ดังต้องมนต์ @ ยิปซี สเปลล์ บาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/464865

ดังต้องมนต์ @ ยิปซี สเปลล์ บาร์

โดย…ลีโอ เคน ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ฝนตกหนักครั้งใหญ่เหมือนเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าฤดูกาลใหม่กำลังคืบคลานเข้ามา ฤดูหนาวที่หลายคนเฝ้ารอกำลังเริ่มต้น ความเย็นชุ่มฉ่ำทำให้หลายคนไม่อยากเก็บเนื้อเก็บตัว ต่างวางแผนท่องเที่ยว หรือไม่ก็ออกไปหากิจกรรมสนุกสนานทำกัน

ก่อนเดินทางไปพิชิตหนาว ผมขอแนะนำว่าหาสถานที่กล่อมความสุขกันก่อนดีไหม และสถานที่นี้เองจะปลุกแรงให้คุณกระตือรือร้นต้อนรับกับฤดูกาลใหม่มากยิ่งขึ้น เสมือนดั่งโดนมนต์สะกด

 

ยิปซี สเปลล์ บาร์ (Gypsy Spells Bar & Live Music) เสน่ห์แห่งมนต์ยิปซีนี้เกิดจากความประทับใจในเรื่องราวบนแผ่นฟิลม์ของคนรักดนตรี เรื่อง The Red Violin ที่เล่าถึงการเดินทางของไวโอลินตัวหนึ่ง ผสานกับความหลงใหลในวิถีชีวิตและศาสตร์แห่งชาวยิปซี รวมไปถึงตัวโน้ตและท่วงทำนองของบทเพลงแนวบลูส์-แจ๊ซ-ยิปซี

บรรยากาศโดยรวมเริ่มต้นที่บ้านไม้ทรงโคโรเนียลโบราณอายุกว่า 80 ปี ถูกรังสรรค์ให้เป็นเสน่ห์แห่งยิปซีโบราณ ผ่านภาพเขียนกราฟฟิกสัญลักษณ์ของยิปซี ที่ตกแต่งไว้หลังบาร์เครื่องดื่ม ภาพเขียนรูปไพ่ยิปซี หรือไพ่ทาโร่ที่มีประดับให้เห็นทุกมุมมอง

 

นอกจากนี้ยังเพิ่มลูกเล่นด้วยตู้ไม้โบราณ มนต์ขลังของขวดโหลบรรจุตัวสัตว์รูปต่างๆ ให้อารมณ์ที่ขรึมขลังชวนค้นหารวมถึงเฟอร์นิเจอร์ และผ้าม่านที่เน้นงานโบราณเสมือนสะกดผู้มาเยือนได้ไม่น้อยทีเดียว

ณ บาร์แห่งนี้ยังร่ายมนต์กล่อมเกลาด้วยวงดนตรีแสดงสดสไตล์บลูส์และแจ๊ซ ในทุกค่ำคืนวันศุกร์-เสาร์ ที่ช่วยเพิ่มจังหวะแห่งชีวิต และที่ขาดไปเสียมิได้ในการเพิ่มอรรถรสแห่งค่ำคืน บาร์แห่งนี้เน้นเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มที่เตรียมเอาไว้ต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง

 

ค่ำนี้เราเริ่มต้นรองท้องด้วยหมูกรอบซอสเบอร์รี่ หมูกรอบผัดกับข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก ต่อด้วย แกงดาจา ไหล่แกะตุ๋นกับเครื่องเทศอินเดียกินกับแป้งโรตี

เมนูนี้ก็ไม่ควรพลาด ลาบปลาแซลมอน แซลมอนสดคลุกกับเครื่องลาบปั้นเป็นก้อนขนาดพอคำ นำไปทอดจิ้มกับซอสญี่ปุ่น ตบท้ายด้วยส้มตำทอด นำมะละกอไปทอดจนกรอบ พร้อมเสิร์ฟแยกกับน้ำยำส้มตำไทยและซูชิที่ทำจากขนมจีนอร่อยทีเดียว

ด้านเครื่องดื่มที่นี่จะเป็น Zodiac Cocktails เครื่องดื่มซิกเนเจอร์ของร้าน ที่ดึงเอาบุคลิกของแต่ละธาตุราศีเกิด รังสรรค์ออกมาเป็นเครื่องดื่มเฉพาะตัว ตามองค์ความรู้ของชาวยิปซี รวมไปถึงเหล้าหลากดีกรีและไวน์ให้กล่อมอารมณ์อย่างเพลิดเพลิน จนลืมว่าฝนยังกระหน่ำ หรือไม่ก็ลืมเวลากันไปเลย

ที่พิเศษสุดจะมีหมอดูยิปซีชื่อดัง ธัญจิรา พันธุ์เกิด มาทำนายดวงให้กับท่านอีกด้วยนะครับ

ยิปซี สเปลล์ บาร์ สุขุมวิท 29 (ร้านมหานากา) ร้านเปิดบริการทุกวัน เวลา 17.30-24.00 น. โทร. 02-662-3060

 

‘อังเคิล’ ร้านเท่ บรรยากาศชิล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ตุลาคม 2559 เวลา 17:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/462481

‘อังเคิล’ ร้านเท่ บรรยากาศชิล

โดย…อีตติง อาร์ต ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ยามเย็นในช่วงต้นฤดูหนาวที่อากาศดีๆ แบบนี้ มาปลดปล่อยความเครียดจากการทำงานด้วยการแวะหาร้าน อาหารกึ่งบาร์ พร้อมทั้งมองหาเมนูอร่อยๆ และค็อกเทลแก้วเด็ดดื่มซะหน่อยก็น่าจะดี

หลังจากเปิดมือถือค้นหาร้านอยู่สักพัก ในที่สุดก็มาปักหมุดยังร้านเปิดใหม่ที่ชื่อว่า “อังเคิล” (U.N.C.L.E) ซึ่งอยู่ที่โครงการ 72 คอร์ตยาร์ด ในย่านทองหล่อ

 

ร้านนี้เป็นสาขาที่ 2 ต่อจากอังเคิลสาขาแรกที่สาทร เมื่อก้าวเข้ามาภายในร้านจะพบกับการตกแต่งสไตล์นิวยอร์กคลาสสิก ที่เน้นความเรียบง่าย แต่ดูทันสมัย ตัวร้านแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ชั้น 1 เป็นส่วนของร้าน อาหารซึ่งตกแต่งได้สวยงามทีเดียว โดยส่วนนี้จะเสิร์ฟอาหารสไตล์โมเดิร์นและบาร์บีคิว ซึ่งเป็นการผสมผสานอาหารยุโรปเข้ากับวัฒนธรรมไทยเพื่อให้ลูกค้าสามารถรับประทานร่วมกันได้ นอกจากนี้ยังมีอาหารจานหลักที่น่าสนใจอีกหลากหลายเมนูไว้เป็นตัวเลือกด้วย

 

ชั้น 2 ของร้านจะเป็นเคาน์เตอร์บาร์สไตล์เก๋ๆ พร้อมที่นั่งซึ่งตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์แนวโมเดิร์น-คลาสสิกเข้าด้วยกัน มีพื้นที่ทั้งในส่วนอินดอร์และเอาต์ดอร์ไว้รองรับ ยิ่งช่วงเย็นย่ำบรรยากาศบนชั้น 2 นี้ยิ่งให้ความรู้สึกชิลๆ สบายๆ วันไหนที่อากาศดีๆ ลมพัดเบาๆ ยิ่งน่ามานั่งเป็นที่สุด จะสั่งแต่เครื่องดื่มหรือสั่งสแน็กมากินด้วยก็ได้หมด

และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ขอสั่งเมนูเด่นๆ ที่ทางร้านภูมิใจนำเสนอเลยดีกว่า จานแรก “Braised Lamb Lag” เมนูนี้เป็นเนื้อแกะตุ๋นข้ามคืนจนเนื้อนุ่ม ราดด้วยซอสเห็ด เสิร์ฟมาบนมันฝรั่งบด ตกแต่งด้วยผักร็อกเกต  รสชาติดี อร่อยแตกต่าง

 

ต่อด้วย “Grilled Pink Snapper” เนื้อปลากะพงแดงย่างบนเตาถ่านร้อนๆ จนเนื้อปลาสุกกำลังดี เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ด เคียงด้วยผักสด รสชาติอร่อยแซ่บได้ใจ

ตามด้วย “Barbeque Pork Ribs” ซี่โครงหมูอบซอสบาร์บีคิว เมื่อกัดคำแรกจะสัมผัสได้ถึงความนุ่มของเนื้อซี่โครงหมูและความหอมอร่อยเข้มข้นของซอสบาร์บีคิว

อีกเมนูคือ “Grilled Chicken Burger” เบอร์เกอร์ไก่ย่างราดด้วยซอสเห็ดทรัฟเฟิล เสิร์ฟพร้อมเฟรนช์ฟรายส์ เป็นอีกเมนูที่ต้องลอง ราคาอาหารเริ่มที่ 200 บาท +++

 

หลังจากอิ่มกับอาหาร บรรยากาศรอบตัวก็แสนจะเป็นใจ งั้นขอย้ายมาที่ชั้น 2 เพื่อสั่งเครื่องดื่มสไตล์คลาสสิก คราฟท์ ค็อกเทล ซึ่งเป็นเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ของร้านมาลองดูสักหน่อยดีกว่า แก้วแรก “McGreggor” มีส่วนผสมของไอริชวิสกี้ ไซรัป ลูกแพร์ น้ำมะนาว และเหล้า แก้วนี้ดีกรีเบาๆ

แก้วที่สอง “Manhattan Latino” มีส่วนผสมของรัม วิสกี้ ลิเคียวร์กลิ่นช็อกโกแลต เหล้า และเชอร์รี่ แก้วนี้ดีกรีแรงขึ้นมาอีกหน่อย…แก้วที่สาม “Thrift Shop” มีส่วนผสมของรัม ชาสมุนไพรแอฟริกา น้ำมะนาว และเหล้า เป็นอีกแก้วซึ่งทางร้านอยากนำเสนอ

 

ปิดท้ายด้วย “Black Cherry Mule” ค็อกเทลสีชมพูใสที่เสิร์ฟมาในแก้วโลหะ มีส่วนผสมของเหล้า วอดก้า ชาดำ น้ำเชอร์รี่เข้มข้น น้ำมะนาว และจิงเจอร์เบียร์ ตกแต่งด้วยใบมินต์ แก้วนี้เป็นเครื่องดื่มที่ผสมผสานส่วนผสมได้อย่างลงตัว

ใครที่อยากจะนั่งชิลดื่มด่ำกับบรรยากาศหรือนั่งคุยสังสรรค์กับเพื่อนๆ ฟังเพลงแนวสบายๆ จากการเปิดแผ่นของดีเจมืออาชีพ สามารถมาได้ในคืนวันอาทิตย์-อังคาร ในคืนวันพุธจะเปิดเพลงแนวแจ๊ซ คืนวันพฤหัสจะมีวงไลฟ์แบนเล่นดนตรีสดแนวเร็กเก้ ส่วนคืนวันศุกร์และเสาร์ดีเจจะเปิดเพลงแนวโอลด์สกูล-ฮิปฮอป ใครชอบเพลงแนวไหนก็เลือกวันได้ตามความชอบเลย รับรองเพลิดเพลินแน่นอน

ร้านอังเคิลอยู่ที่โครงการ 72 คอร์ตยาร์ด (ระหว่างซอยทองหล่อ 16 และ 18) ร้านเปิดบริการทุกวันอาทิตย์-พฤหัสบดี เวลา 18.00-01.00 น. วันศุกร์-เสาร์ เวลา 18.00-02.00 น. โทร.02-392-7637 หรือ FB/IG : unclecocktailbar หรือ www.avunculus.com

 

เอเวอรี เดย์ อะ ฟรายเดย์ ร้านเก๋อินดัสเทรียลลอฟต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2559 เวลา 16:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/457709

เอเวอรี เดย์ อะ ฟรายเดย์ ร้านเก๋อินดัสเทรียลลอฟต์

โดย…อีตติง อาร์ต ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ก้าวแรกที่เดินเข้ามาในร้านอาหารกึ่งผับชื่อเก๋ “เอเวอรี เดย์ อะ ฟรายเดย์ แกสโทรผับ” (Every Day A Friday Gastropub) ซึ่งชื่อร้านแฝงความหมายว่า เมื่อมาที่นี่แล้วจะรู้สึกเหมือนกับว่าทุกวันเป็นวันศุกร์ จะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่โปร่งโล่งของตัวร้านที่ตกแต่งสไตล์อินดัสเทรียลลอฟต์ออกแนวเท่ๆ โดยใช้วัสดุหลักอย่างเหล็ก อิฐ ไม้ และกระจก เน้นโทนสีน้ำตาล ดำ เทา ให้ความรู้สึกทันสมัยเข้ากับกระแสนิยมตอนนี้พอดี

เมนูอาหารของที่นี่เป็นแบบยูโรเปี้ยน ทวิสต์ และเอเชียน ฟู้ด ซึ่งได้รับการปรับรสชาติให้เข้ากับคนไทย หลายเมนูหน้าตาสวยงาม แถมรสชาติยังเริ่ดอีกต่างหาก เริ่มจากเมนูแรก “แซลมอนทาร์ทาร์” เมนูนี้ประกอบด้วยข้าวเกรียบดำที่มีส่วนผสมของหมึกดำหรือแบล็กอิงก์ ท็อปปิ้งด้วยเนื้อแซลมอนรมควัน ราดด้วยซอสสมุนไพรรสแซ่บ ได้ความหอม กรอบ อร่อย เป็นเมนูที่เรียกน้ำย่อยได้ดี

 

ต่อด้วย “สลัดมะเขือยาว” จานนี้ใช้มะเขือยาวย่างจนสุกหอม ราดด้วยน้ำสลัดสูตรเด็ด ท็อปปิ้งด้วยเนื้อปลาเก๋าหั่นเป็นชิ้นทอดกรอบ ไข่ออนเซน และโรยด้วยผงสาหร่าย กินแล้วได้รสสัมผัสความเป็นเอเชีย เป็นอีกจานที่ต้องลอง

ตามด้วย “เพนเน่ซอสเนื้อ” เส้นเพนเน่ต้มสุกกำลังดี ผัดกับซอสเนื้อตุ๋น (ที่นำเนื้อไปแช่ไวน์ 1 คืน แล้วนำไปตุ๋นในน้ำมันพร้อมเครื่องเทศ) โรยด้วยเห็ดทรัฟเฟิลดำและชีสพาร์เมซาน ได้รสชาติเข้มข้นอร่อยลงตัว

 

อีกจานคือ “แก้มหมูย่าง” เมนูนี้ใช้เนื้อบริเวณแก้มหมูนำไปหมักกับเครื่องเทศทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นนำแก้มหมูไปตุ๋นช้าๆ 1 ชั่วโมง แล้วจึงนำไปย่างอีกที จนสัมผัสได้ถึงความนุ่มหอม เสิร์ฟพร้อมกับน้ำจิ้มแจ่วและสลัดผักสไตล์เอเชีย เป็นอีกเมนูที่ห้ามพลาดเด็ดขาด

นอกจากนี้ ยังมีเมนูอร่อยอื่นๆ เช่น ทูน่าทาร์ทาร์ (ซอสเซี่ยงไฮ้) หอยนางรมดูโอ เฟตตูชินีฉู่ฉี่กุ้ง ข้าวหน้าซอสแกงกะหรี่ปู พะแนงขาแกะออสเตรเลีย ฯลฯ ให้เลือกอีกเพียบ ราคาอาหาร 300-700 บาท++

มาที่เครื่องดื่มบ้าง ที่เอเวอรี เดย์ อะ ฟรายเดย์ มีเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นไวน์ชั้นดีจากทั่วโลก เบียร์ รวมทั้งค็อกเทลหรือม็อกเทลที่นี่ก็มีหมด ครั้งนี้ขอแนะนำค็อกเทลเด่นๆ 3 แก้ว 3 สไตล์ของร้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะมีเบสของชาผสมผสานอยู่ทุกๆ แก้ว

เริ่มจาก “TGIF!!!” หรือ Thanks God It Friday แก้วนี้มีส่วนผสมของเบอร์เบินหมักใบชา ลูกเชอร์รี่ ส้มซันคิสฝาน ตกแต่งปากแก้วด้วยสับปะรดแช่อิ่มลนไฟให้ความสดชื่น

 

แก้วที่สอง “Friday Night Out” ได้แรงบันดาลใจมาจากดาราสาว มาริลีน มอนโร มีส่วนผสมของเหล้าจีนหมักด้วยชาหมื่นลี้ ลูกกระวานต้มกับไซรัป มะนาวฝาน ตกแต่งด้านบนของค็อกเทลเป็นรูปริมฝีปากสีแดงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของมาริลีน แก้วนี้ดีกรีไม่แรงนัก

ตบท้ายด้วย “Friday’s Child” แก้วนี้มีส่วนผสมของรัมหมักกับชากุหลาบ ลิเคียวร์ ราสพ์เบอร์รี่บด วานิลลา และไซรัปโฮมเมดกลิ่นกุหลาบ ตกแต่งด้วยเปลือกเลมอนและใบมินต์ ดีกรีแรงปานกลาง

 

ใครที่ไม่รีบร้อนไปไหน แนะนำให้นั่งชิลๆ เพลินๆ อินไปกับบรรยากาศ เพราะในวันพฤหัสบดี-ศุกร์-เสาร์ ตั้งแต่ 2 ทุ่มเป็นต้นไป จะมีวงดนตรีไลฟ์แบนด์มาเล่นเพลงแนวป๊อปให้ฟังคืนละ 2 วง รับรองว่าได้ความสุนทรีย์กลับบ้านไปแน่นอน

เอเวอรี เดย์ อะ ฟรายเดย์ อยู่ที่โครงการดีกรี สแควร์ ปากซอยเพชรบุรี 38/1 (ตรงข้ามตึกอิตัลไทย) ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เปิดบริการวันอังคาร-ศุกร์ เวลา 11.00-15.00 น. และ 17.00-24.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-24.00 น. (ร้านปิดทุกวันจันทร์) โทร.02-064-5447, 06-4014-5230 IG : everyday_afriday FB : evdafd

 

เดินจับหมอก หยอกลมหนาว ดอยตุง ทรี ท็อป วอล์ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/466232

เดินจับหมอก หยอกลมหนาว ดอยตุง ทรี ท็อป วอล์ก

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

ลมหนาวเคลื่อนตัวปกคลุมภาคเหนือเต็มกำลัง คนก็พลันหยิบเสื้อกันหนาวออกมาทำหน้าที่อีกครั้ง พร้อมเดินทางมุ่งหน้าสู่ภาคเหนือโดยพร้อมเพรียง หนึ่งในสถานที่รับลมหนาวยอดนิยมคงหนีไม่พ้น “ดอยตุง” หรือโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เชียงราย ดอยที่มักมีหมอกปกคลุมตลอดปี และในช่วงส่งท้ายปีอุณหภูมิจะลดลงแตะเลขตัวเดียว นอกจากพระตำหนักดอยตุงและสวนแม่ฟ้าหลวงที่คนรู้จักกันดีแล้ว เมื่อกลางปีที่ผ่านมาดอยตุงได้เปิดทางเดินบนยอดไม้ หรือ ดอยตุง ทรี ท็อป วอล์ก (Tree Top Walk) ให้นักท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติในมุมใหม่ที่สวยและเสียวกว่าเดิม

ดอยตุง ทรี ท็อป วอล์ก ตั้งอยู่ก่อนถึงทางเข้าสวนแม่ฟ้าหลวง โดยผู้ซื้อบัตรดอยตุง ทรี ท็อป วอล์ก สามารถเดินทะลุเข้าไปในสวนแม่ฟ้าหลวงได้เลย ไม่ต้องวกกลับเพื่อเข้าใหม่ให้เสียเวลา ทุกครั้งที่เดินทางจะมีเจ้าหน้าที่จัดแจงสวมชุด อธิบายการใช้อุปกรณ์ และให้คำแนะนำตลอดการเดินทาง โดยแต่ละกลุ่มที่เข้าไปจะแบ่งเป็นรอบ รอบแรกเริ่มเวลา 08.30 น. กลุ่มต่อไปทุก 30 นาที กลุ่มละไม่เกิน 13 คน และใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมง

 

ทางเดินบนยอดไม้ทำด้วยตาข่ายบ้าง แผ่นไม้บ้าง สูงจากพื้นดินราว 10-40 เมตร รวมระยะทาง 300 เมตร ทางเดินจะระโยงระยางจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่ง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ไม่ต้องตัดต้นไม้ ทว่าเส้นทางจะลดเลี้ยวไปตามธรรมชาติ ผ่ากลางดงไม้ใหญ่บ้าง เรี่ยยอดไม้สูงบ้าง ระหว่างทางจะได้ศึกษาพรรณไม้เมืองหนาวได้จากป้ายสื่อความหมายและคำบอกเล่าจากผู้นำทาง นอกจากจะได้สัมผัสความหนาว สัมผัสธรรมชาติ ยังจะได้จับหมอกตลอดทาง ทำให้ทางเดินบนยอดไม้เป็นสะพานจับหมอกที่อยู่สูงพ้นยอดไม้เสมือนว่ากำลังเดินอยู่บนก้อนเมฆ

ทั้งนี้ อุปกรณ์ที่สวมใส่จะช่วยรักษาความปลอดภัยบนที่สูง ไม่ว่าจะเป็นหมวกกันน็อก สายรัดตัว (Harness) และตัวฮุกที่จะคล้องไปกับสายลวดสลิงตลอดทาง ทว่าอุปกรณ์ที่ใช้ทั้งหมดได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดแล้ว จึงมั่นใจได้ว่าจะสนุกแบบไม่อันตรายแน่นอน

 

ปลายทางของเส้นทางเดินบนยอดไม้จะไปสิ้นสุดที่สวนแม่ฟ้าหลวง ข้อมูลในเว็บไซต์ดอยตุง ระบุไว้ว่า สวนแม่ฟ้าหลวงตั้งอยู่บนพื้นที่เดิมของหมู่บ้านอาข่าป่ากล้วย มีคนอาศัยอยู่ 62 ครอบครัว ในอดีตหมู่บ้านนี้เป็นเส้นทางลำเลียงสำคัญและเป็นที่พักของกองคาราวานฝิ่น น้ำยาทำเฮโรอีน และอาวุธสงคราม ประกอบกับที่ตั้งมีลักษณะเป็นหุบลึกลงไป บ้านเรือนอยู่อย่างแออัด ขยายไม่ได้ จึงมีปัญหาเรื่องการดูแลความสะอาด ขยะ และน้ำเสีย

ทางโครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงขอให้หมู่บ้านย้ายไปอยู่ที่ใหม่ห่างจากที่เดิมราว 500 เมตร แต่ตั้งอยู่บนเนินเขา กว้างขวาง และสวยงาม มีระบบประปาและไฟฟ้าเข้าถึง มีถนนลาดยางตัดผ่าน จึงเป็นที่พอใจของชาวบ้าน และในบริเวณหมู่บ้านเดิมก็สร้างสวนไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาว บนเนื้อที่ราว 30 ไร่ ตามพระราชดำริของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ต้องการให้คนไทยที่ไม่มีโอกาสไปต่างประเทศได้เห็นไม้ดอกเมืองหนาวที่สวนแห่งนี้ กลางสวนมีงานประติมากรรมของ มิเซียม ยิบอินซอย โดยสมเด็จพระบรมราชชนนีทรงพระราชทานชื่อว่า ความต่อเนื่อง (Continuity) สื่อความหมายว่า การทำงานใดๆ จะสำเร็จได้ ต้องทำอย่างต่อเนื่อง

 

โดยไม้ดอกไม้ประดับที่นำมาตกแต่ง อาทิ ดอกซัลเวีย พิทูเนีย บีโกเนีย กุหลาบ ดอกลำโพง ไม้มงคล ไม้ยืนต้น และซุ้มไม้เลี้อยมากกว่า 70 ชนิด ได้ปลูกและเลี้ยงดูโดยชาวบ้านในโครงการ เป็นการพัฒนาทักษะฝีมือทางการเกษตร และสร้างงานให้ชาวบ้านมีรายได้ที่ดีสามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัว ทั้งยังเกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นำรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมมาสู่พื้นที่ปีละหลายล้านบาท ทำให้ในปี 2536 สวนแม่ฟ้าหลวง ได้รับรางวัล พาตา โกลด์ อวอร์ด (PATA Gold Award) ประเภทรางวัลการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว จากสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเอเชียแปซิฟิก

ในพื้นที่เดียวกันยังมีสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าที่ พระตำหนักดอยตุง เกิดขึ้นโดยพระราชดำริของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างบ้านหลังแรกของพระองค์หลังนี้ขึ้นมาในปี 2530 พระตำหนักเป็นสถาปัตยกรรมแบบล้านนาเรียบง่าย เป็นบ้านปีกไม้ มีกาแล ผสมกับลักษณะบ้านพื้นเมืองของชาวสวิตเซอร์แลนด์ ที่เรียกว่า ชาเลต์ โดยมีศิลปะไม้แกะสลักเป็นเชิงชายลายเมฆไหลอ่อนช้อย เน้นความเรียบง่ายแต่ใช้สอยได้อย่างครบครัน พระตำหนักถูกรายล้อมไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ ก่อนเข้าไปภายในเจ้าหน้าที่จะให้ถอดรองเท้าและแจกเครื่องอธิบายความหมายและหูฟังให้ผู้เข้าชมได้กดฟังคำบรรยายตามหมายเลขที่ตั้งไว้ตามจุดต่างๆ เช่น ห้องบรรทม ห้องทรงงาน และเพดานดาวที่มีตำแหน่งดาวเรียงกัน เช่น ในวันพระราชสมภพ โดยจะมีเจ้าหน้าที่นำชมเป็นรอบ รอบละ 20 นาที

 

นอกจากนี้ ยังมีอาคารนิทรรศการควรค่าแก่การศึกษาที่ หอแห่งแรงบันดาลใจ อาคารนิทรรศการที่บอกเล่าเรื่องราวของราชสกุลมหิดลที่ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้กันและกัน โดยเรื่องราวได้สะท้อนถึงปรัชญาการทรงงานและผลงานอันเกิดจากพระวิสัยทัศน์อันยาวไกล ที่ทำให้ประชาชนชาวไทยได้มีโอกาสในชีวิตที่ดีขึ้น มีห้องจัดแสดงนิทรรศการ 7 ห้อง ให้ผู้เข้าชมได้ศึกษาลึกซึ้งและน้อมนำปรัญชาการดำเนินชีวิตไปปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมต่อไป

สถานที่ทั้งหมดที่กล่าวมา ดอยตุง ทรี ท็อป วอล์ก สวนแม่ฟ้าหลวง พระตำหนักดอยตุง และหอแห่งแรงบันดาลใจ สามารถอธิบายความเป็นดอยตุงได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ความหนาวเหน็บของสภาพอากาศ พระราชประวัติของราชสกุลมหิดล ทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ให้ความรู้ควบคู่ไปกับความสนุก แถมยังได้สัมผัสอากาศหนาวอย่างลึกซึ้งให้สมกับเป็นฤดูกาลที่รอคอย

 

 

มุมพักใจ พูลแมน เขาหลัก คาทิลิยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤศจิกายน 2559 เวลา 16:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/466201

มุมพักใจ พูลแมน เขาหลัก คาทิลิยา

โดย…คีตะ

ชีวิตในเลนวิ่งเร็วทำให้เราโหยหาวันพักร้อน รวมทั้งการพักกายผ่อนใจในสถานที่อันสวยงาม สงบ เพื่อเพิ่มพลังชีวิตด้วยการออกไปพบเจอ และทำเรื่องสนุกๆ ซึ่ง พูลแมน เขาหลัก คาทิลิยา รีสอร์ท แอนด์ สปา ก็ตอบโจทย์นั้นได้ชัดเจน

จากท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงด้วยรถยนต์ก็มาถึงเขาหลัก และโรงแรมหรูสไตล์รีสอร์ท บนชายฝั่งทะเลอันดามัน อันทันสมัย งดงาม แนบชิดธรรมชาติ

 

ด้วยที่ตั้งทำให้การเดินทางจากโรงแรมไปยังสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ในพังงานั้นสะดวกสบาย แต่ถึงจะไม่ออกไปไหน โรงแรมแห่งนี้ก็ยังสร้างความพึงพอใจ และทำให้วันหยุดของคุณสมบูรณ์แบบ

โรงแรมตั้งอยู่ริมหาดกว้างและยาวเกือบ 1 กม. ทำให้คุณทำกิจกรรมริมหาดหรือในน้ำได้ตามใจชอบ ทั่วบริเวณรื่นรมย์เขียวชอุ่มด้วยต้นไม้ แซมด้วยสีสันจากดอกไม้นานาพรรณ การตกแต่งทันสมัยผสมผสานวัฒนธรรมไทยท้องถิ่น

 

การบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องพักจะทำให้คุณใช้เวลาสบายๆ โดยเฉพาะในห้องพักวิลล่าแบบที่มีสระว่ายน้ำส่วนตัว แต่ถ้าอยากออกไปพบปะผู้คนหรือทำกิจกรรมอื่นๆ โรงแรมก็ยังมีริมสระน้ำขนาดใหญ่จำนวน 5 สระ รวมทั้งมุมผ่อนคลายในสปา หรือไปออกกำลังให้ได้เหงื่อที่ยิม เล่นกอล์ฟ ยิงธนู ต่อยมวยไทย ขี่จักรยานเสือภูเขา เตะฟุตบอล เล่นโยคะ หรือเล่นเทนนิส ก็ย่อมได้ สำหรับเจ้าตัวเล็กก็มีมุมเด็กให้ได้เล่นสนุกสนาน พร้อมการดูแลอย่างใกล้ชิดจากพนักงาน

อีกหนึ่งไฮไลต์คือ สวนสัตว์เล็กๆ ซึ่งมีกวาง ไก่ป่า กระรอก ฯลฯ ให้ได้ไปชมแบบตัวเป็นๆ พื้นที่ตรงนี้ยังเป็นเส้นทางเดินป่า และจุดตั้งแคมป์ ซึ่งจะมอบประสบการณ์การผจญภัยที่น่าจดจำ

 

อาหารและเครื่องดื่มซึ่งให้บริการภายในโรงแรมก็มีตัวเลือกที่หลากหลาย เพราะมีห้องอาหารถึง 6 แห่ง และบาร์อีก 2 โดยเฉพาะ ดิ เทอเรส โอเชียนฟรอนท์ ซึ่งบริการตลอดทั้งวันด้วยอาหารทะเลและอาหารนานาชาติ เสิร์ฟพร้อมวิวอันดามันตระการตา ชั้นบนเป็น เดอะ รูฟท็อป บาร์ แอนด์ เลานจ์ ให้ได้นั่งรับลมและชมทะเล

สถานที่แห่งนี้เหมาะมากสำหรับคู่ฮันนีมูน รวมทั้งครอบครัว หรือแม้แต่ผู้ที่ต้องการพักผ่อนแบบส่วนตัวลำพัง โรงแรมยังมีพื้นที่จัดประชุมสัมมนาและงานต่างๆ โดยเฉพาะงานที่เป็น “ครั้งหนึ่งในชีวิต” อย่างพิธีวิวาห์

 

ที่นี่ทำให้ผู้มาเยือนได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ มีความเป็นส่วนตัว ทั้งยังเต็มอิ่มด้วยกิจกรรมสนุกๆ จนอยากจะยืดเวลาพักร้อนออกไปอีก

แล้วคืนวัน ณ พูลแมน เขาหลัก คาทิลิยา รีสอร์ท แอนด์ สปา ก็จะกลายเป็นความทรงจำดีๆ ที่เมื่อนึกถึงทีไรหัวใจก็สดชื่น และอยากกลับไปอีกสักครั้ง

Place : พูลแมน เขาหลัก คาทิลิยา รีสอร์ท แอนด์ สปา ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 9/9 หมู่ 1 ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา โทร.: +66 (0) 76 427 500 แฟกซ์: +66 (0) 76 427 501 อีเมลm reservations@pull mankhaolak.com

 

ตามรอยผู้พิทักษ์ ‘ผืนป่าตะวันตก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

9 พฤศจิกายน 2559 เวลา 16:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/466199

ตามรอยผู้พิทักษ์ ‘ผืนป่าตะวันตก’

โดย…กาญจน์ อายุ

กาญจนบุรีเคยอุดมสมบูรณ์ไปด้วย สัตว์ป่า ป่าไม้ และทรัพยากรธรรมชาติ จนกระทั่งหลังเหตุการณ์สงครามมหาเอเชียบูรพาระหว่างปี 2484-2488 สัตว์ป่าได้ถูกล่าจนเกือบหมดสิ้น ซึ่งการล่าสัตว์ในครานั้นไม่ได้ล่าเพื่อกีฬา แต่เป็นการล่าแบบล้างผลาญ อย่างนั่งรถจี๊ปส่องไฟสปอตไลต์ฉายกราดแล้วยิงไม่เลือกว่าเป็นสัตว์ชนิดใด แม้แต่ ลิง ค่าง บ่าง ชะนี ซึ่งเป็นสัตว์สวยงามประดับป่าก็ถูกยิงจนแทบไม่เหลือ กระต่ายป่า ที่เคยมีตามท้องทุ่งก็ถูกยิงจนแทบสูญสิ้น และนกยูงอันเป็นต้นเสียงของเพลงเขมรไทรโยคก็ถูกยิงจนแทบไม่มีเหลือ

หนึ่งในความอุดมสมบูรณ์ของเมืองกาญจน์ คือ ผืนป่าสลักพระ อุดมไปด้วยโขลงช้างป่า เสือ วัวแดง กระทิง และพืชหลากหลายพันธุ์ ซึ่งหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้มีคนออกมาปกป้อง จนกระทั่งกรมป่าไม้ได้ประกาศให้ผืนป่าสลักพระ เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งแรกของประเทศไทย ในปี 2508 โดยมีเหตุผลท้ายพระราชกฤษฎีกาว่า

“ป่าสลักพระมีสภาพภูมิประเทศเหมาะสมที่จะกำหนดเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าโดยปลอดภัย เพื่อรักษาไว้ซึ่งพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่ายิ่งของประเทศชนิดหนึ่ง ที่อำนวยประโยชน์ในการเศรษฐกิจ วิทยาการ และรักษาความงามตลอดจนคุณค่าตามธรรมชาติไว้ ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่รัฐและประชาชน”

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ มีเนื้อที่ประมาณ 860 ตร.ม.หรือประมาณ 5.3 แสนไร่ ครอบคลุม 4 อำเภอใน จ.กาญจนบุรี โดยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับซับซ้อนยากแก่การลาดตระเวน ลักษณะเป็นป่าเบญจพรรณที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณทุ่งสลักพระและทุ่งนามอญที่เป็นแหล่งอาหารชั้นดีของสัตว์ป่า

 

ทุ่งสลักพระเป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ในเชิงเขาล้อมรอบ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยหญ้าและต้นไม้ที่ออกผล เป็นอาหารของสัตว์ป่าอยู่มากมาย เช่น มะขามป้อมไทย มะกอก สมอ และยังมีโป่งดินเค็มจำนวนมากกว่า 100 แห่ง  ซึ่งเป็นแหล่งแร่ธาตุของสัตว์ป่า มีพื้นที่ประมาณ 2-2.3 หมื่นไร่ และยังมีทางติดต่อกับทุ่งหญ้ากว้างอีกแห่งหนึ่งซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 1 หมื่นไร่ เรียกว่า ทุ่งนามอญ ซึ่งสัตว์ป่าสามารถหนีภัยข้ามไปมาได้ระหว่างสองทุ่ง นอกจากนี้ยังมีลำห้วยสำคัญไหลผ่านและมีน้ำตลอดปี คือ ห้วยสะด่อง หรือห้วยสลักพระ ซึ่งสัตว์ป่าได้อาศัยกิน รวมถึงเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่เข้าไปลาดตระเวนต้องอาศัยแหล่งน้ำในการดำรงชีวิต

 

อรัญ สงพรมทิพย์ หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยสะด่อง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ กล่าวว่า ปัจจุบันได้แบ่งเขตพื้นที่ดูแลผืนป่าเป็น 12 หน่วย โดยหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยสะด่องเป็นหน่วยแรกที่ติดกับชุมชนและถนนใหญ่ก่อนที่จะเข้าไปในพื้นที่ป่า ภายในป่าสลักพระมียอดเขาที่สูงที่สุด ชื่อ เขาหัวโลน สูงประมาณ 1,100 ม. จากระดับน้ำทะเลปานกลางอยู่ในตอนกลางของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารหลายสาย ทั้งห้วยสะด่องห้วยแม่ละมุ่น ห้วยแม่ปลาสร้อย และห้วยยากากี่ ยอดเขาที่สูงรองลงมา ชื่อ เขาสูง ในพื้นที่ตอนเหนือของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระเป็นแหล่งต้นน้ำของห้วยอีซู ห้วยน้ำขาว ห้วยกระพร้อย และห้วยแม่ละมุ่น ห้วยและลำธารหลายสายเหล่านี้จะไหลรวมลงสู่แม่น้ำแควใหญ่ สาขาแม่น้ำแม่กลอง เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนท่าทุ่งนา

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระมีการบริหารจัดการแบ่งเขตการจัดการพื้นที่เป็น 4 ส่วน ได้แก่ เขตหวงห้าม เป็นบริเวณที่มีสังคมพืชและป่าไม้สมบูรณ์ควรค่าแก่การรักษาไว้เพื่อเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่าและแหล่งต้นน้ำลำธาร โดยพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภูเขาทุ่งนามอญและทุ่งสลักพระ สอง เขตสงวนสภาพธรรมชาติ เป็นบริเวณที่จะต้องคุ้มครองรักษาสภาพสังคมพืชและสัตว์ป่าให้มีสภาพดั้งเดิม สาม พื้นที่ฟื้นฟูธรรมชาติ เป็นบริเวณที่มีสภาพธรรมชาติถูกทำลายจนเสื่อมโทรมจำเป็นต้องฟื้นฟูให้กลับสภาพเดิม ด้วยการปลูกป่าทดแทนและปล่อยให้ฟื้นตัวคืนสู่สภาพธรรมชาติ และ สี่ เขตบริการศึกษาธรรมชาติและการสื่อสารธรรมชาติ เป็นเขตที่กำหนดขึ้นจากบริเวณพื้นที่สภาพธรรมชาติที่มีจุดเด่นสวยงามและคุณค่าในการศึกษาเรียนรู้ของประชาชน

แต่แม้ว่าจะเปิดให้ประชาชนเข้าไปศึกษาธรรมชาติ ที่นี่ก็ยังไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว ทำให้ต้องทำจดหมายขออนุญาตถึง ไพฑูรย์ อินทรบุตร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จึงจะเข้าไปศึกษาธรรมชาติได้ หัวหน้าฯ ยังเผยด้วยว่า ในปีหน้า (2560) จะมีการจัดสรรพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างเป็นจริงเป็นจัง เพื่อที่จะเผยแพร่ความรู้สู่คนไทยอย่างรวดเร็วและตรงประเด็น ทำให้ผู้ที่สนใจได้สัมผัสผืนป่าแห่งนี้ง่ายขึ้น

ส่วนของหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยสะด่องที่พี่อรัญดูแลนั้น ตั้งอยู่บริเวณปากลำห้วยสะด่องก่อนจะไหลลงสู่เขื่อนท่าทุ่งนา มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ 1 ทาง เป็นเส้นทางเดินขึ้นเขาเพื่อสังเกตสภาพป่าที่เปลี่ยนไปตามความสูงของพื้นที่ จากป่าเต็งรังที่มีต้นไผ่ขึ้นหนาแน่นเป็นป่าเบญจพรรณที่มีต้นเต็งและต้นรังขึ้นปกคลุม รวมถึงฐานสังเกตธรรมชาติรอบตัวด้วยการให้ตามหาใบไม้ตามโจทย์ ฐานดูรอยตีนสัตว์ริมโป่งธรรมชาติ และกิจกรรมผูกเปลคอนโด กิจกรรมหุงข้าวในกระบอกไม้ไผ่ ทำอาหารโดยใช้อุปกรณ์เดินป่า ซึ่งเป็นทักษะจริงที่ผู้พิทักษ์ป่าต้องมี

นอกจากนี้ ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติอื่นที่หน่วยพิทักษ์ป่าแม่ละมุ่น เป็นหน่วยพิทักษ์ป่าทางด้านบนของพื้นที่ สามารถมองเห็นลำห้วยแม่ละมุ่นที่มาบรรจบกับห้วยแม่ปลาสร้อยก่อนไหลลงสู่เขื่อนศรีนครินทร์ โดยด้านหลังของสำนักงานมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ และหน่วยพิทักษ์ป่าหนองรี เป็นหน่วยพิทักษ์ป่าที่อยู่บนสุดทางทิศตะวันออกตั้งอยู่ริมห้วยอีซู มีสถานที่สวยงามเหมาะสำหรับกิจกรรมนันทนาการ และมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติลำอีซูตั้งอยู่ในพื้นที่ด้วย

พื้นที่ทั้ง 5 แสนไร่ ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ผู้พิทักษ์ป่าได้ออกลาดตระเวนทั่วหมดทุกตารางนิ้ว เพื่อเฝ้าระวังปัญหาตัดไม้ หาของป่า ล่าสัตว์ และลักลอบเก็บหินแผ่น สำหรับคนทั่วไปจะได้เห็นสลักพระเพียงเศษเสี้ยวเดียว คือเฉพาะในเส้นทางศึกษาธรรมชาติเท่านั้น คนทั่วไปไม่สามารถเข้าไปยังทุ่งสลักพระ ทุ่งนามอญ หรือไปพิชิตยอดเขาหัวโลนได้ ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยเพราะการเดินป่าสลักพระต้องใช้ความอดทนสูง อย่างในหน้าฝนอาจเกิดน้ำป่าไหลหลาก หรือในหน้าแล้งอาจไม่มีน้ำสำหรับดำรงชีวิต และสามารถเจออันตรายจากสัตว์ป่าได้ทุกเมื่อโดยเฉพาะช้างป่าที่มีมากจนเจ้าหน้าที่ยังขยาด

เวลานี้ ผืนป่าสลักพระกลับมาอุดมไปด้วยสัตว์ป่าและสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ กลายเป็นผืนป่าตะวันตกที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ และอย่างที่ท้ายพระราชกฤษฎีการะบุไว้ ทรัพยากรธรรมชาติมีคุณค่ายิ่งที่จะอำนวยประโยชน์ในการเศรษฐกิจ วิทยาการ และรักษาความงามตลอดจนคุณค่าตามธรรมชาติไว้ ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่รัฐและประชาชน

ผืนป่าตะวันตกทั้งหมดมีพื้นที่ประมาณ 11.7 ล้านไร่ ครอบคลุมอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั้งหมด 17 แห่ง อยู่ในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี นครสวรรค์ กำแพงเพชร และตาก อุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหายากใกล้สูญพันธุ์ และครอบคลุมลุ่มน้ำสำคัญทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำแควที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิต

 

เดินย้อนเวลา ณ ตลาดน้ำอโยธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/464991

เดินย้อนเวลา ณ ตลาดน้ำอโยธยา

โดย…โยโมทาโร่

เสียงปืนดังสนั่นกลางตลาดจนทุกคนต้องหันมาเหลียวมอง ชาย 3 คน แต่งกายเป็นทหารเมียนมาพายเรือส่งเสียงข่มขู่ชาวสยามกลางตลาดน้ำอโยธยา แล้วทุกคนก็ทำท่าถอนหายใจพร้อมๆ กัน นั่นเป็นทหารปลอม เพราะดูแต่ละคนแล้วไม่น่าจะมีพิษสงอะไรมากนัก แล้วเราก็เดินเที่ยวชมกันต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ตลาดน้ำอโยธยา เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. เป็นตลาดน้ำที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ชาติไทยสมัยอยุธยา ให้นักท่องเที่ยวได้ชมบรรยากาศบ้านเมืองสยามสมัยก่อน มีการแสดงการละเล่น การแสดงพื้นบ้าน และการแสดงอิงประวัติศาสตร์เมื่อครั้งเสียกรุงครั้งที่ 2

 

การเดินทางมาที่ตลาดน้ำแห่งนี้โดยการขับรถให้ใช้เส้นทางมาตามเส้นทางถนนสายเอเชีย เลี้ยวซ้ายเข้าพระนครศรีอยุธยาแล้วมุ่งหน้าไปตามถนนโรจนะ ขับตรงไปถึงเจดีย์วัดสามปลื้ม ก่อนขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา จากนั้นวนรอบวงเวียนเจดีย์ และเลี้ยวขวาไปทางวัดมเหยงคณ์ ก็จะเห็นทางเข้าตลาดน้ำอโยธยา ข้างในมีที่จอดรถฟรีประมาณ 500 คันเห็นจะได้ แต่ถ้าไปแล้วเต็มก็ยังมีที่จอดรถเอกชนเสียค่าจอดไม่สูงมากนักรองรับนักท่องเที่ยวอยู่

สิ่งที่เราแนะนำให้เตรียมไป ก็คือ กระเป๋าสะพายหลังและน้ำเปล่าสักขวด เพราะคุณอาจจะได้เสียเงินไปกับสินค้าสวยงาม หาซื้อได้ยากจากตลาดน้ำแห่งนี้ โดยเฉพาะของเล่นและขนมในวัยเด็กที่เราคิดว่าไม่น่าจะมีขายแล้ว ก็สามารถหาซื้อได้จากที่ตลาดแห่งนี้ครับ และเนื่องจากสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อนอบอ้าวเกือบตลอดทั้งปี เราจึงแนะนำให้คุณเดินทางมาเที่ยวช่วงเช้า อากาศกำลังดี แสงกำลังสวย เหมาะแก่การถ่ายภาพอย่างยิ่ง

 

ทำให้ตลาดน้ำแห่งนี้มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากหลั่งไหลเข้าเยี่ยมชมทั้งไทยและต่างชาติ โดยมากจะมาเพื่อถ่ายรูป และรับประทานอาหาร โดยเฉพาะชาวต่างชาติจะนิยมบริการนั่งเกวียนเทียมวัว และขี่หลังช้าง แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าในวันที่เราไปนั้นในส่วนกิจกรรมต่างๆ มีการจัดแสดงและให้บริการหรือไม่ หากมีความตั้งใจจะไปร่วมกิจกรรมพิเศษของทางตลาดน้ำอย่างใดอย่างหนึ่ง แนะนำว่าควรโทรสอบถามก่อนที่เบอร์ 035-881-733

เมื่อเดินเข้ามาภายในตัวตลาด จะพบว่า ทั้งหมดสร้างด้วยไม้เป็นลักษณะเรือนไทยเรียงต่อกันเป็นวงกลม 2 ชั้น ล้อมรอบคลองจำลองขนาดใหญ่ แสดงถึงวิถีชีวิตของคนไทยที่มีความผูกพันอาศัยอยู่ริมแม่น้ำเป็นหลัก เพราะเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวกกว่า มีตลาดริมน้ำเล็กๆ พอเป็นสีสัน มีร้านค้าอยู่ประมาณ 150 กว่าร้านค้า ซึ่งเราไปล่าสุดก็พบว่ามีพื้นที่ว่างให้เช่าเหลืออยู่อีกมาก ก็น่าจะเป็นผลจากสภาวะเศรษฐกิจเป็นตัวสำคัญ แต่ร้านค้าหลักๆ ที่เป็นสีสัน เช่น ร้านขายเสื้อผ้าไทย ขนมไทยโบราณ ของเล่นโบราณยุค พ.ศ 2510-2530 ศ.เครื่องดื่มกาแฟโบราณใส่ในภาชนะแปลกๆ ยังคงมีอยู่ และเพิ่มเติมก็เห็นจะเป็นพวกของเล่นไฮเทคที่เริ่มเข้ามาวางจำหน่ายเอาใจคนรุ่นใหม่มากขึ้น

 

เราแนะนำว่า เมื่อมาถึงที่นี่แล้วควรดูตารางกิจกรรมก่อนว่าจะเริ่มการแสดงเมื่อไหร่ ซึ่งจะเป็นกิจกรรมที่เข้าชมฟรี เว้นแต่การขี่หลังช้างและล่องเรือ หรือนั่งเกวียนที่สามารถใช้บริการได้ตลอดทั้งวัน ถ้าเวลาค่อนข้างกระชั้นมากควรให้เวลาชมการแสดงสักหน่อย โดยเฉพาะการแสดงแอ็กชั่น สงครามเสียกรุง แม้จะเป็นการแสดงจากทีมนักแสดงเล็กๆ แต่ก็ปลุกเลือดรักชาติให้เดือดพล่านได้ไม่น้อย

จากนั้นค่อยเดินเวียนขวาชมร้านค้าร้านรวงต่างๆ ประมาณ 2 รอบ แบ่งเป็นรอบในกับรอบนอกตัวตลาดก็จะเดินครบพอดี หยุดร้านนั้นนิดร้านนี้หน่อยแวะชิมขนม ชมของเล่น ซึ่งเกือบจะร้อยทั้งร้อยต้องแวะร้านของเล่นโบราณกันทุกคน ส่วนฉากถ่ายภาพที่นิยมมากที่สุดก็เห็นจะเป็นประตูหน้าร้านที่ยังไม่ได้เปิดให้บริการเป็นฉากหลังที่เหมาะแก่การถ่ายภาพเป็นอย่างมาก รองลงมาก็จะเป็นด้านหน้ากับป้ายชื่อ “ตลาดน้ำอโยธยา” รูปปั้นเด็กไทย รถสามล้อถีบ รถโบราณที่จอดจนยางแบนก็เก็บมุมสูงหน่อยเป็นอันใช้ได้มีรูปประทับใจไปโพสต์อวดเพื่อนๆ ในเฟซบุ๊ก

 

เดินนานๆ ชักจะเมื่อย เราแนะนำให้ใช้บริการล่องเรือ เป็นเรือเล็กๆ แต่ปลอดภัย วิ่งรอบตลาดน้ำได้บรรยากาศคล้ายตลาดน้ำ ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีโดยเฉพาะเด็กๆ ที่อยากจะลองนั่งเรือดูสักครั้ง ค่าบริการก็ไม่ได้แพงมาก ยิ่งถ้าเป็นช่วงเที่ยงก่อนการแสดงโชว์เราอาจจะได้เห็นนักแสดงแต่งชุดทหารเมียนมาพายเรือยิงปืนอยู่ใกล้ๆ เรือเราอีกด้วย

ปิดท้ายด้วยการรอชมการแสดงวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ บริเวณเรือนไทยกลางน้ำ ซึ่งผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ซึ่งเราอาจจะได้ชมระบำนาฏนารีศรีอโยธยา ระบำบันเทิงเภรี และการแสดงชุด วสันตนฤมิตร ทั้งหมดเป็นการแสดงที่ให้เราได้เข้าชมฟรี แต่จะมีทีมนักแสดงถือกล่องบริจาคเงินตามจิตศรัทธา ก็ควรให้ตามอัตภาพของแต่ละท่านเป็นขวัญกำลังใจให้พวกเขาได้สืบสานการแสดงของไทยให้คงอยู่สืบไป ถ้าหากแวะมา จ.พระนครศรีอยุธยา ตลาดน้ำอโยธยาเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่อยากให้คุณได้มาเยี่ยมเยือนกันสักครั้ง

 

 

 

 

 

จันจิรา จันทร์พิทักษ์ชัย เดินทางเพื่อพัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/464942

จันจิรา จันทร์พิทักษ์ชัย เดินทางเพื่อพัฒนา

โดย…รอนแรม

สาวขาแดนซ์แห่งค่ายเวิร์คพอยท์ มิวสิค จันจิ-จันจิรา จันทร์พิทักษ์ชัย เธอเดินตามรอยพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 บนเส้นทางแห่งความพอเพียงและการแบ่งปัน โดยจันจิและจันทรา (พี่สาว) ได้นำริบบิ้นเหลือใช้มาประดิษฐ์เป็นริบบิ้นดำแจกให้ผู้ที่จะเดินทางไปถวายสักการะพระบรมศพที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท  ในพระบรมมหาราชวัง นอกจากนั้น จันจิยังมีความเพียรในการทำงานแต่เด็กจนถึงวันนี้ในวัย 25 ปี เธอสามารถดูแลครอบครัว

วงไกอาฟอร์มทีมขึ้นมาเมื่อ 3 ปีก่อน โดย จิก-ประภาส ชลศรานนท์ เป็นคนตั้งชื่อวงที่แปลว่า พระแม่ธรณี เธอมีคาแรกเตอร์เป็นสาวลุคสปอร์ตและเปรี้ยว รับหน้าที่เป็นนักร้องสายเต้น เพราะตัวเธอได้โตขึ้นมาจากการเป็นแดนเซอร์ให้ศิลปินดังหลายคน

 

“จันจิเป็นเบื้องหลังมาก่อน เคนเป็นแดนเซอร์ให้ศิลปินแกรมมี่มา 5 ปี ให้เอเอฟบ้าง และระหว่างที่เป็นแดนเซอร์ก็เคยเป็นดีเจมาก่อนด้วย จากนั้นมีพี่ที่เคยเต้นด้วยกันอยู่ที่เวิร์คพอยท์ได้เรียกจันจิมาออดิชั่น ไม่คิดเหมือนกันว่าจะได้ เพราะตัวเองร้องเพลงไม่เก่ง จะหนักเต้นมากกว่า เลยต้องฝึกต้องพัฒนาการร้องให้ดีด้วย” จันจิเริ่มทำงานเป็นแดนเซอร์ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เป็นต้นมา

ความดี

เนื่องในการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เธอและพี่สาวได้ทำริบบิ้นดำแจกฟรีแก่ผู้ที่จะไปถวายสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ โดยมีจันทราเป็นโต้โผ ส่วนจันจิเป็นแรงงานและฝ่ายประชาสัมพันธ์ ตอนแรกเป็นการนำริบบิ้นเหลือใช้จากการทำเครื่องประดับมาทำเป็นริบบิ้นดำให้คนในครอบครัว ซึ่งในขณะนั้นมีกระแสเรื่องการใช้เสื้อสีดำมาก ทั้งคู่จึงมีความคิดอยากทำไปแจกคนที่สนามหลวง

 

จันทราจึงโพสต์ประกาศแจกริบบิ้นดำลงอินสตาแกรมให้คนที่จำเป็นจริงๆ แอดไลน์ส่วนตัวเพื่อติดต่อรับริบบิ้นทางไปรษณีย์ ซึ่งมีคนติดต่อเข้ามากว่า 3,000 คน จันจิจึงลงมาช่วยทำริบบิ้นเพื่อแจกจ่ายให้ผู้ที่ต้องการ

“หลังจากพี่สาวโพสต์ไปก็มีออร์เดอร์เข้าเรื่อยๆ ทำเท่าไรก็ทำไม่พอ จึงต้องชี้แจงไปว่าจะให้คนละชิ้นสองชิ้นเท่านั้น เพื่อจะแบ่งสันปันส่วนให้ครบทุกคน” จันจิ กล่าวเพิ่มเติม “จนถึงตอนนี้ก็ยังทำอยู่เรื่อยๆ แต่เปลี่ยนจากที่แจกฟรีอย่างเดียว ก็ได้นำไปขายร้านค้าเพื่อที่จะได้นำเงินมาบริจาคให้โครงการที่เกี่ยวข้องกับในหลวง ซึ่งก็น่าจะทำแบบนี้ต่อไป ยังไม่มีกำหนดหยุด จนกว่าไม่มีใครต้องการเพิ่มแล้ว”

 

นอกจากนี้ เธอและพี่สาวยังนำริบบิ้นดำไปแจกที่สนามหลวง 2 ครั้ง รวมๆ กันนับกว่า 1,000 ชิ้น ซึ่งครั้งนี้ได้แรงจากเพื่อนพ้องน้องพี่ของทั้งสองคนมาช่วยทำ และความตั้งใจต่อไปทั้งคู่อยากนำริบบิ้นดำไปแจกให้คนต่างจังหวัด กำลังพยายามหาช่องทางที่จะส่งให้ถึงทั้ง 77 จังหวัด นับได้ประมาณ 3 หมื่นชิ้น ทุกชิ้นทำด้วยมือตั้งแต่ตัด ติดกาว ลนไฟปลายริบบิ้น ซึ่งทุกชิ้นทำด้วยความตั้งใจทั้งสิ้น

“ยังไม่มีโอกาสเข้าไปถวายบังคมพระบรมศพ ได้แต่แจกข้าว แจกน้ำ แจกริบบิ้นให้คนที่มาร่วมงานข้างนอก” เธอกล่าวด้วยว่า แม้จะเป็นคนรุ่นใหม่ที่เกิดมาในยุคที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 มีพระชนมพรรษามากแล้ว แต่เธอก็ยังรักและผูกพันอย่างเหลือล้น

 

“ตอนเด็กๆ เราก็จะเรียนเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของในหลวงเยอะมาก ซึ่งทำให้เราทึ่งว่าท่านทำได้ยังไง เราเห็นท่านในทีวี เห็นในโรงหนังทุกครั้ง ก็รู้สึกว่าท่านเท่และเก่งมากๆ เล่นดนตรีก็ได้ เล่นกีฬาก็ได้ พูดได้หลายภาษา พอได้ยินข่าวการเสด็จสวรรคตของพระองค์ เรายังไม่ได้เตรียมใจ มันหนักอึ้งไปหมด ท่านจากเราไปแล้วจริงๆ หรอ ท่านจากเราไปแล้วจริงๆ มันเศร้า เศร้าอยู่ในใจ”

สิ่งที่คนไทยได้ยินกันมาตลอดคือ ในหลวง รัชกาลที่ 9 สอนให้อยู่อย่างพอเพียง ซึ่งเธอได้น้อมนำมาใช้ในการทำริบบิ้นจากของเหลือใช้มาทำให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่น เธอกล่าวต่อว่า “ตามปกติจันจิก็ประหยัดของเราเอง ไม่ได้คิดว่าต้องพอเพียงขนาดไหน แต่พอท่านเสด็จสวรรคต ทำให้เราต้องยึดหลักพอเพียงอย่างจริงจัง เราต้องกลับมาดูที่ตัวเราแล้วละว่าจะใช้ชีวิตยังไงให้พอเพียง เพราะนี่เป็นการทำดีเพื่อพ่อที่ใครๆ ก็ทำได้ ในหลวงไม่ได้ไปไหน แต่ท่านยังอยู่ในชีวิตและจิตใจของทุกคน”

 

ความฝัน

จันจิจบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สวนทางกับความฝันในวัยเด็กของเธอที่อยากเป็นสัตวแพทย์ แต่เมื่อได้เดินมาบนเส้นทางนี้แล้ว เธอก็ขอใช้ชื่อเสียงศิลปินเป็นเครื่องกระจายเสียงเพื่อช่วยเหลือสัตว์ และหากเป็นไปได้เธออยากตั้งมูลนิธิ

“ถ้าจันจิทำหน้าที่ในการดูแลที่บ้านได้แล้ว ก็อยากทำมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือสัตว์ที่ถูกรังแกหรือถูกปล่อยให้จรจัด จะใช้เสียงของเราช่วยเหลือชีวิตอื่น ทำประโยชน์ให้แก่สังคมและสิ่งมีชีวิตร่วมโลกใบนี้”

 

ด้านการใช้ชีวิต ส่วนใหญ่เธอจะใช้เงินไปกับสิ่งที่สามารถพัฒนาตนเองได้ เช่น ออกกำลังกาย เรียนการแสดงเพื่อหาความรู้ใหม่ และเพื่อหาประสบการณ์ จันจิชอบไปทะเลอย่าง ภูเก็ต กระบี่ ซึ่งเธอใช้คำว่า เที่ยวบ้าง

“เมื่อก่อนจันจิเป็นแดนเซอร์จะไม่ค่อยมีเวลา ทำให้ไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย แต่พอมาเข้าวงการ พอมีเวลาว่างมากขึ้นก็จะหาเวลาไป เพื่อออกจากสภาพแวดล้อมเดิมๆ ชาร์จพลังและพักร่างกาย เพราะตอนเต้นหนักๆ จะใช้ร่างกายเต็มที่ ไม่ได้ดูแลตัวเองเลย”

เธอให้ความหมายของคำว่า การเดินทาง คือ การเปิดโลกใหม่ เพื่อเติมเต็มในสิ่งที่ตนเองไม่มี ซึ่งแม้ว่าเธอจะไม่ยกให้เรื่องเที่ยวเป็นอย่างแรก แต่ก็ไม่เคยลืมให้จิตใจได้พัก ให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย เพื่อเริ่มต้นวันใหม่ได้อย่างแข็งแรง

 

โมเดน่า บาย เฟรเซอร์ โรงแรมของนักเดินทาง (เพื่อธุรกิจ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/464941

โมเดน่า บาย เฟรเซอร์ โรงแรมของนักเดินทาง (เพื่อธุรกิจ)

โดย…นิทรา ราตรี

อาคารเอฟ วาย ไอ เซ็นเตอร์ (FYI Center) สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ย่านคลองเตย ด้วยสถาปัตยกรรมทันสมัยอันเป็นที่ตั้งของโรงแรม โมเดน่า บาย เฟรเซอร์ กรุงเทพฯ แบรนด์ที่พักอาศัยของเฟรเซอร์ฮอสปิธาลิตี้ (Frasers Hospitality) มีจุดเด่นในการมอบความสะดวกสบายเหมือนอยู่บ้าน รองรับนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ และองค์กร ภายใต้การบริหารจัดการของเอฟ วาย ไอ เซ็นเตอร์

พรีม่า เอรันกานี ผู้จัดการทั่วไป กล่าวว่า ปัจจุบันนักเดินทางเพื่อธุรกิจต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกที่มากกว่าทั่วไป พวกเขาต้องการที่จะรู้สึกเชื่อมต่อกับสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมของสถานที่ที่เดินทางไป และทำงานให้มากขึ้น โรงแรมจึงคัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกจากท้องถิ่น จัดแสดงงานศิลปะท้องถิ่น ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นในห้องอาหาร รวมถึงให้เยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวประจำท้องถิ่นด้วย

 

ทางโรงแรมเข้าใจความรู้สึกและพฤติกรรมของนักเดินทางเพื่อธุรกิจ โดยได้จัดหาสิ่งที่ผู้เข้าพักต้องการตั้งแต่เดินทางมาถึงโรงแรมกระทั่งเดินทางกลับ ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายฟิตเนส (บริการ 24 ชั่วโมง) ห้องสตีม ห้องเซาน่า เครื่องซักผ้าแบบบริการตัวเอง ห้องประชุม และสวน

ห้องพักเริ่มตั้งแต่ห้องสตูดิโอไปจนถึงอพาร์ตเมนต์ 3 ห้องนอนที่มีพื้นที่กว้างขวาง พร้อมห้องครัวและอุปกรณ์ พื้นที่ทำงาน และระบบความบันเทิงภายในห้อง โดยแต่ละห้องจะมีต้นไม้ปลูกไว้ให้ผู้เข้าพักได้รดน้ำต้นไม้เหมือนกิจกรรมยามเช้าที่บ้าน ส่วนกราฟฟิกบนหัวเตียงล้วนได้รับแรงบันดาลใจมาจากตลาดคลองเตย รวมถึงกราฟฟิกลายผ้าไทยท้องถิ่น และลายรถตุ๊กตุ๊กที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย

 

สำหรับห้องอาหารเป็นแบบ grab-and-go ที่ง่ายต่อการรับประทาน โดยเลือกใช้วัตถุดิบจากตลาดที่สดใหม่ทุกวัน และล็อบบี้ได้ออกแบบให้สะท้อนถึงวิถีชีวิตในท้องถิ่น เช่น รูปทรงตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือคลองเตย และผนังสีเหลืองสดที่ลอกแบบมาจากตู้คอนเทนเนอร์ที่ชั้นใต้ดินและชั้นที่สอง

โมเดน่า บาย เฟรเซอร์ กรุงเทพฯ ตั้งอยู่บริเวณมุมถนนพระราม 4 ตรงข้ามศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์และสวนเบญจกิติ ใกล้แหล่งธุรกิจย่านสุขุมวิท และสามารถเดินทางเชื่อมกับรถไฟฟ้าใต้ดินได้ ผสมผสานระหว่างการทำธุรกิจและไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวสมกับเป็นโรงแรมที่เอาใจนักเดินทางเพื่อธุรกิจและนักธุรกิจเพื่อเดินทาง

 

Price : ห้องซูพีเรีย ราคาเริ่มต้น 1,900 บ. ห้องสตูดิโอ เอ็กเซ็กคิวทีฟ ราคาเริ่มต้น 2,900 บ. ห้องสตูดิโอ พรีเมียร์ ราคาเริ่มต้น 3,400 บ. ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธ.ค. 59

Place : ภายในอาคารเอฟ วาย ไอ เซ็นเตอร์ ใกล้รถไฟฟ้าใต้ดินศูนย์การประชุม แห่งชาติสิริกิติ์ ย่านคลองเตย โทร. 02-033-0888 เว็บไซต์ bangkok.modenabyfraser.com

Promotion : –

 

หนาวนี้ที่ สังขละบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/463799

หนาวนี้ที่ สังขละบุรี

โดย…สืบสิน ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เมื่อคราวที่แล้ว ผมและเพื่อนพ้องหลบเหนือไปเที่ยวหนาวถึง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ฟังดูหลายคนอาจจะแปลกใจว่า ทำไมถึงต้องหลบปีนเขาสัมผัสดอยหนาวทางภาคเหนือ ง่ายๆ เลยครับ เพียงแค่อยากเปลี่ยนมุมมองใหม่ๆ และที่นี่ก็ไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ เลยละครับ

อันว่า อ.สังขละบุรี นั้น เป็นอำเภอที่ติดต่อกับชายแดนเมียนมา ห่างจากตัวเมือง จ.กาญจนบุรี ไปประมาณ 215 กิโลเมตร เมืองชายแดนแห่งนี้รายล้อมด้วยธรรมชาติและขุนเขาอันสวยงามไม่แพ้ภาคเหนือ มีแม่น้ำซองกาเลียไหลจากต้นกำเนิดในประเทศเมียนมา พาดผ่านตัว อ.สังขละบุรี หล่อเลี้ยงผู้คนสองฟากฝั่งแม่น้ำ และเชื่อมสัมพันธ์ชนชาติมอญและกะเหรี่ยงมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

แม่น้ำซองกาเลียในภาษามอญแปลเป็นไทยว่า “ฝั่งโน้น” แม่น้ำซองกาเลียแบ่งแผ่นดิน อ.สังขละบุรี ออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งคือตัวอำเภอ ซึ่งรวมสถานที่ราชการและสถานที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว คนส่วนใหญ่เป็นคนไทยที่พูดภาษาไทย

 

อีกฝั่งหนึ่งเป็นหมู่บ้านของชาวมอญทั้งที่ตั้งรกรากมานานนับร้อยปี และเพิ่งอพยพเข้ามาใหม่ จึงทำให้ อ.สังขละบุรี มีความงามหลากหลาย ทั้งทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมของพี่น้องต่างเผ่าพันธุ์ ทั้งมอญ กะเหรี่ยง ไทย ลาว เมียนมา ฯลฯ

ตัว อ.สังขละบุรี ตั้งอยู่บริเวณที่เรียกว่า “สามประสบ” คือบริเวณพื้นที่ลำน้ำ 3 สาย อันได้แก่ ห้วยซองกาเลีย ห้วยบีคลี่ และห้วยรันตี ไหลมาบรรจบกันกับแม่น้ำแคว ที่เชื่อมต่อความสัมพันธ์ของไทยกับมอญอย่างแนบแน่นมาช้านานแล้วครับ

มาถึง อ.สังขละบุรี จุดที่ถือเป็นไฮไลต์ของที่นี่ ก็คือ สะพานมอญ หรือ “สะพานอุตตมานุสรณ์” เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศ มีความยาวประมาณ 1 กม. หลวงพ่ออุตตมะเป็นผู้ดำเนินการสร้าง โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้คนไทย กะเหรี่ยง และมอญ ได้สัญจรไปมาหาสู่กันได้โดยง่าย เป็นการสร้างความสัมพันธ์ของคนทั้ง 3 กลุ่ม สะพานมอญเป็นจุดท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวจะนิยมเดินชมสะพานเพื่อชมแสงสีพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า รวมถึงชมวิถีชีวิตของชาวไทยและมอญที่เดินข้ามไปมาหาสู่กันบนสะพาน

 

เมื่อครั้งหนึ่งสะพานได้ชำรุดและพังลงไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้ จึงมีการสร้างสะพานจำลองขึ้นมาแทน โดยรู้จักกันดีว่า สะพานลูกบวบ ที่ชาวมอญรวมพลังกันสร้างขึ้นมาทดแทน ซึ่งจะใช้วิธีการสร้างโดยใช้ไม้ไผ่มัดรวมกันแน่นๆ เป็นทุ่น แล้วตีไม้ไผ่ให้แบไว้เป็นทางเดิน นับเป็นสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งของชาวมอญ ถึงวันนี้แม้สะพานมอญจะบูรณะเสร็จแล้ว แต่สะพานลูกบวบก็ยังมีนักท่องเที่ยวและชาวมอญนิยมใช้กันอยู่

อีกหนึ่งสิ่งเป็นที่กล่าวขาน คือ เมืองแห่งนี้ได้ฉายาว่าเป็นเมืองบาดาล แต่ก่อนนั้นเมืองบาดาล ก็คือ วัดวังก์วิเวการามเดิม ที่หลวงพ่ออุตตมะและชาวบ้านอพยพชาวกะเหรี่ยงและมอญได้ร่วมกันสร้างขึ้นเมื่อปี 2496 ในบริเวณที่เรียกว่า สามประสบ ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำ 3 สาย ไหลมาบรรจบกัน เป็นวัดที่ชาวมอญให้ความเคารพและศรัทธา เป็นจุดเชื่อมโยงทางจิตใจของชาวมอญมาช้านาน

ต่อมาในปี 2527 มีการก่อสร้างเขื่อนเขาแหลมขึ้นมา จึงทำให้น้ำท่วมตัว อ.สังขละบุรีเก่า รวมทั้งวัดนี้ด้วย หลวงพ่ออุตตมะรวมทั้งผู้คนชาวมอญจึงได้ย้ายขึ้นมาสร้างวัดแห่งใหม่ที่อยู่บนเนินเขา โดยใช้ชื่อวัดเหมือนเดิมว่า วัดวังก์วิเวการาม ส่วนวัดเดิมก็จมอยู่ใต้น้ำมานานนับสิบปี

 

พอครั้งถึงช่วงฤดูแล้งราวเดือน มี.ค.-เม.ย. น้ำลดลงจะทำให้เห็นตัวโบสถ์โผล่พ้นน้ำทั้งหมด สามารถนั่งเรือและขึ้นไปเดินเที่ยวชมโบสถ์ได้ ส่วนในช่วงน้ำหลากน้ำจะก็ท่วมสูงเกือบทั้งหมด เหลือเพียงยอดของโบสถ์เท่านั้นที่โผล่ให้เห็น ทำให้ที่นี่มีเสน่ห์จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว Unseen Thailand ไปในที่สุด

นอกจากนี้ หลวงพ่ออุตตมะและชาวมอญยังร่วมกันสร้างเจดีย์พุทธคยา ซึ่งเป็นเจดีย์องค์ใหญ่ขึ้นมา โดยบนยอดเจดีย์ซึ่งประดับด้วยฉัตรทองคำหนัก 400 บาท เป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่หลวงพ่ออุตตมะอัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา โดยหลวงพ่ออุตตมะให้สร้างจำลองขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุกระดูกนิ้วหัวแม่มือขวาของพระพุทธเจ้าที่มีขนาดเท่าเมล็ดข้าวสารไว้เป็นที่สักการะของพุทธศาสนิกชน ยามที่พุทธคยาโดนแสงจากพระอาทิตย์อาบห่มจะสะท้อนสีทองอันเรืองรองงดงามมากทีเดียวครับ

ส่วนวัดวังก์วิเวการามที่ย้ายมาใหม่ ตั้งอยู่ห่างจากเจดีย์พุทธคยาไม่มากนัก มีวิหารริมแม่น้ำ ประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนอันงดงามและเป็นที่จำพรรษาของหลวงพ่ออุตตมะ ซึ่งประชาชนชาวไทย ชาวมอญ รวมทั้งกะเหรี่ยงและเมียนมาที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นเคารพนับถือ

 

ประวัติการสร้างวัดวังก์วิเวการามนั้น บอกไว้ว่า วัดแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 2499 หลวงพ่ออุตตมะร่วมกับชาวบ้านที่เป็นชาวกะเหรี่ยงและชาวมอญได้พร้อมใจกันสร้างศาลาวัดขึ้นมา โดยใช้เวลาสร้างเสร็จในเดือน 6 ของปีนั้นนั่นเอง

แต่เนื่องจากยังมิได้มีการขออนุญาตจากกรมการศาสนา วัดที่สร้างเสร็จจึงมีฐานะเป็นสำนักสงฆ์ แต่ชาวบ้านโดยทั่วไปเรียกว่า “วัดหลวงพ่ออุตตมะ”

มาถึงที่ อ.สังขละบุรี นอกจากจะได้ชื่นชมพลังศรัทธาของชาวมอญและกะเหรี่ยงแล้ว เรายังได้ชื่นชมวิถีชีวิตของชาวมอญ ซึ่งนับย้อนกันไปไกลทีเดียว เพราะหมู่บ้านชาวมอญที่อยู่อีกฟากฝั่งนั้นเริ่มต้นอพยพมาจากอำเภอเย จังหวัดมะละแหมง ในรัฐมอญ ประเทศเมียนมา ตั้งแต่ปี 2494

 

ปัจจุบันชาวบ้านส่วนมากมีสถานะเป็นผู้พลัดถิ่นสัญชาติเมียนมา ซึ่งไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนไทย ชาวมอญที่นี่มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ยิ้มแย้มแจ่มใส ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนอย่างเป็นกันเอง

สิ่งที่เป็นเสน่ห์ของหมู่บ้านมอญอีกอย่าง คือ ยังคงหลงเหลือวัฒนธรรมแบบมอญที่ค่อนข้างชัดเจน และคนที่นี่ยังคงพูดภาษามอญ แต่งกายแบบชาวมอญ และที่เห็นปุ๊บก็รู้เลยว่าเป็นสาวมอญ ก็คือ การเทินสิ่งของไว้บนศีรษะอย่างชำนิชำนาญ แถมยังฉาบใบหน้าด้วยแป้งทานาคา เครื่องสำอางจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ไปในที่สุด