พบวัตถุปริศนาหมุนได้บนทางช้างเผือกปล่อยคลื่นวิทยุทุก 18 นาที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674203

วันที่ 28 ม.ค. 2565 เวลา 10:55 น.พบวัตถุปริศนาหมุนได้บนทางช้างเผือกปล่อยคลื่นวิทยุทุก 18 นาทีนักวิทย์ออสซี่พบวัตถุประหลาดหมุนได้บนทางช้างเผือกชี้ไม่เหมือนสิ่งที่เคยเห็นมาก่อน

นักวิทยาศาสตร์ในออสเตรเลียพบวัตถุปริศนาลักษณะแปลกประหลาดหมุนได้บนทางช้างเผือก ซึ่งบรรดานักดาราศาสตร์ไม่เคบพบเห็นมาก่อน และมันยังปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุอย่างแรงทุกๆ 18.8 นาที หรือชั่วโมงละ 3 ครั้ง

วัตถุประหลาดนี้ถูกพบครั้งแรกโดย ไทโรน โอโดเฮอร์ตี นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเคอร์ทิน เมื่อเดือน มี.ค. 2018 จากกล้องโทรทรรศน์วิทยุเมอร์ชิสัน ไวด์ฟิลด์ อาเรย์ ที่ตั้งอยู่ในชนบทห่างไกลของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย โดยใช้เทคนิคใหม่ที่เขาคิดค้นขึ้นมาเอง

ในเวลาต่อมาทีมนักวิทยาศาสตร์ซึ่งนำโดย นาตาชา เฮอร์ลีย์-วอล์กเกอร์ นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์จากศูนย์วิจัยดาราศาสตร์วิทยุนานาชาติ (ICRAR) รวมทั้งโอโดเฮอร์ตีด้วย ได้ศึกษาวัตถุปริศนานี้ต่อ

เฮอร์ลีย์-วอล์กเกอร์เผยว่า “มันปรากฏขึ้นและหายไปตลอดช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่เรากำลังสังเกตการณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายมาก มันค่อนข้างน่ากลัวสำหรับนักดาราศาสตร์ เพราะไม่เคยมีสิ่งที่เรารู้จักบนท้องฟ้าที่ทำแบบนี้เลย”

เฮอร์ลีย์-วอล์กเกอร์เผยอีกว่า “ถ้าคุณลองคำนวณดูจะพบว่าไม่น่าเป็นไปได้ที่จะมีวัตถุใดที่มีพลังงานเพียงพอที่จะปล่อยคลื่นวิทยุทุกๆ 20 นาที”

จากการตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับไปหลายปี ทางทีมได้ข้อสรุปว่าวัตถุประหลาดนี้อยู่ห่างจากโลกราว 4,000 ปีแสง ทั้งยังมีความสว่างมากและมีสนามแม่เหล็กที่แข็งแกร่ง

นักดาราสตร์ตั้งทฤษฎีต่างๆ เกี่ยวกับวัตถุนี้ อาทิ มันอาจเป็นดาวนิวตรอน ดาวแคระขาวซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกเศษของดาวที่แตกออก แต่ถึงอย่างนั้นหลายอย่างก็ยังเป็นปริศนา

ทว่า เฮอร์ลีย์-วอล์กเกอร์บอกว่า มันก็ไม่น่าใช่ เพราะนักดาราศาสตร์รู้จักพัลซาร์แคระขาวเพียงดวงเดียว และไม่มีอะไรมีพลังมากเหมือนวัตถุปริศนานี้แล้ว และเสริมว่า “แน่นอนว่ามันอาจเป็นอะไรที่เราไม่เคยคิดว่าก่อน มันอาจเป็นวัตถุใหม่”

และเมื่อถูกถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่สัญญาณคลื่นวิทยุที่ทรงพลังนี้จะส่งมาจากสิ่งมีชีวิตในรูปแบบอื่น เฮอร์ลีย์-วอล์กเกอร์ตอบว่า “ฉันเคยคิดว่าเป็นเอเลี่ยน” แต่ทางทีมสามารถจับคลื่นดังกล่าวได้จากหลากหลายความถี่ “หมายความว่ามันเป็นกระบวนการทางธรรมชาติ ไม่ใช่สัญญาณสังเคราะห์”

ทั้งนี้ ผลการศึกษาดังกล่าวตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature เมื่อวันพุธ

Photo by Natasha Hurley-Walker / various sources / AFP

ครั้งแรกของโลก! หนุ่มรัสเซียสร้างดาบเจไดใช้งานได้จริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674159

วันที่ 27 ม.ค. 2565 เวลา 18:45 น.ครั้งแรกของโลก! หนุ่มรัสเซียสร้างดาบเจไดใช้งานได้จริง ยูทูบเบอร์รัสเซียคิดค้นดาบไลท์เซเบอร์ของเจไดใน Star Wars ที่ยืดหดและใช้งานได้จริงเป็นครั้งแรกของโลก

เว็บไซต์ USA TODAY รายงานว่า อเล็กซ์ บูร์คาน ยูทูบเบอร์เจ้าของแชนแนล Alex Lab คิดค้นและสร้างดาบไลท์เซเบอร์ของตัวละครเจไดในภาพยนตร์เรื่อง Star Wars ที่ใช้งานได้จริงสำเร็จ และได้รับการบันทึกสถิติในกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดว่าเป็นดาบเลเซอร์ที่ยืดหดได้ชิ้นแรกของโลก

ดาบของบูร์คานสามารถปล่อยใบมีดพลาสมาความยาวกว่า 1 เมตร ให้ความร้อนสูงถึง 2,800 องศาเซลเซียส และสามารถตัดเหล็กได้

บูร์คานเผยกับกินเนสส์ว่า งานวิจัยหลักของเขาคืออุปกรณ์ที่สร้างไฮโดรเจนและการผลิตดาบเจไดก็ไม่ใช่งานง่ายๆ

“ผมเป็นแผนตัวยงของ Star Wars มาตลอดชีวิต และดาบไลท์เซเบอร์คือแกดเจ็ตที่ผมอยากได้ที่สุด” ยูทูบเบอร์รัสเซียเผย “ผมสั่งสมไอเดียและชิ้นส่วนต่างๆ สำหรับทำดาบนี้มาหลายปี รวมทั้งอุปกรณ์ผลิตพลังงานจากในอินเทอร์เน็ตและจากกองเศษเหล็ก”

ขั้นตอนแรกของการสร้างดาบคือ การสร้างอิเล็กโทรไลเซอร์ หรือเครื่องมือสำหรับผลิตและแยกก๊าซไฮโดรเจนและออกซิเจน หลังผ่านการทดลองหลายครั้ง ในที่สุดบูร์คานก็สามารถบีบส่วนประกอบของก๊าซนี้ให้เข้าไปอยู่ในด้ามของดาบและปล่อยออกมาในลักษณะคล้ายหัวพ่นไฟสำหรับเชื่อมเหล็ก และผลิตดาบต้นแบบขึ้นมาได้สำเร็จ

บูร์คานเล่าว่า ดาบสามารถใช้งานได้เต็มที่ราว 30 วินาที โดยเปลวไฟไฮโดรเจนยังทำงานไม่เสถียรเท่าที่ควรโดยเฉพาะตอนแกว่งดาบไปมา และบางครั้งก็เกิดเปลวไฟลวกมือเพราะไฮโดรเจนวาบย้อนกลับ

หลังประสบความสำเร็จกับดาบเจไดต้นแบบแล้ว บูร์คานมีแผนจะอัพเกรดหัวพ่นก๊าซและพัฒนาระบบเก็บคาร์บอนมาใช้แทนที่ถังเก็บเชื้อเพลิง เพื่อทำให้ดาบออกมาใกล้เคียงกับที่ใช้ในภาพยนตร์มากที่สุด

นอกจากนี้ หนุ่มคนนี้กำลังพัฒนาชุดไอรอนแมนอยู่ด้วย “แน่นอนว่าผมรู้สึกดีมากที่ได้รับการบันทึกสถิติในกินเนสส์จากสิ่งที่ผมทำขึ้นมาเองกับมือ ความต้องการเดียวตอนนี้คือการสร้างอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านี้!”

ทั้งนี้ บูร์คานไม่ใช่คนเดียวที่พยายามสร้างดาบเจได ก่อนหน้านี้บริษัท Hacksmith Industries ของแคนาดาที่ก่อตั้งโดย เจมส์ ฮอบสัน ก็สร้างดาบสำเร็จและได้รับการบันทึกสถิติกินเนสส์เป็นดาบเลเซอร์ดั้งเดิม (proto-lightsaber) ที่ยืดหดได้ชิ้นแรกของโลก

แต่ดาบของ Hacksmith Industries ต้องอาศัยแหล่งพลังงานจากภายนอก นั่นคือถังบรรจุก๊าซโพรเพนแบะออกซิเจนซึ่งอยู่ในเป้ใบเล็กๆ ที่เชื่อมกับตัวดาบ

หมายเหตุ: ภาพประกอบ REUTERS/Peter Nicholls

พบสิ่งมีชีวิตใหม่กว่า 200 สายพันธุ์ในลุ่มแม่น้ำโขง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674150

วันที่ 27 ม.ค. 2565 เวลา 17:40 น.พบสิ่งมีชีวิตใหม่กว่า 200 สายพันธุ์ในลุ่มแม่น้ำโขงWWF พบสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ 224 ชนิดในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง

เอเอฟพีและรอยเตอร์สอ้างรายงานจากองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ระบุว่านักวิทยาศาสตร์ค้นพบสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ 224 ชนิดในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงในปี 2020 แม้ว่าจะมีภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การตัดต้นไม้

โดยรวมแล้วมีการค้นพบพืชและสัตว์ 224 สายพันธุ์ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งครอบคลุมประเทศไทย เมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม

การค้นพบครั้งนี้รวมถึงจิ้งจกนิ้วยาวสายพันธุ์ใหม่ (rock gecko) ในประเทศไทย ต้นหม่อนพันธุ์ใหม่ในเวียดนาม และกบหัวโตในเวียดนามและกัมพูชา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของธรรมชาติในการเอาชีวิตรอดในระบบนิเวศที่ถูกทำลายและเสื่อมโทรม

ลิงโพพา แลงเกอร์ (Popa langur) ซึ่งตั้งชื่อตามภูเขาไฟ Mount Popa ในภาคกลางของเมียนมา ซึ่งคาดว่าจะ เหลืออยู่เพียง 200 ถึง 250 ตัว เนื่องจากถูกคุกคามจากการล่าสัตว์ การตัดไม้ทำลายป่า ทำให้สูญเสียที่อยู่อาศัย (WWF / AFP)
กบ Ky Quan San ในเวียดนามอาศัยอยู่บนยอดเขาระดับความสูงมากกว่า 2,000 เมตร (WWF / AFP)
งู Pareas geminatus ในล่องแจ้ง ไชยสมบูรณ์ ประเทศลาว (WWF / AFP)
ตุ๊กแก Cyrtodactylus phnomchiensis ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ากรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา (WWF / AFP)
Capparis macrantha ในเขตอนุรักษ์แห่งชาตินามกะดิง บอลิคำไซ ทางตอนกลางของประเทศลาว (WWF / AFP)

ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งมีภูมิประเทศตั้งแต่ป่าไปจนถึงถูเขาและหินปูนทำให้มีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมาก และยังเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ที่น่าประทับใจ ตลอดจนสิ่งมีชีวิตใกล้สูญพันธุ์

WWF กล่าวว่านับตั้งแต่ปี 1997 มีการค้นพบสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่มากกว่า 3,000 ชนิด แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาระบบนิเวศที่เปราะบางของภูมิภาคนี้

Photo by Handout / WWF / AFP

มหัศจรรย์เทคโนโลยีที่มาก่อนกาล หลักฐานศัลยกรรมกะโหลกชาวเปรูโบราณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674146

วันที่ 27 ม.ค. 2565 เวลา 16:44 น.มหัศจรรย์เทคโนโลยีที่มาก่อนกาล หลักฐานศัลยกรรมกะโหลกชาวเปรูโบราณกะโหลกของนักรบเปรูอายุ 2,000 ปีที่ใช้แผ่นโลหะเชื่อมความเสียหายคือหนึ่งในตัวอย่างของการผ่าตัดขั้นสูงที่เก่าแก่ที่สุดชิ้นหนึ่งของโลก

กะโหลกศีรษะมนุษย์ชิ้นหนึ่งที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ SKELETONS: Museum of Osteology ในรัฐโอกลาโฮมาของสหรัฐสร้างความฮือฮาในกลุ่มนักโบราณคดีและผู้ที่สนใจ เนื่องจากมีโลหะแผ่นใหญ่ปิดบริเวณกะโหลกที่เสียหาย

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่านักรบเจ้าของกะโหลกชิ้นนี้ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะจากสมรภูมิสู้รบ เมื่อนักรบรายนี้ถูกนำตัวกลับจากสงคราม ศัลยแพทย์ได้ใส่ชิ้นส่วนโลหะเข้าไปในกะโหลกเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ และที่น่าอัศจรรย์คือ นักรบรายนี้รอดทั้งจากอาการบาดเจ็บและการผ่าตัด

ที่บอกว่าน่าอัศจรรย์ก็เพราะในสมัยนั้นยังไม่มียาชาเหมือนที่ใช้ในปัจจุบัน โดยเฟซบุ๊คของพิพิธภัณฑ์ระบุว่า “แม้ว่าเราไม่สามารถการันตีได้ว่ามีการใช้ยาสลบ แต่เราทราบว่าในช่วงเวลานั้นมีการใช้สมุนไพรจากธรรมชาติระหว่างการผ่าตัด” (ชาวอินคาในเปรูอาจจะมีการใช้ใบโคคากับสมุนไพรบางชนิดช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด)

กระดูกกะโหลกที่แตกซึ่งอยู่รอบๆ แผ่นโลหะประสานเข้าด้วยกันอย่างดี

และเฟซบุ๊คของพิพิธภัณฑ์ยังชี้ให้เห็นว่า กระดูกกะโหลกที่แตกซึ่งอยู่รอบๆ แผ่นโลหะประสานเข้าด้วยกัน ซึ่งบ่งบอกว่าการผ่าตัดประสบความสำเร็จด้วยดี และบอกอีกว่าโลหะดังกล่าวไม่ได้ถูกเทลงในกะโหลกในรูปของโลหะหลอมเหลว

ตัวแทนของพิพิธภัณฑ์บอกกับ Daily Star ว่า “เราไม่รู้จักโลหะนี้ แต่โดยปกติเงินหรือทองจะถูกนำมาใช้สำหรับขั้นตอนลักษณะนี้”

ถึงตอนนี้กะโหลกนี้กลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่พิสูจน์ว่ามนุษย์ในยุคโบราณมีความสามารถในการลงมือผ่าตัดขั้นสูงที่น่าทึ่งมาก

ทั้งนี้ บริเวณที่ค้นพบกะโหลกศีรษะในเปรูนั้นเป็นที่รู้จักมานานสำหรับศัลยแพทย์ที่คิดค้นขั้นตอนที่ซับซ้อนในการรักษากะโหลกศีรษะที่แตกร้าว

การบาดเจ็บที่ศีรษะถือเป็นเรื่องปกติในเปรูเมื่อหลายพันปีก่อน เนื่องจากในสมรภูมิสงครามมีการใช้ไม้กระบองและเครื่องยิงคล้ายหนังสติ๊กซึ่งทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง ทำให้แพทย์ชาวเปรูต้องหาวิธีรักษาบาดแผลเหล่านั้นและมีความเชี่ยวชาญอย่างมาก

จอห์น เวราโน นักมานุษยวิทยากายภาพของมหาวิทยาลัยทูเลนของสหรัฐเผยกับ The Star ว่า อัตราการรอดชีวิตของการรักษาบาดแผลรุนแรงที่ศีรษะสูงอย่างน่าประหลาดใจคือ ราว 70%

การรักษากะโหลกแตกร้าวเป็นตัวอย่างหนึ่งของการเจาะกะโหลก (Trepanation) ซึ่งมีการปฏิบัติมาช้านานในแถบพื้นที่ที่พบกะโหลกชิ้นนี้ แพทย์ชาวเปรูใช้วิธีการเจาะกะโหลกไม่เฉพาะกับการประกอบพิธีกรรมเท่านั้น แต่ยังใช้รักษาอาการต่างๆ ด้วย

ผู้รักษาจะเจาะหรือขูดกะโหลกในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บสาหัสที่สมอง ทั้งเพื่อนำเศษกะโหลกที่แตกร้าวออก เพื่อลดความดันจากอาการสมองบวม และเพื่อระบายของเหลวที่คั่งในสมอง

เวราโนเผยกับ National Geographic เมื่อปี 2016 ว่า “พวกเขาเรียนรู้ตั้งแต่แรกว่ามันคือการรักษาที่จะช่วยรักษาชีวิต เรามีหลักฐานมากมายที่บอกว่าการเจาะกะโหลกไม่ได้ทำเพื่อให้รู้สึกตัวหรือเป็นการทำพิธีกรรมล้วนๆ แต่มีความเชื่อมโยงกับผู้ป่วยที่มีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง (และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง) กะโหลกร้าว”

การศึกษาที่พีพิมพ์ในวารสาร World Neurosurgery เมื่อปี 2018 พบว่า การเจาะกะโหลกในสมัยอินคามีอัตราการประสบความสำเร็จถึง 80%

กะโหลกนักรบเปรูที่จัดแสดงใน Museum of Osteology

นอกจากแผ่นโลหะแล้ว ผู้เชี่ยวชาญยังระบุว่ากะโหลกนักรบเปรูชิ้นนี้ยังผ่านกระบวนการยืดกะโหลก (Elongation) ซึ่งเป็นรูปแบบของการเปลี่ยนแปลงร่างกายในสมัยโบราณที่นิยมในยุโรปตะวันออก อเมริกา ตะวันออกไกล และแอฟริกา รวมทั้งในเปรู

การยืดกะโหลกให้ยาวออกไปทางด้านหลังต้องทำตั้งแต่ยังเด็กๆ โดยจะใช้เปลือกไม้หรือไม้ 2 ชิ้นมาขนาบด้านข้างแล้วใช้ผ่าพันรอบศีรษะเพื่อบีบกะโหลกเป็นระยะเวลาหนึ่ง

การศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Current Anthropology เมื่อปี 2018 ระบุว่า การยืดกะโหลกถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะที่สูงส่งในสังคม ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่าเป็นการแสดงถึงความสวยงามและสติปัญญาด้วย

การขุดค้นทางโบราณคดีที่ตามมาพบว่า สตรีชาวเปรูที่มีกะโหลกศีรษะยาวมีโอกาสได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะน้อยกว่าสตรีที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการนี้

ทั้งนี้ เดิมกระโหลกของนักรบชาวเปรูรายนี้ถูกเก็บอยู่ในคอลเลคชันของสะสมส่วนตัวของพิพิธภัณฑ์ SKELETONS: Museum of Osteology และเพิ่งถูกนำมาจัดแสดงต่อสาธารณชนเมื่อปี 2020 เนื่องจากประชาชนให้ความสนใจกันมากหลังมีรายงานข่าวการค้นพบกะโหลกชิ้นนี้

ภาพ: Facebook/Museum of Osteology 

เกิดอะไรขึ้น? Omicron ยอดดับในสหรัฐพุ่งแซงจุดพีก Delta

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674131

วันที่ 27 ม.ค. 2565 เวลา 15:51 น.เกิดอะไรขึ้น? Omicron ยอดดับในสหรัฐพุ่งแซงจุดพีก Deltaแม้จะพบว่า ‘โอมิครอน’ รุนแรงน้อยกว่า ‘เดลตา’ แต่ผู้เสียชีวิตในสหรัฐกลับพุ่ง

แม้ว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์เดลตา แต่ข้อมูลล่าสุดจากสหรัฐพบว่าผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ระลอกที่มีการแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอมิครอนในปัจจุบัน แซงหน้าผู้เสียชีวิตในช่วงที่สายพันธุ์เดลตาระบาดถึงจุดพีก

ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ เปิดเผยจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เฉลี่ยในรอบสัปดาห์พบว่ามีชาวอเมริกันเสียชีวิตเฉลี่ยวันละมากกว่า 2,000 ราย

เพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 รายเมื่อเทียบกับจำนวนผู้เสียชีวิตรายวันเมื่อสองเดือนที่แล้ว และนับว่าเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. 2021 โดยผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าตัวเลขดังกล่าวมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอีก

เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัลระบุว่าแม้จะมีหลักฐานจำนวนมากที่บ่งชี้ว่าโอมิครอนมีโอกาสทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตน้อยกว่าสายพันธุ์ที่ระบาดก่อนหน้านี้ แต่มันแพร่กระจายรวดเร็วกว่า และทำให้มีผู้ติดเชื้อมากกว่าสายพันธุ์ก่อนๆ

อับราร์ คาราน แพทย์ด้านโรคติดเชื้อจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดกล่าวกับบีบีซีว่าสาเหตุหลักที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นสูงคือการที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก แม้ว่าโดยทั่วไปจะมีอาการรุนแรงน้อยกว่าเดลตา แต่เมื่อโอมิครอนแพร่เชื้อได้มาก โอกาสที่จะมีผู้ป่วยอาการหนักก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ในสหรัฐพบว่าเป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี และผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน โดยประมาณ 75% ของผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ระลอกนี้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป

โรเชลล์ วาเลนสกี ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) กล่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า “รุนแรงน้อยลงไม่ได้หมายความว่าไม่รุนแรง เราไม่สามารถมองข้ามความเสี่ยงที่จะเกิดระบบสาธารณสุขตึงตัว และการเสียชีวิตจำนวนมาก…โรงพยาบาลหลายแห่งกำลังรองรับผู้ป่วยเกินขีดจำกัด”

วาลนสกีเคยกล่าวว่าผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาอาจมาจากสายพันธุ์เดลตาที่แพร่ระบาดก่อนหน้านี้ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาที่จะทำความเข้าใจว่าโอมิครอนซึ่งแพร่ระบาดเมื่อปลายปีที่แล้วกระทบต่อยอดผู้เสียชีวิตโดยรวมอย่างไร

ขณะเดียวกัน ด้านยุโรปตะวันตกซึ่งมีอัตราการฉีดวัคซีนสูงกว่าสหรัฐพบว่าโอมิครอนทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ แต่การรักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตไม่ได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนที่เคยพบในระลอกก่อน

แม้ว่าจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์แต่เนเธอร์แลนด์ได้ผ่อนคลายข้อจำกัดที่บังคับใช้เมื่อเดือนที่แล้ว เนื่องจากการรักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตมีแนวโน้มลดลง นอกจากนี้อีกหลายประเทศในยุโรป อาทิ สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ และฝรั่งเศส ยกเลิกหรือผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคเช่นกัน

ขณะที่เยอรมนีซึ่งมีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากเป็นประวัติการณ์ที่ 164,000 รายในวันพุธที่ผ่านมา แต่อัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 กลับลดลง โดยในวันเดียวกันมีผู้เสียชีวิต 166 ราย ลดลง 31% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่แล้ว และต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย.

Photo by Spencer Platt/Getty Images/AFP

ส่องวิธีแก้เผ็ดเพื่อนบ้านห้องข้างบนที่ทำเสียงดังของชาวจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674108

วันที่ 27 ม.ค. 2565 เวลา 14:04 น.ส่องวิธีแก้เผ็ดเพื่อนบ้านห้องข้างบนที่ทำเสียงดังของชาวจีนเกลือจิ้มเกลือชาวจีนคิดค้นเครื่องมือเอาคืนเพื่อนบ้านเจ้าปัญหาที่ชอบทำเสียงดัง

คนที่อาศัยอยู่ในคอนโดต้องเคยเจอปัญหาเพื่อนบ้านชั้นบนทำเสียงดังมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเดินลงส้นเท้า ตำน้ำพริก เคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์ หรือเปิดเพลงจนเกิดเสียงรบกวนมาถึงข้างล่าง บางครั้งแจ้งนิติบุคคลแล้วก็ไม่มีอะไรดีขึ้น

ที่จีนมีอุปกรณ์แก้เผ็ดเพื่อนบ้านเสียงดังแบบเกลือจิ้มเกลือ จะได้รู้บ้างว่าตัวเองสร้างความรำคาญให้เพื่อนบ้านแค่ไหน แต่จะได้ผลมากน้อยแค่ไหนเดี๋ยวมาดูกัน

อุปกรณ์ที่ว่านี้เรียกว่า “เจิ้นโหลวชี่” หรือเครื่องสั่นพื้นห้อง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่สามารถยึดติดกับเพดานและจะทำให้เพื่อนบ้านจอมสร้างปัญหาชั้นบนต้องกุมขมับด้วยการสร้างแรงสั่นสะเทือนที่พื้นห้อง

ที่จริงเจิ้นโหลวชี่มีขายบนเว็บไซต์ Taobao ครั้งแรกเมื่อปี 2015 ในฐานะอุปกรณ์วิเศษที่ใช้จัดการกับเพื่อนบ้านชั้นบนที่ทำเสียงดัง ก่อนจะกลายเป็นสินค้ายอดฮิตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจนร้านค้าออนไลน์หลายร้านพากันนำมาขาย

และในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมามันกลับมาฮิตอีกครั้งและปรากฏในสตอรี่ต่างๆ ในโซเชียลมีเดียบ่อยขึ้น นั่นเพราะว่าหลายคนต้องถูกล็อกดาวน์อยู่ในบ้านตามนโยบายสกัด Covid-19 ที่เข้มงวดของรัฐบาลจีน

แต่ดูเหมือนว่าเจ้าเครื่องสั่นพื้นที่ว่านี้จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพซะจนเรียกได้ว่าได้ผลเกินไปด้วยซ้ำ เพราะมันทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านแย่ลงไปอีก

คลิปวิดีโอที่โพสต์ใน Weibo เผยให้เห็นภาพจากกล้องวงจรปิดในอาคารที่พักอาศัยแห่งหนึ่ง ผู้ชายคนหนึ่งเดินลงมาที่หน้าห้องของเพื่อนบ้านที่อยู่ด้านล่างห้องของตัวเองด้วยท่าทีโกรธเกรี้ยวพร้อมกับมีดยาวเล่มหนึ่ง แล้วถามเพื่อนบ้านห้องนั้นว่าใช้เจิ้นโหลวชี่ใช่มั้ย

เพื่อนบ้านก็บ่นว่า มันมีเสียงดังมาจากห้องของชายคนดังกล่าวตลอดเวลา ส่วนผู้ชายก็โต้กลับว่าเขาก็ได้ยินเสียงเจิ้นโหลวชี่สั่นทุกวัน ทันใดนั้นภรรยาของฝ่ายผู้ชายก็ปรากฏตัว จากนั้นการปะทะฝีปากได้กลายเป็นการใช้กำลังถึงเนื้อถึงตัว

อีกเรื่องหนึ่งเป็นของผู้หญิงแซ่เฉินที่พาสามี ลูกชาย และแม่สามีย้ายเข้าไปอยู่ในอพาร์ทเม้นต์แห่งหนึ่งในเมืองหางโจวเมื่อปี 2020 จากนั้นก็มีเสียงกระทืบเท้าและเสียงเคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์ดังมาจากห้องของเธอ ในที่สุดเพื่อนบ้านก็ทนไม่ไหวต้องติดตั้งเจิ้นโหลวชี่ซึ่งจะเปิดเครื่องทุกวันตั้งแต่ 2 ทุ่มถึงเที่ยงคืน

สุดท้ายต้องเป็นสมาชิกในบ้านเฉินเองที่ต้องปวดหัวกับพื้นห้องที่สั่นสะเทือนและเสียงการทำงานของเครื่องที่สร้างความเครียดและกระทบกับการนอนของทุกคน

อย่างไรก็ดี แม้ว่าการใช้เจิ้นโหลวชี่จะไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่มันก็สร้างมลพิษทางเสียงและอาจสร้างความเสียหายให้โครงสร้างของอาคาร ซึ่งนั่นก็เพียงพอที่จะให้เพื่อนบ้านแจ้งตำรวจเมื่อพวกเขารู้ว่าคนที่อยู่ชั้นล่างติดตั้งเครื่องนี้

ดังนั้นคำว่า เจิ้นโหลวชี่จึงกลายเป็นคำต้องห้ามใน Taobao แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าเครื่องนี้ก็ยังมีขายในชื่ออื่นๆ ในราคา 168 หยวน หรือ 878 บาท

เมื่อเรื่องราวนี้ถูกเผยแพร่ใน Weibo หลายคนเข้ามาแสดงความเห็นว่าจะซื้อมาใช้บ้าง โดยผู้ใช้คนหนึ่งบอกว่า “ฉันตื่นกลางดึกอีกแล้ว เพราะผู้หญิงห้องข้างบนทำเสียงดัง ฉันต้องซื้อสักอันแล้วล่ะ”

REUTERS/Chen Lin

มาดู Oxagon เมืองลอยน้ำสุดล้ำของซาอุดีอาระเบีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674103

วันที่ 27 ม.ค. 2565 เวลา 12:50 น.มาดู Oxagon เมืองลอยน้ำสุดล้ำของซาอุดีอาระเบียOxagon เมืองลอยน้ำแห่งอนาคต พลังงานสะอาด 100% ศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งใหม่ของโลก

มกุฏราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอาซิซ อัล ซาอูด เปิดเผยแผนการสร้างเมืองท่าลอยน้ำสุดล้ำขนาดยักษ์ที่เรียกว่า “Oxagon” เมื่อเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ดำเนินการโดยหุ่นยนต์และ AI

ยิ่งไปกว่านั้น เมืองท่าแปดเหลี่ยมนี้จะขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด 100% และยังเป็นเมืองลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่เรียกว่าเมืองลอยน้ำเนื่องจากครึ่งหนึ่งของเมืองลอยอยู่ในทะเลแดงนั่นเอง

เรียกได้ว่าเป็นเมืองแห่งอนาคตสุดล้ำยุคเนื่องจากเมืองแห่งนี้จะขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่ทันสมัย รวมถึง Internet of Things (IoT), AI และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทั่วทุกซอกทุกมุมของเมือง

Oxagon จะเป็นศูนย์รวมของผู้ที่มีความสามารถระดับหัวกะทิเพื่อสร้างนวัตกรรมและแก้ปัญหาสำคัญของโลก และยังตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางศูนย์กลางโลจิสติกส์แบบบูรณาการ ตลอดจนเชื่อมต่อท่าเรือและสนามบินอย่างทันสมัยhttps://www.youtube.com/embed/V_p3kl6FHDY

เมืองท่าลอยน้ำแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเมืองแห่งอนาคต Neom สมาร์ทซิตี้ขนาดมหึมาที่มีขนาดประมาณ 10,230 ตารางไมล์ หรือใหญ่กว่ามหานครนิวยอร์กถึง 33 เท่า

Neom ถูกเคลมว่าจะเป็นจุดหมายปลายทางและบ้านของผู้ที่ฝันใหญ่ และต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโมเดลใหม่เพื่อการอยู่อาศัยอย่างเหนือชั้น สร้างธุรกิจที่เจริญรุ่งเรือง และปฏิรูปการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ในเมืองแห่งอนาคตจะมีการพัฒนาเส้นทางที่เรียกว่า The Line ความยาว 170 กิโลเมตร ด้วยแนวคิด “ไร้รถ ไร้ถนน ไร้มลพิษ”

ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบียทุ่มงบประมาณในการพัฒนาเมืองแห่งอนาคต Neom ไปถึง 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเจ้าชายโมฮัมเหม็ดย้ำว่าเมืองแห่งอนาคตนี้จะเป็นการ “การปฏิวัติเพื่อมนุษยชาติ” ด้วยปริมาณรถยนต์ ถนน และการปล่อยมลพิษในเมืองเป็นศูนย์

Neom เป็นโครงการชิ้นเอกของเจ้าชายโมฮัมเหม็ดซึ่งเปิดตัวในเดือนต.ค. 2017 โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันในซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของโลกด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี รวมทั้งธุรกิจใหม่ๆ

นี่เป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของซาอุดีอาระเบียที่ต้องการลดการพึ่งพาน้ำมัน และเปลี่ยนประเทศให้กลายเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีอย่างซิลิคอนแวลลีย์ แต่ก็จะรวบรวมทั้งชุมชนเมือง ศูนย์วิจัย สถานศึกษา และสถานที่ท่องเที่ยวเข้าไว้ด้วยกัน

แม้ว่าซาอุดีอาระเบียจะเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมัน แต่ก็มีแผนที่จะลดการผลิตน้ำมันและหันไปใช้พลังงานหมุนเวียนแทนโดยตั้งเป้าที่จะเป็นประเทศสีเขียวในอนาคต

ผ่านไป 7 ปี ชิ้นส่วน SpaceX กำลังจะพุ่งชนดวงจันทร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674092

วันที่ 27 ม.ค. 2565 เวลา 11:10 น.ผ่านไป 7 ปี ชิ้นส่วน SpaceX กำลังจะพุ่งชนดวงจันทร์ นักดาราศาสตร์คาดชิ้นส่วนจรวด SpaceX ใกล้พุ่งชนดวงจันทร์ด้วยความเร็วสูง

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 27 ม.ค. บิล เกรย์ นักดาราศาสตร์ผู้อยู่เบื้องหลัง Project Pluto ซอฟต์แวร์คำนวณวิถีโคจรของดาวเคราะห์น้อยและวัตถุอื่นๆ ในอวกาศซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก NASA กล่าวว่าชิ้นส่วนของจรวด SpaceX ที่ระเบิดออกเมื่อ 7 ปีก่อนและถูกทิ้งให้ลอยอยู่ในอวกาศหลังเสร็จสิ้นภารกิจ มีแนวโน้มพุ่งชนดวงจันทร์ในเดือนมี.ค. ด้วยความเร็วราว 9,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

จรวดดังกล่าวถูกนำไปใช้ในปี 2015 เพื่อเป็นบูสเตอร์นำดาวเทียม Deep Space Climate Observatory (DSCOVR) ของ NASA ขึ้นสู่วงโคจรเพื่อถ่ายภาพดวงจันทร์ ก่อนที่จะระเบิดออกและถูกทิ้งเป็นขยะอวกาศ

เกรย์สังเกตว่าจรวดดังกล่าวมีแนวโน้มจะพุ่งชนดวงจันทร์ในวันที่ 4 มี.ค. ด้วยความเร็วมากกว่า 5,500 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือราว 9,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมเรียกร้องให้นักดาราศาสตร์ร่วมสังเกตการณ์

ทั้งนี้ เวลาและจุดกระทบที่แน่นอนอาจมีความคาดเคลื่อนเล็กน้อย แต่เกรย์ค่อนข้างมั่นใจว่าขยะอวกาศจาก SpaceX จะพุ่งชนดวงจันทร์ในวันดังกล่าวแน่นอน

“ผมติดตามวิถีโคจรของขยะอวกาศประเภทนี้มาประมาณ 15 ปีแล้ว และนี่คือปรากฏการณ์ชนดวงจันทร์โดยไม่ได้ตั้งใจครั้งแรกที่ผมเคยเจอ” เกรย์กล่าวกับเอเอฟพี

พร้อมเสริมว่าในอนาคตจะมีปรากฏการณ์ชนดวงจันทร์โดยไม่ได้ตั้งใจมากขึ้นอีก เนื่องจากภารกิจด้านอวกาศของสหรัฐและจีนมีมากขึ้น ส่งผลให้มีขยะอวกาศถูกทิ้งในวงโคจรมากขึ้น

ด้าน SpaceX ไม่ได้ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็นจากเอเอฟพี

AFP PHOTO / Robyn Beck

เตรียมรับแรงกระแทก! เฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย มี.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674088

วันที่ 27 ม.ค. 2565 เวลา 10:36 น.เตรียมรับแรงกระแทก! เฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย มี.ค.นี้ธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอย่างเร็วสุดในเดือน มี.ค.นี้

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ส่งสัญญาณว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) พร้อมขึ้นดอกเบี้ยในเดือน มี.ค.นี้ นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2018 เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในรอบเกือบ 40 ปีและตลาดแรงงานที่กลับมาแข็งแกร่งหลังการระบาดของ Covid-19

แถลงการณ์ของ FOMC ระบุว่า “เนื่องจากเงินเฟ้อดีดตัวเหนือระดับ 2% และตลาดแรงงานมีความแข็งแกร่ง คณะกรรมการจึงเห็นว่าเป็นการเหมาะสมที่จะปรับขึ้นเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในไม่ช้า”

ด้าน เจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed เผยกับผู้สื่อข่าวว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะพิจารณาว่าจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ในการประชุม FOMC ครั้งต่อไปในวันที่ 15-16 มี.ค.

“คณะกรรมการมีแนวคิดที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือน มี.ค. หากมีเงื่อนไขเหมาะสมที่จะทำเช่นนั้น” พาวเวลล์เผย และเมื่อถูกถึงอัตราดอกเบี้ยที่จะขึ้น พาวเวลล์ตอบว่า “ขณะนี้เรายังไม่ได้ตัดสินใจเกี่ยวกับเส้นทางของนโยบาย และผมขอย้ำอีกครั้งว่าเราจะทำอย่างเรียบง่ายและรวดเร็ว”

พาวเวลล์เผยอีกว่า “มีความเสี่ยงที่ภาวะเงินเฟ้อที่เรากำลังเผชิญอยู่จะยืดเยื้อ มีความเสี่ยงว่ามันจะเพิ่มสูงขึ้น เราต้องมีนโยบายที่เหมาะสมเพื่อรับมือกับผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ทั้งหมด”

FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักมากถึง 100% ที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมนโยบายการเงินในเดือน มี.ค. พร้อมกับคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งภายในปีนี้

ด้านโกลด์แมน แซคส์คาดการณ์ว่า Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่า 4 ครั้งในปีนี้ และจะเริ่มปรับลดขนาดงบดุลในเดือน ก.ค.หรือเร็วกว่านั้น

REUTERS/Cagla Gurdogan/File Photo

มีอะไรที่สำคัญกว่าเพชร? เหตุผลที่ซาอุฯ ต้องคืนดีกับไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674057

วันที่ 26 ม.ค. 2565 เวลา 20:08 น.มีอะไรที่สำคัญกว่าเพชร? เหตุผลที่ซาอุฯ ต้องคืนดีกับไทยวิเคราะห์เหตุผลและผลของการฟื้นคืนสัมพันธ์ครั้งนี้ จากทัศนะเชิงข่าวต่างประเทศและความเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของทั้งสองฝ่าย และประเทศอื่นๆ รอบๆ ไทยกับซาอุดีอาระเบีย

 ถึงเวลานี้คงไม่ต้องสาธยายกันแล้วว่า “กรณีเพชรซาอุฯ” คืออะไรและสำคัญอย่างไร เพราะคนไทยจำนวนมากคงรู้กันดี เพียงแต่มันมีปริศนาคาใจมานานสามทศวรรษแล้วว่า “ตกลงมันไปอยู่ในมือใคร?” ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่ไม่เคยจบสิ้น แม้กระทั่งในวันที่ซาอุดีอาระเบียและประเทศไทยตัดสินใจรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตเต็มรูปแบบอีกครั้ง

 ทำไมถึงต้องรอนานถึง 30 กว่าปีกว่าจะคืนดี? ที่จริงแล้วไทยไม่เคยรอให้ซาอุดีอาระเบียคืนดีเอง แต่เป็นพยายามหลายครั้งหลายหนที่จะสะสางเรื่องคาใจนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยคนแล้วคนเล่าของรัฐบาลสมัยแล้วสมัยเล่าเดินทางไปซาอุดีอาระเบียเพื่อหารือด้วยตนเองในประเด็นต่างๆ หลังจากความสัมพันธ์ถูกลดระดับลงเหลือแค่เพียงอุปทูต

 ขณะที่ซาอุฯ เองก็มีความเปลี่ยนแปลงด้านฝ่ายบริหารหลายครั้งไม่ต่างจากไทย ทั้งระดับสมเด็จพระราชาธิบดี (ซาอุดีอาระเบียปกครองด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กษัตริย์มีสถานะประหนึ่งนายกรัฐมนตรี) และระดับมกุฏราชกุมาร (ซึ่งมีสถานะเทียบรองนายกรัฐมนตรี หรือบางครั้งเป็นเสมือนผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์)

 แต่การเปลี่ยนตัวระดับนำในซาอุฯ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย เพราะประมุขและผู้นำฝ่ายบริหารล้วนแต่คิดเหมือนกันๆ และโดยตามธรรมเนียมในการแต่งตั้งระดับผู้นำจะต้องมีวัยใกล้กันๆ คืออาวุโสสูง/ผู้สูงวัยเกือบทั้งสิ้น จนซาอุดีอาระเบียถูกมองว่าเป็น “สังคมที่ปกครองโดยผู้สูงวัย” คิดอะไรย่ำอยู่กับที่

 จนกระทั่งซาอุดีอาระเบียเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน ทรงแต่งตั้ง มุฮัมมัด บิน ซัลมาน พระโอรสขึ้นเป็นมกุฏราชกุมาร และทรงถอดพระญาติคือมุฮัมมัด บิน นาเยฟจากตำแหน่ง การถอดและตั้งมกุฏราชกุมารในซาอุฯ เกิดขึ้นประปราย มีความเกีย่วข้องกับเรื่องวัยและอายุของผู้ดำรงตำแหน่งมากกว่าเรื่องการเมือง (อย่างที่กล่าวไปว่าซาอุฯ ปกครองโดยกลุ่มเชื้อพระวงศ์อาวุโสมาก) แต่กรณีของตั้ง มุฮัมมัด บิน ซัลมาน ทรงขึ้นเป็นมกุฎราชกุมารด้วยเหตุผลทางการเมืองมากกว่า และที่สำคัญมีพระชนมายุน้อยมากเพียง 37 พรรษา (หรือ 32 พรรษาคราวที่รับตำแหน่ง)

 มุฮัมมัด บิน ซัลมานทรงมีอิทธิพลสูงมากและว่ากันว่าทรงมีอิทธิพลที่แท้จริงในประเทศมากกว่าพระราชบิดาเสียอีก (อ่านเพิ่มเติมจากเรื่อง “ผู้ยิ่งใหญ่คับฟ้าแห่งซาอุฯ มกุฏราชกุมาร ‘โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน‘) ทรงใช้อำนาจที่แข็งกร้าวในการกวาดล้างผู้ที่อาจเป็นเสี้ยนหนามอำนาจ จับกุมตัวบุคคลสำคัญของประเทศมากมาย และปรับโครงสร้างการบริหารประเทศเสียใหม่

 แต่จุดเด่นของพระองค์คือการผลักดันซาอุฯ สู่ทิศทางใหม่ในอนาคต จากเดิมที่พึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก หันมากระจายการลงทุนที่หลากหลายขึ้น เพราะอนาคตของน้ำมันไม่แน่นอนขึ้นทุกวัน หลังจากทราบกันแล้วว่าน้ำมันคือตัวการของภาวะโลกร้อนที่เลวร้ายลงทุกที

 มุฮัมมัด บิน ซัลมานเคยใช้แทคติกเพื่อดึงน้ำมันให้ถูกลงเพื่อบีบให้ผู้ผลิตรายเล็กล้มละลาย แต่น้ำมันก็ยังผันผวนได้ง่าย และถึงแม้น้ำมันยังทำรายได้สูงและเป็นรายได้หลักของประเทศ แต่อนาคตมันไม่แน่ไม่นอน เมื่อถึงวันที่น้ำมันหมดอนาคตแล้วซาอุดีอาระเบียอาจจะกลายเป็นประเทศจนๆ ในพริบตาถ้าหมดน้ำมันหรือน้ำมันหมดความสำคัญ เช่นเดียวกับ นาอูรู ปรเะทศเล็กๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกที่ร่ำรวยด้วยฟอสเฟตและขุดขายจนมั่งคั่ง ทำให้ประชากรมีรายได้ต่อหัวสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่พอฟอสเฟตหมดสิ้น นาอูรูกลายเป็นประเทศยาจกในทันที

 นี่คือที่มาของ Vision 2030 นโยบายสำคัญของมุฮัมมัด บิน ซัลมาน หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจพึ่งพาน้ำมันมาเป็นเศรษฐกิจที่ยั่งยืนมากขึ้น ด้านพลังงานหันมาลงทุนพลังงานหมุนเวียน พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง และเทคโนโลยีชีวภาพ โดยเฉพาะการตัดแต่งพันธุกรรม ซึ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับอีกหนึ่งเป้าหมายที่องค์ชายทรงตั้งไว้คือการทำให้ซาอุฯ มีความมั่นคงด้านอาหาร ทั้งการพลิกแผ่นดินทะเลทรายสร้างไร่นาสีเขียว และการทุ่มลงทุนเพื่อรับประกันว่าซาอุฯ จะมีแหล่งอาหารที่มั่นคงในต่างประเทศ

 นักลงทุนซาอุฯ ได้รับการสนับสนุนให้ไปลงทุนในประเทศต่างๆ เพื่อกุมความมั่นคงด้านอาหารโดยรัฐบาลเสนอรายชื่อ 10 ประเทศที่ควรลงทุนในกลุ่มอาหาร/พืชอาหารนั้นๆ กับคนที่ยังคิดว่าน้ำมันคือทุกสิ่งทุกอย่าง อาจคิดว่ามันไม่จำเป็น จนกระทั่งกระแสต่อต้านน้ำมันเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ในเวทีด้านสิ่งแวดล้อมโลก ตามด้วยการลดการใช้น้ำมันของประเทศใหญ่ๆ คนที่เคยคิดว่านโยบายอาหารของซาอุฯ ไม่จำเป็นอาจต้องเปลี่ยนความคิด เพราะเห็นแล้วว่าน้ำมันอาจจะเป็นแหล่งเงินในตอนนี้ แต่ในวันข้างหน้า “ข้าวปลาเป็นของจริงมากกว่า”

 ในช่วงสิบปีกว่ามานี้ ซาอุฯ รุกคืบเรื่องการเสาะหา “ที่ดิน” เพื่อใช้เป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวเพื่อป้อนประเทศตัวเอง เป้าหมายมีทั้งในแอฟริกา (เช่นประเทศมาลีและเซเนกัล) ในตะวันออกกลางด้วยกัน (เช่นในอิรักแถบแม่น้ำไทกริสยูเฟรติส) และในแถบทะเลดำที่อุดมสมบูรณ์ (ประมาณ 10 ประเทศบริเวณนั้น) บริษัทจากซาอุฯ จะไปดีลกับเจ้าของที่ดินในประเทศเหล่านี้ เพื่อให้เพาะปลูกข้าวหรืออาหารจำเป็นเพื่อป้อนซาอุฯ โดยเฉพาะ หรือ Contract farming

 การลงทุนเหล่านี้มีมาก่อน Vision 2030 แต่มันเป็นเหมือนสัญชาติญาณของซาอุฯ ที่ต้องให้ตัวเองมั่นใจว่าจะมีข้าว/อาหารเพียงพอดำเนินการมาก่อนหน้านั้นหลายปีแล้ว และอันที่จริงไทยเคยเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการกว้านซื้อที่ดินเพื่อทำ Contract farming เพื่อผลิตข้าวให้ซาอุฯ มาแล้ว ในสมัยของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร (กล่าวกันว่าเป็นการริเริ่มของนายกรัฐมนตรียุคนั้น) แต่โครงการนี้ถูกต่อต้านอย่างหนัก นี่คือตัวอย่างหนึ่งในการรุกคืบเรื่องนี้ของซาอุฯ และเกือบจะทำให้ไทยขยับเข้าใกล้ซาอุฯเข้ามาอีกนิดหนึ่งในยุคสมัยหนึ่ง

 หลังจากมี Vision 2030 ของมกุฏราชกุมารมุฮัมมัด บิน ซัลมาน ประเทศแรกๆ ที่ทรงติดต่อเพื่อผลักดันความมั่นคงด้านอาหารคืออินเดียเมื่อปี 2019 โดยเป็นการช่วยกันพึ่งพา ฝ่ายหนึ่งพึ่งพาแหล่งข้าว อีกฝ่ายหนึ่งพึ่งพาแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซาอุฯ นั้นยกยออินเดียว่าเป็นแหล่งข้าว เนื้อแดง น้ำตาล เครื่องเทศ และนมผงที่ดีที่สุดสำหรับซาอุฯ (อาหารเหล่านี้ไทยก็สามารถส่งออกได้ดี) ในส่วนของข้าวนั้นซาอุฯ เน้นข้าวบาสมตีถึง 70% (ข้าวเมล็ดยาว) และ 70% นี้มาจากอินเดีย ส่วนข้าวเจ้า 10% เคยมาจากไทย

ราฮาฟ โมฮัมเหม็ด (Rahaf Mohammed) หญิงชาวซาอุฯ ที่หนีมายังไทยเพื่อขอลี้ภัยจาการถูกกดขี่ กลายเป็นกรณีระหว่างประเทศอันโด่งดังเมื่อปี 2019

 น่าสนใจว่าการฟื้นสัมพันธ์กับไทยในครั้งนี้ หนึ่งในเหตุผลของซาอุฯ จะเกี่ยวข้องการการเสาะหาดินแดนที่จะช่วยรับประกันความมั่นคงด้านอาหารหรือไม่? แม้จะยังไม่มีคำตอบชัด แต่จนถึงทุกวันนี้ มีเพียงอินเดียเท่านั้นที่ซาอุฯ ประกาศกระชับความมั่นคงด้านอาหารกับอินเดียในระดับรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้เพราะข้าวที่ซาอุฯ นำเข้าส่วนใหญ่มาจากอินเดีย รองลงมาคือปากีสถาน (แหล่งข้าวบาสมตีเช่นกัน) อันดับ 3 คือสหรัฐ และอันดับที่ 4 คือไทย ในบรรดาทั้ง 4 ประเทศนี้การนำเข้าข้าวจาก 3 อันดับแรกเติบโตสูงสุด (สถิติจากปี 2019)

 Vision 2030 ยังมีโครงการก่อสร้างระดับเมกะโปรเจกต์ที่สำคัญคือเมือง Neom ในแคว้นตะบูกริมทะเเลแดงใกล้กับจอร์แดน โดยตั้งเป้าให้เป็นสมาร์ทซิตี้ขนาดมหึมามีพื้นที่ 26,500 ตร.กม. ไปตามแนวริมทะเลแดงยาว 460 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุนประมาณ 500,000 ล้านดอลลาร์ มันเป็นเมืองแห่ง Vision 2030 ที่แท้จริง เพราะจะเน้นพลังงานทางเลือก ไม่ใช่น้ำมัน มีเมืองย่อยหลายเมือง เช่น The Line เป็นเมืองแนวยาวความยาว 170 กม. ที่จะไม่มีรถยนต์เลย ดังนั้นมันคือการพลิกซาอุฯ ไปสู่อนาคตที่เลิกพึ่งพาน้ำมันอย่างแท้จริง

 การฟื้นความสัมพันธ์ครั้งนี้จะมีผลดีต่อแรงงานจากไทยโดยตรง เพราะด้วยโครงการ Neom จะทำให้ซาอุฯ ต้องการแรงงานมีฝีมือจำนวนมหาศาล ซึ่งไทยขึ้นชื่อในเรื่องนี้และในช่วงที่ยังร้าวฉานกันนั้นซาอุฯ ก็ยังอุตส่าห์จ้างแรงงานไทยถึง 10,000 คน ซึ่งถือว่ามากพอสมควร แต่มันจะดีหากตัวเลขกลับไปเท่ากับช่วงก่อนกรณีเพชรซาอุและสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรกที่ “ว่ากันว่า” สูงถึง 200,000 คน

เมือง The Hexgon ส่วนหนึ่งของเมืองแห่งอนาคต Neom

 ถามว่าหลังจากนี้เป็นไปได้ไหมที่ตัวเลขจะกลับไปเท่าเดิม? ตอบว่าเป็นไปได้ เพราะโครงการ Neom แห่งเดียว เพิ่งจะมีการประมูลสัมปทานโครงการสร้างที่พักให้คนงานถึง 100,000 คนเมื่อปีที่แล้ว (โดยเมืองย่อยจะแบ่งที่พักอาศัยคนงานไซต์ละ 10,000 คน) หมายความว่าการสร้างเมืองแห่งนี้ต้องใช้แรงงานประมาณนั้น และแรงงานไทยหลายหมื่นอาจมีโอกาสได้ทำมาหากินที่นี่ แน่นอนมันจะช่วยนำเงินเข้าไทยได้ปีละอาจจะนับพันล้านดอลลาร์ (จากที่ไทยต้องเสียโอกาสไปถึง 200,000 ล้านดอลลาร์)

 อีกหนึ่งโอกาสของไทยคือการท่องเที่ยว หลังจากกรณีเพชรซาอุไทยต้องเสียโอกาสจากการต้อนรับนักท่องเที่ยวจากซาอุฯ อย่างเต็มที่มานานถึง 30 กว่าปี ท่ามกลางมาตรการห้ามกันซึ่งๆ หน้าจากทางการซาอุฯ ไม่ให้ประชาชนเดินทางมายังไทย ไปจนถึงการเตือนไม่ให้มา และหากจะมาก็มีความยุ่งยากเกินไป ทำให้ไทยเสียรายได้มหาศาลจากนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงจากประเทศเศรษฐีน้ำมันแห่งนี้

 แต่หลังจากนี้ การเดินทางระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศจะสะดวกเช่นเดิม เพราะหลังการพบปะระหว่างมกุฏราชกุมารมุฮัมมัด บิน ซัลมานกับพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา สายการบินซาอุดิอาระเบียก็ประกาศว่าเที่ยวบินสู่ประเทศไทยจะกลับมาให้บริการในเดือนพฤษภาคม

• มีข้อพึงสังเกตว่าแม้ไทยจะดูเหมือนเป็นฝ่ายพยายามคืนดีมากกว่า แต่ซาอุฯ ก็พยายามจะสะสางเรื่องคาใจเหมือนกัน ไม่ใช่เพราะเสียดายการลงทุนมหาศาลที่ต่างเสียกันไป แต่เพราะมีเงื่อนไขทางการเมืองด้วย เช่น ตามทัศนะของแฟรงค์ จี. แอนเดอร์สัน (Frank G. Anderson) คอลัมนิสต์ของสำนักข่าว UPI ตั้งข้อสังเกตไว้ตั้งแต่ปี 2009 ว่าในเวลานั้นซาอุฯ กับไทยดูเหมือนจะเลิกเย็นชากันเล็กน้อย เชื่อว่าเพราะการชิงดีชิงเด่นระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่าน โดยที่อิหร่านเริ่มมีอิทธิพลต่อไทยมากขึ้น ขณะที่ซาอุฯ เสียโอกาสเข้าถึงไทยเพราะกรณีเพชร

นักรบฮูษีนั่งอยู่ด้านหลังกระสอบทรายใกล้จุดตรวจในกรุงซาอานา ประเทศเยเมน 17 ธันวาคม 2014 REUTERS / Mohamed al-Sayaghi / ไฟล์รูปภาพ

 ผ่านมา 10 กว่าปี ทฤษฎีนี้ก็อ่อนพลังลงไปตามกาลเวลา แต่ตอนนี้ซาอุฯ ต้องการจะจัดการกับอิทธิพลอิหร่านมากกว่าช่วงเวลาใด เพราะอิหร่านคือแบ็คอัพให้กับกองกำลังฮูษีในเยเมน กองกำลังนี้กลายเป็นนักรบสงครามตัวแทนของอิหร่านในการโจมตีซาอุฯ อยู่เนืองๆ ซึ่งก็พอเข้าใจได้ เพราะผู้ที่เป็นตัวตั้งตัวตีส่งกำลังซาอุฯ ไปแทรกแซงสถานการณ์ในเยเมนก็คือมกุฏราชกุมารมุฮัมมัด บิน ซัลมานนั่นเอง

 แม้ไทยคงไม่มีบทบาทอะไรอีกแล้วในมิติการเมืองระหว่างอิหร่าน-ซาอุฯ แต่ยังมีผู้กังวลว่าการคืนดีระหว่างไทยกับซาอุฯ นั้นจะทำให้ไทยเป็นเป้าการก่อการร้าย (จากกลุ่มฮูษี) หรือไม่? ขอตอบว่าไม่ เพราะฮูษีไม่ใช่กลุ่มก่อการร้ายอีกต่อไปและมีปฏิบัติการแค่ในซาอุฯ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งเป็นคู่กรณีเท่านั้น (แต่สหรัฐพยายามจะกำหนดให้เป็นกลุ่มก่อการร้ายอีกครั้ง)

 สำหรับบางคนในเมืองไทยที่ยังกังขากับกรณีเพชรซาอุฯ ก็คงจะห้ามความกังขาไม่ได้ แต่ดูหมือนว่าซาอุฯ ที่เป็นโจทก์กับไทยจะ “มูฟออน” ไปแล้ว โดยไม่ต้องถามว่ารัฐบาลไทยอยากจะมูฟออนหรือไม่ เพราะพยายามมาหลายคนจนสำเร็จเสียที (ซึ่งไทยจะทำสำเร็จไม่ได้ถ้าไม่มีความเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนในซาอุฯ)

 ดังนั้น หากบางคนยังสงสัยเรื่องเพชรซาอุที่มีมูลค่า 20 ล้านดอลลาร์ก็คงต้องสงสัยกันต่อไป ขณะที่รัฐบาลสองประเทศและพลเมืองสองชาติที่เตรียมรับทรัพย์ พร้อมเดินหน้าเพื่อโกยความมั่งคั่งร่วมกันมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในอนาคตอีกไม่นาน

บทวิเคราะห์โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by various sources / AFP