อาหารจีนต้นตำรับกวางตุ้งที่ ฟุ หมาน เหลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/525760

อาหารจีนต้นตำรับกวางตุ้งที่ ฟุ หมาน เหลา

“ฟุ หมาน เหลา” มีความหมายที่ดีว่า ความสำเร็จ ความอุดมสมบูรณ์ และมั่งคั่ง เป็นความหมายอันเป็นสิริมงคล ที่ แสวง เจียรไพฑูรย์ กรรมการผู้จัดการ ผู้ก่อตั้งภัตตาคารจีนแห่งนี้ที่ชื่นชอบอาหารจีนเป็นพิเศษ ตั้งใจที่จะให้ฟุ หมาน เหลาเป็นห้องอาหารจีนสไตล์กวางตุ้ง ซึ่งถือเป็นสุดยอดอาหารจีนแนวหน้าที่ดีที่สุด

ภัตตาคารจีน ฟุ หมาน เหลา โรงแรม เดอะ ทวิน ทาวเวอร์ ตั้งอยู่บนถนนพระรามหกตัดใหม่รองเมือง เขตปทุมวัน ห้องอาหารจีนใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ที่ได้รับความนิยมต่อเนื่องมาตลอด 24 ปี

มีการคัดสรรวัตถุดิบที่สดใหม่ให้ลูกค้าได้รับอรรถรสและประทับใจในราคาที่เอื้อมถึง แม้ว่าจะเป็นห้องอาหารในโรงแรมก็ตาม การตกแต่งห้องแบบจีนสไตล์โมเดิร์น เน้นความโอ่โถงโล่งโปร่งสบาย รองรับลูกค้าได้ถึง 220 ที่นั่ง พร้อมห้องวีไอพีสำหรับความเป็นส่วนตัวถึง 7 ห้อง สรรค์สร้างความอร่อยและบรรจงจัดให้ทุกจานสวยงามโดย เชฟพัน เอี่ยมสะอาด ที่มีประสบการณ์ด้านอาหารจีนยาวนานถึง 24 ปี และเคยอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์มา 11 ปี จึงการันตีความอร่อยว่ารสชาติเป็นจีนแบบดั้งเดิม

อาหารเอกลักษณ์อันโดดเด่นของห้องอาหารก็คือ บุฟเฟ่ต์ติ่มซำ กับ ความอร่อยแบบไม่อั้นในมื้อกลางวัน เป็นสิ่งที่ดึงดูดลูกค้าประจำที่เติบโตมาพร้อมๆ กับห้องอาหาร เช่น เมนูติ่มซำเด็ดๆ ที่มีให้เลือกมากกว่า 40 ชนิด ตระเตรียมไว้ให้ลูกค้าเลือกอร่อย มีตั้งแต่แบบนึ่งในเข่งร้อนควันฉุย เช่น ขนมจีบ-ซิวหมาย ขนมจีบกุ้ง สดใหม่เคี้ยวกุ้งได้เต็มคำ ขนมจีบปู ฮะเก๋า สาหร่ายทะเล ปูอัดเห็ดหอมไส้กุ้งนึ่ง

กระเพาะปลายัดไส้นึ่ง ขาไก่ ซี่โครงหมูเต้าซี่ ก๋วยเตี๋ยวหลอดไส้รวมมิตรหอมซีอิ๊วปรุงพิเศษ เนื้อปลานึ่งซีอิ๊ว ฝันโก๋ ลูกชิ้น กุยช่ายแป้งใสเนียนนุ่มพิเศษไม่เหมือนที่อื่น ซาลาเปาไส้หมูแดง หมูสับที่เคล็ดลับความอร่อยอยู่ตรงการเลือกหมูสันในอย่างดี เนื้อนุ่มนวล ละลายในปาก ซาลาเปาไส้ครีม เนื้อครีมหอมมัน ไม่หวานมาก ไข่เยี่ยวม้าทรงเครื่องรองด้วยหมูสับนึ่ง กรรเชียงปูนึ่ง หมูสับนึ่งหน้าไข่เค็ม ฯลฯ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ออร์เดิร์ฟเย็น เช่น ไก่แช่เหล้า เนื้อไก่นุ่มชุ่มฉ่ำลิ้น อกเป็ดหรืออกไก่รมควันยำถั่วฝักยาวพริกเซี่ยงไฮ้กรุบกรอบ ขาหมูยัดไส้ แมงกะพรุนน้ำมันงา ตามด้วยของทอด เช่น เผือกทอด เกี๊ยวทอด ข้าวเหนียวงาทอด ขนมผักกาดทอด ถุงเงิน ถุงทอง เปาะเปี๊ยะฮ่องกงทอด หรือจะอร่อยแบบคล่องคอกับเมนูซุปเสฉวน ซุปเยื่อไผ่เห็ดหอม ไก่ตุ๋นยาจีน ซุปดอกไม้จีน นอกจากนั้นห้องอาหารยังมีอาหารในฮอตดิช ร้อนๆ อาทิ ข้าวผัดกวางเจา อีหมี่ผัดแฮม เนื้อปลาน้ำแดง ปลาหมึกทอดซาซ่าซอส เต้าหู้ผัดซูชินี่ ปลาผัดต้นกระเทียม หมูผัดซอสเอ็กซ์โอ ฯลฯ และยังมี ซุ้มก๋วยเตี๋ยว ซุ้มข้าวหน้าต่างๆ พร้อมผลไม้ ของหวาน เช่น น้ำแข็งไส ขนมเค้ก อาหารในบุฟเฟ่ต์ติ่มซำจะสลับหมุนเวียนเปลี่ยนกันไปในแต่ละวัน ในราคาเพียงท่านละ 500 บาทเท่านั้น รวมชาหรือเก๊กฮวยร้อนเย็นแล้ว

สำหรับเมนูแนะนำช่วงมื้อเย็นที่ภัตตาคารจีน ฟุ หมาน เหลา เปิดบริการปกติจำหน่ายอาหารตามเมนู อาทิ สลัดหอยเชลล์ฮอกไกโดในส้มแมนดาริน เหมาะสำหรับผู้รักสุขภาพ มีวัตถุดิบทั้ง แคนตาลูป แก้วมังกร เนื้อส้มแมนดาริน แอปเปิ้ล และหอยเชลล์สแกลลอปฮอกไกโด กุ้งญี่ปุ่น ราดด้วยมายองเนสสูตรพิเศษฟุ หมาน เหลา หรือจะเป็นเมนูผักโขมทรงเครื่องหม้อดิน ที่มีรสชาติหอมหวานอร่อย มีกลิ่นอายของเบคอน แฮม หอยเชลล์แห้ง เห็ดหอม ได้รสชาติความหอมมันจากไข่เยี่ยวม้า ที่ทางเชฟทำเองกินคู่กับผักโขม

เมนูหูฉลามแผ่นวังหลวง เสิร์ฟกับยอดซุปน้ำใส อาหารบำรุงกำลังชั้นยอด จากวัตถุดิบชั้นเลิศ พร้อมน้ำซุปที่ต้มนานถึง 15 ชั่วโมง และที่พลาดไม่ได้หากมาที่นี่คือ เป็ดปักกิ่ง ย่างมาหอมๆ หนังกรอบ ไม่มัน แป้งบางนุ่ม เนื้อเป็ดบริการฟรี ทำเป็นเมี่ยงเป็ด ปิดท้ายด้วยมื้อค่ำกับเมนูแบบเป็นเซต และเมนูจานเด็ดอีกหลากหลาย ที่เชฟสร้างสรรค์เป็นโปรโมชั่นใหม่ทุกๆ 2 เดือน พิเศษไปกว่านั้นทางห้องอาหารจัดโปรโมชั่นเด็ดๆ ทุกเดือนผ่านทางเฟซบุ๊กของโรงแรม http://www.facebook.com/TheTwinTowersHotelBangkok เพื่อเติมเต็มทุกรสสัมผัสกับเสน่ห์แห่งรสชาติอาหารจีนกวางตุ้งในราคาที่เหมาะสม

ภัคตาคารจีน ฟุ หมาน เหลา เปิดบริการทุกวัน มื้อกลางวัน 11.30-14.30 น. และมื้อเย็น 18.00-22.30 น. สอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่โทร. 02-216-9555 ต่อ 11452 ควรโทรมาจองล่วงหน้า 1 วัน ทั้งมื้อกลางวันและมื้อเย็น เพราะที่นี่มีลูกค้าประจำมาอุดหนุนไม่ขาด

 

หอมกรุ่นกาแฟกลางสวน คินน์ แคฟเฟ่ แอนด์ คราฟท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/525759

หอมกรุ่นกาแฟกลางสวน คินน์ แคฟเฟ่ แอนด์ คราฟท์

หลบหลีกความวุ่นวายด้วยการเดินทางลึกเข้าไปในซอยลาดพร้าว 25 อันเป็นที่ตั้งของร้านกาแฟน้องใหม่ ในบรรยากาศสวนร่มรื่น พร้อมหอมกรุ่นกาแฟจากถิ่นเหนือและละเลียดของหวานสไตล์โฮมเมด ที่จะทำให้หลงลืมเวลาไปแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวกันทีเดียว

คินน์ แคฟเฟ่ แอนด์ คราฟท์ (Kinn Kaffe & Craft) ชื่อนี้มีความหมาย Kin มาจากภาษาอังกฤษ แปลว่า เครือญาติ (N ที่เพิ่มเข้ามาเพื่อให้เขียนโลโก้ร้านได้สวยงามมากยิ่งขึ้น) ส่วน Kaffe เป็นภาษาอิตาลีที่แปลว่า คาเฟ่ และคำว่า Craft แปลว่า งานทำมือ สไตล์โฮมเมด แปลโดยรวมได้ใจความว่าร้านกาแฟที่ต้อนรับคุณดุจเครือญาติ พร้อมกับชื่นชมงานฝีมือที่เจ้าของร้านวัยหนุ่ม และผองเพื่อนร่วมกันประดิษฐ์งานศิลปะมาขายในร้าน ไม่ว่าจะเป็นสมุดโน้ต จาน และงานศิลปะ ฯลฯ 

คาเฟ่แห่งนี้มีจุดเริ่มต้นที่ว่า หนุ่มวิน-ชิตชนันท์ ขรขันฑ์ และแฟนสาว ชอบดื่มกาแฟเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ผสานกับทั้งคู่จบการศึกษาทางด้านภูมิสถาปัตยกรรม จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ และทำงานออกแบบสวนควบคู่ไปด้วย จึงมีไอเดียอยากเปิดร้านกาแฟสักร้าน พร้อมทั้งใช้เป็นที่พักและโฮมออฟฟิศไปในตัว มากไปกว่านั้นคือได้ออกแบบตกแต่งสวนอย่างที่ตัวเองถนัด

ทั้งคู่เริ่มปรับปรุงและตกแต่งด้วยการรีโนเวตพื้นที่ของบ้านไม้หลังเก่ายุคไนน์ตี้ส์แห่งนี้ ให้ดูอบอุ่นและเป็นกันเองในสไตล์

 

 

โรแมนซ์รัสติก ความดิบผสมความโรแมนติกเอาไว้อย่างลงตัว โดยยังคงโครงสร้างเดิมที่สวยงามของบ้านไว้ทั้งหมด เพียงแค่ทาสีและปรับพื้นที่ให้ใช้งานได้อย่างคุ้มค่า เน้นการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์รวมไปถึงของแต่งบ้านในสไตล์วินเทจ ผสมผสานทั้งของเก่าที่สะสมเอาไว้และของใหม่ที่ล้วนส่งผลให้ร้านมากด้วยเสน่ห์

บรรยากาศด้านนอก ทั้งคู่ลงมือลงแรงตั้งแต่ตกแต่งพื้นหน้าร้าน ด้วยการเรียงอิฐมอญสลับไปมาอย่างสนุกสนาน รวมทั้งจัดวางโต๊ะยาว เก้าอี้มีสไตล์ รวมทั้งโต๊ะไม้และโต๊ะเหล็กที่มีลีลารอบๆ ร้าน นับรวมไปถึงพันธุ์ไม้แขวน นานาของตกแต่งสวนที่เลือกสรรมาอยู่ด้วยกันอย่างลงตัว

 

อีกหนึ่งเสน่ห์ถือว่าเป็นไฮไลต์ของร้านก็ว่าได้ นั่นคือสวนรอบๆ ร้านที่แสนร่มรื่น มีการเบรกพื้นที่กำแพงด้วยไม้พุ่มริมรั้วอย่างต้นโมก ขยายพื้นที่โล่งด้วยสนามหญ้า และเพิ่มลูกเล่นมากด้วยเสน่ห์ด้วยการปลูกตะบองเพชรต้นใหญ่อย่างพันธุ์คอนโดนางฟ้า ต่างเสริมรับให้เหมาะสำหรับการนั่งเล่นเพลินๆ ในวันที่อากาศเป็นใจ

คาเฟ่แห่งนี้เน้นเสิร์ฟเครื่องดื่มอย่างชา กาแฟ โดยทางร้านเลือกใช้เมล็ดกาแฟไทยอย่างดีจากดอยช้างและกาแฟอราบิกาจากถิ่นเหนืออีกหลายแห่ง ที่ให้กลิ่นหอมเฉพาะตัว รวมไปถึงเมนูขนมเค้กสุดคลาสสิก และอนาคตอันใกล้จะเพิ่มเมนูอาหารจานเดียวทั้งอาหารไทยและสปาเกตตีที่กินง่ายอร่อยนาน

 

 

คอกาแฟอย่าลืมเรียกหา Latte รสชาติของกาแฟอราบิกา ที่ผสมเข้ากับนมได้อย่างลงตัว รสชาติกลมกล่อมมาก 

สำหรับใครที่มองหาเครื่องดื่มเย็นๆ ลองสั่งซิกเนเจอร์เมนูของทางร้าน Kinn Iced  กาแฟเย็นผสมนมที่เพิ่มความพิเศษด้วยไซรัปกลิ่นฮาวายสูตรพิเศษของทางร้าน หรือจะเป็น Matcha Green Tea ที่ใช้ผงมัทฉะชาเขียวแบบเข้มข้น ซึ่งบดจากใบชาเชียวที่ส่งตรงจากทางเหนือ

 

 

ของใหม่ที่เพิ่งมาเสิร์ฟหมาดๆ และไม่ควรพลาดอย่างยิ่งนั่นคือชากุหลาบ ชากุหลาบฝรั่งเศส กลิ่นหอมอ่อนๆ ผสานกับสีทองจางๆ ดื่มแล้วสดชื่นและดีต่อสุขภาพ

มาถึงเมนูขนมหวานอย่างเค้กมะพร้าว เนื้อนุ่มลิ้น รสหวานกำลังดี หรือจะเป็นเค้กบลูเบอร์รี่ชีส ที่ทางร้านทำเอง และเลือกใช้วัตถุดิบชั้นดี แครกเกอร์ท็อปด้วยชีสผสมไข่ อ่อนนุ่มละมุนลิ้นราดด้วยบลูเบอร์รี่ตัดความเลี่ยนอีกที ช่างเป็นความอร่อยที่ลงตัวที่สุด

คินน์ แคฟเฟ่ & คราฟท์ ซอยลาดพร้าว 25 เปิดบริการตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. (หยุดทุกวันพุธ) โทร. 09-9179-1257 

 

ปลาร้า 5 ลุ่มน้ำ แสนแซ่บไม่เกรงใจใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/525758

ปลาร้า 5 ลุ่มน้ำ แสนแซ่บไม่เกรงใจใคร

เอ่ยชื่อ “ปลาร้า” แม้ว่าจะทำให้เกิดจินตนาการเรื่องกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ของใครหลายๆ คน แต่เชื่อว่า หากได้ลองลิ้มชิมรสปลาร้าชั้นดีกันแล้ว รับรองว่าจะติดใจในรสชาติของอาหารแบบ “ขั้นกว่า” และยากจริงหนาที่จะย้อนกลับไปรับรสส้มตำแบบเดิมๆ ได้อีก

ในหนังสือ พ่อครัวหัวป่าก์ ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช บอกว่า ปลาร้า คืออาหารที่แพร่หลายในเอเชียอาคเนย์ตั้งแต่เมื่อ 2,000-3,000 ปีมาแล้ว โดยเริ่มในวัฒนธรรมมอญและเขมร โดยคาดว่า สิ่งที่ทำให้เกิดเป็นจานปลาร้าขึ้นมา ก็ไม่ต่างจากเหตุผลเรื่องการถนอมอาหารของภูมิภาคอื่นๆ ก็คือ ในฤดูที่มีปลามาก รับประทานไม่หมด จะทิ้งไปก็เสียของ จึงต้องเอาเกลือใส่เพื่อจะเก็บไว้กินได้ตลอดปี ซึ่งวิธีการทำแบบออริจิ (นัล) นั้นมักจะรอให้ปลาเริ่มมีกลิ่นนิดหน่อย จึงเติมเกลือเข้าไปให้เกิดเป็นปลาร้า

วัฒนธรรมมอญและเขมร ทำไมจึงกลายเป็น “เทรดมาร์ก” หรือเครื่องหมายการค้าที่ตรายี่ห้ออาหารอีสาน หรืออาหารลาวไปได้ จริงๆ แล้ว ทุกถิ่นที่เคยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมอญและเขมรล้วนแต่ได้รับมรดก “ปลาร้า” ไปครองทั้งนั้น เช่นฝั่งมอญก็จะส่งอิทธิพลทางด้าน จ.สุพรรณบุรี และตามอำเภอของ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ใกล้ๆ กัน ขณะที่ทางด้านเขมร สมัยก่อนอาณาจักรขอมสุดเกรียงไกร กินอาณาเขตไปทั่ว ทั้งเวียดนาม กัมพูชา และลาว

แม้ว่าปลาร้าจะเป็นส่วนผสมในอาหารมากมายหลายอย่าง โดยเฉพาะในอาหารมอญแทบทุกจาน ทว่า เหตุที่อาหารอีสานและลาวสามารถยึด “เทรดมาร์ก” ผู้นำด้านปลาร้าในปัจจุบันไปได้ ก็น่าจะเป็นเพราะจานอาหารสุดฮิตทุกทิศทั่วไทย อย่าง “ส้มตำ” นั่นเอง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ส่วนผสมหลักในการทำปลาร้า นอกจากมีปลา ที่ใช้ได้ทั้งปลาสดๆ และปลาที่เริ่มมีกลิ่นเล็กน้อย, เกลือ และข้าวคั่ว โดยนำปลาของแต่ละท้องถิ่นมาล้างให้สะอาดประมาณ 1-3 น้ำ (ถ้ามีเกล็ดต้องขอดเกล็ดออกด้วย) ซึ่งปลาเล็กกับปลาใหญ่มักไม่ทำมาใส่ร่วมไหเดียวกัน

เมื่อปลาสะอาดได้ที่ ก็นำเกลือมาคลุกเคล้ากับเนื้อปลาเบาๆ ทิ้งไว้สักครู่ แล้วนำข้าวคั่วมาคลุกกับปลาที่พักเอาไว้ ประมาณ 15 นาที ให้เนื้อปลาเข้ากับเกลือและข้าวคั่วดีแล้ว จึงนำลงบรรจุใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ เช่น ไหซอง หรือไหปากสองชั้น ที่ล้างสะอาดและแห้ง โดยใส่ปลาให้ต่ำกว่าระดับขอบปากไหเล็กน้อย ปิดปากไหด้วยผ้าหรือพลาสติก

ถ้าเป็นไหซอง ชาวบ้านนิยมใช้ผ้าห่อขี้เถ้าให้เป็นก้อน โตกว่าปากไหแล้วนำมาปิดทับ เพื่อป้องกันแมลงวันมาไข่ หมักทิ้งไว้จนมีน้ำเกลือไหลท่วมปลาในไห และตัวปลาออกเป็นสีแดงกว่าเดิม แสดงว่าเป็นปลาร้าแล้ว โดยเวลาที่ใช้หมัก อาจแตกต่างกันไปตามขนาดของตัวปลา แต่ส่วนใหญ่จะทิ้งไว้ไม่ต่ำกว่า 5-8 สัปดาห์ หรือนานที่สุดอาจถึง 1 ปี

ปลาร้าที่หมักไว้นาน 6 เดือนขึ้นไป ถือว่าปลอดภัยไร้พยาธิ ซึ่งการเก็บไหปลาร้าควรอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี แสงแดดส่องไม่ถึง และไหต้องเป็นภาชนะทึบแสง หากปลาร้าถูกแสงแดดและอากาศ จะทำให้ปลาร้ามีสีคล้ำ หรือถ้าเก็บในที่เย็นเกินไป จะทำให้กลิ่นไม่หอม

ถึงแม้ส่วนผสมและขั้นตอนในการทำปลาร้าจะไม่ค่อยแปลกแตกต่างกันมากนัก ทว่า ปลาร้าในแต่ละท้องถิ่นนั้นย่อมแตกต่างกันไป ใครไม่เชื่อไปท้าพิสูจน์กันได้ที่ร้านแสนแซ่บ ชั้น 4 สยามพารากอน ที่เพิ่งเปิดตัวอาหารชุดพิเศษ 5 โตก 5 สไตล์ ชูจุดเด่นที่วัตถุดิบใหม่ คือ “ปลาร้าจาก 5 ลุ่มน้ำ” โดยหุ้นส่วนร้านได้ไปคัดสรรด้วยตัวเองมาเป็นอย่างดีจาก 5 ลุ่มน้ำกันเลยทีเดียว

เริ่มแซ่บกันแบบเบาๆ ด้วย ขันโตกสำรับขุนแผน ซึ่งใช้ปลาร้าจากลุ่มแม่น้ำท่าจีน จ.สุพรรณบุรี ที่ได้จากการหมักปลากระดี่ ปลาสลิด และข้าวคั่ว เพื่อให้เกิดกลิ่นหอม และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ในส้มตำเพิ่มรสชาติ กลิ่นหอม และรสสัมผัสด้วยปลาป่น เสิร์ฟมาพร้อมกับกุ้งแม่น้ำเผาตัวใหญ่และเครื่องเคียง

ตามมาด้วย ขันโตกภูไทแสนแซ่บ ที่อาศัยปลาร้าจากลุ่มแม่น้ำชี จ.กาฬสินธุ์ น้ำปลาร้าสีดำเทา รสชาติกลมกล่อม ตำพร้อมกุ้งฝอยคั่ว และเม็ดกระถิน เข้ากันได้ดีกับมะละกอดิบ รับประทานคู่ปลานิลทอดจากเขื่อนลำปาว

ลุ่มน้ำใกล้ๆ กัน กับ ขันโตกสายบัวแซ่บนัว ปลาร้าจากลุ่มแม่น้ำโขง จ.อุดรธานี น้ำปลาร้ารสชาติเค็มหวานลงตัว ตำคลุกกับสายบัวสดประจำท้องถิ่น เสิร์ฟมาพร้อมลาบเป็ดอุดรรสแซ่บอีกด้วย

ขณะที่จานไฮไลต์! ขันโตกดูเรียนตำพริ้ว ใช้ปลาร้าจากลุ่มแม่น้ำจันทบูร จ.จันทบุรี น้ำปลาร้าที่นี่หมักกับสับปะรดพันธุ์ภูชวา ทำให้มีรสชาติอมเปรี้ยวอมหวาน นำมาตำคลุกเคล้ากับทุเรียนอ่อนพันธุ์หมอนทอง จ.จันทบุรี โรยหน้าด้วยทุเรียนทอดกรอบ เพิ่มรสสัมผัส และรสชาติหวานมัน เสิร์ฟมาคู่กับเส้นจันท์ผัดปูนิ่ม สูตรเด็ดจากแสนแซ่บ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของวงการส้มตำไทย ที่นำวัตถุดิบที่ได้รับการขนานนามว่า เป็นราชาแห่งผลไม้ คือ ทุเรียน มาใช้เป็นส่วนผสมหลักของส้มตำแทนมะละกอ ทุเรียนอ่อน พกกลิ่นเอกลักษณ์มาจางๆ ผสมผสานปลาร้ารสชาติเปรี้ยวอมหวาน เข้ากันได้ดี

ปิดท้ายด้วย ขันโตกสะบายดี ที่ใช้ปลาร้าจากลุ่มแม่น้ำงึม แขวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว อันเป็นปลาร้าที่ผ่านการหมักเป็นระยะเวลานาน ทำให้ได้น้ำปลาร้ารสชาตินัวเข้มข้น กลิ่นรสยั่วยวนชวนรับประทานมาแต่ไกล รับประทานคู่กับไก่ย่างสูตรเฉพาะของแสนแซ่บ และเครื่องเคียง โดยนอกจากเมนูขันโตกแล้ว ยังสามารถเลือกสั่งส้มตำจานเดี่ยวๆ จากแต่ละลุ่มน้ำได้ด้วย

ช่วงนี้มีโปรโมชั่นเด็ด สะสมแต้มรับประทานขันโตกให้ครบทั้ง 5 ลุ่มน้ำ จะได้บัตรรับประทานอาหารฟรี มูลค่า 2,500 บาทแน่ะ (สอบถามได้ที่ร้านแสนแซ่บ สาขาสยามพารากอน)ไม่เพียงเมนูขันโตกปลาร้าจาก 5 ลุ่มน้ำเท่านั้น ใครชื่นชอบรับประทานข้าว สามารถเลือกสั่ง ข้าวปลาส้ม เสิร์ฟพร้อมน้ำพริกปลาร้าสับแสนอร่อย ได้ด้วย — เมนูนี้ขนาดคนที่เอ่ยปากว่าไม่รับประทานปลาร้า พอได้ชิมแล้วยังเอ่ยปากขอปลาร้าสับเพิ่มเลยนะ จะบอกให้

สำหรับแสนแซ่บมีทั้งหมด 6 สาขา คือ สาขาสยามพารากอน, สาขาเทอร์มินอล 21, สาขา อินต์’ อินเทอร์เซกต์ พระราม 3, สาขา เดอะ ไนน์ พระราม 9, สาขาเสนา เฟส เจริญนคร, สาขา เดอะ เซอร์เคิล ราชพฤกษ์ และกำลังจะเปิดสาขาเซ็นทรัล พระราม 2 เร็วๆ นี้ โดยเมนูขันโตกปลาร้าจาก 5 ลุ่มน้ำ เสิร์ฟเฉพาะที่สาขาสยามพารากอน โทร. 09-5365-6951, 02-610-9525

 

โกดังคลังเบอร์เกอร์ หนา นุ่ม ชุ่มฉ่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/525757

โกดังคลังเบอร์เกอร์ หนา นุ่ม ชุ่มฉ่ำ

ร้านเบอร์เกอร์โฮมเมดสไตล์อเมริกันที่พร้อมมอบความฟันส์ให้ลิ้มลอง ‘Warehouse 107 Burger Bar and Bistro’ แม้เปิดมาได้เพียงครึ่งปี แต่การันตีด้วยลูกค้าชาวต่างชาติที่พากันมาชิมและบอกกันปากต่อปากถึงรสชาติและความ Juicy เหมือนได้กินในถิ่นบ้านเกิด เพราะเชฟใส่ใจในความสดใหม่ของทุกวัตถุดิบ บวกกับประสบการณ์ที่สั่งสมจากการเป็นเชฟในร้านอาหารฝรั่งชื่อดัง

เริ่มให้ปังด้วยซิกเนเจอร์เมนู W-107 Signature Burger (179 บาท) เบอร์เกอร์สูตรลับเฉพาะ เสริมรสกลมกล่อมด้วยชีส สับปะรด หอมย่าง และหอมทอด ตอกย้ำความอร่อยด้วยสโมกเบคอน เรียงลงบนหมูบดติดมันคัดพิเศษ ย่างสุกกำลังดี ให้ความหอมและความฉุ่มช่ำระดับ 10 ประกบขนมปังชาร์โคลกรอบนอกนุ่มใน เร้าใจด้วยซอส BBQ ตามด้วย God Tower (399 บาท) จุดจบสายแข็ง จุใจไปกับชีส เบคอน และเนื้อชิ้นเบิ้มอีก 4 ชั้น

ซอฟท์ลงมาหน่อยปล่อยตามหัวใจสั่ง Classic Burger (เริ่มต้น ไก่ 125/หมู 135/เนื้อ 175 บาท) ส่วนนี่ไม่กินไม่ได้ Sloppy Joe (149 บาท) แซนด์วิชเบอร์เกอร์เนื้อสับรสจัดผัดจนหอม ผสานเครื่องเทศสไตล์อเมริกันขนานแท้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

Wings กินเพลินเกินบรรยาย (6 ชิ้น 99 บาท/12 ชิ้น 189 บาท) 3 รส 3 สไตล์ แนะนำ Pearl Harbor Wings ปีกไก่ทอดสูตรญี่ปุ่นบุกอเมริกา กรอบนอกฉ่ำใน ได้รสหวานเค็ม ตัดเลี่ยนด้วยวาซาบิ ยังมีคอร์นชีสยืดๆ และสลัด เอาใจสาวๆ ด้วยผักไฮโดรโปนิกส์เคียงคู่ไก่ย่างซอส แนมสับปะรดและหอมทอด ราดน้ำสลัดรสลงตัว

ร้านอยู่ที่ ซ.แบริ่ง 31/1 เปิดบริการเวลา 12.00-21.00 น. วันจันทร์-เสาร์ โทร. 08-5557-0172

ราคาต่อหัวประมาณ 200-300 บาท

 

ธาราทอง 3 ทศวรรษตำรับไทยชาววัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/525755

ธาราทอง 3 ทศวรรษตำรับไทยชาววัง

หากพูดถึงห้องอาหารไทยต้นตำรับชาววัง ในบรรยากาศเรือนไทยโบราณ ที่ตกแต่งแบบวิจิตรตระการตาด้วยไม้สักทองทั้งหลังในโทนสีอบอุ่นที่คงเอกลักษณ์แห่งความเป็นไทย ดุจเรือนของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ระดับเจ้าพระยาซึ่งเปิดมากว่า 3 ทศวรรษ ต้องนึกถึงห้องอาหารธาราทอง

ด้วยบรรยากาศของห้องอาหารที่แสนจะเลิศเลอ เพราะสามารถมองเห็นทัศนียภาพริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาได้โดยตลอด แถมยังมีที่นั่งบริเวณระเบียงริมน้ำให้นั่งรับลมด้วย พื้นที่โดยรวมทั้งหมดของธาราทองรองรับลูกค้าได้กว่า 100 ที่นั่ง นอกจากนี้ยังสามารถปรับเปลี่ยนโต๊ะ-เก้าอี้เพื่อรองรับให้เหมาะสมกับจำนวนลูกค้าที่มาเยือนได้ด้วย

เมนูส่วนใหญ่จะเป็นอาหารไทยตำรับชาววังและเมนูไทยประยุกต์ ที่ลูกค้าสามารถรีเควสต์รสชาติอาหารได้ เช่น อยากให้รสชาติเผ็ดน้อยลง เป็นต้น เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ 70% ส่วนอีก 30% จะเป็นคนไทย

เมนูแนะนำเริ่มจาก “เมี่ยงคำ” เมนูกินเล่นภายในครอบครัวสมัยโบราณ สื่อถึงความสนุกสนานและความอบอุ่นในครอบครัว มีส่วนประกอบของใบชะพลู มะพร้าวคั่ว ถั่วลิสงคั่ว กุ้งแห้ง หอมแดง มะนาว และขิงซอย ที่เด็ดคือน้ำเมี่ยงคำซึ่งทำจากน้ำตาลโตนดธรรมชาติ จึงได้รสหอมอร่อยเต็มคำ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ต่อด้วย “ยำส้มโอ” ที่คัดส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้งขนาดกำลังพอดี เนื้อส้มโอนุ่มและแห้ง รสชาติหวานเปรี้ยวกำลังดีสามารถคลุกกับน้ำยำได้เต็มที่ เนื้อส้มโอไม่เละ เข้ากับน้ำยำได้ดี เสิร์ฟมาในลูกส้มโอแกะสลักสวยงามวิจิตรตระการตา

มาที่ “กุ้งใหญ่สามรส” เมนูนี้ใช้กุ้งลายเสือขนาดกำลังดี เนื้อกุ้งหวานกรอบเด้ง ราดด้วยซอสเปรี้ยว หวาน เผ็ด ที่เคี่ยวจากน้ำตาล (โดยทั่วไปจะใช้แป้งเคี่ยว) ใส่พริกชี้ฟ้าสามสีคือ เขียว เหลือง แดง ลงไปเพื่อเพิ่มความหอมและเพิ่มสีสันให้สวยงาม เพิ่มรสจัดจ้านอีกนิดด้วยพริกขี้หนูสวนจนแซ่บยิ่งขึ้น

“น้ำพริกกุ้งสด” ต้นตำรับน้ำพริกสูตรชาววัง เสิร์ฟพร้อมผักสดแกะสลัก กินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยฟินเวอร์ อีกเมนูคือ “พะแนงเนื้อแกะกับโรตี” เนื้อแกะคุณภาพดีปรุงด้วยเครื่องแกงพะแนงรสชาติเผ็ดอร่อยแบบไทย ยิ่งกินคู่กับโรตีจะได้รสชาติที่ลงตัวเข้ากัน

จบเมนูคาว ตบท้ายด้วยเมนูของหวาน จานแรก “ข้าวเหนียวมะม่วง” ที่นำข้าวเหนียวไปมูนกับกะทิจนข้าวเหนียวนุ่มหอม เสิร์ฟมาพร้อมกับมะม่วงน้ำดอกไม้สุกกำลังดี โอ๊ย! อร่อยเลิศ อีกเมนูที่ไม่ควรพลาดก็คือ “เครมบูเล่สามรส” เสิร์ฟมา 3 ถ้วย ท็อปปิ้งด้วยมะม่วง ลิ้นจี่ และสับปะรด อร่อยกลมกล่อม เป็นอันจบมื้อนี้ได้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ยังมีเมนูอื่นๆ ให้ลิ้มลองอีกเพียบ (ราคาอาหารเริ่มที่ 250 บาท++)

ห้องอาหารธาราทอง อยู่ที่ชั้น 1 โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 18.00-22.30 น. วันจันทร์-เสาร์ มีการแสดงดนตรีไทยสด (ขิม) และนาฏศิลป์ไทย ตั้งแต่ 19.00-22.00 น. สำรองที่นั่งโทร. 02-266-0123

สำหรับลูกค้าที่เดินทางด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส มีบริการเรือรับ-ส่งจากสถานีรถไฟฟ้าสะพานตากสินถึงโรงแรมฟรีทุกครึ่งชั่วโมง ดูข้อมูลที่ http://www.royalorchidsheraton.com

 

Bingo Toast & Juice โทสต์สไตล์เกาหลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/525754

Bingo Toast & Juice โทสต์สไตล์เกาหลี

‘บิงโกโทสต์ (Bingo Toast & Juice)’ คือร้านโทสต์สไตล์เกาหลีที่นำมาเสิร์ฟให้กับชาวไทยได้ลิ้มรสความอร่อย ตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของร้าน Sulbing ในสยามสแควร์ ซ.2

จุดเด่นของร้านอยู่ที่มีเมนูโทสต์สไตล์เกาหลีหลากหลายเมนูให้เลือก โดยความอร่อยอยู่ที่ขนมปังปิ้งทาเนยหอมๆ ปิ้งจนกรอบ เน้นไส้แน่นๆ และราดด้วยซอสกีวี่ ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของร้าน มีให้เลือกทั้งหมด 9 เมนู แต่ละเมนูทำสดๆ ใหม่ๆ ให้เห็นกันจะจะจากครัวเปิดอีกด้วย

เมนูมีทั้ง Egg Toast (49 บาท) Ham Egg Toast (59 บาท) Bacon Egg Toast (69 บาท) Egg Cheese Toast (69 บาท) Ham Cheese Toast ( 69 บาท) Ham Bacon Toast (69 บาท) Bacon Cheese Toast (79 บาท) Bacon Special Toast (89 บาท) และ Ham Special Toast (89 บาท)

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นอกจากนี้ ยังมีของว่างสไตล์เกาหลี อาทิ คิมบับ (99 บาท) คิมบับทูน่า (100 บาท) ไว้บริการเพิ่มเติมอีกด้วย

‘Bingo Toast & Juice’ เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น. โทร. 02-252-3148

ราคาต่อหัวประมาณ 50-100 บาท

 

จากยอดดอย สู่บ้านเรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/525756

จากยอดดอย สู่บ้านเรา

ปกติแล้วผู้เขียนไม่ดื่มน้ำผลไม้มากนัก เพราะกลัวเรื่องของปริมาณน้ำตาลที่กลายเป็นส่วนเกิน ถ้าจะดื่มน้ำผลไม้ มักเลือกเป็นน้ำมะเขือเทศและที่ชอบมากที่สุด ก็คือน้ำมะเขือเทศดอยคำ เพราะรสชาติไม่เค็มจัดเหมือนน้ำมะเขือเทศยี่ห้อฝรั่งที่ดื่มแล้วมักจะคอแห้งมากกว่าสดชื่น จึงมักซื้อน้ำมะเขือเทศติดตู้เย็นไว้ ตื่นมาปุ๊บเจาะดื่มปั๊บ คิดว่าเช้ามาเราได้วิตามินและเกลือแร่จากมะเขือเทศแต่เช้า

ตอนแรกนึกว่าตัวเองเป็นส่วนน้อยที่ชอบน้ำมะเขือเทศ จนเมื่อมาพบว่าชั้นวางน้ำมะเขือเทศดอยคำว่างเปล่าจากกระแสการดื่มน้ำมะเขือเทศดอยคำแล้วหน้าใส สาวๆ ไม่ว่าสาวน้อยสาวมากมากว้านซื้อน้ำมะเขือเทศในกล่องยูเอชทีไป น้ำมะเขือเทศดอยคำกลายมาเป็น Item Hot Hit ที่เรียกว่า ผู้หญิงกว่า 80% ต้องเทใจให้เพื่อความใสกิ๊งของผิวกันเลย

ผู้เขียนเลยหั่นมามองดูสินค้ากลุ่มมะเขือเทศของโครงการหลวงมากยิ่งขึ้น ว่านอกจากน้ำมะเขือเทศบรรจุกล่อง UHT แล้วยังมีน้ำมะเขือเทศแบบไหนอีกบ้าง จนมาเห็นน้ำมะเขือเทศ ตราดอยคำ แบบบรรจุกระป๋อง กะว่าแบบนี้จะลองนำมาปรุงเป็นซุปมะเขือเทศดูบ้างน่าจะเหมาะ หรืออาจจะเคี่ยวเป็นซอสสปาเกตตีแบบ Light เบาๆ สักหน่อยน่าจะดี

ยังมีมะเขือเทศเชอร์รี่อบแห้งบรรจุซองแบบนี้กินเล่นๆ ก็เคี้ยวมันๆ ดี ใจคิดไปถึงพวกสลัดต่างๆ ของฝรั่งที่เขานิยมใส่มะเขือเทศแห้งลงไปด้วย น่าจะเพิ่มเนื้อสัมผัสและรสชาติ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ที่เด็ดและหรูหราที่สุดที่ถึงกับอึ้งว่า ร้านโครงการหลวง ยังมีสินค้าเชฟอาหารอิตาเลียนเห็นแล้วต้องร้อง Bravo! เจ๋งเป้งไปเลย นั่นคือ มะเขือเทศกึ่งแห้งในน้ำมันมะกอก วัตถุดิบระดับ Gourmet เจ๋งๆ ที่ใส่อะไรก็อร่อย ไม่ว่าจะเอามาหั่นเส้นๆ ใส่กับสลัด เติมลงในผัดเส้นพาสต้า หรือในซอสเพื่อเพิ่มความเข้มข้น

ความอร่อยของมะเขือเทศกึ่งแห้งในน้ำมันมะกอก คือเนื้อมะเขือเทศที่น่าจะเป็นมะเขือเทศพันธุ์ลูกท้อ ที่นำมาทำแห้งแบบที่เรียกว่า Sundried Tomato แห้งและหนึบกำลังอร่อย เคี้ยวแล้วไม่เละได้รสชาติมะเขือเทศ ที่สำคัญยิ่งหอมด้วยน้ำมันมะกอกที่ Infused กลิ่นให้หอมฟุ้งยิ่งขึ้นด้วยเครื่องเทศอย่างออริกาโน โรสแมรี่ เราแทบจะไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม มะเขือเทศก็หอมอร่อยพร้อมรับประทานอยู่แล้ว

ผู้เขียนขอขุดเอาวิชาการทำซอสเพสโตที่ปกติจะเป็นใบโหระพาอิตาเลียนเป็นส่วนผสมหลัก เลือกทำเป็น Sundried Tomato Pesto ที่ใช้มะเขือเทศแห้งแช่อิ่มในน้ำมันแบบนี้แหละอร่อยนัก ปั่นกับกระเทียม เลือกเป็นแมคคาเดเมียนัทจากดอยตุงมาแทนเม็ดสน Pine Nut ที่คนอิตาเลียนเขาใช้กัน ปรุงรสให้หอมๆ ด้วยพริกไทยดำบดใหม่ๆ

เพสโตซอส ถือเป็นซอสสด แบบน้ำพริกบ้านเรานี่แหละ เอาไว้จิ้มกับขนมปังปิ้งร้อนๆ ก็อร่อย เหยาะลงบนพิซซ่าก็แต่งให้หอมอร่อยขึ้น บางคนชอบใส่ลงในสลัด แต่ที่ผู้เขียนชอบที่สุด คือเอามาผัดกับเส้นพาสต้า ไม่ว่าจะเป็นสปาเกตตี แองเจิลแฮร์ หรือเพนเน่ก็อร่อย เคล็ดลับในการผัดให้อร่อยต้องอาศัยความใจเย็น ผัดหอมแดงให้ใสเสียก่อน แล้วจึงเติม Sundried Tomato Pesto ลงไปผัดไฟอ่อนจนมะเขือเทศหวาน นี่แหละอร่อยสุดๆ ผัดแบบไม่ต้องมีเนื้อสัตว์เลยก็ได้ หรือใครจะเสิร์ฟพร้อมกับกุ้งแม่น้ำย่าง แล้วเติม Sundried Tomato Pesto ที่ปั่นละเอียดลงไปย่างให้หอมพร้อมกัน ก็เข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ

 

อร่อยแบบโมเดิร์น เจแปนนิส ห้องอาหารญี่ปุ่นมิโดริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/525374

อร่อยแบบโมเดิร์น เจแปนนิส ห้องอาหารญี่ปุ่นมิโดริ

ด้วยพื้นฐานของเชฟมิชิ คาโดตะ เชฟจากโอซากา ที่มีสไตล์ทำอาหารแบบโฮมคุกมาก่อน ทำให้อาหารแต่ละจานที่ออกมาแม้ว่าจะมีหน้าตาเป็นแบบญี่ปุ่นร่วมสมัย ออกสไตล์โมเดิร์น เจแปนนิส ทว่ารสชาตินั้นเน้นความอร่อยแบบตำรับดั้งเดิมแบบญี่ปุ่นแท้ๆ โดยเฉพาะบรรดาซอสต่างๆ ที่เชฟล้วนทำขึ้นเองจากวัตถุดิบที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น จึงเรียกได้ว่าเป็นทีเด็ดของร้านนี้ทีเดียวล่ะ

ผ่านไปแถวราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือที่เรียกติดปากกันว่าสนามม้านางเลิ้ง จะเห็นสิ่งปลูกสร้างใหม่แกะกล่องอยู่กลางลานจอดรถ นั่นคือที่ตั้งของห้องอาหารญี่ปุ่นมิโดริ (Midori Japanese Izakaya Cuisine) ที่เจ้าของร้านบอกว่าเสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นในสไตล์โมเดิร์นและสุดสร้างสรรค์

สำหรับเชฟมิชิ หลังผ่านประสบการณ์ในร้านอาหารเล็กๆ ที่โตเกียว ก็ย้ายไปเป็นเชฟในร้านอาหารญี่ปุ่นหลายแห่งในนิวซีแลนด์เป็นเวลากว่า 10 ปี แต่ละแห่งล้วนได้รับการโหวตให้เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่มากคุณภาพและรสชาติดี จากนิตยสารและหนังสือพิมพ์ชั้นนำของนิวซีแลนด์ ซึ่งนอกเหนือจากซอสต่างๆ ที่ทำเองกับมือแล้ว สิ่งที่เชฟใส่ใจเป็นพิเศษก็คือวัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงอาหารที่ต้องสดใหม่แบบวันต่อวัน

อาหารจานแรกก็หน้าตาเหมือนสลัดปลาดิบ แต่ทางร้านเรียกว่าเป็น New Style Sashimi หรือปลาดิบรูปแบบใหม่ ประกอบด้วยปลาแซลมอนและปลาฮามาจิ แล่เป็นชิ้นหนาพอประมาณ โดยปลาดิบที่ร้านจะส่งตรงจากตลาดปลาที่ประเทศญี่ปุ่นทุกๆ 2 วัน โดยปลาทูน่าที่ใช้นั้น คัดเฉพาะฮอนมากุโร่เท่านั้น ปลาดิบรูปแบบใหม่ของร้านมิโดริ หน้าตาละม้ายคล้ายสลัดแบบเย็น (Cold Salad) มาพร้อมซอสพอนสึผสมส้มยูสุ ราดด้วยน้ำมันงาเพิ่มความหอม ต้องบอกว่าน้ำซอสที่เชฟทำเองนี้อร่อยมากๆ จนอยากจะขอหลอดดูดให้เกลี้ยงจานกันเลยทีเดียว

ตามมาด้วยจานโปรดของ “คาเอรุ” นั่นคือ Beef Tataki ซึ่งอาศัยเนื้อแองกัสมาแล่บางๆ ตัวเนื้อมีความหวานเพราะสุกเฉพาะรอบนอก จากการนำไปรมควัน (Smoke)รับประทานกับซอสพอนสึผสมน้ำส้มยูสุแสนสดชื่น สูตรเฉพาะของเชฟมิชิ อร่อยกลมกล่อม โดยจานนี้เลือกใช้เนื้อแองกัสจากฝั่งออสเตรเลีย หรือสหรัฐ ไม่ใช้เนื้อวางุที่มีมันแทรกแบบญี่ปุ่น เนื่องเพราะต้องการให้ได้รสชาติของเนื้อแบบเน้นๆ ใครไม่นิยมเนื้อดิบมากก็สามารถบอกให้ทำสุกๆ ได้อีกระดับ แต่ถ้าให้ได้รสชาติของ Beef Tataki แท้ๆ ต้องรับประทานแบบแรร์ๆ นี่แหละอร่อย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

มาที่จานเด็ด หากใครมาถึงห้องอาหารญี่ปุ่นมิโดริแล้วไม่ได้สั่งรับประทานถือว่ายังมาไม่ถึง นั่นคือไก่เทริยากิ ที่เสิร์ฟมาในรูปแบบกรอบนอก (หนังกรอบ) นุ่มใน ราดซอสเทริยากิที่เชฟปรุงเอง รสชาติกลมกล่อมจากน้ำผึ้งถึง 5 ชนิด ผสมรวมกับผลไม้ต่างๆ อย่างสับปะรด แอปเปิล โชยุ หมักเอาไว้ 4 วันก่อนจะได้ที่นำมาปรุงเสิร์ฟ ในจานยังเพิ่มรสชาติด้วยดอกกะหล่ำและกะหล่ำพูเร ชิปรากบัว ฯลฯ เพิ่มรสชาติและคุณค่าทางอาหาร

อีกจานซิกเนเจอร์ของเชฟมิชิ คือ เมนูแซลมอนไซเกียว ยากิ (Salmon Saikyo Yaki) ที่นำเอาปลาแซลมอนชิ้นโต ขนาด 250 กรัมไปหมักเอาไว้ในมิโสะหวาน หรือไซเกียว มิโสะ (Saikyo Miso) สูตรที่เชฟทำเองซึ่งเลือกใช้เฉพาะซอสมิโสะจากเมืองเกียวโตเท่านั้น ทิ้งเอาไว้ 3 วัน ให้ซอสเข้าเนื้อ ก่อนจะเสิร์ฟนำปลาที่หมักไว้ไปย่าง เสิร์ฟพร้อมซอสไซเกียว มิโสะ จะได้รสสัมผัสของปลาแซลมอนแสนนุ่มนวล แต่งหน้าด้วยไข่ปลาแซลมอนที่คัดไซส์ใหญ่ๆ เท่านั้น นำไปหมักในไซเกียว มิโสะ 3 วันเหมือนกัน อร่อยชุ่มฉ่ำไปทั้งจาน

สำหรับเมนู Lamb Rack with Balsamic Miso with Japanese Ratatouille เชฟได้แรงบันดาลใจจากการไปอาศัยอยู่ในนิวซีแลนด์นานถึง 10 ปี จึงมีความคุ้นเคยกับเนื้อแกะที่นำส่วนซี่โครงแกะมาย่างให้สุกกำลังดีแบบมีเดียมแรร์ เสิร์ฟพร้อมซอสบัลซามิกมิโสะ ที่นำเอาวัตถุดิบตะวันตกกับญี่ปุ่นมาผสมผสานอย่างลงตัว เสิร์ฟพร้อมซุปผักราตาตุยแบบญี่ปุ่น ที่มีส่วนผสมอย่างแครอต รากบัว และมะเขือยาว ใส่ซอสมิโสะลงไปด้วย

ปิดท้ายเมนูที่ห้องอาหารญี่ปุ่นมิโดริ ด้วยรวมมิตรของหวาน 4 อย่าง ซึ่งเป็นของหวานทั้งหมดที่มีเสิร์ฟในร้าน อาทิ ครีมบรูเล ช็อกโกแลตชีสเค้ก ไอศกรีมงาดำ และไอศกรีมชาเขียวราดถั่วแดงบด เป็นอันเสร็จพิธีทั้งคาวหวาน ทางร้านยังมีบริการเครื่องดื่มแบบครบวงจร ทั้งซอฟต์ดริงก์ ไปจนถึงสาเก และไวน์ต่างๆ

คำว่า มิโดริ ภาษาญี่ปุ่นแปลว่า สีเขียว ซึ่งได้มาจากร้านเดิม ณ หมู่บ้านสัมมากรที่ตั้งอยู่ริมบึงน้ำที่มีสีเขียว ขณะที่เมื่อย้ายมายังสนามม้านางเลิ้งแม้ไม่มีบึง แต่หน้าร้านมีต้นไม้ขนาดใหญ่แสนร่มรื่น ร้านตกแต่งสไตล์คอนเท็มโพรารีเจแปนนิส เน้นความเรียบง่ายสบายตา ด้วยสีเทาตัดกับเฟอร์นิเจอร์สีไม้ ร้านอาหารขนาดกะทัดรัด มีห้องจัดเลี้ยงที่สามารถบรรจุคนได้ถึง 25 คน พร้อมจอทีวีสำหรับจัดประชุม หรือความบันเทิงแล้วแต่คอนเซ็ปต์ และหน้าหนาวนี้จะเพิ่มเก้าอื้นั่งสบายบริเวณลานด้านหน้าร้าน ให้นั่งดื่มกินกันชิลๆ อีกด้วย

ห้องอาหารญี่ปุ่นมิโดริ ตั้งอยู่ภายในสนามม้านางเลิ้ง (ข้างๆ ห้องจำหน่ายตั๋ว) บริการทุกวันเวลา 11.30-21.00 น. โทร.09-9289-3655 &O5532;

 

ส้มตำออนไลน์รับ 4.0 บุรีรัมย์แซ่บเว่อร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2560 เวลา 10:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/524728

ส้มตำออนไลน์รับ 4.0 บุรีรัมย์แซ่บเว่อร์

 โดย สุริชัย พิรักษา

หากพูดถึงร้านส้มตำในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ เปิดขายดาษดื่นอยู่ทั่วไป เพราะเป็นอาหารยอดนิยมที่รับประทานกันทุกเพศทุกวัยทุกอาชีพ

เช่นเดียวกับ วาสนา แสนกล้า หรือน้ำ สาวยุคใหม่วัย 33 ปี ชาว จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเดิมขายสินค้าเสื้อผ้าออนไลน์อยู่แล้วและมีกระแสตอบรับจากลูกค้าค่อนข้างดี แต่ตัดสินใจเปิดร้านขายส้มตำออนไลน์ชื่อร้าน “สารพัดยำ ตำเซาะกราว” ที่ถนนจิระนคร ซอย 5/6 ต.ในเมือง อ.เมืองบุรีรัมย์ เยื้องโรงเรียนธีรา ซึ่งการทำธุรกิจดังกล่าวยังไม่มีคู่แข่ง

ในแต่ละวัน วาสนาจะโพสต์เมนูส้มตำรสเด็ดให้ลูกค้าเลือกผ่านเฟซบุ๊กและไลน์ อาทิ ตำกุ้งสด ตำหมูยอหอยแครง ตำป่าหมูยอ ตำหมูยอกุ้งสด ตำหมูยอดักแด้ ตำรวมมิตรทะเล และตำผลไม้ตามฤดูกาล

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

หากลูกค้าคนไหนต้องการรับประทานยำ หรือตำเมนูอื่นๆ ก็สามารถโพสต์สั่งทางเฟซบุ๊ก ไลน์ หรือโทรศัพท์ไว้ล่วงหน้าได้

ทางร้านก็จะไปจัดหาซื้อวัตถุดิบมาปรุงให้ทันที เรียกได้ว่า นอกจากเทคนิคการขายจะทันสมัยเข้ากับยุค 4.0 แล้ว ยังได้ใจลูกค้าอีกด้วย

หลังจากเปิดขายมาได้ไม่ถึงปี ก็จะมีวัยรุ่น หนุ่มสาว นักเรียน นักศึกษา และพนักงานห้างมาอุดหนุนอย่างคึกคัก

บางคนจะโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก แชตไลน์ หรือโทรศัพท์มาสั่งไว้ล่วงหน้าก่อนจะขับรถมารับถึงที่ร้าน เมื่อเดินทางมาถึงร้านก็ได้รับประทานทันทีแบบไม่ต้องรอนาน

นอกจากนี้ ทางร้านยังมีบริการส่งฟรีถึงบ้านหรือที่ทำงานอีกด้วย แต่จะต้องสั่ง 2 ครกขึ้นไปและระยะทางไม่เกิน 5 กิโลเมตร ทางร้านจะบริการส่งฟรีทันที ทั้งยังมีไว-ไฟบริการฟรีอีกด้วย เรียกได้ว่าเข้าถึงใจลูกค้าแบบสุดๆ เลยทีเดียว

สำหรับราคาขึ้นอยู่กับเมนูและวัตถุดิบ เช่น ตำกุ้งสด ตำหมูยอกุ้งสด ตำหมูยกดักแด้ ตำปูม้า ตำรวมมิตรทะเล ก็จะขายราคาครกละ 100 บาท หากเป็นธรรมดา เช่น ตำพริกกระเทียม ปูปลาร้า ตำไทย ก็ขายราคาปกติครกละ 30-35 บาทเท่านั้น

นอกจากนี้ ทางร้านยังมีโปรโมชั่นหากลูกค้าสั่งข้าวสวย 2 จาน จะแถมฟรีอีก 1 จาน โดยร้านจะเปิดตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. วันจันทร์-วันเสาร์ หยุดทุกวันอาทิตย์

วาสนา ขยายภาพว่า หลังเปิดขายส้มตำออนไลน์มาเกือบ 1 ปี ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น หนุ่มสาว นักเรียน นักศึกษา และพนักงานห้าง จะแวะมาอุดหนุนที่ร้าน รวมถึงสั่งทางเฟซบุ๊ก ไลน์ และโทรศัพท์อย่างต่อเนื่อง

จุดเด่นของที่ร้านจะเน้นอาหารทะเลสดใหม่สะอาดไม่มีกลิ่นคาว ทำให้เป็นที่ถูกปากและประทับใจลูกค้า และจะบอกกันปากต่อปากจนมีลูกค้ามาอุดหนุนคึกคักทุกวัน

ทำให้มีรายได้จากการขายส้มตำออนไลน์วันละกว่า 5,000 บาท บางวันเคยขายได้สูงสุดถึงกว่า 8,000 บาท เมื่อหักต้นทุนแล้วก็จะเหลือกำไรประมาณ 2,000-3,000 บาท/วัน เพราะอาหารทะเลต้นทุนค่อนข้างสูง ที่สำคัญที่ร้านจะคัดสรรแต่วัตถุดิบที่มีคุณภาพ

หากลูกค้าคนไหนอยากมาลิ้มรสส้มตำออนไลน์สามารถเช็กเมนูทางเฟซบุ๊กและไลน์ได้ การันตีว่าแซ่บนัวอร่อยแน่นอน

 

จากยอดดอยสู่บ้านเรา มื้อเบาๆ กับวัตถุดิบจากโครงการหลวง Black Sesame Dressing

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤศจิกายน 2560 เวลา 17:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/524533

จากยอดดอยสู่บ้านเรา มื้อเบาๆ กับวัตถุดิบจากโครงการหลวง Black Sesame Dressing

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ภาพ Cookool Studio

ไปที่ร้านโครงการหลวงทุกครั้งต้องรู้สึกละลานตาไปกับพืชผักนานาชนิด ยังมีผักอีกมากมายที่เราต้องทำความรู้จัก นอกเหนือไปจาก Salad Green ธรรมดาๆ ที่คุ้นเคย ยังมีผักที่รสชาติอร่อย มีเอกลักษณ์ในด้านเนื้อสัมผัสอย่าง Mizuna ที่หารับประทานยาก แต่เป็นผักที่คนญี่ปุ่นนิยมนำมาทำเป็นสลัด เพราะมีใบสีเขียวหยักที่รสฉุนน้อยๆ คล้ายๆ วาซาบิจางๆ สำหรับผู้เขียนชอบมิซูน่าตรงก้านขาวๆ ที่ช่วยเพิ่มความกรอบและสีสันทำให้สลัดดูน่ารับประทาน

ผักอีกชนิดที่อร่อยไม่แพ้กันคือ Rocket หรือ Arugular ที่เป็นพันธุ์ป่า สังเกตที่ใบจะหยักกว่าและก้านที่ยาวกว่าพันธุ์ที่ใบบางๆ Rocket หรือ Arugular ป่านั้นจะมีรสชาติจัดจ้าน เหมาะสำหรับน้ำสลัดที่มีรสชาติเข้มข้น ถึงจะสู้กับรสชาติผักชนิดนี้ได้ลงตัว รสชาติที่จัดจ้านของร็อกเกตป่า นี้เอง ที่กลุ่มคนรักษาสุขภาพมั่นใจในสารแอนติออกซิแดนต์

เรียกว่าไปเดินร้านโครงการหลวงแล้วไอเดียในการซื้อผักกลับมาทำน้ำสลัดฟุ้งไปหลายเมนู อย่างเช่นครั้งนี้ผ่านไปเห็นเนยงาดำ หรือ Sesame Spread จัดว่าเป็นสินค้าขายดีอันดับต้นๆของร้านโครงการหลวง ผู้เขียนได้ข้อมูลมาจากพี่ท่านหนึ่งที่โรงงานแปรรูปแม่เหียะ ว่าโครงการหลวงมีพืชไร่จำพวกถั่วชนิดต่างๆ งาขาว งาดำ รวมไปถึงงาขี้ม่อน เพราะการปลูกพืชไร่พวกนี้ได้ราคาแก่ชาวดอย ถือเป็นกลุ่มพืชหมุนเวียนที่มีคุณค่าไม่เพียงแค่ผลผลิต แต่ยังมีส่วนช่วยในการปรับปรุงดินเพื่อเตรียมสำหรับการปลูกพืชประจำฤดูกาลชนิดอื่นต่อไป

โครงการหลวงจึงมีสินค้าจำพวกถั่ว งาหลายชนิด หนึ่งในนั้นคือเนยงาดำ นี่แหละที่ผู้เขียนติดใจ ทาขนมปังตามที่เขาแนะนำมาก็แจ่ม เอามาทำคุกกี้โดยตีผสมกับเนยก่อนเติมแป้งและไข่ก็ได้ ด้วยความที่เนื้อสัมผัสของเนยงาดำเนียนขนาดนี้ ผู้เขียนเลยนึกไปถึง Tahini ซึ่งเป็นเครื่องจิ้มที่ทำจากงาขาวของทาง Middle East และ Eastern Mediterranean งาขาวบดละเอียดเนียนที่เป็นวัตถุดิบหลักของอาหารหลายประเภท เนยงาดำของโครงการหลวงอร่อยกว่าหลายเท่า เพราะหอมกลิ่นงาดำคั่วมาแล้ว ต่างจาก Tahini ที่มักจะไม่คั่วงา แถมยังมีส่วนผสมของน้ำผึ้งและเกลือป่น เรียกว่าปรุงรสมาเสร็จสรรพพร้อมกิน

ชิมๆ ดูนึกไปถึงเมนูอาหารญี่ปุ่นอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำจิ้มชาบูที่เป็น น้ำจิ้มงา แถมด้วยน้ำสลัดงาที่เป็นตัวแทนน้ำสลัดสไตล์ญี่ปุ่นที่มีให้ชิมเกือบทุกร้าน เลยเป็นไอเดียให้ผู้เขียนทดลองเอาเนยงาดำมาทดลองทำเป็นน้ำสลัดสูตรนี้ขึ้นมา

สูตรไม่ยากเลย ขอแค่หาซื้อเนยงาดำ Healthy Choice ของโครงการหลวงให้ได้ก่อน เพราะสินค้าขายดีบางครั้งขาดตลาดไปบ่อยๆ เสร็จแล้วเอามาปรุงรสง่ายๆ อาศัยความเค็มจากมิโซะและโชยุ เครื่องปรุงหลักๆ ของญี่ปุ่นเขา เติมความเปรี้ยวด้วยน้ำส้มสายชูหมักจากข้าวจะได้รสเปรี้ยวไม่แหลมจนเกินไป ถ้าติดน้ำสลัดสายหวาน แนะนำให้เลือกน้ำผึ้งในโครงการหลวงที่ชอบซึ่งมีหลายยี่ห้อภายใต้โครงการหลวง ไม่ว่าจะเป็นตราดีอร่อยของโครงการหลวง ตราดอยคำ หรือตราโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ฯลฯ แต่ละยี่ห้อต่างกันที่ขนาดบรรจุ รสชาติอร่อยใกล้เคียงกันหมด ปรุงแต่งด้วยกลิ่นกระเทียมและหัวหอมแดงเพื่อให้จัดจ้านตัดกันกับรสชาติของผักที่เราเลือกใช้ให้เข้ากันคือ Wild Rocket

สูตรนี้ผู้เขียนขอเสิร์ฟเป็นสลัดหมูชาบู เลียบแบบเมนูยอดฮิตจากร้านอาหารญี่ปุ่นหลายๆ ร้าน แต่เชื่อว่าจะพิเศษกว่าที่ขายทั่วไป เพราะเป็นน้ำสลัดจากงาดำที่มีสารเซซามินมากกว่างาขาว แถมบดมาอย่างละเอียด ทำให้ร่างกายดูดซึมสารเซซามินได้เป็นอย่างดี อร่อยไม่อร่อยธรรมดา อร่อยแบบมีคุณค่า ซาบซึ้งไปกับแนวทางพระราชดำริที่คิดมาแล้วอย่างบูรณาการ