ผู้นำยูเครนขอตะวันตกหยุดตระหนกเกินเหตุเรื่องรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674305

วันที่ 29 ม.ค. 2565 เวลา 13:21 น.ผู้นำยูเครนขอตะวันตกหยุดตระหนกเกินเหตุเรื่องรัสเซียประธานาธิบดียูเครนเรียกร้องให้ผู้นำโลกลดการพูดถึงสงครามเพราะกระทบเศรษฐกิจประเทศ

ประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน เผยกับผู้สื่อข่าวต่างประเทศในกรุงเคียฟขอให้ผู้นำชาติตะวันตกเลิกสร้างความตื่นตระหนกว่ารัสเซียจะบุกยูเครน เพราะศรษฐกิจของยูเครนได้รับความเสียหายจากการรับรู้ที่ผิดพลาดว่ากำลังจะเกิดสงครามในยูเครน

เซเลนสกีระบุว่า เขาไม่เห็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าในช่วงที่กองทัพรัสเซียระดมกำลังคล้ายๆ กันนี้ในฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา “มีสัญญาณจากผู้นำประเทศที่น่านับถือ พวกเขาบอกว่าพรุ่งนี้จะมีสงคราม นี่คือการตื่นตระหนก แล้วมันสร้างความเสียหายให้ประเทศเราเท่าไร” และว่า สถานการณ์ความไม่สงบภายในประเทศคือภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดของยูเครน

ผู้นำยูเครนเผยว่า ได้อธิบายระหว่างคุยโทรศัพท์กับผู้นำหลายประเทศ รวมทั้งประธานาธิบดี โจ ไบเดน และประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสว่า แม้ว่าภัยคุกคามจากเครมลินจะใกล้เข้ามาและเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่คนยูเครนได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันตั้งแต่รัสเซียรุกรานเมื่อปี 2014

เมื่อถูกถามถึงการสนทนากับไบเดน เซเลนสกีขอบคุณที่ผู้นำสหรัฐสนับสนุน แต่บอกว่าการเสริมกำลังของกองทัพรัสเซียไม่ได้มีความหมายมากไปกว่าที่เขาเคยเห็นในอดีต

“ผมเป็นประธานาธิบดียูเครน ผมอยู่ที่นี่ และผมว่าผมรู้รายละเอียดเชิงลึกมากกว่าประธานาธิบดีคนไหนๆ” เซเลนสกีเผย “เราไมได้เข้าใจผิดกับประธานาธิบดีไบเดน ผมแค่เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศของผม เช่นเดียวกับที่เขาเข้าใจอย่างดีว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในสหรัฐ”

Ukrainian Presidential Press Service/Handout via REUTERS

หรือจะรบ? รัสเซียเตรียมเลือดสำรองให้ทหารชายแดนยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674294

วันที่ 29 ม.ค. 2565 เวลา 11:39 น.หรือจะรบ? รัสเซียเตรียมเลือดสำรองให้ทหารชายแดนยูเครนกองทัพรัสเซียเตรียมเลือดสำรองให้ทหารที่ประจำการชายแดนยูเครนชี้ถึงความพร้อมรบ

สำนักข่าว Reuters รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐ 3 รายว่า การเสริมกำลังทหารของกองทัพรัสเซียใกล้กับชายแดนยูเครนขยายไปถึงการเตรียมเลือดและอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่นๆ ที่จำเป็นในการรักษาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสิ่งบ่งชี้ถึงความพร้อมของกองทัพรัสเซีย

อดีตเจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่สหรัฐเผยว่า สิ่งบ่งชี้ที่เป็นรูปธรรม อาทิ เลือดสำรอง มีความสำคัญอย่างยิ่งในการพิจารณาว่ามอสโกเตรียมที่การจู่โจมหรือไม่ หากประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ไฟเขียว

การเปิดเผยข้อมูลการจัดหาเลือดโดยเจ้าหน้าที่สหรัฐซึ่งที่ไม่เปิดเผยชื่อ ได้เพิ่มบริบทอีกชิ้นหนึ่งให้กับคำเตือนของสหรัฐว่ารัสเซียอาจเตรียมการสำหรับรุกรานยูเครนหลังจากระดมกำลังทหารกว่า 100,000 นายใกล้กับชายแดนยูเครน

คำเตือนของสหรัฐรวมถึงการคาดการณ์ของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ว่ามีความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะบุก และที่รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ แอนโทนี บลิงเคน บอกว่ารัสเซียอาจจู่โจมยูเครนเร็วๆ นี้

ก่อนหน้านี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐทราบว่าการเสริมกำลังของกองทัพรัสเซียมีการนำอุปกรณ์ทางการแพทย์มาด้วย แต่การเปิดเผยเรื่องการเตรียมเลือดสำรอง ได้เพิ่มรายละเอียดที่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ามีความสำคัญต่อการพิจารณาความพร้อมทางทหารของรัสเซีย

เบน ฮอดจส์ นายพลเกษียณของสหรัฐเผยว่า “มันไม่ได้การันตีว่าจะต้องมีการจู่โจม แต่คุณจะไม่ลงมือจู่โจมถ้าคุณไม่มีสิ่งเหล่านั้นอยู่ในมือ”

ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียไม่ได้ตอบกลับการถามความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรของ Reuters ส่วนกระทรวงกลาโหมสหรัฐปฏิเสธการหารือเกี่ยวกับการประเมินข่าวกรอง

เจ้าหน้าที่สหรัฐทั้ง 3 รายที่เปิดเผยเรื่องเลือดสำรองปฏิเสธที่จะระบุเวลาที่แน่ชัดว่าสหรัฐตรวจพบความเคลื่อนไหวเพื่อเสริมกำลังใกล้ชายแดนยูเครนตั้งแต่เมื่อใด

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ 2 รายเผยว่าตรวจพบเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน

Photo by Handout / Russian Defence Ministry / AFP

อังกฤษชี้ Omicron ล่องหน BA.2 ขยายตัวเร็วกว่า BA.1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674289

วันที่ 29 ม.ค. 2565 เวลา 10:13 น.อังกฤษชี้ Omicron ล่องหน BA.2 ขยายตัวเร็วกว่า BA.1หน่วยงานสาธารณสุขอังกฤษเผยโอมิครอนล่องหน BA.2 มีข้อได้เปรียบเรื่องการขยายตัวเร็วกว่า BA.1

สำนักงานความมันคงด้านสุขภาพของสหราชอาณาจักร (UKHSA) เผยว่า เชื้อโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 ที่ถูกขนามนามว่าเป็นสายพันธุ์ล่องหนดูเหมือนจะมีข้อได้เปรียบในเรื่องการขยายตัวของการระบาด (growth advantage) อย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ BA.1

UKHSA ระบุว่า มีอัตราการขยายตัวที่เพิ่มขึ้นของ BA.2 เมื่อเทียบกับ BA.1 ในทุกภูมิภาคของอังกฤษซึ่งมีตัวเลขผู้ติดเชื้อมากพอที่จะเปรียบเทียบได้ และการขยายตัวของการระบาดกำลังมีอิทธิพลอยู่ในขณะนี้

ซูซาน ฮอปกินส์ หัวหน้าที่ปรึกษาด้านการแพทย์ของ UKHSA เผยว่า “เราทราบว่า BA.2 มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาคของอังกฤษ”

UKHSA ระบุอีกว่า ยังไม่มีข้อมูลเรื่องความรุนแรงของ BA.2 เปรียบเทียบกับ BA.1 แต่ย้ำว่าการประเมินเบื้องต้นไม่พบความแตกต่างของประสิทธิภาพของวัคซีนต่ออาการของโรคระหว่างเชื้อโอมิครอนสายพันธุ์ย่อยทั้งสอง

การระบาดอย่างรวดเร็วของสายพันธุ์ BA.1 เป็นตัวกระตุ้นในระลอกโอมิครอน ซึ่งส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูงทุบสถิติในอังกฤษเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยเข้ามาแทนที่สายพันธุ์หลักอย่างเดลตา

อย่างไรก็ดี อัตราการเข้ารักษาในโรงพยาบาลไม่ได้เพิ่มตามไปด้วย เนื่องจากประชาชนมีภูมิคุ้มกันจากวัคซีนและการติดเชื้อก่อนหน้า รวมทั้งความรุนแรงที่ลดลงของโอมิครอน

UKHSA ระบุว่า ผลการวิเคราะห์อีกชิ้นหนึ่งแสดงให้เห็นว่า ระหว่างวันที่ 24 พ.ย.-19 ม.ค. ผู้ที่เข้ารักษาในห้องไอซียูส่วนใหญ่ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา แม้ว่าขณะนั้นจะมีผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนมากกว่าเดลตาก็ตาม

และยังพบว่า การเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนของในบ้านพักผู้สูงอายุไม่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของการเข้ารักษาในโรงพยาบาล

“ผลการวิเคราะห์ของเราชี้ว่าการติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนระลอกปัจจุบันไม่น่าจะนำมาสู่การติดเชื้อรุนแรงในบ้านพักผู้สูงอายุซึ่งมีระดับการฉีดวัคซีนและหรือภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติสูง” UKHSA ระบุ โดยมีหมายเหตุไว้ว่า การวิเคราะห์ดังกล่าวยึดสายพันธุ์ BA.1 เป็นหลัก เนื่องจากจำนวนสายพันธุ์ BA.2 ในการศึกษามีน้อย

Photo by Tolga Akmen / AFP

ชาติร่ำรวยแห่ซื้อตัวพยาบาลจากชาติยากจนขณะ Omicron ระบาดหนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674254

วันที่ 28 ม.ค. 2565 เวลา 18:15 น.ชาติร่ำรวยแห่ซื้อตัวพยาบาลจากชาติยากจนขณะ Omicron ระบาดหนักชาติร่ำรวยแห่จ้างพยาบาลจากประเทศยากจน ท่ามกลางโอมิครอนระบาด ซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ-ขาดแคลนแรงงาน

สำนักข่าวซินหัวอ้างรายงานของรอยเตอร์สระบุว่ากลุ่มประเทศร่ำรวยกำลังเพิ่มความพยายามจ้างพยาบาลจากกลุ่มประเทศยากจน ขณะโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนแพร่ระบาดทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้ปัญหาขาดแคลนแรงงานและความไม่เท่าเทียมทางสุขภาพทั่วโลกรุนแรงขึ้น

รอยเตอร์สอ้างอิงฮาวเวิร์ด แคตตัน ซีอีโอของสภาพยาบาลนานาชาติ ระบุว่าประเทศตะวันตกหลายแห่งยกระดับการจ้างงานระหว่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนพยาบาล ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของยอดผู้ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระแสที่ทวีความย่ำแย่ของความไม่เท่าเทียมทางสุขภาพ

แคตตันกล่าวว่ามีการจ้างงานระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ อาทิ สหราชอาณาจักร เยอรมนี แคนาดา และสหรัฐ ซึ่งน่าหวั่นเกรงว่าวิธีแก้ปัญหาเช่นนี้ค่อนข้างคล้ายคลึงกับกรณีกลุ่มประเทศร่ำรวยอาศัยศักยภาพทางเศรษฐกิจเพื่อซื้อและกักตุนอุปกรณ์ป้องกันโรคส่วนบุคคลและวัคซีน

การจ้างงานพยาบาลจากต่างประเทศบางส่วนมาจากภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ทะเลทรายซาฮารา (sub-Saharan Africa) ซึ่งรวมถึงไนจีเรีย และบางส่วนของแคริบเบียน โดยพยาบาลได้รับแรงจูงใจจากเงินเดือนที่สูงขึ้น เงื่อนไขที่ดีกว่าที่ประเทศบ้านเกิด และสถานะของการย้ายถิ่นฐาน

ทั้งนี้ แคตตันเรียกร้องการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของภาคแรงงานสหรัฐ ด้วยความพยายามที่สอดประสานร่วมมือกันในระดับโลก ซึ่งมาจากการลงทุนอย่างจริงจัง มิใช่แค่ลมปาก

Photo by ALAIN JOCARD / AFP

เผยมหาเศรษฐีเอเชียขี้เหนียวบริจาคทรัพย์สินน้อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674255

วันที่ 28 ม.ค. 2565 เวลา 17:55 น.เผยมหาเศรษฐีเอเชียขี้เหนียวบริจาคทรัพย์สินน้อยมหาเศรษฐีของเอเชียบริจาคเงินเพื่อการกุศลน้อยกว่ามหาเศรษฐีในภูมิภาคอื่นๆ

สำนักข่าว South China Morning Post รายงานว่า ผลการสำรวจของบริษัทข้อมูลด้านความมั่งคั่ง Wealth-X ในสหรัฐพบว่า บรรดามหาเศรษฐีในเอเชียบริจาคทรัพย์สินเพื่อการกุศลน้อยกว่ามหาเศรษฐีในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป

Wealth-X ระบุว่า ในปี 2020 มหาเศรษฐีในเอเชียซึ่งมีทรัพย์สินอย่างน้อย 30 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1,001 ล้านบาท บริจาคทรัพย์สินเพื่อการกุศลรวมกัน 21,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 717,799 ล้านบาท หรือคิดเป็น 12% ของการบริจาคของผู้มีความมั่งคั่งสูง (ultra high-net-worth individuals) ทั้งโลก

ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกันมหาเศรษฐีในทวีปอเมริกาเหนือบริจาครวม 90,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3.02 ล้านล้านบาท และยุโรปบริจาคทั้งหมด 52,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.73 ล้านล้านบาท

ตัวเลขเงินบริจาคที่น้อยกว่าเพื่อนนี้ไม่สามารถอ้างเรื่องข้อมูลประชากรเป็นข้อแก้ตัวได้ เนื่องจากเอเชียมีประชากรในกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงมากกว่าในยุโรป โดยมีทรัพย์สินรวมกันมากกว่าในยุโรป 15%

อย่างไรก็ดี อายุเฉลี่ยและภาคการกุศลที่ยังไม่พัฒนาของภูมิภาคเอเชียอาจเป็นสาเหตุที่มหาเศรษฐีเอเชียบริจาคเงินน้อย

รายงานของ Wealth- X ระบุว่า “ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะปัจจัยด้านวัฒนธรรมและกฎหมาย ภาคส่วนที่ไม่แสวงกำไรมีการพัฒนาน้อย แม้ว่าขณะนี้จะขยายตัวค่อนข้างเร็วแล้วก็ตาม อีกหนึ่งปัจจัยคือ ประชากรมหาเศรษฐีของเอเชียอายุน้อยกว่าในอเมริกาเหนือและยุโรป”

โดยการวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ชี้ว่า โดยปกติการมีส่วนร่วมเพื่อการกุศลมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นตามอายุ ซึ่งอายุเฉลี่ยของมหาเศรษฐีเอเชียที่บริจาคเงินอยู่ที่ 60.3 ปี น้อยกว่าของอเมริกาเหนือ (68 ปี) และยุโรป (63.9 ปี)

รายงานระบุต่อว่า บรรดามหาเศรษฐีบริจาคเงินเกี่ยวกับการศึกษามากที่สุด คืออยู่ระหว่าง 47.3%-62% ของการบริจาคทั้งหมดในอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย

ในภาพรวม กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงบริจาคเงินเพื่อการกุศลรวม 175,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และจากจำนวนมหาเศรษฐีในกลุ่มนี้ซึ่งมีอยู่ราว 296,930 คน หรือเพียง 1.1% ของประชากรมหาเศรษฐีระดับพันล้านทั่วโลก แต่ละคนบริจาคเงินเฉลี่ย 590,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 19.7 ล้านบาท

REUTERS/Kim Kyung-Hoon/Files

สำเร็จ! ยาช่วยกบขาขาด ‘งอกขาใหม่’ จุดประกายความหวังช่วยคนพิการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674245

วันที่ 28 ม.ค. 2565 เวลา 16:40 น.สำเร็จ! ยาช่วยกบขาขาด 'งอกขาใหม่' จุดประกายความหวังช่วยคนพิการทีมวิจัยจากสหรัฐทดลองผสมยากระตุ้นการสร้างอวัยวะ ช่วยกบขาขาดงอกขาใหม่ได้สำเร็จ

สิ่งมีชีวิตบางชนิดสามารถงอกอวัยวะที่ขาดไปขึ้นมาใหม่ได้ อาทิ จิ้งจก ซาลาแมนเดอร์ ปลาดาว ปู กิ้งก่า และนิวต์ แต่สิ่งมีชีวิตอีกหลายชนิดก็ไม่สามารถทำได้ รวมถึงมนุษย์ ซึ่งเป็นระยะเวลานานแล้วที่นักวิทยาศาสตร์พยายามทำความเข้าใจและทดลองที่จะสร้างแขนขาสำหรับผู้พิการให้งอกขึ้นมาใหม่ แต่ก็ยังไม่สามารถทำได้

แต่ล่าสุด นักวิจัยจากสหรัฐได้ทำการทดลองที่สามารถทำให้กบขาขาดงอกขาใหม่ออกมาได้ จุดประกายความหวังที่จะช่วยเหลือมนุษย์ซึ่งพิการแขนขาอีกครั้ง

CNN รายงานว่าทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและมหาวิทยาลัยทัฟส์ได้ทำการทดลองผสมตัวยา 5 ชนิด เพื่อกระตุ้นการงอกขาใหม่ของกบเล็บแอฟริกา (Xenopus laevis) เป็นเวลา 24 ชั่วโมง และพบว่าหลังผ่านไป 18 เดือน ขาใหม่ของกบทำงานได้อย่างสมบูรณ์

กบสามารถว่ายน้ำได้เป็นปกติ และตอบสนองต่อการสัมผัส รวมถึงนิ้วของกบก็สามารถงอกขึ้นมาได้ เพียงแต่ไม่มีพังผืดระหว่างนิ้ว และโครงสร้างอวัยวะบางอย่างแตกต่างไปจากเดิม

งานวิจัยดังกล่าวได้ตีพิมพ์ลงบนวารสาร Science Advances เมื่อวันที่ 26 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งทีมวิจัยกล่าวว่าการทดลองครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญสู่ความสำเร็จของการรักษาแบบเวชศาสตร์ฟื้นฟู

นิโรชา มุรุกัน หนึ่งในทีมวิจัย กล่าวว่า “เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่ยาของเราช่วยสร้างอวัยวะใหม่ที่เกือบจะสมบูรณ์ การได้รับยาเพียงชั่วครู่ทำให้เกิดกระบวนการฟื้นฟูที่ยาวนานเป็นเดือน”

ทั้งนี้ ยาแต่ละชนิดมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน เช่น ลดการอักเสบ ผลิตคอลลาเจน หยุดการเติบโตของเนื้อเยื่อแผลเป็น เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของเส้นประสาท หลอดเลือด และการสร้างกล้ามเนื้อใหม่

โดยทีมวิจัยได้ทดลองในกบนับร้อยตัวแม้จะไม่ได้ออกมาสำเร็จสมบูรณ์ทุกตัว แต่กบหลายตัวมีการสร้างอวัยวะขึ้นมาใหม่ซึ่งเป็นที่น่าพอใจ

ไมเคิล เลวิน ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยทัฟส์ เผยว่า ขณะนี้ทีมวิจัยวางแผนที่จะทำการทดลองเดียวกันนี้กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ ต่อไป

The Guardian รายงานว่า ไมเคิล ชไนเดอร์ ศาสตราจารย์ด้านโรคหัวใจจากอิมพิเรียลคอลเลจลอนดอน มองว่า การทดลองดังกล่าวสามารถนำไปต่อยอดสำหรับเวชศาสตร์ฟื้นฟูในมนุษย์ได้

อย่างไรก็ตาม เจมส์ โมนาฮัน รองศาสตราจารย์ภาควิชาชีววิทยามหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น มองว่า การทดลองดังกล่าวน่าสนใจ แต่หากจะใช้กลยุทธ์เดียวกันนี้มาทดลองในมนุษย์ไม่น่าจะเป็นไปได้ เนื่องจากกลไลในการฟื้นฟูอวัยวะของกบและมนุษย์ไม่เหมือนกัน

ด้านแอชลีย์ ซีเฟิร์ต รองศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยเคนตักกี กล่าวว่า ความก้าวหน้าครั้งนี้จุดประกายความหวังที่จะฟื้นฟูอวัยวะของมนุษย์ซึ่งสูญเสียแขนขาไปเนื่องจากการบาดเจ็บหรือความเจ็บป่วย เช่น โรคเบาหวาน แต่จะทำได้หรือไม่และต้องใช้เวลานานเพียงใดก็เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้

AFP PHOTO / FRED DUFOUR

นักการทูตชี้ความขัดแย้งของสหรัฐ-จีนทำให้อาเซียนเป็นคนสำคัญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674243

วันที่ 28 ม.ค. 2565 เวลา 16:01 น.นักการทูตชี้ความขัดแย้งของสหรัฐ-จีนทำให้อาเซียนเป็นคนสำคัญอดีตเลขาธิการอาเซียนชี้การช่วงชิงกันระหว่างสหรัฐกับจีนทำให้อาเซียนกลายเป็นตัวแปรสำคัญ

สำนักข่าว Kyodo News รายงานว่า อองเค็งยอง อดีตเลขาธิการอาเซียนและนักการทูตชาวสิงคโปร์เผยว่า อาเซียนมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ และมีมูลค่าเชิงกลยุทธ์เพิ่มขึ้นในขณะที่ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสหรัฐและจีนทวีความรุนแรงขึ้น

“ทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างเห็นคุณค่าของการใช้อาเซียนเพื่อผลประโยชน์ของประเทศตนเอง” อองเค็งยองเผยกับ Kyodo News ผ่านการสัมภาษณ์ทางออนไลน์

ประเทศอาเซียนถูกบีบให้อยู่ตรงกลางระหว่างสองมหาอำนาจในขณะที่การแข่งขันของทั้งสองประเทศทวีความรุนแรงขึ้นและแต่ละฝ่ายก็เพิ่มการล็อบบี้ทางการทูต

รัฐบาลไบเดนซึ่งเพิ่งครบ 1 ปีเมื่อเร็วๆ นี้ มุ่งเน้นไปที่การมีส่วนร่วมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่ามกลางภารกิจขยายอิทธิพลในระดับภูมิภาคที่กำลังดำเนินอยู่ของปักกิ่ง

เมื่อปีที่แล้วสหรัฐส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงมายังอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ส่วนประธานาธิบดี โจ ไบเดน ก็เข้าร่วมการประชุมทางไกลสหรัฐ-อาเซียน ซึ่งไม่รวมเมียนมา เมื่อเดือน ต.ค. ซึ่งแตกต่างกับรัฐบาลทรัมป์ซึ่งไม่เข้าร่วมการประชุมพหุภาคีเสียเป็นส่วนใหญ่ยกเว้นในปี 2017 เพียงปีเดียว

อองเค็งยองซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานบริหาร S. Rajaratnam School of International Studies แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยางในสิงคโปร์เผยว่า “สมัยรัฐบาลทรัมป์ มีความไม่พึงพอใจบางอย่างในกลุ่มสมาชิกอาเซียน” และว่า ความพยายามทางการฑูตในการแสดงการมีส่วนร่วมของสหรัฐ “น้อยที่สุด” และส่งผลให้สมาชิกอาเซียนรู้สึกเหมือน “ถูกกีดกัน”

อองเค็งยองย้ำว่า อาเซียนมีความสำคัญ เนื่องจากประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจ เติบโตรวดเร็ว และมีความสำคัญทางภูมิศาสตร์เนื่องจากตั้งอยู่ล้อมรอบทะเลจีนใต้ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญของทั้งสหรัฐและจีน

“เมื่อดูตำแหน่ง (ทางภูมิศาสตร์) บางคนเรียก (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ว่าจุดอ่อนของจีน” อองเผย และกล่าวเสริมว่า อาเซียนยังสำคัญกับจีนที่เน้นการส่งออก ในการใช้ประโยชน์จากการเติบโตของภูมิภาคเพื่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากการระบาดใหญ่ของโคโรนาไวรัส

สหรัฐซึ่งพึ่งพาประเทศสมาชิกอาเซียนด้วย จะเสียเปรียบหากเบี่ยงเบนความสนใจไปจากภูมิภาคในเวลาที่จีนพุ่งเป้ามาที่อาเซียนเต็มที่ ขณะที่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นบริเวณชายแดนรัสเซีย-ยูเครนทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น

ท่ามกลางการแย่งชิงอำนาจของมหาอำนาจโลก อาเซียนกำลังเผชิญภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพื่อรักษาความเป็นอิสระไว้ แนวคิดการวางตัวเป็นกลางของอาเซียน หรือความต้องการที่จะมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคนั้นกำลังถูกท้าทาย

เมื่อเดือน ธ.ค. ไบเดนเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดประเทศประชาธิปไตยซึ่งเชิญผู้นำกว่า 100 ประเทศเข้าร่วม โดยมีจุดหมายเพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตยและการรับมือกับความท้าทายจากประเทศต่างๆ ที่ถือว่าเป็นเผด็จการ เช่น จีน

อองยอมรับว่าการถกเถียงเกี่ยวกับประชาธิปไตยและเผด็จการซึ่งมีสหรัฐและจีนเป็นตัวแทนตามลำดับเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันจะทำให้เกิดการแข่งขันที่ดีซึ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาสังคมและสร้างสิ่งจูงใจเพื่อจัดการกับความท้าทาย

อย่างไรก็ดี อองเตือนให้รอบคอบเกี่ยวกับตัวเลือก 2 ตัวเลือกตัวเลือกนี้ซึ่งการแข่งขันกันถูกตีกรอบว่าเป็นการต่อสู้ทางอุดมการณ์ระหว่างประชาธิปไตยกับระบอบเผด็จการ

“มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีผู้ชนะและผู้แพ้ในโลกปัจจุบัน” อองเผย “ความคิดแบบนี้ยังคงสร้างปัญหาให้กับชุมชนทั่วโลก” เนื่องจากระบบที่อยู่ตรงข้ามโดยสิ้นเชิงทำให้เกิดความไม่แน่นอน”

อองยังกังขาเมื่อบางประเทศอย่างจีนอธิบายถึงการวางกรอบสถานการณ์ประชาธิปไตยกับระบอบเผด็จการของไบเดนว่าเป็น “แนวคิดยุคสงครามเย็น” ที่แบ่งโลก

“ผมไม่ยอมรับ (คำวิจารณ์ของจีนต่อสหรัฐ) เพราะวิธีที่ปักกิ่งพูดถึงเรื่องแบบนี้ก็ยังติดอยู่กับความคิดในยุคสงครามเย็นของตัวเอง”

อองเตือนว่า ทั้งสหรัฐและจีนต่างก็มองโลกตามมุมมองและประสบการณ์ของตัวเอง และแนะนำว่าจำเป็นต้องมีการวินิจฉัยในการมองและถกประเด็นต่างๆ โดยเปรียบเทียบกับการที่ผู้ป่วยบ่นว่ามีปัญหาสุขภาพมากมายแต่ไม่มีอาการไหรรุนแรง ซึ่งในกรณีนี้แพทย์อาจแนะนำว่าผู้ป่วยมีอาการต่างๆ ที่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

“มันมีกลางวันกลางคืนเสมอ” อย่างไรก็ดีเขาย้ำว่า การคล้อยตามโดยง่ายและประเด็นทั่วไปอย่างการรับมือ Covid-19 อาจถูกมองข้ามไปหากผู้มีอำนาจมองแค่ว่าเป็นขาวหรือดำ

อองเชื่อว่า เพื่อเอาตัวรอดจากความวุ่นวายในยุคนี้ “สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ว่าจะปรับเปลี่ยนชีวิตและผลประโยชน์ของประเทศอย่างไรเมื่อมีตัวเลือกนี้”

REUTERS/Lim Huey Teng/File Photo

สงครามกำลังจะมา? ไบเดนเตือน เดือนหน้ารัสเซียบุกยูเครนแน่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674216

วันที่ 28 ม.ค. 2565 เวลา 13:00 น.สงครามกำลังจะมา? ไบเดนเตือน เดือนหน้ารัสเซียบุกยูเครนแน่ไบเดนเตือนอีกครั้ง เป็นไปได้สูงมากที่รัสเซียจะบุกยูเครน ก.พ.นี้

Al Jazeera รายงานว่าขณะนี้ทุกสายตากำลังจับจ้องไปที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน และความเคลื่อนไหวของรัสเซีย ท่ามกลางความกังวลว่ายุโรปจะเข้าสู่สงครามโลกอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. ที่ผ่านมา ทำเนียบขาวเปิดเผยว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐเตือนประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนว่ามีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่รัสเซียจะปฏิบัติการทางทหารต่อยูเครนในเดือนก.พ. ที่จะถึงนี้

โดยไบเดนได้สนทนาทางโทรศัพท์กับเซเลนสกีถึงความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะบุกยูเครน ซึ่งเป็นเรื่องที่สหรัฐเตือนมาตลอดเป็นเวลาหลายเดือน

ก่อนหน้านี้ไบเดนยังได้กล่าวว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย สะสมกองกำลังอย่างต่อเนื่องตามแนวชายแดนยูเครน และอาจเกิดการรุกรานครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งจะเปลี่ยนโลกใบนี้

ขณะเดียวกันสหรัฐเรียกร้องให้มีการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดที่กำลังเกิดขึ้น

ด้านลินดา โธมัส-กรีนฟิลด์ ผู้แทนสหรัฐประจำสหประชาชาติกล่าวว่ารัฐบาลสหรัฐต้องหารืออย่างเร่งด่วนในประเด็นพฤติกรรมคุกคามของรัสเซียที่มีต่อยูเครน

โดยระบุว่ารัสเซียกำลังมีส่วนร่วมในการกระทำที่เป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ยูเครน ขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่จะรอดู แต่รัฐสภาต้องให้ความสนใจอย่างเต็มที่ และหวังว่าจะมีการอภิปรายที่ชัดเจนเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ในยูเครนภายในวันจันทร์หน้า

Photo by REUTERS/Sergey Pivovarov

คะแนนทุจริตไทยร่วง 6 อันดับ หล่นมาตามหลังเวียดนาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674211

วันที่ 28 ม.ค. 2565 เวลา 12:13 น.คะแนนทุจริตไทยร่วง 6 อันดับ หล่นมาตามหลังเวียดนาม คะแนนการรับรู้การทุจริตของไทยหล่นมาอยู่อันดับ 110 จาก 180 ประเทศ ถูกเพื่อนบ้านอาเซียนแซงหน้า

องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International: TI) ได้ประกาศคะแนนดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2021 โดยให้คะแนนและจัดอันดับ 180 ประเทศและดินแดนทั่วโลก เกณฑ์อยู่ที่ 0 คะแนน (ทุจริตมาก) ถึง 100 (ปลอดทุจริต)

ประเทศไทยได้เพียง 35 คะแนน จัดอยู่ในอันดับที่ 110 ของโลก ร่วงจากอันดับ 104 เมื่อปีก่อนหน้า และมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งโลกซึ่งอยู่ที่ 45 คะแนน ทั้งยังติดกลุ่ม 27 ประเทศที่ได้คะแนนต่ำสุดนับตั้งแต่จัดทำข้อมูลเมื่อปี 2012

หากเทียบกับเพื่อนบ้านอาเซียนไทยอยู่ในอันดับที่ 6 ของกลุ่ม โดยประเทศสิงค์โปร์ได้คะแนนสูงสุดคือ 85 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 4 ของโลก ตามด้วยมาเลเซีย (48 คะแนน อันดับ 62), ติมอร์-เลสเต (41 คะแนน อันดับ 82), เวียดนาม (39 คะแนน อันดับ 87), อินโดนีเซีย (38 คะแนน อันดับ 96)

ส่วนประเทศเพื่อนบ้านที่ได้คะแนนน้อยกว่าไทย ได้แก่ ฟิลิปปินส์ (31 คะแนน อันดับ 117), ลาว (30 คะแนน อันดับ 128) และกัมพูชา (23 คะแนน อันดับ 157) ส่วนบรูไนไม่ได้ทำการสำรวจ

รายงานไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าทำไมคะแนนของไทยจึงตก เพียงบอกว่าประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกต้องเพิ่มความพยายามในการปราบปรามการคอร์รัปชัน

สำหรับประเทศที่ได้คะแนนสูงสุดคือ 88 คะแนน ได้แก่ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และนิวซีแลนด์ ประเทศที่อยู่รั้งท้ายตารางคือ ซูดานใต้ ได้เพียง 11 คะแนน

ภาพ: NATTAPOL LOVAKIJ

รู้จักเชื้อล่องหน Omicron BA.2 แพร่เร็วหลายประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674206

วันที่ 28 ม.ค. 2565 เวลา 11:30 น.รู้จักเชื้อล่องหน Omicron BA.2 แพร่เร็วหลายประเทศทั่วโลกเฝ้าระวัง Omicron BA.2 อาจแพร่เชื้อเร็วขึ้น แต่ยังไม่จัดเป็นสายพันธุ์น่ากังวล

CBS News รายงานว่านักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั่วโลกกำลังจับตาการแพร่ระบาดของโควิด-19 โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นเวอร์ชันล่องหน โดยขณะนี้พบว่าแพร่กระจายไปแล้วอย่างน้อย 40 ประเทศ

ทำไมเรียกเชื้อล่องหน?

โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนหรือ B.1.1.529 ถูกแยกย่อยออกเป็น BA.1 ซึ่งคือโอมิครอนดั้งเดิม และ BA.2 ที่ถูกเรียกว่าเป็นเวอร์ชันล่องหนหรือโอมิครอน-ไลก์ (Omicron-Like)

นักวิทยาศาสตร์ให้เหตุผลว่า BA.2 มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่ทำให้จำแนกว่าเป็นเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนได้ยากขึ้น โดยมีลักษณะบางอย่างที่ไม่เหมือนกับโอมิครอนดั้งเดิม นั่นคือไม่มีการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมที่ Spike Gene ที่เรียกว่า S-Gene Drop Out ทำให้ตรวจระบุสายพันธุ์ของเชื้อได้ยากขึ้น แม้ว่าจะตรวจหาเชื้อแบบ PCR

รายงานจาก The Guardian อธิบายว่าการตรวจหาเชื้อแบบ PCR โดยปกติแล้วจะพุ่งเป้าไปที่ยีน 3 ส่วน หนึ่งในนั้นคือ S Gene แต่หากเป็นสายพันธุ์โอมิครอนดั้งเดิม รวมถึงสายพันธุ์อัลฟา จะตรวจไม่เจอยีนตัวนี้ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่ทำให้สามารถระบุสายพันธุ์ของเชื้อได้

แต่หากเป็น BA.2 ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนนี้ ทำให้อาจถูกระบุว่าเป็นสายพันธุ์เดลตา หรือเบตา จึงเป็นที่มาของชื่อไวรัสล่องหน เพราะสามารถตีเนียนไปกับสายพันธุ์อื่นได้ กล่าวคือยังตรวจเจอเชื้อแต่ยากที่จะจำแนกว่าเป็นสายพันธุ์ใด

อันตรายกว่าเดิม?

ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งเชื่อว่าเชื้ออาจแพร่กระจายได้ดีกว่าโอมิครอนสายพันธุ์ดั้งเดิม แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า BA.2 จะมีศักยภาพในการแพร่เชื้อมากกว่า BA.1 หรือไม่ และส่งผลให้เกิดโรครุนแรงเพียงใด ตลอดจนความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันก็ยังไม่เป็นที่ชัดเจน

ขณะที่สหราชอาณาจักรจัดให้เป็นสายพันธุ์ภายใต้การสอบสวน (VUI) โดยอ้างถึงตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในประเทศและต่างประเทศ ถึงกระนั้นโอมิครอนสายพันธุ์ดั้งเดิมยังคงเป็นสายพันธุ์หลักในสหราชอาณาจักร

ด้านองค์การอนามัยโลก (WHO) ออกคำเตือนว่าผู้ติดเชื้อ BA.2 เพิ่มสูงขึ้น แต่ยังไม่พิจารณาให้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

แพร่ไปถึงไหนแล้ว?

นับตั้งแต่กลางเดือนพ.ย. ปีที่แล้ว BA.2 ได้แพร่กระจายไปทั่วเอเชียและยุโรป โดยขณะนี้พบแล้วอย่างน้อย 40 ประเทศ โดยเฉพาะในเดนมาร์กซึ่งพบ BA.2 คิดเป็น 45% ของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั้งหมดในช่วงกลางเดือนม.ค.

นอกจากนี้ยังพบมากในอินเดีย, สวีเดน และสิงคโปร์ ด้านสหรัฐพบผู้ติดเชื้อดังกล่าวแล้วเกือบ 100 ราย

ในประเทศไทยก็ตรวจพบเชื้อดังกล่าวแล้วเช่นกัน ซึ่งนพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ชี้ว่ายังไม่มีประเด็นที่ต้องกังวล เนื่องจากโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 ไม่ได้เหนือไปกว่าสายพันธุ์ย่อย BA.1 อย่างเห็นได้ชัด

Photo by Joseph Prezioso / AFP