ทาโก้ จิตวิญญาณของเม็กซิกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/528295

ทาโก้ จิตวิญญาณของเม็กซิกัน

ทาโก้ (Taco) เป็นวัตถุดิบหลักของอาหารเม็กซิกัน ที่จะช่วยสร้างสรรค์ให้แต่ละเมนูนั้นสนุกสนาน น่าสนใจ และเพิ่มความอร่อยล้ำได้มากยิ่งขึ้น

อันที่จริงแล้วทาโก้ทำจากข้าวโพดและแป้งสาลี บ้างก็จะเรียกว่าแป้งตอร์ตีญ่า (Tortilla) ที่เห็นกันจนคุ้นตาจะเป็นแป้งกรอบๆ แผ่นเล็กๆ ขนาดพอดีคำ หรือเท่ากับขนมเบื้องในบ้านเรา แล้วก็เพิ่มความพิเศษและแตกต่างจากการใส่เครื่องลงไป ไม่ว่าจะเป็นไก่ เนื้อ หมู ซีฟู้ด ไส้กรอก หรือแล้วแต่คนทำจะพลิกแพลงให้มันเป็นได้ 108 ทาโก้ก็ยังได้ ก่อนจะปรุงด้วยเครื่องเทศของเม็กซิกันต้นตำรับ

สิ่งที่มาเสริมทัพให้กับรสชาติอย่างมะเขือเทศ ข้าวโพด หอมแดง ผักชี กะหล่ำปลี หรืออโวคาโด บางครั้งนึกสนุกก็จับทุกอย่างใส่รวมกัน ก่อนปิดท้ายความอร่อยด้วยซอสสูตรพิเศษของเม็กซิกันต้นตำรับที่ให้รสชาติเผ็ดร้อน บางทีก็ใช้ซอสซัลซ่า และซาวครีม แล้วอย่าลืมเรียกหาความสดชื่นด้วยการบีบมะนาวลงไปเล็กน้อยแล้วคุณจะได้สัมผัสความอร่อยที่ไม่รู้ลืมทีเดียว

ต้นกำเนิดของทาโก้นั้นไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด แต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นว่าเป็นอาหารที่ชาวเม็กซิกันนิยมรับประทานกันมาตั้งแต่ต้นปี 1880 ซึ่งก่อนหน้านั้นยังไม่มีใครรู้จักเท่าที่ควร แต่จะรู้จักกันดีในหมู่ของชนพื้นเมือง ในหลักฐานยังบ่งบอกอีกว่าผู้ริเริ่มทำทาโก้แรกๆ คือชนพื้นเมืองของเม็กซิโกอย่าง ชาวแอซเท็ค (Aztec) ชาวมายัน (Mayans) และชนพื้นเมืองชาวลาตินอเมริกา

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ในยุคเริ่มแรกชนพื้นเมืองเหล่านี้จะใช้หินแท่งกลมๆ ในการนวดแป้งจนเป็นแผ่นบางขนาดใหญ่ ก่อนที่จะพัฒนาให้มีขนาดเล็กลงมาในภายหลัง จากนั้นก็จะนำไปปรุงเข้ากับเครื่องเทศอื่นๆ จนกลายเป็นของที่คู่สำรับอาหารเม็กซิกันในเวลาต่อมา

คำที่เรียกแป้งนี้ว่า ทาโก้ นั้น เริ่มต้นจากที่ชาวแอซเท็คเริ่มเรียกแป้งนี้ว่าทลาโก (Tlaco) ชื่อนี้ก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ก่อนจะค่อยๆ เพี้ยนมาเป็นคำว่า ทาโก้ (Taco) ซึ่งทำให้เป็นที่คุ้นหูและเป็นภาษาที่เรียกง่ายสำหรับชาวยุโรป

หลังได้รับความนิยมแพร่หลายในประเทศเม็กซิโก ไม่นานนักก็เริ่มขยายออกไปนอกประเทศ โดยทาโก้นั้นเริ่มมาตีตลาดในยุโรปเมื่อหลายพันปีมาแล้ว โดยปรากฏในหนังสือพิมพ์ของสหรัฐในปี 1905 ทำให้เป็นที่แพร่หลายในสหรัฐ ก่อนจะขยายไปให้ชาวโลกได้รู้จักกัน

“ในความรู้สึกของผม ผมว่าทาโก้คือจิตวิญญาณของผู้คนชาวเม็กซิกัน ผมจำประวัติไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมจำได้ดีคือผมเห็นและกินทาโก้มาตั้งแต่สมัยยังเด็ก มันเริ่มต้นมาจากข้าวโพด แล้วนำมาทำเป็นแป้งตอร์ตีญ่าแล้วนำมาใส่กับอะไรก็ได้ กินกับอะไรก็ได้ ก็เหมือนกับที่คนไทยกินข้าวจะกินกับอะไรก็ได้ ซึ่งแล้วแต่คนจะครีเอท จะใส่อะไรลงไป เป็นได้ทั้งเมนูหลัก และเมนูกินเล่น”

จิมมี่ โรจัส โลเปซ หนุ่มเม็กซิกันเจ้าของร้านทาโก เชล่า บาย มิคเคลเลอร์ ร้านอาหารเม็กซิกันบอกเล่าสะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันที่มีต่อทาโก้ ถึงขั้นที่นำมาเป็นชื่อของร้าน

“แป้งทาโก้ของชาวเม็กซิกันจะมีหลายสี ไม่ว่าจะเป็นสีขาวที่ทำมาจากแป้งสาลี สีเขียวมาจากถั่ว แต่ต้นตำรับจริงๆ จะทำมาจากข้าวโพดหลากสายพันธุ์ และหลายสีสัน จะมีทั้งสีม่วง สีเหลือง สีเขียวสีขาว กระทั่งสีดำ ซึ่งสะท้อนให้เห้นถึงความสนุกสนานของคนเม็กซิกัน ส่วนไซส์จะมีด้วยกันหลากหลาย ตั้งแต่ไซส์ขนาดใหญ่ที่ทำกินกันที่บ้าน แต่ตามร้าน ตามสตรีทฟู้ดจะเป็นอันเล็กๆ”

วันนี้เราเริ่มต้นเมนูเม็กซิกันด้วยPork Alambre แป้งทาโก้ที่ยัดไส้ด้วยการผสมกันระหว่างแฮม เบคอน และก็หมูหมัก ร่วมกับพริกสามสีของเม็กซิกันนำมาผัดรวมกัน จากนั้นนำมาวางไว้บนแผ่นทาโก้ รสชาติกลมกล่อมถูกปากคนไทย หอมกลิ่นพริกไทย และออริกาโน่ รวมถึงเครื่องเทศแบบเม็กซิกัน

ต่อด้วยเมนูซิกเนเจอร์ของร้านอย่าง Beef steak จะเลือกใช้เฉพาะเนื้อแดงนำเข้าจากต่างประเทศนำไปย่าง แล้วเอามาหั่นเป็นลูกเต๋าเล็กๆ จากนั้นก็นำไปผัดกับเครื่องเทศเม็กซิกัน ไร้กลิ่นคาว ได้ความนุ่มของเนื้อย่าง รสชาติยิ่งถูกปากโดนใจ กินคู่กับซอสซัลซ่า สามารถเลือกกินได้ทั้งทาโก้แป้งข้าวโพด และทาโก้แป้งสาลีสีขาว เพิ่มชีสเข้าไปอีกหน่อยอร่อยชัวร์

เมนูต่อมา Pork Chorizoแป้งทาโก้ห่อไส้กรอกโชริโซ ผสมกับเนื้อหมูบด เพื่อเพิ่มรสชาติ และความสดชื่นควรบีบน้ำมะนาวลงไปสักหน่อย อร่อยอย่าบอกใคร

อีกเมนูสำหรับคนไม่กินหมู ไม่กินเนื้อ Fried Shrimp Taco แป้งทาโก้ห่อไส้ด้วยกุ้งลายเสือชุบแป้งทอดแบบกรอบๆ เสิร์ฟคู่กับซอสซัลซ่า เพิ่มความสดชื่นด้วยการบีบมะนาวเช่นกัน

ตบท้ายด้วย Pork Taco หมูสามชั้นตุ๋นกับเครื่องเทศ หั่นเป็นชิ้น วางบนแป้งทาโก้ เพิ่มลูกเล่นด้วยการหั่นสับปะรดเป็นชิ้นบางๆ ลงไป ยิ่งทำให้รสชาติชัดเจน

สัมผัสความสนุกสนาน และรสชาติความเป็นเม็กซิกันผ่านแป้งทาโก้ได้ที่ร้านทาโก เชล่า บาย มิคเคลเลอร์ ซอยอารีย์สัมพันธ์ 1 เปิดบริการทุกวัน เวลา 17.00-23.00 น. โทร. 06-5550-7828 FB : tacochelabkk

 

ผัดซีอิ๊วหมี่กรอบ กรุบๆ เพลินๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2560 เวลา 15:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/528435

ผัดซีอิ๊วหมี่กรอบ กรุบๆ เพลินๆ

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

ช่วงปลายปีแบบนี้หลายคนก็อาจกำลังเดินสายไหว้พระ ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันอยู่ หนึ่งในสถานที่ที่ผู้คนมักจะไปกันก็คือ “ศาลเจ้าพ่อเสือ”

วันนี้เราจึงอยากแนะนำอาหารจานเด็ดที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกับศาลเจ้าพ่อเสือ เผื่อไหว้เจ้าเสร็จ ท้องร้อง เดินไปไม่ไกลก็ได้อิ่มอร่อยทันที

ร้านที่ว่ามีชื่อว่า “ราดหน้ายอดผัก (สูตร 40 ปี)” สาขาศาลเจ้าพ่อเสือ ตั้งอยู่บนถนนตะนาว เปิดตั้งแต่เวลา 09.00-21.00 น. ทุกวัน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

หากเริ่มต้นจากศาลเจ้าพ่อเสือ การเดินทางไปร้านนี้ง่ายมากๆ ถ้าหันหน้าเข้าหาศาลเจ้าพ่อเสือ ร้านนี้ก็จะอยู่ทางซ้ายมือ เดินไปประมาณไม่เกิน 200 เมตร โดยจุดสังเกตก็คือจะผ่านทางเข้าแพร่งสรรพศาสตร์ก่อน แล้วอีกไม่ไกลก็จะถึงร้านแห่งนี้

อย่างไรก็ตาม ร้านนี้มีหลายสาขาอีกสาขาหนึ่งที่อยู่ใกล้จุดไหว้พระเช่นกันก็คือ สาขาบางขุนพรหม ตั้งอยู่ใต้สะพานพระราม 8 ไม่ไกลจากวัดเอี่ยมวรนุช ซึ่งเมนูก็เหมือนกับที่สาขาศาลเจ้าพ่อเสือ แต่จะเปิดช่วงเวลา 07.30-17.30 น.

สิ่งที่น่าสนใจของร้านราดหน้ายอดผัก (สูตร 40 ปี) นี้ ก็คือมีเมนูที่ร้านราดหน้าทั่วๆ ไป ไม่ค่อยมีขาย อย่างเช่น ผัดซีอิ๊วหมี่กรอบ โดยมีให้เลือกทั้งใส่หมู ทะเล หรือใครรักพี่เสียดายน้องก็รวมมิตรไปเลย ใส่ทั้งหมูและทะเล

หลายคนอาจจะคงเคยรับประทานเมนูเส้นหมี่ เส้นใหญ่ผัดซีอิ๊วอาจจะแปลกใจกับเมนูนี้ เพราะปกติก็เห็นแต่ร้านทั่วไปเอาหมี่กรอบมาทำราดหน้า แต่ไม่ค่อยเห็นร้านไหนทำเป็นผัดซีอิ๊ว แต่ร้านนี้มี ซึ่งก็ถือเป็นเมนูที่ลงตัว

เพราะเมื่อหมี่กรอบอันแสนกรอบถูกนำมาผัดซีอิ๊ว แล้วยังคงความกรอบอยู่ได้เราก็จะได้รับประทานหมี่ที่กรุบกรอบเพลินๆ คู่กับส่วนผสมต่างๆ ในผัดซีอิ๊ว ซึ่งก็จะได้ความรู้สึกที่แตกต่างไปจากหมี่กรอบที่คลุกเคล้าอยู่ในน้ำราดหน้า

ยิ่งถ้ารับประทานตอนร้อนๆ หลังจากที่ผัดซีอิ๊วหมี่กรอบมาเสิร์ฟตรงหน้า ก็จะยิ่งอิ่มเอมกับความกรอบได้ชัดเจนขึ้นไปอีก

หรือถ้าใครอยากรับประทานหมี่กรอบราดหน้าเหมือนเดิม ยังยืนหยัดรักในสัมผัสความกรุบกรอบผสมผสานกับความเหนียวนุ่มของราดหน้า หมี่กรอบราดหน้าที่นี่ก็เป็นทางเลือกที่ดี ซึ่งถ้าใครชอบกินราดหน้าแบบใส่ไข่ที่นี่ก็มีให้เลือกเช่นกัน

นอกเหนือจากการไปรับประทานเองแล้ว หากเป็นที่สาขาศาลเจ้าพ่อเสือ ร้านนี้ยังเหมาะกับการพาเพื่อนชาวต่างชาติไปลิ้มลองอีกด้วย รับรองว่าเพื่อนไม่งง สั่งถูกแน่นอน เพราะที่ร้านจะติดรูปแต่ละเมนูเอาไว้ใหญ่มากตรงผนังของร้าน พร้อมกับมีหมายเลขเมนูกำกับ ไม่ต้องนึกให้ยากกว่าเมนูนี้จะต้องเรียกชื่อว่าอะไร แค่บอกตัวเลขเมนูก็เป็นอันจบ

แต่ถ้าเป็นสาขาบางขุนพรหม จะไม่มีรูปใหญ่ๆ และเลขรหัสเมนูไว้เหมือนเช่นที่สาขาศาลเจ้าพ่อเสือ

ทั้งนี้ หากใครเป็นคนรับประทานเท่าไรก็ไม่อิ่ม ไม่ต้องกลัวร้านนี้ไม่ได้มีแค่ผัดซีอิ๊ว หรือราดหน้าให้เราลิ้มลอง แต่ยังมีเมนูน่าสนใจอื่นๆ ให้เลือกรับประทานด้วยมากมาย เช่น หมูสะเต๊ะ หรือลูกชิ้นปิ้ง

เอาเป็นว่าใครมีโอกาสไปเดินสายไหว้พระย่านนั้น ก็อย่าลืมไปแวะลิ้มลองผัดซีอิ๊ว หรือราดหน้าที่ร้านนี้กัน โดยเฉพาะหมี่กรอบผัดซีอิ๊วไม่ควรพลาด

ทางที่ดี ถ้าอยากลองชิมหลายๆ เมนู แนะนำให้ไปกันเป็นแก๊งกับเพื่อนจะได้สั่งกันมาหลายๆ เมนู แล้วแบ่งกันกินเมนูละนิดหน่อย คราวนี้ก็จะได้กินอร่อย จุใจ

นอกจากนั้น ถ้าใครรับประทานหมี่กรอบผัดซีอิ๊วเพลินๆ แล้ว อยากมองหาของหวานลงท้องต่อ ย่านนั้นมีให้เลือกละลานตาจ้า หรือถ้ามองหาร้านกาแฟน่านั่ง พักท้องไส้เพลินๆ แถวนั้นก็มีเต็มไปหมดเช่นกัน ซึ่งล้วนแต่ไม่ใกล้ไม่ไกลกับร้านราดหน้าแห่งนี้ทั้งสิ้น

 

วาฟเฟิล กรอบนอกนุ่มในสไตล์โฮมเมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/528294

วาฟเฟิล กรอบนอกนุ่มในสไตล์โฮมเมด

คำว่า วาฟเฟิล (Waffle) ปรากฏในภาษาอังกฤษราวกลางศตวรรษที่ 17 เพื่ออธิบายถึง Wafel ขนมของชาวดัตช์ ซึ่งชาวดัตช์เองได้คำนี้มาจาก Walfre ของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นขนมที่รู้จักกันมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 11 แต่หากสืบสาวราวเรื่องไปแล้ว วาฟเฟิลกำเนิดในโลกตั้งแต่ยุคกลาง ก่อนจะแพร่หลายในยุโรป โดยเฉพาะที่เบลเยียม ก่อนจะแพร่หลายไปทั่วโลก ทุกวันที่ 25 มี.ค. สวีเดนยกให้เป็นวันวาฟเฟิล และในสหรัฐ วันที่ 24 ส.ค. เรียกว่าเป็นวันวาฟเฟิลนานาชาติ

หนึ่งในอาหารยอดนิยมที่รู้จักแพร่หลายทั่วโลกคือ วาฟเฟิล (Waffle) ซึ่งหลายคนอาจจะรู้จักในฐานะอาหารเช้า ซึ่งคุณแม่บ้านสามารถตื่นเช้าแล้วลงมือทำพร้อมรอเสิร์ฟสมาชิกทุกคนในบ้านได้โดยไม่ยุ่งยากนัก แต่ต่อมาก็กลายเป็นของหวาน ของว่างที่เหมาะสำหรับทุกที่ทุกเวลา จากที่เคยเป็นแป้งวาฟเฟิลราดไซรัป น้ำตาล หรือเนย ก็เสริมแต่งสีสันให้แฟนซีน่ารับประทาน ตัวแป้งนั้นผสมแต่งกลิ่นรส พร้อมองค์ประกอบส่วนผสมตกแต่งหน้าตาต่างๆ มีทั้งเป็นของหวานและคาว จากที่เป็นอาหารโฮมเมดก็ถูกใส่ไว้ในเมนูของร้านอาหารทุกระดับ แม้กระทั่งร้านวาฟเฟิลโดยเฉพาะก็ยังมี

สำหรับที่กรุงเทพฯ วาฟเฟิลหารับประทานได้ทั่วไป และหนึ่งในวาฟเฟิลที่มีชื่อเสียงคนนิยมรับประทาน ต้องรวมวาฟเฟิลของ ออน เดอะ เทเบิ้ล ไว้ด้วย และวันนี้ สูตรเด็ดเคล็ด (ไม่ลับ) ของร้านนี้จะถูกนำมาเปิดเผยผ่าน On the Table Waffle Workshop โดยมี เชฟตั้ม หรือ จิรวัฒน์ เข็มแก้ว ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์แบรนด์ออน เดอะ เทเบิ้ล มาสาธิตและเป็นพี่เลี้ยงให้ผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปทำวาฟเฟิลให้อร่อยเหมือนที่เสิร์ฟในร้าน

เอกลักษณ์ของวาฟเฟิล คือ พื้นผิวที่เกิดจากลายพิมพ์ของเตาอบหรือเครื่องทำวาฟเฟิลหรือเรียกว่า วาฟเฟิล ไอร์ออน ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับรังผึ้ง สำหรับวาฟเฟิลของ ออน เดอะ เทเบิ้ล รวมทั้งอาหารอื่นๆ ที่เสิร์ฟในร้านนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อันเกิดจากการผสมผสานอาหารญี่ปุ่นเข้ากับอาหารตะวันตก สำหรับวาฟเฟิลนั้นความอร่อยโดนใจอยู่ที่ความหอม หวาน และต้องกรอบนอกนุ่มใน

ส่วนผสมที่สำคัญที่สุดในการทำวาฟเฟิลคือ แป้ง หากเตรียมแป้งไม่ดีไม่ถูกต้อง อาจจะทำให้วาฟเฟิลไม่อร่อยเลยก็เป็นได้ จึงต้องพิถีพิถันตั้งแต่เริ่มเตรียมแป้ง เพื่อเป้าหมายคือ ทำวาฟเฟิลที่กรอบนอกนุ่มใน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

การทำวาฟเฟิลแสนอร่อย เริ่มต้นที่ขั้นตอนการผสมแป้ง ส่วนผสมชุดแรกในการผสมแป้งคือ ไข่สด ซึ่งต้องแยกไข่แดงไข่ขาวออกจากกัน แล้วนำไข่แดงมาตีผสมกับนม ใส่วานิลลาเอสเซนส์ไปด้วย ตีให้เข้ากัน ก่อนเติมน้ำตาล และเนยละลายขนให้เข้ากัน ได้ส่วนผสมที่เป็นของเหลวแล้ว ก็มาจัดการกับของแห้งคือ แป้งอเนกประสงค์ผสมผงฟูและเกลือ คนให้เข้ากัน ก่อนนำไปร่อนผ่านตะแกรง ลงในส่วนของเหลว ให้ทุกอย่างผสมเข้าด้วยกัน ตีอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เนื้อละเอียดเนียน และแป้งผสมไข่และนมที่ตีให้เข้ากันนี้เรียกว่า แบตเทอร์ (Batter) จากนั้นนำไข่ขาวมาตีให้ตั้งยอด แล้วนำส่วนที่สองมาตะล่อมผสมให้เข้ากันกับส่วนผสมแรก เพื่อให้แป้งเนื้อเบาและนุ่มฟู ก่อนจะนำแป้งที่ได้ไปแช่ตู้เย็นเก็บไว้ก่อน

อีกหนึ่งส่วนผสมที่ต้องเตรียมคือครีมชีสสูตรเด็ด โดยนำครีมชีสตีผสมกับน้ำเชื่อม วิปปิ้งครีม และนมข้น ตีส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ก่อนใส่โยเกิร์ตลงไป ควรเป็นโยเกิร์ตรสธรรมชาติ หรือหากอยากให้รสอื่นๆ ก็ต้องระวังว่าจะไปเพิ่มความหวานให้กับส่วนผสม ครีมชีสที่ได้ควรนำไปแช่เย็นไว้ก่อนจะนำมาตกแต่งจาน

เมื่อได้ส่วนผสมแล้ว ความสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การอบแป้ง เคล็ดไม่ลับคือ ควรวอร์มเตาให้ร้อนก่อน แล้วจึงค่อยๆ หยอดแป้งลงไป ใช้ไฟปานกลาง แป้งจะค่อยๆ สุก ทำให้กรอบนอกนุ่มใน

นำแป้งออกจากตู้แช่ ก่อนนำไปเทใส่ในเครื่องอบวาฟเฟิลซึ่งมีลักษณะเป็นพิมพ์ขนมอยู่ในตัว โดยเทแป้งลงกลางเครื่องก่อนจะปาดป้ายออกข้างๆ ให้เต็มพื้นที่ ใช้เวลาอบประมาณ 2.30 นาที ก่อนจะนำแป้งที่ได้ออกจากเตาไปวางพักในตะแกรง ให้ระบายความร้อน เพื่อที่แป้งจะได้กรอบ ถ้านำไปวางบนจานเลย จะทำให้แป้งอมความร้อนไว้ข้างใน แป้งจะไม่กรอบ

ขณะที่แป้งยังอุ่นๆ อยู่ก็นำมาตกแต่งได้ สำหรับสูตรของ ออน เดอะ เทเบิ้ล นั้นมีทั้งไอศกรีม สตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่วิปครีม ครัมเบิ้ล (คุกกี้ที่ถูกนำมาบดเป็นชิ้นเล็กๆ) ซอสผลไม้อย่างเช่น มิกซ์เบอร์รี่ ตลอดทั้งมีใบมินต์ ใบไธม์ ฯลฯ มาตกแต่งให้สวยงาม

สิ่งสำคัญที่ทำให้วาฟเฟิลอร่อยคือ การคัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพและสดใหม่ สำหรับที่ ออน เดอะ เทเบิ้ล มีเสิร์ฟวาฟเฟิล 4 อย่าง คือ วาฟเฟิลฟรุตตี้ วาฟเฟิลบานาน่าช็อกโกแลต วาฟเฟิลชีสชาเขียว และวาฟเฟิลชีสมิกซ์เบอร์รี่

ซอสที่เสิร์ฟคู่กับวาฟเฟิล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสูตรเฉพาะของ ออน เดอะ เทเบิ้ล ไม่ว่าจะเป็นชีสซอส ที่เสิร์ฟคู่กับวาฟเฟิลชีสชาเขียว เรดเบอร์รี่ซอส ที่เสิร์ฟคู่กับวาฟเฟิลฟรุตตี้ เพิ่มรสชาติเปรี้ยวของผลไม้ตัดกับความหวานของไอศกรีม

ติดตามข่าวสารของ ออน เดอะเทเบิ้ล ได้ที่ facebook.com/OntheTableTokyoCafe หรือ instagram.com/onthetabletokyocafe และ Line : @onthetable

สูตรวาฟเฟิลที่เชฟของ ออน เดอะ เทเบิ้ล นำมาเปิดเผยนี้ ไม่ยากเลย สามารถนำมาปรับให้สมาชิกในบ้านช่วยกันทำ เพื่อสร้างสรรค์เวลาดีๆ อันแสนอบอุ่นในครอบครัวได้ แต่ถ้าไม่อยากยุ่งยากหาเครื่องปรุงส่วนผสม หรือลองแล้วไม่ประสบความสำเร็จก็ไม่ต้องเศร้าใจ ยกพลพรรคไปที่ร้านได้เลย

 

เลอ ดานัง อาหารเวียดนามบนโรงแรมห้าดาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/527069

เลอ ดานัง อาหารเวียดนามบนโรงแรมห้าดาว

เดินลงบันไดลงมาจากล็อบบี้ ลงมาก็จะเจอทางเข้าห้องอาหารอยู่ทางซ้ายมือ การตกแต่งสไตล์ร้านอาหารด้วยรูปวาดสีสันสดใส สัญลักษณ์ร้านอาหารเวียดนามชัดเจน คือหมวกใบจากทรงแหลม และสำหรับคนชอบกินผัก ชอบกินแหนมเนือง ก็ต้องเคยนัดกันมาที่นี่ เลอ ดานัง (Le Danang) โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ร้านอาหารเวียดนามที่มีตำนาน อยู่คู่โรงแรมห้าดาวกว่า 30 ปีแล้ว

จะว่าไปก็มีไม่กี่โรงแรมในกรุงเทพฯ ที่มีร้านอาหารเวียดนามจริงจัง และอยู่ยงคงกระพันยาวนานขนาดนี้ ยืนหยัดด้วยรสชาติก็น่าจะรับรองความอร่อยได้ และชื่อร้าน เลอ ดานัง ก็บอกที่มาของรสอาหารได้ดี เมืองดานังเป็นเมืองท่าสำคัญในภาคกลาง เชฟสุภาพ สวรรค์สุข เชฟหญิงรุ่นเก๋าพูดน้อย อธิบายสั้นๆ ว่า อาหารจึงปรุงออกมารสกลางๆ ปรุงไม่จัดจ้านกินง่ายๆ ซึ่งก็เป็นเอกลักษณ์ของอาหารสัญชาตินี้ที่เน้นความสดของวัตถุดิบ ทั้งผัก และเนื้อสัตว์ที่นำมาปรุงไม่กี่อย่าง

วันนี้มากินอาหารเวียดนาม ยิ่งนัดกันมาเป็นกลุ่มใหญ่ก็ต้องไม่พลาดสั่งจานสัญลักษณ์ ของอาหารชาติที่ชื่นชอบผักเป็นชีวิตจิตใจ สั่งมาเลยใครๆ ก็ชอบกิน แหนมเนือง คนไทยออกเสียงตามภาษาเวียดนามเพี้ยนไปนิดหน่อยว่า “แนม เนื้อง” แต่รสชาติที่นี่ยืนยันต้นตำรับ ลูกชิ้นหมูเวียดนามห่อแผ่นแป้งบางเฉียบ คุณภาพระดับโรงแรมห้าดาวคือการเลือกสรรวัตถุดิบ เชฟสุภาพ บอกเด็ดที่ซอสน้ำจิ้มถั่วเข้มข้น สารพัดผักไม่อั้น และนี่คือรสชาติอิ่มเอมของอาหารจานนี้

ผักสดๆ มีสารพัด ทั้งกล้วยดิบ มะม่วงดิบ แตงกวา พริก กระเทียม มะเฟือง ผักหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ความแตกต่างจากแหนมเนืองที่อื่นๆ คือไม่ใช้เส้นขนมจีน แต่เพิ่มเส้นหมี่พันกินกับลูกชิ้นหมู ใส่ลงในห่อแป้งด้วย ส่วนผักเครื่องเคียงอื่นๆ ก็จะมี ผักแพว สะระแหน่ ผักกาด โหระพา และผักชีฝรั่ง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อาหารชาตินี้รสชาติอ่อนกว่าอาหารไทย ใช้เครื่องเทศน้อย แต่ความจัดจ้านจานนี้ก็มีให้สั่งในร้านเวียดนามแทบทุกๆ ร้าน คือยำหมูยอ เลือกใช้วัตถุดิบดีที่สุดจากเมืองอุบลราชธานี หมูยอไม่มีแป้งแม้แต่นิดเดียว เคี้ยวเต็มเนื้อหมูๆ ล้วนๆ หอมพริกไทย อีกความพิเศษของ เลอ ดานัง คือ ใส่หมูตุ๋นลงไปเพิ่มอีกความอร่อยยิ่งขึ้น

เชฟสุภาพ เล่าย้อนประวัติร้านเวียดนามเก่าแก่ แต่ก่อนชั้นนี้เป็นดิสโก้เธค ซึ่งในยุคนั้นเป็นสถานบันเทิงต้องมีในโรงแรมห้าดาว เมื่อปิดไป ก็เปิดใหม่เป็นร้านอาหาร เลอ ดานัง โดยใช้เชฟชาวเวียดนามแท้ แต่ตอนนี้เชฟไทยจะรู้ใจคนไทยมากกว่า คนไทยที่ชอบกินผัก ชอบกินอาหารเวียดนาม ก็จะติดรสจัดจ้านกันทั้งนั้น แต่อย่างไรก็ตามอาหารก็จะเน้นรสชาติแบบกลางๆ ไว้ก่อน โดยเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพที่ดีให้ชูรสอาหารอร่อยขึ้นมา ข้าวเกรียบปากหม้อไส้เห็ด และหมู เรียกตามภาษาเจ้าของอาหาร คือ บั้น ก๊วน ถิด แฮว เหวย นั้ม ความอร่อยอยู่ที่ตีแป้งสดทุกครั้งที่สั่ง

กุ้งพันอ้อย เรียกว่า โตม เบา หมี่ เลือกกุ้งสดตัวโต เป็นอีกจานพลาดที่ไม่ได้เลย ในยุคที่ได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศส อาหารเวียดนามผสมผสานความเป็นฝรั่งก็เลยมีฟิวชั่นจานนี้ให้สั่งกัน ปลาหิมะย่างซอสมะขาม ความดีงามของจานนี้คือปลาเนื้อหวานสดมาก หรือจะสั่งบุฟเฟ่ต์อาหารเวียดนามเป็นแบบสั่งเป็นจานๆ ในแบบอะลาคาร์ตบุฟเฟ่ต์ ราคาคนละ 800 บาท++ เช่น กุ้งลายเสือผัดกระเทียม เนื้อวัวห่อใบชะพลูย่าง กุ้งพันอ้อย ยำส้มโอกับเนื้อปูและกุ้งสด สลัดผักร็อกเก็ตกับหมูสามชั้นกรอบและกุ้ง เปาะเปี๊ยะสดไส้ปลาแซลมอนรมควัน ก๋วยเตี๋ยวเฝอหมูยอเวียดนาม และอีกหลายๆ จานให้เลือก

เวียดนามรับวัฒนธรรมการกินมาจากชาวจีน ทั้งอาหารเส้น กินอาหารแยกข้าวกับกับ การใช้ตะเกียบ การใช้กระทะ การนึ่งด้วยลังถึง แต่การผัดนิยมใช้น้ำมันน้อยกว่า ถูกใจชาวเฮลตี้ ผักสดทุกชนิดนิยมในเวียดนาม ใครชอบกินผัก นัดกินโต๊ะแชร์ที่ร้านเก่าแก่แห่งนี้กันเลย

ห้องอาหารเวียดนาม เลอ ดานัง ชั้น LL โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว เว็บไซต์ http://www.centralhotelsresorts.com โทร. 02-541-1234 ต่อ 4151 เปิดบริการ ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.30-14.30 น. และ 18.00-22.30 น.

 

บัวลอยไข่เค็ม ท่าน้ำคลองสาน อร่อยสมร่ำลือ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/527068

บัวลอยไข่เค็ม ท่าน้ำคลองสาน อร่อยสมร่ำลือ!

ทราบว่าขนมไทยอย่างบัวลอย สมัยก่อนจะนิยมทำขายในช่วงหน้าหนาว แบบว่ากินบัวลอยร้อนๆ ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น แล้วขายดีนักแล แต่ทุกวันนี้ขายทุกหน้า ถึงตอนนี้กรุงเทพฯ จะยังไม่หนาวก็อยากแนะร้านบัวลอยอร่อยๆ ให้ไปลองชิมกัน “ร้านบัวลอยไข่เค็ม ท่าน้ำคลองสานพลาซ่า” อยู่ตลาดท่าน้ำคลองสาน เปิดขายมา 20 กว่าปี เจ้าของร้าน ชื่อพาเพลิน อยู่อ้น

ความโดดเด่นของบัวลอยร้านนี้ไม่ได้แค่รสชาติความอร่อย (หวาน มัน เค็ม กลมกล่อม) เท่านั้น แต่รูปลักษณ์บัวลอยก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ชนิดที่ว่าดึงดูดสายตาผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องหยุดมอง เพราะมีถึง 7 สีน่ารับประทาน ซึ่งไม่ได้ใช้สีสังเคราะห์ด้วย แต่ใช้สีธรรมชาติจากพืชผักต่างๆ มาผสมกันกับแป้งข้าวเหนียวจึงได้บัวลอยตามสีของพืชนั้นๆ

สีเขียวจากน้ำใบเตย สีฟ้าจากอัญชัน สีเหลืองจากฟักทอง สีขาวจากเผือกสีม่วงจากข้าวเหนียวดำ สีส้มจากแครอต สีชมพูจากบีตรูต ต่อมามีการพัฒนาและหาสิ่งใหม่ๆ เพิ่มเพื่อสร้างความแปลกให้กับลูกค้า เช่น บัวลอยสีม่วงเมื่อก่อนใช้แป้งผสมกับข้าวเหนียวดำ ตอนนี้ใช้ผสมกับบีตรูตและอัญชันกลายเป็นสีม่วง ปัจจุบันเพิ่มสีดำเข้ามาด้วยการใช้แป้งชาร์โคล (Charcoal)

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“บัวลอยไข่เค็มเป็นเมนูที่ลูกค้าชอบสั่งมาก ประกอบด้วยบัวลอยเม็ดกลมเล็กหลากสีสันน่ากินและแป้งยังเหนียวนุ่มเวลาเคี้ยวจะกรุบๆ มีเครื่องใส่ให้ด้วย เช่น มะพร้าวอ่อน ข้าวโพด แห้ว เผือก สิ่งที่ลืมไม่ได้คือไข่เค็มลูกใหญ่สีส้มสดใสน่ากิน (เฉพาะไข่แดง) จากนั้นราดด้วยน้ำกะทิสีเขียวอ่อน ที่ให้ความหวานหอมพอดีจากน้ำตาลมะพร้าวบ้านแพ้ว และกลิ่นหอมฉุยชื่นใจจากใบเตยผสมกัน ตัดความหวานของน้ำกะทิอีกทีด้วยความเค็มจากกะทิสดก็จะได้บัวลอยไข่เค็มครบรส ทั้งความหอม ความหวาน และความมันรวมอยู่ในถ้วยเดียวกัน” เจ้าของร้านพูดถึงเมนูเด็ด

สำหรับคนที่ไม่ชอบไข่เค็มก็สั่งไข่หวานแทน ทางร้านก็จะตอกไข่สดลงในหม้อน้ำกะทิที่ผสมน้ำตาลมะพร้าวไว้แล้ว รอจนไข่สุกลอยตัวขึ้นมาค่อยตักใส่ถ้วย ส่วนเครื่องนอกนั้นก็ใส่ตามชอบ ก็จะได้บัวลอยเนื้อนุ่มกินเคล้ากับไข่หวานนุ่มละมุนลิ้นชื่นใจ ส่วนใครจะสั่งบัวลอยอย่างเดียว หรือสั่งบัวลอยไข่เค็มและไข่หวานคู่กันก็ไม่มีปัญหาราคาก็แตกต่างกันไป

บัวลอยไข่เค็ม ท่าน้ำคลองสาน เป็นร้านที่ใครไปกืนแล้วก็บอกว่าอร่อย ส่วนใครยังไม่เคยชิมสักครั้งลองหาโอกาสไปชิมดู ร้านอยู่ที่ตลาดท่าน้ำคลองสาน ล็อก E 5/2 เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-19.30 น. โทร. 08-1697-5971

 

จากยอดดอยสู่บ้านเรา มื้อเบาๆ กับวัตถุดิบจากโครงการหลวง Mango & Strawberry Vinaigrette

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/527067

จากยอดดอยสู่บ้านเรา มื้อเบาๆ กับวัตถุดิบจากโครงการหลวง Mango & Strawberry Vinaigrette

ที่สำคัญที่สุด สลัดที่อร่อยไม่ใช่ว่าจะมีแต่ผักเท่านั้น เพราะลำพังฟันของเราบดขยี้ลงบนผักมันไม่มีความบันเทิง นอกเสียจากว่าจะมีความกรอบที่ส่งให้เกิดเสียง “ซร้วบ” ยามเคี้ยว สังเกตว่าฝรั่งนี่เขาชอบใส่ถั่วเมล็ดแข็งลงไปในสลัด เพิ่มความมันอร่อยให้กับสลัดได้เป็นอย่างดี แถมยังให้คุณค่าทางอาหาร หรือจะเป็นการสร้างความหนึบให้กับฟันด้วยผลไม้แห้ง อย่างสลัดช่วงฤดูใบไม้ร่วง เขาชอบใส่พวก Cranberry แห้ง เพื่อเพิ่มรสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ ยามเคี้ยวหนึบๆ ไปโดน

การสร้างสรรค์ผลงานสลัดอร่อยๆ สักจาน เสมือนว่าเป็นการสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะก็ว่าได้ เรื่องรสชาติของสลัดต้องอาศัย Dressing เป็นสำคัญ น้ำสลัดยังแบ่งออกเป็นหลายชนิด ทั้งแบบน้ำข้น น้ำใส เมื่อเลือกน้ำสลัดที่ชอบได้แล้วจึงค่อยมาเลือกผักที่มีเนื้อสัมผัสเข้ากับน้ำสลัดจะดีกว่า เพราะผักแต่ละชนิดมีความกรอบ ความเหนียว ความบางที่แตกต่างกันออกไป ยังมีเรื่องของสีสันความน่ารับประทานที่มองแล้วชวนให้เอาส้อมจิ้มใส่ปาก

โจทย์ที่ว่าไปทั้งหมดของการสร้างสรรค์สลัดสักจาน กลายเป็นง่ายขึ้นมาทันทีที่ไปร้านโครงการหลวงสักร้าน เพราะทุกอย่างมีอยู่ในร้านเดียวกันไล่ไปตั้งแต่ผักสลัดของโครงการหลวงมีให้เลือกมากมาย ครั้งนี้ตั้งใจไว้ว่าจะทำน้ำสลัดน้ำใสแบบ Vinaigrette รับประทานแล้วเบาสดชื่น เหมาะกับผักกรอบๆ ใบบางๆ ที่เข้ากับน้ำสลัดน้ำใสได้ดี มองๆ ดูแล้วเลือกเป็นกลุ่ม Lettuce อย่าง Butterhead ที่กรอบอร่อย ผสมกับ Iceberg แบบหัวเล็กๆ เพราะส่วนก้านขาวๆ จะยิ่งช่วยให้กรอบมากขึ้น Frillice และ Red Leaf ช่วยเพิ่มมิติให้กับสลัดให้ดูสวยน่ารับประทานขึ้น

เท่านั้นยังไม่พอ ผู้เขียนขอเพิ่ม Italian Pasley ใบแบนๆ แหลมๆ จริงๆ เป็นผักตระกูลเดียวกับ Celery แต่มีสีเข้มกว่า ถือเป็นกลุ่มสมุนไพรที่ให้ความหอมพิเศษกับอาหารหลายๆ จาน อย่างอาหาร Middle East แถบเมดิเตอร์เรเนียน เอามาสับเป็น Tabbouleh เคล้ากับน้ำมะนาว ผู้เขียนขอแค่เด็ดๆ เอาใบมาเคล้ากับผักอื่นๆ ด้วยแค่นี้พอ เพราะเวลาเคี้ยวโดนอร่อยดี

ผักต่างๆ พร้อมแล้ว ทีนี้มาถึงส่วนประกอบของสลัดที่จะช่วยให้สลัดจานนี้สมบูรณ์มากขึ้น ผู้เขียนมองหาอะไรกรอบๆ ในร้านโครงการหลวง จนมาเจอเมล็ดงาขี้ม่อน เอามาล้างน้ำให้สะอาด คั่วอย่างใจเย็นที่ไฟอ่อนจนกรอบๆ ผู้เขียนชอบมากๆ มักจะมีติดบ้านไว้ โรยทุกอย่างอร่อยหมด เพราะกรุบๆ และหอม เมล็ดกลมเล็กกว่าปลายปากกานี่แหละที่เชื่อว่ามีคุณค่ามากมาย ได้มาแล้ว 1 อย่างเป็นส่วนประกอบ ถัดมาเลือกเอา Chips ของตราดีอร่อย ที่มีทั้งฟักทอง มะม่วงและเห็ดหอม ทอดกรอบและปรุงรสมาพร้อมกินอยู่แล้วโรยกับสลัดยิ่งเพิ่มรสชาติและคุณค่าทางอาหาร

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สำหรับน้ำสลัดในฉบับนี้ มีพื้นฐานเป็น Vinaigrett แบบน้ำมันมะกอก น้ำส้มสายชูจากไวน์ขาวหรือเลือกเป็นน้ำส้มสายชูหมัก ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทยดำ และผงเครื่องเทศรวมอิตาเลียนแบบแห้งหอม ทั้งโรสแมรี่ ไธม์ และออริกาโน ความพิเศษคือเลือกใช้น้ำผึ้งเป็นตัวให้ความหวาน น้ำผึ้งของโครงการหลวงมีให้เลือกเยอะแยะภายใต้หลายโครงการ

ฉบับนี้ผู้เขียนใช้น้ำผึ้งเกสรดอกลำไยที่มีความหอมหวานและสีเข้มสวยน่ากินเป็นตัวให้ความหวานกับน้ำสลัดชนิดนี้ของเรา ไม่ต้องเติมให้หวานไปมาก เพราะเรายังมีความหวานจากผลไม้แท้ เพราะผู้เขียนเอามะม่วงและสตรอเบอร์รี่อบแห้งมาสับละเอียด เติมลงในน้ำสลัดที่เตรียมไว้ เมื่อหมักน้ำสลัดไว้สัก 1 คืน ผลไม้แห้งทั้งหมดจะนุ่มขึ้น ที่สำคัญผลไม้แห้งทั้งมะม่วงและสตรอเบอร์รี่จะแลกเปลี่ยนความหอมหวานมาที่น้ำสลัดจนได้เป็นรสชาติพิเศษที่รับประทานแล้วสดชื่นที่สุด

Mango & Strawberry Vinaigrette นี้สามารถทำเก็บไว้ในตู้เย็นได้ ผลไม้จะค่อยๆ นุ่มฉ่ำขึ้น ตักมาราดบนผักสลัดเคล้าให้เข้ากัน เมื่อเคี้ยวๆ ในปากแล้วจะได้ความสดชื่นในทุกๆ คำ

 

เติมความสุข (มากมาย) @ฮีพ คาเฟ่ & เรสเทอรองต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/527066

เติมความสุข (มากมาย) @ฮีพ คาเฟ่ & เรสเทอรองต์

ถึงวันนี้ ร้านฮีพ คาเฟ่ & เรสเทอรองต์ การันตรีความสุขด้วยการเปิดสาขาที่ 3 ย่านดินแดง บนถนนวิภาวดีรังสิต ที่ร้านปรับเปลี่ยนลุคที่เติบใหญ่กว่าเดิม พร้อมเพิ่มเติมมุมแห่งความสุขที่ขาดหาย ให้สัมผัสได้แบบเต็มอิ่มกว่าเดิม

คำว่า Heap ในภาษาอังกฤษมีความหมายว่า “มากมาย” ดังนั้น ร้านฮีพ คาเฟ่ & เรสเทอรองต์ (Heap Cafe & Restaurant) จึงมาพร้อมเพิ่มเติมความสุขแบบเต็มขั้น ทั้งบรรยากาศ รสชาติของอาหาร และดนตรี ในราคาเบาๆ แบบสบายกระเป๋าเหมือนเดิม

เริ่มต้นด้วยการเนรมิตบ้านหลังเก่าแนววินเทจอายุอานามกว่า 60 ปี มามิกซ์แอนด์แมตช์ระหว่างวินเทจกับโมเดิร์น ให้ได้สัมผัสถึงกลิ่นอายของความเป็นโพสต์โมเดิร์นอยู่กลายๆ โดยไม่หลงลืมความเป็นวินเทจ พร้อมทั้งเพิ่มเติมมุมน่านั่งจากเก้าอี้หนัง เก้าอี้ผ้าลายเท่ โต๊ะหินอ่อนทั้งสีขาวนวลและดำขลับ ขานรับกันอย่างสนุกสนาน

ส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาทำให้ต่างจากสาขาอื่น ก็คือการสร้างกลาสเฮาส์ รูปทรงสูงโปร่งแนวลอฟต์ ที่ขับล้อเล่นกันระหว่างกระจกใสบานใหญ่และผนังอิฐ เพิ่มเติมความสนุกสนานด้วย ต้นไม้ และพันธุ์ไม้แขวน รวมถึงโดมไฟแนววินเทจที่ผสานกันไว้อย่างลงตัว

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มพื้นที่สวนแนวตั้งพร้อมติดกระจกในรอบร้าน ทั้งหมดนี้ก็เป็นแนวความคิดที่ได้มาจากอินไซด์เอาต์ เข้าใจง่ายๆ ก็คือดึงเอาความรู้สึกแสนสบายของรอบนอก มาร่วมสร้างบรรยากาศสู่ภายในโดยไม่ต้องเดินไปสัมผัสนั่นเอง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ด้านเมนูแน่นอนที่นี่ยังคงเน้นคอนเซ็ปต์เหมือนเดิม คืออาหารไทยสไตล์ฟิวชั่นที่เน้นใช้วัตถุดิบชั้นดี รสชาติอันหลากหลาย ด้วยรูปลักษณ์ที่ทันสมัย และที่คงเอาไว้คือเรื่องของราคาที่แสนสบายกระเป๋าแค่ได้ยินก็ถึงขั้นตกใจ

ค่ำนี้เริ่มกล่อมกันเบาๆ ด้วยสลัดเนื้อย่างซูส์-วีด 24 ชั่วโมง นำเนื้อออสเตรเลียไปซูส์-วีด 24 ชั่วโมงจนอ่อนนุ่ม แล้วเพิ่มความหอมเย้ายวนด้วยการนำมาย่าง เสิร์ฟพร้อมผักสลัด เพิ่มรสชาติด้วยซอสฮันนี่บัลซามิกให้รสชาติเปรี้ยวหวานกำลังดี

ต่อด้วยหอยลายอบกระเทียม นำหอยลายสดมาผัดกับเนยและกระเทียม ปรุงรสชาติแล้วนำมาราดบนขนมปังกรุบกรอบของฝรั่งเศส ตกแต่งรสชาติด้วยรีดิวซ์บัลซามิก

มาถึงเมนูที่ใครๆ ก็เรียกหา เย็นตาโฟหม้อไฟ เครื่องเย็นตาโฟมาแบบอัดแน่น พร้อมรสชาติที่เข้มข้นจัดจ้าน เหมาะสำหรับคนที่ถึงเวลาแล้วล่ะที่จะบอกลาต้มยำถ้วยเดิมๆ กันสักที

นี่ก็น่าสน ขาหมูเยอรมันผัดพริกเกลือ ขาหมูหั่นเป็นชิ้นๆ ก่อนนำมาทอด แล้วนำมาผัดพริกเกลือ ให้สัมผัสที่หอมกลิ่นสโมก และความกรอบของหนังหมู เพิ่มรสชาติและความหอมด้วยผงปลาหมึกแห้ง

ตบท้ายด้วยข้าวอบสับปะรด เพิ่มความหอมด้วยการนำสับปะรดที่จะใช้เป็นจานนำไปเผาไฟ ส่วนตัวข้าวผัดด้วยผงกะหรี่ของอินเดียจนเหลืองหอมและใส่กุ้ง ไก่กรอบ และสับปะรด ตบท้ายด้วยเม็ดมะม่วงหิมพานต์และลูกเกด คลุกเคล้าจนเข้ากัน แล้วโรยด้วยหมูหยอง

ถึงทีของเครื่องดื่มที่นี่จัดเอาไว้รองรับหลากดีกรี แล้วแต่จะเรียกหา คืนนี้ขอเรียกความสดชื่นกันก่อนกับแพสชั่นฟรุต น้ำเสาวรสที่ใส่มาพร้อมเมล็ด หรือจะเป็นซูกัสม็อกเทล ที่นำกีวี่มาปั่น แล้วท็อปด้วยตะกร้าน้ำแข็ง ที่บรรจุสตรอเบอร์รี่ กีวี่ ส้ม เพิ่มความฟรุ้งฟริ้งด้วยลิควิดไฮโตรเจน

เพิ่มดีกรีขึ้นมาสักนิดกับ ฮีพโมจิโต้ ที่มีพระเอกอย่างดาร์กรัม ตามด้วยใบมินต์ มะนาว น้ำตาลทรายแดง แกมด้วยน้ำสับปะรดนิดหน่อยเพื่อรสความเปรี้ยวโดด

สำหรับสาวๆ ที่ยกแก๊งมาเขาแนะนำเมนูนี้เลย แอ๊บแบ๊ว เครื่องดื่มสีฟ้าแก้วเขื่อง ที่มีส่วนผสมหลายขนาน อาทิ ฟินแลนเดียวอดก้า แอปเปิ้ลไซรัป ลิ้นจี่ไซรัป และสไปรท์ ท็อปด้านบนด้วยน้ำเชื่อมบลูพาราไดซ์คลุกกับบลูคาราเซา และลิควิดไนโตรเจน ทั้งเซลฟี่ทั้งแอ๊บแบ๊วกันทั้งคืนล่ะคราวนี้

เพิ่มเติมความสุขส่งท้ายด้วย ดนตรีไทยสากลแนวสนุกสนาน ซึ่งมีกล่อมทุกค่ำคืน ยิ่งดึกยิ่งขยับบีต ออกสตาร์ทกันตั้งแต่เวลาหนึ่งทุ่มตรง วันละ 2 วง เพิ่มเติมในคืนวันศุกร์-เสาร์ เป็น 3 วงขอให้สนุกและมีความสุขกันเต็มที่นะค้าบบบทุกคน

ร้านฮีพ คาเฟ่ & เรสเทอรองต์ ถนนวิภาวดีรังสิต (ใกล้แยกดินแดง) ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 18.00-01.00 น. โทร.02-088-6264 และ 02-245-2469

 

เลิฟปิ้งย่างสไตล์เกาหลี ไปเจอกันที่ ไนซ์ทูมีทยู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/527065

เลิฟปิ้งย่างสไตล์เกาหลี ไปเจอกันที่ ไนซ์ทูมีทยู

ทีเด็ดของร้าน “ไนซ์ทูมีทยู” ไม่ได้หยุดแค่ไอเดียที่แปลกใหม่ แต่ยังจำลองบรรยากาศความสดใสชวนนั่งจากต้นฉบับเกาหลีมาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน เพิ่มเติมคือความจัดจ้านของรสชาติเพื่อให้ถูกใจคนไทยมากขึ้น

ผ่านไปสยามสแควร์ ซอย 3 นาทีนี้ ต้องสะดุดตากับตุ๊กตาหมูสีส้มตัวโตที่ยืนยิ้มร่าอย่างอารมณ์ดีอยู่หน้าร้าน ไนซ์ทูมีทยู (Nice two Meat u) พร้อมเสียงเพลงสไตล์เกาหลีขับกล่อมชวนให้เด็ก (ส) ยามที่ผ่านไปผ่านมาได้ร้องคลอ หรือออกสเต็ปตาม สมกับเป็นเชนร้านปิ้งย่างเกาหลี ที่มาสร้างปรากฏการณ์ความอร่อยครั้งใหม่ในเมืองไทยแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

ซิกเนเจอร์ที่มาแล้วท้าให้ลอง ประเดิมด้วยสารพัดเมนูรับประทานเล่น นำทีมโดย N2Uไก่ทอด ทีเด็ดอยู่ที่น้ำซอสสูตรเข้มข้นที่คลุกเคล้ากับเนื้อไก่อย่างลงตัว ควงคู่มากับข้าวเหนียวจิ้มเปรี้ยว เมนูในตำนานที่เด็กนักเรียนจากรั้วเซนต์โยเซฟคอนแวนต์คุ้นเคยเป็นอย่างดี ความพิเศษอยู่ที่รสชาติของข้าวเหนียวนุ่มๆ ตอนที่จุ่มลงในน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ดจัดจ้านถึงใจ

ต่อด้วยมันอบชีสทรัฟเฟิล เอาใจคนชอบชีสและทรัฟเฟิล ได้ทั้งเทกซ์เจอร์ของมันอบ ความมันเยิ้มๆ ของชีส และ ความหอมของทรัฟเฟิลในหนึ่งเดียว เมนูนี้บอกเลยคุ้มค่ากับการยอมพลีร่าง อีกจานที่มาแล้วแนะนำให้ลองคือ จับเช หน้าตาอาจธรรมดา แต่ชิมแล้วจะติดใจ เมนูนี้แม้แต่ชาวเกาหลีชิมแล้วยังต้องยกนิ้ว อร่อยจนต้นตำรับยังอาย ความพิเศษอยู่ที่รสชาติของน้ำซอสที่นำมาปรับจนเข้าที่ เผ็ดนิดๆ ถูกปากคนไทย

เรียกน้ำย่อยให้กระเพาะเริ่มทำงานแล้ว ถึงคราวพระเอกออกโรง ฮอตที่สุดนาทีนี้ ชนิดที่มาใครสั่งต้องแชะและแชร์ คือGanjan-Gejang เมนูปูดองซีอิ๊วเกาหลี มีให้เลือกทั้งปูม้า-ปูทะล ถ้าชอบไข่ปูเยิ้มๆ จัดปูทะเลไปเลย เมนูนี้อิมพอร์ตจากเกาหลี แต่ใส่ความเป็นไทยไม่ยั้ง ด้วยการสาดพริกขี้หนูซอยลงไปเพิ่มความจัดจ้าน ถ้ายังไม่สาแก่ใจจัดหนักด้วยน้ำจิ้มรสเด็ดที่เสิร์ฟมาคู่กัน เมนูนี้แนะนำให้กินคลุกกับข้าวสวยร้อนๆ แซ่บเหนือคำบรรยาย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

แต่ถ้าชอบเมนูเส้นแนะนำมูยองรามยอน เมนูยอดฮิตที่หน้าตาดูเป็นลูกครึ่งระหว่างไทยเกาหลี แต่ไม่ทิ้งคอนเซ็ปต์รสจัดจ้าน เสิร์ฟเส้นรามยอน มาในน้ำซุปสูตรลับเฉพาะของทางร้าน เพิ่มกิมมิกด้วยหมูสามชั้นเนื้อหนานุ่ม และไข่ดาว

อุ่นเครื่องกับเมนูจานเดี่ยวไปแล้ว ได้เวลาของกองทัพเมนูปิ้งย่างออกโรง รับรองว่าพอร์คเลิฟเวอร์ต้องเกิดอาการรักพี่เสียดายน้อง เพราะจัดเต็มให้เลือกทั้งสามชั้นรมควัน, หมูสามชั้น, คอหมู, หมูสไลซ์ราดซอส มาพร้อมกิมมิกอย่างเครื่องวัดอุณหภูมิ และอุปกรณ์กดหมู เพื่อให้มั่นใจว่าเนื้อหมูทุกชิ้นที่ผ่านการย่างอย่างพิถีพิถันจะสุกกำลังดี จิ้มพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด การันตีความแซ่บถึงทรวง เพราะเจ้าของร้านชอบรสชาติแซ่บเวอร์เป็นทุนเดิมเลยรวบรวมสุดยอดเชฟจากทั่วยุทธจักรมาผนึกกำลังพัฒนาสูตรน้ำจิ้มรสเด็ดที่หาไม่ได้ที่ไหนให้แฟนปิ้งย่างได้ฟิน

ใครที่เป็นคนรักเนื้อ (วัว) ไม่ต้องเสียใจ ถึงจะไม่ได้บรรยายสรรพคุณไว้เยอะ แต่ทางร้านก็มีเนื้อเกรดพรีเมียมไว้พร้อมเสิร์ฟ ชวนก๊วนมาแซ่บเช่นกันสัมผัสความสนุกครั้งใหม่ได้แล้วที่ไนซ์ทูมีทยู สยามสแควร์ ซอย 3 เปิดทุกวันเวลา 11.00-23.00 น. โทร. 02-252-9334อินสตาแกรม nicetwomeatuthailand

 

นั่งชิลอย่างมีสไตล์ ที่ ฟอร์ค คาเฟ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/527064

นั่งชิลอย่างมีสไตล์ ที่ ฟอร์ค คาเฟ่

ฟอร์ค คาเฟ่ คือร้านอาหารซิกเนเจอร์แห่งใหม่ล่าสุด ของโรงแรมในเครือครอสทู ไวบ์ กลุ่มซิตี้โฮเต็ลดีไซน์น้องใหม่ของเมืองไทย ตัวร้านตั้งอยู่ภายในโรงแรมครอสทู ไวบ์ กรุงเทพฯ สุขุมวิท ซึ่ง อดิสร วงศ์ไวโรจน์ ผู้บริหารตั้งเป้าให้เป็นแฟล็กชิปในเครือครอสทู ไวบ์ แห่งแรกในกรุงเทพฯ โดยเน้นรูปแบบที่ชิกๆ ดูทันสมัย แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายอินดัสเตรียล โดยการใช้สีดำตัดกับไอเท็มตกแต่งสีฟ้าเทอร์ควอยส์ สะท้อนถึงคอนเซ็ปต์ “พัก ชิล เพลิน” (Stay, Chill, Enjoy) ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์หลักของ ครอสทู ไวบ์ อยู่แล้ว

ได้พิกัดใหม่ล่าสุดของร้านแฮงเอาต์ชื่อเท่ ฟอร์ค คาเฟ่ (4K Cafe) มาหมาดๆ เลยอยากชวนผู้อ่านไปปักหมุดนั่งชิลๆ ในร้านบรรยากาศปลอดโปร่ง ภายใต้คอนเซ็ปต์ คาเฟ่ ดีไซน์ สุดชิก ซึ่งตอบโจทย์คนเมืองได้อย่างลงตัว

สังเกตจากการตกแต่งโดยรวม จะเห็นได้ว่ามีความพิถีพิถันในการเลือกเฟอร์นิเจอร์ โทนสี และดีไซน์ เพื่อให้ถูกใจคนรุ่นใหม่ แล้วยังผสมผสานความสนุกสนานด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง แถมเดินทางได้สะดวก เพียง 300 เมตรจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสอ่อนนุช

ภายในฟอร์ค คาเฟ่ สามารถรองรับลูกค้าได้ถึง 100 ที่นั่ง โดยแบ่งเป็น 3 โซน คือ ห้องอาหารอินดอร์ พื้นที่กว้างขวางนั่งสบาย โซนเอาต์ดอร์แบบเปิดโล่งให้นั่งจิบกาแฟ คุยงาน หรือชิลกับอาหารจานอร่อยโดยมองเห็นสวนสไตล์ทรอปิคอลเพลินๆ และส่วนของฟอร์ค บาร์อีก 20 ที่นั่ง พร้อมโซนแฮงเอาต์ ที่มีบาร์ขนาดพอดี ให้บาร์เทนเดอร์ได้มิกซ์เครื่องดื่มแก้วโปรดให้ลูกค้าได้อย่างใกล้ชิด แล้วยังมีเกมมันๆ หลากหลายชนิดให้ได้เลือกสนุกตลอดค่ำคืนด้วย

คอนเซ็ปต์อาหารจะเป็นเมนูสไตล์ไทยฟิวชั่นที่หลากหลาย คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดีเพื่อนำมาปรุงโดยเชฟมากประสบการณ์ที่สร้างสรรค์ได้ทั้งเมนูอาหารไทยและเมนูนานาชาติ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เมนูไฮไลต์จานแรกคือ “ข้าวผัดปลาทูพริกสด” ถือเป็นเมนูยอดฮิตของคนไทยที่นำมาถ่ายทอดใหม่ ด้วยรสข้าวผัดที่กลมกล่อม ใช้ปลาทูสดจากแม่กลอง พร้อมน้ำซุปใส ให้เป็นเมนูสไตล์ฟิวชั่นแบบตะวันตกผสมผสานตะวันออก จนได้รสชาติที่ถูกปากนักชิม

ตามด้วย “สปาเกตตี้ต้มยำซีฟู้ด” สปาเกตตีจานแซ่บที่ถึงเครื่องต้มยำแบบแท้ๆ เส้นเหนียวนุ่ม กุ้งเนื้อแน่น หอยแมลงภู่ตัวโตพอดีคำ การันตีว่าได้ลองแล้วอร่อยแซ่บเว่อร์แน่นอน

“กริลล์ แซลมอน” ปลาแซลมอนสดๆ อิมพอร์ตจากนอร์เวย์ นำไปย่างจนหนังกรอบนอก แต่เนื้อในยังนุ่มชุ่มฉ่ำ ราดด้วยซอส 2 สไตล์ที่เลือกได้คือ ซอสเทอริยากิ หรือซอสพริกหยวก

อีกเมนูคือ “สเต๊กเนื้อสตริปลอยน์” ที่ใช้เนื้อชั้นเลิศนำมาย่างให้สุกกำลังพอดี จนได้เนื้อนุ่มลิ้น ราดด้วยซอสรสเข้มข้น โหย! อร่อยเว่อร์ นอกจากนี้ยังมีเมนูอร่อย เช่น ครอสทู เอเชียน แร็ป ลาบหมูทอด พิซซ่าหน้าไส้อั่ว ซีซาร์สลัด ฯลฯ ให้เลือกอีกมากมาย รวมทั้งขนมสองเมนูเด็ดอย่าง ทีรามิสุ และข้าวเหนียวมะม่วงด้วย (ราคาอาหารเริ่มที่ 150 บาท++)

บรรยากาศดีแบบนี้ต้องต่อด้วยเครื่องดื่มสักแก้วสองแก้ว ขอแนะนำค็อกเทลเลย แก้วแรก The Barbadian Pirate สีเขียวใส มีส่วนผสมของ รัม ลิเคียวร์ น้ำสับปะรด น้ำเสาวรส น้ำมะนาว เหล้าสมุนไพร และน้ำเชื่อม

ตามด้วย X2 Secret สีชมพูทับทิม มีส่วนผสมของ บรั่นดี วอดก้า น้ำแครนเบอร์รี่ น้ำมะนาว และเหล้าสมุนไพร ต่อด้วย Green Vibe แก้วนี้ผสมวอดก้า ทริปเป้ิลเซก แอปเปิลกรีนทรี และโซดา

ปิดท้ายด้วย Margarita Sparkling แก้วสีชมพูหวาน มีส่วนผสมของ เตกีล่า ทริปเปิลเซก น้ำเชื่อมกลิ่นสตรอเบอร์รี่ และโซดา แล้วดื่มด่ำกับบรรยากาศสบายๆ ของร้านจนถึงดึก ฟังเพลงบรรเลงที่เปิดคลอเบาๆ ไปด้วยก็จบค่ำคืนนี้ด้วยความแฮปปี้แล้ว

ฟอร์ค คาเฟ่ อยู่ที่ชั้น 1 โรงแรมครอสทู ไวบ์ กรุงเทพฯ สุขุมวิท (ซอยสุขุมวิท 52) เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-24.00 น. โทร. 02-331-9091 ต่อ ฟอร์ค คาเฟ่ และ FB : 4K Cafe หรือ FB : X2 Vibe Bangkok Sukhumvit Hotel

 

ข้าวต้มเจ๊เก อ่างศิลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤศจิกายน 2560 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/527175

ข้าวต้มเจ๊เก อ่างศิลา

โดย สิทธิปูทะเลย์

แวะเวียนกินกันมาเกือบ 20 ปี ตั้งแต่ร้านเป็นร้านเล็กๆ ในชุมชนอ่างศิลา ดินแดนแห่งครกหิน

เพราะไปเมืองชลบุรีบ่อย จนบัดนี้ขยายร้านใหญ่โต เพราะอิทธิฤทธิ์ของสดๆ จากท้องทะเล

ที่ร้านเจ๊เกนี่ เขาขายข้าวต้มเครื่อง มีทั้งข้าวต้มปลา กุ้ง หอย หมึก และผัดไทย หอยทอด วัตถุดิบหลัก คือของจากทะเล ทั้งกุ้ง หอย ปลา และหมึก

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ย้ำว่าสดๆ และด้วยอิทธิฤทธิ์ของ “ของสด” ที่ว่าทำให้ร้านเจ๊เก ยืนยงและขยายใหญ่โตมาถึงวันนี้

ข้าวต้มที่ว่า เจ๊จะใช้ข้าวขาวที่หุงสุก ตักจากหม้อลงกระทะทอง ร่อนไปมาสักนับหนึ่งถึงสิบ ให้ข้าวสุกสะดุ้งน้ำ แล้วใส่ชาม ก่อนจะตามด้วยของทะเลลวก แล้วใส่น้ำซุปร้อนๆ และโรยหน้าด้วยขึ้นฉ่าย ข่าป่น กระเทียมเจียว และเสิร์ฟร้อนๆ

ง่ายๆ ไม่ยาก ไม่มีอะไรซับซ้อน เพราะโชคดีได้วัตถุดิบแสนวิเศษ มาขยายความอร่อยข้าวต้มทั้งชาม

ที่ว่าง่ายไม่ซับซ้อน เพราะว่าหลังจากกินข้าวต้มร้านนี้มานาน ทำให้เรียนรู้ว่า แม้เราจะต้มข้าวไม่เก่ง ทำน้ำซุปพอทานได้ แต่เมื่อได้ปลาสด กุ้งสด มันจะดึงรสชาติของทุกสิ่ง ดึงความคิดเราไปอยู่ที่เนื้อปลา เนื้อกุ้ง

แล้วก็บอกว่า อืม!… ปลาสด กุ้งเนื้อแน่นไม่คาว เนื้อหวานดีจริงๆ เนื้อหมึกไม่เค็มไม่คาว แสดงถึงว่าไม่ใส่ยาอะไรทั้งสิ้น นั่นคือที่สุดความอร่อย

ที่ร้านข้าวต้ม ต้องบอกว่าไม่รับประกันความอร่อยของตัวข้าวต้มเลย เพราะบางวันข้าวก็เมล็ดแปลก กลิ่นข้าว หอมบ้าง ไม่หอมบ้าง น้ำซุปเค็มบ้าง อร่อยมากบ้างน้อยบ้างตามจังหวะของมือ

แต่ที่ไม่เปลี่ยนคือของสด ฝีมือคนเลือกเขาเด็ดขาด เลือกใช้แต่ปลาอินทรีสดๆ จากทะเลใหม่ทุกวัน แล่บางๆ เรียงในตะกร้า เนื้อสดเป็นลิ่มๆ เนื้อสีชมพู สวย วาว กุ้งตัวใหญ่ชนิดตัวละ 2 คำ หมึกสด สะอาดไม่คาว และเมื่อข้าวต้มทะเลที่ตามด้วยข่าป่น กระเทียมเจียวเอง มันเลิศสุดๆ แต่สำหรับน้ำจิ้มเต้าเจี้ยว หลังจากกินมาหลายร้านต้องบอกว่า ร้านนี้น้ำจิ้มเต้าเจี้ยวยังต้องปรับปรุงอีกมาก

หอยทอด ผัดไทย มีให้เลือกทาน แต่สำหรับอิฉันไม่ค่อยชอบ เพราะแป้งทอดอาจจะไม่ค่อยถูกจริตกับอิฉัน และอาจเพราะลูกค้ามากต้องทำเร็ว เลยขาดความละเมียดของการทอดแป้งไปมาก ไม่อยากเสียอารมณ์ เลยชอบสั่งแต่ข้าวต้มทะเลรวมมิตร ส่วนผัดไทย หอยทอดใช้วิธีจกจากจานเพื่อนๆ เอาสักคำสองคำก็พอ

สำหรับราคาอาหาร เนื่องจากกินกันมาตั้งแต่ชามไม่กี่สิบ ตอนนี้ชามเป็นร้อย และร้อยกว่าบาท ตามอัตภาพของจำนวนกุ้ง หอย ปลา ในชาม แต่อย่าได้เพิ่งต่อว่าแพงกันเชียว

ลองเข้าไปกิน จะติดใจได้ง่ายเพราะกุ้งก็ตัวใหญ่ ปลาอินทรีก็ชิ้นใหญ่ หมึก หอย สด เขาทำให้กินในราคานี้ก็ถือว่าราคาสมเหตุผลอยู่ และเราก็ไม่ได้กินกันบ่อย แต่หากท่านไปบางแสน อ่างศิลา แนะนำเลย ควรแวะทานค่ะ

สำหรับการเดินทางไม่ยากค่ะ ผ่านบางแสนผ่านตัวตลาดอ่างศิลา ร้านอยู่ริมถนนย่านขายครก ถามใครก็ได้ ร้านข้าวต้มเจ๊เกไปทางไหน