การเดินทางของ ชาติ สุชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มีนาคม 2559 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/422390

การเดินทางของ ชาติ สุชาติ

โดย…รอนแรม ภาพ… ภัทรชัย ปรีชาพานิช, สุชาติ

การเดินทางทำให้ ชาติ-สุชาติ แซ่เห้ง แต่งเพลง “การเดินทาง” ซิงเกิ้ลแรกที่ถ่ายทอดความหมายคำว่าการเดินทางในรูปแบบของเขาเอง

นิยามการเดินทาง

“เพลงการเดินทางแต่งตอนอยู่บนรถ” เขาเท้าความ โดยเนื้อหาเปรียบการเดินทางเหมือนความรักที่ต้องเดินไปด้วยกัน เรียนรู้ไปพร้อมกัน จึงเกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน

“ผมต้องการเล่าว่าการเดินทางในความหมายของผมคือ มนุษย์ที่ต้องเจอสิ่งต่างๆ เราจึงต้องเรียนรู้มัน เพื่อทำความเข้าใจว่ามันคืออะไร เหมือนชีวิตการเรียน ชีวิตการทำงานของทุกคน” และเมื่อถามถึงประสบการณ์ที่ทำให้เขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ เขาแทบตอบทันทีว่า “ทุกอย่าง” หมายความว่าทุกย่างก้าว ทุกช่วงเวลาคือการเรียนรู้

“ตั้งแต่เราเกิดมา เราก็เรียนรู้จากพ่อแม่ ตั้งแต่กระบวนการเรียนในสิ่งที่ไม่รู้ไปจนถึงการตัดสินใจด้วยตัวเอง ผมว่าเราทุกคนเดินทางมาตลอดและจะเดินทางไปตลอดชีวิต” เขากล่าว

 

การเดินทางของนักแต่งเพลง

ชาติเป็นคนหาดใหญ่ เพิ่งเข้ากรุงเทพฯ เมื่อปีที่ผ่านมาพร้อมกับหน้าที่นักร้องในสังกัดค่ายเพลง วอท เดอะ ดั๊ก (What the duck) ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีขึ้นมากรุงเทพฯ บ้างเพื่อร่วมการแข่งขัน เดอะ วอยซ์ ซีซั่น 3

“ตอนอยู่หาดใหญ่ผมเล่นดนตรี โชคดีมีร้านอาหารของตัวเองชื่อร้านสำนักงาน ผมจะเล่นที่นั่นเป็นหลัก แต่หลังจากเข้ากรุงเทพฯ ก็นานๆ จะกลับไปที ถ้างานน้อยหน่อยก็มีเวลากลับไป” เขายังกล่าวด้วยว่า ชีวิตในกรุงเทพฯ ไม่ต่างจากหาดใหญ่มากนัก เพราะยังทำงานเป็นนักร้อง นักดนตรี ทำเพลงของตัวเองเหมือนเดิม แต่คงจะต่างกันตรงที่เวลา เพราะดูเหมือนว่าเวลาในกรุงเทพฯ จะมีน้อยกว่าแต่ก่อน

“ตั้งแต่เข้ากรุงเทพฯ ไม่ได้ออกไปเที่ยวไหนเลย พอกลับถึงบ้าน (ที่กรุงเทพฯ) ก็อยากอยู่บ้านมากกว่า” ซึ่งเมื่อถามถึงแหล่งแรงบันดาลใจในการเขียนเพลงซึ่งคนภายนอกมักคิดว่าจะเกิดขึ้นริมทะเลหรือระหว่างนั่งมองพระอาทิตย์ขึ้น แต่สำหรับชาติ เขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องเล่าของคนรอบข้าง การดูหนัง แม้กระทั่งความคิด ณ ขณะนั้น

 

“เหมือนเรานั่งอยู่แล้วมีความคิดบางอย่างวิ่งเข้ามา มันเหมือนเป็นโจทย์หนึ่งข้อ จากนั้นเนื้อเพลงจะออกมาเอง สำหรับผมมันเป็นแบบนั้นมากกว่า ผมไม่ได้ออกไปตามหาแรงบันดาลใจที่ไหน เพราะมันเจอได้ตามข้างทาง เดินๆ อยู่ข้างถนนเราก็เจอได้”

อย่างไรก็ตาม มีหลายเพลงที่แต่งไม่จบ แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่แต่งต่อ เพราะเมื่อเกิดเนื้อเพลงขึ้นมาก็จะไปเติมเต็มให้แต่ละเพลงสมบูรณ์ อย่างซิงเกิ้ลแรกเพลงการเดินทางที่เกิดขึ้นขณะอยู่บนรถ รวมถึงซิงเกิ้ลที่สองเพลงแหงน ที่แต่งเนื้อร้องและทำนองเองเช่นกัน โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรู้สึกเหงาและเศร้าที่ต้องสูญเสียความรัก ซึ่งตรงข้ามกับความรักของเขาอย่างสิ้นเชิง

การเดินทางของศิลปิน

ปีนี้ชาติอายุ 27 ปี ซึ่งในช่วงวัยรุ่นเขาสารภาพว่าเคย “บู๊” มาก่อน อย่างประสบการณ์ที่หลีเป๊ะสมัยเรียนมหาวิทยาลัย “ตอนนั้นผมกับเพื่อนไปเล่นดนตรีที่หลีเป๊ะ ไปเที่ยวเหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่พวกผมเปิดวงเล่นดนตรีกันเอง ซึ่งทำให้ผมเจอสิ่งที่ไม่เคยเห็นคือ มีฝรั่งมายืนฟังแล้วเข้ามาแจม บางคนใช้เครื่องดนตรีที่มีมาร่วมเล่นด้วย ทั้งที่เราก็พูดภาษาอังกฤษไม่เป็น แต่มันรู้สึกดี ซึ่งผมอยากได้ภาพแบบนั้นกลับมาอีกสักครั้งหนึ่ง” เขากล่าว

 

ชาติชอบเล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็ก เท่าที่จำได้เขาเล่าว่าเหตุที่เลือกจับกีตาร์เพราะเท่ เล่นแล้วสาวกรี๊ด แต่พอได้คลุกคลีมากเข้าก็เริ่มรักกีตาร์จนถึงขั้นจริงจัง “ตอนแรกๆ มันอยู่ระหว่างความเท่และความรัก จนเข้ามหาวิทยาลัยผมถึงสลัดเรื่องเท่ออกไป คือสาวๆ ไม่ต้องมาฟังก็ได้ แต่ผมอยากเล่น”

สิ่งที่ทำให้คนจดจำชาติ สุชาติ ได้คือน้ำเสียงที่หลายคนบอกว่านุ่มลึก (ตัวเขาเองยังไม่ทราบว่าเรียกว่าอะไร) และวิธีร้องที่นักร้องแต่ละคนใช้ไม่เหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้น เขายังอยากเขียนเพลงให้ศิลปินคนอื่น แต่ยังไม่พร้อมในตอนนี้

“ผมยังมีความกลัวอยู่ กลัวว่าจะมองศิลปินคนนั้นไม่ขาดแล้วไปเขียนเพลงที่ไม่เข้ากับเขา กลัวจะเอาตัวเองใส่ไปในเพลงมากเกินไปจนลืมเขา ผมกลัวเรื่องนี้อยู่” เขาทิ้งท้าย

นอกจากนี้ ชีวิตประจำวันของชาติ สุชาติ ในวันที่มีแฟนคลับ ในวันที่มีคนดูมิวสิควิดีโอในยูทูบมากกว่า 90,556,391 วิว ในวันที่ชื่อเสียงน่าจะทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปบ้าง แต่เขากลับตอบว่า “ไม่” ทั้งขนาดของพื้นที่ส่วนตัวที่ยังมีอยู่เหมือนเดิม หรือแม้กระทั่งความคิดที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง

โลกของชาติ

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ ชาติอยากให้โลกใบนั้นเต็มไปด้วยต้นไม้ “หลายอย่างที่ตอนนี้โลกเรามี ผมไม่อยากให้มีในโลกของผม เช่น ตอนนี้โลกเรามีมือถือเยอะแต่มีต้นไม้น้อย ผมอยากให้มันสลับกัน อยากให้คนมีอารมณ์โกรธน้อยกว่านี้ ถ้าเป็นไปได้อยากให้โลกไม่มีความโกรธเลย ฟังแล้วเหมือนโลกสวย แต่มันคือความจริง” นอกจากนี้ อีกไอเดียเขาอยากย้อนกลับไปในยุคที่ยังไม่มีเทคโนโลยี ยุคที่มนุษย์ยังต้องพึ่งพาและอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ไม่ใช่พึ่งพาเงินอย่างเช่นปัจจุบัน

ขณะนี้ชาติกำลังทำซิงเกิ้ลที่ 3 ซึ่งแน่นอนว่าเขาลงมือแต่งเพลงเองเหมือนเดิม ติดตามการเดินทางครั้งต่อไปของเขาได้ที่เฟซบุ๊ก chartsuchartofficial

 

ไปเมืองคาวาซากิ แวะพิพิธภัณฑ์โดราเอมอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มีนาคม 2559 เวลา 10:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/421248

ไปเมืองคาวาซากิ แวะพิพิธภัณฑ์โดราเอมอน

โดย…คาเอรุ

เปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2011 ในช่วงแรกๆ ที่ พิพิธภัณฑ์ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ (Fujiko F. Fujio Museum) เปิดให้บริการนั้นต้องซื้อตั๋วล่วงหน้ากันเป็นเดือนๆ หลายคนไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วอดไปชม เพราะหาซื้อตั๋วไม่ได้ แต่ตอนนี้สถานการณ์น่าจะดีขึ้นแล้ว

พิพิธภัณฑ์ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ รู้จักกันในนามพิพิธภัณฑ์โดราเอมอน (Doraemon Museum) คาแรกเตอร์การ์ตูนชื่อดังที่สุดของเขา ทว่าภายในเล่าเรื่องราวชีวิตและผลงานที่มีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นผีน้อยคิวทาโร่, ปาแมน, ตำรวจกาลเวลา, เจ้าหนูนักประดิษฐ์, สาวน้อยมหัศจรรย์ ฯลฯ ภายใต้นามปากกา ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ ซึ่งเป็นนามปากกาของฮิโรชิ ฟูจิโมโต และโมโทโอะ อาบิโกะ ซึ่งเมื่อดูตามชื่อของพิพิธภัณฑ์แล้ว เรียกว่าเน้นเรื่องราวของ ฮิโรชิ ฟูจิโมโต ซึ่งรู้จักกันในนาม ฟูจิโกะ เอฟ. ฟูจิโอะ มากกว่า (โมโทโอะ อาบิโกะ รู้จักกันในนาม ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ เอ.) โดยภายหลังทั้งคู่บอกศาลาแยกกันเดินคนละทางอย่างน่าเสียดาย

พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ในเมืองคาวาซากิห่างจากกรุงโตเกียวไปไม่ไกล ก่อนจะเดินทางไปเยี่ยมชมต้องหาซื้อตั๋วเข้าให้ได้เสียก่อน โดยต้องไปซื้อที่ตู้ลอปปิ (Loppi) ในร้านลอว์สันที่ญี่ปุ่น โดยกดเข้าไปที่ช่องพิพิธภัณฑ์ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ ที่หน้าจอ (สังเกตภาษาญี่ปุ่นที่มีตัว F อยู่ตรงกลาง) แล้วเครื่องก็จะพาเข้าไปที่เมนูซึ่งมีแต่ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น

 

ขั้นแรก คือ ต้องใส่รหัสเดือนที่จะเข้าชม เช่น จะไปเดือน เม.ย. ก็กด 350004 หรือเดือน พ.ค. ก็ 350005 เสร็จแล้วกดปุ่มขวาบนบนหน้าจอ จากนั้นเลือกวันที่ที่จะไปชม (พิพิธภัณฑ์หยุดทุกวันอังคาร) กดต่อไปจะให้เลือกรอบ ซึ่งมี 4 รอบต่อวัน คือเวลา 10.00/12.00/14.00 และ 16.00 น. เลือกแล้วกดปุ่มตรงกลางจอ จากนั้นเลือกตั๋วและจำนวนที่จะซื้อ คือ ผู้ใหญ่ 1,000 เยน (ราว 312 บาท) เด็กมัธยมคนละ 700 เยน (218 บาท) เด็กอายุ 4 ขวบขึ้นไป 500 เยน (156 บาท) เด็กต่ำกว่า 4 ขวบเข้าฟรี เสร็จแล้วกดปุ่มเหลืองด้านล่างขวา เครื่องลอปปิจะออกบิลให้ไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ และทางลอว์สันจะออกตั๋วให้ (ดูวิธีซื้อ http://l-tike.com/fujiko-m/english/)

หน้าพิพิธภัณฑ์ฯ ไม่มีตั๋วขาย เพราะฉะนั้นต้องซื้อไปให้เรียบร้อย ซึ่งเขาจำกัดผู้เข้าชมรอบละ 500 คน หากตั๋วเต็มในรอบที่เราเลือกเครื่องจะเออเรอร์ซื้อตั๋วไม่ได้ ให้ลองเปลี่ยนวัน เปลี่ยนรอบดูใหม่จนกว่าจะสำเร็จ

ใครจะไปเที่ยวช่วงหยุดยาวของไทย กลัวรอไปซื้อที่ญี่ปุ่นแล้วไม่ได้ตั๋ว ลองเข้าไปซื้อที่ https://www.govoyagin.com/activities/japan-kawasaki-lets-get-ticket-for-fujiko-f-fujio-doraemon-museum/724?lang=en ล่วงหน้า ราคารวมการส่งให้ถึงโรงแรมที่พักในญี่ปุ่น ผู้ใหญ่คนละประมาณ 979 บาท

 

ได้ตั๋วแล้วก็มาเดินทางกันเลย การเดินทางแบบง่ายที่สุด คือ ไปขึ้นรถสายโอดาเกียว (Odakyu) ที่สถานีชินจุกุ (Shinjuku) ไปลงสถานีโนโบริโตะ (Noborito) ซึ่งใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที (อย่าลืมเลือกรถไฟแบบเอ็กซ์เพรสเพื่อความรวดเร็ว) ไปถึงโนโบริโตะแล้วเดินตามป้ายบอกทางไปขึ้นรถบัสต่อไปยังพิพิธภัณฑ์ฯ ซึ่งรถบัสจะเพนต์เป็นรูปตัวการ์ตูนต่างๆ มีทั้ง โดราเอมอน ปาแมน ผีน้อยคิวทาโร่ ฯลฯ

ไปถึงหน้าพิพิธภัณฑ์ เจ้าหน้าที่จะเริ่มให้เข้าคิวราว 15 นาทีก่อนเวลาบนตั๋ว โดยสามารถไปเลตตามแต่ละรอบได้ราว 30 นาที หลังจากนั้นจะไม่สามารถเข้าชมได้ (แถมไม่มีตั๋วขายใหม่อีกต่างหาก)

ก่อนจะเข้าชม เจ้าหน้าที่จะอธิบายกฎกติกาในการเยี่ยมชม ตั๋วสามารถไปแลกอุปกรณ์ออดิโอเพื่อฟังคำธิบายจุดต่างๆ ได้ฟรี โดยมีให้เลือกทั้งภาษาญี่ปุ่น จีน และอังกฤษ แล้วก็ยังมีตั๋วชมภาพยนตร์ขนาดสั้นให้ด้วย ในการชมพิพิธภัณฑ์ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพหรือใช้เสียง โดยสามารถเลือกชมจุดต่างๆ ได้แบบไม่ต้องเรียงตามตัวเลข

 

แม้จะพูดถึงการทำงานมังงะ (Manga) ตลอดระยะเวลาของชีวิตฮิโรชิ ฟูจิโมโต ทว่า โดราเอมอนคือเนื้อหาหลักที่เล่าไว้ในพิพิธภัณฑ์ฯ ซึ่งเจาะกลุ่มเด็กและผู้ใหญ่ที่เติบโตขึ้นมากับเจ้าหุ่นยนต์แมวไม่มีหูจากศตวรรษที่ 22 โดยเฉพาะบรรดาชิ้นงานดั้งเดิมแท้ๆ ของโดราเอมอนและการ์ตูนเรื่องอื่นๆ เบื้องหลังการ์ตูนตอนสำคัญ และจังหวะชีวิตในแต่ละช่วงของนักเขียนการ์ตูนดัง

อย่างเช่น เนื้อหาจากตอน The Woodcutter’s Spring ที่เป็นไฮไลต์หนึ่งของพิพิธภัณฑ์ เล่าเป็นวิดีโอเอาไว้ด้วย โดยฟูจิโกะ ฟูจิโอะ นำเรื่องราวนิทานอีสปอย่างเทพารักษ์กับคนตัดไม้มาเล่าในการ์ตูน เป็นตอนที่โนบิตะอยากได้ถุงมือเบสบอลใหม่ โดราเอมอนจึงนำเอาของวิเศษออกมา เป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ให้โนบิตะโยนถุงมือเก่าลงไป จะมีนางฟ้านำถุงมือใหม่ๆ ขึ้นมาจากน้ำ และต้องตอบว่า ไม่ใช่ๆ นางฟ้าจะเห็นว่าซื่อสัตย์แล้วจะได้ของใหม่นั้นไว้ ไจแอนต์ ซึ่งขนของเล่นเก่าๆ มาเพียบ พลัดตกลงไปในบ่อ แล้วนางฟ้าก็ส่งไจแอนต์เวอร์ชั่นหล่อคืนมาให้ พอพวกโนบิตะบอกว่า ไม่ใช่ๆ ไจแอนต์ตัวจริงที่พยายามตะเกียกตะกายขึ้นมา เลยโดนนางฟ้าดึงกลับลงน้ำ ให้แต่ไจแอนต์หล่อคืนมา (ที่ลานด้านนอกมีบ่อ Woodcutter’s Spring ให้น้องๆ ช่วยกันนำไจแอนต์หล่อขึ้นมาจากน้ำด้วย)

นิทรรศการชั้น 2 เปิดฉากอย่างน่าประทับใจ ด้วยโต๊ะทำงานจำลองที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจจากตุ๊กตุ่นตุ๊กตาต่างๆ รวมถึงภูมิความรู้จากชั้นหนังสือขนาดใหญ่สูงจรดเพดาน อันเป็นที่มาของเรื่องราวต่างๆ ที่ถ่ายทอดลงเป็นการตูนสำหรับเด็ก

 

เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่ 36 ของการสร้างหนังการ์ตูนโดราเอมอนขนาดยาว จึงจะมีการฉายภาพยนตร์เรื่อง Doraemon The Movie 36 : Nobita And The Birth Of Japan 2016 นิทรรศการชั้น 2 จึงอุทิศให้เรื่องราวจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ย้อนเวลาไปยังยุคไดโนเสาร์ รวมทั้งพูดถึงเนื้อหาในการ์ตูนของฟูจิโกะ ฟูจิโอะ ที่มักเล่าเรื่องของการเดินทางข้ามกาลเวลา ไม่ว่าจะเป็นโดราเอมอนเอง หรือเจ้าหนูนักประดิษฐ์ที่ค้นพบสมุดบันทึกการสร้างเครื่องไทม์แมชชีนของคุณปู่ทวด หรือตำรวจกาลเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่จับโจรข้ามเวลา ฯลฯ

ปิดท้ายส่วนนิทรรศการจริงๆ ด้วยข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของ ฮิโรชิ ฟูจิโมโต พร้อมวิดีโอครอบครัวของเขาที่ฟังแล้วต้องซาบซึ้งถึงขั้นน้ำตารื้น โดยส่วนตัวรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เพียงพิพิธภัณฑ์ที่เล่าเรื่องมังงะชื่อดังธรรมดาๆ ทว่า ชีวิตของเขาช่างสร้างแรงบันดาลใจได้มากมายจริงๆ

จากห้องนิทรรศการออกมาเป็นห้องอ่านการตูน ที่เต็มไปด้วยมังงะภาษาญี่ปุ่นให้นั่งอ่านกันได้ฟรีๆ ออกมาตรงนี้ให้ไปจองคิวชมภาพยนตร์สั้นที่ฉายทุกๆ 20 นาที ถ้ายังไม่ถึงรอบก็เข้าห้องน้ำ อ่านการ์ตูน หรือถ่ายรูปเล่นไปพลางๆ ก่อน

 

หลังจบหนังสั้นที่จะเวียนเรื่องฉายไปเรื่อยๆ ประตูอีกด้านจะเปิดออกให้เราเข้าไปยังสวน และมีบันไดวนขึ้นสู่ชั้น 3 ที่จะมีตัวการ์ตูนมากมายให้ได้ถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ไม่ว่าจะเป็นผีน้อยคิวทาโร่ ปาแมน แต่ส่วนใหญ่มาจากเรื่องโดราเอมอน ทั้งโดเรมี โนบิตะกันไดโนเสาร์ แล้วยังมีประตูไปไหนก็ได้ กับสนามเด็กเล่นของกลุ่มโนบิตะอีกด้วย

ก่อนกลับอย่าพลาดลิ้มรสอาหารญี่ปุ่นที่นอกจากสร้างสรรค์เป็นลายการ์ตูนของฟูจิโกะ ฟูจิโอะได้น่ารักแล้ว รสชาติยังอร่อยใช้ได้ นอกจากนี้ร้านขายของที่ระลึกก็มีสิ่งของมากมาย ทั้งของฝากและของสะสมให้กระจายรายได้สู่เมืองคาวาซากิกันอีกเพียบ

ขากลับถ้ายังไม่เย็นจนเกินไป ลองขอแผนที่ถนนเมืองคาวาซากิ ที่สามารถเดินไปยังสถานีรถไฟโนโบริโตะได้สบายๆ พร้อมชมเมือง และบรรดารูปปั้นตัวการ์ตูนตามมุมต่างๆ ของเมืองได้แบบเพลินๆ

 

 

สีสันท่องเที่ยว ที่ Meo Vac

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2559 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/421122

สีสันท่องเที่ยว ที่ Meo Vac

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

การเดินทางมาเที่ยวทางตอนเหนือของประเทศเวียดนามนั้น นอกจากความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ความสวยงามของวิวภูเขา ความหลากหลายของศิลปวัฒนธรรมที่มีให้เห็น  ให้สัมผัส อยู่ตลอดเส้นทางการเดินทางแล้ว ทางตอนเหนือของเวียดนามยังเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขาชนเผ่ากลุ่มต่างๆ เป็นจำนวนมาก  และโดยส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นชาวเขาเผ่าม้ง ซึ่งกระจายตัวอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ทางตอนเหนือ และไม่ว่าจะเดินทางไปที่หมู่บ้านใดหรือจังหวัดใดก็ตาม ก็มักจะพบเห็นชาวม้งอยู่เสมอๆ และนี่ถือเป็นอีกหนึ่งสีสันที่ไม่ควรพลาดของการเดินทางไปเที่ยวทางตอนเหนือเวียดนาม

หากเดินทางไปเที่ยวที่จังหวัดห่าซาง (Ha Giang) และอยากเห็น อยากสัมผัสกับสีสันของชาวเผ่าต่างๆ ก็ต้องเดินทางไปยังเขตเหมี่ยวแหวก (Meo Vac) ซึ่งอยู่ห่างจากเขตด่งหวาน (Dong Van) เพียง 20 กิโลเมตรเท่านั้น และในระหว่างการเดินทางไปยังเขตเหมี่ยวแหวกนั้น ก็สามารถแวะชมความสวยงามของธรรมชาติที่บริเวณจุดแวะพัก  ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อบริการนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ซึ่งจุดแวะพักนี้ตั้งอยู่บริเวณริมถนนทางหลวงหมายเลข 4 ที่เชื่อมการเดินทางจากเมืองห่าซาง ด่งหวาน และเหมี่ยวแหวก โดยในอดีตนั้นยังไม่มีถนนที่สามารถสัญจรไปมาระหว่างสามเขตนี้ได้ ชาวบ้านบางคนต้องเดิน บางคนต้องขี่ม้า และใช้เวลานานหลายวันกว่าจะถึงที่หมาย ถนนเส้นนี้จึงเป็นถนนเส้นแรกที่ถูกสร้างขึ้น หลังจากที่ทางตอนเหนือของเวียดนามได้รับเอกราช ซึ่งมีระยะทางกว่า 300 กิโลเมตร ใช้เวลาสร้างนานกว่า 6 เดือน และโดยเฉพาะเส้นทางจากด่งหวานไปยังเหมี่ยวแหวกนั้น ระยะทางเพียง 20 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาสร้างถึง 11 เดือน โดยต้องเกณฑ์ชาวบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียงมาช่วยกันสร้าง จนในที่สุดก็สำเร็จลงได้ และจากการร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านในครั้งนั้น จึงทำให้ถนนบริเวณจุดแวะพักนี้ถูกขนานนามว่าเป็นถนนแห่งความสุข หรือ Happiness Road

สีสันจากโซนขายสินค้าท้องถิ่น

 

บริเวณจุดแวะพัก นอกจากจะมองเห็นเส้นทางคดเคี้ยวของถนนแห่งความสุขได้ชัดเจนแล้ว บริเวณนี้ยังสามารถมองเห็นวิวของช่องเขาที่มีแม่น้ำญอเขว๋ (Nho Que) ตัดผ่าน นั่นก็คือ ช่องเขาหมาปี๋เหล่ง (Ma Pi Leng) ซึ่งเป็นช่องเขาที่สามารถมองจากจุดแวะพักลงไป บริเวณช่องเขานี้ถือเป็นช่องเขาที่แคบและลึกที่สุดของประเทศเวียดนาม เปรียบเสมือนเป็นแกรนด์แคนยอนของประเทศเลยก็ว่าได้

จากจุดแวะพัก ใช้เวลาไม่นานก็จะถึงเขตเหมี่ยวแหวก (Meo Vac) ซึ่งเขตนี้ถือเป็นเขตที่รวบรวมชาวเขาเผ่าต่างๆ ไว้มากที่สุดของจังหวัดห่าซาง เขตนี้เป็นเขตเล็กๆ ที่โอบล้อมไปด้วยภูเขาสูง เป็นเขตที่มีพื้นที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวครบครัน ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งสถานที่ขึ้นชื่อ ที่เป็นเหมือนจุดดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมายังเขตนี้ นั่นก็คือ ตลาดนัดวันอาทิตย์ ตลาดที่รวมพ่อค้าแม่ค้าชาวเขาเผ่าต่างๆ ไว้มากที่สุด และที่ตลาดแห่งนี้ก็ถือเป็นตลาดซื้อขายปศุสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดห่าซางอีกด้วย

แม่ค้าชาวเขานำลูกหมูมาขาย

 

ตลาดนัดวันอาทิตย์ของเขตเหมี่ยวแหวกนี้ จะมีพ่อค้าแม่ค้าชาวเขาที่เดินทางลงมาจากบนเขา เพื่อนำสินค้าท้องถิ่นของตนเองลงมาขาย และนอกจากนี้ชาวบ้านทั่วไปก็เดินทางมาจับจ่ายซื้อข้าวของเครื่องใช้กันเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่จะเดินทางออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด และเมื่อซื้อของเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็จะเดินทางกลับขึ้นไปในช่วงบ่ายหรือช่วงเย็น นั่นก็เพราะว่า ระยะทางและการเดินทางยังไม่สะดวกสบายมากนัก

ตลาดนัดแห่งนี้นอกจากจะเป็นศูนย์กลางการซื้อขายสินค้าของชาวเขาแล้ว ที่นี่ยังเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจที่จะเดินทางมาเห็นและสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง ด้วยสีสันจากเสื้อผ้าของชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่นไม่ซ้ำกันแล้ว สีสันของบรรยากาศในตลาดทุกๆ เช้าวันอาทิตย์ก็ทำให้ผู้ที่ได้มาพบเห็น ได้มาอยู่ในบรรยากาศแบบนี้ก็พลอยสนุกเพลิดเพลินไปด้วย อีกทั้งยังได้เห็นการซื้อขายปศุสัตว์ของชาวบ้าน ที่นับวันภาพวิถีชีวิตแบบนี้จะหาดูได้ยากเต็มที

พ่อค้ากับวัวที่รอการซื้อขาย

 

ในอดีตนั้นการจะพาสัตว์ของตนเดินทางมาที่ตลาดแห่งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะถ้าเป็นพ่อค้าแม่ค้าที่ต้องการนำสัตว์มาขาย บางคนต้องเดินเท้าออกจากบ้านตั้งแต่เที่ยงคืน เพื่อให้มาถึงตลาดในช่วงเช้ามืดพอดี แต่ในปัจจุบันมียานพาหนะ มีถนนหนทางที่สะดวกมากขึ้น ก็ช่วยลดระยะเวลาและความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไปได้บ้าง และเมื่อการซื้อขายเริ่มต้นขึ้น เสียงสัตว์ร้องผสมผสานกับเสียงของพ่อค้าในบริเวณโซนด้านท้ายตลาดก็ดังขึ้น เป็นเหมือนสัญญาณของการเริ่มต้นซื้อขาย โดยสัตว์ที่นิยมซื้อขายกันเป็นอันดับหนึ่งคือ วัว โดยจะมีราคาตั้งแต่ประมาณ 5 ล้านด่อง ไปจนถึง 20 ล้านด่อง ซึ่งวิธีการซื้อขายนั้น พ่อค้าจะนำวัวของตนเองมาโชว์ตัวให้กับกลุ่มลูกค้าที่สนใจได้พิจารณาคุณสมบัติและต่อรองราคากัน นอกจากวัวแล้วก็ยังมีหมู และสุนัขอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าที่ขึ้นชื่อของตลาดแห่งนี้อีกอย่างหนึ่งก็คือ เหล้าข้าวโพด ถือเป็นสินค้าท้องถิ่นที่สะดุดตานักท่องเที่ยวที่มีโอกาสได้มาเยือน ก็เพราะว่าที่นี่ไม่มีกฎหมายห้ามจำหน่ายสุราหรือของมึนเมา แต่สามารถขายและชิมกันได้อย่างเปิดเผย และนี่ถือเป็นอีกหนึ่งสีสันของตลาดแห่งนี้ โดยส่วนใหญ่คนขายจะเป็นผู้หญิง บางคนก็ยืน บางคนก็นั่ง เรียงแถวพร้อมกับแกลลอนใส่เหล้าของตนเอง บางครั้งก็ผลัดกันชิมเหล้ากันไปมา จนกลายเป็นภาพที่น่ารักสำหรับผู้ที่ได้พบเห็นไปเสียแล้ว

ซื้อของแล้วก็ขอนัดพูดคุยกันสักหน่อย

 

เขตเหมี่ยวแหวกเป็นเพียงเขตเล็กๆ ที่ไม่ได้มีสถานที่สำคัญ หรือสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อเหมือนกับเขตอื่นๆ ที่เราได้เดินทางไป แต่ที่นี่คือจุดศูนย์รวมชาวเขาเผ่าต่างๆ ไว้มากที่สุด และที่นี่ก็ยังเป็นที่ที่มีสีสันมากที่สุด หากการเดินทางไปท่องเที่ยวยังสถานที่ใด หรือประเทศใดๆ ก็ตาม นอกจากความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ความสวยงามของวิวทิวทัศน์ต่างๆ แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ที่จะทำให้การเดินทางในครั้งนั้นสมบูรณ์แบบและเต็มอิ่มกับความประทับใจแบบครบทุกมิติ ก็ไม่ควรพลาดที่จะหาโอกาสเดินทางไปสัมผัสกับความหลากหลายของผู้คนในพื้นที่นั้นๆ เพราะไม่ใช่แค่เราจะได้เห็น แต่เราจะได้รับรู้และเข้าใจผู้คนในพื้นที่หรือประเทศนั้นๆ ให้มากยิ่งขึ้น และถ้าหากการเดินทางของเราได้รับครบทุกมิติ รับรองว่าจะเป็นอีกหนึ่งการเดินทางที่เราจะประทับใจไปอีกนานแสนนาน

เรื่องราวความน่าสนใจของประเทศเวียดนามทางตอนเหนือยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ สามารถติดตามต่อได้ในฉบับต่อไป หรือถ้าอยากติดตามชมภาพความประทับใจเหล่านี้ก็สามารถติดตามได้ทางรายการโลก 360 องศา ทุกคืนวันเสาร์ ทาง ททบ.5 เวลา 21.20 น. โดยประมาณ

 

Travel Update

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2559 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/421120

Travel Update

โดย…กาญจนา

แพ็กเกจซูเปอร์เซฟ อมารี บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

อมารี บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด โรงแรมธีมฟุตบอลแห่งแรกในประเทศไทย ออกแพ็กเกจ Super Saver สำหรับการเข้าพักในห้องดีลักซ์ 3 วัน 2 คืน ราคาเริ่มต้นคืนละ 2,752บาท ประกอบด้วยอาหารเช้า เซตอาหารไทยมื้อค่ำเช็กอินได้ตั้งแต่เวลา 10.00 น. และเช็กเอาต์ได้จนถึงเวลา 15.00 น. เข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้-30 มิ.ย. 2559แพ็กเกจนี้รวมจองห้องพักทาง www.amari.com/buriram-united

 

ฉลองอีสเตอร์ที่ อมารี ภูเก็ต

ช่วงเวลาแห่งการฉลองวันอีสเตอร์ใกล้เข้ามาแล้ว โรงแรมอมารี ภูเก็ต จึงจัดแพ็กเกจอีสเตอร์ราคาเริ่มต้น 23,715 บาท สำหรับการเข้าพัก 4 วัน 3 คืน ระหว่างวันที่ 25-30 มี.ค. 2559 ผู้เข้าพักจะได้รับสิทธิพิเศษ ได้แก่ บริการรถรับ-ส่งสนามบินภูเก็ต เครื่องดื่มสมุนไพรต้อนรับ บริการเตียงเสริมฟรี อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ มื้อค่ำที่ห้องอาหารลากริตต้า และกิจกรรมสันทนาการสำหรับเด็กๆ ตลอดการเข้าพัก สำรองห้องพักได้ตั้งแต่วันนี้ โทร. 076-340-106-14 ต่อ 8033 และ 8034

 

คาเธ่ย์ แปซิฟิค บินครอบคลุมอเมริกาเหนือ

สายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค พร้อมพาชาวไทยเปิดประสบการณ์ในทวีปอเมริกาเหนือ ด้วยบริการเที่ยวบินสู่ลอสแองเจลิส ซานฟรานซิสโก ชิคาโก นิวยอร์ก บอสตัน โตรอนโต และแวนคูเวอร์ โดยปัจจุบันให้บริการเที่ยวบินตรงสู่ลอสแองเจลิส 4 เที่ยวบิน/สัปดาห์ ซานฟรานซิสโก 17 เที่ยวบิน/สัปดาห์ ชิคาโก 10 เที่ยวบิน/สัปดาห์ นิวยอร์ก 5 เที่ยวบิน/วัน และบอสตัน 4 เที่ยวบิน/สัปดาห์ โดยยังให้บริการบินตรงจากฮ่องกงไปโตรอนโต10 เที่ยวบิน/สัปดาห์ และแวนคูเวอร์ 2 เที่ยวบิน/วันอีกด้วย ลอสแองเจลิสเริ่มต้น24,530 บาท นิวยอร์กเริ่มต้น 29,920 บาท แวนคูเวอร์เริ่มต้น 25,530 บาท และโตรอนโตเริ่มต้น 34,120 บาท จองได้ทาง www.cathaypacific.com/th หรือโทร. 02-787-3366

 

นั่งสามล้อ ผ่อเมืองแป้ แก้ชงคนปีขาล

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ ชวนร่วมกิจกรรมนั่งสามล้อ ผ่อเมืองแป้ แก้ชงคนปีขาล 2559 ฉลองครบรอบ 1,188 ปี จ.แพร่ ตั้งแต่วันนี้-31 ธ.ค. 2559 โดยนักท่องเที่ยวสามารถซื้อแพ็กเกจทัวร์ 2 วัน 1 คืน ราคา 1,188 บาท เพื่อสร้างสิริมงคลแก่ชีวิตให้แก่ตนเองและครอบครัวด้วยการกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีพระธาตุอายุกว่าพันปีมากกว่า 11 แห่งในจังหวัด สอบถาม ททท.แพร่ โทร. 054-521-127 หรือสำรองที่นั่งที่บริษัท พีพีดี แพร่ ทราเวล เอเจนซี่ โทร. 08-2033-9604

 

ศิริปันนา เปิดอาคารศิริปันนาแกลเลอรี่

โรงแรมศิริปันนา วิลล่า รีสอร์ท แอนด์ สปา เชียงใหม่ เปิดตัวอาคารศิริปันนาแกลเลอรี่ เพื่อต้อนรับการก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 โดยอาคารถูกออกแบบสไตล์โมเดิร์นทรอปิคัลล้านนา จำนวน 30 ห้อง ตั้งอยู่ริมแปลงนาภายในบริเวณโรงแรม ภายในตกแต่งด้วยภาพเขียนและผลงานศิลปะของศิลปินล้านนาหลายสิบท่านที่ได้รังสรรค์ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ถ่ายทอดมุมมองของศิลปินที่มีต่อความงามในส่วนต่างๆ ของศิริปันนา สำรองที่พักได้ที่ www.siripanna.com

 

แอคคอร์โฮเทลจับมือมาสเตอร์การ์ด จ่ายถูกกว่า รับสิทธิมากกว่า

แอคคอร์โฮเทลร่วมกับมาสเตอร์การ์ด มอบสิทธิประโยชน์เฉพาะผู้ถือบัตรมาสเตอร์การ์ดเมื่อเข้าพักในโรงแรมเครือแอคคอร์โฮเทลที่ร่วมรายการทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประกอบด้วย แบรนด์โซฟิเทล, เอ็ม แกลเลอรี่ บาย โซฟิเทล, พูลแมน, แกรนด์ เมอร์เคียว, เดอะ ซีเบล, โนโวเทล, เมอร์เคียว, อดาจิโอ และไอบิส กับโปรแกรม Dream Getaway สำรองห้องพัก 3 คืน แต่จ่ายในราคา 2 คืน พร้อมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน บริการบัตเลอร์ และบริการพี่เลี้ยงเด็ก สำหรับการสำรองตั้งแต่วันนี้-31 มี.ค. 2559 โดยผู้ถือบัตรสามารถรับสิทธิได้ง่ายๆ ทาง www.mastercard-accorhotels.com กรอกหมายเลขสมาชิก Le Club AccorHotels พร้อมหมายเลข 4 หลักสุดท้ายของบัตรมาสเตอร์การ์ด สำหรับผู้ถือบัตรที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกของ Le Club AccorHotels สามารถสมัครได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายที่ https://s-leclub.accorhotels.com

 

อิ่มแบบไทยใจกลางเมือง ที่ร้าน ‘นอร์ธอีสต์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/424840

02 เมษายน 2559 เวลา 11:05 น

อิ่มแบบไทยใจกลางเมือง ที่ร้าน ‘นอร์ธอีสต์’

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

สําหรับพื้นที่ใจกลางเมืองย่านสีลม นอกจากจะเป็นแหล่งศูนย์กลางธุรกิจที่สำคัญหนึ่งของกรุงเทพฯ แล้ว ย่านนี้ก็ยังมีร้านอาหารรสเด็ดให้เลือกชิมมากมาย เรียกว่าตอบสนองบรรดาคนทำงานใจกลางเมืองและนักท่องเที่ยวกันแบบเต็มที่ และหนึ่งในร้านย่านนี้ที่น่าสนใจก็คือ ร้านนอร์ธอีสต์ ตั้งอยู่ระหว่างตึกอับดุลราฮิมและโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ

ร้านแห่งนี้เป็นร้านที่บรรดาคนทำงานมักจะมานั่งรับประทานอาหารกันมากในช่วงพักกลางวัน โดยป้ายหน้าร้านจะติดชื่อร้านไว้ 2 ชื่อ คือ NorthEast Restaurant และข้าวต้มตีห้า แม้ว่าทางร้านจะมีที่นั่งให้เลือกถึง 2 ชั้น แต่บอกได้เลยว่า เมื่อเวลาที่คนทำงานพักกลางวันพร้อมกัน ที่นั่งร้านนี้เต็มเร็วมาก ถึงขั้นต้องจองที่นั่งก่อนไปรับประทานกันเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนโชคดีที่บังเอิญไปรับประทานอาหารที่ร้านนี้ก่อนเวลาเที่ยงวันเล็กน้อย จึงยังได้ที่นั่งชั้นบน ซึ่งเมื่อได้ชิมเมนูที่เลือก บอกได้คำเดียวว่า ชิมแล้วหากต้องมาย่านนี้อีกก็คงจะฝากท้องไว้กับร้านนี้อีก

อาหารของทางร้านที่มีก็จะมีเมนูอาหารอีสานรสเด็ดตรงกับชื่อร้านนอร์ธอีสต์และก็มีเมนูกับข้าวตามสั่ง ซึ่งมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งนึ่ง อบ ต้ม ผัด แกง ทอด เป็นเมนูสไตล์ไทยๆ สำหรับรับประทานคู่กับข้าวต้ม แต่ถ้าใครอยากรับประทานกับข้าวก็ไม่มีปัญหา

2 เมนูในบรรดาหลายเมนูที่ผู้เขียนและกลุ่มเพื่อนเลือกรับประทานและอยากนำมาแนะนำให้ใครที่แวะเวียนไปย่านนั้นลองสั่งรับประทาน ได้แก่ ผัดผักบุ้งฝอย และไก่ย่างกะทิสด

สำหรับผัดผักบุ้งฝอย หลายคนอาจจะสงสัยว่าก็แค่ผักบุ้งจะมีอะไรพิเศษ แต่ต้องบอกว่า ถึงแม้จะเป็นเพียงผักบุ้งแต่ก็มีความพิเศษ เพราะเป็นการนำผักบุ้งบ้านมาหั่นเป็นเส้นฝอย จากนั้นจึงนำมาผัดและเสิร์ฟให้รับประทาน ซึ่งเป็นเมนูที่ไม่ได้มีกันในร้านอาหารตามสั่งทุกร้าน โดยหากได้รับประทานผัดผักบุ้งฝอยของที่นี่แล้วจะสัมผัสได้ถึงความกรอบของเส้นผักบุ้งที่ยังคงอยู่ แม้ว่าจะผ่านกระบวนการผัดน้ำมันหอยมาแล้วก็ตาม

เมนูนี้เด็ดแค่ไหนก็ไม่รู้ บอกได้แค่ว่า หันไปโต๊ะรอบข้างก็มีแต่คนสั่งเมนูนี้กันทั้งนั้น และที่สำคัญในหนังสือเมนูอาหารที่ทางร้านนำมาให้ลูกค้าเลือก ก็มีภาพเมนูนี้ขึ้นเป็นภาพแรกในเมนู เรียกว่านำเสนอสุดๆ ให้สั่ง ซึ่งเมื่อสั่งมาลองก็ไม่ผิดหวังจริงๆ โดยผัดผักบุ้งฝอย 1 จาน ราคา 100 บาท

 

อีกเมนูก็คือ ไก่ย่างกะทิสด ที่มีให้เลือกขนาดเล็กและขนาดใหญ่ โดยครั้งที่ไปรับประทานได้สั่งเป็นจานขนาดเล็ก หน้าตาของไก่ย่างกะทิสดนั้น ภายนอกดูแล้วก็อาจจะไม่ได้รู้สึกว่าจะแตกต่างไปจากไก่ย่างทั่วไปตรงไหน นอกเหนือจากที่มีการโรยงาบนหนังไก่ แต่ทันทีที่ตักไก่มารับประทานก็จะสัมผัสความต่างได้ทันที

หนังไก่นั้นค่อนข้างนุ่ม ส่วนเนื้อไก่นั้นยิ่งนุ่มมากขึ้นไปอีก รสชาติออกมากลมกล่อม จิ้มกับน้ำจิ้มแจ่วที่ทางร้านนำมาเสิร์ฟคู่กับไก่แล้วก็แซบแบบนุ่มลิ้นดีรับประทานได้เพลินๆ จนแป๊บเดียวไก่ก็หมดจานโดยไม่รู้ตัวทีเดียว โดยไก่ย่างกะทิสด จานเล็ก ราคาอยู่ที่ 85 บาท

อย่างไรก็ตาม ยังมีเมนูอีกละลานตาที่ผู้เขียนยังไม่ได้ลองชิม แต่ก็เชื่อว่ายังมีเมนูเด็ดๆ ซ่อนอยู่อีกแน่นอน ซึ่งใครอยากไปลองชิม ก็ไปกันได้ แนะนำว่าควรไปเป็นกลุ่มจะได้แบ่งกันสั่งกับข้าวหลายๆ เมนูมาช่วยกันชิม ราคากับข้าวจะอยู่ที่หลักเกือบ 100 บาท หรือเกิน 100 บาท หากไปกัน 4 คน สั่งกับข้าวมา 4 อย่าง ถัวเฉลี่ยแล้วก็จะเสียค่าอาหารกันคนละกว่า 100 บาท โดยได้กินหลายเมนู ต่างจากไปคนเดียว ด้วยงบเท่านี้อาจจะได้ชิมกับข้าวแค่อย่างเดียว

ร้านนี้เปิดให้บริการสำหรับครัวอีสานตั้งแต่ 11.00 น. ปิดรับคำสั่งซื้อสุดท้าย 19.30 น. ส่วนครัวข้าวต้ม เปิดตั้งแต่ 11.00 น. ปิดรับคำสั่งซื้อ 23.00 น. ส่วนตัวร้านจะปิดเวลา 24.00 น. สำหรับวันธรรมดา

วันเสาร์-อาทิตย์นั้น วันเสาร์ ร้านเปิดเวลา 15.00 น. สั่งอาหารได้ถึง 24.00 น. และร้านปิดเวลา 00.30 น. ส่วนวันอาทิตย์ ร้านเปิดเวลา 14.30 น. สั่งอาหารได้จนถึง 23.30 น. และร้านจะปิด 24.00 น.

ใครที่อยากไปชิมสามารถโทรไปจองที่นั่งได้ที่โทร. 02-633-8947 การเดินทางไม่ยากเพราะอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสีลม สามารถขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินมาลงที่สถานีสีลมแล้วออกประตูทางออกที่จะไปโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ จากนั้นก็เดินเลียบโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ฝั่งถนนพระราม 4 ประมาณ 300 เมตร ก็จะเจอร้านนี้ตั้งอยู่

เข้า ‘แคมป์ เคอร์รี’ แวบชิมแกงกะหรี่แสนอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/424759

01 เมษายน 2559 เวลา 18:07 น.

เข้า ‘แคมป์ เคอร์รี’ แวบชิมแกงกะหรี่แสนอร่อย

โดย…ยู่ยู้  ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ผ่านมาแถวชั้น 4 สยามพารากอนช่วงนี้ หลายคนอาจสะดุดตากับร้านอาหารน้องใหม่ ที่จำลองบรรยากาศของการออกค่ายมาไว้ในทุกอณูของร้าน ตั้งแต่การออกแบบ ไปจนการจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการออกแคมป์มาจัดวาง เพื่อให้สมกับคอนเซ็ปต์และชื่อร้านว่า แคมป์ เคอร์รี (Camp Curry) ร้านข้าวแกงกะหรี่พรีเมียมจากญี่ปุ่น

 

แคมป์ เคอร์รี สาขานี้ถือเป็นร้านแรกนอกประเทศญี่ปุ่น จุดเริ่มต้นมาจากไอเดียของเจ้าของร้านที่อยากจะนำเสนอแกงกะหรี่ในรูปแบบใหม่ที่ดีต่อสุขภาพ พร้อมลบภาพแกงกะหรี่แบบเก่าๆ ที่หลายคนมองว่าเป็นจังก์ฟู้ด โดยดึงเอาลูกเล่นของการตั้งแคมป์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ตัวเองโปรดปราน แถมยังเป็นกิจกรรมยอดนิยมของวัยรุ่นญี่ปุ่นมาเป็นกิมมิก โดยมีข้าวแกงกะหรี่เมนูสามัญประจำแคมป์ของชาวญี่ปุ่นเป็นตัวชูโรง

แกงกะหรี่ของทางร้านมีให้เลือก 4 แบบด้วยกัน เริ่มจากแกงกะหรี่ผัก เมนูยอดฮิตที่ญี่ปุ่น เมื่อมาถึงเมืองไทยก็การันตีคุณภาพด้วยการเลือกใช้ผักจากโครงการหลวง นำมาปรุงสุก ราดด้วยซอสแกงกะหรี่ที่เคี่ยวจากสะโพกไก่จนได้ที่ เมนูนี้ลูกค้าสามารถเลือกท็อปปิ้งไก่ กุ้ง แซลมอน หรือเนื้อวัวมาเพิ่มได้

 

ถัดมาคือ แกงกะหรี่บาร์บีคิว เด็ดที่เนื้อหมูตุ๋นชิ้นโตเนื้อนุ่ม เสิร์ฟมาพร้อมข้าวสวยและแกงกะหรี่ที่เคี่ยวจากน้ำสต๊อกหมูจนได้รสกลมกล่อม สามารถเลือกท็อปปิ้งอย่างข้าวโพด ไข่ไก่ และชีสมาเสริมทัพความอร่อยได้

 

จานต่อมาคือ แกงกะหรี่โตเกียว เมนูนี้คิดค้นขึ้นมาเฉพาะสาขากรุงเทพฯ เท่านั้น เป็นข้าวแกงกะหรี่ไก่สับที่ให้รสจัดจ้านลุ่มลึกของแกงกะหรี่มากที่สุด ปิดท้ายด้วย ข้าวหน้าฮานาชิ เมนูนี้เอาใจคนไม่นิยมรสเผ็ด รวมทั้งคุณหนูๆ เพราะเสิร์ฟสตูหมูเนื้อนุ่มมาพร้อมซุปหัวหอม ที่ผัดจนได้สีคาราเมลรสชาติกลมกล่อม มาพร้อมข้าวสวยร้อนๆ รสชาติกลางๆ

ใครอยากได้อารมณ์ไปออกแคมป์แบบได้ชิลรอบกองไฟ แนะนำแกงกะหรี่แคมป์ไฟไซส์จัมโบ้ (สำหรับ 2 ท่าน) อารมณ์คล้ายๆ การล้อมวงกินสุกี้หม้อไฟ เพียงแต่น้ำซุปเป็นซุปแกงกะหรี่เข้มข้น ลูกค้าสามารถเลือกท็อปปิ้งมาใส่ได้ตามใจ ไม่ว่าจะเป็นเมนูผักหรือเนื้อสัตว์ แนะนำว่าตอนที่น้ำซุปเริ่มงวด ลองสั่งข้าวและไข่ไก่มาลองทำข้าวต้มทรงเครื่อง หรือจะเพิ่มพลังให้อยู่ท้องด้วยเส้นอุด้ง กลายเป็นเมนูอุด้งแกงกะหรี่ก็น่าสนใจ

ล้างปากด้วยของหวาน แนะนำพุดดิ้งนมฮอกไกโด เป็นพุดดิ้งโฮมเมด ให้รสเข้มข้นของนมฮอกไกโดจริงๆ หรือจะลองไดกะคุกอิโมะ มันหวานเชื่อมขนมกินเล่นของญี่ปุ่น ที่หวานมันด้วยการนำไปผัดกับน้ำผึ้งแท้ กินคู่กับวิปครีม อร่อยเพลินจนลืมนับแคลอรี

ลองหาเวลาว่างมาออกแคมป์กันได้ที่ร้านแคมป์ เคอร์รี ที่ชั้น 4 สยามพารากอน เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. โทร. 02-610-9612

 

โมเดิร์นทวิสต์ ความอร่อยที่ลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/424755

01 เมษายน 2559 เวลา 17:51 น

โมเดิร์นทวิสต์ ความอร่อยที่ลงตัว

โดย…สาโรจน์ มีวงษ์สม ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ไม่ใช่อาหารฟิวชั่นที่ผสมผสานกันระหว่างสไตล์อาหารตั้งแต่ 2 สัญชาติขึ้นไป โดยยังคำนึงถึงความลงตัวของรสชาติและการจัดแต่งหน้าตาของอาหารนั้นๆ นั่นรวมถึงความแปลกใหม่ที่เสริมเข้ามาอีกด้วย แต่นี่คืออาหารสไตล์ “โมเดิร์นทวิสต์” ที่มีนิยามใหม่ว่า คือ การต่อยอดอาหารสัญชาติเดิมให้มีมุมมองใหม่ โดยยังคงหัวใจของรสชาติอันเป็นเอกลัษณ์ดั้งเดิมเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม

เวสเทิร์นผสานเอเชียความอร่อยที่ลงตัว

เทคนิคการทำอาหารในแบบของเวสเทิร์น หรือว่าฝรั่งเศส อาจเป็นอาหารที่ผู้คนบ้านเราอาจจะรับประทานกันได้ไม่บ่อยนัก จึงเกิดไอเดียหยิบเอาอาหารฝรั่งเศสมาผสมผสานกับความเป็นเอเชีย กลายเป็นอาหารจานใหม่ที่มีกลิ่นอายของเอเชียนทวิสต์สไตล์แคชวล ที่เลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่น โดยเฉพาะผักออร์แกนิกและเนื้อสัตว์ในประเทศ ผสานกับการปรุงแบบเวสเทิร์นดั้งเดิม

เชฟจาว-ภัคปัทม์ ศักดิ์ยโศ หัวหน้าเชฟร้านซี้ด (Seed) เล่าให้ฟังถึงเสน่ห์ของอาหารโมเดิร์นทวิสต์ได้อย่างน่าฟังและเคลิ้มไปกับรสสัมผัส

 

“คำว่าโมเดิร์นทวิสต์ เข้าใจง่ายๆ ก็คือการเอาทุกอย่างมาผสมผสานกันตามแต่ละซีซั่นจนกลายเป็นศิลปะ ไม่ได้แปลกใหม่แบบอาหารฟิวชั่น แต่จะเป็นตรงกลางระหว่างโมเดิร์นกับคลาสสิก เราจะรู้สึกสนุกสนาน เราจะรู้สึกฟรีสไตล์มากกว่า สามารถทำอาหารแบบคลาสสิก เหมือนเป็นการสร้างศิลปะชิ้นใหม่ แต่คงไว้ซึ่งรูปแบบและกรรมวิธีการปรุงแบบดั้งเดิม เพียงแต่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเข้ามาเป็นตัวนำพารสชาติที่เราคุ้นเคยค่ะ”

เชฟจาวยังบอกต่ออีกว่า อาหารที่ร้านซี้ดนั้นจะเน้นเป็นสไตล์โมเดิร์นทวิสต์ โดยเอารสชาติอาหารรีซอตโต้ แล้วเพิ่มความเป็นเอเชียลงไป เช่น เอาเครื่องแกงพะแนง เครื่องเทศเอเชียมาใช้ในการเพิ่มรสชาติของอาหาร จะทำให้ได้รสชาติที่คุ้นลิ้น พร้อมกับการใช้เทคนิคการทำแบบเวสเทิร์นที่คุ้นเคย

ความโดดเด่นของเมนูใหม่นี้ จะช่วยทำให้รู้สึกว่ารับประทานได้บ่อยขึ้น ไม่รู้สึกว่ามันหรือเลี่ยน จนอยากจะกลับมากินได้บ่อยขึ้น แม้กระทั่งชาวต่างชาติเองยังจะได้รู้สึกตื่นเต้นกับรสชาติที่แปลกใหม่ ทั้งที่หน้าตาของแต่ละเมนูยังละม้ายคล้ายของเดิม

 

เริ่มต้นสัมผัสกับความเป็นโมเดิร์นทวิสต์ ด้วย Seafood Risotto สำหรับเมนูซีฟู้ดรีซอตโต้ เป็นเมนูที่ทางร้านนำมาทวิสโดยใส่กลิ่นอายและรสชาติความเป็นไทยเข้าไป โดยการใช้เครื่องแกงพแนง แต่ยังคงวิธีการทำรีซอตโต้แบบคลาสสิกเอาไว้

เมนูต่อมา Foie Gras Terrine อย่างที่ทราบกันว่า เมนูฟัวกราส์เป็นเมนูที่มีต้นตำรับมาจากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งทางร้านนำมาเสิร์ฟในแบบเอเชีย คือนำตับห่านนั้นมาหมักกับเหล้ารัมจากภูเก็ต เสิร์ฟคู่มากับครีมมะพร้าวและแยมสับปะรดโฮมเมด ที่มีรสชาติเปรี้ยวหวานช่วยตัดความเลี่ยนของจานนี้ กลายเป็นความอร่อยที่แปลกใหม่ที่ลงตัว สัมผัสได้ถึงความสดชื่นของครีมมะพร้าวและแยมสับปะรด

ตบท้ายด้วย Duck Confit ถือเป็นเมนูคลาสสิกของฝรั่งเศส ซึ่งทางร้านจะนำมาทวิสต์ผสมผสานความเป็นเอเชียและโมเดิร์นคิวซีนเข้าไปในจานนี้ โดยการหมักน่องเป็ดกับเครื่องเทศพะโล้และเกลือทะเลไทย ก่อนที่จะนำไปผ่านวิธีการซู-วีด (Sous-Vide) เสิร์ฟคู่มากับแครอตและขิงพิวเร ตัวซอสสำหรับจานนี้ก็จะเป็นคาราเมลซอสส้มและขิงอ่อน สดชื่นไม่เบาทีเดียว

(ร้านซี้ด ซอยพร้อมจิตต์ ถนนสุขุมวิท 39 เปิดบริการเวลา 17.30-24.00 น. (ปิดวันจันทร์) โทร.02-662-3562, 09-9283-6363)

ติ่มซำตำรับฝรั่งเศส

แฟนอาหารจีนที่ตามไปกินติ่มซำอาจจะรู้สึกแปลกใจกันคราวนี้ เมื่อติ่มซำที่แสนคุ้นเคย ถูกปรับเปลี่ยนเป็นติ่มซำแบบฝรั่งเศส ที่ยังหน้าตาเอาไว้อย่างเดิม เพียงแต่ได้รสชาติแปลกใหม่ที่ชวนให้ลิ้มลอง

คริสตอฟ มายาร์ด เอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟชาวฝรั่งเศส แห่งห้องอาหารจีนลกหว่าฮิน โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพฯ สยามสแควร์ ชวนสัมผัสประสบการณ์ใหม่กับติ่มซำแบบทวิสต์ ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นจากวัตถุดิบชั้นดีผสมกับเครื่องปรุงสูตรพิเศษ ที่ผสมผสานวัฒนธรรมเอเชียและตะวันตกเอาไว้อย่างลงตัว

“ผมสัมผัสกับรสชาติของอาหารฝรั่งเศสมาตั้งแต่เด็กๆ ก็เหมือนกับคนจีนที่คุ้นเคยกับอาหารจีนมาตั้งแต่ยังเล็กเช่นกัน จึงเกิดไอเดียที่จะนำเอาอาหารสองวัฒนธรรมนี้มาทวิสต์กัน โดยนำวัตถุดิบจากฝรั่งเศส มาผ่านกรรมวิธีการปรุงแบบติ่มซำของจีน มันทำให้เกิดเมนูที่น่าสนใจ น่าตื่นเต้น และมีรสชาติที่หลากหลาย”

 

เชฟใหญ่เล่าอีกว่า หลายคนอาจจะรู้สึกเบื่อที่ได้กินแต่ติ่มซำรสชาติเดิมๆ แต่สำหรับติ่มซำในแบบฉบับของเขา จะทำให้ทุกคนตื่นเต้นและประหลาดใจไม่น้อยทีเดียว

เริ่มต้นด้วย ซาลาเปาเนื้อแกะ จากซาลาเปาไส้หมูสับที่คุ้นลิ้น ปรับมาเป็นไส้เนื้อแกะจากนิวซีแลนด์ ราดด้วยซอสครีมเลมอน  และที่น่าสนใจไม่แพ้กันซาลาเปาไส้เป็ดผสมขิง โดยนำเนื้อเป็ดไปเคี่ยวในซอสขิงและส้มสูตรพิเศษ อร่อยได้อีก

เมนูต่อมา ลองเปลี่ยนจากเป็ดย่างมาเป็นกบทอดสไตล์ฝรั่งเศส กบทอดกระเทียมพริกไทย พร้อมบีตรูตหั่นซอย และมะเขือเทศหั่นเป็นลูกเต๋าเคี่ยว อร่อยไปอีกแบบ หรือจะเป็นหอยเชลล์ย่างเนยกระเทียม หอยเชลล์ย่าง ราดเนยกระเทียม และชีสเอ็มเมนทัล รสชาติอร่อยแบบเนียนๆ

ด้าน ขนมจีบแซลมอน ขนมจีบเนื้อปลาแซลมอนสับผสมผักโขม ราดด้วยไข่แซลมอน อร่อยไม่แพ้ขนมจีบไส้หมูสับฉบับดั้งเดิม ตามมาติดๆ กับขนมจีบปูและหอยเชลล์ ขนมจีบไส้หอยเชลล์สับผสมเนื้อปู ราดซอสพริกไทยสไตล์ฝรั่งเศส หรือจะเป็นหอยนางรม fren -Chi (เฟรนช์-ไชนีส) หอยนางรมเผา และผักซอยคลุกซอสสไตล์จีนสูตรพิเศษ ราดด้วยซอสสไตล์อิตาเลียนอีกที อร่อยดีเหมือนกันตบท้ายด้วยของหวานอย่างไอศกรีมเกี๊ยว เกี๊ยวกรอบเสิร์ฟคู่กับไอศกรีมวานิลลา ราดซอสช็อกโกแลตพร้อมด้วยอัลมอนด์และส้ม เป็นการปิดท้ายมื้อที่น่าจดจำ

(ห้องอาหารจีน ลกหว่าฮิน เปิดให้บริการมื้อกลางวัน เวลา 11.30-14.30 น. และมื้อเย็นเวลา 18.00-22.30 น. โทร. 02-209-8888 ต่อห้องอาหารจีนลกหว่าฮิน)

โซลเวียด อาหารเวียดนามในบรรยากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/424753

01 เมษายน 2559 เวลา 17:46 น

โซลเวียด อาหารเวียดนามในบรรยากาศ

โดย…ซิตี้ กาย ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

หากเอ่ยถึงอาหารเวียดนาม ภาพของผักสดนานาชนิดก็ผุดขึ้นมาเต็มโต๊ะ และอาหารขึ้นชื่อของทุกร้านก็คือ แหนมเนือง แต่ ร้านโซลเวียด (Zoulviet) มีมากกว่านั้น แถมแต่ละเมนูจัดเป็นอาหารเวียดนามแท้ หลายเมนูนี้ดั้งเดิมหากินกันได้แค่ที่เวียดนามจริงๆ เช่น หมูยอแก้ว ในไทยมีน้อยร้าน หรือแม้แต่ที่ประเทศเวียดนามเองก็ใช่ว่าจะหากินได้ง่ายๆ เพราะทำขึ้นเฉพาะเทศกาลเท่านั้น ลองเมนูนี้รับรองว่าจะลืมรสชาติของหมูยอทั่วๆ ไป เพราะปราศจากแป้ง ทำมาจากหัวหมูผสมเห็ดหูหนูเวลาเคี้ยวได้ยินเสียงกรึบๆ ส่วนน้ำจิ้มก็หอมกลิ่นของพริกไทยดำ มะนาวสด เหยาะเกลือนิดหน่อย

 

เฝอหม้อไฟ ยกมาเสิร์ฟเป็นชุด แยกน้ำ เนื้อ เส้น ผัก ใครชอบแบบไหนจัดตามใจ เหมาะสำหรับ 2 ท่าน ต่อมา ขนมเบื้องญวน แพสีเหลืองบนจานนั้นไข่แดงผสมแป้งทอดได้บางกรอบมาก ข้างในอัดแน่นไปด้วยหมู กุ้ง เห็ดหูหนูผัดกับเครื่องเทศ นอกจากกลิ่นหอมๆ แล้วรสชาติยังเลิศ อีกเมนู สุดท้ายใครที่ชอบกินเนื้อหมูแน่นๆ ติดมันนิดหน่อยต้องลอง บั๋นหอย หมูสามชั้นหมักสมุนไพรย่างจนสุกหอม เสิร์ฟคู่กับเส้นหมี่เวียดนามที่มาเป็นแพ เครื่องเคียงคือผักออร์แกนิกและผักที่ทางร้านปลูกเอง ทีเด็ดของน้ำจิ้มมี 2 รส คือ น้ำจิ้มปลาร้าเวียดนาม ออกรสเค็มเผ็ดนิดๆ และน้ำจิ้ม 3 รส เปรี้ยวหวานเผ็ดนิด

จบอาหารมาดื่มด่ำบรรยากาศของร้านกันต่อ เพราะฉีกทุกกฎของร้านอาหารเวียดนามในบรรยากาศสบายๆ กินเสร็จลุกกลับ แต่ร้านโซลเวียดเหมาะมากกับการกินอาหารอร่อยๆ และเพลินตาไปกับการตกแต่งที่ใส่ใจทุกรายละเอียด ด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้โทนสีน้ำตาลเข้มสลับกับสีน้ำตาลอ่อน ใช้ไลติ้งให้แสงสี สร้างบรรยากาศเหมาะแก่การแฮงเอาต์ด้วย และทุกคืนวันศุกร์มีวงดนตรีสดโชว์เพื่อเพิ่มอรรถรสในการกิน

ร้านโซลเวียด ตั้งอยู่ที่ เจ อเวนิว ซอยทองหล่อ 13 เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00-22.00 น. โทร. 02-712-9435, 08-6374-1011

 

ผัดไทยเซนต์หลุยส์ เส้นจันท์สดรสเด็ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/424622

01 เมษายน 2559 เวลา 11:37 น

ผัดไทยเซนต์หลุยส์ เส้นจันท์สดรสเด็ด

โดย…แมงโก้หวาน

ขายมา 22 ปีแล้วสำหรับร้านผัดไทยเซนต์หลุยส์ ตั้งอยู่ในซอยจันทน์ 18/7 หรือที่คนมักจะเรียกว่า เซนต์หลุยส์ซอย 3 ตรงแยก 22 เป็นร้านผัดไทย หอยทอด ที่ขึ้นชื่อมากในความอร่อย เจ้าของร้านคือ “สุมาลี ชัชวาลวานิช” ก็อัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ต้อนรับลูกค้าอย่างเป็นกันเอง ที่สำคัญฝีมือการผัดผัดไทยก็คล่องและเร็วมาก

จุดเด่นของผัดไทยเซนต์หลุยส์อยู่ที่เส้น โดยจะแตกต่างจากร้านผัดไทยทั่วไป ตรงที่จะใช้เส้นจันท์สดอย่างเดียวที่เส้นจะเหนียวนุ่ม เวลาผัดออกมาเส้นจะเหนียวนุ่มเป็นพิเศษออกชุ่มๆ ต่างจากการใช้เส้นอื่นๆ หรือเส้นจันท์แห้งแช่น้ำที่ความหอมและความนุ่มจะน้อยกว่ามาก

จุดเด่นอีกอย่างของร้าน คือ ไม่ใส่ผงชูรส ซึ่งเจ้าของย้ำมาก โดยรสชาติของผัดไทยจะออกกลมกล่อม อร่อย ถึงแม้ออกหวานแต่ไม่หวานมาก ทว่ารสชาติแต่ละจานสม่ำเสมอมาก ไม่มีผิดเพี้ยน กระทะไหนกระทะนั้นออกมาเหมือนกันหมด นั่นเพราะเจ้าของจะใส่ใจในความสม่ำเสมอของรสชาติเป็นพิเศษ

“เราจะผัดกระทะต่อกระทะ (นับกระทะสำหรับผัดมีประมาณ 10 กระทะ) สั่งสิบจานก็กระทะละจาน ไม่เหมือนบางร้านที่พอลูกค้าสั่งจำนวนมากก็จะผัดเยอะๆ แล้วตักแบ่งซึ่งจะทำให้รสชาติไม่คงที่ และทุกครั้งที่ผัดเสร็จจะล้างกระทะทันที ไม่ใช้ผัดต่อ เราคำนึงเรื่องความสะอาดและรสชาติ” เจ้าของบอกจุดเด่น

 

ผัดไทยมีหลายเมนู แต่ที่ลูกค้าชอบสั่งยกให้ผัดไทยกุ้งสด ผัดไทยทะเล โดยทางร้านจะใช้กุ้งทะเลน้ำลึกมาตลอดเพราะเนื้อแน่นและรสหวาน กิโลกรัมปัจจุบันจะอยู่ที่ 200-300 บาท ถ้าเป็นผัดไทยธรรมดาเจ้าของจะไม่ใช้กุ้งแห้งสีแดงๆ ตัวเล็กๆ เหมือนร้านผัดไทยทั่วไปใช้ แต่ใช้กุ้งแห้งคุณภาพดีและไม่เป็นสีแดงฝอยๆ กิโลกรัมหนึ่งจะอยู่ที่ 500 บาท

ราคาผัดไทย ธรรมดา 40 บาท พิเศษ 50 บาท ผัดไทยกุ้งสด 60 บาท แต่ละจานต้องบอกว่าคุ้มค่ากับความอร่อยและปริมาณที่มาก อิ่มท้องแน่นอน ถ้าสั่งจำนวนเยอะๆ 40-50 ห่อ ต้องสั่งล่วงหน้า 1 วัน โทร. 08-6564-8981

 

Bready Instantly แซนด์วิชสังขยาชาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/424618

01 เมษายน 2559 เวลา 11:12 น

Bready Instantly แซนด์วิชสังขยาชาไทย

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ญี่ปุ่นเขามีเทรนด์แซนด์วิชหวานกันมานมนาน ใช้ขนมปังแซนด์วิชมาประกบคู่กับครีมสดและผลไม้นานาชนิด หั่นเป็นสามเหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยม มองดูผิวเผินคล้ายแซนด์วิชคาวที่เราคุ้นตา แต่หารู้ไม่ว่ารับประทานกันเป็นขนม ของหวานคล้ายกับเค้กจำพวกสตรอเบอร์รี่ช็อตเค้ก หรือเค้กผลไม้ครีมสด มามองดูเมนูขนมปังแบบหวานๆ ที่มีกลิ่นอายไทยของเรา ต้องยกให้เมนูสังขยาที่ขึ้นชื่อ

ผู้เขียนซื้อสังขยาตามร้านขายนมสดร้อน ขนมปังนึ่ง มาเนิ่นนานตั้งแต่เด็กๆ กินจนติดใจต้องยกให้ตรงร้านข้าวต้มปลา ซอยรามคำแหง 24 เพราะกินมาตั้งแต่เล็กๆ ไม่ได้กินร้านนี้มาเป็นสิบๆ ปี ไม่รู้ยังอร่อยเหมือนเดิมไหม อีกร้านที่ขึ้นชื่อเรื่องขนมปังนึ่งจิ้มสังขยา ต้องยกให้ร้านนมสดร้อน ตรงสะพานเหลือง ว่างเมื่อไร ไปแถวนั้นเป็นต้องแวะกินที่แผงลอยแถวสะพานเหลือง แล้วตบท้ายด้วยโอวัลตินนมสดร้อน คู่กับขนมปังนึ่งจิ้มสังขยา

ช่วงวัยรุ่น เรียนที่เกษตรฯ มีร้านรถเข็น ขายขนมปังโรลยาว ป้ายสังขยาสีเขียวหรือส้มตรงกลาง นึ่งร้อนควันฉุยๆ รู้ทั้งรู้ว่าสังขยาแบบนั้นเต็มไปด้วยแป้งและน้ำตาล มีไข่ไก่ผสมอยู่น้อยมาก แต่ก็ยังกิน เพราะทนกับความหอมนุ่มของขนมปังนึ่งที่สีตัดกับสังขยาไม่ได้จริงๆ

 

มาถึง Bread Ready Instantly ของเรา ผู้เขียนคงต้องขออนุญาตนำสูตรสังขยาที่ทำกินเองที่บ้าน มาแบ่งปันคุณผู้อ่านสักหน่อย เพราะเมื่อลองทำเองแล้ว สังขยาจิ้มขนมปังไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลย

สูตรนี้เป็นสังขยาชาไทย ที่อาศัยสีส้มและความหอมของชาไทยยอดนิยม ความหอมของชาไทยที่เข้ากันได้กับกะทิสด หากรู้สึกยุ่งยาก จะหันไปใช้กะทิกล่องแบบ UHT ก็สะดวกและให้รสชาติอร่อยใกล้เคียงกัน ที่สำคัญสังขยาจากกะทิกล่อง ยังเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานกว่ากะทิสดด้วย ถ้าคุณผู้อ่านวางแผนจะทำเก็บไว้สัก 4-5 วัน แนะนำเป็นกะทิกล่องไปเลยจะดีกว่า

ผู้เขียนตั้งใจให้สังขยามีความข้นพอที่จะจิ้มขนมปังแล้วเกาะขึ้นมาไม่หยดแหมะๆ จึงต้องอาศัยแป้งอเนกประสงค์และแป้งข้าวโพดเข้าช่วย นอกเหนือไปจากโปรตีนในไข่ไก่ การใช้แป้งในสังขยา ไม่ได้ผิดอะไรนัก พูดไปแล้วช่วยให้สังขยามีความเนียนละมุนลิ้นมากกว่าการใช้ไข่ไก่ล้วนๆ เสียด้วยซ้ำ เพียงแต่ต้องใส่แป้งอย่างสมดุลสักหน่อย จึงจะเข้าท่า เลือกใช้แป้งอเนกประสงค์ เพราะ “Look” หรือรูปแบบของสังขยาที่ผู้เขียนต้องการอยากให้มีเนื้อๆ หน่อย ส่วนแป้งข้าวโพดช่วยเรื่องของ “Body” ให้เนียนมาก เรียกว่ามือใหม่หัดทำขนมไม่ต้องกลัวว่าสูตรนี้จะทำให้คุณเสียท่า กวนสังขยาแล้วไม่สำเร็จ เพราะส่วนผสมนี้จะช่วยให้ง่ายขึ้น ขอร้องว่า สูตรนี้จะอร่อย ต้องไม่กดแป้งลงในช้อนเวลาตวง เพราะจะทำให้แป้งเยอะกว่าและสังขยาข้นขึ้น

 

เคล็ดลับในการกวนสังขยา คล้ายกับการทำคัสตาร์ด หรือ Pastry Cream ของฝรั่งเขา คือ ต้องอาศัยความร้อนต่ำๆ ไฟไม่แรง ใช้ไฟสม่ำเสมอ เพื่อให้โปรตีนในไข่ค่อยสุกไปพร้อมกับแป้งที่เราใช้เป็น Thickening ที่ใช้ผสานเนื้อสังขยาให้นวลเนียน ค่อยๆ ส่งกลิ่นหอม ปราศจากกลิ่นคาว ที่สำคัญไม่ทำให้สังขยาเป็น “ลูก” ไม่เนียน เพราะไฟแรงเกินไป ไข่จะยิ่งสุกเป็นไข่กวนก่อนแป้งได้

อีกข้อที่สำคัญ คือ แป้งที่เราใส่ลงไปให้สังขยาเนียน ต้องผ่านจุดเดือด ให้เห็นปุดๆ ที่ไฟอ่อนๆ สัก 5 นาทีขึ้นไป เพื่อให้แป้งสุก 100% สังขยาถึงจะมีรสหอมอร่อย ปราศจากกลิ่นแป้งดิบ ช่วงนี้ต้องเฝ้าระวัง เพราะจะไหม้ได้ง่าย

สูตรนี้ดัดแปลงได้หลายรสชาติอยู่ คั้นน้ำใบเตยให้ได้สัก 3 ส่วน 4 ถ้วย หรือจะเปลี่ยนจากชาไทยเป็นชาฝรั่ง ชาเขียวสามารถปรับเปลี่ยนได้ ขอให้มีของเหลวในสูตรไม่ต่ำกว่า 200 มิลลิลิตร จึงจะพอดีกับแป้งที่ผสมลงไป

ผู้เขียนชอบรับประทานขนมปังสังขยาทั้งแบบจิ้ม และแบบป้ายขนมปังนึ่ง เลยใช้สูตรนี้นำเสนอคุณผู้อ่านให้เลือกรับประทานได้ทั้งสองวิธี หากเป็นแบบจิ้ม ขอให้เติมนมข้นจืดลงไปด้วย คล้ายที่เขาเสิร์ฟกันทั่วไป เพราะจะได้รสชาติอร่อยขึ้นอีกโข ไม่เชื่อต้องลองเอง

 

ส่วนผสมสำหรับสังขยาชาไทย

– ไข่ไก่ 4 ฟอง

– ไข่แดง 1 ฟอง

– น้ำกะทิ UHT 1 1/4 ถ้วย

– น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย

– น้ำเดือด 1 ถ้วย

– ชาไทย 3 ช้อนโต๊ะ

– แป้งอเนกประสงค์ 3 ช้อนโต๊ะ

– แป้งข้าวโพด 1.5 ช้อนโต๊ะ

– เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

– สำหรับแซนด์วิชนึ่ง

– ขนมปังหัวกะโหลกหรือแซนด์วิช

วิธีทำ

ชงชาไทยด้วยน้ำเดือด พักไว้ 5 นาทีกรองออกจะได้ของเหลวประมาณครึ่งถ้วยตวง

ตีไข่ไก่ ไข่แดง และน้ำตาลทรายให้ขึ้นฟูข้นประมาณ 8-10 นาที

ร่อนแป้งทั้งสองชนิดเข้าด้วยกันพร้อมเกลือป่น

เติมแป้งลงในส่วนผสมของไข่ไก่ ตีให้เข้ากันเติมชาไทยที่กรองไว้ลงไป

เทส่วนผสมทั้งหมดใส่หม้อ กวนที่ไฟอ่อนไปเรื่อยๆ จนส่วนผสมข้นขึ้น รอให้เดือดเบาๆ ประมาณ 3 นาที

ทำให้สังขยาเย็นลงอย่างรวดเร็วในกะละมังอังน้ำแข็ง

สำหรับแซนด์วิช : ทาสังขยาที่ได้ลงบนขนมปังประกบคู่ พักไว้ เวลาจะรับประทานนึ่งที่ไอน้ำจนร้อน