วิจัยสหรัฐชี้ความยากจนกระทบพัฒนาการสมองของเด็ก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674556

วันที่ 01 ก.พ. 2565 เวลา 16:10 น.วิจัยสหรัฐชี้ความยากจนกระทบพัฒนาการสมองของเด็กเด็กที่เกิดในครอบครัวยากจนส่งผลกระทบต่อสมองที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และการคิด

ผลการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences เตือนว่า เด็กที่เกิดในครอบครัวยากจนมีการทำงานของสัญญาณประสาทในสมองส่วนหน้าซึ่งเกี่ยวข้องกับทั้งการคิดและการเรียนรู้ช้าลง

ทีมผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียของสหรัฐซึ่งนำโดยนักประสาทวิทยา คิมเบอร์ลี โนเบิล พบว่าการพัฒนาของสมองของเด็กทารกที่เกิดในครอบครัวที่มีรายได้ต่ำแตกต่างกันตามจำนวนเงินที่ได้รับการสนับสนุนที่พวกเขาได้รับจากทีมวิจัย

การสแกนสมองของเด็กอายุ 1 ปี พบว่าเด็กๆ ที่ครอบครัวได้รับเงินสนับสนุนค่าครองชีพ 333 เหรียญสหรัฐ หรือ 11,057 บาทต่อเดือนมีการทำงานของสัญญาณประสาทในสมองเร็วกว่าเด็กๆ ที่ครอบครัวได้รับเงิน 20 เหรียญสหรัฐ หรือ 664 บาท

ยังไม่ชัดเจนว่าความแตกต่างของสัญญาณประสาทในสมองจะยังคงอยู่เมื่อเด็กโตขึ้นหรือไม่ หรือว่าสัญญาณดังกล่าวจะมีอิทธิพลต่อพัฒนาการของการรับรู้ตัดสินใจและพฤติกรรมอย่างไร

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้พบว่าการทำงานของสัญญาณประสาทในสมองส่วนเดียวกันในเด็กโตเกี่ยวข้องกับการพัฒนาของทักษะในการเรียนรู้

การวิจัยล่าสุดนี้ศึกษาว่าเงินสนับสนุนมีประโยชน์กับเด็กอย่างไร ซึ่งความเป็นไปได้นี้รวมถึงการจัดหาโภชนาการที่ดี หรือการลดความเครียดของผู้ปกครอง

ทว่าไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการแทรกแซงที่ออกแบบมาเพื่อลดความยากจนอาจเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสมองของทารกและปรับปรุงผลลัพธ์ในภายหลัง

โนเบิลเผยว่า “การเปลี่ยนแปลงของสมองบ่งบอกถึงความอ่อนไหวของสมองที่น่าทึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวัยเด็ก เราทราบมานานแล้วว่าการเติบโตในครอบครัวยากจนทำให้เด็กเสี่ยงที่จะประสบความสำเร็จในการเรียนต่ำ รายได้ลดลง และมีสุขภาพแย่ลง”

“อย่างไรก็ดีจนถึงขณะนี้เรายังไม่สามารถบอกได้ว่าความยากจนเองทำให้พัฒนาการของเด็กต่างกัน หรือว่าการเติบโตในครอบครัวยากจนจะเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เกิดความแตกต่างเหล่านั้น” โนเบิลเผย

ในการวิจัยครั้งนี้ ทีมนักวิจัยตรวจวัดสัญญาณประสาทในสมองของเด็กอายุ 1 ปี 435 คนที่เข้าร่วมการวิจัยที่เรียกว่า Baby’s First Years โดยพบว่า เด็กที่แม่ได้รับเงิน 333 เหรียญสหรัฐ มีการทำงานของสัญญาณประสาทความถี่สูงในสมองมากกว่าเด็กที่แม่ได้รับเงิน 20 เหรียญสหรัฐราว 20%

การทดลองแบบสุ่มนี้และมีกลุ่มควบคุมเกี่ยวกับประโยชน์ของการลดความยากจนเกณฑ์แม่ที่มีรายได้ต่ำและส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงผิวดำและชาวละตินที่ไม่ได้ศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย 1,000 คนจากหอผู้ป่วยหลังคลอดในเมืองใหญ่ของสหรัฐ 4 แห่งคือ นิวออร์ลีนส์ นิวยอร์กซิตี โอมาฮา และมินนีอาโพลิส-เซนต์พอล

การทดลองนี้ยังชี้ให้เห็นว่า การขจัดความยากจนช่วยให้พัฒนาการของเด็กดีขึ้น

Photo by Khaled Ziad / AFP

สุดเจ๋ง! นักวิทย์คิดค้นเอไอดูแลทารกในมดลูกเทียม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674537

วันที่ 01 ก.พ. 2565 เวลา 14:20 น.สุดเจ๋ง! นักวิทย์คิดค้นเอไอดูแลทารกในมดลูกเทียมนักวิทยาศาสตร์จีนปิ๊งไอเดียใช้เอไอดูแลทารกในมดลูกเทียมแก้ปัญหาประชากรลด

ทีมนักวิจัยจากสถาบันวิศวกรรมชีวการแพทย์และเทคโนโลยีซูโจวในมณฑลเจียงซูของจีน พัฒนาระบบหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อดูแลตัวอ่อนมนุษย์ที่เติบโตอยู่ในมดลูกเทียม แก้ปัญหาจำนวนประชากรที่ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 60 ปี

หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ดังกล่าวจะทำหน้าที่สังเกตการณ์ บันทึกข้อมูล และปรับคาร์บอนไดออกไซด์ สารอาหาร และสภาพแวดล้อมภายในมดลูกเทียม ทั้งยังสามารถจัดลำดับศักยภาพการพัฒนาของทารกในครรภ์

ผลการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Biomedical Engineering อธิบายถึงการใช้หุ่นยนต์พี่เลี้ยงในการดูแลตัวอ่อนของสัตว์ที่เติบโตในสภาพแวดล้อมของมดลูกเทียม

“ยังมีปริศนามากมายที่ยังไม่มีคำตอบเกี่ยวกับสรีรวิทยาของการพัฒนาของทารกในครรภ์” ผลการวิจัยระบุ และเสริมว่า เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงจะช่วยให้เข้าใจเกี่ยวกับต้นกำเนิดของชีวิตและพัฒนาการของทารกในครรภ์ แต่ยังเป็นพื้นฐานทางทฤษฎีสำหรับแก้ปัญหาความพิการของทารกแรกเกิดและปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับการเจริญพันธุ์อื่นๆ

จากข้อมูลการวิจัย ระบบดังกล่าวช่วยให้ทารกในครรภ์เติบโตอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากกว่าการฝังตัวในมดลูกของแม่ตามธรรมชาติ

อย่างไรก็ดี แม้ว่านักวิทยาศาสตร์จีนจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าเทคโนโลยีนี้มีความปลอดภัย ทว่ายังมีกฎหมายระบุห้ามไม่ให้ใช้กับทารกในครรภ์ของมนุษย์ที่อายุครรภ์เกินกว่า 2 สัปดาห์

เทคโนโลยีนี้ทำให้หลายคนนึกถึงหนังสือเรื่อง Dacey’s Patent Automatic Nanny ของเท็ด เจียง โดยในเรื่องเด็กที่ถูกเลี้ยงโดยพี่เลี้ยงปัญญาประดิษฐ์เติบโตขึ้นมาโดยไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่นๆ

Warren Buffett จะรวยที่สุดในโลก แต่เลือกบริจาคให้การกุศล

วันที่ 01 ก.พ. 2565 เวลา 13:37 น.Warren Buffett จะรวยที่สุดในโลก แต่เลือกบริจาคให้การกุศลWarren Buffett จะรวยแซง Elon Musk หากไม่บริจาคทรัพย์สินให้การกุศล

Business Insider ระบุว่าขณะนี้วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) มีทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 113,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณครึ่งหนึ่งของอีลอน มัสก์ (Elon Musk) มหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกซึ่งมีทรัพย์สิน 220,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามดัชนีมหาเศรษฐีของ Bloomberg

รายงานระบุว่าทรัพย์สินของบัฟเฟตต์พุ่งขึ้นกว่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ เนื่องจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทำให้หุ้น Berkshire เพิ่มขึ้น 3%

ในทางกลับกันทรัพย์สินของมัสก์ลดลง 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการเทขายหุ้นเทคโนโลยีส่งผลให้ราคาหุ้น Tesla ร่วง 29%

ทว่า ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา บัฟเฟตต์บริจาคหุ้นรวมมูลค่า 111,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หมายความว่าหากบัฟเฟตต์ไม่ได้บริจาคทรัพย์สินกว่าครึ่งหนึ่งของเขาให้กับการกุศล เขาจะเป็นผู้ที่ครองตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกในเดือนนี้แซงหน้ามัสก์

ทั้งนี้ บัฟเฟตต์ได้ประกาศบริจาคหุ้นของส่วนใหญ่ตัวเองให้แก่มูลนิธิและองค์กรการกุศล 5 แห่ง ตามที่เคยให้คำมั่นไว้ในปี 2006 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 99%

เดิมทีบัฟเฟตต์ถือหุ้น A Share ของบริษัท Berkshire Hathaway เกือบ 475,000 หุ้น ภายหลังจากการบริจาคแล้วสัดส่วนการถือครองของเขาลดลงเหลือประมาณ 239,000 หุ้นนับแต่นั้นมา ส่งผลให้มูลค่าหุ้น Berkshire ของเขาลดลงเหลือ 112,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ความใจบุญของบัฟเฟตต์ทำให้เขาสูญเสียความมั่งคั่งไปมาก และพลาดการเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ถึงกระนั้นการลงทุนของเขายังคงให้ผลตอบแทนอย่างต่อเนื่อง และสร้างรายได้มากมายให้เขาได้นำไปบริจาค

ขณะที่ Forbes ประมาณการว่ามัสก์บริจาคทรัพย์สินให้องค์กรการกุศลไม่ถึง 1% ดังนั้นการทำบุญของเขาไม่ได้ทำให้เขาสูญเสียความมั่งคั่งไปมากนัก

Photo by Bill Pugliano/Getty Images/AFP

จอร์จ โซรอส เตือนจีนกำลังเจอวิกฤตเศรษฐกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674525

วันที่ 01 ก.พ. 2565 เวลา 12:46 น.จอร์จ โซรอส เตือนจีนกำลังเจอวิกฤตเศรษฐกิจพ่อมดการเงินเตือนจีนกำลังเจอวิกฤตเศรษฐกิจหลังความเฟื่องฟูของธุรกิจอสังหาฯ สะดุดเมื่อปีที่แล้ว

จอร์จ โซรอส กล่าวสุนทรพจน์ที่สถาบันฮูเวอร์ของมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ดว่า ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง อาจไม่สามารถฟื้นความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เจอปัญหารุมเร้าอันเนื่องมาจากการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์หลายเจ้า รวมทั้งราคาที่ดินและอพาร์ทเม้นต์ที่ลดลง

โซรอสเผยอีกว่า การเฟื่องฟูของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของจีนตั้งอยู่บนโมเดลที่ไม่ยั่งยืนซึ่งเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลท้องถิ่นและส่งเสริมให้ผู้คนนำเงินออมก้อนใหญ่มาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และเสริมว่า นโยบายของรัฐบาลที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมการเฟื่องฟูทำให้บริษัท Evergrande ซึ่งมีหนี้สินล้นพ้นตัวชำระหนี้ได้ยากขึ้น

“คงต้องรอดูกันต่อไปว่าทางการจะรับมือวิกฤตอย่างไร” โซรอสกล่าวระหว่างการหารือเกี่ยวกับการพัฒนาในจีนและสหรัฐควรรับมืออย่างไร “พวกเขาอาจเลื่อนการจัดการกับมันจนนานเกินไป เพราะตอนนี้ความเชื่อมั่นของผู้คนสั่นคลอน”

นักลงทุนรายนี้กล่าวต่อว่า ราคาที่ตกลงจะทำให้ผู้คนที่นำเงินเก็บมาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ต่อต้านสีจิ้นผิง และสถานการณ์ขณะนี้ดูไม่มีความหวังเลย

“สีจิ้นผิงมีเครื่องมือหลายอย่างในการฟื้นความเชื่อมั่น แต่คำถามคือเขาจะใช้มันอย่างถูกต้องหรือไม่” โซรอสกล่าว และบอกอีกว่า ประธานาธิบดีของจีนกำลังเผชิญความเสี่ยงจากตลาดอสังหาริมทรัพย์

ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาโซรอสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งสีจิ้นผิงและพรรคคอมมิวนิสต์จีน เขากล่าวเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาว่า บริษัทบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ BlackRock สร้างความผิดพลาดใหญ่หลวงด้วยการทำธุรกิจเพิ่มในจีน และยังวิจารณ์จีนเกี่ยวกับนโยบายสอดแนมประชาชนและการปราบปรามธุรกิจเอกชน

REUTERS/Luke MacGregor

คริปโต Facebook หมดอนาคต รัฐบาลเดินหน้าขวางเงินดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674521

วันที่ 01 ก.พ. 2565 เวลา 12:14 น.คริปโต Facebook หมดอนาคต รัฐบาลเดินหน้าขวางเงินดิจิทัลปิดฉาก Diem โครงการคริปโตของ Facebook ประกาศขายให้ Silvergate Capital

สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์สรายงานว่าสมาคม Diem Association โครงการสกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับการสนับสนุนจาก Meta ต้นสังกัดของ Facebook ประกาศปิดตัวและขายทรัพย์สินทางปัญญาและทรัพย์สินอื่นๆ ให้แก่ Silvergate Capital ด้วยมูลค่า 182 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนหนึ่งของแถลงการณ์จาก Diem Association ระบุว่าโครงการนี้มุ่งเน้นไปที่การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อออกแบบการชำระเงินที่ดีขึ้นและครอบคลุมมากขึ้น ต่อสู้กับอาชญากรรมทางการเงินเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน แต่เมื่อหน่วยงานกำกับดูแลไม่อนุมัติจึงจำเป็นต้องขายทรัพย์สินให้แก่ Silvergate Capital

สจ๊วต เลวีย์ ซีอีโอของ Diem Networks ในสหรัฐอเมริกากล่าวว่า “การเจรจาของเรากับหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐบาลเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าโครงการไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้”

Diem Association คาดว่าจะปิดตัวลงอย่างสมบูรณ์ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าภายหลังจากที่การขายกิจการเสร็จสิ้นแล้ว

ทั้งนี้ Facebook ได้ประกาศเกี่ยวกับแผนการสร้างคริปโตเคอร์เรนซีและระบบชำระเงินของตัวเองตั้งแต่ปี 2019 โดยโครงการ Diem หรือเดิมเรียกว่า Libra เปิดตัวท่ามกลางการคัดค้านจากหน่วยงานกำกับดูแลซึ่งกังวลว่า Facebook จะควบคุมระบบเงินมากเกินไปและละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน

ขณะที่เจ้าหน้าที่ทางการเงินแสดงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้อาจส่งผลกระทบต่อสกุลเงินหลักของโลกอย่างดอลลาร์สหรัฐ

Diem หรือ Libra ถูกกดดันโดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้วหลายครั้ง อาทิ เปลี่ยนชื่อสกุลเงินจาก Libra เป็น Diem เปลี่ยนชื่อกระเป๋าเงินจาก Libra เป็น Novi และเปลี่ยนเป็น Stablecoin ที่สนับสนุนด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (Diem USD)

จนกระทั่งวันที่ 31 ม.ค. ที่ผ่านมาเป็นอันยุติความพยายามของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่ต้องการให้ผู้ใช้หลายพันล้านคนทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินของตัวเอง

AFP PHOTO / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / JUSTIN SULLIVAN

ประชุมมนตรีความมั่นคงเดือด สหรัฐ-รัสเซียไม่ยอมกันเรื่องยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674510

วันที่ 01 ก.พ. 2565 เวลา 11:05 น.ประชุมมนตรีความมั่นคงเดือด สหรัฐ-รัสเซียไม่ยอมกันเรื่องยูเครนเวทีประชุม UNSC เป็นไปอย่างดุเดือดระหว่างสหรัฐ-รัสเซีย ประเด็นความตึงเครียดชายแดนยูเครน

เมื่อวันที่ 31 ม.ค. ที่ผ่านมาคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) จัดประชุมหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครน ตามคำเรียกร้องของสหรัฐ หลังจากที่รัสเซียเสริมกำลังทหาร พร้อมรถถัง ปืนใหญ่ และขีปนาวุธจำนวนมากบริเวณชายแดนยูเครน

BBC รายงานว่าการประชุมเป็นไปอย่างดุเดือดระหว่างสหรัฐและรัสเซีย โดยลินดา โธมัส-กรีนฟิลด์ เอกอัครราชทูตสหรัฐ แสดงความไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของรัสเซีย และระบุว่าการระดมกองกำลังทหารของรัสเซียเป็นการระดมพลครั้งใหญ่ที่สุดที่ยุโรปเคยเจอในรอบหลายทศวรรษ

โธมัส-กรีนฟิลด์ยังกล่าวว่ารัสเซียกำลังวางแผนเพิ่มกำลังพลที่ประจำการในเบลารุสที่อยู่ติดกับชายแดนทางเหนือของยูเครนเป็น 30,000 นาย ซึ่งเป็นการระดมพลทางทหารที่ผิดปกติ พร้อมเตือนว่าสหรัฐจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดหากรัสเซียบุกรุกยูเครน ซึ่งผลที่ตามมาจะต้องเลวร้ายอย่างแน่นอน

ขณะที่วาซิลี เนเบนเซีย เอกอัครราชทูตรัสเซียกล่าวว่าสหรัฐแทรกแซงกิจการภายในของรัสเซียซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ การที่รัสเซียส่งทหารไปประจำการในอาณาเขตของตนนั้นไม่ใช่เรื่องของสหรัฐ และไม่มีหลักฐานว่ารัสเซียกำลังวางแผนปฏิบัติการทางทหารต่อยูเครน

เนเบนเซียเสริมว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังกระตุ้นให้เกิดความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้น “นี่ไม่ใช่แค่การแทรกแซงที่ยอมรับไม่ได้ แต่ยังเป็นความพยายามที่จะหลอกหลวงประชาคมระหว่างประเทศเกี่ยวกับสถานการณ์ที่แท้จริงในภูมิภาค และสาเหตุของความตึงเครียดทั่วโลกในปัจจุบัน”

ทั้งนี้ แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐจะหารือกับเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียในวันนี้ (1 ก.พ.)

อย่างไรก็ตาม สหรัฐ และสหราชอาณาจักรให้คำมั่นว่าจะดำนินมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมหากรัสเซียบุกรุกยูเครน

Photo by REUTERS/Andrew Kelly

คิมจองอึนมีส้วมส่วนตัวตามไปทุกที่ ใครแอบใช้ถูกประหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674442

วันที่ 31 ม.ค. 2565 เวลา 18:30 น. คิมจองอึนมีส้วมส่วนตัวตามไปทุกที่ ใครแอบใช้ถูกประหารสื่อเผยผู้นำคิมมีส้วมส่วนตัวที่ตามไปด้วยทุกที่แม้กระทั่งต่างประเทศ ป้องกันข้อมูลลับรั่วไหล

WION อ้างคำพูดของอดีตเจ้าหน้าที่กองบังคับการอารักขาเกาหลีเหนือซึ่งเปิดเผยต่อ The Washington Post ว่าคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือมีห้องส้วมส่วนตัวที่ติดตามเขาไปทุกที่ รวมถึงต่างประเทศ เพื่อป้องกันข้อมูลลับรั่วไหล เพราะการขับถ่ายสามารถบ่งบอกสุขภาพของท่านผู้นำได้

หลังจากที่มีข่าวลือว่าผู้นำคิมจะหลีกเลี่ยงการใช้ห้องน้ำสาธารณะเพราะกลัวว่าอุจจาระของเขาจะไปตกอยู่ในมือของผู้ที่ประสงค์ร้าย

ตามรายงานของ The Chosun ilbo สื่อเกาหลีใต้ระบุว่าในตอนนี้ผู้นำเกาหลีเหนือจะเดินทางโดยรถยนต์เท่านั้น และรถทุกคันจะมีสิ่งนี้อยู่บนรถ รวมถึง Mercedes Benz กันกระสุนของเขา ซึ่งส้วมเคลื่อนที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ใครเห็นอุจจาระของผู้นำเกาหลีเหนือ

The Mirror สื่ออังกฤษยังกล่าวว่าส้วมส่วนตัวถูกติดตั้งไว้ในยานพาหนะทุกประเภทที่ท่านผู้นำใช้เดินทางทั้งรถยนต์ ขบวนรถไฟ หรือแม้แต่ยานพาหนะพิเศษที่ออกแบบมาสำหรับการเดินทางในพื้นที่ที่เป็นภูเขาหรือหิมะ รวมถึงตอนที่เขาเดินทางไปต่างประเทศ

รายงานระบุว่าส้วมส่วนตัวเหล่านี้จะมีบอดี้การ์ดคอยดูแล และหากพบว่าใครแอบใช้อาจถูกลงโทษถึงขั้นประหารชีวิต

ทั้งนี้ สื่ออ้างถึงคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญที่เตือนว่าคิม จองอึนมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหัวใจวาย เนื่องจากโรคอ้วนของเขาเพิ่มโอกาสหัวใจล้มเหลวถึง 4 เท่า

ข่าวเกี่ยวกับสุขภาพของคิม จองอึนถูกวิเคราะห์ไปต่างๆ นานาตามสื่อต่างประเทศ บ้างก็ลือว่าเขากำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรง ซึ่งทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงความสามารถของเขาในการปกครองประเทศในระยะยาว

เนื่องจากอุจจาระสามารถบ่งบอกถึงสุขภาพได้ จึงอาจส่งผลกระทบใหญ่ระดับชาติหรือระดับโลกหากพบว่าผู้นำเกาหลีเหนือมีปัญหาสุขภาพที่สำคัญ

Photo by REUTERS/Athit Perawongmetha/File Photo

‘Metaverse’ คือเรื่องไร้สาระในสายตาผู้สร้าง PlayStation

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674439

วันที่ 31 ม.ค. 2565 เวลา 17:43 น. 'Metaverse' คือเรื่องไร้สาระในสายตาผู้สร้าง PlayStationขณะที่โลกกำลังสนใจ Metaverse แต่ผู้สร้าง PlayStation กลับมองว่าไร้สาระ

เคน คูตารากิ (Ken Kutaragi) ผู้สร้าง PlayStation ให้สัมภาษณ์ต่อ Bloomberg ถึงมุมมองของเขาเกี่ยวกับ Metaverse โลกเสมือนใบใหม่ที่เป็นที่น่าจับตามองในขณะนี้ ขณะที่หลายบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างกระโจนเข้ามาโลดแล่นบนเส้นทางแนวคิดแห่งอนาคตนี้ แต่คูตารากิกลับมีมุมมองที่ต่างออกไป

คูตารากิ วัย 71 ปี ให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่ค่อยสนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี Metaverse เท่าไรนัก โดยกล่าวว่าการอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นสำคัญมาก แต่ Metaverse ซึ่งเป็นการสร้างโลกเสมือนจริงนั้นมันไม่จำเป็นเลย

“คุณอยากเป็นอวตารแทนที่จะเป็นตัวตนที่แท้จริงของคุณหรือ? มันไม่ต่างจากการพูดคุยบนเว็บบอดร์ดที่ไม่เปิดเผยตัวตนเลย” คูตารากิกล่าว

คูตารากิยังมองว่าอุปกรณ์เฮดเซต (Headset) ที่ใช้เทคโนโลยี VR (Virtual Reality) และ AR (Augmented Reality) นั้นเป็นสิ่งที่น่ารำคาญใจ เพราะมันทำให้ผู้คนอยู่ห่างไกลจากโลกแห่งความเป็นจริง

ต่างจากยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Apple, Meta รวมถึง PlayStation ที่กำลังเร่งพัฒนาเฮดเซตท่ามกลางการแข่งขันบนโลก Metaverse

ปัจจุบันคูตารากิไม่ได้มีตำแหน่งใน PlayStation แล้วแต่เขายังคงโลดแล่นในวงการแทคโนโลยี โดยขณะนี้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Ascent Robotics บริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI ในโตเกียว

คูตารากิอธิบายว่าเป้าหมายของ Ascent Robotics คือการผสมผสานโลกแห่งความเป็นจริงเข้ากับโลกไซเบอร์ ต่างจาก Metaverse ที่จะทำให้ผู้คนหลุดออกจากโลกแห่งความเป็นจริง

นอกจากนี้ Ascent Robotics ต้องการสร้างการเชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อ โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ ให้ยุ่งยาก คล้ายกับโฮโลแกรมในเรื่อง Star Wars

ไม่ใช่แค่คูตารากิเท่านั้นแต่ยังมีอีกหลายคนที่ไม่เชื่อมั่นและกังวลเกี่ยวกับการเข้ามาของโลกเสมือนใบใหม่อย่าง Metaverse ด้วยเหตุผลคล้ายๆ กัน

ทำไมต้องระวัง Metaverse?

แม้ว่าจะมีความตื่นเต้นมากมายเกี่ยวกับ Metaverse แต่ MakeUseOf เว็บไซต์ด้านเทคโนโลยีเตือนว่าเราควรระมัดระวังด้วยเช่นกัน

“อินเทอร์เน็ตทำให้ชีวิตของเราง่ายขึ้น และ metaverse จะนำนวัตกรรมมาสู่อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ด้วยประโยชน์ที่ได้รับทำให้เกิดความท้าทายชุดใหม่”

โดยชี้ว่าปัญหาหลักที่เกี่ยวข้องกับ Metaverse คือการเสพติดอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย ในขณะที่ Metaverse จะเป็นโลกเสมือนจริงที่ไร้ขอบเขต คุณสามารถสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริงที่น่าดึงดูดใจมากกว่าโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ทำให้ผู้คนหลงลืมโลกแห่งความเป็นจริง

บทความจาก World Economic Forum ได้พูดถึงวิธีจัดการกับความปลอดภัยด้านดิจิทัลใน Metaverse โดยส่วนหนึ่งของบทความกล่าวว่าการละเมิดความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ ตัวอย่างเช่นอาจอยู่ในรูปของใครบางคนที่ปลอมตัวเป็นแพทย์เพื่อเข้าถึงเทคโนโลยีห้องผ่าตัดสำหรับการผ่าตัดแบบดิจิทัล (digitally-performed surgeries) หรือการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวโดยไม่ได้รับความยินยอม

นอกจากนี้เห็นได้ชัดว่ามีความท้าทายด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ และเคยเกิดขึ้นมาแล้วในโลกเสมือนจริงโดยเฉพาะแพลตฟอร์มเกม อย่างเช่นการจำลองเหตุกราดยิงมัสยิดในไครสต์เชิร์ช เมื่อปี 2019 ถูกพบบนแพลตฟอร์มเกม Roblox หลายครั้ง ตลอดจนการคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นบนโลกเสมือนจริง

เช่นเดียวกับบทความหนึ่งจาก Euro News ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่านวัตกรรมใหม่ๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อรับกับ Metaverse อาจนำมาซึ่งความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว และข้อมูลของผู้ใช้จำนวนมากจะถูกรวบรวมโดยยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี

นอกจากนี้ Dataquest นิตยสารอินเดียที่มุ่งเน้นไปที่บทความด้านเทคโนโลยีสารสนเทศชี้ว่านักวิเคราะห์บางคนกังวลว่าการใช้ Metaverse อย่างแพร่หลายอาจทำให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ข้อดีก็มีเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม หากถูกนำไปใช้อย่างเหมาะสม Metaverse ก็มีข้อดีอยู่มากทีเดียวซึ่งจะทำให้ผู้ใช้ได้พบปะและทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับผู้อื่นได้ภายในจักรวาลเสมือนจริง

จะดีแค่ไหนหากเราสามารถสัมผัสประสบการณ์ดูคอนเสิร์ต เดินช้อปปิ้ง หรือเที่ยวต่างประเทศได้แบบสมจริง แม้ว่าตัวจะอยู่ที่บ้าน หรือแม้กระทั่งสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเกมที่เราเล่น

ยิ่งในช่วงที่ทุกคนใช้ชีวิตแบบ New Normal เช่นนี้แล้ว ทำให้แนวคิด Metaverse เป็นที่สนใจและถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก เพราะมันตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้คนในตอนนี้ที่ต้องกักตัว ทำงานอยู่กับบ้าน หรือถูกจำกัดการเดินทางเพราะโควิด-19

ซึ่งบริษัทและผลิตภัณฑ์หลายรายรวมถึง Meta, Apple, Google, Amazon, Microsoft, Walt Disney, Epic Games, Roblox, Fortnite และ Niantic ก็หันมาสนใจเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงด้วยเช่นกัน

Photo by Patrick T. FALLON / AFP

Paul Krugman เจ้าของรางวัลโนเบลชี้ คริปโตชักจะคล้ายวิกฤตซับไพรม์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674431

วันที่ 31 ม.ค. 2565 เวลา 15:24 น.Paul Krugman เจ้าของรางวัลโนเบลชี้ คริปโตชักจะคล้ายวิกฤตซับไพรม์นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลกตั้งข้อสังเกตที่หลายคนจะละเลยไม่ได้ เพราะประเด็นเรื่องฟองสบู่ของคริปโตเริ่มกลับมาเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์อีกครั้ง

ในบทความแสดงความเห็นที่เผยแพร่ The New York Times พอล ครุกแมน (Paul Krugman) ชี้ว่าความเคลื่อนไหวในตลาดคริปโต “มีความเหมือนที่ชวนรบกวนจิตใจ ซึ่งสะท้อนเหตุการณ์ที่ซับไพรม์เมื่อ 15 ปีที่แล้ว”

ครุกแมนชี้ว่า นักลงทุนคริปโตกำลังขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อการเก็งกำไรในทำนองเดียวกันกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตซับไพร์ม (ที่สถาบันการเงินปล่อยกู้ให้กับคนที่มีความเสี่ยงสูงช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำ พอดอกเบี้ยสูงขึ้นมา ลูกค้าก็ชำระหนี้ไม่ทัน) เขาชี้ว่านักลงทุนคริปโตไม่เข้าใจถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง

เขาบอกว่า “ผู้กู้หลายคนไม่เข้าใจว่าพวกเขาเข้าไปทำอะไร และสกุลเงินดิจิทัลซึ่งมีความผันผวนของราคามหาศาลซึ่งดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยพื้นฐานนั้น มีความเสี่ยงพอๆ กับสินทรัพย์ประเภทหนึ่ง”

อย่างไรก็ตาม ครุกแมนไม่คิดว่าตลาดคริปโตจะเป็นความเสี่ยงต่อระบบเหมือนซับไพร์มซึ่งในเวลานั้นเมื่อตลาดซับไพร์มล้มพังพาบ ทำให้เกิดวิกฤตการเงินโลกที่ลุกลามไปทั่ว เนื่องจากมูลค่าของตลาดคริปโตไม่ได้ใหญ่พอที่จะทำให้เกิดวิกฤตในอัตราเดียวกัน

พอล ครุกแมนขึ้นชื่อว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ผู้ทรงอิทธิพลที่กังขาต่อคริปโตมาโดยตลอด เช่นในบทความความเห็นปี 2018 ที่ชื่อ Why I’m a Crypto Skeptic โดยชี้ว่าคริปโตไม่ได้อิงกับมูลค่าที่แท้จริง และมันยังมีต้นทุนที่สูงเกินไป สวนทางการตัวกลางในการแลกเปลี่ยนที่ต้องถูกลงๆ เมื่อเวลาผ่านไป คือ ตอนแรกใช้ทองคำ ในเวลาต่อมาใช้วัตถุตัวแทนทองคำแต่อิงกับทองคำ คือเงินกระดาษา

ครุกแทนบอกไว้ตั้งแต่ปี 2017 ว่า Bitcoin ซึ่งตอนนั้นราคาสูงเป็นประวัติการณ์ กำลังอยู่ในฟองสบู่ และชี้ว่าฟองสบู่ของ Bitcoin จะลากยาว จนกระทั่งในบทความเดือนพฤษภาคม 2021 เขาก็ยังบอกว่าฟองสบู่ Bitcoin จะยาวกันไปเหมือนกับแชร์ลูกโซ่ของเบอร์นี แมดอฟฟ์ (Bernie Madoff) กรณีแชร์ลูกโซ่สะเทือนโลก

เขาบอกว่าแชร์ลูกโซกลากยาวไปเรื่อยๆ เราะมี “คำอธิบาย” (หรือเรื่องราวที่ใช้โน้มน้าวใจ) ที่แข็งแกร่ง และเขาเชื่อว่าคริปโตก็มี “คำอธิบาย” ที่ยอดเยี่ยมอย่างมาก นั่นหมายความว่า การลงทุนทั้งสองสามารถใช้เหตุผลโน้มน้าวใจผู้คนได้อย่างมากนั่นเอง

Photo – REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

งามอลังการ งานเสกสมรสพระราชธิดาสุลต่านบรูไน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674420

วันที่ 31 ม.ค. 2565 เวลา 14:33 น.งามอลังการ งานเสกสมรสพระราชธิดาสุลต่านบรูไนเปิดภาพเบื้องหลังงานเสกสมรสสุดอลังการของเจ้าหญิงบรูไน

งานเสกสมรสของเจ้าหญิงฟัดซิลาห์ ลูบาบุล พระราชธิดาองค์ที่ 9 ในสมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านฮัสซานัล โบลเกียห์ แห่งบรูไน เป็นที่พูดถึงและถูกจับตามองจากสื่อทั่วโลก เพราะงานนี้ถูกจัดขึ้นอย่างหรูหราอลังการ ตลอด 10 วัน 10 คืน ต่อเนื่องไปตั้งแต่วันที่ 16 ถึง 25 ม.ค. และยังเต็มไปด้วยอัญมณีล้ำค่ามากมายไม่แพ้พิธีเสกสมรสของราชวงศ์บรูไนที่เคยจัดขึ้นก่อนหน้านี้

พิธีเสกสมรสของเจ้าหญิงฟัดซิลาห์และคนรักหนุ่ม นายอับดุลเลาะห์ นะบิล มะห์มุด อัลฮาชิมี จัดขึ้นที่อิสตานา นูรัล อีมาน ที่พำนักอย่างเป็นทางการของสุลต่านบรูไน ซึ่งเป็นหนึ่งในพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประดับประดาด้วยเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่สงวนไว้สำหรับโอกาสพิเศษเท่านั้น

ภาพ: @newtron_bw/@muash.portfolio/@tmski