในการจัดตั้งกลไกระดับนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีให้เป็นไปตามกรอบเวลา และสามารถติดตามผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะมีการนำเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามแนวคิดดังกล่าวต่อไป