หลวงพระบาง ตรงกลางระหว่างความสุขและดิบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/493551

หลวงพระบาง ตรงกลางระหว่างความสุขและดิบ

โดย….กาญจน์ อายุ

 ความเป็นหลวงพระบางถูกรักษาไว้ตั้งแต่ปี 2538 หลังจากที่ยูเนสโกประกาศให้เป็นมรดกโลก ซึ่งตำแหน่งนี้ย่อมมาพร้อมเงื่อนไขเพื่อรักษาและอนุรักษ์เมืองไว้ไม่ให้หลวงพระบางเปลี่ยนแปลงไปนัก

ทั้งการก่อสร้างหรือบูรณะอาคารบ้านเรือน ต้องขออนุญาตและได้รับการอนุมัติจากยูเนสโก อย่างเงื่อนไขที่เห็นได้ชัดคือ ห้ามสร้างอาคารเกิน 2 ชั้นเพื่อรักษาภูมิทัศน์เมือง สีหลังคา หรือกระทั่งแบบผังภูมิอาคารที่จะทำตามอำเภอใจไม่ได้

ทว่า เงื่อนไขเหล่านี้เป็นสิ่งผูกมัดคนหลวงพระบางหรือไม่? เสียงหนึ่งในฐานะคนท้องถิ่นจาก “ปิ่นแก้ว” คุณครูลาวที่ใช้เวลาว่างมาเป็นไกด์ให้ข้อมูล ตอบว่า “ไม่”

พระสงฆ์เดินบิณฑบาตข้าวเหนียว

 เพราะปัจจุบันคนหลวงพระบางประกอบอาชีพอยู่อย่างเดียวคือ การท่องเที่ยว

“หากยูเนสโกไม่เข้ามาก็คงไม่มีนักท่องเที่ยว และบ้านเมืองคงจะเปลี่ยนไปจนไม่เหลือความดั้งเดิม เพราะหลวงพระบางตอนนี้เหมือนเมืองไทยเมื่อ 40-50 ปีก่อน ทั้งบ้านเรือน วิถีชีวิต การแต่งกายของเราที่ยังไม่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ซึ่งเป็นเรื่องดี”

หลวงพระบางเป็นหัวเมืองทางเหนือของ สปป.ลาว เป็นดินแดนที่ไม่มีทางออกทะเล ที่ตั้งของเมืองอยู่ในหุบเขาล้อมรอบด้วยภูเขาสูงชัน โดยมีแม่น้ำคานและแม่น้ำโขงไหลผ่าน มีภูเขาพูสีเป็นหัวใจของหลวงพระบาง และเป็นเมืองพุทธศาสนานิกายเถรวาท มีวัดมากถึง 32 แห่ง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นพระสงฆ์และเณรนุ่งห่มจีวรสีเหลืองแซฟฟรอนไปทั่วเมือง

ทัวร์วัด

ปิ่นแก้ว รับหน้าที่เป็นหัวขบวนนำเดินทัวร์วัด โดยสตาร์ทที่วัดเชียงทองกับจุดที่น่าสนใจในโรงราชรถหรือที่เก็บโกศของกษัตริย์ลาว หนึ่งในนั้นคือโกศใหญ่ตรงกลางเป็นของเจ้าศรีสว่างวงศ์

เมืองมรดกโลกใต้หมอกยามเช้า

 รวมถึงองค์พระม่านในหอไตร เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่คนหลวงพระบางนับถือ โดยได้ไหลล่องน้ำมากับแพไม้ไผ่จากเมียนมา ซึ่งแม้ว่าจะผลักออกไป แพนั้นก็ยังกลับมาวนเวียนเหมือนเดิม ประตูที่ปิดรักษาองค์พระม่านจะเปิดออกปีละครั้งในวันที่ 22 เม.ย. และจะอัญเชิญองค์พระม่านมาประดิษฐานอยู่หน้าวิหารเป็นเวลา 5 วัน 5 คืน จากนั้นจะอัญเชิญกลับไปประดิษฐานไว้ที่เดิม

อีกสถานที่สำคัญต้องกล่าวถึง หอพระบาง (ภายในรั้วพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ปิ่นแก้ว เล่าว่า พระบางเคยพลัดพรากไปอยู่ที่อื่น แต่ก็ยังมีโอกาสได้กลับคืนมาให้ประชาชนลาวได้บูชากราบไหว้ และถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของหลวงพระบาง

ตามที่ประวัติเล่ากันมาว่า พระบางทำจากทองคำแท้ 90 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนัก 54 กก. มีความสูง 83 ซม. หล่อหลอมขึ้นในช่วงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปได้ 436 ปี และได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ 5 ธาตุประดิษฐานไว้ในพระบาง ที่หน้าผาก คาง อก และมือทั้งสองข้าง ลักษณะเป็นปางห้ามญาติ (ไทยเรียกว่าปางห้ามสมุทร)

หลังจากหล่อหลอมเสร็จได้นำไปประดิษฐานที่ประเทศลังกาเป็นเวลา 900 กว่าปี จากนั้นย้ายไปอยู่ที่เขมรเป็นเวลา 500 กว่าปี จนกระทั่งถึงรัชสมัยของพระเจ้าฟ้างุ่มได้อัญเชิญพระบางมาอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์เป็นเวลา 100 กว่าปี สมัยพระเจ้าวิชุนราชได้อัญเชิญมาอยู่ที่วัดวิชุนเป็นเวลา 200 กว่าปี จากนั้นมาเมื่อถึงรัชกาลของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่เมืองหลวงพระบางจวบจนปัจจุบัน

หอพระบาง

 แต่หากใครต้องการชมวิวแบบแอดวานซ์ ขอท้าให้ขึ้นไปดูซันเซตบนวัดพระธาตุพูสี (ตรงข้ามกับหอพระบาง) ที่สูงกว่าระดับพื้นดิน 328 ขั้นบันได ขึ้นไปจะได้สูดอากาศหายใจเข้าเต็มปอดและปล่อยออกยาวๆ รับชมทิวทัศน์บ้านเมืองยามอัสดง บรรจงมองโค้งแม่น้ำโขง และแนวเทือกเขาสุดโว้งว้างที่พระอาทิตย์จะลับหายไป เหลือไว้เพียงแสงสุดท้ายและภาพซิลลูเอทขององค์พระธาตุ เช่นเดียวกับยามเช้า ตะวันจะโผล่แย้มหลังภูเขาอีกฝั่งหลังจากโลกหมุนรอบตัวเอง ซึ่งไม่อาจตัดสินว่ายามใดสวยกว่ากัน เพราะตะวันนั้นไม่เคยไม่เหมือนเดิม

ทัวร์วัง

หลังจากพรรณนาไปยืดยาวโดยไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเหนื่อย (กับบันได) หรือความงดงาม วันต่อมา ปิ่นแก้วก็ยังทำหน้าที่เป็นไกด์พาเดินชมบ้านเรือน เธอเล่าว่า สถาปัตยกรรมหลวงพระบางได้รับอิทธิพลด้านการออกแบบจากฝรั่งเศสและเวียดนามในช่วงศตวรรษที่ 19 และ 20 และได้รับนวัตกรรมจากยุโรปและจีนในเวลาต่อมา ทำให้อาคารมีความหลากหลาย และหลายแห่งมีประวัติศาสตร์ที่ชาวหลวงพระบางเองอาจหลงลืม

อย่างวังของกษัตริย์ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไปแล้วนั้น นับเป็นวังที่มีความเรียบง่ายทว่าวิจิตรงดงาม ประกอบด้วยห้องรับแขก ผนังทั้งสี่ด้านมีจิตรกรรมจากศิลปินชาวฝรั่งเศส บอกเล่าเรื่องราวชีวิตประจำวันของชาวลาวและพระราชกรณียกิจของพระเจ้าแผ่นดินลาว ซึ่งลาวมีกษัตริย์ทั้งสิ้น 72 พระองค์ องค์สุดท้ายคือพระเจ้าศรีสว่างวงศ์ จากนั้นระบอบกษัตริย์ของลาวก็สิ้นสุดลงเมื่อ 42 ปีที่แล้ว หลังเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

พระอาทิตย์ขึ้นจากจุดชมวิวพระธาตุพูสี

 จากห้องรับแรกได้เชื่อมต่อกับห้องท้องพระโรง ที่ตั้งบัลลังก์ของเจ้าศรีสว่างวัฒนา (บุตรชายของพระเจ้าศรีสว่างวงศ์) สร้างขึ้นจากไม้แกะสลักห่อหุ้มด้วยทองคำ และห้องท้องพระโรงยังถูกประดับด้วยแก้วโมเสกจากประเทศญี่ปุ่น ใช้เวลาประดับมากกว่า 3 ปี เพื่อเตรียมสำหรับงานราชาภิเษกของพระองค์ แต่สุดท้ายลาวเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองเสียก่อน นอกจากนี้ยังมีห้องทรงอ่านหนังสือ ห้องบรรทมของพระมหากษัตริย์ และโถงพักผ่อนที่ทั้งหมดล้วนเรียบง่าย

ทัวร์เมือง

ถนนสว่างวงศ์ถือเป็นถนนสายหลักของเมือง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าถนนข้าวเหนียว ซึ่งต่างจากถนนข้าวสารที่เมืองไทยอย่างสิ้นเชิง (ปิ่นแก้วกล่าว) โดยสองข้างทางเป็นตึกสไตล์โคโลเนียลและแบบจีน บ้านเรือนถูกแปรเปลี่ยนเป็นร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านนวด ดังนั้นในช่วงเย็นถนนทั้งสายจะมีแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติ

แต่หากต้องการบรรยากาศแบบโลคัลต้องไปเดินตลาดเช้าที่เปิดตั้งแต่ 05.30 น. และจะวายประมาณ 10.00 น. ในตลาดมีของขายทุกอย่าง ยกเว้นอาหารทะเล ตั้งแต่ของพื้นฐานอย่างผัก ผลไม้ ปลาแม่น้ำโขง ไปจนถึงงู ตัวเงินตัวทอง และนกฮูก

แม่ค้าขายนกฮูกแถลงว่า ได้ไปจับนกฮูกจากในป่ามาขายตัวละประมาณร้อยบาทให้ซื้อไปปล่อยเป็นสิริมงคล ส่วนตัวเงินตัวทองจะขายทั้งตัวเพื่อกินเนื้อ เช่นเดียวกับงูที่ถ้านำไปผัดเผ็ดจะอร่อยกว่าเนื้อทุกชนิดที่เคยกินมา

พระพุทธรูปไม้เก่าแก่ในวัดวิชุน

 ความตื่นตาตื่นใจในตลาดเช้ามันเป็นเช่นนี้ ซึ่งแต่ละวันสินค้าในตลาดจะแตกต่างกันไปแล้วแต่ว่าแม่ค้าจะจับอะไรมาได้ สมกับเป็นตลาดสดพร้อมของสดใหม่ทุกวัน และความคึกคักทุกเช้าที่พูดได้เต็มปากว่า นี่คือความเป็นหลวงพระบาง 100 เปอร์เซ็นต์

ปิ่นแก้วก้มลงเก็บดอกลีลาวดีหน้าวัดพูสี พลันพูดว่า ดอกจำปาลาว (ดอกลีลาวดี) เป็นดอกไม้ประจำชาติ ประกอบด้วย 5 กลีบ เปรียบเสมือนศีล 5 และคนเราที่มี 5 นิ้ว เมื่อรวมตัวสามัคคีกันก็สามารถปั้นข้าวเหนียวให้เป็นข้าวเหนียวที่แข็งแกร่งได้ฉันใด ลาวนั้นมีหลายเผ่าเมื่อมารวมตัวสามัคคีกันก็สามารถหลุดพ้นจากการเป็นประเทศด้อยพัฒนาได้ฉันนั้น

กล่าวได้ว่าหลวงพระบางไม่เพียงรักษาตัวตนภายใต้ตำแหน่งเมืองมรดกโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นมรดกแห่งวัฒนธรรม และมรดกแห่งประวัติศาสตร์อันล้ำค่า ที่กาลเวลาไม่อาจทำลายความเชื่อ ความศรัทธา และความเป็น “คน” หลวงพระบาง แม้ว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้มากก็ตาม

สายการบินบางกอกแอร์เวย์สให้บริการเส้นทางบิน กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ)-หลวงพระบาง ทุกวัน วันละ 2 เที่ยวบิน ติดตามโปรโมชั่นพิเศษได้ที่ www.bangkokair.com

 

ร้านขายอาหารในตลาดมืด

 

ท่าน้ำริมฝั่งโขงหลังพระอาทิตย์ตกดิน

ตัวเงินตัวทองก็มีขายกันเป็นๆ

 

พระม่านในหอไตรเมื่อมองจากช่องประตู

 

ร้านขายนกฮูกในตลาดเช้า

 

ชาวหลวงพระบางออกมาจับจ่ายอาหารสด

ปลาแม่น้ำโขงตัวโตในตลาดเช้า

 

นักท่องเที่ยวถ่ายภาพมุมสูงบนพระธาตุพูสี

 

 

“ไทยสมายล์” เปิดเส้นทาง “มณฑลเหอหนาน” ชมประวัติศาสตร์จีนพันปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 เมษายน 2560 เวลา 19:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/492020

"ไทยสมายล์" เปิดเส้นทาง "มณฑลเหอหนาน" ชมประวัติศาสตร์จีนพันปี

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

มณฑลเหอหนาน ตั้งอยู่ทางภาคกลางของสาธารณรัฐประชาชนจีน นอกจากเป็นศูนย์กลางทางด้านการเมือง อุตสาหกรรม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี การศึกษา เสน่ห์อีกอย่างที่น่าสนใจของมณฑลแห่งนี้คือ เป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ของชาติจีนมายาวนานนับพันปี มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามมากมาย แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกรวมถึงชาวจีน ต่างเดินทางมาชมความสวยงามไม่ขาดสาย

สำหรับแหล่งท่องเที่ยวของมณฑลเหอหนาน อาทิ วัดเส้นหลิน หรือ เสี้ยวลิ้มยี่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเทือกเขาซงซาน ในเขตอำเภอเติงฟง เมืองเจิ้งโจว เป็นวัดพุทธนิกายมหายานที่เก่าแก่มากกว่า 1,500 ปี มีชื่อเสียงเรื่องการสอนศิลปะมวยจีนและกังฟูมาเป็นเวลานาน

สถานที่ท่องเที่ยวภายในวัดแห่งนี้น่าชมเกือบทุกจุด เช่น วิหารสหัสพุทธ สถานที่ประดิษฐานประติมากรรมรูปพระพุทธเจ้าขนาดใหญ่ ป่าเจดีย์ 248 องค์ หรือ ถ่าหลิน ซึ่งเป็นสถานที่บรรจุอัฐิอดีตเจ้าอาวาสและพระตำแหน่งสูงของวัดเส้าหลิน บริเวณโดยรอบวัดจะมีร่องรอยการฝึก บริเวณต้นไม้และพื้นของวิหาร

 

 

อีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ของเมืองเหอหนานที่น่าสนใจไม่เเพ้กันก็คือ “อำเภอไคฟง” เป็นที่ตั้งของศาลไคฟง หรือ ศาลเปาบุ้นจิ้น สถานที่ทำงานของอดีตผู้ว่าของเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องความยุติธรรม ซื่อสัตย์ สุจริต ในสมัยราชวงศ์ซ่ง มาจนถึงปัจจุบัน ภายในศาลไคฟง มีการจัดแสดงภาพวาดรูปร่างจริงของเปาบุ้นจิ้นและสิ่งของจำลอง เช่น เสื้อผ้า เกี้ยวของเปาบุ้นจิ้น เครื่องประหารหัวมังกร หัวพยัคฆ์ หัวสุนัข ที่ใช้ลงโทษผู้กระทำความผิด

 

 

นอกจากนี้ มณฑลเหอหนาน ยังมีสถานที่ทางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ในยุคราชวงค์ถังและซ่ง อายุกว่า 1,500 ปี คือ ถ้ำผาหลงเหยิน หรือ ถ้ำประตูมังกร ที่ชาวจีนมักเรียกว่า หลงเหมินสือคู เป็น 1 ใน 4 หน้าผาที่มีการแกะสลักปฎิมากรรม เรื่องราวพระพุทธศาสนา รูปพระพุทธเจ้า เจ้าแม่กวนอิม ฯลฯ อยู่ภายในช่องหน้าฝา ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ.2543

 

 

ไม่เพียงเท่านั้นที่นี่ยังมีอุทยานทางธรรมชาติหยุนไถซาน เนื้อที่กว่า 190 ตารางกิโลเมตร ทำให้เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาถึงสิ่งแรกจะเห็นความยิ่งใหญ่ของภูเขาที่สูงตระหง่า ขณะที่การท่องเที่ยวของอุทยานหยุนไถซาน เป็นการเดินลัดเลาซอกหิน ข้ามลำธารธรรมชาติระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร เพื่อชมน้ำตก แอ่งน้ำ และธรรมชาติที่สวยงามของอุทยานแห่งนี้

ทั้งนี้บริเวณดังกล่าวช่วงหน้าหนาวอุณหภูมิจะติดลบจนทำให้น้ำ กลายเป็นน้ำแข็ง

ผู้ที่สนใจเดินทางไปท่องเที่ยวสถานที่ประวัติศาสตร์และธรรมชาติของมณฑลเหอหนาน ปัจจุบันสายการบินไทยสมายล์แอร์เวย์ ได้มีเที่ยวบินตรงระหว่างประเทศจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ถึง ท่าอากาศยานนานาชาติเจิ้งโจว ใจกลางเมืองเอกของมณฑลเหอหนาน

 

 

 

 

ใจสู่ใจสไตล์ญี่ปุ่น โรงแรมอิมพีเรียล โตเกียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2560 เวลา 11:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/491385

ใจสู่ใจสไตล์ญี่ปุ่น โรงแรมอิมพีเรียล โตเกียว

โดย…คีตะ

ฤดูกาลดอกไม้บานทำให้ญี่ปุ่นคึกคักและมีชีวิตชีวา สำหรับลูกค้าของโรงแรมอิมพีเรียล โตเกียว เพียงย่างออกจากห้องพักไม่กี่ก้าวก็จะได้ร่วม “ฮานามิ” (ชมดอกไม้) เพราะสวนสาธารณะฮิบิยาซึ่งอยู่อีกฟากถนนมีนานาดอกไม้รอคอยอยู่ ไม่ไกลจากนี้ยังมีสถานที่สำคัญอย่างพระราชวังอิมพีเรียล โรงละคร แกลเลอรี่ รวมทั้งถนนสายช็อปปิ้งชั้นนำของโลกอย่างกินซ่าและตลาดปลาซึคิจิ ทั้งหมดล้วนอยู่ในระยะที่เดินไปถึงได้

ตลอด 127 ปีโรงแรมแห่งนี้ ได้ให้การต้อนรับผู้นำและบุคคลสำคัญของนานาประเทศ ด้วยที่ตั้งซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการค้าจึงเป็นตัวเลือกที่สะดวกสบายสำหรับนักธุรกิจ เพราะบรรยากาศและการเอาใจใส่ดูแลที่แสนอบอุ่น อิมพีเรียล โตเกียว จึงเหมือนเป็นบ้านสำหรับนักเดินทางทั้งคู่รักหนุ่มสาวและครอบครัว

โรงแรมแบ่งเป็นเมนบิวดิ้งและอิมพีเรียลทาวเวอร์ มีพื้นที่ใช้สอยรวมกัน 24,379 ตารางเมตร ห้องพักทั้งหมด 931 ห้อง นอกจาก 56 ห้องสูทแล้วยังมีห้องพรีเมียมดีลุกซ์, ดีลุกซ์, สุพีเรียร์ และสแตนดาร์ด (ราคาเริ่มต้นที่ 41,800 เยน) ตกแต่งในบรรยากาศคลาสสิกและร่วมสมัย มีกลิ่นอายอดีต-ปัจจุบันผสม พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

ห้องพักที่เรียกว่า เดอะ แฟรงก์ ลอยด์ ไรต์ สูท สะท้อนบรรยากาศที่งดงามในทศวรรษ 1920 เมื่อครั้งที่อาคารซึ่ง แฟรงก์ ลอยด์ ไรต์ สถาปนิกคนสำคัญของโลกออกแบบยังเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรม ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยตึกหลังใหม่ อิทธิพลในงานออกแบบของสถาปนิกคนดังยังคงอยู่ในรายละเอียดของห้องสูท ซึ่งสะท้อนกลิ่นอายชนเผ่าอินเดียนรวมทั้งอาร์ตเดโคออกมา

หนึ่งศตวรรษแห่งประสบการณ์ทำให้โรงแรมแห่งนี้เป็นสถานที่จัดงานแต่งยอดนิยม ที่นี่ยังเป็นศูนย์รวมความอร่อยติดอันดับต้นๆ ของโตเกียว นอกจากอาหารญี่ปุ่นทั้งแบบดั้งเดิมและสร้างสรรค์ใหม่แล้วยังมีอาหารจีน ฝรั่งเศส ฯลฯ ให้บริการ ในส่วนของช็อปปิ้งอาเขตซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1922 ยังคงสร้างความปลาบปลื้มให้นักช็อป ด้วยสินค้าไฮแบรนด์จากทั่วโลกและสินค้าชั้นนำของญี่ปุ่น

วัฒนธรรมการต้อนรับและดูแลแขกในสไตล์ญี่ปุ่นที่เรียกว่า “โอโมเตะนาชิ” เป็นหัวใจของการให้บริการ ห้องพักในชั้นอิมพีเรียลและชั้นพรีเมียร์จะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากพนักงานดูแลแขกในชุดกิโมโน ซึ่งสืบทอดประเพณีดั้งเดิมของโรงแรมญี่ปุ่นเอาไว้ มีหลากหลายเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่สร้างความประทับใหญ่หลวง อย่างเช่น ดอกกุหลาบสีชมพูสวยงามสดชื่นในลิฟต์ทุกตัว หรือนกกระดาษที่พับมาวางไว้ที่โต๊ะหัวเตียงทุกๆ คืน เป็นต้น

โรงแรมอิมพีเรียลตั้งอยู่ในแขวงชิโยดะใจกลางมหานครโตเกียว ซึ่งเป็นพื้นที่ของหน่วยงานราชการ สถานที่สำคัญ รวมทั้งสถานทูต และศูนย์กลางธุรกิจ โทร. (03) 3504-1111 แฟกซ์ (03) 3581-9146 www.imperialhotel.co.jp

ไม่ว่าจะฤดูกาลไหน ด้วยการบริการจากใจสู่ใจทำให้ที่ โรงแรมอิมพีเรียล โตเกียว อบอุ่นเสมอ

 

 

สุขหรูระฟ้า ครู แชมเปญ บาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2560 เวลา 17:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/484522

สุขหรูระฟ้า ครู แชมเปญ บาร์

โดย…คีตะ pk_st@yahoo.com ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

หลังจากลิฟต์แก้วเข้าสู่อาณาบริเวณของแชมเปญบาร์แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ เราสัมผัสได้ถึงความสุขซึ่งลอยกรุ่นผสมผสานอยู่ในบรรยากาศ ด้วยความงดงามของสถานที่ เครื่องดื่ม อาหาร ดนตรี และผู้คน

เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา “ครู แชมเปญ บาร์ แอท เรด สกาย” (Cru Champagne Bar at Red Sky) ตั้งอยู่บนรูฟท็อปของเซ็นทารา แกรนด์ แอนด์ แบงค็อก คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ โดยชื่อนี้ได้มาจากคำในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งหมายความถึงไร่องุ่นที่ได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพและเป็นสถานที่ซึ่งคนรักการดื่มแชมเปญต้องแวะเวียนมา

ครู แชมเปญ บาร์ ล้อมไว้ด้วยทิวทัศน์มหานครแบบ 360 องศาที่ชวนตะลึง ไม่ว่าจะเป็นเส้นขอบฟ้า ดวงตะวัน ดวงจันทร์ หรือดวงดาว ทุกอย่างอยู่ใกล้ราวกับเอื้อมมือถึงได้ หลายคนประทับใจกับช่วงแสงสุดท้ายของวัน เมื่อแสงสีทองงดงามส่องทาบทา ก่อนที่แสงไฟแห่งราตรีจะปรากฏ การตกแต่งร้านเก๋ไก๋ในสไตล์คลาสสิกผสมร่วมสมัย โต๊ะเก้าอี้วางกระจายแบบสบายๆ พร้อมเว้นที่ว่างเป็นพื้นที่ส่วนตัวของทุกคน ใจกลางร้านเป็นบาร์เครื่องดื่มขนาดใหญ่โดดเด่น

รูฟท็อปบาร์แห่งนี้เหมาะมากสำหรับผู้หลงใหลในพรายฟองของแชมเปญ ที่มีเครื่องดื่มจากผู้ผลิตชั้นนำของโลกพร้อมเสิร์ฟ  รวมทั้งแชมเปญสีชมพูซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากการแข่งขันรถสูตรหนึ่งและการเฉลิมฉลองชัยชนะ

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องดื่มผสมหรือค็อกเทล อย่างเช่น “แบงค็อก เบลลินี” ที่ได้จากการผสมผสานวอดก้าส้มแมนดารินกับปูรีมะม่วง ไซรัปวานิลลา ขิงสด ท็อปด้วยแชมเปญ หรือจะเป็น “ลา วี ออง โรส” ซึ่งมีวอดก้าราสพ์เบอร์รี่ ปูรีสตรอเบอร์รี่และแชมเปญ เป็นประกอบกัน

เคียงคู่เครื่องดื่มควรมีสแน็กเคี้ยวเพลินอย่าง “ซอลต์ แอนด์ เปปเปอร์ ซีฟู้ด” ที่เป็นการรวมพลของทะเล เช่น ปลาหมึก กุ้ง และปลา คลุกเคล้ากับพริก กระเทียม หอม และสมุนไพร อีกหนึ่งเมนูเป็นบัน หรือแป้งซาลาเปาประกบหมูคุโรบุตะสามชั้นนึ่งเป็นไส้ที่เคียงมากับพริกเกาหลีและผัก หรือจะเป็นฟัวกราส์กับไก่ยากิโทริเสียบไม้ย่างควันฉุยสดอร่อยด้วยซอสสไปซี่มิโซะ เป็นต้น นอกจากบรรยากาศ อาหาร และเครื่องดื่มแล้วยังมีดนตรีจากฝีมือการเปิดของดีเจมาเสริมอรรถรส

หลังจากวันทำงานอันหนักหน่วงและเหน็ดเหนื่อย บาร์กลางแจ้งแห่งนี้มีความองค์ประกอบซึ่งช่วยทำให้ผ่อนคลายและรื่นรมย์ อีกทั้งยังเหมาะเป็นที่นัดพบปะสังสรรค์กันในวันหยุดสุดสัปดาห์แสนพิเศษ และวันเวลาดีๆ ซึ่งควรเฉลิมฉลอง

ครู แชมเปญ บาร์ แอท เรด สกาย เปิดให้บริการทุกวันระหว่างเวลา 17.00-01.00 น. ณ ชั้น 59 ของเซ็นทารา แกรนด์ แอนด์ แบงค็อก คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ โทร. 02-100-1234 และ champagnecru.com

ที่นี่ … ความสุขอันงดงามหรูหราระฟ้าและการชนแก้วฉลองเกิดขึ้นได้เสมอ

 

บอกลาแสงสุดท้าย @วานิลลา สกาย รูฟท็อปบาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 18:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/482522

บอกลาแสงสุดท้าย @วานิลลา สกาย รูฟท็อปบาร์

โดย…ลีโอ เคน ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

จากจุดเริ่มต้นที่จะใช้เป็นลานจอดเฮลิคอปเตอร์ แต่แล้ววันหนึ่งผู้บริหารโรงแรมมีโอกาสได้ไปเยือนบนชั้นดาดฟ้าในช่วงจังหวะที่ดวงตะวันกำลังจะลับขอบฟ้า ทอแสงอ่อนเรืองรองไปทั่ว จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจที่จะให้สถานที่นี้เป็นที่นั่งชิลๆ รับลมห่มฟ้าสีทอง พร้อมทั้งชมกรุงเทพฯ ในมุม 360 องศาได้อย่างสบายตาเสียเลย

นั่นเป็นที่มาของ วานิลลา สกาย รูฟท็อปบาร์ (Vanilla Sky Rooftop Bar) ที่ได้นามนี้มายามเมื่อเห็นท้องฟ้าเป็นสีทอง ดั่งสีของวานิลลานั่นเอง

 

รูฟท็อปบาร์แห่งนี้เปิดต้อนรับผู้มาเยือน ด้วยการตกแต่งสไตล์โมเดิร์น เน้นลวดลายและสีสันของธรรมชาติเข้ามาร่วมผสานกันอย่างลงตัวและสุดแสนโรแมนติก มีโต๊ะและเก้าอี้ทรงเท่ให้นั่งสนทนากันเป็นกลุ่ม ถ้าอยากชมแสงอาทิตย์เพียงลำพัง ขอแนะนำให้นั่งที่โต๊ะสตูลทรงยาว พร้อมเก้าอี้สูงให้คุณได้นั่งเพลินจนลืมเวลา

รูฟท็อปบาร์แห่งนี้ยังเป็นพื้นที่เอาต์ดอร์ที่สามารถมองเห็นวิวเมืองกรุงเทพฯ ได้อย่างสุดลูกหูลูกตา แนะนำให้มาในช่วงก่อนพระอาทิตย์ตก จะได้ดื่มด่ำกับแสงทไวไลต์สวยๆ พร้อมสนุกไปกับการถ่ายรูปเซลฟี่จนอิ่มเอม

บาร์แห่งนี้จะเน้นเสิร์ฟค็อกเทลคุณภาพเยี่ยม โดยบาร์เทนเดอร์มากฝีมือจากทั้งชาวไทยและต่างชาติ ใครที่มาถึงและดื่มด่ำกับวิวสวยๆ กันแล้ว อย่าลืมสั่งคลาสสิกค็อกเทลซิกเนเจอร์ ที่มีให้เลือกลิ้มลองอย่างเต็มที่ เหมาะแก่การจิบไปพร้อมๆ กับชมวิวสวยๆ ของพระอาทิตย์ที่ค่อยๆ ลับขอบฟ้า

ทางร้านยังมีบริการของว่างที่เสิร์ฟมาในปิ่นโต มีทั้ง ถั่ว ป๊อปคอร์น และนาโช่ ให้ได้กินเล่นแกล้มค็อกเทลกันเพลินๆ อีกด้วย เริ่มต้นบอกลาแสงสุดท้ายด้วย Taste of Asia ที่มีส่วนผสมของวอดก้า ลิ้นจี่สด บดกับพริกไทยดำ พร้อมน้ำลิ้นจี่ น้ำมะนาว น้ำเชื่อม และไข่ขาว หอมกลิ่นพริกไทยและลิ้นจี่นำ

 

ต่อด้วย Mojojito ที่มีส่วนผสมของ รัม ใบสะระแหน่ ใบมินต์ มิกซ์กับเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ ราสพ์เบอร์รี่ ท็อปด้วยโซดา ต่อด้วย Berry G & T จิน อินฟิวส์กับชาเบอร์รี่ ราสพ์เบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ โทนิค ตบด้วยแก้วสุดท้าย Chikas ตั้งชื่อตามคนที่คิดค้นสูตร มีส่วนผสมของ รัม ใบมินต์ น้ำตาลทรายขาว มะนาว แล้วท็อปด้วยเบียร์

หากใครมาเยือนในทุกค่ำคืนวันพุธ-เสาร์ ที่นี่ยังจัดดีเจมากฝีมือมาขับกล่อมอารมณ์ เพิ่มความสุนทรีย์ยาวไปเกือบตลอดทั้งคืน ช่างเป็นช่วงเวลาบอกลาแสงสุดท้ายที่น่าจดจำยิ่ง!!!

วานิลลา สกาย รูฟท็อปบาร์ ชั้น 35 โรงแรมคอมพาส สกายวิว สุขุมวิท 24 เปิดบริการทุกค่ำคืน ตั้งแต่เวลา 17.00-01.00 น. โทร. 02-011-1111

 

คืนพิเศษ สถานที่พิเศษ บางกอกไฮทส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/481378

คืนพิเศษ สถานที่พิเศษ บางกอกไฮทส์

โดย…คีตะ pk_st@yahoo.com ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เครื่องดื่มค็อกเทล อาหารไทย และวิวกรุงเทพมหานครในมุมสูง ทุกๆ อย่างไปกันได้ดี ที่นี่ … “บางกอกไฮทส์”

ตั้งอยู่บนชั้นที่ 39 ของโรงแรมเดอะ คอนทิเนนท์ กรุงเทพฯ บนถนนสุขุมวิท ใกล้แยกอโศก บางกอกไฮทส์เป็นทั้งร้านอาหารและบาร์ขนาดกะทัดรัดหรูหราสไตล์บูทีค แน่นขนัดด้วยความรู้สึกสบาย ไม่เป็นทางการมากเกินไป (แต่ไม่กางเกงขาสั้นหรือรองเท้าแตะนะคะ)

 

บางกอกไฮทส์ให้บริการอาหารไทย เป็นเมนู “สตรีทฟู้ด” ซึ่งปรับเปลี่ยนมาเพื่อเสิร์ฟตามมาตรฐานโรงแรม ใช้วัตถุดิบชั้นดี ตกแต่งจานอย่างสวยงาม และเมื่อได้ลองลิ้มชิมดูก็พบว่ารสชาติอร่อยกลมกล่อมตามสูตรดั้งเดิมแบบที่ลิ้นไทยๆ คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็น ผัดไทยกุ้งอร่อยเส้นไม่นิ่มเกินไป น้ำซอสผัดไทยพอดีไม่ต้องปรุงเพิ่ม ยำเนื้อสันนอก รสแซ่บ เนื้ออย่างดีย่างไม่สุกเกินไป นุ่มลิ้น ยำวุ้นเส้น ถึงรสถึงเครื่อง (ทะเล)

ร้านนี้เขามีแม้กระทั่งอาหารเหนือ อย่างเช่น น้ำพริกหนุ่มที่มาพร้อมพรั่งเคียงข้างด้วยแคบหมูและนานาผัก หรือจะเป็น ล็อบสเตอร์ราดพริก ที่อาจทำให้ลืมกุ้งราดพริกซึ่งเคยกินไปเลย ในโรงแรมหลายดาวอย่างนี้ กะเพรา ก็มีให้สั่งนะ เป็นกะเพราปลาหิมะ ส่วน ปูนิ่มผัดพริกไทยดำ นั้นก็น่าลอง เป็นต้น ของหวานอย่างข้าวเหนียวมะม่วง รวมทั้งบัวลอยไข่หวาน ลอดช่องน้ำกะทิ ฯลฯ

 

ด้วยสถานที่ บรรยากาศ ดนตรี และเครื่องดื่ม ที่นี่ยังเป็นบาร์ซึ่งควรจะแวะมาเช็กอินและแฮงเอาต์ ยิ่งโดยเฉพาะ ณ เวลาพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน วิวของบางกอกไฮทส์ก็งดงามไม่แพ้ใครเลย ตั้งแต่ 1 ทุ่มเป็นต้นไป ดีเจหนุ่มๆ (หน้าตาดี … ขอบอก) จะมาทำหน้าที่เลือกสรรดนตรีกล่อมเกลาอารมณ์ เริ่มจากชิลๆ สบายๆ เข้าสู่จังหวะเร่งเร้าคึกคักยิ่งขึ้นเมื่อดึกดื่น

สำหรับ “สายดื่ม” แล้ว ความสนใจนั้นพุ่งเป้าไปที่ค็อกเทลสไตล์ไทย ซึ่งเลือกส่วนผสมอันโดดเด่นของท้องถิ่นมาปรุงแต่งรสชาติ เครื่องดื่มที่ตกแต่งหน้าตาพิเศษๆ จนต้องร้อง “ว้าว” เมื่อได้เห็น อาทิ ค็อกเทลพรีเซนเทชั่นอลังการชื่อ ขันทอง แน่นอนว่า เสิร์ฟมาในขันเล็กๆ สีทอง พร้อมพวงมาลัยดอกไม้ เมนูนี้มีรัมเป็นส่วนผสมหลัก ตามด้วย น้ำเชื่อมมะลิ สตรอเบอร์รี่ น้ำมะนาว และไข่

 

ที่เสิร์ฟมาในขวดเป็นค็อกเทลชื่อว่า เจ้าพระยา ผสมจากวอดก้า น้ำเชื่อมวานิลลา ไลม์ เสาวรส  และ แตงโม ส่วนมวยไทยมูล (Mauy Thai Mule) ผสมจากจินหมักกับพริก จึงมีรสกลิ่นเผ็ดเล็กๆ เปรี้ยวด้วยน้ำมะนาว มีขิงตกแต่งแก้ว พร้อมนวมจิ๋วอีกหนึ่งข้างมาด้วย ใครสั่งแก้วนี้ก็เก็บนวมกลับบ้านไปเลยค่ะ และถ้าหากว่า คุณไม่โปรดค็อกเทล ที่นี่ยังมีไวน์ให้เลือกมากมาย

บางกอกไฮทส์ ตั้งอยู่บนชั้นที่ 39 โรงแรมเดอะ คอนทิเนนท์ กรุงเทพฯ ริมถนนสุขุมวิท ระหว่างซอย 21 และ 23 ไปมาสะดวก เพราะอยู่ใกล้ทั้งสถานีบีทีเอสและเอ็มอาร์ที เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 18.00-00.00 น. โทร. 02-686-7000 หรือ thecontinentdining.com/bangkok-heightz.php

 

สถานที่นี้เหมาะสำหรับนัดรับประทานอาหารหรือชนแก้วสังสรรค์ สำหรับปลดปล่อยความเคร่งเครียดหลังเวลางาน และเติมความสดใสให้ชีวิตกลับมามีชีวา เพื่อพร้อมจะสู้ต่อในวันถัดไป

หากใครยังไม่ได้ฉลองวาเลนไทน์ก็ไปฉลองย้อนหลังกับหวานใจที่นี่ได้นะ … ด้วยส่วนผสมซึ่งรวมกันกลายเป็นบางกอกไฮทส์ สามารถก่อและกลายเป็นประสบการณ์ของค่ำคืนอันสุดแสนพิเศษ

 

‘อีส ดีไลต์’ นั่งชิล ชมแมกไม้ สายน้ำตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/480269

‘อีส ดีไลต์’ นั่งชิล ชมแมกไม้ สายน้ำตก

โดย…อีตติง อาร์ต ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ร้านอาหารชื่อเท่ “อีส ดีไลต์” (Is Delight) คือสถานที่แฮงเอาต์แห่งใหม่ของผู้คนในย่านลาดพร้าว ที่เพิ่งเปิดบริการหมาดๆ ด้วยเนื้อที่กว่า 2 ไร่ ที่นี่จึงมีบริเวณกว้างขวางและบรรยากาศร่มรื่นไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ โดยมีไฮไลต์เป็นน้ำตกจำลอง ซึ่งเจ้าของลงทุนสร้างให้เป็นแลนด์มาร์คสำคัญประจำร้าน

เมื่อเดินเข้ามาจะพบกับตัวร้านเป็นอาคารเรือนกระจกที่ทำจากโครงเหล็ก ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 3 หลัง สองหลังแรกเป็นห้องอาหารแบบติดแอร์ที่ลูกค้าสามารถเข้ามาใช้บริการ หรือโทรมาจองเพื่อจัดไพรเวทปาร์ตี้ได้ ส่วนอีกหนึ่งหลังจะเป็นร้านกาแฟสำหรับนั่งชิลๆ นอกจากนี้ยังมีโซนด้านนอกแบบเอาต์ดอร์ที่มีโต๊ะ-เก้าอี้มากมายให้เลือกนั่งสบายๆ ที่พิเศษคือบริเวณดาดฟ้าของเรือนกระจกยังมีทางเดินให้ลูกค้าขึ้นไปชมวิวและถ่ายรูปเล่นเพลินๆ ด้วย

 

ที่ อีส ดีไลต์ จะมีเมนูที่หลากหลาย ทั้งไทย อีสาน ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งแต่ละเมนูจะเสิร์ฟมาพร้อมกับรูปลักษณ์ที่สุดแสนจะสร้างสรรค์ บนจานใหญ่ๆ ที่สามารถถ่ายรูปสวยๆ ลงโซเชียล เน็ตเวิร์ก อวดเพื่อนๆ ได้แบบเต็มตา

เมนูแรกที่อยากแนะนำ “แซลมอนแซ่บ” จานนี้เป็นเนื้อแซลมอนรมควันในซอสซีฟู้ดรสแซ่บ เสิร์ฟมาพร้อมผักสดในแก้วเล็กๆ ขนาดกะทัดรัดพอดีคำ มองดูสวยทั้งรูปลักษณ์ แถมรสชาติยังอร่อยอีกต่างหาก

ตามด้วย “สปาเกตตีซีฟู้ดเส้นหมึกดำ” เส้นสปาเกตตีเหนียวนุ่ม ผัดกับกุ้ง ปลาหมึก หอยแมลงภู่ และพริกแห้ง คลุกเคล้าด้วยซอสสูตรพิเศษ รสชาติไม่เผ็ดมากนัก รับประทานได้ทุกเพศทุกวัย

ต่อด้วย “หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์อบชีส” เมนูนี้เป็นหอยแมลงภู่นำเข้า อบกับชีสและซอสมะเขือเทศสูตรเฉพาะจนชีสละลายยืดดูน่ากิน เสิร์ฟพร้อมขนมปังอบกรอบ ได้รสชาติเข้ากั๊นเข้ากัน

มาที่ “ซีซาร์สลัด” เมนูสลัดผักยอดฮิตที่ราดด้วยน้ำสลัดเข้มข้น จานนี้ผู้หญิงกินได้ ผู้ชายกินดี เด็กๆ กินแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกาย

 

ปิดท้ายด้วยเมนูญี่ปุ่น 2 เมนูอย่าง “แคลิฟอร์เนีย มากิ” ข้าวปั้นญี่ปุ่นที่โรยด้วยไข่กุ้งสีส้มแบบเต็มๆ คำ รสชาติอร่อยคุ้นเคย และ “ซาชิมิรวม” ที่ประกอบด้วยเนื้อปลาทูน่า แซลมอน ซาบะ ปลาหมึก และปูอัดที่สดใหม่ กินคู่กับโชยุและวาซาบิ โอ้โห! บอกได้เลยว่าฟินเวอร์ นอกจากนี้ยังมีเมนูเด็ดๆ ให้เลือกอีกเพียบ ราคาอาหารเริ่มที่ 100-300 บาท+++

ครบถ้วนเรื่องอาหารไปแล้ว บรรยากาศรอบตัวเริ่มเย็นย่ำ ท้องฟ้าโปร่ง ลมพัดเย็นๆ เหมาะกับการสั่งค็อกเทลมานั่งจิบไปพลางๆ เป็นที่สุด

 

“ทรอปิคอล อีส ดีไลต์” มีส่วนผสมของวอดก้ากลิ่นราสพ์เบอร์รี่ น้ำส้ม น้ำมะนาว โซดา ตกแต่งด้วยลูกสตรอเบอร์รี่สด ส้ม และเลมอนฝาน จนได้ค็อกเทลสีส้มสดใส

อีกแก้วคือ “สวีต บลู” ม็อกเทลสีน้ำเงินเข้ม ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เหมาะที่จะสั่งให้หวานใจ แก้วนี้มีส่วนผสมของบลู คูราเซา น้ำมะนาว ตกแต่งด้วยน้ำตาลที่ขอบแก้ว เชอร์รี่ดองและเลมอนฝาน

 

ทาร์เก็ตลูกค้าของที่นี่ มีทั้งที่มากันเป็นครอบครัว กลุ่มเพื่อนๆ ที่นัดกันมาสังสรรค์ รวมทั้งคู่รักหนุ่มสาว เรียกว่ารับประทานอาหารไป จิบเครื่องดื่มเบาๆ คลอเคล้าเสียงเพลงจากวงดนตรีไลฟ์แบนที่เล่นเพลงในแนวแจ๊ซ อะคูสติก ป๊อป และอีซี่ลิสซึนนิ่งไปด้วย แค่นี้ก็จบวันที่สุดแสนประทับใจในช่วงสุดสัปดาห์ได้อย่างแฮปปี้แล้วล่ะ

อีส ดีไลต์ อยู่ที่ซอยลาดพร้าว 71 (แยกถนนนาคนิวาส) เปิดบริการทุกวันตั้งแต่ 17.00-24.00 น. โซนร้านกาแฟ เปิดตั้งแต่เวลา 15.00 น. โทร. 08-5833-8271, 08-1398-8850 หรือแฟนเพจ FB : Is Delight Restaurant Art

 

นอนนับกระต่าย แรบบิซ ฮิลล์ รีสอร์ท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2560 เวลา 10:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/489175

นอนนับกระต่าย แรบบิซ ฮิลล์ รีสอร์ท

โดย…นิทรา ราตรี

 สุดยอดโรงแรมบูติก แรบบิซ ฮิลล์ รีสอร์ท (Rabbiz Hill Resort) เจ้าของรางวัลโครงการประกวดสุดยอดโรงแรมบูติกไทย (Thailand Boutique Awards) ครั้งที่ 4 ปี 2559-2560 ในเขตภูเขา ประเภทอนุรักษ์ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ขนาด 3-20 ห้อง โดยรีสอร์ทมีเอกลักษณ์ที่วิวภูเขาพาโนรามา ล้อมรอบด้วยป่า และน่าตะมุตะมิกับกระต่ายขนปุย

แรบบิซ ฮิลล์ รีสอร์ท ตั้งอยู่บนเนินเขาส่วนตัวบริเวณรอยต่อระยอง-จันทบุรี มองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อน ผืนป่าสีเขียวขนาดใหญ่ และเงาสะท้อนบนผืนทะเลสาบ ประกอบด้วยห้องพักเพียง 15 ห้อง 4 ดีไซน์ เริ่มต้นที่ ไอวอรี่ บันนี่ ขนาด 40 ตร.ม. ภายในตกแต่งด้วยไม้สักผสมกับวัสดุธรรมชาติ ห้องน้ำมีเพียงผ้าม่านกั้นแทนประตู เหมาะสำหรับคู่รักที่จะมาดื่มด่ำความสุข

บราวนี่ บันนี่ ขนาด 42 ตร.ม. ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สักสีวอลนัต ดีไซน์เรียบง่าย มีสไตล์ ทำให้ห้องพักดูอบอุ่น ปลอดโปร่ง กลมกลืนกับธรรมชาติรอบด้าน

 โนว์วี่ บันนี่ ขนาดเดียวกันแต่เหมาะสำหรับครอบครัว เน้นการตกแต่งด้วยวัสดุที่เรียบง่ายพร้อมระเบียงส่วนตัวที่มองเห็นวิวสวนป่า และสวีทตี้ บันนี่ ขนาด 142 ตร.ม. เป็นวิลล่า 2 ห้องนอนบนจุดที่สวยที่สุด ตกแต่งแนวโมเดิร์นดูสบาย มีมุมจัดปาร์ตี้บาร์บีคิวบนระเบียงส่วนตัว พร้อมอ่างจากุซซี่มองพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าในยามเย็น

รีสอร์ทยังมีสระว่ายน้ำ ห้องอบเซาน่า ห้องประชุม สนามเด็กเล่น สนามชิปกอล์ฟ ถนนปั่นจักรยานระยะทาง 12 กม. คาราโอเกะ และไฮไลต์ที่หมู่บ้านกระต่ายสุดน่ารัก โดยสามารถเข้าไปให้อาหารและเล่นกับเจ้าขนปุยได้ รวมถึงห้องอาหารที่มีทั้งบาร์บีคิวซีฟู้ด อาหารไทย ยุโรป เวียดนาม และพิซซ่าโฮมเมด เรียกได้ว่าไม่ต้องไปไหนก็สามารถมีความสุขกับกิจกรรมเหล่านี้ได้หลายวัน

ทั้งนี้ เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย หนึ่งในผู้จัดโครงการได้ร่วมกับ โลเคิล อไลค์ พันธมิตรโรงแรม และธุรกิจท่องเที่ยวใน จ.จันทบุรี จัด 3 แพ็กเกจท่องเที่ยวภายใต้คอลเลกชั่น Local Is New Luxury แบ่งเป็นแพ็กเกจจันทบุรี…ที่นี่อยู่กับช้าง 2 วัน 1 คืน (พักแรบบิซ ฮิลล์ รีสอร์ท) แพ็กเกจจันทบุรี…อัญมณีและวิถีประมง 2 วัน 1 คืน และจันทบุรี…วิถีท้องถิ่น 3 วัน 2 คืน เพื่อให้นักท่องเที่ยวสัมผัสจุดหมายปลายทางอย่างลึกซึ้ง

 

Price: บราวนี่ และ ไอวอรี่ 2,900 บ. สโนว์วี่ 3,600 บ.

Place: เขาวงกต ซ. 2 จ. จันทบุรี โทร. 090-783-2250 เว็บไซต์ www.rabbizhillresort.com

Promotion: พิเศษสำหรับผู้ใช้บัตรเครดิตเคทีซี แพ็คเกจจันทบุรี… ที่นี่อยู่กับช้าง 2 วัน 1 คืน พักที่แรบบิซ ฮิลล์ รีสอร์ท สามารถแบ่งชำระกับ KTC FLEXI 0% นาน 4 เดือน สอบถามโทร. 02-123-5050 หรือ 087 145 2839 (โลเคิล อไลค์)

 

รื่นรมย์ตามรอยบุญ จิบชาชมกุหลาบ ไหว้พระวัดป่าดาราภิรมย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2560 เวลา 09:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/488144

รื่นรมย์ตามรอยบุญ จิบชาชมกุหลาบ ไหว้พระวัดป่าดาราภิรมย์

โดย…นายใจดี

เชียงใหม่ มักถูกคิดถึงในฤดูหนาวเสียส่วนมาก แต่เชียงใหม่ในฤดูร้อนแรงก็ไม่ได้น่าชัง อย่างเดือน เม.ย.นี้ ก็นึกถึง ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองเจียงใหม่ เล่นน้ำสงกรานต์รอบคูเมืองเชียงใหม่ รู้สึกฉ่ำใจขึ้นมาบัดดล

แม้จะไปเยือนเชียงใหม่หลายหน แต่แหล่งท่องเที่ยวของเชียงใหม่ก็ไม่เคยทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย เพราะแต่ละแห่งยังมีมนตร์เสน่ห์ดึงดูดคนต่างถิ่นให้อยากเร้นตัวอิงแอบกับสถานที่ได้เสมอ ล่าสุดการได้ร่วมเดินทางกับ บริษัท บุญนำพา (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการรับจัดงานบุญครบวงจร เราจึงได้ประสบการณ์การเดินทางในอีกรูปแบบ แน่นอนล่ะว่า “อิ่มบุญ”

การเดินทางครั้งนี้ทาง “สรสิช เนตรนิล” ผู้(บุญ)นำพา มีความประสงค์ที่จะเรียนรู้ถึงประเพณีการจัดงานบุญในท้องถิ่นต่างๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรับจัดงานบุญได้อย่างทั่วถึงในทุกภูมิภาคของไทย และเป้าหมายที่สำคัญ คือ “ความสุข”

ความสุขที่สมบูรณ์ในการใช้ชีวิต บุญนำพา แยกย่อยให้ 2 ส่วน คือ ความสุขใจ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากงานบุญ และความสุขกาย ที่เกิดขึ้นได้จากการดูแลด้านสุขภาพและความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต เช่นนี้การเดินทางไปแต่ละแห่งหน เราจึงได้ดื่มด่ำทั้งสุนทรียรสของอาหาร เครื่องดื่ม ธรรมชาติ สถาปัตยกรรม ไหว้พระ ถวายสังฆทาน ฯลฯ เรียกว่า เติมเต็มความสุขทั้งกาย-ใจ

ใจผลิบานราวกุหลาบแรกแย้ม

“สวนกุหลาบหลวงโครงการหลวงห้วยผักไผ่” ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ ราว 40 นาที เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง จัดให้เป็นสถานที่ควรมายามเช้า เพราะทำเลที่ตั้ง ต.บ้านปง อ.หางดง แม้จะฤดูกาลไหน ยามเช้าก็ยังสามารถสัมผัสได้ถึงความเย็นสบายของอากาศ เน้นมายามเช้า แม้ว่าเราจะอยากได้บรรยากาศจิบชายามบ่ายสไตล์ผู้ดีอังกฤษก็ตาม

สวนกุหลาบหลวงโครงการหลวงห้วยผักไผ่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร มีกุหลาบหลายสายพันธุ์ ปลูกไล่ระดับตามไหล่เขา แดงมินิเจส มิดไนท์บลู ลาเวนเดอร์ดรีม พิงก์พีช บีเวอรี ชมพูไต้หวัน บลู ฟอร์ ยู สตาร์รูนา ซัมเมอร์ สโนว์ เป็นอาทิ สวรรค์ของคนชอบถ่ายภาพดอกไม้ เดินชมได้เรื่อยๆ เพราะพื้นที่ไม่กว้างนัก ยังไม่ได้เหงื่อก็เดินทั่วถึงแล้ว

อีกหนึ่งความน่าสนใจของที่นี้ นอกจากตกแต่งสวนตามสไตล์อังกฤษแล้ว ยังจัดโซนรับประทานอาหาร-เครื่องดื่ม ที่แทรกตัวอยู่กลางหมู่มวลดอกกุหลาบ ให้อารมณ์วินเทจ ได้อาหารตาใจแล้วมาเติมอาหารกายกันบ้าง ซึ่งเด็ดด้วยเมนูผักสดจากโครงการหลวงหลากหลายเมนู ชาสมุนไพร และเมนูจากอโวคาโด เพราะโครงการหลวงทุ่งเริง จัดเป็นแหล่งปลูกอโวคาโดอันดับต้นในโครงการหลวง แนะนำชิมไศกรีมอโวคาโด

นอกจากนี้ ยังมีลานกางเต็นท์สำหรับการพักผ่อนที่ใกล้ชิดธรรมชาติ กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตร สนุกสนานและเพลิดเพลินกับการขี่จักรยานชมสวนเกษตรอินทรีย์รอบๆ ได้ ที่นี่เปิดเวลา 08.00-20.00 น. หากไม่อยากพลาดชมความเบ่งบานของหมู่มวลกุหลาบ โทรสอบถามเจ้าหน้าที่ได้ 09-9135-1118

วิจิตรการพุทธสถาน

อีกครึ่งวันหลัง เคลื่อนตัวมาที่ “วัดป่าดาราภิรมย์” ตั้งอยู่ ต.ริมใต้ อ.แม่ริม ใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ราว 40 นาที ต้องบอกว่ามาช่วงไหนก็ได้ความร่มรื่น สมชื่อวัดป่า มีต้นไม้ใหญ่แผ่ให้ร่มเงา ช่วยให้การเดินจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งไม่ต้องปาดเหงื่อมากนัก แม้วัดจะกลายเป็นอีกจุดหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองเชียงใหม่ หากบรรยากาศภายในวัดเงียบสงบมาก

วัดป่าดาราภิรมย์ เป็นวัดเก่าแก่ มีปูชนียสถานที่วิจิตรงดงาม ภาพยนตร์ละครหลายเรื่องมาขอใช้สถานที่ เช่น “พระอุโบสถ” ที่ตระการงานศิลป์ ตัวอุโบสถสร้างเป็นศิลปะล้านนา หน้าบันไดเป็นลวดลายเครือเถาล้านนา ล้อมรอบดาว 3 ดวง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ประตู หน้าต่าง แกะสลักด้วยลวดลายล้านนาลงรักปิดทอง มีพญานาค 3 คู่ สิงห์ 1 คู่ เทวดา 1 คู่ และมอม 1 คู่ ส่วนพระประธาน เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะสุโขทัย ลงรักปิดทอง

“พระวิหารหลวง” จำลองมาจากหอคำของเจ้าหลวงเชียงใหม่ในสมัยโบราณ งดงามในศิลปะการแกะสลัก ปูนปั้นและลายคำแบบล้านนา ภายในพระวิหารประดิษฐานพระประธานทรงเครื่องในมณฑปปราสาทพร้อมทั้งพระบรมสารีริกธาตุ และแวดล้อมด้วยพระพุทธรูปพระพุทธเจ้า 28 พระองค์

“หอกิตติคุณ” ดื่มด่ำสถาปัตยกรรมศิลปะล้านนาผสมผสานศิลปะไทยลื้อ อาคารชั้นเดียว หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสีน้ำตาลไหม้ ปักฉัตรสีทองตรงกลาง ประดับช่อฟ้ารูปนกหัสดีลิงค์ สันหลังคาประดับลวดลายปูนปั้นรูปตัวลวง (คล้ายมังกรผสมสิงห์มีปีก) ด้านทิศใต้และด้านทิศเหนือมีมุขยื่นออกไปคลุมบันได หน้าบันไดทั้งสองด้านประดับสิงห์คู่ศิลปะไทยลื้อ ประกอบเสาหน้ามุขสองต้นประดับลวดลายลงรักปิดทองรูปหม้อดอกปูรณฆฏะและลายเครือเถาว์แบบล้านนาที่งดงาม เหนือประตูทางเข้าประดับลวดลายแกะสลักพญานาคพันกัน ภายในจัดแสดงรูปภาพโบราณ ศิลปวัตถุ เปรียบเป็นพิพิธภัณฑ์ข้อมูลประวัติศาสตร์แห่งพุทธจักรล้านนาเลยเทียว

เพียงสถานที่เดียวก็ใช้เวลาเพลินๆ อย่างไม่รู้ตัวได้หลายชั่วโมง ยิ่งถ้าต้องการศึกษารายละเอียดกันทุกซอกทุกมุมจริงๆ ให้เวลาครึ่งวันก็ไม่มีเบื่อ อีกสิ่งที่รู้สึกประทับใจต่อวัดป่าดาราภิรมย์ ก็คือ ความสะอาดและไม่ได้เป็นพุทธพาณิชย์ ที่วัดเต็มไปด้วยตู้รับบริจาครายเรียงทั่วทุกมุม การเดินเข้าสู่วัดป่าดาราภิรมย์ นอกจากกราบสักการะพระพุทธรูปได้สำรวมกาย-วาจา-ใจแล้ว ยังได้รื่นรมย์ในความงดงามของสถาปัตยกรรมแบบล้านนาอีกด้วย

 

 

หม่อนไหม ผ้าไหม อีสานไหม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 เมษายน 2560 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/488040

หม่อนไหม ผ้าไหม อีสานไหม?

โดย…กาญจน์ อายุ

 เนื่องในโอกาสที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา เมื่อปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงได้แนะนำเส้นทางท่องเที่ยวตามรอยโครงการพระราชดำริ “แม่ของแผ่นดิน มิ่งขวัญชาวไทย”

โดยเริ่มที่เส้นทางในภาคอีสานตอนล่าง ตามรอยผ้าไหมพระราชินี และเรียนรู้การทอผ้าในชุมชนสุรินทร์และอุบลราชธานี

ศูนย์หม่อนไหม

แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตร ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จ.สุรินทร์ เป็นสถานที่ผลิตพันธุ์หม่อน พันธุ์ไหม มีให้เรียนรู้ตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกหม่อน เลี้ยงหนอนไหม สาวไหม ย้อมสี ทอผ้าไหม และการแปรรูป โดยแบ่งเป็นฐานพร้อมการสาธิตให้เห็นกระบวนการจริง

กี่ทอผ้าไหมยกทองชั้นบนมีคนทอทั้งหมด 3 คน

 

เริ่มที่ฐานเรียนรู้หม่อนผลิตใบ หม่อนผลิตผล การสาวไหม การย้อมสีธรรมชาติ การทอผ้าไหม การแปรรูปผลิตภัณฑ์ และพิพิธภัณฑ์ผ้าไหม

สิ่งที่น่าสนใจคือ ฐานแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่จะจุดประกายไอเดียหม่อนไหมแปลกๆ ที่ไม่ใช่ผ้าไหม ยกตัวอย่าง ข้าวเกรียบผลหม่อน และข้าวเกรียบใบหม่อน ที่รับประทานง่ายและมีประโยชน์ต่อร่างกาย

ในใบหม่อนมีสารดีเอ็นเจ มีฤทธิ์ในการลดระดับน้ำตาลในเลือด มีสารต้านอนุมูลอิสระ มีกรดอะมิโน 18 ชนิด และมีแคลเซียมสูง ส่วนในผลหม่อนจะอุดมไปด้วยวิตามินซี เอ และบี 6 รวมถึงกรดโฟลิกและสารต้านอนุมูลอิสระ

สองมือช่วยทอผ้าไหมยกทองโบราณ

 

นอกจากนี้ ยังมีชาใบหม่อนที่สามารถทำในขั้นตอนง่ายๆ คือ คัด หั่น ลวก คั่ว และอบ โดยใบหม่อนสด 5 กก. จะนำมาทำชาใบหม่อนได้ 1 กก.

สรรพคุณในชา 1 แก้ว ประกอบด้วย สารเควอซิติน รูติน ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง สารกาบา ช่วยลดความดันโลหิต สารฟายโตสเตอรอล ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล สารดีเอ็นเจ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด มีกรดอะมิโนครบทุกชนิดที่ร่างกายต้องการ และมีแร่ธาตุวิตามิน เช่น แคลเซียม โพแทสเซียม โซเดียม แมกนีเซียม เหล็ก สังกะสี วิตามินเอและบี

ไม่เว้นแม้แต่หม่อนผลสด หรือมัลเบอร์รี่ ที่มีคุณค่าทางเภสัชโภชนาการสูง คือ มีสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มโพลิฟีนอล กลุ่มแอนโทไซยานิดิน และกรดโฟลิก ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายไม่น้อยกว่าผลเบอร์รี่ราคาแพงอย่างบลูเบอร์รี่หรือราสพ์เบอร์รี่

โดยกรมหม่อนไหม ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้นำผลหม่อนมาทดสอบการเรียนรู้และความจำในหนูทดลอง พบว่า การให้ผลหม่อนสุกอบแห้งบด 10 มก./น้ำหนักหนู 1 กก. สามารถเพิ่มความจำและการเรียนรู้ของหนูได้

จันทร์โสมา

 

ดังนั้น หม่อนผลสดอาจมีศักยภาพในการป้องกันการเกิดโรคความจำเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ก็เป็นไปได้

ทั้งนี้ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ (สุรินทร์) อยู่ภายใต้กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดให้ประชาชนท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ได้ฟรี ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่เรียนรู้หม่อนไหมครบวงจรที่สุดในสุรินทร์

บ้านท่าสว่าง กี่ทอผ้าบ้านสองชั้น

หมู่บ้านทอผ้าโบราณแห่งสุรินทร์ บ้านท่าสว่าง เป็นแหล่งรวมช่างทอผ้าและผ้าชั้นดีไว้ อย่างบ้าน “จันทร์โสมา” ของ วีรธรรม ตระกูลเงินไทย อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการทอผ้าที่เปิดบ้านเป็นแหล่งเรียนรู้การทอผ้าไหมยกทองโบราณโดยกี่ 1,416 ตะกอ ที่หาชมได้ยากและมีคุณค่ามากในวงการผ้าไทย

ไหมยกทองโบราณจันทร์โสมา ใช้วิธีย้อมแบบโบราณด้วยวัตถุดิบจากสีธรรมชาติ ทั้งสีแดงจากครั่ง สีน้ำเงินจากคราม สีเหลืองทองจากเปลือกทับทิม นอกจากจะสวยงามและปลอดภัย สีสันของมันจะยังสดใสไปเป็นร้อยปี

สาวไหม

 

กี่ที่ใช้ทอผ้าไหมยกทองต้องใช้กี่โบราณที่ใหญ่เท่าบ้าน 2 ชั้น เพื่อรองรับความยาวของตะกอที่มีมากถึง 1,416 ตะกอ ใช้คนทอ 4 คน และกว่าจะได้ 1 ผืนต้องใช้เวลานาน เพราะแต่ละวันสามารถทอได้เพียง 4-5 ซม. สมกับราคาผืนละ 6 หลัก ตามความวิจิตรงดงามของผืนผ้า

ในหมู่บ้านยังมีร้านขายผ้าสำเร็จรูปและผ้าไหมทั่วไป ที่ราคาจับต้องได้ให้จับจ่าย ส่วนใหญ่จะเป็นผ้าทอของคนในหมู่บ้าน จึงกล่าวได้ว่า บ้านท่าสว่าง เป็นหมู่บ้านโอท็อปเพื่อการท่องเที่ยวเชิงหัตถกรรมผ้าไหมแห่งเดียวในประเทศไทยที่คนหลงใหลผ้าห้ามพลาด

นอกจากนี้ สุรินทร์ยังเป็นที่ตั้งของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพอีสานใต้ โดยเฉพาะการเลี้ยงไหมที่มีการสาธิตตั้งแต่การปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม กรอไหม มัดหมี่ และตัดหมี่ รวมถึงการทำเกษตรผสมเพียงพอตามรอยในหลวง รัชกาลที่ 9 และที่แห่งนี้เกิดขึ้นได้ ก็เพราะกระแสรับสั่งของพระองค์ โดยศูนย์จัดตั้งมาตั้งแต่ปี 2538

บ้านคำปุน พิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณที่ยังมีชีวิต

ส่วนใหญ่ประตูบ้านคำปุนจะปิดอยู่ตลอดเวลา เพราะใน 1 ปี ประตูบ้านจะเปิดเพียง 3 วันเท่านั้น ในช่วงวันเข้าพรรษา ซึ่งชาวอุบลราชธานีจะแห่กันมาชมการทอผ้าและอุปกรณ์ทอผ้าโบราณที่หาชมได้ยาก

บ้านคำปุนทรงไทย

 

คำปุน ศรีใส เจ้าของบ้านคำปุน มีความตั้งใจอนุรักษ์ผ้าพื้นเมืองอุบลราชธานีไว้ เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ยังมีคนทอผ้าจริงให้ผู้มาเยือนได้ชื่นชมศิลปวัฒนธรรมพื้นเมือง และเป็นแหล่งผลิตผ้าทอที่มีออร์เดอร์รอข้ามปี โดย คำปุน คือผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม สาขาทัศนศิลป์-ถักทอ ปี 2537 และลูกชาย คือ มีชัย แต้สุจริยา ศิลปินดีเด่นจังหวัดอุบลราชธานี ปี 2544 ซึ่งเป็นผู้คิดค้นและออกแบบผ้าลายกาบบัว เอกลักษณ์ประจำจังหวัดด้วย

เส้นทางท่องเที่ยวตามรอยโครงการพระราชดำริ “แม่ของแผ่นดิน มิ่งขวัญชาวไทย” ในภาคอีสานใต้มีจุดเด่นร่วมกันคือ ผ้าไหม สิ่งที่มีคุณค่ายิ่งในชาติไทยที่พระราชินีในรัชกาลที่ 9 ทรงสนพระทัยและทรงทอดพระเนตรเห็นความงดงามที่แฝงอยู่ในงานหัตถกรรมพื้นบ้าน ทำให้กว่า 50 ปีที่ผ่านมา ผ้าไหมไทยได้รับการพัฒนาและได้รับการยกย่องจนได้รับสมญานามว่าเป็น “ราชินีแห่งสิ่งทอ” (The Queen of Textile)

จากสายพระเนตรอันยาวไกล ปัจจุบันผ้าไหมไทยเป็นที่นิยมและรู้จักไปทั่วโลก ได้มีการส่งออกผ้าไหมไทยไปยังประเทศต่างๆ มูลค่านับพันล้านบาท และกลายเป็นส่วนหนึ่งในสัญลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาของชาวต่างชาติไปแล้ว

พิพิธภัณฑ์ผ้าไหมในศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพอุบลราชธานี

ผ้าทอหรือผ้าถุงจากฝีมือชาวบ้านสุรินทร์

ม้วนผ้าไหมย้อมสีธรรมชาติ

กี่ทอผ้าไหมยกทองชั้นล่างอยู่ใต้ถุนบ้าน

กี่ทอผ้าโบราณในบ้านคำปุน

รังไหม

ข้าวเกรียบผลหม่อน

ทอผ้าไหม

บ้านคำปุน พิพิธภัณฑ์มีชีวิต

สบู่ แปรรูปจากรังไหม