เกาหลีเหนือเกิดคึกอะไรขึ้นมา ถึงยิงขีปนาวุธแบบรัวๆ?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674418

วันที่ 31 ม.ค. 2565 เวลา 13:25 น.เกาหลีเหนือเกิดคึกอะไรขึ้นมา ถึงยิงขีปนาวุธแบบรัวๆ?ความเห็นและท่าทีของรัฐบาลต่างๆ เกี่ยวกับการทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือที่มีจำนวนครั้งมากที่สุดในรอบเดือนเดียว

เมื่อวันอาทิตย์ เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธที่ทรงพลังที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017 ส่งผลให้จำนวนการยิงขีปนาวุธในเดือนมกราคม 2022 พุ่งสูงขึ้นเป็นครั้งที่ 7 จนทำลายสถิติไปแล้ว ท่ามกลางความกังวลว่าเกาหลีเหนือกำลังคิดทำอะไรอยู่? ขณะที่เกาหลีใต้เตือนว่าอาจมีการทดสอบนิวเคลียร์และขีปนาวุธระยะไกลในครั้งต่อไป

1. สำนักข่าว AFP รายงานอ้างทางการเกาหลีใต้กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า เกาหลีเหนือดูเหมือนจะดำเนินตาม “รูปแบบที่คล้ายคลึงกัน” กับเมื่อปี 2017 เมื่อความตึงเครียดมาถึงจุดแตกหักบนคาบสมุทรครั้งก่อน เตือนว่าเกาหลีเหนือจะเริ่มต้นการทดสอบนิวเคลียร์และขีปนาวุธข้ามทวีปอีกครั้งในไม่ช้า เช่นเดียวกับ ลีฟ-เอริก อีสลีย์ (Leif-Eric Easley) ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยอีฮวา ในเกาหลีใต้ กล่าวว่า “รัฐบาลคิมได้ยินการพูดคุยจากภายนอกเกี่ยวกับจุดอ่อนภายในประเทศของตน” และ “เกาหลีเหนือต้องการเตือนสหรัฐและเกาหลีใต้ว่าการพยายามโค่นล้มเกาหลีเหนือจะมีต้นทุนสูงเกินกว่าจะรับไหว”

2. ขณะที่แชด โอคาร์โรล (Chad O’Carrol) แห่งเว็บไซต์ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีเหนือ NK News ทวีตว่า “เกาหลีเหนือทำการทดสอบที่คล้ายกันกับเทคโนโลยีขีปนาวุธพิสัยกลางและระยะไกลที่เกิดขึ้นใหม่ในปี 2017” และบอกว่า “ดังนั้น นี่จึงหมายความว่าการทดสอบในวันนี้เกี่ยวข้องกับหนึ่งในประเภทขีปนาวุธเหล่านั้น — หรืออาจเป็นสิ่งใหม่ กล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่เป็นเรื่องใหญ่” ขณะที่ซู คิม (Soo Kim) นักวิเคราะห์จาก RAND Corporation กล่าวกับ AFP ว่า “คิมตอกย้ำความกระหายในการทดสอบและการยั่วยุ”

3. The New York Times ตั้งข้อสังเกตว่า “ดูเหมือนว่าเกาหลีเหนือจะทำการทดสอบขีปนาวุธในเดือนมกราคม (2022) มากกว่าเดือนใดๆ นับตั้งแต่คิมขึ้นสู่อำนาจเมื่อ 10 ปีที่แล้ว การยิงในวันอาทิตย์เป็นครั้งที่สามในสัปดาห์ที่แล้ว” ด้านเจ้าหน้าที่รัฐบาลไบเดนพยานามติดต่อให้เกาหลีเหนือกลับสู่การเจรจาเพื่อยุติโครงการนิวคเลียร์ แต่ยังไม่ได้รับการติดต่อกลับจากเกาหลีเหนือ ทั้งๆ ที่เจาหน้าที่สหรัฐบอกว่าพร้อมเจรจาโดยไม่มีการตั้งเงื่อนไขล่วงหน้า

4. The New York Times ได้สัมภาษณ์ ชอน ซองวุน (Cheon Seong-whun) อดีตหัวหน้าสถาบัน Korea Institute for National Unification ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลในกรุงโซล ชี้ว่าเกาหลีเหนือสร้างวัฏจักรแห่งการก่อกวนขึ้นมา โดยกระตุ้นความก้าวร้าวก่อน จากนั้นตามด้วยการเจรา เมื่อการเจรจาล้มเหลวก็ระงับการติดต่อทางการทูต ชอน ซองวุน ชี้ว่า“เป้าหมายของเกาหลีเหนือคือการทำให้สหรัฐฯ และพันธมิตรยอมรับคลังอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

5. สำนักข่าว Kyodo วิเคราะห์ว่า “มีการคาดการณ์มากขึ้นว่าการยิงขีปนาวุธครั้งล่าสุดของเกาหลีเหนือ ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีเป้าหมายเพื่อให้สหรัฐกลับมาเจรจาเรื่องการผ่อนปรนการคว่ำบาตร อาจทำให้จีนไม่พอใจ ซึ่งจีนเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจและความมั่นคงที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเกาหลีเหนือ” และบอกว่า “ถ้ามันมากไกลเกินไป เกาหลีเหนืออาจสูญเสียการสนับสนุนจากจีน ซึ่งเป็นเวลาหลายปีที่จีนเรียกร้องให้ยกเลิกการคว่ำบาตรที่กำหนดโดยสหประชาชาติ”

Photo – KCNA via REUTERS

แม่นาคภาคอียิปต์ มัมมี่ตายทั้งกลมพร้อมลูกในครรภ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674411

วันที่ 31 ม.ค. 2565 เวลา 12:15 น.แม่นาคภาคอียิปต์ มัมมี่ตายทั้งกลมพร้อมลูกในครรภ์ทีมวิจัยไขปริศนา เหตุใดทารกในครรภ์มัมมี่กว่า 2,000 ปียังคงสภาพดีไม่เน่าเปื่อย

Science Alert เปิดเผยการค้นพบอันน่าทึ่งเมื่อนักโบราณคดีพบมัมมี่อียิปต์โบราณพร้อมลูกในครรภ์ ซึ่งยังคงเป็นปริศนาว่าแม่ลูกคู่นี้เป็นใคร และเสียชีวิตได้อย่างไร แต่คาดว่าน่าจะเสียชีวิตมาแล้วกว่า 2,100 ปี ซึ่งมัมมี่นี้ถูกเรียกว่า “สตรีปริศนา” หรือ Mysterious Lady และเป็นการค้นพบมัมมี่ตั้งครรภ์ครั้งแรกของโลก

จากการวิเคราะห์ก่อนหน้านี้พบว่า Mysterious Lady มีอายุระหว่าง 20 ถึง 30 ปี เมื่อเธอเสียชีวิต และตั้งครรภ์ได้ระหว่าง 26 ถึง 30 สัปดาห์

การค้นพบดังกล่าวถูกเปิดเผยเมื่อปีที่แล้ว แต่ล่าสุดทีมวิจัยจากโครงการ Warsaw Mummy Project จากโปแลนด์ไขปริศนาการเก็บรักษามัมมี่ 2,000 ปี

ทีมวิจัยซึ่งนำโดยมาร์เซนา โอซาเร็ก-ซิลเก นักโบราณคดีจากโปแลนด์ อธิบายในบล็อกโพสต์ว่ามัมมี่ถูกเก็บรักษาไว้โดยการทำให้ร่างกายของเธอเป็นกรด ลักษณะเดียวกับการดอง โดยทารกยังคงอยู่ในมดลูกและไม่ถูกแตะต้อง

โดยค่า pH ในร่างมัมมี่ลดลงอย่างมากและมีความเป็นกรดมากขึ้น มีความเข้มข้นของแอมโมเนียและกรดฟอร์มิกเพิ่มขึ้นตามเวลา มีการใช้นาตรอน (Natron) ซึ่งเป็นสารกันบูดที่สำคัญที่ชาวอียิปต์ใช้ในกระบวนการหมักเพื่อเก็บรักษามัมมี่ และปิดไว้อย่างมิดชิดเพื่อป้องกันอากาศและออกซิเจน

CT scan ทารกในครรภ์; A คือหัว B คือมือ (Ejsmond et al., J. Archaeol. Sci., 2022)

แม้จะมีการตั้งคำถามว่าสิ่งที่พบในครรภ์ของมัมมี่นั้นเป็นทารกจริงหรือไม่ โดยซาฮาร์ ซาลีม จากมหาวิทยาลัยไคโรในอียิปต์ ตั้งข้อสังเกตว่าไม่พบกระดูกใดๆ ในการสแกนมัมมี่ ดังนั้นการระบุตัวทารกในครรภ์จึงไม่สามารถสรุปได้ อาจเป็นเพียงถุงที่ใส่ไว้ในร่างมัมมี่หลังนำอวัยวะภายในออกแล้วเท่านั้น

แต่โอซาเร็ก-ซิลเก และทีม แย้งว่ากระดูกของทารกในครรภ์มีแร่ธาตุต่ำมากในช่วง 2 ไตรมาสแรกจึงยากต่อการตรวจจับ หลังผ่านกระบวนการเก็บรักษามัมมี่ซึ่งทำให้ร่างกายของเธอเป็นกรด ทำให้กระดูกของทารกที่บอบบางอยู่แล้วถูกกัดกร่อน

โดยชี้ว่าสภาพแวดล้อมที่มีความเป็นกรดสูงจะช่วยดองเนื้อเยื่ออ่อน แต่ทำลายกระดูก เปรียบเสมือนการดองไข่ซึ่งเปลือกไข่จะถูกทำลายเหลือเพียงไข่ขาวและไข่แดงด้านใน ขณะที่แร่ธาตุจากเปลือกไข่ก็ละลายไปกับกรด

X-ray และ CT scan ช่องท้องของมัมมี่เผยให้เห็นทารกในครรภ์ (Ejsmond et al., J. Archaeol. Sci., 2021)

จากการวิเคราะห์ของทีมวิจัยยังกล่าวอีกว่าหญิงคนนี้ไม่ได้เสียชีวิตจากการคลอดบุตร เนื่องจากตำแหน่งของทารกในครรภ์ และภาวะปิดของช่องคลอด แต่ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าแม่ลูกคู่นี้จบชีวิตลงได้อย่างไร

“ยังคงเป็นเรื่องยากที่จะสรุปใดๆ เนื่องจากเราไม่รู้ว่านี่คือมัมมี่ตั้งครรภ์เพียงหนึ่งเดียวหรือไม่ แต่สำหรับตอนนี้เป็นเพียงหนึ่งเดียวบนโลกที่ถูกค้นพบอย่างแน่นอน” โอซาเร็ก-ซิลเกกล่าว

ผู้นำยูเครนโวย สื่อ-รัฐบาลบางประเทศปั่นข่าวสงครามจนเสียหาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674405

วันที่ 31 ม.ค. 2565 เวลา 10:49 น.ผู้นำยูเครนโวย สื่อ-รัฐบาลบางประเทศปั่นข่าวสงครามจนเสียหายโวโลดีมีร์ เซเลนสกีกล่วโทษผู้นำบางประเทศและสื่อนานาชาติที่ปั่นข่าวสงคราม จนทำให้เศรษฐกิจยูเครนวอดวาย

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีแห่งยูเครนประณามสื่อองค์กรระหว่างประเทศและผู้นำระดับโลก ที่พยายามโน้มน้าวต่อสาธารณชนว่าสงครามใกล้จะเกิดขึ้นจากการรุกรานยูเครนโดยรัสเซีย เซเลนสกีระบุว่าความตื่นตระหนกที่เกิดจากการปั่นข่าวเหล่านี้ทำให้ยูเครนต้องเสียเงินลงทุนจากต่างประเทศถึง 12.5 พันล้านฮรีฟเนีย (ประมาณ 437 ล้านดอลลาร์)

หลังจากการพูดคุยทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีแห่งยูเครนกับโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ ดูเหมือนว่าจะเป็นการหารือที่มีบรรยากาศของความขุ่นข้องและยืดเยื้อ จากการรายงานของ CNN โดยอ้างอิงจากแหล่งข่าวหนึ่ง ต่อมาเซเลนสกีกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า

“ผมพูดเรื่องนี้กับประธานาธิบดีไบเดน … เราต้องทำให้เศรษฐกิจของประเทศเรามีเสถียรภาพเพราะสัญญาณที่บอกว่าพรุ่งนี้จะมีสงคราม เพราะสัญญาณเหล่านี้ถูกส่งโดยผู้นำต่างๆ ของประเทศที่น่าเคารพนับถือ บางครั้งพวกเขาก็ส่งออกมาโดยไม่ได้ใช้ภาษาทางการทูตด้วยซ้ำ! พวกเขากำลังพูดว่า ‘พรุ่งนี้คือสงคราม’”

“นี่หมายถึงความตื่นตระหนกในตลาด ความตื่นตระหนกในภาคการเงิน … ประเทศของเราต้องเสียหายไปเท่าไร?” เซเลนสกีตั้งคำถาม

“เรามี GDP ที่ทำลายสถิติในปี 2021 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทำลายสถิติ เรามีการเติบโตในช่วงเวลาสั้นๆ แต่หลังจากนั้น ผมคิดว่าจุดเริ่มต้นของการรายงานข่าวนี้ (แนซโน้มสงคราม) หลังจากการเปลี่ยนแปลงในการรายงานข้อมูลนี้ การลงทุนมูลค่า 12,500 ล้านถูกนำออกจากยูเครน ” เซเลนสกีกล่าว

“มันเป็นความเสียหายที่ยูเครนต้องจ่ายในราคาแพงมาก” เซเลนสกีกล่าวคร่ำครวญ

ดูเหมือนว่าเสียงครวญจากผู้นำยูเครนจะมุ่งเป้าไปที่ผู้นำสหรัฐและสื่อสหรัฐโดยตรง เขากล่าวว่า “เราได้พูดคุยกับประธานาธิบดี [ไบเดน] เราคิดว่าจะต้องมีวิธีการที่สมดุล ผมไม่ได้บอกว่าเขาให้ใช้อิทธิพลต่อสื่ออเมริกัน พวกเขาเป็นอิสระ แต่นโยบายสื่อ – จะต้องมีความสมดุล”

“หากพวกเขาต้องการทราบว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร พวกเขาสามารถมาที่เคียฟได้ เรามีรถถังบนถนนหรือไม่? ไม่มี” เซเลนสกี้กล่าวต่อ “ที่รู้สึกได้คือ ถ้าคุณไม่อยู่ที่นี่ ความรู้สึกก็คือ … ภาพที่สื่อมวลชนสร้างขึ้นคือการที่เรามีกองกำลังอยู่บนท้องถนน เรามีการระดมกำลัง ผู้คนกำลังออกไปสถานที่ต่างๆ – นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเลย”

“เราไม่ต้องการความตื่นตระหนกนี้” เซเลนสกียืนยัน จากการรายงานของ Breibart

Photo by Gints Ivuskans and JIM WATSON / AFP

พบโควิดในร่างกายผู้ติดเชื้อ HIV กลายพันธุ์กว่า 20 ครั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674403

วันที่ 31 ม.ค. 2565 เวลา 10:34 น.พบโควิดในร่างกายผู้ติดเชื้อ HIV กลายพันธุ์กว่า 20 ครั้งแอฟริกาใต้พบโควิดอาจกลายพันธุ์อย่างรวดเร็วในร่างกายผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง และอาจนำไปสู่การพัฒนาเป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่

Bloomberg อ้างผลการศึกษาจากทีมนักวิทยาศาสตร์จาก Stellenbosch และมหาวิทยาลัย KwaZulu-Natal ระบุว่าหญิงชาวแอฟริกาใต้วัย 22 ปีคนหนึ่งซึ่งมีเชื้อ HIV แต่ไม่ได้รับยา และติดเชื้อโควิด-19 เป็นเวลา 9 เดือน พบว่าในระยะเวลาดังกล่าวโควิด-19 ในร่างกายมีการกลายพันธุ์อย่างน้อย 21 ครั้ง

ผลการศึกษาครั้งนี้พบหลักฐานเพิ่มเติมที่บ่งชี้ว่าโควิด-19 อาจกลายพันธุ์อย่างรวดเร็วเมื่ออยู่ในร่างกายผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง เช่น ผู้ป่วย HIV ที่ไม่ได้รับยา และอาจนำไปสู่การพัฒนาเป็นโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่

โดยผู้ป่วยโควิด-19 คนนี้มีการกลายพันธุ์ที่โปรตีนหนาม (spike protein) อย่างน้อย 10 ครั้ง และการกลายพันธุ์ในตำแหน่งอื่นๆ อีก 11 ครั้ง ซึ่งการกลายพันธุ์บางอย่างพบได้บ่อยในโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนและแลมบ์ดา ในขณะที่บางส่วนมีความสอดคล้องกับการกลายพันธุ์ที่ทำให้ไวรัสสามารถหลบเลี่ยงแอนติบอดี

รายงานกล่าวต่อว่าเมื่อหญิงคนดังกล่าวได้รับยาต้านไวรัส HIV อย่างเหมาะสมทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของเธอแข็งแรงขึ้น และสามารถเอาชนะโควิด-19 ได้ภายในระเวลา 6 ถึง 9 สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวยังไม่ได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ (Peer Review)

นักวิทยาศาสตร์ผู้ร่วมการศึกษากล่าวว่าเคยพบเคสลักษณะเดียวกันนี้มาก่อน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของเส้นทางการเกิดโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ แต่ย้ำว่านี่ยังคงเป็นเพียงสมมติฐาน

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนมิ.ย. ปีที่แล้วมีรายงานผลการศึกษาซึ่งถูกเผยแพร่บนเว็บไซต์ทางการแพทย์ medRxiv ระบุว่าหญิงชาวแอฟริกาใต้วัย 36 ปีคนหนึ่งซึ่งมีเชื้อ HIV และติดโควิด-19 เป็นเวลากว่า 7 เดือน พบการกลายพันธุ์ของโควิด-19 อย่างน้อย 32 ครั้ง

ทั้งนี้ แอฟริกาใต้มีการแพร่ระบาดของเชื้อ HIV ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีผู้ติดเชื้อ 8.2 ล้านคนจาก 60 ล้านคน ซึ่งทำให้ประชากรจำนวนมากมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง

Photo by Lizabeth MENZIES / Centers for Disease Control and Prevention / AFP

นักท่องเที่ยวอินเดียทึ่งน้ำใจคนไทย ตำรวจเปิดสน. ให้พัก-อาสาไปส่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674357

วันที่ 30 ม.ค. 2565 เวลา 16:25 น.นักท่องเที่ยวอินเดียทึ่งน้ำใจคนไทย ตำรวจเปิดสน. ให้พัก-อาสาไปส่งจากคลิปวิดีโอบันทึกการเดินทางของแบ็คแพ็คเกอร์หนุ่มชาวอินเดียที่เคยมาเมืองไทยเมื่อ 4 ปีก่อน วันนี้ยังคงสร้างความประทับใจให้กับคนอินเดียไม่รู้ลืม

ช่อง MOUNTAIN TREKKER ใน Youtube ซึ่งมีผู้ติดตามถึง 1.52 ล้านคน เป็นของชายชาวอินเดียที่ชื่อวรุณ เขาบอกว่า “เป็นนักเดินทางเต็มเวลา (ใช่ ผมลาออกจากงานเพื่อทำตามความฝัน) ผมรักการเดินทางคนเดียวและพบปะผู้คน หลังจากเดินทางท่องเที่ยวในอินเดียอันน่าทึ่งมาหลายปี ผมก็ก้าวออกจากประเทศและตระหนักว่าโลกช่างสวยงามเพียงใด!”

เขาอธิบายว่า “ผมเริ่มทำเว็บซีรีส์เกี่ยวกับการท่องเที่ยวในภาษาฮินดีที่เต็มไปด้วยคำแนะนำและเคล็ดลับการเดินทาง โดยเฉพาะสำหรับการเดินทางแบบประหยัด ความฝันของฉันคือการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนสำรวจโลกที่สวยงามแห่งนี้และเรียนรู้สิ่งที่ดีที่สุดเพื่อทำให้โลกของเราน่าอยู่ขึ้น “

แช่องนี้ไม่เพียงมีผู้ติดตามเป็นล้าน แต่เจ้าของช่องคือวรุณยังได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ ‘National Tourism Award’ จากรัฐบาลอินเดียสำหรับการมีส่วนร่วมในด้านการส่งเสริม ของการท่องเที่ย และเขายังได้รับคำเชิญจากทั่วโลกให้เยี่ยมชมสถานที่ในประเทศนั้นๆ เพื่อช่วยแสดงให้โลกเห็นว่าประเทศเหล่านั้นมีสิ่งที่น่าประทับใจอะไรบ้าง

เมื่อปี 2017 วรุณเดินทางมายังประเทศไทย ด้วยความที่เขาแนะนำการเดินทางแบบประหยัด การมาไทยคัร้งนี้เขาจึงพยายามนำเสนอวิธีการเดินทางที่ประหยัดที่สุดคือโบกรถไปเรื่อยๆ และยังพยายามหาที่พักที่มีราคาไม่แพง หลายช่วงของการเดินทางเข้าพบกับความประทับใจมากมาย โดยเฉพาะน้ำใจไมตรีของคนไทย

ตอนหนึ่ง เขาเดินทางไปจังหวัดตากเพื่อเดินทางต่อไปยังจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเดินทางถึงตากในเวลากลางคืนก็ได้รับการต้อนรับจากสถานีตำรวจในท้องที่ให้พักที่สถานีตำรวจทางหลวงได้ โดยได้รับความสะดวกสบายและมีการพูดคุยอย่างเป็นกันเองระหว่างหนุ่มนักเดินทางคนนี้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจของไทย และทางตำรวจยังได้จัดอาหารเช้าแบพิเศษไว้ให้เขาอีกด้วย พร้อมกับช่วยพาขึ้นรถตำรวจทางหลวงไปส่งยังจุดที่มีรถผ่านเพื่อช่วยโบกรถให้

เหตุการณ์นี้สร้างความประทับใจให้กับเขาอย่างมาก เขาบอกว่า “ผมไม่เคยจินตนาการอกอเลยว่าจะได้รับน้ำใจที่พิเศษสุดแบบนี้จากตำรวจในต่างประเทศ” และบอกว่า “ผมดีใจมากในสิ่งที่พวกเขา (ตำรวจไทย) ทำให้ให้กับผม”

ในคลิปนี้มีชื่อว่า “มาดูกันซิว่าตำรวจไทยปฏิบัติกับนักท่องเที่ยวอินเดียอย่างไร?” มีผู้เข้ามาแสดงความเห็นมากมาย ที่มีคนกดไลค์เป็นหลักร้อย เช่น ll INDIAN ll บอกว่า “ขอบคุณสำนักงานตำรวจของประเทศไทยทั้งหมด..ฉันรู้สึกทึ่งที่ได้เห็นการต้อนรับแบบนี้กับนักท่องเที่ยว..ฉันขอปิดปากเงียบเกี่ยวกับสถานีตำรวจและสถานีตำรวจของเรา (อินดีย) ดีกว่า”

ส่วน v. gopalakrishnan บอกว่า “วิดีโอที่อบอุ่นหัวใจ ถ้ามีแต่ตำรวจทุกที่เกื้อกูลเท่าตำรวจไทย โลกนี้คงน่าอยู่ขึ้นเยอะ!”

V S แสดงความเห็นว่า “ฉันมาจากอินเดีย ฉันอาศัยอยู่ในประเทศไทยมา 7 ปีแล้ว การเป็นคนที่น่ารักที่สุด ยิ้มแย้ม ปฏิบัติ (ต่อคนอื่น) ด้วยเคารพเป็นสิ่งที่มาจากธรรมชาติของคนไทยและมีวัฒนธรรมที่สวยงามมาก คนดี ดินแดนแห่งรอยยิ้มอย่างแท้จริง ข้อควรจำสำหรับผู้ที่เดินทาง :หากเราสุภาพและให้เกียรติผู้อื่น เราก็จะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกัน”

Raja Bhaiya Brazil Wale บอกว่า “มหัศจรรย์!

อีกคลิปหนึ่งของเขาในทริปเดียวกันชื่อคลิป “เจ้าหน้าที่ไทยเสนอเงินให้นักท่องเที่ยวอินเดีย : ดูมากันซิว่าทำไม!” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ตอนที่เขาโบกรถอีกครั้ง และได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่หรืออาสาสมัครคนหนึ่งที่พยายามจะช่วยโบกรถให้เขาและจะช่วยเลหือด้วยการมอบเงินให้ แต่เพราะอุปสรรคทางภาษาทำให้สื่อสารกันไม่เข้าใจ แต่สุดท้ายวรุณก็ได้รับน้ำใจจากคนขับรถคนแล้วคนเล่าช่วยพาเขาไปส่งจนถึงจุดหมาย คือกรุงเทพฯ มหานครในที่สุด

ในคลิปนี้เช่นกัน มีผู้มาแสดงความชื่นชมน้ำใจคนไทยกันมากมาย เช่น Zorba Smiling บอกว่า “พวกเราชาวอินเดียทุกคนขอบคุณคนไทยทุกคนที่เป็นคนที่หัวใจที่ประเสริฐต่อนักท่องเที่ยว …”

ขณะที่ Aadhith Varathan บอกว่า “การต้อนรับขับสู้แบบไทยเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ ฉันชอบความจริงที่ว่าแม้แต่ตำรวจก็พร้อมที่จะให้ที่พักในสถานีตำรวจของตัวเอง หวังว่าคนทั้งโลกจะเลียนแบบประเทศไทยได้ในเรื่องนี้”

Lucky’s Kitchen “ใช่แล้ว เราขอขอบคุณคนไทยทุกคนที่ช่วยเหลือและเป็นมิตรมาก แม้แต่ในอินเดีย เราแทบจะไม่พบคนแบบนี้เลยที่ช่วยเหลือคนแปลกหน้าพาขึ้นรถไฟปด้วยหรือให้เงิน”

Sereno Tech ซึ่งน่าจะเป็นคนไทอาหมซึ่งเป็นคนเชื้อสายไทกลุ่มหนึ่งในอินดียบอกว่า “ชุมชนชาวไทอาหมทั้งหมดของเรามาจากประเทศไทย (ที่จริงมาจากตอนเหนือของเมียนมาหรือตอนใต้ของจีน ซึ่งเป็นถิ่นของคนเชื้อสายไท) และตอนนี้เราอาศัยอยู่ที่รัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย ภูมิใจที่ได้เป็นเป็นส่วนหนึ่งของไทอาหมและภูมิใจที่เป็นชาวอินเดีย”

มนุษย์พลังจิตเตือนให้เตรียมรับมือการรุกรานจากเอเลี่ยน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674348

วันที่ 30 ม.ค. 2565 เวลา 14:00 น.มนุษย์พลังจิตเตือนให้เตรียมรับมือการรุกรานจากเอเลี่ยนนักแสดงกลลวงตาและผู้อ้างตัวว่ามีพลังจิตรายนี้ประกาศเตือน หลังการค้นพบสิ่งแปลกประหลาดที่อยู่ห่างจากโลกราว 4,000 ปีแสง

อูรี เกลเลอร์ (Uri Geller) เป็นนักเล่นกลลวงตาชาวอิสราเอล-อังกฤษ นักมายากล และประกาศตนเองว่าเป็นคนมีพลังจิต มีชื่อเสียงในช่วงทศวรรษที่ 80 จากการอ้างว่าเขาสามารถใช้พลังจิตงอช้อนและยังแสดงพลังจิตด้านอื่นๆ อีก แต่นักมายากลอาชีพเรียกเกลเลอร์ว่าเป็นกลลวง แต่เขาอ้างว่าตนมีพลังจิตอย่างแท้จริง

มีรายงานอ้างว่าเกลเลอร์เคยบอกว่าพลังจิตของเขาเป็นผลจากอำนาจเหนือธรรมชาติที่มนุษย์ต่างดาวมอบให้เขา ในหนังสือชีวประวัติของเกลเลอร์ ที่ชื่อ Uri: A Journal of the Mystery of Uri Geller (1974) อ้างว่าเกลเลอร์สามารถสื่อสารกับคอมพิวเตอร์อัจฉริยะจากนอกโลกได้ โดยคอมพิวเตอร์ส่งข้อความเพื่อเตือนมนุษยชาติว่าภัยพิบัติจะเกิดขึ้นหากมนุษย์ไม่เปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต

หลังจากผ่านมาถึง 40 กว่าปี ล่าสุด อูรี เกลเลอร์ประกาศว่าเขามีข่าสารจากต่างดาวอีกครั้งหนึ่งแล้ว โดยในอินสตาแกรมของเขาอ้างข่าว “พบวัตถุปริศนาหมุนได้บนทางช้างเผือกปล่อยคลื่นวิทยุทุก 18 นาที” โดยวัตถุประหลาดนี้ถูกพบครั้งแรกโดย ไทโรน โอโดเฮอร์ตี นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเคอร์ทิน เมื่อเดือน มี.ค. 2018 จากกล้องโทรทรรศน์วิทยุเมอร์ชิสัน ไวด์ฟิลด์ อาเรย์ ที่ตั้งอยู่ในชนบทห่างไกลของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย โดยใช้เทคนิคใหม่ที่เขาคิดค้นขึ้นมาเอง

จากการตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับไปหลายปี ทางทีมได้ข้อสรุปว่าวัตถุประหลาดนี้อยู่ห่างจากโลกราว 4,000 ปีแสง ทั้งยังมีความสว่างมากและมีสนามแม่เหล็กที่แข็งแกร่ง และยังปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุอย่างแรงทุกๆ 18.8 นาที หรือชั่วโมงละ 3 ครั้ง

การค้นพบครั้งนี้ทำให้ อูรี เกลเลอร์เตือนว่า “เพื่อนรักของผม ทีมที่ทำแผนที่คลื่นวิทยุในจักรวาลได้ค้นพบสิ่งผิดปกติที่ปล่อยพลังงานระเบิดขนาดยักษ์สามครั้งต่อชั่วโมง และไม่เหมือนกับสิ่งที่นักดาราศาสตร์เคยเห็นมาก่อน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสิ่งนี้เชื่อมโยงกับความภูมิปัญญาของมนุษย์ต่างดาวที่เหนือกว่าของเรามากๆ จงเริ่มถอดรหัสข้อความของพวกเขา! พวกเขากำลังเตรียการ (นำยาน) ลงจอดจำนวนมากที่โลกของเรา”

เขายังบอกด้วยว่า “เพื่อนรักของผม เด็กที่เกิดวันนี้ในช่วงชีวิตของเขา/เธอ พวกเขาจะได้พบกับมนุษย์ต่างดาวที่จะสอนเราถึงวิธีกำจัดโรคทั้งหมด ช่วงชีวิตของมนุษย์จะปีนขึ้นไปถึง 220 ปีโดยเฉลี่ย”

นอกจากจะอ้างพลังติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวแล้ว เกลเลอร์ยังอ้างว่าเขามีพลังจิตในการเปลี่ยนอนาคตและความคิดของผู้คนในระดับรวมหมู่ได้ด้วย เช่น ในเดือนมีนาคม 2019 The Guardian รายงานว่า เกลเลอร์เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีของอังกฤษในขณะนั้น โดยระบุว่าเขาจะส่งกระแสจิตป้องกันไม่ให้เมย์นำอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป เกลเลอร์บอกว่า “แม้ว่าผมจะชื่นชมคุณมาก แต่ผมจะหยุดคุณไม่ให้ส่งกระแสจิตจากการทำเช่นนี้ – และเชื่อผมได้เลยว่าผมสามารถทำได้” สหราชอาณาจักรไม่ได้ออกจากสหภาพยุโรปในสมัยของเมย์ก็จริง อย่างไรก็ตาม จนแล้วจนรอดสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2021 ในสมัยของรัฐบาลบอริส จอห์นสัน

ในปี 1997 เกลเลอร์มีส่วนเกี่ยวข้องกับสโมสรฟุตบอลเอ็กซิเตอร์ในดิวิชั่น 2 โดยวางคริสตัลที่ “เปี่ยมด้วยพลังงาน” ไว้ด้านหลังโกลที่สนามเอ็กซิเตอร์ เพื่อช่วยให้สโมสรชนะเกมสำคัญในช่วงท้ายฤดูกาล ปรากฏว่าทีมเอ็กซิเตอร์แพ้เกมนั้นไป 5-1

เขายังอ้างว่าเขาเคยมีส่วนร่วมกับเรดดิ้งและอ้างว่าในปี 2002 เขาได้ช่วยเรดดิ้งหลีกเลี่ยงการตกชั้นโดยให้ผู้สนับสนุนสโมสรมองเข้าไปในดวงตาของเขาและพูดว่า “ชนะ เรดดิ้ง ชนะ” แต่ผู้จัดารทีมเรดดิ้งไม่ได้สนใจคอ้างนี้และบอกว่า “ต้องขอบคุณการทำงานหนักและความพยายามของทีมงานและผู้เล่นของผม ทันทีที่เรามีความสุข จู่ๆ เขา (เกลเลอร์) ก็โผล่ออกมาจากไหนก็ไม่รู้ และพยายามเรียกร้องความสนใจ”

Photo – European Southern Observatory/L. Calcada/Handout via REUTERS

ส่องคำทำนายซินแสนานาชาติ ปีเสือจะดุแค่ไหน?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674338

วันที่ 30 ม.ค. 2565 เวลา 11:44 น.ส่องคำทำนายซินแสนานาชาติ ปีเสือจะดุแค่ไหน?เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของแต่ละปีไปแล้ว ที่สื่อในต่างประเทศทั้งในตะวันตกและในเอเชียจะเผยแพร่คำทำนายของผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์ก่อนที่จะเข้าสู่ปีใหม่ตามปฏิทินจันรคติของจีนและหลายประเทศในเอเชียตะวันออก

1. เอ็ดการ์ ลก ติน ยัง (Edgar Lok Tin Yung) ซินแสฮวงจุ้ยในเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลียบอกกับเซกชั่นข่าว FEMAIL ของ Dailymail ว่าปีขาลปีนี้จะถือเป็นปีที่ดีของผู้ที่เกิดในปีนักษัตรปีระกาและปีมะแม มีดาวแห่งโชคประจำในคนเกิดปีระกาและปีมะแมตลอด 12 เดือนจากนี้ (โดยเริ่มนับปีขาลวันที่ 4 กุมภาพันธ์) ส่วนปีที่ต้องระวังคือปีวอกกับปีกุน อาจมีปัญหาเรื่องการขับรถ อาจได้รับบาดเจ็บหรือถูกปรับ คนปีขาลก็ต้องระวังเรื่องการงาน ซินแสยังบอกว่าคนปีขาลต้องระวังความสัมพันธ์กับเจ้านายให้ดีๆ

2. ซินแสนจางซวี่ชู (Xuchu Zhang) ของสิงคโปร์บอกกับ Yahoo Life ว่า ปีขาลนี้ ปีนักษัตรชวดหนูโคจรมาพบกับดาวงานศพ ควรหลีกเลี่ยงการไปเยี่ยมผู้ป่วยในโรงพยาบาลหรือรับประทานอาหารในงานศพ ปีขาลพบกับดาวที่มีพลังด้านลบจะพบอุปสรรคทำให้ไม่ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ปีขาลพบกับดาวไท่สุ้ยอาจจะสำเร็จอย่างมากหรือล้มเหลวสุดๆ ก็ได้ โดยรวมแล้วพบกับเรื่องสุขมากๆ ก็อาจพบกับเรื่องเศร้ามากๆ ได้

3. ซินแสนจางเตือนว่าปีวอกก็พบกับดาวไท่สุ้ยเช่นกัน จึงไม่ค่อยดีนัก ส่วนปีเถาะพบกับดาวโรคในปีนี้ ปีมะโรงห้ามใส่สีแดงและดำเพื่อเลี่ยงการเสียเลือดเนื้อหรือเสียเงินทอง ปีระกา ปีจอ จะพบดาวอัปมงคลทำให้มีปัญหามาก ปีกุนให้ระวังเรื่องพัวพันกับคนมีคู่ครองแล้ว ปีมะเมียให้ระวังเรื่องความรัก สำหรับปีที่ดีนั้น ซินแสนจางซวี่ชูบอกว่าคือปีมะเส็งพบกับดาวนำโชค

4. ซินแสฮวงจุ้ยชาวฟิลิปปินส์ มาไรต์ อัลเลน (Marites Allen) บอกกับ Rappler ว่า เนื่องจากปี 2022 เป็นปีเสือน้ำ อาจจะมีเรื่อง “โชคไม่ดีที่เกี่ยวข้องกับความตึงเครียด การดิ้นรน การกบฏ” และเตือนว่า “ดังนั้น สังคมและรัฐบาลจึงควรหลีกเลี่ยงเรื่องอื้อฉาวหรือผลงานที่ไม่เข้าตา ฉันต้องบอกคุณเพื่อน ๆ ปีเสือน้ำจริงๆ…ไม่ใช่สัตว์ที่เชื่อง มันเป็นสัตว์ดุร้ายและดุร้ายมาก คุณทำให้เสือเชื่องได้อย่างไร?”

5. ลิาซ่า คัม (Lisa Cam) แห่งสำนักข่าว South China Morning Post บอกว่า “เสือขัดแย้งกับไท่สุ้ย (บ้างว่าคือดาวจูปิเตอร์หรือดาวพฤหัสบดี) ดังนั้นปีนี้จะนำมาซึ่งความวุ่นวายทางอารมณ์ ความท้าทาย และการสูญเสียทางการเงิน ว่ากันว่าผู้ที่อยู่ในราศีนี้ไม่ควรตัดสินใจโดยเด็ดขาดและอย่าจมปลักอยู่กับปัญหา ขอแนะนำให้เข้าร่วมงานเฉลิมฉลองหรืองานสังสรรค์ขนาดใหญ่กับคนที่คุณรักเพื่อช่วยเรื่องโชคลาภ” (อย่างไรก็ตาม คำแนะนำนี้ดูเหมือนจะขัดกับมาตรการป้องกันโควิด-19 โดยเฉพาะในฮ่องกงที่เข้มงวดมาก) แต่ยังแนะด้วยว่าให้ใส่สีชมพูหรือน้ำตาล ใส่เครื่องรางรูปม้าหรือสุนัขจะช่วยแก้ปีชงกับไท่สุ้ยได้

ทั้งนี้ เรื่องนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน

Photo by Sam Yeh / AFP

เราต้องกลัวไหม? เชื้อ BA.2 ที่ติดง่ายกว่าโอมิครอน 1.5 เท่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674333

วันที่ 30 ม.ค. 2565 เวลา 09:56 น.เราต้องกลัวไหม? เชื้อ BA.2 ที่ติดง่ายกว่าโอมิครอน 1.5 เท่า บางประทศเริ่มรายงานถึงความน่ากังวลเกี่ยวกับสายพันธุ์ย่อยนี้มากขึ้น และโพสต์ทูเดย์ได้จับตามาระยะหนึ่งแล้ว มันจะเป็นภัยคุกคามไหม่หรือไม่?

1. คือสายพันธุ์ย่อยของ BA.2 พบแพร่หลายในสแกนดิเนเวีย แอฟริกาใต้ และสิงคโปร์ และกำลังมีสัญญาณการเติบโตในเยอรมนีและสหราชอาณาจักร รวมถึงในสหรัฐ รวมแล้วพบใน 40 ประเทศ

2. สายพันธุ์ย่อยนี้สามารถแพร่เชื้อได้มากกว่าสายพันธุ์โอไมครอนเดิม 1.5 เท่า ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกว่า BA.1 ตามรายงานของ Statens Serum Institut ซึ่งดำเนินการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อในเดนมาร์ก

3. ณ วันที่ 24 มกราคม หน่วยงานด้านสุขภาพของเดนมาร์กไม่พบความแตกต่างระหว่าง BA.1 และ BA.2 ในอัตราการรักษาตัวในโรงพยาบาลหรืออัตราความรุนแรง และข้อมูลเบื้องต้นจากอินเดียชี้ไปในทิศทางเดียวกัน

4. ในเดนมาร์ก ข้อมูลเบื้องต้นแสดงอัตราการแหกวัคซีน (breakthrough คือฉีดวัคซีนแล้วยังติดเชื้อ) ในผู้ที่เคยฉีดวัคซีนหรือเคยติดเชื้อโควิด-19 มาก่อน มีอัตราใกล้เคียงกับอัตราแหกวัคซีนและการติดเชื้อซ้ำที่พบใน BA.1

5. เช่นเดียวกับ สำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร (UKHSA) ระบุว่า สายพันธุ์ย่อยใหม่ดูเหมือนจะไม่ลดประสิทธิภาพของวัคซีนต่อการติดเชื้อ

6. UKHSA ระบุว่า วัคซีนบูสเตอร์มีประสิทธิภาพ 70% ในการป้องกันการเจ็บป่วยจาก BA.2 สองสัปดาห์หลังจากได้รับการฉีด เทียบกับประสิทธิผล 63% สำหรับสายพันธุ์โอมิครอนดั้งเดิม หรือ BA.1

7. โฆษกของสำนักงานควบคุมโรคของสหรัฐ (CDC) คือ Kristen Nordlund กล่าว “ปัจจุบันไม่มีหลักฐานว่าเชื้อสาย BA.2 นั้นรุนแรงกว่าเชื้อสาย BA.1”

8. องค์การอนามัยโลก (WHO) ไม่ได้ระบุว่า BA.2 เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของ WHO ได้เตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าสายพันธุ์ใหม่จะเกิดขึ้นเมื่อโอมิครอนแพร่กระจายไปทั่วโลกในอัตราที่ไม่เคยมีมาก่อน

Photo by Fabrice COFFRINI / AFP

ตอบข้อสงสัย ควรรอวัคซีนสูตรเฉพาะสำหรับ Omicron ไหม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674322

วันที่ 29 ม.ค. 2565 เวลา 17:31 น.ตอบข้อสงสัย ควรรอวัคซีนสูตรเฉพาะสำหรับ Omicron ไหมเราควรรอวัคซีนสูตรเฉพาะสำหรับโอมิครอนเป็นเข็มกระตุ้นหรือไม่หลัง Pfizer และ Moderna เดินหน้าทดลองแล้ว

เมื่อเร็วๆ นี้ ทั้ง Pfizer และ Moderna ต่างประกาศว่าเริ่มทดสอบทางคลินิกวัคซีนที่ใช้สำหรับสายพันธุ์โอมิครอนโดยเฉพาะแล้ว โดยฝั่ง Moderna เผยว่าอยู่ระหว่างการทดลองระยะที่ 2

แม้ว่าขณะนี้จะมีคนไทยได้รับวัควีนเข็มกระตุ้นไปส่วนหนึ่งแล้ว แต่ข่าวนี้น่าจะทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย เช่น สำหรับคนที่ยังไม่ได้ฉีดเข็ม 3 ควรรอวัคซีนที่ใช้สำหรับโอมิครอนโดยเฉพาะก่อนไหม แล้วถ้าติด Covid-19 ในช่วงที่โอมิครอนระบาดยังต้องฉีดเข็มกระตุ้นไหม แล้วคนที่ฉีดเข็ม 3 ไปแล้วล่ะต้องทำยังไงต่อ

สำนักข่าว CNN พูดคุยประเด็นเหล่านี้กับ ลีน่า เหวิน นักวิเคราะห์ด้านการแพทย์ของ CNN และแพทย์และศาสตราจารย์ด้านนโยบายสุขภาพและการจัดการของวิทยาลัยสาธารณสุขแห่งมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน

CNN: ควรรอจนกว่าจะมีวัคซีนสูตรเฉพาะสำหรับโอมิครอนแล้วค่อยฉีดเข็ม 3 หรือไม่

ลีน่า เหวิน: ไม่ควร คนที่มีสิทธิ์ได้รับเข็มกระตุ้นควรฉีดทันทีด้วย 2 เหตุผลคือ 1.มีหลักฐานยืนยันเพิ่มขึ้นว่าจำเป็นต้องฉีดวัคซีนของ Pfizer หรือ Moderna เข็ม 3 เพื่อคงระดับการป้องกัน Covid-19

โดยสัปดาห์ที่แล้วมีงานวิจัยกลุ่มใหญ่ 3 ชิ้นจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) พบว่า วัคซีนเข็มกระตุ้นป้องกันอาการรุนแรงและลดโอกาสการติดเชื้อ

ระหว่างเดือน ธ.ค.-ม.ค.ซึ่งเป็นช่วงที่โอมิครอนเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาด การวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นมีประสิทธิภาพ 90% ในการป้องกันการเข้ารักษาในโรงพยาบาล ขณะที่ผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดเข็ม 3 และฉีดเข็ม 2 มาแล้ว 6 เดือนประสิทธิภาพลดลงเหลือ 57% การวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ทำให้ผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนกว่า 13,000 คนพบว่า โอกาสที่จะติดเชื้อแบบแสดงอาการในกลุ่มผู้เข้าร่วมการวิจัยที่ฉีดวัคซีน 3 เข็มต่ำกว่าในกลุ่มที่ฉีด 2 เข็มถึง 66%

2.วัคซีนเฉพาะสำหรับโอมิครอนยังอยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิกซึ่งจะต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเสร็จ และยังไม่ทราบผลการทดลองว่าวัคซีนเฉพาะสายพันธุ์นี้จะดีกว่าวัคซีนดั้งเดิมหรือไม่ หรือหากสุดท้ายแล้ววัคซีนได้รับการรับรอง ก็ยังต้องรออีกหลายเดือนต่อจากนี้ และเมื่อโอมิครอนยังพุ่งสูงอยู่เช่นนี้ ก็ไม่ควรชะลอการฉีดเข็มกระตุ้น

CNN: หากฉีดเข็มกระตุ้นไปแล้ว หลังจากนี้จะฉีดวัคซีนเฉพาะสำหรับโอมิครอนเป็นเข็มกระตุ้นไม่ได้แล้วใช่ไหม

ลีน่า เหวิน: ไม่ใช่ หนึ่งในกลุ่มที่ Pfizer กำลังศึกษา มีบุคคลที่ได้รับวัคซีนเข็ม 3 มาแล้ว และกำลังได้รับวัคซีนเข็ม 4 ซึ่งเป็นวัคซีนเฉพาะสำหรับโอมิครอน บริษัทจะศึกษาประสิทธิภาพของวัคซีนเข็ม 4 นี้ ซึ่งอาจออกมาว่าไม่จำเป็นต้องฉีดเข็ม 4 เพราะเข็มกระตุ้นก่อนหน้านี้ยังป้องกันได้ดี แต่หากวัคซีนสูตรเฉพาะซึ่งใช้เป็นเข็ม 4 ทำให้การปกป้องเพิ่มขึ้นสูง อาจมีคำแนะนำให้ฉีดเข็ม 4 ในอนาคต

CNN: หากเพิ่งติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน ควรฉีดวัคซีน (สูตรดั้งเดิม) เข็ม 3 เลยไหม

ลีน่า เหวิน: ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตัวเองติดเชื้อสายพันธุ์ไหน แต่ด้วยความที่โอมิครอนมีสัดส่วนถึง 99% ของผู้ติดเชื้อรายใหม่ หากเพิ่งติดเชื้อเร็วๆ นี้ก็อาจเป็นสายพันธุ์โอมิครอน

คนที่ฉีดวัคซีนแล้วและหายจากการติดเชื้อดูเหมือนจะมีภูมิคุ้มกันสูง แต่ภูมิคุ้มกันจากการหายป่วยนี้ไม่เสถียร บางคนที่ป่วยหนักอาจมีการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งกว่าเมื่อเทียบกับคนที่ไม่แสดงอาการ และเราไม่รู้ว่าภูมิคุ้มกันนี้อยู่ได้นานแค่ไหน

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ที่เคยติดเชื้อยังต้องฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น โดยสามารถฉีดได้ทันทีที่ระยะเวลากักตัวสิ้นสุดลง ตราบใดที่ไม่มีไข้และอาการดีขึ้นแล้ว

CNN: เข็มกระตุ้นอยู่ได้นานแค่ไหน แล้วต้องฉีดบูสเตอร์ครั้งที่ 2 เร็วๆ นี้หรือไม่

ลีน่า เหวิน: เราไม่รู้ ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยเทกซัสซึ่งยังไม่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิทยาศาสตร์และยังไม่ได้รับการพิจารณาตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ (peer-reviewed) พบว่า แอนติบอดีต่อโอมิครอนยังแข็งแกร่งหลังฉีดเข็มกระตุ้นไปแล้ว 4 เดือน

นอกจากนี้ยังมี T-cells และ B-cells ที่ยังคงแข็งแกร่งไปได้อีกหลายเดือน แต่เรายังไม่รู้ว่าภูมิคุ้มกันจากเข็ม 3 จะลดลงเมื่อใด นี่คือสิ่งที่นักวิจัยจะติดตามอย่างระมัดระวัง ขณะนี้มีหลักฐานชัดเจนว่าจำเป็นต้องฉีดเข็ม 3

CNN: คุณคิดว่าการพัฒนาวัคซีนเฉพาะสำหรับโอมิครอนจะช่วยให้การระบาดจบเร็วขึ้นหรือไม่

ลีน่า เหวิน: ฉันมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับจุดจบของ Covid-19 ไม่ใช่ว่า Covid-19 จะหายไป มันคือสิ่งที่จะอยู่กับเราอย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้ แต่เรามีเครื่องมือมากมายที่จะช่วยให้เราอยู่กับไวรัสโดยไม่ให้มันมีอิทธิพลเหนือชีวิตเรา

การพัฒนาวัคซีนใหม่จะเป็นกุญแจสำคัญในการอยู่ร่วมกับ Covid-19 ฉันหวังว่าจะมีการวิจัยเกี่ยวกับวัคซีนที่ใช้กับโคโรนาไวรัสได้หลากหลายสายพันธุ์เพิ่มขึ้น เพื่อที่หากเกิดการกลายพันธุ์ใหม่ จะได้ไม่เกิดสถานการณ์ที่เราพยายามแก้ปัญหาทีละน้อยหรือเพียงผิวเผินอีก

ฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งดีที่บริษัทต่างๆ กำลังพัฒนาวัคซีนเฉพาะสายพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากวัคซีนเหล่านั้นให้การป้องกันที่ดีกว่าและแข็งแกร่งกว่า และกว่าเราจะรู้ว่ามันได้ผลไหมก็อีกหลายเดือน ดังนั้นจึงไม่ควรชะลอการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อรอวัคซีนสูตรเฉพาะนี้

Photo by DANIEL MUNOZ / AFP

หลุดคลิปวินาทีเครื่องบินรบ F-35C ของสหรัฐตกในทะเลจีนใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674310

วันที่ 29 ม.ค. 2565 เวลา 15:10 น.หลุดคลิปวินาทีเครื่องบินรบ F-35C ของสหรัฐตกในทะเลจีนใต้กองทัพเรือสหรัฐยอมรับภาพและคลิป F-35C ที่หลุดออกมาเป็นของจริง

จากกรณีที่เครื่องบินขับไล่ F-35C ของสหรัฐเกิดความผิดพลาดขณะร่อนลงจอดบนดาดฟ้าของเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส คาร์ล วินสัน (USS Carl Vinson) จนจมลงในทะเลจีนใต้เมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งภายหลังมีทั้งคลิปวิดีโอและภาพนิ่งหลุดออกมาบนโลกออนไลน์

ภาพนิ่งเผยให้เห็นเครื่องบินขับไล่ F-35C ลอยอยู่บนผิวน้ำในทะเลจีนใต้ โดยห้องนักบินถูกเปิดออก และเก้าอี้ดีดตัวของนักบินหายไปแล้ว ขณะที่ในคลิปวิดีโอป็นภาพขณะที่เครื่องบินกำลังลงจอดบนดาดฟ้าขึ้นลงของเรือรบแต่เกิดความผิดพลาดจนตัวเครื่องบินชนกับดาดฟ้า

เฮย์ลีย์ ซิมส์ โฆษกกองเรือที่ 7 ของสหรัฐยืนยันกับ Navy Times ว่าทั้งภาพนิ่งและคลิปที่เผยแพร่ในโลกออนไลน์เป็นของจริงซึ่งถ่ายจากบนเรือยูเอสเอส คาร์ล วินสัน ขณะเกิดเหตุ และเผยว่า ขณะนี้กำลังสอบสวนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น

ด้าน มาร์ก แลงฟอร์ด โฆษกกองทัพเรือสหรัฐเผยกับ Navy Times ว่า ความเสียหายของดาดฟ้าขึ้นลงเครื่องบินบนเรือรบยูเอสเอส คาร์ล วินสัน มีไม่มาก และอุปกรณ์ทั้งหมดสำหรับการปฏิบัติการบินยังสามารถใช้งานได้ ส่วนนักบินและลูกเรืออีก 6 คนบนเรือรบที่ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดอาการดีขึ้นแล้ว

ทั้งนี้ เครื่องบินขับไล่ F-35C เป็นเครื่องบินรบลำใหม่ล่าสุดที่มีเทคโนโลยีทันสมัยที่สุดของกองทัพเรือของกองทัพเรือ มีมูลค่าราว 100 ล้านเหรียญสหรัฐ

นักวิเคราะห์มองว่า การกู้เครื่องบินลำดังกล่าวขึ้นมาอาจเป็นปฏิบัติการที่ซับซ้อน และจะต้องถูกจับตามองจากจีน

ทว่า เจ้าลี่เจียน โษฆกกระทรวงการต่างประเทศจีนโต้ว่า จีน “ไม่ได้สนใจเครื่องบินของสหรัฐ เราแนะนำให้สหรัฐรับผิดชอบต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคมากกว่าที่จะเกรี้ยวกราดในทุกวิถีทางในทะเลจีนใต้”

REUTERS/Tim Kelly