ปฏิรูปการศึกษา เสี่ยงปัญหาพายเรือในอ่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2560 เวลา 10:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/502783

ปฏิรูปการศึกษา เสี่ยงปัญหาพายเรือในอ่าง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หลังจากที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 134 ตอนที่ 40 ก เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นในประเด็นที่ระบุไว้ เกี่ยวข้องกับผู้ที่อยู่ในวงการศึกษาของประเทศที่จะต้องปรับตัวและเตรียมความพร้อมให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แนวคิดเรื่องการปฏิรูปการศึกษาให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญก็ถูกนำมาถกเถียงกันในวงกว้าง

ทว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา การปฏิรูปการศึกษาของชาติในยุครัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จก็ยังถูกมองว่าทำได้แค่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะ ซึ่งก็ยังไม่มีหลักประกันว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก ขณะที่ความคืบหน้าในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แม้จะปรากฏเป็นข่าวอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่ยังจับต้องไม่ได้

ทุกครั้งที่การปฏิรูปการศึกษาถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงความคาดหวังก็มักจะพุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหาเรื้อรังที่ยังไม่มีรัฐบาลไหนแก้ได้นั่นก็คือ เรื่องของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับปัจจุบัน การพัฒนาคุณภาพครูทั้งระบบ แต่ทั้งสามสิ่ง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาเป็นกุญแจไขไปสู่ปัญหาการจัดการศึกษาที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบก็ล้มเหลวมาโดยตลอด

ในรอบหลายปีที่ผ่านมานโยบายการศึกษาเปลี่ยนไปตามนโยบายของพรรคการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐบาลแทบทุกยุคทุกสมัย เก้าอี้ของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นั้นจะมาจากพรรคใหญ่เข้าไปนั่งบริหาร แทบทุกครั้งจะมีการประกาศนโยบายกว้างๆ เช่น มุ่งเน้น 3 ด้านเป็นหลัก คือ เรื่องคุณภาพการศึกษา โอกาสทางการศึกษา และผลสัมฤทธิ์โดยการศึกษาในทุกระดับจะสามารถนำสิ่งที่ได้ไปใช้ได้ในชีวิตจริง แต่เมื่อได้มาบริหารจริงต่างพบปัญหาเดียวกัน นั่นคือจะแก้ปัญหาที่เป็นหัวใจหลักของการศึกษาได้ต้องใช้นโยบายที่ต่อเนื่อง อาจจะนานนับ 10 ปี จึงจะเห็นผลพรรคการเมืองที่เข้ามากำกับกระทรวงนี้ จึงมักเน้นนโยบายที่เห็นผลงานที่จับต้องได้ในระยะสั้นเท่านั้น

ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่ รับผิดชอบการศึกษาของชาติอย่าง ศธ.ก็ถูกมองว่าถนัดเพียงแก้ไขปัญหา ที่ปลายเหตุ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ เกิดขึ้นรายวัน หรือกระทั่งแก้ตามกระแส แต่ขาดความรับผิดชอบจาก ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ที่ผ่านมา ข้อเสนอของ วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งเคยปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการปฏิรูประบบการกระจายอำนาจ เมื่อปี 2558 เคยเปิดประเด็นเรื่องการปฏิรูปการศึกษาว่า การปฏิรูปนั้นยากที่จะประสบความสำเร็จหากฝากความหวังไว้กับรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยเฉพาะกรณีอำนาจการบริหารเดิมที่ทิ้งปัญหาหลายเรื่องไว้กับระบบการศึกษา โดยได้เสนอให้เปลี่ยนระบบการรับผิดรับชอบจากการบริหารงานจากกระทรวงมาถึงตัวเด็กที่ผ่านมาต้องผ่านนโยบายรัฐ หน่วยงานกลางไปสู่ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา จนไปถึงผู้อำนวยการโรงเรียน ก่อนจะถึงตัวเด็กซึ่งเป็นเรื่องที่ห่างไกลกันมาก โดยต้องทำให้สั้นลงให้ความรับผิดชอบที่ไปถึงตัวนักเรียนโดยตรง

ขณะที่แนวคิดของ วิทยากร เชียงกูล คณบดีกิตติคุณวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า ที่ผ่านมาการปฏิรูปการศึกษายังขาด การมีส่วนร่วมจากภาคส่วนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ ศธ.และนักวิชาการด้านการศึกษา จึงเป็นการปฏิรูปเพียงรูปแบบเป็นการปฏิรูปโดยระบบบริหารราชการแบบ แก้กฎหมาย ใช้คำสั่งจากบนลงล่าง เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบเล็กน้อย ไม่เกิดแนวคิดใหม่และแรงผลักดัน ที่จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนการสอนอย่างขนานใหญ่ ที่จะช่วยยกระดับการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง

วิทยากร มองว่า ปัญหาการปฏิรูปการศึกษาจะยังวนเวียนอยู่ที่เดิม หากไม่สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบองค์รวมและรู้จักจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนของปัญหา เพื่อก่อให้เกิด แกนนำในการเปลี่ยนแปลงที่จะไปผลักดันการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบได้ หรือหามาตรการที่จะจัดการกับประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ ในแง่การผลิต ผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมและอาชีวศึกษาและในแง่คุณภาพของผู้จบการศึกษาทุกระดับชั้นให้ตรงกับความจำเป็นและต้องการของสังคม

วิทยากร ย้ำว่า การปฏิรูปการศึกษาจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากยังฝากความหวังไว้กับข้าราชการที่ทำงานแบบตั้งคณะกรรมการจากกลุ่มข้าราชการกันเอง ที่ไม่เริ่มจากการปฏิรูปตัวเองเข้ามาดูแล นอกจากนี้ หากไม่สามารถปฏิรูปครูอาจารย์ โดยการเพิ่มแรงจูงให้ครูดีครูเก่งอยู่ต่อและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น พัฒนาครูที่มีแววและครูรุ่นใหม่อย่างจริงจัง รัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจ ผ่าตัดคัดครูที่มีคุณภาพต่ำที่ฝึกอบรมใหม่แล้วยังสอนได้ไม่มีประสิทธิภาพออกไป หรือให้โยกย้าย ไปทำธุรการหรือให้เกษียณก่อนกำหนด การปฏิรูปการศึกษาก็อาจจะกลายเป็นปัญหาที่เวียนกลับมาอยู่ที่เดิมเหมือนพายเรือในอ่าง

ขณะที่ ไกรยส ภัทราวาท ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐศาสตร์การศึกษา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) หนึ่งในคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาที่ตั้งขึ้นตามอำนาจของรัฐธรรมนูญ ระบุว่า กรรมการอิสระประชุมร่วมกันมาแล้ว 7 ครั้ง สิ่งที่ให้ความสำคัญเป็นเรื่องแรกคือ เรื่องกองทุนที่จะเข้ามาช่วยลดความ เหลือมล้ำทางการศึกษาและเป็นหลักประกันเรื่องคุณภาพครูให้แล้วเสร็จใน 1 ปี เพราะมองว่าเรื่องนี้เป็นปมสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา หากแก้เรื่องนี้ไม่ได้เรื่องอื่นๆ ก็เกิดขึ้นยาก ในส่วนของรายละเอียดกรรมการจะจัดทำ ข้อเสนอ ตามลำดับความสำคัญของปัญหาอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ต้องจับตามองกันต่อไปคือ หลังจากกรรมการชุดนี้ทำงานแล้วเสร็จใน 2 ปีตามอายุ กลไกการปฏิรูปการศึกษาที่ออกแบบมาจะถูกรัฐบาลใหม่ นำไปใช้จริง หรือถูกนำไปพับเก็บไว้เช่นเดียวกับแนวทางการปฏิรูปที่เคยดำเนินการเมื่อปี 2542 ที่ถูกคิดกันออกมา ซึ่งแทบจะไม่ถูกนำไปใช้ เรื่องนี้รัฐบาลในปัจจุบันและอนาคตจะต้องคำนึงถึง หากตระหนักร่วมกันว่าการปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง n

 

ปฏิรูปตำรวจ เหมือนง่ายแต่ไม่ง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กรกฎาคม 2560 เวลา 10:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/502623

ปฏิรูปตำรวจ เหมือนง่ายแต่ไม่ง่าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เริ่มต้นนับหนึ่งอย่างเป็นทางการกับการ “ปฏิรูปตำรวจ” ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแต่งตั้ง 36 คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) ที่มี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีต ผบ.สส. เป็นประธาน กับ “งานหิน” ด้วยเงื่อนเวลาอันจำกัด 9 เดือน

สัญญาณเอาจริงเริ่มตั้งแต่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แจกเอกสารข้อเสนอแนะที่เขียนด้วยลายมือตัวเอง 13 หน้า พร้อมกำหนด สูตร 2-3-4 คือ 2 เดือนแรกต้องคุยเรื่องปัญหาทั้งหมด ถัดมา 3 เดือนต้องอ่านงานวิจัยเก่าๆ ให้หมด และต่อมา 4 เดือน ต้องยกร่างกฎหมายให้เสร็จและรับฟังความคิดเห็น ทั้งหมดรวม 9 เดือน สิ้นสุดภารกิจ

“นายกฯ เชื่อมั่นและฝากความหวังไว้ที่คณะกรรมการ สิ่งใดทำเสร็จก่อนให้เอาออกมาก่อน หากต้องใช้มาตรา 44 แก้ให้นายกฯ ก็ยินดี หรือต้องแก้กฎหมาย ออกคำสั่งนายกฯ หรือใช้กฎ ก.ตร.ก็ให้ดำเนินการไปก่อนได้” วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุ

ต้องยอมรับว่าการปฏิรูปตำรวจถือเป็นเป้าหมายแรกๆ ที่ทาง คสช. หมายมั่นปั้นมือจะทำให้เกิดขึ้นหลังจากขันอาสาเข้ามาปฏิรูปประเทศ เพราะเป็นสิ่งที่สังคมคาดหวังและเรียกร้องให้เกิดขึ้นตั้งแต่ยังไม่มีการรัฐประหาร

ทว่า ผ่านมา 3 ปี หลายเรื่องยังเป็นเพียงแค่ข้อเสนอแนะที่กรรมการชุดต่างๆ จัดทำเป็นรายงานเสนอขึ้นมายังรัฐบาล และ คสช.อาจมีเพียงแค่การใช้มาตรา 44 เข้าไปแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแค่บางส่วน อาทิ คําสั่ง คสช. ที่ 7/2560 เรื่อง การปรับปรุงระบบการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตํารวจ การปรับระบบผู้มีอำนาจในการออกคำสั่งแต่งตั้งใหม่

ในขณะที่เสียงสะท้อนถึงปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ซื้อขายตำแหน่งยังมีอย่างต่อเนื่องในทุกฤดูกาลโยกย้าย และดูจะเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมทั้งที่เป็นยุคของรัฐบาล คสช. ทำให้แรงกดดันยิ่งเพิ่มมากขึ้น

กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาล คสช.มุ่งมั่นรีบแก้ปัญหาสร้างผลงานชิ้นโบแดงก่อนจะพ้นวาระไปหลังการเลือกตั้ง

หากพิจารณาจากกรอบของอำนาจและกลไกต่างๆ ในมือจะเห็นว่า การปฏิรูปตำรวจในห้วงเวลานี้น่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกกฎหมายผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีเสียงเป็นเอกภาพพร้อมจะผลักดันกฎหมายได้อย่างรวดเร็ว ยังไม่รวมกับอำนาจตามมาตรา 44 ที่พร้อมจะปลดล็อกผ่าทางตันได้ทุกกรณี

แต่ปัญหาอยู่ที่รายละเอียดในแต่ละประเด็นการปฏิรูป ซึ่งยังไม่ได้ข้อยุติว่าจะสรุปสุดท้ายอย่างไร

ตั้งแต่ประเด็นแรกเรื่อง โครงสร้างองค์กรที่มีหลายข้อเสนอว่าจะให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สังกัดอยู่ที่ไหน ทั้งอยู่ที่เดิมกลับไปขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม ขึ้นกับ จังหวัด หรือตั้งเป็นกระทรวง

เมื่อการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรเช่นนี้ย่อมนำมาสู่แรงกระเพื่อมจากภายในอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ยังไม่รวมกับข้อดีข้อเสียของแต่ละโมเดลที่จะให้ สตช.ขึ้นตรงกับหน่วยงานใด ย่อมมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

การจะหาข้อสรุปให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เช่นเดียวกับการปรับโครงสร้าง ซึ่งมีข้อเสนอสมควรดึงตำรวจป่าไม้ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจรถไฟ ออกจาก สตช.หรือไม่

ประเด็นที่ 2 กระบวนการยุติธรรมเรื่อง “อำนาจสอบสวน” ที่มีฝ่ายที่เห็นว่าควรจะคงอยู่อย่างเดิมและแยกออกไป ยังไม่รวมกับปัญหาที่จะตามมาระหว่างการประสานงาน ตำรวจ อัยการ กรมสอบสวนคดีพิเศษ

กรณีนี้ อมร วาณิชวิวัฒน์ หนึ่งในกรรมการปฏิรูปประเทศออกมาแสดงความเห็นว่า หากแยกงานสอบสวนแล้วจะต้องดูว่าเกิดปัญหาหรือไม่ โดยเฉพาะความพร้อมของประเทศไทยอาจจะไม่เหมือนในต่างประเทศ เช่น องค์กรที่มีความรู้มีความเชี่ยวชาญที่สามารถเค้นเอาพยานหลักฐานได้เทียบเท่ากับตำรวจ

“ยอมรับว่าแนวโน้มการรับสารภาพของผู้ต้องหา มักจะเกิดในนาทีแรกของการสอบสวน ซึ่งตำรวจอาจมีวิธีการซักไซ้ให้ผู้ต้องหายอมรับสารภาพได้ ขณะเดียวกันผมได้สอบถามไปยังอัยการเรื่องงานสอบสวน อัยการก็ตอบว่า อัยการทำได้ แต่ให้ทำขณะนี้ทำไม่ได้” อมร กล่าว

ประเด็นที่ 3 เรื่องสำคัญกับการบริหารงานบุคคล เรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย การคัดคนเข้ามาเป็นตำรวจ เพราะที่ผ่านมาปัญหาเรื่องการซื้อขายตำแหน่งสร้างความเสียหายฉุดภาพลักษณ์องค์กรตำรวจจนขาด

วามน่าเชื่อถือ และนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมากมายทว่า ความพยายามเข้าไปแก้ปัญหาตรงนี้ทั้งเรื่องอำนาจ กลไก กระบวนการแต่งตั้ง เรื่อยไปจนถึงเรื่องการตีกรอบควบคุม กำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้

โจทย์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ มอบหมายให้คณะกรรมการไปพิจารณาทั้งเรื่อง ระบบการแต่งตั้งโยกย้ายว่าจะใช้ระบบอาวุโสหรือระบบใหม่ หรืออาวุโสผสมคุณงามความดีความชอบจะแบ่งสัดส่วนเปอร์เซ็นต์อย่างไร จะเพียงพอกับการสกัดปัญหาการซื้อขายตำแหน่งที่สะสมมายาวนานได้มากน้อยแค่ไหน

ทั้งหมดทำให้ต้องยอมรับว่าปรากฏการณ์เอาจริงเอาจังพร้อมความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะมาปฏิรูปตำรวจครั้งนี้ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะนำไปสู่การแก้ไขจนเห็นผลจับต้องได้ภายในกรอบเวลา เวลาอีก 9 เดือนข้างหน้า

 

วัดใจ “เซตซีโร่ ปปช.” เสี่ยงรอยร้าวครั้งใหม่ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/502378

วัดใจ "เซตซีโร่ ปปช." เสี่ยงรอยร้าวครั้งใหม่ คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถือเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ที่จ่อคิวรอเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เร็วๆ นี้

หลังจากกฎหมายลูกที่ส่งผ่านจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มายัง สนช.ก่อนหน้านี้ทั้งสองฉบับ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เป็นปมปัญหายังแก้ไม่ตก

เริ่มตั้งแต่ ​พ.ร.บ.พรรคการเมือง กรณี “ไพรมารีโหวต” ซึ่งมีความเป็นห่วงกันในหลายมุม ทั้งรายละเอียดการจัดการออกเสียง กฎกติกา การแบ่งเขต ที่อาจกระทบทำให้กรอบเวลาการเลือกตั้งในปี 2561 อาจต้องเลื่อนออกไป ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากพรรคการเมืองที่ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย

ส่วนกฎหมาย กกต.นั้น ปมใหญ่อยู่ที่​ผลพวงจากการ “เซตซีโร่” ตามการปรับแก้ไขในชั้นกรรมาธิการวิสามัญของ สนช.​ อันจะเป็นเงื่อนไขให้ถูกหยิบยกเป็นเหตุผลให้​เซตซีโร่องค์กรอิสระอื่นๆ

แม้ทาง กรธ.จะให้เหตุผลว่าการจัดทำกฎหมายแต่ละฉบับนั้นแยกพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละองค์กรอิสระ ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือมีธงต้องเซตซีโร่ หรือไม่เซตซีโร่องค์กรไหนเป็นพิเศษ

ทั้ง กกต. ที่เดิม กรธ.ไม่มีแนวคิดจะเซตซีโร่ แต่ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงในชั้น กมธ.วิสามัญ สนช. เพราะเห็นว่า โครงสร้าง อำนาจ หน้าที่ ของ กกต.ชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้นมีความแตกต่างจากในอดีต จำต้องสรรหาด้วยกลไกที่ต่างออกไปจากเดิม

ส่วน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นอีกหนึ่งองค์กรอิสระที่ถูกเซตซีโร่ ด้วยเหตุผลเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล ที่ประเทศไทยถูกทักท้วงว่ามีปัญหาว่าด้วยกระบวนการได้มาซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการว่าด้วยสถานะและหน้าที่ของสถาบันแห่งชาติเพื่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (หลักการปารีส)

ทำให้สังคมเริ่มจับ​ตา ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. ที่ กรธ.กำลังร่าง​เวลานี้ สุดท้ายแล้วจะกำหนดให้เซตซีโร่กรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คนหรือไม่

ท่ามกลางกระแสข่าวว่าเวลานี้ภายใน กรธ.เองก็ยังไม่ได้ข้อสรุป เกิดสภาพ “เสียงแตก” ในประเด็นเซตซีโร่ กกต. มีทั้งฝั่งเห็นควรให้เซตซีโร่ และอยากให้ ป.ป.ช.ชุดเดิมทำหน้าที่ต่อไป

ด้านที่สนับสนุนเซตซีโร่ด้วยเหตุผลว่าเพื่อจะได้เป็นมาตรฐานเดียวกับองค์อรอิสระอื่นๆ ที่ถูกเซตซีโร่ไปก่อนหน้านี้แล้ว หาก ป.ป.ช.​ไม่ถูกเซตซีโร่ ย่อมเกิดคำถามตามมาว่ามีการเลือกปฏิบัติหรือไม่

ยังไม่รวมกับข้อครหาเรื่อง “ใบสั่ง” จากใครหรือไม่ ทำไมถึงต้องให้ ป.ป.ช.ชุดนี้ทำงานต่อไป

ต้องยอมรับว่า ป.ป.ช.ชุดนี้ถูกมองว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบิ๊ก คสช.เป็นพิเศษ เพราะ 5 คน จาก 9 คน ถูกตั้งเข้ามาทำหน้าที่ตั้งแต่ปลายปี 2558 ช่วงที่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศแล้ว

ทั้ง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ วิทยา อาคมพิทักษ์ สุวณา สุวรรณจูฑะ สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์

โดยเฉพาะกับตำแหน่ง ประธาน ป.ป.ช. ของ พล.ต.อ.วัชรพล ที่ถือเป็นสายตรงของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ดังจะเห็นว่าถูกวางตัวมารับตำแหน่ง เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (พล.อ.ประวิตร) ในช่วงแรกของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ช่วงต้นปี 2552 พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.ขณะนั้น แต่งตั้งให้ พล.ต.อ.วัชรพล ​เป็นโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แทนที่ พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ​

การวางตัว พล.ต.อ.วัชรพล มารับตำแหน่งนี้ ​จึงหนีไม่พ้นที่จะวิพากษ์วิจารณ์ว่าเพราะต้องการส่งมือไม้ที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้มาดูแลบรรดาสารพัดคดีที่มีแต่เรื่องร้อนๆ ยังไม่รวมกับคดีใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ยิ่งในช่วงนี้ที่ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น สอดรับไปกับข้อครหาเรื่องการสืบทอดอำนาจของ คสช. การต้องวางคนที่ไว้ใจได้มาดูแลรับหน้าที่นี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ

ทว่าอีกด้านหนึ่ง แว่วว่าทางฝั่ง พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีความคิดที่ต้องการจะให้เซตซีโร่ ป.ป.ช.เช่นเดียวกับองค์กรอิสระอื่นๆ เพื่อไม่ให้เป็นปมปัญหาถูกโจมตีในอนาคต

ทั้งปมเรื่องการเลือกปฏิบัติไม่ทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกับองค์กรอิสระอื่นๆ รวมทั้งปัญหาที่อาจถูกหยิบยกนำไปขยายผลกล่าวหาว่าไม่เซตซีโร่ ป.ป.ช. เพราะหวังผลเรื่องคดีความต่างๆ หรือไม่​

อันจะยิ่งซ้ำเติมความน่าเชื่อถือของ คสช.ในอนาคต เพราะอาจถูกกลุ่มที่ถูกกล่าวหาและชี้มูลจาก ป.ป.ช.​หยิบยกปมนี้ไปถล่มว่ามีความพยายามกลั่นแกล้ง เล่นงานอย่างเป็นระบบ

ปมเรื่องเซตซีโร่ ป.ป.ช.หรือไม่ จึงไม่ใช่แค่นำไปสู่ปัญหาสุ่มเสี่ยงกับแรงเสียดทานจากภายนอก แต่ยังจะทำให้เกิดความบาดหมางใน คสช. ขยายรอยร้าวระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ประวิตร ที่เคยสมานไปแล้วให้กลับมาขยายผลอีกครั้งหรือไม่

หากย้อนไปก่อนหน้านี้จะพบว่าเรื่องราวระหองระแหงระหว่าง พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและดูจะถี่ขึ้นในระยะหลัง โดยเฉพาะในช่วงฤดูการแต่งตั้งโยกย้าย ที่จะต้องมีการจัดวางขุมกำลังมือไม้ เพื่อมารับหน้าที่สำคัญในจุดสำคัญๆ ในกองทัพ

ยังไม่รวมกับเรื่องแนวคิดที่เห็นแตกต่างกันในบางประเด็น จนปะทุออกมาเป็นกระแสข่าวคราวน้อยอกน้อยใจ บางครั้งรุนแรงถึงขั้นมีกระแสข่าวออกมา ทั้ง พล.อ.ประวิตร จะลาออกเองบ้าง หรือถูกปรับพ้น ครม.บ้าง

แต่สุดท้ายสายสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างพี่น้องบูรพาพยัคฆ์ของทั้งคู่ก็แน่นแฟ้นเกินกว่าจะตัดกันขาด หรือถูกกัดเซาะจากปัจจัยภายนอกได้ง่ายๆ ทำให้เรื่องราวความระหองระแหงที่ผ่านมาก็ถูกสมานกลายเป็นเพียงรอยร้าวที่ไม่ถึงกับแตกหักกันแต่ประการใด

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหากทั้งคู่ขัดแย้งแตกหักขึ้นมาจริงๆ นั่นย่อมกระทบไปถึงเสถียรภาพของ คสช.อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ยิ่งในช่วงเวลานี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ การเกิดแรงกระเพื่อมใดๆ อาจส่งผลกระทบต่อโรดแมปที่กำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง

การตัดสินใจว่าจะเซตซีโร่ ป.ป.ช.รอบนี้จึงถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญ ซึ่งไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ล้วนแต่จะต้องเกิดแรงกระเพื่อม ไม่ว่าจะภายนอกหรือภายในอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

โดยเฉพาะกับแผลเก่ารอยร้าวภายใน คสช. ที่สุ่มเสี่ยงรอวันขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ไพรมารีโหวต ปมเดือดยื้อเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2560 เวลา 11:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/501854

ไพรมารีโหวต ปมเดือดยื้อเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเป็นร่างกฎหมายลูกฉบับแรกที่เสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการ ภายหลังคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่ายระหว่าง กกต. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เห็นชอบกับการแก้ไขเนื้อหาในร่างกฎหมายดังกล่าวตามที่ สนช.กำหนด

ตามขั้นตอน คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จะประชุมร่วมกันอีกครั้งในสัปดาห์หน้า ก่อนจะส่งกลับมายัง สนช.เพื่อลงมติเห็นชอบต่อไป

หนึ่งในประเด็นที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เห็นชอบ คือ การให้ กกต.ทั้ง 5 คน ชุดปัจจุบัน ออกจากตำแหน่ง แต่ยังให้ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้ กกต.ชุดใหม่ หรือ เซตซีโร่ กกต.

แม้ตามขั้นตอนจะสิ้นสุดแล้ว แต่ดูเหมือนว่า กกต.ชุดปัจจุบันยังคงหาช่องทางในการต่อสู้เพื่อรักษาตำแหน่งอย่างไม่ละความพยายาม ภายหลังเตรียมหาช่องเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเซตซีโร่ กกต.ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่

“การจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าร่าง พ.ร.ป.กกต.ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องนำเข้าหารือในที่ประชุม กกต.ว่าจะมีช่องทางใดที่จะยื่นคำร้อง โดยกระบวนการนี้ต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ หากยื่นไปแล้วศาลไม่รับจะเกิดความเสียหาย ถูกกล่าวหาว่าไม่รอบคอบได้” ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.ระบุ

อย่างไรก็ตาม การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความของ กกต.ยังดูเป็นปัญหาหนักใจของ กกต.อยู่ไม่น้อย เนื่องจาก กกต.จะต้องยืมจมูกฝ่ายอื่นหายใจ

กล่าวคือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 148 กำหนดให้การยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายเป็นหน้าที่ของ สนช.หรือคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดังนั้นปัญหาจึงอยู่ที่ สนช.หรือ ครม.จะมีฝ่ายไหนเห็นด้วยกับ กกต.หรือไม่ ซึ่งก็พอจะได้คำตอบว่าเวลานี้ กกต.ถูกโดดเดี่ยวอย่างเดียวดาย

ด้วยเงื่อนไขนี้เอง ทำให้เป็นไปได้ยากที่จะได้เห็นศาลรัฐธรรมนูญหยิบประเด็นนี้มาพิจารณา เพราะถ้าพิจารณาตามข้อกฎหมายแล้ว กกต.ไม่ได้มีอำนาจตามกฎหมายที่จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา

จึงเหลือเพียงแค่ไปลุ้นให้ สนช.มีมติ 2 ใน 3 เพื่อไม่เห็นชอบกับการเซตซีโร่ กกต.แทน ซึ่ง กกต.คงรู้อยู่แก่ใจว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

ขณะเดียวกัน การพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ก็เป็นวาระร้อนที่กำลังเป็นที่น่าจับตามองไม่แพ้กัน

เวลานี้ กรธ.เตรียมเสนอให้ สนช.พิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่าย หลังจาก กรธ.เริ่มส่งสัญญาณมีบางประเด็นที่ สนช.แก้ไข โดยเฉพาะการเพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับการทำไพรมารีโหวตอาจไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

“หลังจากที่ กรธ.หารือร่วมกันแล้วว่าจะมีประเด็นที่นำไปสู่การขัดหลักการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะกรณีการเลือกตั้งที่กำหนดให้ว่าต้องทำอย่างโปร่งใส

ได้แก่ 1.ระบบการเลือกตั้งเพื่อหาตัวแทนของพรรคการเมืองส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือไพรมารีโหวต ที่พบว่าเนื้อหาไม่สมบูรณ์ 2.ระบบไพรมารีโหวตที่อาจมีผลกระทบต่อระยะเวลาการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง และ 3.ประเด็นการกระทบสิทธิของประชาชนและพรรคการเมืองต่อการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง” อุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ.ระบุ

สถานการณ์ของร่างกฎหมายพรรคการเมืองนั้นแตกต่างไปจากร่างกฎหมาย กกต.อย่างสิ้นเชิง เพราะร่างกฎหมาย กกต. ทั้ง สนช.และ กรธ.ต่างยืนอยู่ในหลักการเดียวกันที่ต้องการเซตซีโร่ กกต. แต่ผิดกับกรณีของร่างกฎหมายพรรคการเมือง ซึ่ง กรธ.และ สนช.มองต่างมุมกันอย่างสิ้นเชิง

ฝ่าย กรธ.นำโดย “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. แสดงจุดยืนมาตลอดว่า เงื่อนไขการทำไพรมารีโหวตเวอร์ชั่น สนช.จะมีผลให้พรรคการเมืองส่งผู้สมัคร สส.ไม่ได้ แต่ สนช.นำโดย “พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม” อดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป ว่าด้วยพรรคการเมือง มองว่าการทำไพรมารีโหวตแบบ สนช.นั้นเหมาะสมแล้ว

จากความขัดแย้งระหว่าง กรธ.และ สนช.ในประเด็นนี้เอง อาจนำมาซึ่งปัญหาในอนาคต โดยเฉพาะการมีผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป

เงื่อนไขสำคัญที่จะกระทบต่อปฏิทินโรดแมป คือ การลงมติ 2 ใน 3 ของ สนช. หรือ 167 คนจากสมาชิก สนช.ทั้งหมด 250 คน ไม่เห็นชอบกับร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ก็จะทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ตกไป

ผลการที่ร่างกฎหมายดังกล่าวต้องมีอันเป็นไป ย่อมทำให้การจัดทำร่างกฎหมายพรรคการเมืองต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ด้วย แน่นอนว่าย่อมต้องมีผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ เนื่องจากร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองเป็น 1 ใน 4 ของกฎหมายเลือกตั้งที่จะต้องมีการประกาศใช้เพื่อไปนำสู่การกำหนดวันเลือกตั้งภายใน 150 วัน หลังจากกฎหมายเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับมีผลบังคับใช้ หากขาดฉบับใดฉบับหนึ่งไป การเลือกตั้งก็ไม่อาจมีขึ้นได้

ถามว่าสมมติฐานที่ว่านี้มีความเป็นไปได้หรือไม่ ก็มีความเป็นไปได้พอสมควร เพราะความขัดแย้งระหว่าง กรธ.และ สนช.คราวนี้บาดลึกกว่าทุกครั้ง อันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีที่ยอมให้แก่กันยาก ผลสุดท้ายเลยส่งมายังการเลือกตั้งที่อาจต้องเลื่อนออกไป

 

ทหาร-ตำรวจคุมปฏิรูปสีกากี อนาคตส่อวนอยู่ในอ่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กรกฎาคม 2560 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/501744

ทหาร-ตำรวจคุมปฏิรูปสีกากี อนาคตส่อวนอยู่ในอ่าง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางปฏิรูปตำรวจดูมืดมนจนเกินกว่าจะตั้งความหวังกับ 36 คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งมีมติเห็นชอบแต่งตั้ง โดยวางตัว พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นประธาน

เริ่มตั้งแต่ตำแหน่งประธานของ พล.อ.บุญสร้าง ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เหตุผลว่า รับหน้าที่นี้เพราะ “ท่านเป็นดอกเตอร์ จบจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกเวสต์พอยต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ไว้ใจได้ และท่านก็เป็นอาจารย์ของผม ซึ่งผมเชื่อมั่นท่าน”​

แน่นอนว่าสาเหตุที่ไม่แต่งตั้ง “ตำรวจ” มาเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูป ก็เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดจะมีประธาน 1 คนที่ไม่ใช่ตำรวจ มีข้าราชการตามตำแหน่ง 5 คน และมีคณะกรรมการอีก 30 คน โดยแบ่งเป็นข้าราชการตำรวจ 15 คน และไม่ใช่ตำรวจอีก 15 คน ​

ด้านหนึ่ง ด้วยภาพลักษณ์ พล.อ.บุญสร้าง ได้รับการยกย่องว่าเป็นทหารสายวิชาการ เพราะจบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกเวสต์พอยต์ สหรัฐอเมริกา และมีประสบการณ์ผ่านตำแหน่งสำคัญอย่าง ผบ.สส. และยังมีความสนิทสนมกับบรรรดาแกนนำคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

การมารับหน้าที่ปฏิรูปตำรวจ 3 ด้าน ทั้ง 1.โครงสร้าง สังกัด อำนาจหน้าที่ 2.อำนาจการสอบสวนจะแยกหรือไม่ และ 3.การบริหารงานบุคคล การแต่งตั้งโยกย้าย ไม่ให้มีการซื้อขายตำแหน่ง ย่อมอาจมีความเหมาะสมระดับหนึ่ง เพราะแม้จะไม่ได้เป็นตำรวจ แต่หลายเรื่องอาจเทียบเคียงจาก​กองทัพได้

แต่อีกด้านหนึ่งจากประวัติการทำงานที่ผ่านมาของ พล.อ.บุญสร้าง ทั้งในตำแหน่งสมัยเมื่อครั้งยังรับราชการเรื่อยมาจนถึงตำแหน่งใน สนช. ยังไม่ปรากฏความโดดเด่นเรื่องการขับเคลื่อนปฏิรูปตำรวจ ที่จะมีน้ำหนักเพียงพอถึงขั้นแต่งตั้งให้มารับหน้าที่สำคัญนี้

“โดยกรรมการแต่ละคนเชี่ยวชาญแต่ละด้าน ถ้าจะเอาตำรวจมาเป็นรัฐธรรมนูญก็ห้ามไว้ ถ้าไม่ใช่ตำรวจมาเป็นก็แพ้ทางตำรวจอีก จึงต้องเอาคนที่ตำรวจแพ้ทาง แต่ไม่ได้จำเป็นต้องเป็นทหาร แต่บังเอิญเราหาผู้ใหญ่ไม่ได้ เพราะหลายคนที่ดีและดังไม่ขอรับตำแหน่ง เพราะรู้ว่างานเร่งรัด” ​วิษณุ เครืองาม ​อธิบาย

ไม่ต่างจากสัดส่วนคณะกรรมการที่มาจากตำรวจทั้ง 15 คน ที่ไม่เคยออกมาแสดงบทบาท วิสัยทัศน์เรื่องการปฏิรูปอย่างชัดเจน ไล่มาตั้งแต่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.อ.ชาญชิต เพียรเลิศ อดีตรอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น จเรตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด พล.ต.อ.บุญชัย ชื่นสุชน อดีตผู้ช่วย ผบ.ตร.

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พล.ต.อ.สุพร พันธุ์เสือ อดีตรอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.สมศักดิ์ แขวงโสภา อดีตผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รอง ผบ.ตร. พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุมประพฤติ ​ พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว อดีต ผช.ผบ.ตร.

โดยรวมสำหรับส่วนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่ใช่ตำรวจ ส่วนหนึ่งมาจากตำแหน่งที่เกี่ยวข้อง ​แต่ก็ไม่ได้มีความโดดเด่นหรือจับงานด้านนี้มาตั้งแต่ต้น อาทิ ​ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)​ สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์​ เบญจวรรณ สร่างนิทร อดีตเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)

ศุภชัย ยาวะประภาษ นายกสมาคมโรงเรียนนายร้อยตำรวจ​ ธานิศ เกศวพิทักษ์ อดีตรองประธานศาลฎีกา เข็มชัย ชุติวงศ์ รองอัยการสูงสุด ​เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ​อมร วาณิชวิวัฒน์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย​ พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

ปัญหาอยู่ที่จากรายชื่อทั้งหมดที่ปรากฏ​กลับไม่มีตัวแทนจากฝั่งคนที่เคยออกมาแสดงความคิดความเห็นเรื่องการปฏิรูปตำรวจ หรือออกมาแฉพฤติกรรมการเรียกรับผลประโยชน์จากการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ มาร่วมนั่งวางกรอบกติกาเพื่อแก้ปัญหา

ทั้ง พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป อดีตประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจหน้าที่ และกระบวนการทำงานของตำรวจ เพื่อประโยชน์ประชาชน ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปช.

รวมทั้ง สังศิต พิริยะรังสรรค์ สปท. ​และวิทยา แก้วภราดัย อดีต สปท. ที่เป็นเรื่องเป็นราวจากการออกมาให้ข้อมูลจนมีสัญญาณขู่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมออกมา​ฟ้องร้อง

ในแง่ความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าปฏิรูปตำรวจ และแก้ปัญหาที่หมักหมมมานานในแวดวงสีกากี จึงยังไม่สะท้อนให้เห็นผ่านรายชื่อกรรมการทั้ง 36 คน กับภารกิจที่จะต้องจัดทำรายละเอียดให้แล้วเสร็จในเวลาที่เหลืออยู่ไม่ถึง
9 เดือนนับจากนี้

ภารกิจหินอย่างการปฏิรูปตำรวจจึงมีแนวโน้มที่จะพายเรือวนอยู่ในอ่างที่ไร้ทิศทางสู่การแก้ปัญหาที่เห็นผลสัมฤทธิ์

 

เมินเก้าอี้สส. เล็งสืบทอดอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กรกฎาคม 2560 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/501491

เมินเก้าอี้สส. เล็งสืบทอดอำนาจ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

วันที่ 4 ก.ค.ปีนี้ถือเป็นวันสำคัญทางการเมืองที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นวันที่ครบ 90 วันภายหลังมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

การครบกำหนด 90 วันในบริบทนี้ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 วางเงื่อนไขไว้ว่าหากสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะรัฐมนตรี และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.ไม่ได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 263 ของรัฐธรรมนูญ

โดย 90 วันที่ว่านี้จะครบในวันที่ 4 ก.ค. ซึ่งหากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวไปแล้วและสมาชิกของแม่น้ำทั้ง 4 สายรายใดยังไม่ได้ลาออก เท่ากับว่าจะหมดสิทธิลงสมัคร สส.ไปโดยปริยาย

จากเงื่อนไขดังกล่าวทำให้เกิดกระแสข่าวท้าทายให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ลงเลือกตั้ง สส.

ทว่าเมื่อดูจากท่าทีของนายกฯ แล้วนั้นมีความเป็นไปได้น้อยที่จะทิ้งตำแหน่งกลางคันเพื่อไปลง สส. เพราะด้วยเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญเปิดทางให้นายกฯ ไม่จำเป็นต้องดำรงตำแหน่ง สส.ก็ได้

พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่จำเป็นต้อง ลาออกเพื่อมาลง สส.แต่อย่างใด เพียงแค่รักษาตัวให้แข็งแรงและรอให้พรรคการเมืองส่งเทียบเชิญ ก็ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ สามารถเข้าไปลุ้นตำแหน่งนายกฯ ได้โดยไม่ต้องออกแรงลงพื้นที่หาเสียง

ผิดกับความเคลื่อนไหวของสมาชิก สปท.ซึ่งมีการทยอยยื่นใบ ลาออกเป็นระยะ ล่าสุดลาออกไปแล้วทั้งหมด 15 คน ทำให้เหลือสมาชิก สปท.จำนวน 177 คน

ตัวเลข 15 คนดูเหมือนจะเป็นจำนวนที่มาก แต่ถ้าล้วงลงไปในรายชื่อจะพบว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่ได้คึกคักมากนัก เนื่องจากสมาชิก สปท. ที่ลาออกนั้นส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองที่มีพรรคการเมืองสังกัดอยู่แล้ว เช่น นิกร จำนง สุชน ชาลีเครือ วิทยา แก้วภราดัย เป็นต้น

กลุ่มคนเหล่านี้เป็นแถวหน้าของพรรคการเมืองที่ตัวเองอาศัยและต้องเตรียมตัวลงเลือกตั้งในอนาคต หากกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับมีผลบังคับใช้

ตรงกันข้ามกับกลุ่มคนหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาสู่แวดวงอำนาจทางการเมืองทั้งสมาชิก สปท.และ สนช.กลับไม่ได้ลาออก เพื่อแต่งตัวเตรียมลง สส.มากนัก

ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะเวที สส.ไม่ได้น่าสนใจเหมือนในอดีต

พลิกไปดูรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งก็จะพบคำตอบว่าเหตุใดทำไมการลงเลือกตั้ง สส.ถึงไม่ได้เป็นชิ้นปลามันที่ต้องต่างรุมแย่งกันเหมือนเมื่อก่อน

1.การตรวจสอบนักการเมือง เข้มข้นมากขึ้น อย่างที่ทราบกันดีว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ตีกรอบการทำงานของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้มากมาย โดยเฉพาะคุณสมบัติของนักการเมืองที่สูงขึ้น รวมไปถึงการให้อำนาจกับองค์กรอิสระในการเข้ามาตรวจสอบนักการเมือง จึงทำให้การขยับตัวของคนเป็น สส.ลำบากมากขึ้น

2.การคุมเข้มพรรคการเมือง ปัจจุบันร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่อยู่ในระหว่าง การแก้ไขของคณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่าย ได้แก่ สนช. คณะกรรมการการเลือกตั้ง และ กรธ. ได้กำหนดให้มีการเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อคัดเลือกผู้สมัคร สส.ของพรรคการเมือง หรือการทำ ไพรมารีโหวต

ต้องไม่ลืมว่าการทำไพรมารีโหวตที่บัญญัติไว้ในร่างกฎหมายพรรคการเมืองมีกระบวนการที่ค่อนข้างละเอียด เช่น การให้สมาชิกพรรคต้องมาทำการเลือกผู้สมัคร หรือถ้าในเขตเลือกตั้งใดพรรคการเมืองนั้นไม่ได้ทำไพรมารีโหวต พรรคการเมืองดังกล่าวก็จะไม่สามารถส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง สส.ในเขตเลือกตั้งนั้นได้

ไพรมารีโหวตแบบนี้ อาจทำให้คนหน้าใหม่ที่ไม่ลงสนามการเมืองมาก่อนอาจมองว่าตัวเองต้องออกแรงเหนื่อยเกินความจำเป็นอย่างการต้องหาเสียงถึงสองครั้ง แบ่งเป็น ครั้งแรกหาเสียงตอนทำไพรมารีโหวต และครั้งที่สองในตอนที่เลือกตั้งจริง

เพียงแค่สองเหตุผลนี้ก็น่าจะเพียงพอที่ทำให้การลงสมัคร สส.ไม่น่าสนใจ จึงมองว่าควรลงสนามอื่นแทน ซึ่งไม่ต้องออกแรงมากเมื่อเทียบกับการเลือกตั้ง สส.

โดยสนามการเมืองที่กำลังจะ ดุเดือดในเร็วๆนี้ คือ การสรรหา สว.จำนวน 250 คน

อำนาจเด็ดขาดในการจะให้ใครเป็น สว.อยู่ในมือ คสช.แต่เพียงฝ่ายเดียว เท่ากับว่า คสช.พอใจใครก็สามารถเลือกคนนั้นมาเป็น สว.ได้ โดยคนที่มาเป็น สว.ไม่ต้องลงแรงอะไรเลย

ไม่เพียงเท่านี้ วุฒิสภาในอนาคตจะมีอำนาจค่อนข้างมาก เช่น การร่วมลงมติเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่ง นายกฯ อำนาจติดตามการปฏิรูปประเทศของ ครม.ชุดใหม่ การเลือกบุคคลมาทำหน้าที่ในองค์กรอิสระ เรียกว่าวุฒิสภายุค 4.0 ประหนึ่ง เป็นฝ่ายค้านกันเลยทีเดียว

นอกเหนือไปจากตำแหน่ง สว.ที่จะเป็นปลายทางน่าสนใจแล้วยังมีเก้าอี้ในตำแหน่งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศจำนวน 11 คณะ คณะละ 14 คนรวมเป็น 154 คนที่ ครม.จะเป็นผู้สรรหาตามร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบจาก สนช.ไปเมื่อไม่นานมานี้ มีอำนาจกำหนดการปฏิรูปประเทศและติดตามตรวจสอบหน่วยงานรัฐที่ไม่ได้ทำตามแผนที่คณะกรรมการปฏิรูปกำหนดไว้

ดังนั้น เก้าอี้ในองค์กรที่ทำหน้าที่สืบทอดอำนาจจึงมีความน่าสนใจและดึงดูดมากกว่าตำแหน่ง สส.ซึ่งเป็นตำแหน่งการเมืองแบบเดิมๆ

อย่าได้แปลกใจว่าทำไมอนาคตตำแหน่งที่มาจากการสรรหาจะ เกิดศึกชิงเก้าอี้ดุเดือดไม่แพ้กับ การเลือกตั้ง

 

นายกฯ คนนอก หวยออกที่ ‘บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2560 เวลา 11:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/501343

นายกฯ คนนอก หวยออกที่ ‘บิ๊กตู่’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสสนับสนุน และเสียงเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัยกำลังดังขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เจ้าตัวยังรักษาอาการแบ่งรับแบ่งสู้กับอนาคตทางการเมืองที่ต้องรอดูสถานการณ์ในอนาคต​

ความคลุมเครือทำให้บรรดาอดีตนักการเมืองต้องรีบออกมา “ดักคอ” ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศตัวให้ชัดเจน หากต้องการจะเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ขอให้ลาออกมาลงสมัครรับเลือกตั้งตามระบบ และกลไก​ที่ทางรัฐบาล คสช. และแม่น้ำสายต่างๆ ช่วยกันออกแบบเพื่อปฏิรูปการเมือง

อันจะทำให้เป็นเส้นทางสู่อำนาจมีความสง่างามมากกว่ารอเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะยังคงคะแนนความนิยมในระดับสูงสะท้อนผ่านผลสำรวจหลายสำนัก แต่การจะให้เปลี่ยนบทบาทมาเป็นนักการเมืองเต็มตัว คงจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักทั้งในแง่บุคลิก ลักษณะนิสัยส่วนตัว ยังไม่รวมกับเสียงสนับสนุนในพื้นที่ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะออกมาอย่างไร ​

ที่สำคัญด้วยเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้ในกรณีที่ คสช. คณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ถ้าจะลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ต้องลาออกก่อน 90 วันนับแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้​

แต่ด้วยภาระหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีที่ยังมีเรื่องคั่งค้างต้องสานต่อให้สำเร็จ รวมทั้งต้องประคับประคองสถานการณ์ให้เดินหน้าไปตามโรดแมปจนถึงฝั่งฝัน การลาออกมาตอนนี้จึงมีแต่ความสุ่มเสี่ยง

​​​ทางเลือกของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เหลืออยู่เวลานี้จึงหนีไม่​พ้น “นายกรัฐมนตรีคนนอก” สอดรับกับระบบเลือกตั้ง และกลไก​ที่กำหนดมาไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกที่กำลังจะออกมา

เริ่มตั้งแต่ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ทางกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) คิดค้นขึ้นมาใหม่ ประกอบกับสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันทำให้เชื่อว่าจะไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งได้เสียงข้างมาก เพียงพอที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ

ยิ่งในกรณีที่บทเฉพาะกาลกำหนดให้มีเสียง สว. 250 คน​ ซึ่งมีที่มาจาก คสช.​เข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรีตามลิสต์ที่พรรคการเมืองเสนอด้วยแล้ว การจะรวมเสียงให้ได้มากกว่า 375 เสียง จากทั้งหมด 750 เสียง ย่อมเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ

เมื่อเวลานี้สองพรรคใหญ่ทั้งเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ พร้อมใจกันออกมาประสานเสียงไม่อาจล่มหัวจมท้ายจับมือสกัด “ทหาร” อย่างที่มีหลายฝ่ายเคยออกมาทำข้อเสนอ

ดังนั้นต่อให้กรณีพรรคเพื่อไทยซึ่งเคยได้เสียงถล่มทลายในการเลือกตั้งที่ผ่านๆ มา ได้เสียงเป็นกอบเป็นกำในรอบนี้ แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถรวมเสียงสนับสนุนให้ที่ประชุมร่วมระหว่าง สส. สว. ตัดสินใจเลือกรายชื่อบุคคลในลิสต์ของแต่ละพรรคการเมืองได้สำเร็จ

สุดท้าย สถานการณ์ย่อมหนีไม่พ้นต้องเดินหน้าไปสู่การขอเสียงในที่ประชุมเพื่อยกเว้นเงื่อนไข เปิดทางให้สามารถเลือกบุคคลที่มาจากภายนอกบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองได้

ไม่เช่นนั้นสถานการณ์ก็จะจมอยู่ในภาวะสุญญากาศ ไม่อาจเดินหน้าต่อไปได้ การเลือกนายกรัฐมนตรีคนนอกย่อมเป็นทางออกที่ดีกว่าปล่อยให้ทุกอย่างถึงทางตัน

เมื่อส่องดูรายชื่อบุคคลที่พอจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนนอกได้ในเวลานี้ ​ยังไม่เห็นใครมีความโดดเด่นเพียงพอจะมาแข่งกับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีความพร้อม ทั้งในฐานะหัวหน้า คสช. และเสียงสนับสนุน

​ดังจะเห็นจากเวลานี้มีทั้ง 250 เสียง ของ สว. ที่ฐานเสียงสำคัญมาร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี อีกด้านหนึ่งยังมี “ตัวช่วย” จาก ​“พรรคทหาร​“ ที่มีกระแสเตรียมก่อตั้ง

ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของอดีตสมาชิก สปท. ที่ทยอยลาออกมาในช่วงนี้กับสัญญาณการเคลื่อนไหวเตรียมผนึกกำลังพรรคขนาดเล็กเพื่อยกระดับเป็นพรรคขนาดกลาง

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะเป็นตัวสนับสนุนภารกิจ สืบทอดอำนาจ ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ยังไม่รวมกับ​พรรคของ ไพบูลย์​ นิติตะวัน อดีต สปช. ที่ประกาศตัวชัดเจนจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

ขณะที่ฝั่งนอกสภา ​สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ก็ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งแกนนำ กปปส.ส่วนที่เหลือได้ประกาศหวนคืนสนามเลือกตั้งในนามประชาธิปัตย์เป็นที่เรียบร้อย

ดังนั้น ในกรณีที่ไม่สามารถเลือกบุคคลจากลิสต์ของตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ โอกาสของ พล.อ.ประยุทธ์ กับเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนนอก จึงดูชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

 

ปฏิรูปคุมสื่อออนไลน์เบ็ดเสร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2560 เวลา 10:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/501290

ปฏิรูปคุมสื่อออนไลน์เบ็ดเสร็จ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติ 144 ต่อ 1 คะแนน เห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน สปท. เรื่อง ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) สำหรับรายงานฉบับดังกล่าวมีข้อเสนอที่สำคัญดังนี้

1.การจัดระบบการเข้าถึงสื่อออนไลน์ หากสามารถทำให้การลงทะเบียนโทรศัพท์มือถือระบุตัวตนได้อย่างถูกต้องแล้ว จะเป็นมาตรการทางจิตวิทยาที่จะช่วยลดปัญหาการใช้สื่อออนไลน์ที่ไม่เหมาะสมหรือผิดกฎหมายได้อย่างมาก

นอกจากนี้ การที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีแผนที่จะใช้ลายนิ้วมือ ใบหน้า ควบคู่กับการลงทะเบียนโทรศัพท์มือถือด้วยบัตรประชาชน โดยจะเริ่มใช้บังคับในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีเหตุการณ์ความขัดแย้งรุนแรงภายในปี 2560 นั้น ควรปรับเปลี่ยนเป็นการใช้บังคับทั่วประเทศ

2.การเปิดเผยข้อมูลพื้นฐานของผู้ครอบครองโทรศัพท์มือถือ เป็นวิธีการปฏิบัติอีกทางหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาการใช้สื่อออนไลน์ที่ไม่เหมาะสมหรือที่ผิดกฎหมาย เพราะหากประชาชนมีสิทธิและสามารถตรวจสอบผู้ครอบครองโทรศัพท์มือถือได้อย่างเปิดเผยภายใต้ขอบเขต ยังเป็นการป้องปรามมิให้ผู้ใช้สื่อออนไลน์กล้ากระทำผิดหรือแสดงออกอย่างไม่เหมาะสม

3.จัดตั้งศูนย์กลางบริหารจัดการข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ เนื่องจากปัจจุบันการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์มือถืออยู่ในความครอบครองของผู้ให้บริการโทรศัพท์ (Operator) และมีลักษณะต่างคนต่างจัดเก็บ เพราะยังไม่มีกฎหมายที่บังคับให้มีหน่วยงานกลางในการกำกับดูแลเหมือนเช่นกรณีของบัตรเครดิต

ดังนั้น กสทช.ควรจะต้องจัดตั้งศูนย์กลางบริหารข้อมูลโทรศัพท์เป็นของตนเอง โดยมีระบบในการควบคุมและรักษาความปลอดภัยในการใช้งาน และกำหนดให้มีการรายงานผลการใช้งานให้กับผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นได้รับทราบ รวมทั้งจะต้องไม่นำไปเปิดเผยให้บุคคลภายนอกได้รับรู้โดยใช้เกณฑ์เดียวกับกฎหมายต่างๆ ที่มีข้อบังคับและบทกำหนดโทษไว้

ขณะที่สมาชิก สปท.ได้ทยอยอภิปราย ซึ่งส่วนใหญ่สนับสนุนรายงานฉบับนี้ แต่ตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีบางมาตรการที่ไปกระทบต่อสิทธิมนุษยชน

กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. กล่าวว่า ปัญหาของไทยคือไม่มีระบบปฏิบัติการหรือเซิร์ฟเวอร์เป็นของตัวเอง การที่ไทยจะไปเจรจากับบริษัท กูเกิล หรือแอปเปิ้ล ต้องยอมรับว่าเป็นไปได้ลำบากเพราะอำนาจต่อรองของประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสายตาของพวกเขา ดังนั้นเราต้องสร้างเครือข่ายเพื่อสร้างความร่วมมือให้มากขึ้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับความร่วมมือจากเอกชน เพราะถ้าให้หน่วยงานรัฐดำเนินการฝ่ายเดียว มันจะเหมือนกับการขี่ช้างจับตั๊กแตน

“ผมอยากให้ทบทวนทั้งหมด เพราะผมอ่านเอกสารแล้ว ผมจับไม่ได้ว่าหัวใจของเรื่องจริงๆ นั้นจะแก้ไขปัญหาการใช้สื่อโซเชียลมีเดียอย่างไร” กษิต ระบุ

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิก สปท. อภิปรายว่า การนำมาตรการขึ้นทะเบียนโทรศัพท์มือถือแบบที่ดำเนินการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาบังคับใช้ทั่วประเทศ จะเหมาะสมหรือไม่ เพราะเพียงการให้แสดงบัตรประชาชนก็น่าจะเพียงพอแล้ว จึงคิดว่าหากนำมาตรการนี้มาบังคับใช้ทั้งประเทศจะขัดต่อสิทธิมนุษยชนหรือไม่อย่างไร

“การตั้งศูนย์กลางคิดว่าเป็นข้อเสนอที่อาจเหมือนการขี่ช้างจับตั๊กแตน เพราะปัจจุบันผู้ให้บริหารได้มีการให้ผู้ใช้ทำการลงทะเบียนและมีการควบคุมผู้ใช้อยู่แล้ว หากให้ กสทช.ตั้งศูนย์ขึ้นมาอีก จะต้องใช้คนและเครื่องมือจำนวนมาก จนทำให้ไม่แน่ใจว่าจะเกิดประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่” พล.อ.เลิศรัตน์ ท้วงติง

ด้าน พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองประธานคณะกรรมาธิการฯ ชี้แจงว่า วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลางในการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ คือการแสดงตัวตนของผู้ใช้โทรศัพท์ให้เป็นข้อมูลไว้ โดยไม่ได้ให้เป็นข้อมูลสาธารณะที่จะทำให้บุคคลใดก็ได้เข้ามาตรวจสอบ แต่เป็นการเสนอให้ กสทช.ต้องกำหนดให้มีการลงทะเบียนทั้ง ซิมการ์ดและหมายเลขเครื่องในโทรศัพท์ เพื่อให้มีการควบคุมเท่านั้น

 

เลื่อนเลือกตั้ง 2561 โอกาสที่เป็นไปได้ยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/501079

เลื่อนเลือกตั้ง 2561 โอกาสที่เป็นไปได้ยาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณหลายอย่างสร้างความไม่มั่นใจถึงขั้นทำให้เกิดปรากฏการณ์ออกมาดักคอ ไม่เชื่อว่าจะยังมีการเลือกตั้งในปี 2561 ตามเส้นทางที่กำหนดไว้ในโรดแมป

ล่าสุด นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศชัด “ถ้าให้ผมฟันธง เลิกคิดเลย เพราะเห็นได้จากความขัดแย้งของ กรธ.และ สนช.ในการตั้งกรรมาธิการร่วม ทำกฎหมายลูก …ดูแล้วการเลือกตั้งยังอยู่อีกไกล หากจะยืดเวลาเลือกตั้งออกไปมีทางเดียวคือคว่ำกฎหมายลูก”​

ถึงขั้นที่ ​วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ต้องรีบออกมาสกัดกระแสไม่ให้ลุกลามบานปลาย ชี้แจงว่า ปมขัดแย้งเรื่องไพรมารีโหวตในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่ยังมีความเห็นแตกต่างกัน​นั้น เชื่อว่าสุดท้ายจะต้องจบเพราะมีตารางเวลาล็อกไว้แล้ว แต่จะจบด้วยดีหรือไม่นั้นไม่ทราบ

ไม่ต่างจาก พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ระบุว่าขออย่ากังวลว่า​จะมีการคว่ำร่างกฎหมายเพื่อเลื่อนวัน เลือกตั้ง การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญยังอยู่ในกรอบเวลาและอย่ามองว่าความเห็นต่างคือความขัดแย้ง เพราะ กรธ.และ สนช.ไม่เคยทะเลาะกัน

ในสถานการณ์เช่นนี้ หากพิจารณาอย่างรอบด้านแล้วการเลื่อนการเลือกตั้งคงเป็นไปได้ยาก

ประการแรก เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ออกมาประกาศชัดเจนว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2561 เมื่อครั้งที่ เสกสรรค์ ประเสิรฐกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ​ออกมาระบุว่า รัฐบาลทหารจะอยู่บริหารยาวประเทศถึง 10 ปี

คำประกาศดังกล่าวจึงเป็นเหมือน “สัญญาประชาคม” ที่หากจะบิดพลิ้ว ไม่ปฏิบัติตามย่อมมีแต่จะสร้างผลเสียหาย โดยเฉพาะกับความเชื่อมั่นที่มีต่อ คสช. ตอกย้ำกระแสโจมตีเรื่องการ “สืบทอดอำนาจ” ให้ดูชัดเจนขึ้น

ดีไม่ดีจะกลายเป็นชนวนทำให้ต่างชาติขาดความเชื่อมั่นและกระทบไปถึงการค้า การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศที่ดีขึ้นตามลำดับหลังจากรัฐประหาร

ประการที่สอง ในแง่ปมความขัดแย้งเรื่อง ไพรมารีโหวต ที่ห่วงว่าจะเป็นข้ออ้างเรื่องความไม่พร้อมจนเป็นเหตุให้ต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปนั้น ในทางปฏิบัติแล้ว มีการกำหนดช่องทางให้เดินได้ระดับหนึ่งเมื่อเกิดความเห็นขัดแย้งด้วยการตั้งกรรมาธิการ่วมกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ สนช.และ กกต.

อีกทั้งท่าทีที่ปรากฏเวลานี้แต่ละฝ่ายก็พอจะเห็นปัญหาในเนื้อหาที่เกิดขึ้นและพร้อมจะเดินหน้าแก้ไขเพื่อให้ทุกอย่างสามารถเดินหน้าไปตามระบบได้ต่อไป เพื่อยุติความขัดแย้งไม่ให้ลุกลามไปจนเกิดสภาพสุญญากาศ

สอดรับกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าปมความขัดแย้งเรื่องไพรมารีโหวตนั้น ปลายทางคงไม่ถึงขั้นเป็นเหตุให้ต้องเลื่อนการเลือกตั้ง แต่อาจหวังเพียงแค่ใช้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นถ่วงเวลาการประกาศใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองออกไป

หวังว่าจะใช้เป็นข้ออ้างยื้อเวลาออกไปให้นานที่สุด ไม่ให้พรรคการเมืองออกมาเรียกร้องขอดำเนินกิจกรรมทางการเมืองหลังจากมีความพยายามมาหลายระลอกตั้งแต่ก่อนลงประชามติรัฐธรรมนูญ ด้วยการให้ความหวังว่าจะเปิดให้เคลื่อนไหวได้ก็ต่อเมื่อ พ.ร.บ.พรรคการเมืองเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ประการที่สาม สถานการณ์บ้านเมืองเวลานี้ก็อยู่ในภาวะสงบสุขไม่มีเหตุบึ้มเหตุวุ่นวายจนเพียงพอที่จะเป็นข้ออ้างให้ต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปโดยเฉพาะหลังจากการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยก่อเหตุระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าและอีกหลายจุดในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้แล้วและยังไม่มีเหตุวุ่นวายใหม่ๆ เกิดขึ้น

ประการที่สี่ ​คะแนนนิยมของ คสช.ที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ จากปัญหาการบริหารงานที่ไม่เข้าตาประชาชนแถมยังมีแรงเสียดทานจากสภาพเศรษฐกิจที่ยังปลุกไม่ขึ้น แม้จะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบบหลายระลอก และความพยายามปลุกปั้นเมกะโปรเจกต์หลายโครงการ

หากยิ่งอยู่ในตำแหน่งนานเท่าไหร่ยิ่งมีแต่จะฉุดคะแนนนิยม และความเชื่อมั่นมากขึ้น อันจะกระทบต่อไปถึงผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นต่อไปยิ่งในเวลานี้ผลสำรวจหลายสำนักชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าคะแนนนิยมของ คสช. และ พล.อ.ประยุทธ์ ดูจะมาแรงแซงกลุ่มการเมืองในอดีตหลายเท่าตัว

ดังนั้น การรีบเลือกตั้งย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่าปล่อยให้คะแนนนิยมถูกกัดเซาะไปเรื่อยๆ ยังไม่รวมการสะดุดขาตัวเองหรือเกิดอุบัติเหตุให้ลงจากอำนาจแบบไม่คาดคิด

ประการสำคัญคือเรื่องความเชื่อมั่นที่มีต่อ คสช. การไปล้มแผนเลือกตั้งโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรย่อมทำลายความเชื่อมั่นที่พยายามทำมาให้หมดไป และสร้างปัญหาใหม่กลับมาเป็นแรงเสียดทานหนักขึ้น

ดังท่าที​ของสหรัฐอเมริกาที่เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น จากเดิมเคยประกาศตัดความร่วมมือและการสนับสนุนทางการทหารกับไทยตั้งแต่หลังรัฐประหาร ก่อนจะดีขึ้นและล่าสุด​​ได้อนุมัติ การจัดซื้อเครื่องแบล็กฮอว์ก 4 เครื่อง ตามการจัดสรรงบประมาณ ปี 2560-2562 จากก่อนหน้านี้ที่แผนการจัดซื้อต้องชะงักเพราะรัฐประหาร

​การเลื่อนการเลือกตั้งจึงเป็นไปได้ยากในสถานการณ์เช่นนี้

 

เซตซีโร่ กสม. สอดรับหลักสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/500796

เซตซีโร่ กสม. สอดรับหลักสากล

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา สภานิติ บัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน พ.ศ. …ตามที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. เป็นผู้เสนอ

มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ได้ชี้แจงหลักการและเหตุผลว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 130 อนุมาตรา 10 มาตรา 246 มาตรา 247 และมาตรา 267 บัญญัติให้มีการตรา พ.ร.บ.ดังกล่าว เพื่อกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม การสรรหาและพ้นจากตำแหน่ง หน้าที่ และอำนาจ ตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่ของ กสม.ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อบรรลุตามเป้าหมาย

“การดำเนินการดังกล่าวมีความจำเป็นต้องกระทบและจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลบางประการให้เท่าที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ให้สอดคล้องกับหลักสากลต่อกระบวนการได้มาของ กสม.ที่ต้องมาจากความหลากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จึงจำเป็นต้องตรา พ.ร.บ.ดังกล่าว โดยยึดหลัก 2 ประการ 1.บัญญัติในรัฐธรรมนูญไทย และ 2.หลักการสำคัญที่กำหนดไว้ในหลักการปารีส ซึ่งไทยเป็นภาคีอยู่ ดังนั้น ร่างนี้จะนำหลักการดังกล่าวมาผนวกเอาไว้ให้เป็นที่ยอมรับจากนานาชาติ”

จากนั้นได้เปิดให้สมาชิกอภิปรายพร้อมตั้งข้อสังเกต อาทิ พล.ร.อ.วัลลภ เกิดผล สมาชิก สนช. ระบุว่า อยากทราบเหตุผลและเจตนารมณ์ของ กรธ.ทั้งร่าง พ.ร.ป.กกต. และ พ.ร.ป.ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้กำหนดบทเฉพาะกาลให้คณะกรรมการอยู่หรือไป ให้เป็นไปตามคุณสมบัติที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ แต่เหตุใด กสม.ชุดปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ

ทั้งนี้ ที่มาของ กสม.ชุดปัจจุบันมาจากรัฐธรรมนูญ 2550 จึงอยากถามว่า กสม.เป็นองค์กรอิสระหรือไม่ และจะมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญในการคัดสรรเป็นคณะกรรมการหรือไม่ และมาตรา 24 กำหนดว่า ระหว่างดำรงตำแหน่งกรรมการต้องไม่รับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคล นิติบุคคล หรือองค์การ ซึ่งสรุปได้ว่าเป็นองค์กรไม่ใช่รัฐหรือเอกชนระหว่างประเทศด้วย

“แต่วรรคสองกำหนดว่าไม่ใช้บังคับกับกรรมการได้รับเชิญจากองค์การระหว่างประเทศในการประชุมสัมมนาต่างประเทศ โดยผู้เชิญเป็นคนออกค่าใช้จ่าย คำถาม องค์การระหว่างประเทศที่พูดถึงรวมถึงองค์กรที่เป็นของรัฐหรือเอกชน และเท่าที่ดูร่าง พ.ร.บ.นี้ ไม่มีภูมิคุ้มกันให้กับ กสม.”

ขณะที่ เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิก สนช. มองว่า มาตรา 24 ระหว่างดำรงตำแหน่งต้องไม่รับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด องค์การหรือนิติบุคคลที่มีรายได้หลักจากทุนหรือเงินอุดหนุนต่างประเทศ แต่วรรคหนึ่งไม่ใช่บังคับในกรณีที่กรรมการได้รับเชิญจากองค์การระหว่างประเทศ หรือหน่วยงานรัฐบาลในต่างประเทศ ให้ไปประชุมหรือสัมมนา โดยผู้เชิญออกค่าใช้จ่ายให้ ทั้งนี้ เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการแล้ว แต่กฎหมายดังกล่าว กสม.ต้องทำงานกับต่างประเทศ จึงต้องมีการประชุมทั้งภาครัฐและเอกชน

“เมื่อ กรธ.เขียนกำหนด โดยเฉพาะคำว่า ‘ประโยชน์อื่นใด’ ผมตีความว่า เบี้ยประชุม หรือรับเลี้ยงอาหารสักมื้อก็รับไม่ได้ จึงคิดว่าถ้าไม่รับเงินหรือทรัพย์สินเห็นด้วย และคิดว่าการเขียนขึ้นเพราะกลัวการแทรกแซง กลัว กสม.ไม่เป็นกลาง อิสระ จึงอยากให้เปลี่ยนคำดังกล่าวเป็น ‘ประโยชน์ทับซ้อน’ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ กรธ.มากกว่า”

มีชัย ชี้แจงว่า บทเฉพาะกาลระหว่างผู้ตรวจฯ กับ กสม.ที่แตกต่างกันนั้น เพราะองค์กรอิสระแต่ละชุดมีปัญหาแตกต่าง เวลาทำบทเฉพาะกาลก็ทำตามความจำเป็นแต่ละคณะ โดยหลัก กรธ.ยึดว่า คณะกรรมการองค์กรอิสระที่มีอยู่ในปัจจุบัน ถ้ามีคุณสมบัติครบถ้วนให้อยู่ต่อไป เว้นแต่ละองค์กรใดมีกรณีพิเศษอาจจะเขียนแตกต่างออกไป

“สำหรับ กสม.เหตุจำเป็นแตกต่าง เพราะ กสม.ไทยในสายตานานาชาติ ถูกลดเกรดลงตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากกระบวนการสรรหาไม่เปิดกว้าง ไม่มีกฎเกณฑ์ชัดเจน หรือเปิดให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมตามกติกาปารีส แม้ชุดปัจจุบันจะมีคุณสมบัติดีอย่างไร ก็ไม่มีวันพิจารณาเปลี่ยนไป เพราะมาจากกฎหมายเดิม ทางเดียวทำได้ คือ สรรหาใหม่ให้ถูกต้องตามกระบวนการ”

นอกจากนี้ กสม.ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้เป็นองค์กรอิสระ แต่รัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ กสม. ถือว่าเป็นองค์กรอิสระ ตั้งแต่วันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ หากจะกลับมาสมัครใหม่ ทัศนะ กรธ.เห็นว่าเป็นองค์กรอิสระ แต่ไม่ใช่ผู้วินิจฉัย ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับศาลรัฐธรรมนูญในวันข้างหน้า

ส่วนมาตรา 22 ทำไมต้องตั้งให้ครบ 7 คนนั้น เพื่อให้ครบและทำงานเต็มที่ และยอมให้รับเงินการเชิญได้ ถ้าเป็นทางการและออกเงินให้ ขณะเดียวกัน ที่มองว่าไม่มีภูมิคุ้มกันซึ่งตามหลักกฎหมายไทย ยืนยันเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำตามหน้าที่โดยสุจริต ได้รับความคุ้มกันแม้จะไม่ได้เขียนไว้ในกฎหมายทุกฉบับ

อย่างไรก็ดี ที่ประชุม สนช.มีมติ 190 คะแนน รับหลักการในวาระที่ 1 พร้อมกับตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ  จำนวน 24 คน มาพิจารณารายละเอียด โดยกำหนดเวลาการทำงานให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน ก่อนส่งกลับให้ที่ประชุม สนช.เห็นชอบอีกครั้ง