ทหารคุมปรองดอง โอกาสสำเร็จยาก!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2560 เวลา 09:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/477130

ทหารคุมปรองดอง โอกาสสำเร็จยาก!!!

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทาง​ “ปรองดอง”​ เริ่มชัดเจนมากขึ้นหลังจากมีการตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ปยป.

หากพิจารณาขอบเขตและกรอบแนวทางการทำงานของ ปยป. ที่จะมีคณะกรรมการย่อยขึ้นมาทำงานแต่ละด้านนั้น จะเห็นว่าคณะกรรมการอำนวยการเพื่อความปรองดองสมานฉันท์ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานนั้น ถูกจับตามากที่สุด

เมื่อภารกิจสลายความขัดแย้งสร้างความปรองดองถือเป็นเป้าหมายสำคัญ ​ซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศเป็นเรื่องหลักที่จะเข้ามาสะสางเป็นเรื่องแรกๆ หลังรัฐประหารเพื่อพาประเทศก้าวพ้นวังวนความขัดแย้งเพื่อให้ทุกอย่างสามารถเดินหน้าต่อไปได้

ทว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายกับการสะสางปัญหาที่หมักหมมมานาน​ ดังจะเห็นว่าที่ผ่านมามีความพยายามที่จะสลายความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ดูจะไม่เป็นผล​

สำหรับรอบนี้ ที่ว่ากันว่าดูจะเอาจริงเอาจังกว่าทุกครั้ง แต่เมื่อ​ส่องดูรายชื่อคณะทำงานของคณะกรรมการอำนวยการเพื่อความปรองดองสมานฉันท์ 19 คน ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นทหารจากหน่วยงานต่างๆ

จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าการดึงบุคลากรจากกองทัพมาเป็นกำลังสำคัญในกลไก​สลายความขัดแย้งนั้น อาจสร้างปัญหาและทำให้การสร้างความปรองดองสำเร็จอย่างที่ตั้งใจได้ยาก

​ด้านหนึ่งอาจมองว่าเป็นการดีที่ดึงนายทหารระดับสูงมานั่งในกรรมการชุดนี้ อาทิ ​พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.สส., ผบ.ทบ., ผบ.ทร., ผบ.ทอ., ผบ.ตร. พร้อมดึงเอาหน่วยงานสำคัญทั้งสำนักนโยบายและแผนกลาโหม​ ศูนย์ปรองดอง คสช. (ผอ.ศปป.) ​มาเป็นทีมงานนั้น

ย่อมสะท้อนความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหา รวมทั้งสามารถใช้กรอบอำนาจและเครือข่ายในกองทัพช่วยเคลียร์ข้อติดขัดอุปสรรคด้านต่างๆ ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น

แต่อีกด้านการส่งทหารมาควบคุมกลไกปรองดอง กลับถูกมองว่าจะยิ่งทำให้เส้นทางสมานฉันท์ยากจะสำเร็จได้จริง

ประการแรก เพราะเรื่องปรองดองไม่ใช่เรื่องถนัดของทหาร ที่ถูกฝึกมาภายใต้กรอบการใช้กำลัง ทำตามคำสั่งแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และใช้กลไกอำนาจพิเศษในมือเพื่อช่วยสะสางอุปสรรคปัญหา โดยใช้หลักการเรื่องความมั่นคงเข้ามาเป็นตัวตั้งในการจัดการ

แต่การสร้างความปรองดองที่จะได้ผลสำเร็จนั้นจำเป็นจะต้องเข้าไปแก้ที่ต้นตอของปัญหา ด้วยการเปิดกว้างรับฟังความคิดความเห็นของทุกฝ่าย จากนั้นจึงนำมาหาข้อสรุปและแนวทางการแก้ปัญหาที่เห็นพ้องต้องกัน

ที่สำคัญต้องไม่ใช่การกระทำที่ทำพอเป็นพิธีเท่านั้น แต่จะต้องทำจริงจังจนเกิดการยอมรับการแก้ปัญหาถึงจะถูกจุดและยั่งยืน

บทบาทของกองทัพที่ผ่านมาจะเห็นว่าเป็นเพียงแค่การใช้อำนาจเข้าไปสะกดการเคลื่อนไหวไม่ให้ออกมาสร้างความปั่นป่วนขยายความขัดแย้ง แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหา

หากจำได้หลังรัฐประหารศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป หรือ ศปป. ที่มี พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผช.เสธ.ทบ. ตำแหน่งขณะนั้น เป็นผู้อำนวยการ ก็พยายามทำเรื่องเหล่านี้แต่ไม่มีความคืบหน้า

รูปแบบการทำงานครั้งนั้นดูจะเริ่มต้นไม่ต่างจากครั้งนี้ คือ การเชิญคู่ขัดแย้งแต่ละฝ่ายมาแสดงความคิดความเห็นปัญหา เพื่อจะหาข้อสรุปไปแก้ปัญหา แต่ก็ไม่อาจแก้ปัญหาได้จริง

คู่ขัดแย้งยังมองว่า ศปป.ดูจะเป็นเพียงแค่กลไกสกัดการเคลื่อนไหวที่สุ่มเสี่ยงสร้างความปั่นป่วน ใครหรือกลุ่มไหนที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงที่จะไปกระทบความมั่นคงย่อมต้องถูกเรียกตัวมาปรับทัศนคติ

​ประการต่อมา ด้วยสถานะของ คสช.​และกองทัพ ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้งด้วยแล้ว การจะให้มารับหน้าที่เป็นเจ้าภาพดูแลการแก้ปัญหาอาจไม่ค่อยเหมาะสมและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายเท่าที่ควร

ยิ่งฝั่งขั้วอำนาจเก่าที่ถูก คสช.รัฐประหารยึดอำนาจด้วยแล้ว การจะบอกว่าเป็นคนกลางที่อาสาเข้ามาแก้ปัญหาก็อาจไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะหลายเรื่องที่ผ่านมายังถูกดักคอว่าเป็นการกลั่นแกล้ง จนเห็นการออกมาโวยวายว่าถูกตัดแขนตัดขาตีกรอบจนขยับได้ยาก

ล่าสุดยังเห็นการเรียกร้องดึงให้ฝั่ง “กองทัพ” เข้ามาร่วมเซ็นเอ็มโอยูหรือสัจจะสัญญาเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง ไม่เพียงเฉพาะคนจากฝั่งการเมืองเท่านั้น แต่สุดท้ายทางกองทัพก็ปฏิเสธที่จะร่วมลงนามด้วย

ดังนั้น ด้วยสถานะที่ยังเป็นที่เคลือบแคลงว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนด้วยแล้วจะให้มารับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพแก้ปัญหาย่อมไม่เป็นที่ยอมรับ สุดท้ายผลที่ออกมาก็ย่อมไม่เป็นที่ยอมรับในที่สุด

ที่สำคัญคือการสร้างความปรองดองควรจะดำเนินการด้วยองค์กรหรือหน่วยงานที่มีความเป็นกลาง​ เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย ไม่ควรจะให้เป็นหน้าที่ของกลไกของกองทัพ

บทบาทของ คสช. ควรจะเป็นเพียงแค่รับข้อเสนอแนวทางปฏิบัติมาทำให้เกิดขึ้นจริง โดยใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ สะสางปัญหา เคลียร์อุปสรรคเพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าไปสู่เป้าหมายได้

แค่เริ่มออกตัวก็เห็นแนวคิดของทาง คสช. ที่ดูจะไม่แตกต่างจากรูปแบบการสร้างความปรองดองที่ผ่านมา

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วคงยากที่จะตั้งความหวังกับการปรองดองรอบนี้

 

สมานฉันท์แบบ ‘เพื่อไทย’ ยึดแนวคณิต-พระปกเกล้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2560 เวลา 14:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/476980

สมานฉันท์แบบ 'เพื่อไทย' ยึดแนวคณิต-พระปกเกล้า

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

กลายเป็นประเด็นให้ต้องจับโดยเฉพาะภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรค เพื่อไทย ได้ออกมาส่งสัญญาณสนับ สนุนจุดยืนผลศึกษาการปรองดอง ของ คณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) และของ สถาบันพระปกเกล้าฯหากส่องเนื้อสาระสำคัญของรายงาน คอป. ซึ่งได้ทำการศึกษาระหว่างเดือน ก.ค. 2553-ก.ค. 2555 โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินงานไว้ 4 มิติหลัก 1.การตรวจสอบและค้นหาความจริง (Truth Seeking) ได้แก่ การตรวจสอบและค้นหาความจริงและข้อเท็จจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นในห้วงเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553

2.การเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันความรุนแรง ประกอบด้วยการฟื้นฟูและการเยียวยา (Restoration) ได้แก่ การฟื้นฟูและเยียวยาสังคมไทย องค์กร สถาบันและบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง โดยแนวทางความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restor ative Justice)

3.การศึกษาวิจัยรากเหง้าปัญหาของความขัดแย้ง ดำเนินการศึกษาวิจัยเพื่อทำให้เกิดความกระจ่างกับ รากเหง้าของปัญหาทั้งในทางกฎหมาย การเมือง และประวัติศาสตร์ที่ส่งผลให้เกิดความแตกแยกและความรุนแรงในสังคมในช่วงที่ผ่านมา และ 4.การสร้างความปรองดองและป้องกัน มิให้ความรุนแรงเกิดขึ้นอีก

โดยข้อเสนอแนะของ คอป. อาทิ สังคมไทยควรตระหนักว่าประเทศชาติได้รับความเสียหายและบอบช้ำจากปัญหาความขัดแย้งและความแตกแยกในสังคมมาเป็นเวลานานแล้ว และควรนำวิกฤตการณ์ความรุนแรงในอดีต มาเป็นบทเรียนเพื่อระลึกถึงความ สูญเสียที่เกิดขึ้น และร่วมกันประคับประคองสถานการณ์ไม่ให้ประเทศต้องประสบกับเหตุการณ์ความรุนแรงอีก

ขณะเดียวกันยังเห็นว่าการเคลื่อน ไหวเพื่อผลักดันให้รัฐสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. … ซึ่งมีผลเป็นการนิรโทษกรรมผู้กระทำผิด เป็นการเร่งรัดกระบวนการปรองดองและกระทบต่อบรรยากาศของการปรองดองในชาติ ซึ่งต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย

โดยเฉพาะเหยื่อและผู้เสียหาย ที่จะได้รับผลกระทบตรงจากการ นิรโทษกรรม คอป.ขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายของการปรองดอง โดยเฉพาะสังคมมี ความขัดแย้งสูง การนำนิรโทษกรรมมาใช้จะต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง มี ความเหมาะสมในแง่เวลา สถานการณ์ และกระบวนการ และต้องพิจารณาถึงองค์รวมของหลักความยุติธรรม ในระยะเปลี่ยนผ่าน

นอกจากนี้ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกองทัพและทหาร ขอเรียกร้องให้กองทัพและผู้นำกองทัพวางตัวเป็น กลาง งดการก่อรัฐประหาร ไม่ยุ่งเกี่ยวหรือแทรกแซงทางการเมือง ไม่ว่าในทางใด และสังคมหรือกลุ่มการเมืองจะต้องไม่เรียกร้องหรือสนับสนุนในเรื่องนี้ ทุกฝ่ายต้องยึดหลักการว่ากองทัพต้องอยู่ภายใต้ การควบคุมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง (Civilian Control)

สำหรับข้อเสนอของ สถาบัน พระปกเกล้าฯ สิ่งที่ต้องริเริ่มดำเนินการ คือ รัฐบาล ฝ่ายค้าน และทุกฝ่าย ช่วยกันสร้างบรรยากาศปรองดอง และไม่รวบรัดใช้เสียงข้างมากเพื่อแสวงหาทางออก โดยต้องร่วมกันสร้างเวที ทั่วประเทศเพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายมีโอกาสถกเถียงแลกเปลี่ยนในวงกว้างต่อข้อเสนอ ทางเลือก และความเป็นไปได้ต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจระหว่างกันมากขึ้น และหาทางเลือก ที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ดังนั้น กระบวนการพูดคุย (Dialogue) จึงเป็นหัวใจของการปรองดอง

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการ ดังที่กล่าวจะประสบผลสำเร็จต้อง อาศัยปัจจัยสำคัญ 3 ประการ 1.เจตจำนงทางการเมืองของผู้มีอำนาจรัฐ ที่จะสร้างความปรองดองโดยคำนึง ถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ 2.กระบวนการสร้างความปรองดอง จะต้องมีพื้นที่ให้กับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง

และประชาชนจากทุกภาคส่วน ในสังคมไทยได้มีโอกาสในการแสดงความคิดเห็นต่อทางออกและแนวทาง ป้องกันมิให้ความขัดแย้งกลับกลายเป็นความรุนแรงในอนาคต และ 3.ปัญหาใจกลางซึ่งเป็นเหตุแห่งความขัดแย้งจะต้องได้รับการแก้ไขและแปรเปลี่ยนเป็นพลังในการพัฒนาประชาธิปไตย ที่พึงปรารถนาของประเทศไทย

 

ลุย ปรองดอง ซื้อเวลา ยื้อเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2560 เวลา 09:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/476664

ลุย ปรองดอง ซื้อเวลา ยื้อเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทาง “ปรองดอง” รอบใหม่กำลังส่อเค้ายืดเยื้อบานปลายไม่ต่างจากความพยายามหลายครั้งที่ผ่านมา​​

แม้ครั้งนี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะส่งสัญญาณเอาจริง ผ่านการตั้งคณะกรรม​การบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ปยป.) ที่กำลังเริ่มตั้งไข่เตรียมเดินหน้าทำงาน

ผ่านคณะกรรมการ 4 ชุดย่อย ​ได้แก่ 1.คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ 2.คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ 3.คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง และ 4.คณะกรรมการบริหารราชการเชิงยุทธศาสตร์

แถมวางตัว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มารับผิดชอบเรื่องงานปรองดองเป็นการเฉพาะ

เบื้องต้น แนวคิดเรื่องการสลายความขัดแย้งสร้างความปรองดองดูจะได้รับการขานรับเป็นอย่างดีจากคู่ขัดแย้งแต่ละฝั่ง ถึงขั้นออกประกาศตัวพร้อมให้ความร่วมมือหาทางออกที่หมักหมมมายืดเยื้อยาวนาน

แต่ทว่านี่เป็นเพียงท่าทีเบื้องต้นที่หากไปดูรายละเอียดของแต่ละฝั่ง จะเห็นว่าล้วนแต่มีเงื่อนไขของตัวเอง ที่ดูจะเป็นอุปสรรคขวางกั้น และทำให้เป้าหมายสู่ความปรองดองดูห่างไกลออกไปเรื่อยๆ

​แน่นอนว่าปมใหญ่ยังอยู่ที่เรื่อง “นิรโทษ” ที่แต่ละฝ่ายแต่ละสีแต่ละพรรคยังเห็นไม่ตรงกัน ด้านหนึ่งอยากให้ใช้โอกาสนี้ “เซตซีโร่” ลืมอดีตที่ผ่านมาแล้วเดินหน้าเริ่มต้นกันใหม่

​ขณะที่อีกด้านเห็นว่าการล้มกระดานล้างไพ่ใหม่หมด อาจเกิดกระแสต่อต้านที่จะยิ่งสร้างความขัดแย้งมากกว่าสร้างความปรองดอง พร้อมเสนอให้นิรโทษเฉพาะคดีทางการเมืองเกี่ยวกับการชุมนุมที่ทำผิดกฎหมายพิเศษ ส่วนคดีที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา ทุจริต รวมทั้ง 112 ให้ว่าไปตามกระบวนการ ​หลังจากนั้นจะมีช่องทางอภัยโทษก็ปล่อยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์

วิธีนี้จะทำให้กระบวนการค้นหาข้อเท็จจริงยังดำเนินต่อไป อีกด้านจะทำให้คดีเหล่านี้เป็นกรณีตัวอย่างสกัดไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงคล้ายกับที่ผ่านมาในอนาคต

ปมนี้เป็นชนวนร้อนที่ยากจะหาข้อสรุปที่ลงตัวและเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย

​ที่ผ่านมา ความพยายามแก้ปัญหาสลายความขัดแย้งจึงไม่อาจเดินหน้าไปจนสุดทาง การดำเนินการของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาส่วนใหญ่จึงจบลงที่รายงานเล่มหนาสรุปตั้งแต่ที่มาปัญหา จนถึงแนวทางแก้ไขปัญหาหลายแนวทาง ที่ไม่เคยนำไปสู่การปฏิบัติ​

ไล่มาตั้งแต่​คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. ที่มี คณิต ณ นคร เป็นประธาน เรื่อยมาจนถึงศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป หรือ ศปป. ที่มี พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผช.เสธ.ทบ. ตำแหน่งขณะนั้น เป็นผู้อำนวยการ

ก่อนจะมาถึงคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มี เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน ซึ่งได้สรุปแนวทางปรองดอง​ 6 หัวข้อ ประกอบด้วย 1.การสร้างความเข้าใจร่วมของสังคมต่อเหตุความขัดแย้ง

2.การแสวงหาและเผยแพร่ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรง 3.การอำนวยความยุติธรรม การสำนึกรับผิดชอบและการอภัย เช่น การนิรโทษกรรม 4.การเยียวยาดูแลและฟื้นฟู
ผู้ได้รับผลกระทบ 5.การสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกัน และ 6.มาตรการป้องกันการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง

แม้ครั้งนี้ดูจะคืบหน้าชัดเจนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ถึงขั้นมีการเตรียมเปิดให้พรรคต่างๆ ร่วมเซ็นเอ็มโอยู ​แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอดเพราะหลายฝ่ายต่างออกมาปฏิเสธและไม่เชื่อว่านี่จะนำไปสู่ความปรองดองได้จริง

ส่วนหนึ่งเพราะยังไม่เห็นรายละเอียดว่าเนื้อหาในเอ็มโอยู หรือสัจวาจา หรือสัญญาประชาคมนั้นจะออกมาอย่างไร ที่สำคัญหลายฝ่ายเชื่อว่าการลงนามจากตัวแทนของฝักฝ่ายต่างๆ นั้นจะเป็นที่ยอมรับหรือเห็นด้วยจากสมาชิกหรือผู้สนับสนุนของฝั่งตัวเอง ที่จะยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้งในวงย่อยต่อไปในอนาคต ​

แนวโน้มที่จะหาข้อสรุปร่วมกันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย สอดรับกับที่ทาง พล.อ.ประวิตร ออกมาระบุว่าขั้นตอนแรกแค่จะต้องใช้เวลาหารือพูดคุยประมาณ 3 เดือน เพื่อให้ได้ข้อยุติว่าใครต้องการอะไร อย่างไร ปัญหาอยู่ตรงไหน จากนั้นไปว่ากันต่อในขั้นที่ 2 และ 3

เมื่อรวมกับขั้นตอนการสังเคราะห์ข้อมูล นำปัญหา ​ข้อเสนอ ตลอดจนแนวคิดต่างๆ มาประมวลเป็นแนวทางการแก้ปัญหา ​ย่อมต้องใช้เวลานาน

ที่สำคัญแนวทางการสร้างความปรองดองที่เป็นที่ยอมรับด้วยกันทุกฝ่ายนั้น ไม่ใช่หาง่ายๆ แค่เวลานี้แต่ละฝ่ายเริ่มออกมาตั้งการ์ดประกาศเงื่อนไขของตัวเองเรียบร้อย

ไม่แปลกที่เวลานี้จะมีกระแสออกมา “ดักคอ” เส้นทางปรองดองที่กำลังเดินหน้าอาจเป็นเพียงแค่การสร้างความชอบธรรม​ ยื้อเวลาอยู่ในอำนาจต่อไปจนกว่าจะสะสางปัญหาความ
ขัดแย้งได้สำเร็จ

เมื่อรู้อยู่แล้วว่าการหาข้อสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งหากนำมาเป็นเงื่อนไขว่าหากปรองดองไม่สำเร็จจะไม่มีการเลือกตั้งด้วยแล้ว อาจทำให้การเลือกตั้งต้องยื้อเวลาออกไปจากโรดแมป

สอดรับไปกับการหยั่งกระแสสังคมแจงเหตุที่อาจทำให้ต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องการปรับแก้รัฐธรรมนูญฉบับที่มีการลงประชามติ หรือการทำกฎหมายลูก

ยิ่งตราบใดที่ยังไม่สามารถสร้างความปรองดองได้ การเลือกตั้งยิ่งเกิดยากขึ้นไปทุกที

 

ผ่าโครงสร้างปยป.เข็มทิศปฏิรูปประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2560 เวลา 06:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/476642

ผ่าโครงสร้างปยป.เข็มทิศปฏิรูปประเทศ

ความคาดหวังในการปฏิรูปประเทศไทยเป็นไทยแลนด์ 4.0 เริ่มตั้งแต่ “บิ๊กตู่” ประกาศว่า ปี 2560 จะเป็นปีแห่งการปฏิรูป

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ความคาดหวังในการปฏิรูปประเทศไทยเป็นไทยแลนด์ 4.0 เริ่มตั้งแต่ปีก่อน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศว่า ปี 2560 จะเป็นปีแห่งการปฏิรูปพร้อมลั่นวาจาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ “ประยุทธ์ 4” เป็น ครม.ชุดปฏิรูป จนนำมาสู่การใช้มาตรา 44 แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ปยป.) มีนายกรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะ

ไฮไลต์สำคัญ ปยป. พล.อ.ประยุทธ์ ดึงภาคธุรกิจมาร่วมเป็นทีมที่ปรึกษา คือคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) กับคณะกรรมการและคณะทำงานประชารัฐ ล้วนแต่เป็นนักธุรกิจระดับแสนล้าน อาทิ กานต์ ตระกูลฮุน บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล  ฐาปน สิริวัฒนภักดี บริษัท ไทยเบฟเวอเรจอาหาร และ ศุภชัย เจียรวนนท์ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ เป็นต้น รวมถึงดึงตัวผู้ทรงคุณวุฒิและอดีตข้าราชการ หรือข้าราชการระดับสูงปัจจุบันที่มีความรู้ความสามารถมาร่วมงานด้วย

ทั้งนี้ ปยป.ยังแตกหน่อคณะกรรมการย่อย 4 ชุด โดยมีรองนายกรัฐมนตรีกำกับและติดตามใกล้ชิด ดังนี้ 1.คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ มี พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ล่าสุดกำลังพิจารณาแผนปฏิรูปและข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป 137 เรื่อง กับ 11 ด้านการปฏิรูปของสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

2.คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ มี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี กับ พล.ร.อ. ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ร่วมกันคอยกำกับติดตามจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

3.คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง มี “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กำกับดูแล ล่าสุดตั้งกลไกทำงานขับเคลื่อนงานปรองดองด้วยการตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อความปรองดองสมานฉันท์ มี “บิ๊กช้าง” พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน

4.คณะกรรมการบริหารราชการเชิงยุทธศาสตร์ มี วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมายกำกับดูแลพร้อมกับตั้งสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี หรือ PMDU มี สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการ ปยป. ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการทั้ง 4 คณะ กรรมการย่อย

ทั้ง 4 คณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจเต็มในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน พร้อมกับดึงประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และประธาน สปท.เข้ามาร่วมด้วย โดยจะดึงรองประธาน สนช. และ สปท.อย่างละท่านมาร่วมงาน เพื่อมาร่วมประสานงานและขับเคลื่อนการจัดทำข้อเสนอและแนวทางการผลักดันการปฏิรูปให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในข้อเสนอแนะ

สำหรับสำนักงาน PMDU ที่มี สุวิทย์เป็นแม่งานหลักถือว่ามีบทบาทสำคัญมากเพราะต้องทำหน้าที่ รวบรวมข้อมูล ข้อเสนอแนะต่างๆ จากทุกภาคส่วนมาจัดทำเป็นแผนงานตามภารกิจ 3 คณะกรรมการข้างต้น คือ แนวทางการปฏิรูปยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ทุกข้อเสนอล้วนต้องกลั่นกรองจนตกผนึกทางความคิดและมีความเป็นไปได้เชิงรูปธรรมและปฏิบัติได้จริง ก่อนนำเสนอ ปยป. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พิจารณาตัดสินใจใช้อำนาจเชิงนโยบาย เช่น มาตรา 44 หรือตรากฎหมาย พ.ร.บ. พ.ร.ก. หรือ พ.ร.ฎ. เป็นต้น

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าเหตุผลที่ ครม. และ คสช.ใช้มาตรา 44 ตั้ง ปยป. เพราะงานปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เดิมจะเริ่มต้นได้เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว แต่ขณะนี้รัฐธรรมนูญอยู่ในขั้นตอน ดังนั้นเพื่อให้ประชาชนได้เห็นว่ารัฐบาลตั้งใจจริงเดินหน้าปฏิรูปและสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในชาติ จึงใช้มาตรา 44 โดยไม่ต้องรอให้รัฐธรรมนูญประกาศใช้ เพื่อให้การเดินหน้าประเทศเป็นไปได้โดยรวดเร็ว

“เดิมการแก้ปัญหาประเทศ เช่น ไอยูยู หรือไอเคโอ หากในระดับรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงแก้ไม่ได้ จะส่งต่อมาให้ระดับคณะกรรมการขับเคลื่อน มี 6 รองนายกรัฐมนตรีกำกับเพื่อบูรณาการแก้ปัญหา แต่จากนี้ไปปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินทั้งหมดจะส่งผ่านคณะ ปยป.ที่เข้ามาทำหน้าที่ปฏิรูปประเทศและวางยุทธศาสตร์ชาติ แต่ไม่ได้หมายความว่า ปยป.จะใหญ่หรือสำคัญกว่า ครม.แต่อย่างใด” พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปท. กล่าวว่า แนวทางการปฏิรูปประเทศในภาพรวมตามแนวทาง ปยป.เห็นว่ามีความชัดเจนในการกำหนดตัวบุคคล คณะทำงาน วิธีและกระบวนการที่ค่อนข้างชัดเจนว่าจะเดินไปอย่างไร ส่วนผลจะออกมาอย่างไรต้องคอยติดตามกันต่อไป ว่าถึงที่สุดแล้วข้อเสนอต่างๆ จะใช้แนวทางใดในการแก้ปัญหาจริงๆ เช่น มาตรา 44 หรือการออกกฎหมายใด รัฐบาลต้องพิจารณาและคำนึงถึงความสำคัญเร่งด่วน

ดังนั้น ชะตากรรมปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและปรองดองสมานฉันท์ ต้องฝากฝังไว้กับ ปยป. ว่าจะพาประเทศไปถึงฝั่งฝัน คือพลิกโฉมประเทศไทยก้าวล้ำไปสู่ศตวรรษที่ 21 ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ ลั่นสัจวาจาไว้

 

เอ็มโอยูปรองดอง ความหวังที่ยังริบหรี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มกราคม 2560 เวลา 09:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/476449

เอ็มโอยูปรองดอง ความหวังที่ยังริบหรี่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณไม่สู้ดีสำหรับแนวคิดการจับคู่ขัดแย้มาเซ็นเอ็มโอยูยุติความขัดแย้งเดินหน้าสร้างความปรองดอง

สืบเนื่องจากคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ปยป.) ที่กำลังเริ่มต้นเดินหน้าตามเป้าหมาย

เริ่มตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี​ ที่ออกมาชี้แจงว่าแนวคิดปรองดองยังไม่ได้ทำ อยู่ระหว่างการเริ่มตั้งคณะกรรมการ ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ​ รองนายกรัฐมนตรีคิดขึ้นมา ก็ต้องดูว่าจะต้องทำกันหรือไม่

แนวคิดเบื้องต้นเป็นการ​​เรียกพรรคการเมืองแต่ละพรรคมาคุยกัน ว่าอะไรที่จะร่วมมือกันได้บ้าง และอะไรที่จะไม่ทำอีก เช่น การทำให้เกิดปัญหากับประชาชนจะไม่ทำอีก

“เขาเรียกว่าเป็นสัจจะสัญญา แต่ไม่ใช่สัตยาบัน เป็นสัจวาจาทำนองนั้น คือพูดแล้วต้องไม่ลืม ต้องทำตามนั้น ก็ขึ้นอยู่กับทุกคนว่าต้องการให้ประเทศเดินหน้าหรือเปล่า แต่อย่าเอามาพันกัน ซึ่งมีหลายเรื่องหลายประเด็น

ผมได้ให้แนวนโยบายไปว่าการปรองดองมีหลายมิติและมีคดีความมากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคดีอาญา คดีแพ่ง คดีการเมือง แต่ละอย่างจะทำกันอย่างไร ระหว่างนี้ก็สร้างการรับรู้กับสังคม ประชาชน ให้รู้ว่าเขาคิดกันมาแบบนี้ ไม่ใช่งุบงิบทำ มันทำไม่ได้” นายกฯ กล่าว

หลังมีการออกมาจุดประเด็นนี้ กระแสสังคมและเสียงสะท้อนจากแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องดูจะไม่เห็นคล้อยตามไปกับแนวคิดนี้อย่างที่คาดการณ์

แม้ช่วงแรกจะเห็น​ว่าหลายฝ่ายมีท่าทีเหมือนจะขานรับออกมาสนับสนุนแนวคิดเรื่องปรองดอง แต่ทว่าก็ยังแอบมีเงื่อนไขส่วนตัวของแต่ละฝ่ายที่พ่วงเข้ามาโดยเฉพาะประเด็น “นิรโทษกรรม”

ซึ่งสุดท้ายย่อมจะทำให้กระบวนการปรองดองเป็นไปได้ยากในขั้นตอนการปฏิบัติจริง

ล่าสุด ​สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (กปปส.)  ออกมาประกาศชัดจะไม่ไปร่วมลงนามเอ็มโอยูอย่างแน่นอน เพราะมองว่าการลงนามนั้น ไม่ใช่ประโยชน์หรือทางออกของการปรองดองอย่างแท้จริง

ประเด็นสำคัญที่ทำให้หลายฝ่ายยังกังวลคือเรื่องนิรโทษกรรมที่ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน เพราะชัดเจนว่าจุดยืนของฝั่ง กปปส.และประชาธิปัตย์ นั้นไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมในคดีหลายประเภท

ขณะที่บางฝ่ายยังออกมาเรียกร้องเรื่องนิรโทษกรรม ล่าสุด สมพงษ์ สระกวี สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ออกมาทวงสัญญา พล.อ.ประยุทธ์ จะมาดูรายละเอียดเรื่องนิรโทษกรรมและทำเรื่องปรองดอง  ซึ่งคำว่านิรโทษกรรมของนายกฯ บอกต้องทำตามขั้นตอนกฎหมายก่อน เท่ากับว่านายกฯ ให้สัญญาเอาไว้แล้วว่าจะทำ

สาเหตุอีกประการที่ทำให้การลงนามสู่การปรองดองเป็นไปได้ยาก เพราะข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ยังไม่มีความชัดเจน ข้อมูลเบื้องต้นยังคงเป็นเพียงแค่กรอบกว้าง

การรีบออกมาตกปากรับคำย่อมสุ่มเสี่ยงเกินไปที่จะไปผูกมัดตัวเองในอนาคต

​​ยิ่งหากดูโครงสร้างคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองจำนวน 19 คน ​ที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม นั่งเป็นประธานนั้น ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นทหาร ทั้ง ผบ.สส. ผบ.ทบ. ผบ.ทร. ผบ.ทอ. ผบ.ตร.  ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหม ผู้อำนวยการศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ผอ.ศปป.)

แถมเบื้องต้นการกำหนดกรอบการทำงานที่จะลงไปรับฟังความคิดเห็นนั้นยิ่งชวนให้นึกถึงการทำงานปรองดอง ตั้งแต่หลังรัฐประหารที่ตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ที่มี พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ เป็นผู้อำนวยการ

ที่เป็นเพียงการเรียกคู่ขัดแย้งมารับฟังความคิดเห็นแต่ผ่านมาเกือบสองปีก็ยังไม่เห็นความคืบหน้า หากครั้งนี้ยังไม่ต่างจากที่ผ่านมาโอกาสปรองดองรอบนี้คงริบหรี่ลงไปทุกที

การสร้างความปรองดองรอบนี้จึงอาจเป็นโอกาสสุดท้าย ซึ่งหากตั้งใจและให้ความสำคัญรับฟังเสียงสะท้อนจากแต่ละฝ่ายเพื่อหาทางออกที่ทุกฝ่ายเห็นพ้อง​ต้องกัน​ ย่อมทำให้ความพยายามรอบนี้มีความหวังมากกว่าที่ผ่านมาส่วนจะสำเร็จมากน้อยแค่ไหนต้องรอดูกันต่อไป

 

‘ม็อบ-การเมือง’แผ่ว จำใจปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มกราคม 2560 เวลา 09:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/476243

‘ม็อบ-การเมือง’แผ่ว จำใจปรองดอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับแนวคิดที่เกี่ยวกับการทำบันทึกความเข้าใจ หรือ “เอ็มโอยู” เพื่อสร้างความปรองดองก่อนนำไปสู่การเลือกตั้ง โดยแนวคิดดังกล่าวถูกเปิดเผยมาจาก “พีระศักดิ์ พอจิต” รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 2 เมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา

“เท่าที่ได้พบและพูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายโดยตรงจากนายกรัฐมนตรี ให้มาดูแลเรื่องการปรองดอง ทราบว่า รองนายกฯ มีความตั้งใจสูงทุ่มเทสุดตัวเรื่องนี้ และมีแนวคิดเบื้องต้นว่าในเร็ววันนี้จะเชิญทุกฝ่าย ทุกพรรคการเมืองคู่ขัดแย้งเข้ามาพูดคุย เพื่อเสนอความคิดอ่านหาทางออกขจัดความขัดแย้ง

หลังจากนั้น จะทำเป็นข้อตกลงเอ็มโอยูเพื่อเดินหน้าไปสู่ความปรองดองก่อนการเลือกตั้งให้ได้ โดยข้อตกลงดังกล่าวจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องกฎหมาย แต่จะกระทำให้สังคมได้รับรู้อย่างเปิดเผย” รองประธาน สนช.คนที่ 2 ระบุ

ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เคยมีกระบวนการพยายามเปิดโต๊ะเจรจาและเชิญทุกฝ่ายมาตกลงแบบสันติวิธีและทำสัญญาสงบศึก โดยเฉพาะในช่วงเหตุการณ์การชุมนุมเมื่อปี 2548 และ 2553 แต่สุดท้ายไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ จนสุดท้ายผลก็ออกมาเป็นอย่างที่เห็น

มาในเวลานี้เป็นอีกครั้งที่เตรียมเปิดโต๊ะเจรจาสันติภาพ ซึ่งจะว่ากันในเชิงกระบวนการก็ไม่ได้ต่างจากอดีตที่ผ่านมา เพียงแต่เจ้าภาพในการดำเนินการ คือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งทุกฝ่ายต่างทราบดีว่าเป็นองค์กรที่มีอำนาจเต็มและสมบูรณ์

เมื่อ คสช.ตัดสินใจลงมาเป็นเจ้าภาพเอง หลังจากปล่อยให้แต่ละฝ่ายดำเนินการตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้กระบวนการสร้างความปรองดองในครั้งนี้มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะยังไม่ทันที่การเจรจาเพื่อนำไปสู่การลงนามในเอ็มโอยูจะเกิดขึ้น ปรากฏว่าฝ่ายการเมืองต่างออกมาแสดงความยินดีที่จะเข้าร่วมเวทีนี้อย่างพร้อมเพรียง

วิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ : “ขอสนับสนุนและให้กำลังใจกับการริเริ่มการปรองดองของรัฐบาลนี้ การมอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร รับผิดชอบมีความเหมาะสม”

อำนวย คลังผา อดีต สส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย : “เห็นด้วยกับแนวทางของ พล.อ.ประวิตร และมองว่า พล.อ.ประวิตร มีความเหมาะสมที่จะเข้ามาทำเรื่องปรองดองเพราะเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งในบ้านเมือง”

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. : “พร้อมให้ความร่วมมือ เรื่องนี้ถ้าเริ่มด้วยความจริงใจโดยเฉพาะจากฝ่ายผู้มีอำนาจเชื่อว่าน่าจะให้ผลเป็นรูปธรรมระดับหนึ่ง”

ถาวร เสนเนียม อดีตแกนนำ กปปส. : “กปปส.มีความยินดีและพร้อมที่จะไปพูดคุย”

หากถามว่าปัจจัยที่มีผลให้ทั้งกลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองเหล่านี้ยินดีเข้าร่วมกับ คสช.อย่างง่ายดายน่าจะมาจาก 2 ปัจจัยด้วยกัน

1.ต้องการให้เกิดการเลือกตั้ง เป็นเวลาร่วม 3 ปีแล้วที่ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้อำนาจของ คสช. ซึ่งเป็นระยะเวลาที่นานกว่าเมื่อครั้งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ลงมือรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2548

แน่นอนว่า คสช.อยู่นานเท่าไหร่ อำนาจของนักการเมืองย่อมถูกลดทอนมากขึ้นเท่านั้น หนำซ้ำฐานมวลชนที่เคยสวามิภักดิ์อาจแปรเปลี่ยนไปอยู่กับฝ่ายตรงข้าม ดังนั้น ฝ่ายการเมืองจึงไม่มีให้เลือกมากนัก

การจะทำให้ คสช.พ้นจากอำนาจด้วยสันติวิธี คือ ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งและนำอำนาจกลับจากทหารมาอยู่ในมือนักการเมืองอีกครั้ง จึงจำยอมเข้าสู่เกมของ คสช.แบบไร้อำนาจต่อรอง

2.ภาวะอ่อนแรงของฝ่ายการเมือง ต้องยอมรับว่า คสช.เปิดเกมรุกเดินหน้าบีบฝ่ายการเมืองเป็นระยะและในทุกระดับ ทั้งระดับแกนนำและระดับฐานมวลชนผ่านการดำเนินคดีเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงการออกแบบกติกาอย่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติที่ไม่ค่อยเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองสามารถขยายอำนาจได้มากนัก

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเท่ากับว่าพรรคการเมืองตกอยู่ในสภาพง่อยเปลี้ยพอสมควร จะขยับดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ไม่ถนัดมากนัก ยิ่งกินระยะเวลานานมากเท่าไหร่ฝ่ายการเมืองก็ยิ่งหมดพลังมากขึ้นเป็นระยะ

จากสภาพที่เกิดขึ้น พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองจำเป็นต้องเล่นไปตามเพลงของ คสช.และยอมรับกระบวนการสร้างความปรองดองที่กำลังออกแบบอยู่ในขณะนี้

อย่างน้อยเพื่อให้ตัวเองยังคงมีพื้นที่ยืนในทางการเมือง เพราะในช่วงเวลาและบรรยากาศแบบนี้หากไปเล่นบทจระเข้ขวางคลองหรือคัดค้านการสร้างความปรองดอง ย่อมทำให้ต้นทุนของฝ่ายการเมืองลดต่ำ สุดท้ายต้องยอมไปกับเกมของ คสช.เพื่อรอโอกาสกลับมาใหญ่อีกครั้งในอนาคต

 

บิ๊กตู่ฮึดตั้ง “ปยป.” โอกาสสุดท้าย คสช.​

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2560 เวลา 10:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/476056

บิ๊กตู่ฮึดตั้ง "ปยป." โอกาสสุดท้าย คสช.​

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กำลังกลายเป็นที่จับตาของสังคมสำหรับคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ปยป.) ​ที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งขึ้นมารับหน้าที่ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมป

จากบทบาทหน้าที่ของ ปยป. จะเห็นว่านี่เป็น “กลไก” หลักถูกตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลรับผิดชอบแต่เรื่องสำคัญ​

หากทุกอย่างทำได้อย่างที่ตั้งใจย่อมจะทำให้ประเทศสามารถเปลี่ยนผ่านเดินหน้ากลับสู่สภาวะปกติเป็นไปอย่างราบรื่น และที่สำคัญย่อมทำให้สังคมหลุดพ้นจากวังวนความขัดแย้งที่หมักหมมมานาน พร้อมเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและเข้มแข็ง

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแต่ละเรื่องที่ ปยป.ต้องรับผิดชอบล้วนแต่เป็นเรื่องยาก สะท้อนผ่านการตั้งคณะกรรมการที่ขึ้นมาดูแลทั้ง 4 ชุด

​1.​คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่ถือเป็นเรื่องใหญ่และมีบทบาทต่อการพัฒนาประเทศในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ เพราะถือเป็นการเริ่มตั้งธงว่าประเทศจะเดินหน้าไปในทิศทางไหน

ดังนั้น ผลการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ ย่อมจะสะท้อนให้เห็นว่าเราจะให้น้ำหนักกับการพัฒนาประเทศไปด้านไหน ตลอดจนมีรูปแบบการดำเนินการอย่างไรที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย

​2.คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศนับเป็นอีกเรื่องใหญ่ถึงขั้น​ คสช.ประกาศให้เป็นเป้าหมายสำคัญตั้งแต่หลังรัฐประหาร พร้อมวางกลไกต่างๆ ขึ้นมาดำเนินการปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้าน ครอบคลุมในทุกๆ ด้าน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ทว่าผ่านมาสองปีกว่าการปฏิรูปที่พยายามทำกันมายังเป็นเพียงแค่รายงานที่ไปจัดทำข้อมูลที่มาที่ไป แนวทางการดำเนินการ ตลอดจนข้อเสนอแนะ ตั้งแต่เมื่อครั้งการทำงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ต่อเนื่องมาจนถึงสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

หลายเรื่องที่คืบหน้าจับต้องได้กลับเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ  ส่วนเรื่องใหญ่ๆ อย่างการปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูประบบสาธารณสุข แม้แต่การปฏิรูประบบตำรวจที่พูดกันมากนั้น สุดท้ายกลับก็ยังไม่เห็นความคืบหน้าหรือเห็นทิศทางที่จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างที่สังคมคาดหวัง

นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ คสช.ยังแก้ไม่ตก ​หากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป นอกจากจะกระทบกับคะแนนนิยม คสช. ที่อุตส่าห์เร่ง​ปลุกปั้นจนกลับมากระเตื้องดีขึ้น ให้กลับไปตกต่ำกว่าเดิมแล้ว  สุดท้ายหากไม่สามารถทำอะไรให้ดีขึ้นย่อมทำให้การปฏิรูปต้องเสียของ

3.คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่ถือเป็นเรื่องร้อนซึ่งยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ทุกฝ่ายพอจะยอมรับร่วมกันเพื่อ​ให้ทุกอย่างเดินหน้าไปในแนวทางที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน

ที่ผ่านมาความขัดแย้งในสังคมเพียงแค่ถูกสะกดไว้ไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวใดๆ แต่รากเหง้าของปัญหายังคงอยู่ไม่ได้รับการคลี่คลาย

แม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามหากลไกเข้ามาคลี่คลายสลายความขัดแย้งหลายครั้ง ​แต่สุดท้ายก็ยังไม่สามารถเดินหน้าไปจนสุดทางได้ ปัญหาความขัดแย้งเลยคาราคาซังอยู่จนถึงปัจจุบัน

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ทุกอย่างยังติดขัดคือความชัดเจนของการนิรโทษกรรมที่ยังเห็นไม่ตรงกันเสียทั้งหมด เมื่อด้านหนึ่งอยากให้เซตซีโร่กลับมาเริ่มต้นกันใหม่ แต่อีกด้านอยากให้คดีบางประเภท ทั้งอาญา เผาบ้านเผาเมือง ตลอดจนทุจริตคอร์รัปชั่น และหมิ่นมาตรา 112  ต้องเดินหน้าไปตามกระบวนการยุติธรรม นี่จึงทำให้การปรองดองไม่อาจจะเดินหน้าไปได้ ​

และ 4.คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ที่ถูกจับตาไม่แพ้กัน เพราะจะเป็นกลไกที่จะชี้วัดแนวทางการบริหารประเทศต่อไปในอนาคต ​

ซึ่งทั้ง  4  ​ชุดนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเป็นคนดูแล และมีรองนายกฯ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)​ รองประธาน สนช. ประธาน สปท. ​และรองประธานร่วมเป็นกรรมการ

การขมวดเรื่องเหล่านี้มาไว้ภายใต้การควบคุมดูแลของ ปยป. ด้านหนึ่งจึงถูกมองว่าเป็นการต่อเวลาซื้อแรงกดดันอีกยก หลังจากเรื่องร้อนทั้งหลายยังไม่มีความคืบหน้า​อย่างที่สังคมอยากจะเห็น

แต่อีกด้านหนึ่งหาก คสช.สามารถ​ทำได้สำเร็จอย่างที่ตั้งเป้า ​นี่จะเป็นผลงานสำคัญที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้และทำให้การปฏิรูปครั้งนี้ไม่เสียของ ​​ซึ่งทั้งหมดถือเป็นโอกาสสุดท้ายของ คสช.อันที่จะไม่สามารถย้อนกลับมาแก้ตัวได้ในอนาคต

 

ขบวนสุดท้าย รถไฟสายปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2560 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/475873

ขบวนสุดท้าย รถไฟสายปรองดอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“การสร้างความปรองดองและการสร้างความสมานฉันท์” เป็นหนึ่งในนโยบายและโรดแมปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่การเข้ามาบริหารประเทศปฏิเสธไม่ได้ว่า ยังไม่ปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมมากนัก

เมื่อครั้งมี สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีการตั้ง คณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง ที่มี “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” เป็นประธาน โดยมีข้อเสนอออกมาหลากหลายและมีความน่าสนใจด้วยการเสนอให้จำแนกคดีความที่สมควรได้รับการนิรโทษกรรม ยกเว้นคดีทุจริตและคดีเกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

ข้อเสนอของคณะกรรมการชุดนี้ได้ถูกส่งไปยังรัฐบาลแต่ก็เงียบหายไปไร้เสียงตอบกลับจากผู้มีอำนาจ ส่งผลให้กลายเป็นกองเอกสารที่อยู่ในลิ้นชักโต๊ะทำงานตึกไทยคู่ฟ้าไปโดยปริยาย

ยิ่งไปกว่านั้นเคยมีการนำเรื่องการสร้างปรองดองไปบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรกของประเทศไทย แต่ปรากฏว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวถูกฉีกโดย สปช.ทำให้เกิดภาวะชะงักขึ้นมาทันที

แม้กระทั่ง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พยายามจะเข้ามาเป็นเจ้าภาพจัดการในเรื่องนี้ แต่สุดท้ายเจอพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.เบรกทันที ทั้งๆ ที่ สนช.ยังไม่ได้ออกตัวด้วยซ้ำ

กลายเป็นว่า แนวทางการสร้างความปรองดองถูกซุกอยู่ใต้พรมมาเป็นเวลานาน จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลประกาศว่า จะเดินหน้าเรื่องนี้ให้เกิดเป็นรูปธรรม

ล่าสุดรัฐบาลได้ตั้ง คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ปยป.)

การสถาปนาคณะ ปยป.ที่ว่านี้รัฐบาลมีจุดประสงค์เพื่อการสร้างความปรองดองในเชิงโครงสร้างมากกว่าจะมุ่งเน้นไปที่การนิรโทษกรรม ซึ่งเหมือนกับเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ

โดยรัฐบาลกำลังพยายามสร้างความปรองดองโดยใช้ฐานของการปฏิรูปประเทศ หมายความว่า ถ้าสามารถปฏิรูปประเทศได้เป็นผลสำเร็จและสร้างความเท่าเทียมกันในหลายมิติได้แล้ว ทั้งหมดจะนำมาซึ่งความปรองดองโดยอัตโนมัติ เพราะทุกฝ่ายสามารถได้รับการจัดสรรทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองจากความเคลื่อนไหวของรัฐบาลที่ออกมานั้นนับว่าเอาจริงเอาจังกับการสร้างความปรองดองอยู่ไม่น้อย เพราะมิเช่นนั้นแล้วรัฐบาลคงไม่ลงมาเป็นเจ้าภาพด้วยตัวเอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการสร้างความปรองดอง ปรากฏว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม มาทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมยุทธศาสตร์การสร้างความปรองดองด้วยตัวเอง

“ขณะนี้กำลังทำโครงสร้างและขั้นตอนของการสร้างความปรองดองและอยู่ร่วมกันได้ และเมื่อจัดทำโครงสร้างการดำเนินงานเสร็จแล้ว จะเสนอเรื่องถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ จากนั้นจะนัดประชุมคณะกรรมการ ก่อนจะเชิญตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ มาร่วมพูดคุยหารือต่อไป” พล.อ.ประวิตร ระบุ

การลงมาทำงานการเมืองของ พล.อ.ประวิตร เป็นความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เพราะต้องไม่ลืมว่าพล.อ.ประวิตร เป็นนายทหารที่อุดมไปด้วยคอนเนกชั่นทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์ หรือแม้แต่กลุ่มการเมืองสีเสื้อ

เพียงแค่ยังไม่ลงมือทำงานอย่างเป็นทางการ จะเห็นได้ว่าฝ่ายการเมืองก็แสดงออกในเชิงบวกค่อนข้างชัดเจน ผิดกับก่อนหน้านี้ที่มักจะแสดงความคิดเห็นในเชิงคัดค้าน

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้โอกาสที่ คสช.จะทำงานประสบความสำเร็จก็มีความเป็นไปได้สูง

หากจะบอกว่าปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การปรองดองมีทิศทางที่ดีขึ้น คือ การถูกบังคับด้วยเวลาและสถานการณ์

ที่ต้องบอกเช่นนี้เพราะว่า ความเคลื่อนไหวที่ว่าด้วยการปรองดองนั้นเกิดขึ้นในช่วงปลายอำนาจของ คสช. ซึ่งคสช.ต้องการสร้างผลงานให้เห็นรูปธรรมก่อนสั่งลา หรือถ้าจะพูดแบบภาษาชาวบ้านๆ ต้องเรียกว่า “รถไฟขบวนสุดท้าย”

เป็นโอกาสครั้งสุดท้ายที่ทุกฝ่ายที่มีคดีติดตัวหลายคดี ยกเว้นคดีทุจริตและคดีผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จะได้รับการผ่อนหนักให้เป็นเบา หรือทำให้สิ่งที่หนักนั้นหายไปด้วยการเข้าสู่กระบวนการปรองดองภายใต้กฎหมายที่ คสช.จะเป็นผู้กำหนด

สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า รถไฟสายปรองดองนี้เป็นขบวนสุดท้ายแล้วจริงๆ คงหนีไม่พ้นการที่ สนช.เสนอ ร่างพ.ร.บ.การอำนวยความยุติธรรมทางอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ไปให้รัฐบาลแล้ว อันเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลเอาจริงไม่ได้ซื้อเวลาเหมือนที่เคยโดนตำหนิก่อนหน้านี้

จึงอย่าได้แปลกใจว่า ทำไมฝ่ายการเมืองถึงตอบรับการปรองดอง เพราะถ้าใครพลาดรถไฟขบวนสุดท้ายแล้วจะไม่มีโอกาสอีกเป็นครั้งที่ 2

 

ผ่าแนวคิดปรองดองสไตล์คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2560 เวลา 08:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/475591

ผ่าแนวคิดปรองดองสไตล์คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถือเป็นความคืบหน้าที่น่าสนใจใน การสร้างความปรองดองทางการเมืองตลอดสองปีกว่าของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้วยการตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ปยป.) พร้อมกับจัดตั้ง คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองโดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กำกับดูแล “โมเดลปรองดอง” ทั้งหมด

เบื้องต้นได้กำหนดแนวทางการดำเนินการของคณะกรรมการและอนุกรรมการจัดทำความเห็นร่วมเพื่อความปรองดองสมานฉันท์ โดยได้มอบหมายให้กระทรวงกลาโหมเป็นเจ้าภาพหลัก โดยตั้งคณะที่ปรึกษานำโดย พล.ท.เจิดวุธ คราประยูร ผู้บัญชาการวิทยาลัยเสนาธิการทหาร ซึ่ง พล.ท. เจิดวุธ เป็นบุตรชาย พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีต ผบ.ทบ. มาร่วมเป็นคณะกรรมการเจรจาฝ่ายการเมืองกับ ถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ร่วมกันกำหนดประเด็นคำถามในการสัมภาษณ์พิเศษพรรคการเมืองต่างๆ อาทิ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น หรือเชิญแกนนำผู้ชุมนุมทางการเมืองในอดีต อาทิ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

สำหรับงานปรองดองจะเกี่ยวข้องกับกระทรวงกลาโหมเป็นหลัก โดยมีกระทรวงยุติธรรมเข้ามาร่วมทำงานด้วย ดังนั้นคณะทำงานชุดนี้จะมีการเตรียมการจัดทำประเด็นคำถาม ด้วยการเชิญกลุ่มการเมืองทุกกลุ่มเข้ามาแลกเปลี่ยนหารือ ทั้งในแบบสัมภาษณ์เดี่ยวเชิงลึกหรือเวทีสาธารณะ รวมถึงการกำหนดแนวทางหรือกลยุทธ์ของงานปรองดอง พร้อมข้อมูลและข้อเสนอแนะต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่องานปรองดองนำเสนอให้กับรองนายกรัฐมนตรีพิจารณา โดยมีการกำหนดปฏิทินการทำงานไว้ชัดเจน

เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ให้ความเห็นว่า การตั้งคำถามไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ การหาข้อยุติจากข้อเสนอจากฝ่ายต่างๆ ทั้งพรรคการเมือง แกนนำผู้ชุมนุม หรือประชาชนที่เดือดร้อนหรือได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง ดังนั้นการกำหนดเป้าหมาย กำหนดวิธีการเพราะการรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ ย่อมรับทราบกันดีว่าแต่ละฝ่ายหรือกลุ่มการเมืองล้วนคิดหรือต้องการอะไร อาทิ กลุ่มที่มีคดีความย่อมต้องการพ้นคดี ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบย่อมต้องการได้รับเงินเยียวยาหรือค่าชดเชย ซึ่งทุกฝ่ายย่อมต้องการนำเสนอในสิ่งที่ตัวเองได้ประโยชน์ทั้งสิ้น แต่สิ่งสำคัญ คือ การหาข้อยุติต่างหาก ดังนั้นรัฐบาลตามกรอบเวลาที่กำหนดออกมาต้องทำให้ชัดเจน เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในการสร้างความปรองดอง

เสรี กล่าวว่า ในการตั้งคำถามต้องระมัดระวังการใช้คำพูดต้องลดคำพูดที่กระทบต่อความรู้สึกของฝ่ายหนึ่ง หรือคำพูดที่ให้ร้ายหรือดูถูกอีกฝ่าย ดังนั้นความสำเร็จอยู่ที่ว่าทุกฝ่ายต้องลดทิฐิ เพื่อมาหาทางออกร่วมกันไม่ใช่มากล่าว หากันว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดหรือถูก ต้องให้อภัยซึ่งกันและกัน เพราะความสำเร็จของการสร้างความสามัคคีปรองดองขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้

“เอาฝ่ายไหนมาก็รู้ว่าเขาจะตอบคำถามว่าอย่างไร แต่ละกลุ่มต้องการอะไร อันนี้ก็รู้ๆ กันอยู่ แต่สิ่งสำคัญ คือ จะทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายลดทิฐิให้อภัยซึ่งกันและกัน แล้วมาหาข้อยุติร่วมกันในทุกๆ ข้อเสนอ นี่คือแนวทางความสำเร็จของโมเดลปรองดองของรัฐบาล” เสรี กล่าว

 

แนวทางปรองดอง สู่การปฏิรูปประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2560 เวลา 09:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/475390

แนวทางปรองดอง สู่การปฏิรูปประเทศ

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เริ่มต้นคิกออฟนัดแรกสำหรับการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเพื่อการปฏิรูปและปรองดอง โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเดินหน้าเรื่องดังกล่าวให้สำเร็จตามคำมั่นสัญญาต่อประชาชน

การดำเนินการเรื่องนี้ถือเป็นการจับตาของทุกฝ่ายว่ารัฐบาลจะหยิบยกแนวทางปรองดองซึ่งได้มีการศึกษาก่อนหน้านี้ ทั้งของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และ คณิต ณ นคร ประธานกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) มาใช้ดำเนินการหรือไม่

หากย้อนดูรายงานฉบับเอนก ได้สรุป 6 ประเด็นสำคัญเพื่อสร้างความปรองดอง อาทิ 1.สร้างความเข้าใจร่วมของสังคมต่อเหตุแห่งความขัดแย้งในอดีต โดยจัดเวทีรับฟังข้อเท็จจริงจากกลุ่มบุคคลเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการกำหนดและเสนอแนะแนวทางการคลี่คลายและป้องกันความขัดแย้งในอนาคต

2.แสวงหาและเปิดเผยข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรง เพื่อการสร้างความเข้าใจร่วมกันของสังคม และนำมาสรุปบทเรียนเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศต้องประสบกับวิกฤตการณ์นี้อีก 3.อำนวยความยุติธรรม การสำนึกรับผิดและการให้อภัย โดยใช้หลัก (Transitional Justice) และกระบวนทัศน์แบบความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice)

และ 4.เยียวยาและการฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบทุกฝ่ายจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง โดยมีมาตรการในส่วนที่เป็นเงินและไม่ใช่ตัวเงิน รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์ฐานการคิดคำนวณอัตราในการชดเชยความเสียหายและการเยียวยา โดยเลือกปฏิบัติ ปัญหา และเงื่อนไขของความขัดแย้งต่อเนื่อง

ขณะที่รายงาน คอป.ได้จัดทำข้อเสนอแนะ อาทิ กฎหมายหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการ
กระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ควรให้มีการแก้ไข เพราะเกรงว่าจะถูกนำมาเป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ในทางการเมือง อีกทั้งไม่เป็นการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการลดความขัดแย้งและสร้างความปรองดอง

นอกจากนี้ ยังพบว่าการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดความแตกแยก และทำให้ความขัดแย้งในสังคมยกระดับเป็นความรุนแรง โดยเฉพาะการนำเสนอข้อมูลและการใช้ภาษาที่มีการปลุกเร้าและกระตุ้นให้เกิดความเกลียดชัง (Hate Speech)

“สื่อทุกแขนงต้องมีความระมัดระวังและมีความรับผิดชอบในการเสนอข้อมูลที่ถูกต้องต่อสาธารณชน โดยเฉพาะสื่อของรัฐต้องมีความเป็นกลางและให้โอกาสทุกฝ่ายเท่าเทียมกัน ทุกฝ่ายต้องหยุดใช้สื่อเพื่อปลุกระดมยั่วยุให้เกิดการใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะสื่อวิทยุชุมชน และหลีกเลี่ยงการวิเคราะห์และนำเสนอข่าวลักษณะของการท้าทาย เนื่องจากจะเป็นการทำลายบรรยากาศของการสร้างความปรองดอง”

รัฐบาลควรฟื้นฟูเยียวยาสื่อมวลชนผ่านการปฏิบัติงานในพื้นที่ซึ่งมีความเสี่ยงต่อชีวิตและความปลอดภัย ทั้งจิตใจและร่างกาย โดยเฉพาะสื่อที่ได้รับบาดเจ็บ หรือครอบครัวของสื่อมวลชนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ ต้องได้รับสวัสดิการ เยียวยา และการเชิดชูเกียรติ ทั้งจากองค์กรต้นสังกัด องค์กรวิชาชีพ ภาครัฐ และสังคมทั่วไป

สำหรับการแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพและทหารโดยเฉพาะการรัฐประหาร ส่งผลให้สังคมไทยขาดโอกาสเรียนรู้จะจัดการวิกฤตการณ์การเมืองตามครรลองแห่งระบอบประชาธิปไตย และสร้างความไม่พอใจแก่กลุ่มคนที่เห็นว่าอำนาจอธิปไตย สิทธิ และผลประโยชน์ของตนถูกคุกคามจากการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นมีความสลับซับซ้อนและบานปลายยิ่งขึ้น

เช่นเดียวกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีการตั้งกรรมาธิการการเมือง จัดทำรายงานความปรองดองพร้อมกับแนบร่าง พ.ร.บ.อำนวยความยุติธรรมทางอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับมูลเหตุทางการเมือง เสนอต่อ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ไปแล้ว

สาระสำคัญกำหนดให้ตั้งกรรมการคณะหนึ่งมาจากหลากหลาย มีหน้าที่ในการจำแนกคดี กำหนดหลักเกณฑ์เยียวยาเหตุชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548-2557 ที่น่าสนใจกว่านั้น คือการตรากฎหมายรับรองคณะกรรมการชุดนี้ มีอำนาจเสนอข้อมูลไปยังอัยการและศาล ซึ่งอัยการและศาลต้องรับข้อเสนอของกรรมการชุดนี้ไปพิจารณาลดหย่อนบรรเทาโทษด้วย

ทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะเดินหน้าตัดสินใจเลือกทางเดินแบบไหน เพื่อให้ประเทศชาติหลุดพ้นจากวิกฤตที่เคยเป็นมา