กฎหมายดีมีคุณภาพ ต้องเปิดรับฟังทุกเสียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มิถุนายน 2560 เวลา 10:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/500731

กฎหมายดีมีคุณภาพ ต้องเปิดรับฟังทุกเสียง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเวทีเสวนาวิชาการ “การวิเคราะห์ผลกระทบในการออกกฎหมาย (Regulatory Impact Assessment-RIA) : กับกรณีการออกกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 77” ณ ห้องประชุมสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมา

พงษ์สวาท กายอรุณสุทธิ์ ตัวแทนจากคณะกรรมการกฤษฎีกา อธิบายว่า มาตรา 77 เป็นหนึ่งในการตรากฎหมายเพื่อเอามาใช้บังคับทั่วราชอาณาจักร ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่บรรจุในรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะยึดถือปฏิบัติมาตลอด แต่ไม่ได้เป็นรูปธรรม ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2475

ทั้งนี้ ถ้าวิเคราะห์การออกกฎหมาย หากย้อนกลับไปดูในอดีตก็มีการเชิญหน่วยงานเข้ามาให้ความเห็น บางเรื่องมีการคืนคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะกฎหมายออกไม่ได้ เนื่องจากมีผลกระทบต่อการบังคับใช้ ซึ่งในการรับฟังความเห็นมันยังกระจัดกระจาย และรัฐธรรมนูญ 2560 ถ้าไม่ฟังจะเกิดผลกระทบต่อประเทศ

“เพราะกฎหมายไทยมี 1,000 ฉบับ และกฤษฎีกาหมื่นฉบับ จึงมีการบรรจุในมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อทุกคนอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายและก่อเกิดมาตรฐานเดียวกัน ทั้งนี้ มาตรา 77 มีสามวรรค จึงอยากให้ดูวรรคท้ายของรัฐธรรมนูญ ได้พูด 5 เรื่องสำคัญ เป็นกระบวนการควบคุมเนื้อหากฎหมายหนึ่งฉบับ”

ขณะที่ เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้ความเห็นว่า ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับ RIA มีเพื่อ 2 วัตถุประสงค์ คือ พัฒนากระบวนการออกกฎหมาย และพัฒนาคุณภาพของกฎหมาย อีกทั้งเพื่อให้หน่วยงานออกกฎหมายมีความรับผิดชอบมากขึ้นกับกฎหมายที่ออกมา

อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญคือการให้คนมีส่วนร่วมเพื่อให้กฎหมายออกมามีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับ โดยกระบวนการออกกฎหมายและการทำ RIA ที่ถูกต้องควรใช้เวลาประเมินความจำเป็น และต้องทำ RIA ก่อนมีการร่างกฎหมาย

“การร่างกฎหมายไทยใช้ 90% ไปพูดคุยว่าจะมีกฎหมาย แต่ 10% ค่อยเปิดประตูมารับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งสายเกินไปและเมื่อไม่มีส่วนร่วมของประชาชนก็จะทำให้โครงสร้างผิด  เมื่อเนื้อหาผิดและโยนกฎหมายออกมา คนต่อต้าน แต่ถ้าให้ประชาชนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกฎหมายก็จะไม่เกิดการคัดค้าน เพราะช่วยคิดกันตั้งแต่แรก”

ทั้งนี้ ประเทศที่ประสบความสำเร็จจะมีองค์กรอิสระตรวจสอบว่าผ่านหรือไม่ ซึ่งกระบวนการสำคัญ คือ ความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูล และมีองค์กรที่รับผิดชอบ แต่ประเทศที่ไม่มี RIA แต่ก็สามารถประสบความสำเร็จ อาทิ สิงคโปร์ เพราะให้ความสำคัญกับการรับฟังสาธารณะในการออกกฎหมายอย่างมาก โดยทุกอย่างอยู่ในเว็บไซต์ เปิดเผย โปร่งใสมาก ต่างจากไทยอ่านร่างกฎหมายไม่ได้

อย่างไรก็ดี ปัจจัยความสำเร็จของต่างประเทศ คือ มีเป้าหมายปรับปรุงกฎหมายชัดเจน เอาคนรู้เรื่องมาทำไม่ใช่เฉพาะนักกฎหมาย และมีหน่วยงานที่ตรวจสอบ RIA เพราะเมื่อดูการจัดทำ RIA 55 ฉบับของไทย มีเพียงการอธิบายปัญหา ประเมินผลประโยชน์ในเชิงคุณภาพ และสรุปข้อคิดเห็นจากการประชุม ส่วนการวิเคราะห์ทางเลือก ประเมินผลกระทบเชิงปริมาณ การทำ Cost-Benefit และประเมินต้นทุนในเชิงคุณภาพนั้นไม่มีเลย

ด้าน คณพล จันทน์หอม อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า RIA คือกระบวนการอย่างหนึ่งก่อนตรากฎหมาย ซึ่งหัวใจหลักมี 2 ประการ 1.ต้องวิเคราะห์ผลกระทบเชิงบวกและลบในเชิงลึก 2.จะต้องมีการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างถ้วนทั่ว ทั้งผู้มีส่วนได้เสียและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นกฎหมายออกมานั้นดีที่สุด ใช้งานได้สมวัตถุประสงค์

ส่วนตัวตั้งข้อสังเกตการทำ RIA ในต่างประเทศ 5 ประการ 1.วิเคราะห์ผลกระทบโดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ หรือที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย 2.ปรับปรุงตรวจสอบเพื่อให้เกิดความคงเส้นคงวาและเกิดคุณภาพ สร้างหน่วยงานเข้มแข็งควบคุมคัดค้านโต้แย้งร่างกฎหมาย จำเป็นต้องมีหน่วยงานบุคคลอื่นเข้าตรวจสอบ รวมทั้งรายงานผลการปฏิบัติโดยผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เรื่อยๆ

3.บางประเทศมีกลยุทธ์ดีๆ จะออกกฎหมายหนึ่งฉบับต้องยกเลิกสองฉบับ เพื่อวิเคราะห์ว่าจำเป็นจริงๆ มีหน่วยงานทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับผู้ดูแลควบคุมทางเทคนิค 4.ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียต้องเข้ามาเกี่ยวข้องทุกขั้นตอน เพื่อแนะนำในการแก้ไขปัญหา

ทว่าข้อพึงระวังผู้รับฟังความคิดเห็นจะต้องไม่มีอคติ เข้าถึงง่าย โดยเฉพาะเรื่องเนื้อหา เพื่อความเข้าใจสาระสำคัญของการแก้หรือไม่แก้ไขกฎหมาย ควรให้มีการแสดงความเห็นทุกประเด็นด้วยการแยกให้เห็น และ 5.บางประเทศกฎหมายนั้นรวมไปถึงทุกฉบับ อาทิ กฎกระทรวง ต้องทำ RIA ด้วย หากทำเรื่องเหล่านี้ได้ก็จะทำให้ประเทศประสบความสำเร็จในหลายด้าน

 

พรรคทหาร เกิดยาก!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มิถุนายน 2560 เวลา 10:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/500728

พรรคทหาร เกิดยาก!!!

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสข่าวการเตรียมจัดตั้ง “พรรคทหาร” วนกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังเกิดปรากฏการณ์สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ทยอยลาออกเพื่อเตรียมตัวลงสนามเลือกตั้งในปี 2561

ชัดเจนเมื่อ ​​สมพงษ์ สระกวีอดีต สปท. ระบุว่า ลาออกจากการเป็นสมาชิก สปท.เพื่อเตรียมตัวลงเลือกตั้ง ซึ่งไม่ใช่ในนามพรรคเพื่อไทย แต่​เป็นพรรคการเมืองขนาดเล็กที่จดทะเบียนอยู่เดิมร่วมกับ พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร สปท.การเมือง และ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล สปท.สายการปกครองท้องถิ่น

ทั้งนี้ อยากเริ่มต้นไปพัฒนาปฏิรูปพรรคการเมืองขนาดเล็ก ขณะนี้กำลังชักชวนพรรคเล็กอีก 2 พรรค ให้มารวมตัวเป็นพรรคใหม่ เพื่อช่วยกันหาสมาชิกพรรค ลดภาระความยุ่งยากเรื่องการหาสมาชิกพรรคและการตั้งสาขาพรรคประจำหน่วยเลือกตั้งต่างๆ ให้ครบจำนวนตามที่กำหนดไว้ในระบบไพรมารีโหวต

“พรรคเล็กที่จะมารวมตัวกันไม่ใช่พรรคตัวแทนทหาร แต่มีทหารบางส่วนมาร่วมด้วยเท่านั้น และหากทหารตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาจริงๆ พรรคเล็กก็พร้อมเป็นพันธมิตรกับพรรคทหาร”

จิ๊กซอว์ตัวสำคัญอยู่ที่ ​พล.อ.ธวัชชัย ในฐานะเพื่อนร่วมรุ่น ตท.​12 กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ได้รับความไว้วางใจให้ทำงานสำคัญหลายเรื่องหลังรัฐประหาร

แม้สุดท้าย ​พล.อ.ธวัชชัย ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้จะไปสมัครร่วมกับพรรคการเมืองขนาดเล็กเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยไม่อยากเล่นการเมือง เพราะไม่ได้มีการปฏิรูป แต่ก็ไม่ทำให้กระแสเรื่องนี้หายไป

เมื่อ​ พ.อ.สุชาติ ออกมาเปิดเผยแนวคิดเรื่องการปลุกปั้นรวมพรรคขนาดเล็กเข้าด้วยกันเพื่อเป็นพรรคขนาดใหญ่ เพื่อเป็นทางเลือก

ส่วนจะรวมพรรคใดบ้างนั้น ก็ต้องดูว่าพรรคใดขนาดเล็กบ้าง เช่น พรรคมาตุภูมิของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้นำ คมช. พรรคทวงคืนผืนป่าแห่งประเทศไทย ของ​ ดำรงค์ พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติและพรรคของ พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวช ที่กำลังจะตั้ง โดยมี สมพงษ์ เป็นคนประสานงาน

แน่นอนว่าด้วยกลไกตามรัฐธรรมนูญ 2560 มีข้อจำกัดค่อนข้างมากที่ไม่เอื้อให้กับพรรคขนาดเล็กได้มีโอกาสแจ้งเกิดในสนามการเมืองรอบนี้

ทั้งเรื่อง การจัดตั้งและจดทะเบียนพรรคการเมือง โดยคณะผู้เริ่มจัดตั้งพรรคไม่น้อยกว่า 15 คน เพื่อเข้ายื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จากนั้นให้ผู้ริเริ่มหาสมาชิกผู้ริเริ่มก่อตั้งพรรค ให้ได้ไม่น้อยกว่า 500 คน ภายใน 180 วัน มาจนถึงเรื่อง“ไพรมารีโหวต” ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนเวลานี้

ยังไม่รวมกับเรื่องเสียงสนับสนุนในแต่ละพื้นที่ ที่ไม่ใช่เรื่องง่ายกับการต้องไปแข่งขันกับพรรคขนาดใหญ่ ซึ่งมีฐานเสียงเข้มแข็ง ยิ่งในระบบการเลือกตั้งใหม่ที่ใช้เสียง สส.เขต มาคำนวณ สส.บัญชีรายชื่อ

การรวมพรรคเล็กเพื่อยกระดับเป็นพรรคขนาดกลางจึงอาจเป็นทางเลือกที่ดูจะเป็นไปได้มากกว่า สำหรับ “พรรคทหาร” ที่จะเป็นหนึ่งในกลไกช่วยสนับสนุน​เส้นทางการเมืองให้กับ คสช. ปัจจุบันหากตัดสินใจจะคิดอ่านลงสนามการเมืองรอบนี้

ในจังหวะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาแบ่งรับแบ่งสู้ขอรอดูสถานการณ์ในอนาคต ก่อนจะตัดสินใจว่าจะลงสู่สนามการเมืองหรือไม่อย่างไร ยิ่งปลุกให้กระแสข่าวเรื่องพรรคทหารกลับมาเริ่มขยับ

จากมุมของ คสช. พรรคทหาร ย่อมถือเป็นตัวช่วยที่สำคัญ หากจะเดินหน้าก้าวสู่ถนนการเมืองต่อไปไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใด​ ทั้งในกรณีนี้ปกติลงสมัครรับเลือกตั้ง และรอเสียงรัฐสภาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนนอก ที่จำเป็นต้องมีเสียง สส.ร่วมสนับสนุน

ทั้งกรณีเลือกนายกรัฐมนตรี ที่นอกจาก ​สว.250 เสียง แล้วยังต้องใช้เสียง สส.ร่วมโหวตเพื่อให้ได้เสียง 375 เสียง ท่ามกลางการปลุกกระแสจับมือพรรคการเมืองสกัดการสืบทอดอำนาจ

อีกด้านแม้จะได้รับเลือกมาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว หากไม่มีเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎร ย่อมทำให้เกิดสภาพขาลอยไม่มีเสียงสนับสนุน จนเกิดสภาพง่อนแง่นขาดเสถียรภาพ ​ซึ่งจะมีปัญหาในการ
ผลักดันกฎหมายสำคัญให้ผ่านความเห็นของสภา

ยิ่งในสถานการณ์ที่ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนจากหลายสำนักเห็นด้วยกับแนวคิดการตั้งพรรคของ คสช. เพื่อสานต่อการปฏิรูปและขับเคลื่อนงานที่ริเริ่มไปแล้วให้สำเร็จลุล่วง

ทว่า ในทางปฏิบัติการตั้งพรรคการเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย​ด้วยกลไกใหม่ที่จะต้องมีกลไกสาขาพรรคในแต่ละพื้นที่ ไม่ต่างจากแนวคิดเรื่องการควบรวมพรรคขนาดเล็กผนึกกำลังเป็นพรรคขนาดกลาง ดังจะเห็นจากบทเรียนในอดีตที่ผ่านมาหลายต่อหลายรอบ

 

ประยุทธ์ อุบไต๋ รอจังหวะนายกฯคนนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2560 เวลา 10:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/500482

ประยุทธ์ อุบไต๋ รอจังหวะนายกฯคนนอก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“อย่ามากังวลกับผมว่าผมจะอยู่ต่อหรือเปล่า หรือตั้งพรรคการเมืองหรือเปล่า แต่จะทำวันนี้ให้ผ่านไปก่อน สถานการณ์จะเป็นตัวชี้ชัดต่อไปเอง ว่าเราควรจะทำอย่างไรในอนาคต โดยเราจะต้องคาดหวังแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่ทำได้ ทำสำเร็จ อย่าไปคิดว่าจะต้องทำโน่นทำนี่ให้สมาธิเสีย วันหน้าก็อยู่ที่ประชาชนนั่นแหละ”​

สัญญาณล่าสุดจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ กับการแบ่งรับแบ่งสู้อนาคตทางการเมือง ซึ่งหลายฝ่ายจับจ้องว่าจะกระโดดสู่สนามการเมืองแบบเต็มตัวในการเลือกตั้ง​ปี 2561 หรือไม่

หลังจากผลสำรวจล่าสุดของนิด้าโพล ระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 53.52% เห็นด้วยกับการ “จัดตั้งพรรคใหม่ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนรัฐบาลชุดปัจจุบัน” เพราะต้องการเห็นทางออกใหม่ๆ ที่ช่วยลดความขัดแย้งและความวุ่นวายทางการเมือง

​รวมทั้งหากเข้ามาอย่างถูกต้องประชาชนก็ไม่ได้ติดขัดประการใด หากมีพรรคที่สนับสนุนรัฐบาลชุดปัจจุบันก็จะได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาของประเทศ และสานต่อนโยบายต่างๆ ที่ได้ทำไว้แล้ว และเป็นการสนับสนุนให้รัฐบาลชุดปัจจุบันได้บริหารประเทศต่อไป

ทิ้งห่างจากประชาชน 31.28% ที่ไม่เห็นด้วย ​เพราะเป็นการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งในปัจจุบันการบริหารประเทศ มีหลายอย่างที่ยังแก้ไขได้ไม่ดี โดยเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจของประเทศ ปากท้องของประชาชน

หากยังได้รัฐบาลชุดเดิม ประเทศชาติอาจจะไม่ก้าวหน้า ประชาชนถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพในบางเรื่อง ทำได้ไม่เต็มที่ ควรจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ และเลือกนักการเมืองที่เก่งและมีประสบการณ์ในการบริหารประเทศเข้ามาแทน

สอดรับไปกับ “กองหนุน” อย่าง ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)​ ที่ประกาศเตรียมตั้งพรรค “ประชาชนปฏิรูป” พร้อมประกาศจุดยืนชัดเจนเตรียมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

เช่นเดียวกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ที่ออกตัวหนุน พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาสานต่อการปฏิรูป ขับเคลื่อนงานที่ยังคั่งค้างแต่ละด้านให้สำเร็จลุล่วงไม่ต้องเสียของอย่างน่าเสียดาย

ในจังหวะเดียวกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาหยั่งกระแสสังคมด้วยการตั้ง 4 คำถาม กับประชาชนทั่วไป ทั้งข้อ 3 ที่ระบุว่า การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งอย่างเดียวที่ไม่คำนึงถึงอนาคตของประเทศ และเรื่องอื่นๆ เช่น ประเทศชาติจะมียุทธศาสตร์และการปฏิรูปหรือไม่นั้น ถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง

และ 4.ท่านคิดว่ากลุ่มนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณี ควรจะมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่ หากเข้ามาได้อีก เกิดปัญหาซ้ำอีก แล้วจะให้ใครแก้ไข และแก้ไขด้วยวิธีอะไร

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ระบบ “ไพรมารีโหวต” ที่ทาง กมธ.สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปรับเพิ่มความเข้มข้นจากร่างของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจนห่วงว่าทำให้เกิดความวุ่นวายในการเลือกตั้งและสร้างความอ่อนแอให้กับพรรคการเมือง

ขณะที่ระบบการเลือกตั้งใหม่ที่วางกลไกในบทเฉพาะกาลให้ สว. 250 คน ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของ คสช. มีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรี ยิ่งตอกย้ำเส้นทาง “นายกรัฐมนตรีคนนอก”

ปัญหาอยู่ที่เวลานี้เริ่มมีการเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศตัวให้ชัดเจน หากต้องการเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ควรลงแข่งขันในสนามการเมืองตามกลไกปกติ ไม่ใช่รอกลไกพิเศษ

การออกมา “แทงกั๊ก” ของ พล.อ.ประยุทธ์ เวลานี้ จึงเป็นเหมือนสูตรสำเร็จที่นักการเมืองใช้กันมาตามปกติ ไม่จำเป็นต้องรีบออกมาประกาศความชัดเจน แค่รอให้ถึงจังหวะที่เหมาะสมอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าในเวลานี้

ประการแรก หากรีบเปิดตัวแสดงความชัดเจนอาจเป็นเป้าให้ถูกโจมตี ขุดคุ้ย ตั้งแต่ตอนนี้ กว่าจะถึงการเลือกตั้ง ย่อมเกิดความบอบช้ำ ฉุดความเชื่อมั่น ​จนกระทบกับคะแนนเสียงที่จะได้รับโดยเฉพาะกับปมเรื่องการสืบทอดอำนาจที่จะเป็นจุดอ่อนให้ถูกโจมตี

ประการที่สอง หากรีบปฏิเสธย่อมปิดทาง ปิดอนาคต ที่ยังไม่มีความแน่นอนว่าจะเกิดอะไรขึ้น การเปิดทางให้ตัวเองมีทางเลือกเดินย่อมดีกว่าการไปผูกมัดตัวเอง ที่สุ่มเสี่ยงจะเกิดปัญหาหรือข้อครหาเรื่องกลืนน้ำลายตัวเอง

ยิ่งในวันที่ทิศทางการเมืองยังไม่มีความแน่นอนว่าจะเดินหน้าไปทางไหน และจะจบลงอย่างไร  ย่อมยากจะคาดเดาได้ว่า สุดท้ายเส้นทางตามโรดแมปจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

ที่สำคัญหากรีบปฏิเสธปิดทางตัวเอง ย่อมกระทบไปถึงการเคลื่อนไหวของบรรดากองเชียร์ที่ออกมาเปิดหน้าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในเวลานี้ ซึ่งมีแนวร่วมทยอยเปิดหน้าออกมาส่งเสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้น ในช่วงที่พรรคการเมืองยังไม่สามารถออกมาเคลื่อนไหว

การอุบไต๋ไม่ตอบรับไม่ปฏิเสธจึงเป็นทางเลือกที่ดูจะเหมาะสมที่สุดในสถานการณ์ขณะนี้

 

มีชัยลุยแก้ไพรมารี ทลายกำแพงสนช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มิถุนายน 2560 เวลา 12:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/500360

มีชัยลุยแก้ไพรมารี ทลายกำแพงสนช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่น่าเชื่อเพียงแค่การแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่เพิ่มเติมเนื้อหาเกี่ยวกับการกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและระบบบัญชีรายชื่อเข้าไป หรือ ไพรมารีโหวต จะทำให้การเมืองเกิดความเคลื่อนไหวกันถ้วนหน้า

ความเคลื่อนไหวที่เห็นได้ชัด คือ กรณีพรรคการเมืองทั้งพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ต่างยื่นเรื่องคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพื่อขอให้ กรธ.ช่วยทบทวนเนื้อหาร่างกฎหมายพรรคการเมืองที่ สนช.แก้ไข อย่างน้อยที่สุดก็ควรกลับไปใช้ร่างกฎหมายพรรคการเมืองเวอร์ชั่นของ กรธ.ไม่ใช่ของ สนช. ซึ่งพรรคเพื่อไทย เป็นพรรคการเมืองล่าสุดที่ส่งจดหมายน้อยถึง กรธ. เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา

“การคัดเลือกผู้สมัครโดยปกติพรรคต้องพิจารณาจากผู้มีความประพฤติที่ดี โดยมีการพิจารณารับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกและประชาชนในพื้นที่อยู่แล้ว แต่การให้สิทธิค่อนข้างเด็ดขาดแก่สาขาพรรคและตัวแทนพรรคประจำจังหวัด อาจเป็นการรับฟังความคิดเห็นที่ไม่ทั่วถึง ทำให้เกิดกรณีที่สมาชิกพรรคที่ต้องการลงสมัครจัดตั้งสมาชิกซึ่งสนับสนุนตนเองเพื่อมาลงคะแนนเลือกตนได้ง่าย” ความคิดเห็นของพรรคเพื่อไทย

วิเคราะห์จากท่าทีพรรคการเมืองจะเห็นได้ว่าค่อนข้างสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองของ กรธ.มากกว่า
ของ สนช.

ทั้งนี้ เป็นเพราะร่างกฎหมายเวอร์ชั่น กรธ.ในประเด็นเกี่ยวกับการทำไพรมารีโหวตไม่ได้มีสภาพบังคับเข้มงวดกับพรรคการเมืองมากนัก เมื่อเทียบกับของ สนช. เช่น การตั้งตัวแทนพรรคการเมืองเพื่อทำหน้าที่จัดการไพรมารีโหวต ซึ่ง สนช.กำหนดให้มีทุกเขตเลือกตั้ง แต่ กรธ.กำหนดเพียงแค่ให้มีตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดเท่านั้น

ขณะที่ กรธ.มีท่าทีที่น่าสนใจจาก “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. โดยตลอดหลายสัปดาห์ ประธาน กรธ.ได้ตั้งข้อสังเกตที่สำคัญว่าการแก้ไขของ สนช. อาจสร้างปัญหาจนทำให้พรรคการเมืองไม่อาจส่งผู้สมัคร สส.ได้อย่างที่ควรจะเป็น

ทว่าเสียงท้วงติงจากประธาน กรธ.ไม่ได้ทำให้ สนช.ยอมถอย ดังจะเห็นได้จากการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองของ สนช.มองว่าเมื่อพรรคการเมืองไม่มีความพร้อมก็ไม่ควรจะให้มีการเลือกตั้ง

เท่ากับว่าทั้ง สนช.และ กรธ.ต่างยืนในจุดยืนของตัวเอง ทำให้ต้องนำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันในอนาคต

แต่การตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันครั้งนี้มีความน่าสนใจตรงที่ “มีชัย” ลงมานั่งเป็นกรรมาธิการร่วมทั้งในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพรรคการเมืองด้วยตัวเอง

การลงมานั่งเป็นกรรมาธิการของมีชัยจะว่าไปแล้วดูผิดวิสัยของระบบงานนิติบัญญัติไปหน่อย กล่าวคือปกติแล้วผู้นำในตำแหน่งสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติจะไม่ลงมานั่งเป็นกรรมาธิการด้วยตัวเอง เพื่อต้องการปล่อยให้สมาชิกทำหน้าที่อย่างเต็มที่

ก่อนหน้านี้ มีเพียงกรณีของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ลงมานั่งเป็นกรรมาธิการวิสามัญร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองและการแสดงออกทางการเมือง

นอกนั้นไม่ค่อยปรากฏว่าระดับผู้นำเข้ามาทำหน้าที่กรรมาธิการในสภาเท่าไหร่นัก จนกระทั่งมาเกิดกรณีของ “มีชัย” ดังนั้นการลงมาจากหิ้งของมีชัยจึงไม่ใช่ความเคลื่อนไหวที่ธรรมดา

เดิมทีมีการวางตัวให้ “มีชัย” ทำหน้าที่เป็นประธานที่ปรึกษาให้กับคณะกรรมาธิการร่วมกันของ กรธ. กกต. และสนช. แต่มีชัยไม่เห็นด้วยเพราะมองว่าในเมื่อเป็นคนที่ทำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวขึ้นมา ก็ควรเข้าไปเป็นกรรมาธิการด้วยตัวเอง เพื่อชี้แจงให้ สนช.เข้าใจ

โดยมีชัยจะขอนั่งในตำแหน่งกรรมาธิการปกติเท่านั้น ไม่ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการแต่อย่างใด เพราะจะให้ตัวแทนของ สนช.ทำหน้าที่ประธานดังกล่าวแทน

ที่ผ่านมา สนช.มักจะมองว่า กรธ.เข้าข้างพรรคการเมืองเป็นหลัก หลังจาก กรธ.ไม่ได้กำหนดความเข้มงวดเกี่ยวกับไพรมารีโหวตไว้ในร่างกฎหมายการเมืองของ กรธ. ทำให้ สนช.ต้องเข้ามาแก้ไขเพื่อควบคุมพรรคการเมืองมากขึ้น ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการเล่นดนตรีคนละเพลงระหว่าง สนช.และ กรธ.

อีกทั้งก่อนหน้านี้ ที่ กรธ.ส่งตัวแทนเข้ามาเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างกฎหมาย กกต.และพรรคการเมืองฝั่ง สนช.ไม่ค่อยฟังความเห็นจากตัวแทน กรธ.เท่าไหร่นัก โดยเฉพาะกรณีของร่างกฎหมายพรรคการเมือง จนถึงต้องมีการใช้มติในที่ประชุมมาตัดสินความขัดแย้งหลายครั้ง

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเหตุผลที่มีชัยต้องเข้ามาทำงานนี้ด้วยตนเอง อย่างน้อยมีชัยก็มีหมวกความเป็นสมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งย่อมทำให้สมาชิก สนช.เกรงใจในความคิดของมีชัยบ้าง

ดังนั้น หน้าตาของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.และพรรคการเมือง จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อแม่ทัพระดับมีชัยลงมาสู่สนามรบด้วยตัวเอง

 

รถไฟไทยจีน-ปลดล็อกสปก. ปมร้อนฉุดคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มิถุนายน 2560 เวลา 09:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/500013

รถไฟไทยจีน-ปลดล็อกสปก. ปมร้อนฉุดคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน

เริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้นหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ปลดล็อกข้อติดขัดต่างๆ เพื่อให้ทุกอย่างสามารถเดินหน้าไป​ได้

ปัญหาอยู่ที่การตัดสินใจเลือกใช้ “อำนาจพิเศษ” มาจัดการปัญหาอุปสรรคต่างๆ ให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้ แทนที่จะปล่อยให้ทุกอย่างแก้ไขกันไปตามระบบย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่ดีกับโครงการขนาดใหญ่ ภายใต้วงเงิน 1.7 แสนล้านบาท

ชัดเจนเมื่อ เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก ออกมาระบุว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ที่ผ่านมารัฐบาลใช้วิธีการเจรจาโดยตรงกับรัฐบาลจีนเป็นรูปแบบที่ไม่ดีมาตั้งแต่ต้น โดยเห็นว่าควรจะมีการเปิดกว้างให้ผู้สนใจเข้ามาแข่งขันการประมูลเพื่อที่จะให้ไทยได้ระบบเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของโลกมาใช้ รวมทั้งสร้างความโปร่งใส

ไม่ต่างจากอีกหลายเสียงสะท้อนที่ออกมาแสดงความเป็นห่วงในหลายประเด็น​ ทั้ง รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่างแสดงความเป็นห่วงเรื่องความคุ้มทุนที่สุ่มเสี่ยงกับความเจ๊งได้ง่ายหากประเมินระยะสั้น กับการใช้เงินลงทุน 1.7 แสนล้านบาท

อีกทั้ง​เส้นทางที่ไปถึงนครราชสีมาเป็นเพียงแค่ปากทาง หากจะไปถึงที่หมายต้องเดินทางต่อไปอีก ซึ่งยังไม่มีระบบเดินทางต่อไปให้กับผู้โดยสาร

คล้ายกับ ​อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา ระบุว่า นี่ไม่ใช่แค่มหากาพย์ แต่อาจเป็นโครงการที่ทำให้เกิด “โศกนาฏกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมไทย”

เมื่อกลไกที่เกิดขึ้นเป็นการใช้ช่องทางพิเศษที่นำไปสู่การยกเว้นแนวทางการสร้างธรรมาภิบาลและยังปิดกั้นการเข้าไปมีส่วนร่วม รับรู้ หรือร่วมตรวจสอบรายละเอียดในโครงการ

แม้ทาง พล.อ.ประยุทธ์ จะชี้แจงว่าโครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างไทย-จีนแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล ซึ่งมีการร่วมมือกันมาหลายรัฐบาลแล้ว จำเป็นต้องเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคเชื่อมโยงกับประชาคมโลกอื่นๆ อีกด้วย

ทั้งนี้ สำหรับการพิจารณาความคุ้มทุนไม่อยากมองเฉพาะจำนวนผู้โดยสารที่จะใช้บริการเท่านั้น เพราะทุกประเทศแรกๆ ขาดทุนทั้งหมด แต่วันนี้เกิดผลประโยชน์ตามมามหาศาล  ส่วนเรื่องของการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการก่อสร้าง วิศวกรของไทยอยู่ร่วมในการวางแผนก่อสร้าง ควบคุมงาน และอื่นๆ ด้วย

“ผมได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการป้องกันการทุจริตว่าจะต้องโปร่งใส มีประสิทธิภาพ ได้มาตรฐาน”​

แต่คำชี้แจงเหล่านี้ก็ไ​ม่อาจคลี่คลายสลายข้อกังขาต่อการใช้งบประมาณก้อนโตไปกับโครงการนี้ได้เลย​

ยิ่งหากดึงดันจะเดินหน้าต่อไปยิ่งจะกลายเป็นแรงกดดันย้อนกลับมาสร้างปัญหาใน คสช.ในอนาคต

คล้ายกับกรณีการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ปลดล็อกให้สามารถใช้ประโยชน์จากที่ดิน การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ใน 3 กิจการ ประกอบด้วย 1.การสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 2.การวางกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้า และ 3.การทำเหมืองแร่ที่ได้ดำเนินการไปแล้วสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 กิจการที่กำลังจะขออนุญาตใหม่นั้น จะต้องพิจารณาเป็นกรณีและต้องอยู่ในหลักเกณฑ์สอดคล้องกับยุทธศาตร์ชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมทั้งต้องกำหนดชัดเจนว่าจะนำค่าตอบแทนที่ได้จากการใช้ที่ดินนี้ไปใช้ในการสาธารณประโยชน์ ​

ด้านหนึ่งการปลดล็อกเงื่อนไขให้ 3 กิจการสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้นั้น ย่อมช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ภาคธุรกิจ อันจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

แต่อีกด้านหนึ่งการปลดล็อก 3 กิจการดังกล่าว ดูจะเอื้อประโยชน์ให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะปิโตรเลียมและการทำเหมืองแร่ซึ่งคล้ายจะเอื้อให้นายทุน และอาจเข้าข่ายขัดหลักการของ ส.ป.ก.ที่เน้นให้ความสำคัญกับเกษตรกรมากกว่าภาคธุรกิจ

โดยเฉพาะกับกิจการเหมืองแร่ที่ยังเป็นที่เคลือบแคลงว่าจะสร้างปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม สร้างความเสียหายมากกว่าความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่จะได้รับตอบแทนกลับคืนมาเป็นเม็ดเงิน แต่ต้องแลกมาด้วยความสุ่มเสี่ยงทางด้านสิ่งแวดล้อม

การเลือกใช้ช่องทางพิเศษอย่างมาตรา 44 ไปเพื่อกาลนี้ จึงกลายเป็นที่เคลือบแคลงไม่ต่างกันว่าทำไมถึงเลือกใช้ช่องทางพิเศษแทนที่จะใช้ตามกลไกปกติ เพื่อให้เกิดการพิจารณาถึงผลดีผลเสียอย่างรอบด้านครบถ้วน และ เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่

การใช้อำนาจพิเศษไปกับทั้งสองประเด็นนี้จึงเป็นจุดอ่อนฉุดความเชื่อมั่น คสช.อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

 

ผ่าปมไพรมารีโหวตหลอนพรรคการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มิถุนายน 2560 เวลา 06:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/499995

ผ่าปมไพรมารีโหวตหลอนพรรคการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันทีสำหรับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แก้ไขเนื้อหาในหลักการสำคัญ คือ การสรรหาผู้สมัคร สส. หรือการทำไพรมารีโหวต

เดิมทีร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ฉบับที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอให้ สนช.นั้น ได้มีการบัญญัติเรื่องการทำไพรมารีโหวตไว้เช่นกัน แต่เป็นการกำหนดไพรมารีโหวต ในลักษณะที่ไม่เข้มงวดเหมือนกับเวอร์ชั่นที่ สนช.ดำเนินการ แบ่งเป็นทีละประเด็นได้ดังนี้

1.การตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด โดยตัวแทนพรรคการเมืองตามร่างกฎหมายพรรคการเมือง มีความสำคัญตรงที่มีหน้าที่ในการเป็นผู้ดำเนินการจัดให้มีการทำไพรมารีโหวต

ทั้งนี้ มาตรา 35 ว่าด้วยการตั้งตัวแทน พรรคการเมือง กรธ.กำหนดเพียงแค่ให้มีตัวแทนพรรคการเมืองในทุกจังหวัดเท่านั้น แต่ สนช.ได้แก้ไขด้วยการบัญญัติใหม่ลงไปว่าตัวแทนพรรคการเมืองจะต้อง มีในทุกเขตเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นการกำหนดให้มีตัวแทนพรรคการเมืองที่เพิ่มขึ้นจากที่ กรธ.กำหนดเอาไว้ ในประเด็นนี้ทำให้พรรคการเมืองออกมาแสดงความคิดเห็นว่าจะเป็นการสร้างภาระให้กับพรรคการเมืองมากเกินความจำเป็น

2.เงื่อนไขในการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง สส. ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฉบับแรกที่ กรธ.ส่งให้ สนช. ไม่ได้บัญญัติไว้เป็นสภาพบังคับ

กรธ.กำหนดไว้ในมาตรา 47 ว่าพรรคการเมืองที่จะส่งผู้สมัคร สส.ในเขตเลือกตั้งใด ให้รับฟังความคิดเห็นจากสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย

ทว่า สนช.ได้แก้ไขโดยเพิ่มเติมสภาพบังคับลงไปว่าการส่งผู้สมัคร สส.ในเขตเลือกตั้งใด พรรคการเมืองต้องส่งผู้สมัครที่ได้รับเลือกจากสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด

การกำหนดเช่นนี้ของ สนช.ส่งผลให้แม้แต่ กรธ.เองก็ออกมาแสดงความ ไม่เห็นด้วย เพราะการบัญญัติในลักษณะดังกล่าวอาจทำให้เกิดปัญหาหลายประการ เช่น หากพรรคการเมืองใดไม่ได้ทำไพรมารีโหวตในเขตนั้น ก็ไม่อาจส่งผู้สมัคร สส.ในเขตดังกล่าวได้ หรือในกรณีที่ผู้ที่ผ่านการทำไพรมารีโหวต และต่อมาเกิดเหตุที่กระทบคุณสมบัติอย่างเสียชีวิต หรือมีความผิดฐานทุจริตเลือกตั้ง อาจทำให้พรรคการเมืองไม่สามารถส่งผู้สมัครคนใหม่แทนได้ เป็นต้น

3.กระบวนการทำไพรมารีโหวตเป็นบทบัญญัติที่อยู่ในมาตรา 49 และมาตรา 49/1 และมาตรา 49/2 ซึ่งเนื้อหาที่ สนช.แก้ไขนั้น ทำให้เนื้อหาในส่วนนี้แตกต่างไปจากร่างกฎหมายพรรคการเมืองฉบับที่ กรธ.เสนอมายัง สนช.ตอนแรกอย่างสิ้นเชิง

ร่างกฎหมายพรรคการเมืองเวอร์ชั่นแรกที่ กรธ.ส่งมาให้ สนช.จะมีเพียงแค่มาตรา 49 ที่กำหนดว่าการส่งผู้สมัครเลือกตั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองในการพิจารณา และเสนอคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองให้ความเห็นชอบ

ตรงกับข้ามกับเนื้อหาที่ สนช.แก้ไข เพราะนอกจากแก้ไขแล้ว สนช.ยังได้เพิ่มเนื้อหาเข้าไปอีกด้วย ได้แก่ มาตรา 49/1 และมาตรา 49/2

มาตรา 49/1 ว่าด้วยการทำไพรมารี โหวตเพื่อหาผู้สมัคร สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยกำหนดให้มีการประชุมสาขาพรรคการเมืองที่มีสมาชิกไม่น้อยกว่า 100 คน หรือประชุมตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดที่มีสมาชิกไม่น้อยกว่า 50 คน เพื่อให้สมาชิกพรรคการเมืองมาลงคะแนนเพื่อเลือกบุคคลเป็นผู้สมัคร สส.

มาตรา 49/2 ว่าด้วยการทำไพรมารีโหวตเพื่อหาผู้สมัคร สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งต้องคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจาก ภูมิภาคต่างๆ และความเท่าเทียมระหว่างชายและหญิง จากนั้นหัวหน้าจากพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดจัดการประชุมเพื่อให้สมาชิกลงคะแนนเลือกบุคคลในบัญชีรายชื่อ

เมื่อได้รายชื่อผู้ที่ผ่านการทำ ไพรมารีโหวตแล้ว จะต้องดำเนินการ ส่งให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองรับรองต่อไป

ในประเด็นนี้ สนช.มองว่าจะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับพรรคการเมืองอย่างแท้จริงด้วยการให้ประชาชนมีสิทธิเลือกผู้สมัคร สส. เพื่อสะท้อนความเป็นตัวแทนของตนในพื้นที่ของตนเอง ไม่ใช่ไปผูกอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต

แต่กระนั้น ในมุมมองของ กรธ.และพรรคการเมือง กลับเห็นแตกต่างกับ สนช.อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะท่าทีของฝ่ายการเมือง เพราะมองว่าจะทำให้เกิดกระบวนการจัดตั้งตั้งแต่ระดับการทำไพรมารีโหวตที่อาจนำไปสู่การซื้อเสียง ซึ่งที่สุดแล้วก็จะไม่ได้บุคคลที่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่สุดแล้ว หากพรรคการเมืองไม่อาจหาข้อยุติได้ ก็ต้องนำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการร่วม และคงได้มีการเปิดศึกระหว่างพรรคการเมืองและแม่น้ำ 5 สายอีกครั้ง

 

ยุทธศาสตร์ชาติ คุมอำนาจเด็ดขาด 20 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มิถุนายน 2560 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/499928

ยุทธศาสตร์ชาติ คุมอำนาจเด็ดขาด 20 ปี

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ภารกิจในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความคืบหน้าไปอีกขั้นภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อวันที่22 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ตามขั้นตอนจะต้องมีการประกาศร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ลงในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเขียนเนื้อหายุทธศาสตร์ชาติต่อไป

อย่างที่ทราบกันดี ยุทธศาสตร์ชาติเป็นนโยบายหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. มักย้ำต่อสาธารณะหลายครั้งว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศต้องมียุทธศาสตร์ชาติเพื่อเป็นเข็มทิศในการชี้ทางเดินให้กับประเทศอย่างจริงจริง

ยุทธศาสตร์ชาติ ถือเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยเกิดกับกิจการบริหารราชการแผ่นดินของไทยมาก่อน เพราะหลายทศวรรษที่ผ่านมานั้นประเทศไทยใช้สองแผนแม่บทในการขับเคลื่อนประเทศ ประกอบด้วย 1.แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งจะมีการจัดทำทุก 10 ปี และ 2.นโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภา

ทั้งสองแผนแม่บทต่างเป็นเครื่องยนต์ที่พาประเทศเดินหน้า แต่ปรากฏว่าในสภาพความเป็นจริง ทั้งแผนพัฒนาฯ และนโยบายของรัฐบาลกลับไม่ได้ขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมมากนัก ซึ่งแต่ละกรณีมีอุปสรรคที่เป็นปัญหาแตกต่างกันไป

กรณีของแผนพัฒนาฯ จะมีปัญหาตรงที่หน่วยงานภาครัฐไม่ได้นำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่มีการกำหนดบทลงโทษสำหรับกรณีที่หน่วยงานภาครัฐละเลยไม่ดำเนินการตามแผนพัฒนาฯ

ส่วนปัญหาของนโยบายรัฐบาล คือ การขาดความต่อเนื่อง เพราะอายุของรัฐบาลไทยส่วนใหญ่อยู่ไม่ถึง 4 ปีตามอายุของสภาผู้แทนราษฎร โดยมักจะมีเหตุการณ์ทางการเมืองที่ทำให้ผู้นำรัฐบาลในแต่ละสมัยต้องประกาศยุบสภา และเมื่อรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาก็จะไม่สานนโยบายของรัฐบาลเก่า ภายใต้เหตุผลในเรื่องศักดิ์ศรีทางการเมือง

จากสภาพที่เกิดขึ้นจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ มองว่าควรต้องหาทางแก้ไข หากขืนปล่อยไว้แบบนี้ประเทศจะกลายเป็นการเดินหน้าสองก้าวแต่ถอยหลังสามก้าว อันเป็นที่มาของการขายไอเดีย “ยุทธศาสตร์ชาติ”

ร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติที่ สนช.ให้ความเห็นชอบไปนั้นเป็นเครื่องมือในการออกแบบแผนยุทธศาสตร์ชาติในอนาคต ซึ่งกำหนดให้แผนยุทธศาสตร์ชาติมีสภาพบังคับใช้ไม่น้อยกว่า 20 ปี โดยบัญญัติให้หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยมีหน้าที่ดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ

หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติ คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการออกแบบยุทธศาสตร์ชาติ และยิ่งไปกว่านั้นยังมีหน้าที่ถือไม้เรียวคอยกำกับดูแลให้หน่วยงานรัฐต้องเดินตามยุทธศาสตร์อีกด้วย

มาตรา 26 ระบุว่า “ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้ถือว่าหัวหน้าหน่วยงานของรัฐนั้นจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบัญญัติแห่งกฎหมาย และให้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติแจ้งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบเพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป”

นอกเหนือไปจากหน่วยงานของรัฐที่ต้องอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคตต้องตกอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติที่ว่านี้ด้วย ตามที่รัฐธรรมมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดเอาไว้ ซึ่งปรากฏอยู่ในสองมาตราสำคัญ

มาตรา 142 “ในการเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณต้องแสดงแหล่งที่มาและประมาณการรายได้ ผลสัมฤทธิ์หรือประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการจ่ายเงินและความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาต่างๆ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ”

มาตรา 162 “คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนํามาใช้จ่ายในการดําเนินนโยบาย โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ ทั้งนี้ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันเข้ารับหน้าที่”

จะเห็นได้ว่ายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่มาจากคณะรัฐประหารจะคุมทุกภาคส่วนของประเทศ ไม่เว้นแม้แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคต

แม้จะเป็นเจตนาดีของรัฐบาลปัจจุบันที่ไม่ต้องการให้ยุทธศาสตร์ชาติเป็นเรื่องเพ้อฝันและเป็นแค่วิมานที่อยู่ในกระดาษ แต่การให้ยุทธศาสตร์ชาติที่มีอายุถึง 20 ปีมาครอบคลุมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จะกลายเป็นปัญหาว่ารัฐบาลในอนาคตจะมีอิสระในการบริหารประเทศในระดับไหน เมื่อต้องถูกตีกรอบด้วยยุทธศาสตร์ชาติเสียแล้ว

อาจเรียกได้ว่ายุทธศาสตร์ชาติเป็นมรดกที่ คสช.ฝากไว้ โดยที่ตัวเองไม่จำเป็นต้องสืบทอดอำนาจด้วยตัวเอง แต่ใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อให้รัฐบาลในอนาคตลอด 20 ปี จำเป็นต้องรับมรดกนี้ไปไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม มิเช่นนั้นอาจเจอกับอภินิหารของกฎหมายได้

ดังนั้น “ยุทธศาสตร์ชาติ” จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือใหม่ในการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทย แต่ยังเป็นมรดกของคณะรัฐประหารในรูปแบบใหม่อีกด้วย

 

ไพรมารีโหวต ประหารพรรคเล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มิถุนายน 2560 เวลา 10:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/499560

ไพรมารีโหวต ประหารพรรคเล็ก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันทีภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

ตามขั้นตอนหลังจาก สนช.ให้ความเห็นชอบแล้ว จะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องพิจารณาว่าร่าง พ.ร.บ.ที่ผ่านการแก้ไขของ สนช.นั้นขัดหรือแย้งกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม

โดยหากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเห็นว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแล้ว สามารถส่งเรื่องมาให้ประธาน สนช. เพื่อนำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันระหว่าง กกต. กรธ.และ สนช.ต่อไป

ทว่าเวลานี้มีเพียง กกต.เท่านั้นที่แสดงท่าทีออกมาว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองเวอร์ชั่นที่ สนช.แก้ไขนั้นไม่มีปัญหา จึงเห็นว่าไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน แต่ผิดกับ กรธ.ที่ยังคงสงวนท่าทีว่าควรจะตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันหรือไม่ เพราะมีบางประเด็นที่ กรธ.มีความเห็นแตกต่างกับสนช.อย่างสิ้นเชิง

ประเด็นที่ กรธ.เห็นแย้งกับ สนช. คือการสรรหาผู้สมัคร สส.ของพรรคการเมือง หรือไพรมารีโหวต

เดิมทีเรื่องการทำไพรมารีโหวตนั้น กรธ.กำหนดเพียงแค่ให้เป็นกิจการของพรรคการเมือง โดยไม่ได้กำหนดสภาพบังคับ

แบ่งเป็น 1.กรณีของการสรรหาผู้สมัคร สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง กำหนดให้มีตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการสรรหา และส่งรายชื่อผู้ที่ผ่านการทำไพรมารีโหวตให้กับคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองพิจารณา 2.กรณีของการสรรหาผู้สมัคร สส.ระบบบัญชีรายชื่อ กรธ.นั้นกำหนดเพียงแค่ให้พรรคการเมืองคำนึงถึงสัดส่วนผู้สมัครตามภูมิภาคต่างๆ และความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง

พอมาเป็นไพรมารีโหวตที่ สนช.แก้ไข ปรากฏว่ามีการกำหนดกระบวนการของการทำไพรมารีโหวตไว้อย่างละเอียดและลงลึกในทางปฏิบัติค่อนข้างมาก เช่น การให้มีตัวแทนพรรคการเมืองในทุกเขตเลือกตั้ง จากเดิมเป็นเพียงตัวแทนพรรคการเมืองในจังหวัดเท่านั้น เป็นต้น

เท่ากับว่าพรรคการเมืองใดไม่มีตัวแทนพรรคการเมืองในเขตเลือกตั้งใด ก็จะไม่อาจส่งผู้สมัคร สส.ลงในเขตเลือกตั้งได้ เพราะร่างกฎหมายกำหนดว่าการส่งผู้สมัคร สส.จะต้องมาจากบุคคลที่ผ่านการทำไพรมารีโหวตเท่านั้น

การที่ สนช.แก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองออกมามีหน้าตาแบบนี้ ทำให้ กรธ.มองว่าถ้าปล่อยออกไปจะนำมาซึ่งปัญหาในทางปฏิบัติแก่พรรคการเมือง ซึ่ง “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.ได้ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจ

“ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวจะมีปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะเดิมปกติเวลากำหนดวันเลือกตั้งแล้วจะมีการกำหนดวันรับสมัครภายใน 7-10 วัน หลังจากได้ประกาศวันเลือกตั้ง แต่ตามกฎหมายฉบับใหม่กำหนดไว้ว่าพรรคการเมืองจะสมัคร สส.ก็ต่อเมื่อพรรคการเมืองมีการทำไพรมารีโหวต ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาพอสมควร จึงทำให้มีปัญหาว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ และพรรคการเมืองจะกลับมาสมัครรับเลือกตั้งทันหรือไม่

“เวลานี้มีคนพยายามอธิบายว่าให้พรรคการเมืองทำไพรมารีโหวตล่วงหน้าไปก่อนก็ได้ แต่ขอถามว่าถ้าทำแบบนั้นจะเอาเขตเลือกตั้งอะไรมากำหนดการทำไพรมารีโหวต เพราะเขตเลือกตั้งจะประกาศช่วงใกล้เลือกตั้งแบบนี้สมาชิกพรรคการเมืองพร้อมจะไปลงคะแนนหรือไม่” คำเตือนจากประธาน กรธ.

เมื่อดูท่าทีของประธาน กรธ.แล้ว มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่ายเพื่อขอแก้ไขเนื้อหาในร่างกฎหมาย เพียงแต่รอเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่เป็นอยู่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าพรรคการเมืองเป็นฝ่ายที่ต้องรับผลกระทบไปเต็มๆ โดยเฉพาะกับพรรคการเมืองขนาดเล็ก

พรรคการเมืองขนาดใหญ่ หรือพรรคการเมืองขนาดกลาง ไม่น่าจะมีปัญหาสำหรับในทางปฏิบัติของการทำไพรมารีโหวต เพราะด้วยโครงสร้างของพรรคการเมืองเหล่านี้ต่างมีฐานสมาชิกพรรคการเมืองครบทุกจังหวัด ทำให้การตั้งตัวแทนพรรคการเมืองเพื่อทำหน้าที่จัดการทำไพรมารีโหวต

แต่ผิดกับพรรคการเมืองขนาดเล็กที่เคยมี สส.ในสภาไม่เกิน 5 คน หรือพรรคการเมืองที่ไม่เคยมี สส.มาก่อน ซึ่งภายใต้กติกาของกฎหมายพรรคการเมืองที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้พรรคการเมืองกลุ่มนี้มีโอกาสน้อยที่จะได้ สส.เข้าสภามากยิ่งขึ้น

ต้องไม่ลืมว่าพรรคการเมืองขนาดเล็กต้องสู้หลายด่านมากกับการเลือกตั้ง สส. เพราะกติกาไม่ได้ช่วยสนับสนุนพรรคการเมืองขนาดเล็กมากนัก

ไล่มาตั้งแต่ระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ใช้คะแนนเลือกตั้ง สส.ระบบเขตคำนวณหาทั้ง สส.เขตและ สส.บัญชีรายชื่อ กลายเป็นว่าพรรคการเมืองเล็กต้องส่ง สส.เขตให้มากที่สุด เพื่อหวังจะได้คะแนนมาช่วยให้ได้เก้าอี้ สส.บัญชีรายชื่อ ทำให้พรรคเล็กเสียเปรียบพรรคใหญ่เต็มประตู

ยิ่งต้องมาเจอกับเงื่อนไขของร่างกฎหมายพรรคการเมืองที่กำหนดให้พรรคการเมืองต้องทำไพรมารีโหวต ย่อมส่งผลให้พรรคการเมืองขนาดเล็กสามารถส่งผู้สมัคร สส.ได้ยากขึ้นไปอีก เนื่องจากต้องยอมรับว่าพรรคเล็กไม่ได้มีฐานสมาชิกมากพอที่จะทำไพรมารีโหวตได้

แทนที่พรรคเล็กจะมีโอกาสได้ส่งผู้สมัคร สส.มากขึ้น ก็กลายเป็นว่าไม่มีโอกาส เพราะเจอกับอิทธิฤทธิ์ของกฎหมายพรรคการเมือง

ด้วยสภาพเช่นนี้ อนาคตการเมืองจะผูกขาดอยู่เพียงไม่กี่พรรค จึงเป็นคำถามว่านี่หรือที่เรียกว่าการปฏิรูปการเมือง

 

คำมั่น ‘บิ๊กตู่’ เลือกตั้ง’61 คลายล็อกแรงกดดัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2560 เวลา 10:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/499454

คำมั่น ‘บิ๊กตู่’ เลือกตั้ง’61 คลายล็อกแรงกดดัน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถามว่ารัฐบาลจะอยู่ยาวถึง 10 ปีอยู่ได้อย่างไร อยู่ได้ถึง 10 ปีก็เก่งแล้ว ในเมื่อกลไกมันคือการเลือกตั้ง ทำไมถึงไม่เข้าใจกันสักที การเลือกตั้งนั้นต้องเกิดขึ้นในปี 2561 ชัดเจนกันหรือยัง ไม่ต้องมาถามอย่างอื่นอีก”​

ชัดจากปาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ​ที่ถือเป็น “คำมั่น” ​ที่ประกาศต่อหน้าสาธารณะ ยืนยันว่าทุกอย่างจะเดินหน้าไปตามโรดแมปสู่เป้าหมา​ยการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าไม่มีบิดพลิ้ว

แม้จะเป็นการตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณี ​เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ​ออกมาระบุว่า รัฐบาลทหารจะอยู่บริหารยาวประเทศถึง 10 ปี แต่ก็สามารถช่วยคลี่คลายความสงสัยให้หลายฝ่ายที่คิดต่างกัน ท่ามกลางข้อกังขาจากสังคมเรื่องการยื้ออยู่ในอำนาจ​ของ คสช. ​

การย้ำเป้าเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในปี 2561 จึงเป็นการช่วยลดแรงกดดันที่รุมเร้า ​คสช.เวลานี้​

ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดข้อกังขาว่า​ คสช.มีทีท่าจะเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจากกรอบโรดแมปเดิม ด้วยการหยิบยกเหตุผลต่างๆ มาเป็นข้ออ้าง จนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องออกมาชี้แจงหลายหน

แต่ก่อนหน้านี้ คำชี้แจงของ พล.อ.ประยุทธ์ ดูจะพูดแค่ทุกอย่างจะเดินหน้าไปตามโรดแมป หรือมีบางครั้งที่ออก “เปิดช่อง” ด้วยการระบุว่าหากยังมีเหตุการณ์ความวุ่นวาย ความไม่สงบ อาจไม่มีการเลือกตั้ง

จนครั้งนี้ที่มีความชัดเจนว่าการเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นในปี 2561 ​

ไม่แปลกที่สังคมจะรู้สึกไม่แน่นอนกับเส้นทางตามโรดแมป เมื่อมีปัจจัยต่างๆ เข้ามาแทรกจน อาจทำให้กลไกที่กำหนดไว้ชัดเจนตามรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปแล้วอาจไม่สามารถเดินหน้าไปตามนั้น

ล่าสุดกับคำถาม 4 ข้อ ของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ถามว่า 1.การเลือกตั้งครั้งต่อไป จะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ 2.หากไม่ได้ จะทำอย่างไร

3.การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งอย่างเดียวที่ไม่คำนึงถึงอนาคตของประเทศและเรื่องอื่นๆ เช่น ประเทศชาติจะมียุทธศาสตร์และการปฏิรูปหรือไม่นั้น ถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง

และ​ 4.ท่านคิดว่า กลุ่มนักการเมือง ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณี ควรจะมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่ หากเข้ามาได้อีก เกิดปัญหาอีก แล้วจะให้ใครแก้ไข และแก้ไขด้วยวิธีอะไร

จนถูกตีความว่าเป็นการ “โยนหิน” วัดกระแสสังคมว่าเห็นด้วยหรือไม่ หากจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อน ตราบเท่าที่ยังไม่มีหลักประกันว่าการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นจะสามารถคัดกรอง “น้ำดี”​ เข้าสู่ถนนการเมือง

นำมาสู่การตบเท้าออกมา “ดักคอ” จากหลายฝ่ายทั้งภาควิชาการ ภาคประชาชน และภาคการเมือง ที่เป็นห่วงว่าการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปย่อมไม่เป็นผลดีต่อทั้งประเทศและ คสช.เอง

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปส่วนหนึ่งนั้นอาจเป็นการตอกย้ำ “ความล้มเหลว” ของสิ่งที่แม่น้ำ 5 สายพยายามทำมาทั้งหมดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาจนไม่อาจนำไปสู่การ “ปฏิรูป” สร้างกลไกตรวจสอบถ่วงดุลจนถึงเรื่องการคัดกรองบุคคลเข้ามาทำหน้าที่ในภาคส่วนต่างๆ

ทำให้ไม่อาจปล่อยให้ทุกอย่างเดินต่อไปตามกลไกที่วางไว้ ด้วยเกรงว่าสุดท้ายทุกอย่างย่อมเดินหน้าไปสู่วังวนความขัดแย้งและปัญหาเดิมๆ อย่างไม่อาจหลุดพ้นจากวงจรเดิมไปได้

คู่ขนานไปกับท่าทีการเคลื่อนไหวของ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำกปปส. ที่ออกมาเห็นด้วยกับการตั้ง 4 คำถาม เพื่อปลุกให้ประชาชนออกมาร่วมกันคิดอ่านว่า ทำอย่างไรจะทำให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ช่วยคัดกรองคนดีเข้าสู่สนามการเมือง

พร้อมตบท้ายว่า หากบ้านเมืองยังไม่สงบ มีเหตุการณ์ความวุ่นวายรุนแรงเกิดขึ้นอย่างที่เป็นอยู่ก็ยังไม่ควรจะมีการเลือกตั้ง เพราะในฐานะอดีตรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงเห็นว่าสถานการณ์เช่นนั้นย่อมจะทำให้รัฐบาลใหม่เข้ามาทำงานลำบาก

จิ๊กซอว์อีกตัวที่ทำให้แนวคิดเลื่อนการเลือกตั้งดูชัดเจนมากขึ้น คือ การที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)​ มีมติปรับแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กำหนดเรื่อง “ไพรมารีโหวต” ที่เข้มข้นขึ้นกว่าร่างของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)​

ถึงขั้นที่ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ต้องออกมาแสดงความเป็นห่วงเรื่อง ไพรมารีโหวต ที่ สนช.ปรับแก้อาจมีผลกระทบต่อพรรคการเมือง และอาจส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้ง

สถานการณ์ที่ผ่านมาจึงยิ่งชวนให้เชื่อว่ามีความพยายามเลื่อนการเลือกตั้งให้เกิดขึ้น และแน่นอนว่าไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล คสช.ซึ่งกำลังเผชิญกับมรสุมรุมเร้าจนซวนเซอย่างหนัก

ทั้งเรื่องการบริหารที่ยังถูกตั้งคำถาม ไล่มาตั้งแต่เรื่องการจัดซื้อเรือดำน้ำ การใช้มาตรา 44 เข้าไปเคลียร์ปัญหาเรื่องรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เรื่อยไปจนถึงปัญหาเศรษฐกิจที่ยังลุ่มๆ ดอนๆ

การอยู่ในตำแหน่งของรัฐบาล คสช.นานกว่ากำหนดที่วางไว้เดิม จึงไม่มีผลดี และเป็นเป้าใหญ่ให้ถูกโจมตี

การออกมายืนยันกรอบเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2561 จึงอาจเป็นหนึ่งในขั้นตอนการปลดล็อกคลายแรงกดดัน​ที่กำลังถาโถม คสช.ยิ่งในเวลานี้ที่ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานรอบด้านและรุนแรง

 

ไพรมารีโหวต ปัญหาเยอะปฏิบัติยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2560 เวลา 06:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/499426

ไพรมารีโหวต ปัญหาเยอะปฏิบัติยาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ภายหลังร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ…. ได้ผ่านการพิจารณาจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวาระ 3 ไปเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา อย่างเป็นเอกฉันท์ 180 เสียง แต่ยังมีประเด็นให้คงวิตกกังวล

โดยเฉพาะเรื่องระบบไพรมารีโหวตที่กำหนดให้สมาชิกพรรคการเมืองคัดผู้สมัคร สส.ลงเลือกตั้งในระดับเขต ทำให้กรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จึงได้นัดหารือร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อหารือประเด็นดังกล่าว เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา

นรชิต สิงหเสนี โฆษก กรธ. ระบุว่า ตัวแทน กกต.ยืนยันต่อคณะอนุกรรมการ กรธ. ว่า กกต.เห็นว่าร่างดังกล่าวที่ สนช.ได้แก้ไขไม่ได้สร้างปัญหาในทางปฏิบัติแก่ กกต.

“กกต.ได้ยืนยันกับ กรธ.ว่าไพรมารีโหวตเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเลือกตั้ง และระยะเวลา 45-60 วัน ที่กำหนดไว้นั้น กกต.สามารถดำเนินการเลือกตั้งได้ทัน รวมทั้งจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมได้ โดยมีอำนาจในการชี้ขาดให้ใบเหลือง ใบแดง ที่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ กรธ.กังวลว่าจะมีปัญหาในทางปฏิบัติและเงื่อนเวลา ซึ่ง กกต.ก็ย้ำว่าสามารถดำเนินการได้แน่นอน” นรชิต กล่าว

ทั้งนี้ นรชิต ระบุว่า กรธ.ยังไม่พิจารณาหรือได้ข้อสรุปว่าจะส่งความเห็นแย้งกลับไปยัง สนช.หรือไม่ เพราะขณะนี้ กรธ.ยังไม่ได้รับร่างฉบับสมบูรณ์ที่ผ่านความเห็นชอบจาก สนช.เช่นกัน

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้ความเห็นถึงปมปัญหาระบบไพรมารีโหวต ว่า การที่แสดงความห่วงใยหรือท้วงติงเกี่ยวกับระบบดังกล่าว ไม่ใช่ว่าไม่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพียงแต่การปฏิบัติอาจไม่เป็นไปอย่างที่คาดคิด เพราะกำหนดการเก็บค่าสมาชิกบำรุงพรรค ซึ่งเป็นของใหม่สำหรับคนไทยจำนวนมาก อีกทั้งการจัดเลือกตั้งไพรมารีจะต้องมีหน่วยเลือกตั้งเหมือนเวลาเลือกตั้งระดับประเทศ จุดนี้พรรคต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด

“ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองยังมีความสับสนอยู่มาก เช่น กำหนดให้มีสาขาพรรคประจำเขตเลือกตั้ง แต่หากจังหวัดใดไม่มีสาขาพรรคอนุโลมให้มีตัวแทนพรรคประจำจังหวัดได้ ปัญหาคือ ถ้าจังหวัดนั้นๆ มีหลายเขตเลือกตั้งจะต้องมีตัวแทนพรรคหลายคนหรือไม่ และการลงคะแนนเป็นอย่างไร ซึ่งคงต้องสอบถามเพื่อความชัดเจนอีกครั้ง”

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะมีการปฏิวัติเคยทดลองในบางจังหวัดมาแล้ว ซึ่งขณะนั้นสมาชิกยังไม่ต้องจ่ายค่าบำรุงพรรค ผลปรากฏว่ามีคนเลือกตั้งหลักร้อยไม่ได้ช่วยให้เกิดการมีส่วนร่วมหรือกลั่นกรองผู้สมัครได้ดีขึ้น

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยอมรับว่า ระบบไพรมารีโหวตเป็นระบบที่ดีอย่างหนึ่ง ทว่าสิ่งที่ต้องยอมรับตามมา คือ การแตกแยกในพรรคการเมือง สมมติสาขามีสมาชิก 1,000 คน และเมื่อสาขานั้นต้องคัดใครเป็นผู้สมัคร ดังนั้น ผู้สมัครลง สส.ต้องเกณฑ์สมาชิกให้โหวตตัวเองจนได้รับชัยชนะ และจะทำให้ฝ่ายที่เหลือ หันหลังให้กับพรรคการเมืองที่ตัวเองสังกัด ไปหนุนพรรคการเมืองอื่น

“คนสร้างกฎหมายพรรคการเมืองนี้ คิดว่าพรรคการเมืองสั่งได้ ซ้ายหัน ขวาหัน แต่อย่าลืมพรรคการเมืองเป็นผู้บริหารประเทศ โดยพรรคจะเลือกคนไปบริหาร ดังนั้น การบริหารพรรคจึงยากกว่าการบริหารสินทรัพย์ เพราะพรรคการเมืองมีปฏิสัมพันธ์กับคน ไม่ใช่ดูเชิงประสิทธิภาพในการบริหาร หรือเศรษฐกิจอย่างเดียว ต้องดูทุกบริบท”

“คนที่คิดว่าทำอย่างนี้ถูกต้องแล้ว ทำไปเถอะ เราให้ความเห็นยาก เพราะเราเป็นผู้เล่น เขากำหนดกติกา พอเราโต้แย้งก็หาว่าเห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ประเทศชาติ คุณไม่พัฒนา ไม่ปฏิรูป จะว่าเราอีกว่าล้าหลัง แต่กติกาออกมาทำให้พรรคการเมืองถอยหลัง และหากทำอย่างนี้มันจะได้ระบบทายาท ครอบครัว เข้าสู่การเมือง ซึ่งเราก็ปฏิเสธเรื่องนี้มาตลอดในอดีต”

อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญ 2540-2550 ได้พยายามทำเรื่องดังกล่าว แต่เมื่อให้สาขาเลือกผู้สมัครต้องถามกลับว่าสาขาอยู่ไหน เพราะในทางปฏิบัติจริงๆ คือ อยู่ในบ้าน สส. ไม่ได้บริหารเอกเทศ เพราะสาขามีค่าใช้จ่ายต่างๆ คนดูแลสาขา คือ สส.ในเขต สมมติผู้แทนคนนั้นจะไม่สมัคร สส. ให้ลูก เมีย ลงต่อ เพราะอ้างสุขภาพแย่ ใครจะกล้าขัด

ขณะที่ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ถามว่า ขณะนี้พรรคการเมืองยังทำกิจกรรมอะไรไม่ได้ และแต่ละเขตพรรคต้องมีสมาชิกตามกฎหมายกำหนด บางเขตไม่มีสมาชิก มีแต่ตัวผู้ลงสมัคร ส่วนปาร์ตี้ลิสต์เลือกกันได้ทั้งประเทศ

อย่างไรก็ดี ทั้งหมดล้วนเป็นข้อจำกัด และที่รับไม่ได้ คือ ห้ามคนถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นสมาชิก ถือว่าลิดรอนสิทธิเสรีภาพและละเมิดสิทธิมนุษยชน แล้วเช่นนั้นจะให้มีการหาสมาชิกทำไม ซึ่งมันขัดแย้งและผิด

ด้าน ชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เมื่อกฎหมายผ่านสภาแล้ว ทุกภาคส่วนก็ต้องปฏิบัติตาม จะยุ่งยากอย่างไรก็ต้องทำ แต่มีข้อสังเกตทุกพรรคการเมืองต้องการเป็นของประชาชน ต้องก้าวไปสู่จุดนั้นให้ได้

ส่วนการให้สาขาเลือกผู้สมัคร พรรคจะมีการนำข้อกฎหมายเหล่านี้มาประชุมปรึกษาหารือ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ยังไม่สามารถทำอะไรเป็นทางการได้