อาชญากรรมต่อชาวเอเชียในสหรัฐพุ่งอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674644

วันที่ 02 ก.พ. 2565 เวลา 14:45 น.อาชญากรรมต่อชาวเอเชียในสหรัฐพุ่งอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตลอดปี 2021 ที่ผ่านมา อาชญากรรมจากความเกลียดชังที่มุ่งเป้าไปยังคนเชื้อสายเอเชียในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

NBC อ้างข้อมูลที่เปิดเผยโดยศูนย์ศึกษาความเกลียดชังและลัทธิหัวรุนแรง (The Center for the Study of Hate and Extremism) ซึ่งพบว่าอาชญากรรมจากความเกลียดชังคนเชื้อสายเอเชียทั่วสหรัฐในปี 2021 เพิ่มขึ้น 339% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

งานวิจัยใหม่ที่เผยแพร่ในสัปดาห์นี้พบว่าอาชญากรรมจากความเกลียดชังที่มุ่งเป้าไปยังชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียนั้นอยู่ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนิวยอร์ก ซานฟรานซิสโก และลอสแองเจลิส

Daily Mail รายงานว่าในปี 2021 ที่ผ่านมาอาชญากรรมจากความเกลียดชังในนิวยอร์กเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยข้อมูลใหม่จากกรมตำรวจนครนิวยอร์ก (NYPD) เปิดเผยว่าอาชญากรรมจากความเกลียดชังที่มุ่งเป้าไปยังคนเชื้อสายเอเชียในปีที่แล้วพุ่ง 343% จากปี 2020 เมื่อมีการแพร่ระบาดของโควิด-19

ขณะที่อาชญากรรมจากความเกลียดชังที่มุ่งเป้าไปยังชาวอเมริกันเชื้อสายสเปน (ฮิสแปนิก) เพิ่มขึ้นถึง 700% ในปี 2021 โดยมีผู้ถูกคุกคามหรือถูกทำร้ายทั้งหมด 8 คน เพิ่มขึ้นจาก 1 คนในปี 2020

โดยรวมแล้วในนิวยอร์กมีอาชญากรรมจากความเกลียดชังเพิ่มขึ้น 96% ตลอดปี 2021 โดยมีการก่อเหตุทั้งหมด 538 ครั้ง เพิ่มขึ้นจาก 275 ครั้งในปี 2020 ขณะที่ชาวนิวยอร์กถูกทำร้ายตามท้องถนนมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงการคุกคามทางเพศ เชื้อชาติ และศาสนา

Photo by REUTERS/Rachel Wisniewski/File Photo

จีนจากประเทศที่แทบไม่มีอะไร สู่มหาอำนาจด้านขนส่งโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674617

วันที่ 02 ก.พ. 2565 เวลา 13:30 น.จีนจากประเทศที่แทบไม่มีอะไร สู่มหาอำนาจด้านขนส่งโลก1949-2021 เส้นทางสู่การขนส่งอันยั่งยืนของจีน — การพัฒนาการขนส่งด้วยการพึ่งพาตนเอง

ยุครุ่งเรืองของภาคการคมนาคมขนส่งในจีนเกิดขึ้นในช่วงปี 1949-1978

หลังก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 รัฐบาลจีนแถลงชัดว่าควรสร้างเงื่อนไขพื้นฐานบางประการเพื่อฟื้นฟูภาคการขนส่งของประเทศ  จีนจึงบูรณะสาธารณูปโภคและอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงกลับมาดำเนินงานด้านการขนส่งทางน้ำ ทางบก และทางอากาศ โดยได้ปรับปรุงหรือสร้างทางรถไฟ ทางหลวง ท่าเรือ อู่เรือ และสนามบินพลเรือน ทั้งยังขุดลอกทางน้ำสายหลัก เปิดเส้นทางคมนาคมทางน้ำและทางอากาศระหว่างประเทศและภายในประเทศ ขยายเครือข่ายไปรษณีย์ รวมถึงเพิ่มอุปทานด้านอุปกรณ์การคมนาคมขนส่ง

ด้วยการพึ่งพาตนเอง มุมานะทำงานหนัก และจิตใจที่อาจหาญ ชาวจีนจึงกล้าเผชิญกับความท้าทายอันน่าหวาดหวั่น และมุ่งมั่นสร้างและพัฒนาเครือข่ายการขนส่งทั่วประเทศขึ้นใหม่

(แฟ้มภาพซินหัว : ทหารของกองทัพปลดแอกประชาชนจีนกำลังสร้างทางหลวงซีคัง-ทิเบต (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นทางหลวงเสฉวน-ทิเบตเมื่อปี 1955) บนหน้าผา ในปี 1953)

งานสร้างทางหลวงเสฉวน-ทิเบตและชิงไห่-ทิเบตที่เสร็จสิ้นในปี 1954 ได้ยุติการเป็นดินแดนไร้ทางหลวงสมัยใหม่ของเขตปกครองตนเองทิเบต (ซีจ้าง) สร้างปาฏิหาริย์ให้กับหน้าประวัติศาสตร์ของการก่อสร้างถนนบนหลังคาโลกซึ่งมีสภาพภูมิศาสตร์ที่ไม่เอื้ออำนวย การก่อสร้างถนนทั้งสองสายนี้ได้หล่อหลอมจิตวิญญาณที่ “ไม่ครั่นคร้ามต่ออุปสรรคหรือความตาย การต่อสู้อย่างไม่ลดละ ความเต็มใจเสียสละ ความผูกพันใกล้ชิดระหว่างกองทัพกับประชาชน ตลอดจนความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวทางชาติพันธุ์”

ด้วยการพึ่งพาตนเอง มุมานะทำงานหนัก และจิตใจที่อาจหาญ ชาวจีนจึงกล้าเผชิญกับความท้าทายอันน่าหวาดหวั่น และมุ่งมั่นสร้างและพัฒนาเครือข่ายการขนส่งทั่วประเทศขึ้นใหม่

(แฟ้มภาพซินหัว : การเปิดตัวเส้นทางการบินเทียนจิน-ฉงชิ่ง และเทียนจิน-กว่างโจว ซึ่งล้วนแวะจอดที่ฮั่นโข่ว และถูกขนานนามว่าเป็น “เที่ยวบินปฐมฤกษ์ 1 สิงหาคม” ถือเป็นการเปิดเส้นทางการบินพลเรือนภายในประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 1950)

งานสร้างทางหลวงเสฉวน-ทิเบตและชิงไห่-ทิเบตที่เสร็จสิ้นในปี 1954 ได้ยุติการเป็นดินแดนไร้ทางหลวงสมัยใหม่ของเขตปกครองตนเองทิเบต (ซีจ้าง) สร้างปาฏิหาริย์ให้กับหน้าประวัติศาสตร์ของการก่อสร้างถนนบนหลังคาโลกซึ่งมีสภาพภูมิศาสตร์ที่ไม่เอื้ออำนวย การก่อสร้างถนนทั้งสองสายนี้ได้หล่อหลอมจิตวิญญาณที่ “ไม่ครั่นคร้ามต่ออุปสรรคหรือความตาย การต่อสู้อย่างไม่ลดละ ความเต็มใจเสียสละ ความผูกพันใกล้ชิดระหว่างกองทัพกับประชาชน ตลอดจนความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวทางชาติพันธุ์”

ปี 1978-2012 ไขว่คว้าโอกาส เร่งพัฒนาระบบขนส่ง

นโยบายการปฏิรูปและเปิดประเทศที่ประกาศใช้ในปี 1978 นำมาซึ่งบทใหม่ของการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจในจีน ขณะที่ภาคการคมนาคมขนส่งเข้าสู่ช่วงพัฒนาอย่างรวดเร็ว

รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการพัฒนาและลองบุกเบิกการเปิดตลาดการขนส่ง รวมถึงจัดตั้งกลไกการจัดหาเงินทุนทางสังคม “ที่ใดมีแม่น้ำ ที่นั่นมีเรือ ที่ใดมีถนน ที่นั่นมียานพาหนะ” “หน่วยงานรัฐ ภาคธุรกิจ และภูมิภาคต่างๆ ทั้งหมดควรร่วมมือกัน เพื่อให้ ผู้ประกอบการของภาครัฐ ภาคเอกชน และการคมนาคมขนส่งต่างๆ ได้รับเงินทุน” ความคิดริเริ่มดังนี้ผลักดันการพัฒนาภาคการขนส่งอย่างใหญ่หลวง

จีนใช้ระบบความรับผิดชอบอันเป็นการให้สัมปทานผู้รับเหมาเข้ามาดำเนินงานในภาคการรถไฟ และปรับใช้นโยบาย 3 ประการในการก่อสร้างทางหลวง ซึ่งรวมถึงการอนุมัติสร้างทางหลวงด้วยเงินกู้ยืมที่สามารถชำระคืนได้ด้วยค่าผ่านทางในอนาคต

(แฟ้มภาพซินหัว : ท่าเทียบเรือที่เขตอุตสาหกรรมเสอโข่ว วันที่ 31 ม.ค. 1979 จีนตัดสินใจสร้างเขตอุตสาหกรรมเสอโข่วในมณฑลกว่างตง ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมแห่งแรกของจีนที่เปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ และกลายมาเป็นประตูสู่โลกภายนอกของจีน ทั้งนี้ “เสอโข่ว โมเดล” ได้จุดประกายแนวทางให้แก่การปฏิรูปและการเปิดประเทศของจีน)

ท่าเรือ นับเป็นประตูด่านแรกที่เปิดสู่ภายนอก ส่งผลให้อุตสาหกรรมขนส่งสินค้าของจีนก้าวสู่ระดับโลก จีนยังเริ่มดำเนินอุตสาหกรรมการบินพลเรือนเชิงพาณิชย์ และพัฒนาอุตสาหกรรมไปรษณีย์ให้ทันสมัย

ช่วงปี 1978-2012 นี้ จีนได้สร้างสถิติใหม่จำนวนมากนับเป็นการเริ่มบทใหม่ของการพัฒนาระบบขนส่ง

ในช่วงเวลาดังกล่าว จีนเดินหน้าก่อสร้างทางรถไฟขนานใหญ่และเพิ่มระดับความเร็วโดยเฉลี่ยของรถไฟถึง 6 ครั้ง ทั้งยังสร้างทางรถไฟสายชิงไห่-ทิเบต ซึ่งเป็นทางรถไฟที่สูงที่สุดในโลก เชื่อมทางรถไฟเข้าสู่เขตปกครองตนเองทิเบต (ซีจ้าง) ของจีน รถไฟหัวกระสุนเหอเสีย (CRH) รถไฟความเร็วสูงสายแรกของจีนก็ถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลานี้ อันได้แก่รถไฟระหว่างเมืองปักกิ่ง-เทียนจิน ทำให้จีนก้าวเข้าสู่ “ยุครถไฟความเร็วสูง”

ทางด่วนเซี่ยงไฮ้-เจียติ้ง ทางด่วนสายแรกของจีน เปิดให้สัญจรในปี 1988 การก่อสร้างทางหลวงที่เฟื่องฟู ทำให้โครงข่ายทางหลวงสายหลักระดับชาติที่ประกอบด้วยทางหลวงแนวตั้ง 5 สาย และแนวขวาง 7 สาย สร้างเสร็จก่อนกำหนด นอกจากนี้ เครือข่ายถนนในชนบทยังได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ถนนเหล่านี้เปรียบดังเส้นเลือดใหญ่ของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และเส้นเลือดฝอยที่เชื่อมเขตเมืองและชนบทเข้าด้วยกัน

(แฟ้มภาพซินหัว : ทางด่วนปักกิ่ง-เทียนจิน-ถังกู ระยะทาง 142.69 กม. เปิดให้สัญจรเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 1993 เส้นทางนี้เป็นโครงการทางด่วนสายแรกของจีนที่ตัดเชื่อมระหว่างภูมิภาคระดับมณฑล โดยสร้างขึ้นด้วยเงินกู้จากธนาคารโลก (World Bank) ขณะเดียวกันก็เป็นทางด่วนสายแรกในจีนที่สร้างขึ้นภายใต้สัญญามาตรฐานของสหพันธ์วิศวกรที่ปรึกษานานาชาติ (FIDIC))

โครงการปรับปรุงร่องน้ำลึกบริเวณปากแม่น้ำแยงซี ซึ่งเป็นโครงการปรับปรุงปากแม่น้ำที่ใหญ่และซับซ้อนที่สุดในโลก ก็บรรลุผลสำเร็จในช่วงเวลานี้ เส้นทางน้ำในแผ่นดินได้รับการปรับปรุง รวมถึงมีการสร้างท่าเรือและทางน้ำให้เชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น

นอกจากนี้ จีนยังเปิดเส้นทางบินหลักและย่อยหลายเส้นทาง ผลักดันการใช้อากาศยานจากต่างประเทศ รวมถึงปรับปรุงเครื่องบินและขยายกองบินของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมีเมืองใหญ่อย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกว่างโจวเป็นศูนย์กลาง

การปฏิรูปและการพัฒนานวัตกรรมทำให้บริการไปรษณีย์ใช้ระบบมุ่งเน้นตลาดมากขึ้น และทันสมัยขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อบูรณาการกับธุรกิจ โลจิสติกส์ เงินทุน และข้อมูล

จีนมุ่งให้ความสำคัญกับศูนย์กลางการคมนาคมแบบบูรณาการ การขนส่งทางราง ทางน้ำ การขนส่งสินค้าแบบเปลี่ยนหัวรถบรรทุก (Drop and Pull) รวมถึงการขนส่งสาธารณะในเมือง แนวทางการขนส่งต่างๆ ถูกโยงใยถึงกัน ก่อเกิดเป็นการขนส่งแบบบูรณาการ ปรับปรุงประสิทธิภาพและประโยชน์โดยรวมอย่างต่อเนื่องและครอบคลุม

ในช่วงเวลานี้ ประเทศจีนพลิกโฉมจนแทบจำไม่ได้ ภาคการขนส่งกลายมาเป็นรากฐานของการเติบโตของจีนด้วยความเร็วอันน่าอัศจรรย์

ตั้งแต่ปี 2012 การคมนาคมในยุคใหม่ของจีนรุดหน้าอย่างรวดเร็ว

จีนเป็นหนึ่งในประเทศชั้นนำของโลก ด้านขนาดโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งที่ครอบคลุม แผนผังศูนย์กลางการขนส่งแบบบูรณาการของจีนได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง จีนเป็นเบอร์หนึ่งของโลกด้านความยาวโดยรวมของเส้นทางรถไฟความเร็วสูง ทางด่วน ทางน้ำที่เดินเรือได้ภายในประเทศ และเส้นทางขนส่งทางรางในเขตเมือง นอกจากนี้ ยังครองตำแหน่งสูงสุดในด้านจำนวนท่าเทียบเรือชายฝั่งที่รองรับเรือขนาด 10,000 ตันขึ้นไป ตลอดจนโครงข่ายเส้นทางการขนส่งทางทะเล

จีนยังเป็นประเทศแถวหน้าและประเทศแรกของโลกในด้านปริมาณการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า ทางราง ทางหลวง ทางน้ำ และการบินพลเรือน ตลอดจนปริมาณการขนส่งสินค้าที่ท่าเรือ และปริมาณธุรกิจของบริการไปรษณีย์และการจัดส่งสินค้า ปัจจุบัน จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่การคมนาคมขนส่งคึกคักมากที่สุดในโลก

เครือข่ายทางหลวงและทางรถไฟที่กว้างใหญ่ของจีนขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รถไฟความเร็วสูง เรือขนาดยักษ์ และเที่ยวบินมากมายเชื่อมต่อไปยังสถานที่ต่างๆ มากกว่าที่เคยเป็นมา  รวมถึงเส้นทางที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ก่อนหน้านี้

เครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่รุ่นซี919 (C919) คือเครื่องบินในเส้นทางบินพลเรือนหลักลำแรกที่จีนถือครองทรัพย์สินทางปัญญาโดยสมบูรณ์ โดยสร้างขึ้นตามมาตรฐานความสมควรเดินอากาศ (airworthiness) ฉบับล่าสุด  และทดสอบบินเที่ยวแรกสำเร็จในปี 2017

(แฟ้มภาพซินหัว : เครื่องบิน C919 ซึ่งเป็นเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่ที่จีนพัฒนาขึ้นเอง ออกเดินทางจากสนามบินนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2017 นับเป็นเครื่องบินพลเรือนลำแรกที่จีนสร้างขึ้นตามมาตรฐานความสมควรเดินอากาศฉบับล่าสุด และมีสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาโดยสมบูรณ์)

การสร้างรถรางไฟฟ้า (EMU) ความเร็วสูง ‘ฟู่ซิง’ (Fuxing) แสดงถึงการพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงขึ้นเองอย่างเป็นเอกเทศของจีน นอกจากนี้ จีนยังเป็นผู้นำโลกด้านเทคโนโลยีสร้างสะพานและอุโมงค์ข้ามทะเล ทางน้ำลึก ท่าเทียบเรือตู้คอนเทนเนอร์ระบบอัตโนมัติ และอื่นๆ

โครงการยักษ์ใหญ่มากมายได้บรรลุความสำเร็จเป็นที่ เช่น สะพานฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า รถไฟความเร็วสูงปักกิ่ง-จางเจียโข่ว สถานีขนถ่ายตู้สินค้าแบบอัตโนมัติ ณ ท่าเรือหยางซานในมหานครเซี่ยงไฮ้ และสนามบินนานาชาติปักกิ่งต้าซิง

จีนมีเป้าหมายที่จะให้บริการด้านการขนส่งแก่ผู้โดยสารและสินค้าดียิ่งขึ้น และทำให้ภาคการขนส่งขนาดใหญ่แข็งแกร่งขึ้น โดยมีการเผยแผนร่างและแนวทางต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง  เพื่อกระตุ้นการสร้างเครือข่ายการขนส่งแบบบูรณาการและหลากหลาย

โลกพึ่งพากันมากขึ้น นานาประเทศล้วนมีชะตาชีวิตร่วมกัน กรอบการเชื่อมต่อที่ประกอบด้วย ” 6 ระเบียงเศรษฐกิจ  6 เส้นทาง หลายประเทศ และหลายประตู” เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นแล้ว

รถไฟบรรทุกสินค้าจีน-ยุโรปเข้าถึงประเทศในยุโรป 23 แห่ง จีนจัดตั้งความร่วมมือด้านการขนส่งทางถนนระหว่างประเทศกับประเทศ 19 แห่ง เชื่อมต่อเส้นทางการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศกับประเทศมากกว่า 100 แห่ง เส้นทางการบินพลเรือนของจีนเชื่อมต่อถึง ประเทศและภูมิภาค 64 แห่ง นอกจากนี้ จีนยังมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในธรรมาภิบาลด้านการขนส่งโลก และเป็นหนึ่งในภาคีที่ทำข้อตกลงการขนส่งพหุภาคีเกือบ 120 ฉบับ

(แฟ้มภาพซินหัว : รถไฟหัวกระสุนฟู่ซิง)

จีนเดินหน้าการเปิดกว้างมาตรฐานสูง และสนับสนุนการคมนาคมของประเทศให้ “ก้าวสู่โลก และเชื่อมสู่จีน” โดย อำนวยความสะดวกผ่านความร่วมมือภายใต้แผนริเริ่มหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) จีนพยายามส่งเสริมการเชื่อมต่อแบบบูรณาการทั้งทางบก  ทะเล  อากาศ และ ไซเบอร์ (cyber) ส่งเสริมความสอดคล้องของนโยบาย กฎเกณฑ์ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการเชื่อมต่อและการขนส่งกับประเทศ   ตลอดจนมีส่วนร่วมด้านวิสัยทัศน์และเสนอแนวทางแก้ไขและการกำกับดูแลการขนส่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยปรับปรุงการเชื่อมต่อด้านการคมนาคมทั่ว

ด้วยวิสัยทัศน์ในการสร้างชุมชนที่มีอนาคตร่วมกันสำหรับมนุษยชาติ จีนจะยังคงดำเนินการตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ปี 2030   ขององค์การสหประชาชาติ   เสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการขนส่ง และจะทำงานร่วมกับประเทศอื่นๆ เพื่อกระชับการเชื่อมต่อทั่วโลก และหลอมรวมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งยังจะช่วยสร้างโลกที่ดี และเจริญรุ่งเรืองกว่าเดิม

(สนับสนุนโดย Ma Yuzhu, Hu Pingchao เรียบเรียงโดย Shi Chunjiao, Xinhua Silk Road – https://en.imsilkroad.com/p/325629.html)

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

• เส้นทางสู่การขนส่งอันยั่งยืนของจีน — การพัฒนาการขนส่งด้วยการพึ่งพาตนเอง (ปี 1949-1978)

• เส้นทางสู่การขนส่งอันยั่งยืนของจีน — ปลดปล่อยความคิดและก้าวไปข้างหน้า (ปี 1978-2012)

• เส้นทางสู่การขนส่งอันยั่งยืนของจีน — แสวงหานวัตกรรมด้วยความเชื่อมั่น (ปี 2012-2021)

ทำไมมั่นใจนัก ยุโรปยกเลิกมาตรการโควิดทั้งที่ติดเชื้อพุ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674632

วันที่ 02 ก.พ. 2565 เวลา 13:00 น.ทำไมมั่นใจนัก ยุโรปยกเลิกมาตรการโควิดทั้งที่ติดเชื้อพุ่งหลายประเทศในยุโรปเริ่มยกเลิกมาตรการสกัด Covid-19 ทั้งที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อยังพุ่งสูง

สำนักข่าว The new York Times รายงานว่า เดนมาร์กและนอร์เวย์ยกเลิกมาตรการสกัดการแพร่ระบาดของ Covid-19 ส่วนใหญ่ในวันอังคาร แม้ว่ารายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่จะเพิ่มขึ้นในทั้งสองประเทศ

หลังจากนี้ชาวเดนมาร์กไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยอีกต่อไป ไนต์คลับจะกลับมาเปิดบริการอีกครั้ง และจะขึ้นอยู่กับธุรกิจและสถานที่ในการตัดสินใจว่าจะกำหนดให้ผู้ใช้บริการแสดงใบรับรองที่แสดงการฉีดวัคซีนหรือหลักฐานยืนยันว่าเพิ่งหายป่วยจาก Covid-19 หรือไม่

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนที่เดินทางเข้าเดนมาร์กจากประเทศที่ไม่ได้ใช้วีซ่าเชงเกนยังเหลือข้อจำกัดบางข้อ

ส่วนในนอร์เวย์ นายกรัฐมนตรี โยนาส กาหร์ สโตร์ ประกาศยกเลิกการทำงานจากที่บ้านและการห้ามรวมกลุ่มเกิน 10 คน

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นขณะที่ทั้งสองประเทศต้องรับมือกับตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) ทว่าการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลไม่เพิ่มขึ้นตามตัวเลขผู้ติดเชื้อในทั้งสองประเทศ

“แม้ว่าหลายคนจะติดเชื้อ แต่ตัวเลขการรักษาตัวในโรงพยาบาลมีน้อย” นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์เผยระหว่างการแถลงข่าว “พวกเราได้รับการปกป้องที่ดีจากวัคซีน”

ด้านรัฐบาลเดนมาร์กระบุว่า เดนมาร์กไม่ถือว่า Covid-19 เป็น “โรคติดต่อร้ายแรงทางสังคม” ซึ่งเป็นการกำหนดทางการเมืองที่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่บังคับใช้มาตรการในวงกว้าง เช่น การปิดกิจการและการบังคับสวมหน้ากากอนามัย อีกต่อไป โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะเดนมาร์กมีอัตรการฉีดวัคซีนสูง

สถาบันสเตเทนเซรุมรายงานเมื่อเร็วๆ นี้ว่าโอมิครอนสายพันธุ์ BA. 2 เป็นตัวกระตุ้นจำนวนผู้ติดเชื้อในเดนมาร์ก โดยมีผู้ติดเชื้อเฉลี่ยราว 44,000 ต่อวัน หรือมากกว่าเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนถึง 70% และจากข้อมูลของ Our World in Data พบว่าชาวเดนมาร์กราว 80% ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว และราว 60% ฉีดเข็มกระตุ้นแล้ว

เดนมาร์กเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปประเทศแรกๆ ที่ยกเลิกมาตรการสกัดการแพร่ระบาดเพื่อเตรียมรับมือกับ Covid-19 แบบโรคประจำถิ่น

ออสเตรียยกเลิกมาตรการสำหรับผู้ที่ยังไม่ฉีดวัคซีนเมื่อวันจันทร์ และเนเธอร์แลนด์ผ่อนคล้ายมาตรการต่างๆ ที่บังคับใช้เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา อังกฤษยกเลิกข้อจำกัดเกือบทั้งหมดที่ยังเหลืออยู่ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เช่นเดียวกับฝรั่งเศสที่เริ่มยกเลิกข้อจำกัดต่างๆ รวมทั้งการบังคับสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่กลางแจ้งในวันพุธ ทั้งยังยกเลิกการจำกัดจำนวนผู้เข้าชมคอนเสิร์ต การแข่งขันกีฬา และอีเว้นต์อื่นๆ ส่วนมาตรการทำงานจากที่บ้านเปลี่ยนจากบังคับเป็นขอความร่วมมือ

คำสั่งล่าสุดนี้ถือเป็นการเริ่มต้นการผ่อนคลายมาตรการซึ่งแบ่งเป็น 2 ระยะที่ประกาศไว้เมื่อปลายเดือน ม.ค. แม้ว่าฝรั่งเศสจะมีผู้ติดเชื้อรายวันทุบสถิติเมื่อเดือนที่แล้ว

นายกรัฐมนตรี ฌอง กาสเต็กซ์ เผยเมื่อเดือน ม.ค.ว่า ฝรั่งเศสจะยกเลิกมาตรการส่วนใหญ่เพื่อสกัดการแพร่ระบาดได้ในเดือน ก.พ. เนื่องจากฝรั่งเศสมีใบรับรองการฉีดวัคซีนใหม่ (vaccination pass) ที่มาแทนที่เอกสารรับรองสุขภาพ (health pass)

นับตั้งแต่เดือนที่แล้วชาวฝรั่งเศสต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนเพื่อขอ vaccination pass ซึ่งต้องใช้ในการเข้าใช้บริการสถานที่ต่างๆ อาทิ บาร์ ร้านอาหาร ไปจนถึงขนส่งสาธารณะระยะไกล

ขณะที่ก่อนหน้านี้ผู้ที่มีผลการตรวจหาเชื้อเป็นลบก็สามารถขอ health pass ได้ โดยสาเหตุที่ยกเลิกเป็นเพราะรัฐบาลต้องการจูงใจให้ประชาชนฉีดวัคซีนมากขึ้น

ขณะที่การผ่อนคลายนมาตรการระยะที่ 2 ไนต์คลับซึ่งถูกปิดตั้งแต่เดือน ธ.ค. จะกลับมาเปิดอีกครั้งในวันที่ 16 ก.พ.นี้ และอนุญาตให้มีพื้นที่สำหรับยืนชมคอนเสิร์ต การแข่งขันกีฬา และในบาร์ รวมทั้งอนุญาตให้รับประทานอาหารและเครื่องดื่มในสนามกีฬา โรงภาพยนตร์ และการขนส่งสาธารณะ

อย่างไรก็ดี กรุงปารีสไม่ได้ผ่อนปรนข้อจำกัดต่างๆ

Photo by Evert Elzinga / ANP / AFP

อเมริกา ประเทศที่นักศึกษาต้องเรียนออนไลน์เพราะกลัวปืน ไม่ใช่โควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674628

วันที่ 02 ก.พ. 2565 เวลา 12:42 น.อเมริกา ประเทศที่นักศึกษาต้องเรียนออนไลน์เพราะกลัวปืน ไม่ใช่โควิดเหตุกราดยิงเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสหรัฐ และครั้งนี้ทำให้ทั้งมหาวิทยาลัยต้องเรียนออนไลน์

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่านักศึกษา 44,500 คนจากมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) มหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐ ต้องเรียนออนไลน์หลังอดีตอาจารย์โพสต์วิดีโอขู่กราดยิงในมหาวิทยาลัย

รายงานระบุว่าเมื่อวันจันทร์ (31 ม.ค.) ที่ผ่านมาแมทธิว แฮร์ริส อดีตอาจารย์ปรัชญาส่งอีเมลถึงภาควิชาปรัชญาของ UCLA โดยมีเนื้อหาที่มีความรุนแรง และข่มขู่ว่าจะมีการก่อเหตุกราดยิงที่สถานศึกษา ความยาว 800 หน้า พร้อมอัปโหลดวิดีโอในลักษณะเดียวกันบนยูทูบ ก่อนที่จะถูกลบออกจากแพลตฟอร์ม

ด้าน UCLA ชี้แจงผ่านทวิตเตอร์ในวันที่ 1 ก.พ. โดยระบุว่ามหาวิทยาลัยได้ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ และแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับภัยคุกคามในมหาวิทยาลัย ด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยจึงจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ในวันที่ 1 ก.พ. และจะแจ้งให้ทราบหากมีความคืบหน้า

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งตามล่าผู้ก่อเหตุและออกคำเตือนถึงประชาชนในบริเวณใกล้เคียง ก่อนที่จะจับกุมนายแฮร์ริสได้ในเวลาประมาณเที่ยงวันตามเวลาท้องถิ่น

รายงานระบุว่าแฮร์ริสถูกไล่ออกจาก UCLA เมื่อปีที่แล้วท่ามกลางข้อร้องเรียนจากนักศึกษา และเขายังเคยพยายามซื้อปืนจากร้านค้าในโคโลราโดในปีเดียวกัน แต่ถูกปฏิเสธ

ทั้งนี้ UCLA มีกำหนดจัดการเรียนการสอนที่มหาวิทยาลัยตามปกติในวันนี้ (2 ก.พ.)

เอเอฟพีชี้ว่ามีผู้ก่อเหตุยิงกันจำนวนมากในสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานศึกษา ห้างสรรพสินค้า และศาสนสถาน ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้

แม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ของสหรัฐจะเห็นด้วยกับการออกกฎหมายควบคุมการใช้อาวุธปืนที่เข้มงวดมากขึ้น แต่ความพยายามในการจำกัดการเข้าถึงอาวุธปืนมักถูกขัดขวางโดยกลุ่มนักล็อบบี้ที่มีอิทธิพล ซึ่งอ้างถึงสิทธิตามรัฐธรรมนูญในการครอบครองอาวุธ

ตามรายงานของ Gun Violence Archive ระบุว่าความรุนแรงจากอาวุธปืนได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 44,000 คนในปี 2021 ที่ผ่านมา รวมถึงการฆ่าตัวตายด้วย

Photo by Robyn Beck / AFP

WHO เตือนยังไม่มีใครชนะโควิด อย่ารีบยกเลิกมาตรการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674620

วันที่ 02 ก.พ. 2565 เวลา 11:35 น.WHO เตือนยังไม่มีใครชนะโควิด อย่ารีบยกเลิกมาตรการ“ยังไม่ถึงเวลาที่ประเทศใดจะยอมแพ้หรือประกาศชัยชนะ” ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกกล่าว

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าวานนี้ (1 ก.พ.) เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่ายังเร็วเกินไปที่ประเทศต่างๆ จะประกาศชัยชนะเหนือโควิด-19 หรือยุติความพยายามที่จะควบคุมการแพร่ระบาดของโรค

“ยังไม่ถึงเวลาที่ประเทศใดจะยอมแพ้หรือประกาศชัยชนะ” ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกกล่าว “ไวรัสนี้อันตรายและยังคงวิวัฒนาการต่อหน้าต่อตาเรา”

ความเห็นนี้มีขึ้นหลังจากที่เดนมาร์กประกาศยกเลิกมาตรการควบคุมโควิด-19 ทั้งหมดในประเทศ แม้ว่าผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนเพิ่มขึ้นทำสถิติใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศแรกของสหภาพยุโรปที่ดำเนินการเช่นนี้ ก่อนที่อีกหลายประเทศจะเคลื่อนไหวในลักษณะคล้ายกัน

ขณะที่บางประเทศตัดสินใจว่าจะไม่สู้กับโควิด-19 อีกต่อไป โดยมองว่าไม่สามารถป้องกันการแพร่เชื้อของโรคได้เนื่องจากโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่ระบาดมากในขณะนี้มีศักยภาพในการแพร่เชื้อสูง และไม่จำเป็นที่จะต้องควบคุมการแพร่ระบาดของโรคเนื่องจากมีวัคซีนแล้ว และสายพันธุ์โอมิครอนมีความรุนแรงของโรคน้อยกว่าสายพันธุ์ก่อน

ซึ่งเทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุสแสดงความกังวลอย่างยิ่งที่หลายประเทศตัดสินใจเช่นนี้ โดยเน้นย้ำว่า “การแพร่เชื้อโควิด-19 มากขึ้นหมายถึงการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น”

พร้อมชี้ให้เห็นว่านับตั้งแต่ที่โอมิครอนถูกพบครั้งแรกในแอฟริกาตอนใต้เมื่อ 10 สัปดาห์ก่อน มีรายงานผู้ติดเชื้อโควิด-19 ไปยัง WHO แล้วเกือบ 90 ล้านราย ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าผู้ติดเชื้อทั้งหมดในปี 2020

เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ชี้ให้เห็นว่าขณะนี้ภูมิภาคส่วนใหญ่ของโลกเริ่มมีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เพิ่มขึ้น แม้ว่าสายพันธุ์โอมิครอนจะรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ก่อนก็ตาม

มาเรีย แวน เคอร์คอฟ หัวหน้าฝ่ายเทคนิกด้านการรับมือกับโควิด-19 ของ WHO กล่าวว่า “ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะล้มเลิกทุกอย่างในคราวเดียว” โดยชี้ไปที่จำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอัตราการฉีดวัคซีนในหลายประเทศที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ

ไมเคิล ไรอัน ผู้อำนวยการโครงการฉุกเฉินด้านสาธารณสุข WHO มองว่าประเทศที่มีระบบสาธารณสุขที่แข็งแรง และมีอัตราการฉีดวัคซีนสูง การเริ่มยกเลิกข้อจำกัดบางอย่างอาจเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล

แต่เตือนว่าประเทศต่างๆ ที่กำลังตัดสินใจยกเลิกมาตรการควบคุมโรคนั้น ต้องแน่ใจว่าจะสามารถกลับมาบังคับใช้มาตรการเหล่านั้นใหม่ได้อย่างรวดเร็ว หากมีความจำเป็น เช่น จำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูง หรือพบไวรัสสายพันธุ์ใหม่อันตราย

ไรอันยังเตือนว่าสำหรับบางประเทศที่ฉีดวัคซีนได้น้อย หรือระบบสาธารณสุขไม่แข็งแรง อย่าหน้ามืดตามัวไปกับแรงกดดันทางการเมือง หรือด่วนทำตามประเทศเพื่อนบ้าน เพราะจะส่งผลให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคและการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น

เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องติดตามไวรัสสายพันธุ์ใหม่ๆ อย่างใกล้ชิด รวมถึงโควิด-19 สายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน BA.2 เนื่องจากไวรัสจะยังคงพัฒนาต่อไป และเราจะไม่สามารถต่อสู้กับมันได้หากไม่เข้าใจการทำงานของมัน

Photo by Fabrice COFFRINI / AFP

จีนเผยโฉมหน้ากากสัมฤทธิ์ยักษ์ ‘ซานซิงตุย’ อายุกว่า 3,000 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674612

วันที่ 02 ก.พ. 2565 เวลา 11:01 น.จีนเผยโฉมหน้ากากสัมฤทธิ์ยักษ์ 'ซานซิงตุย' อายุกว่า 3,000 ปี จีนเผยโฉม ‘หน้ากากสัมฤทธิ์’ ใหญ่ยักษ์ สู่สายตาสาธารณชน

สำนักข่าวซินหัวรายงาน หน้ากากสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่งถูกขุดพบจากซากโบราณซานซิงตุยในมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ถูกนำมาจัดแสดงสู่สายตาสาธารณชน ณ งานเฉลิมฉลองคืนก่อนวันตรุษจีน ซึ่งจัดขึ้นโดยสถานีวิทยุและโทรทัศน์กลางของจีน เมื่อวันจันทร์ (31 ม.ค.) ที่ผ่านมา

ถังเฟย หัวหน้าสถาบันวิจัยวัฒนธรรมและโบราณคดีซื่อชวน กล่าวว่าหน้ากากดังกล่าวกว้าง 131 เซนติเมตร สูง 71 เซนติเมตร มีช่วงลึก 66 เซนติเมตร และน้ำหนัก 65.5 กิโลกรัม

ทั้งนี้ ซานซิงตุยเป็นโบราณสถานและวัฒนธรรมยุคสำริดที่สำคัญใน มณฑลเสฉวน ประเทศจีน ส่วนใหญ่ค้นพบในปี 1986 หลังจากการค้นพบเบื้องต้นในปี 1927 นักโบราณคดีได้ขุดพบสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ซึ่งหลังจากตรวจสอบอายุโดยระบบเรดิโอคาร์บอนเดทพบว่าอยู่ในศตวรรษที่ 12-11 ก่อนคริสต์ศักราช โบราณวัตถึสำคัญที่พบและถือเป็นเอกลักษณ์ของซานซิงตุยคือหน้ากากสัมฤทธิ์ที่มีขนาดใหญ่บางชิ้นทำจากทองคำ 

การค้นพบอารยธรรมซานซิงตุย กระตุ้นความสนใจทางวิชาการ โดยเฉพาะเครื่องสัมฤทธิ์เป็นสิ่งที่ทำให้โลกตื่นเต้นมาก ผู้เชี่ยวชาญของ British Museum ถือว่ามีความโดดเด่นมากกว่าประติมากรรมดินเผาทหารสุสานจิ๋นซีในซีอานเสียอีก 

‘กระท่อม’ ฆ่าคนได้หรือไม่?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674571

วันที่ 01 ก.พ. 2565 เวลา 20:20 น.'กระท่อม' ฆ่าคนได้หรือไม่?คำถามและคดีความจากอเมริกา การรับประทาน ‘กระท่อม’ อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตหรือไม่

Courthouse News เว็บไซต์ข่าวจากสหรัฐรายงานว่ากระท่อมจากที่เป็นพืชพื้นบ้าน แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาชาวอเมริกันนิยมใช้กระท่อมเป็น Recreation drug หรือสารเสพติดมาใช้เพื่อความบันเทิง หรือความหย่อนใจ ท่ามกลางการถกเถียงว่าการใช้กระท่อมเกินขนาดทำให้เสียชีวิตได้หรือไม่

รายงานได้เปิดเผยเรื่องราวของเจมส์ วัย 21 ปีซึ่งเสียชีวิตเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่ญาติอ้างว่าเขาเสียชีวิตจากการใช้กระท่อมเกินขนาด หลังเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2019 เพราะต้องการเลิกเหล้า

เช่นเดียวกับผู้ติดกระท่อมหลายๆ คน เจมส์คิดว่ามันปลอดภัยและไม่ใช่สารเสพติดอันตราย เขาเริ่มใช้มันในปริมาณมาก และในไม่ช้าเขาก็ติดกระท่อม

เจมส์เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลถึง 2 ครั้งเพราะมีอาการชัก และเสียชีวิตในท้ายที่สุด ญาติเผยว่าใบหน้าของเจมส์เต็มไปด้วยอาเจียน

องค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) กล่าวในรายงานเมื่อปี 2017 ว่าผลิตภัณฑ์จากกระท่อมสามารถฆ่าคนได้ โดยในขณะนั้น FDA ได้รับรายงานผู้เสียชีวิต 36 รายที่เกี่ยวข้องกับการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกระท่อม

“มีรายงานว่ากระท่อมถูกนำไปผสมกับยาแก้ปวดอื่นๆ อย่างยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ (opioids) เช่น ไฮโดรโคโดน (Hydrocodone) การใช้กระท่อมยังสัมพันธ์กับผลข้างเคียงที่ร้ายแรง เช่น อาการชัก ความเสียหายของตับ และอาการถอนยา (withdrawal symptoms)”

แต่อุตสาหกรรมกระท่อมยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ที่กระท่อมเพียงอย่างเดียวจะอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต หลายคนมองว่ากระท่อมมีสรรพคุณทางยา ซึ่งสามารถบรรเทาอาการปวด เป็นสารกระตุ้นอ่อนๆ และมีอันตรายน้อยกว่ายาแก้ปวดอื่นๆ ตลอดจนช่วยลดความอยากสารเสพติดประเภทอื่นในผู้ที่ติดยาเสพติด

ตามการประเมินขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่ากระท่อมสามารถสร้างพิษร้ายแรงหากใช้ในปริมาณมาก แต่เคสที่เกิดขึ้นน่าจะน้อย หากเทียบกับจำนวนผู้ใช้กระท่อมทั้งหมด

คริส เบลล์ เจ้าของสารคดีเรื่อง “A Leaf of Faith” กล่าวว่า กระท่อมไม่เคยฆ่าใครจริงๆ

เจน บาบิน ทนายความจากซานดิเอโกเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่เชื่อว่ากระท่อมจะทำให้เสียชีวิตได้ เธอได้ตรวจสอบผู้เสียชีวิตจำนวน 44 รายที่องค์การอาหารและยา (FDA) จัดว่าเกี่ยวข้องกับกระท่อม ซึ่งเจนพบว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มีประวัติการใช้ยาเสพติดอื่นๆ ด้วย

แต่แซม ดอร์ดิก ทนายความของครอบครัวชายวัย 25 ปีคนหนึ่งที่ยื่นฟ้องผู้ผลิตกระท่อม หลังจากที่ทำให้ครอบครัวต้องสูญเสียชายคนดังกล่าวไปเพราะใช้กระท่อมเกินขนาดเมื่อปี 2018 กล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องโกหกที่อุตสาหกรรมกระท่อมเร่ขายและโฆษณาว่ากระท่อมไม่สามารถฆ่าคุณได้ คอยปกป้องว่าผู้เสียชีวิตอาจตายด้วยสารเสพติดชนิดอื่น…สิ่งเดียวที่อยู่ในร่างกายของชายคนนี้คือกระท่อม และมันฆ่าเขา”

โรเบิร์ต มองเกลุซซี ซึ่งเป็นทนายของครอบครัวเดียวกันกล่าวว่า “คดีนี้ทำให้ผมนึกถึงเมื่อก่อนที่ทำคดียาเส้น…ยาเส้นถูกวางขายในตลาดและเคลมว่ามันปลอดภัย มันคือใบไม้ แต่มันติด และฆ่าคน” มองเกลุซซีกล่าว

ด้านประเทศไทยเองก็มีผู้ที่เกือบเสียชีวิตเพราะกระท่อมมาแล้ว อย่างเมื่อ 2 ปีก่อนมีหนุ่มวัย 18 ปีคนหนึ่งถูกหามส่งโรงพยาบาลเพราะการดื่มน้ำกระท่อมที่ทำให้กระเพาะอาหาร และลำไส้อุดตัน ไตเกือบวาย เกือบเสียชีวิต

ทว่า ชาวเน็ตอีกด้านหนึ่งไม่เชื่อว่าสาเหตุมาจากกระท่อมเพียงอย่างเดียว บางคนอ้างว่าดื่มมานานก็ไม่เคยเป็นอะไรอาจเป็นเพราะน้ำไม่สะอาด หรือผสมสารอย่างอื่นเข้าไปด้วยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.อรุณพร อิฐรัตน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แนะนำว่าไม่ควรรับประทานเกินวันละ 5 ใบ

โดยข้อมูลจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยแนะนำว่าไม่ควรรับประทานกระท่อมมากเกินขนาดและต่อเนื่อง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

หากรับประทานเกินขนาดจะส่งผลให้เกิดอาการลื่นไส้, อาเจียน, ชีพจรเต้นเร็วผิดปกติ, กระสับกระส่าย, ชัก, เกิดอาการเชื่องซึม หรือกดการหายใจ, ทำให้เสพติด เมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน และอาจส่งผลต่อยาบางประเภทที่กำลังรับประทานอยู่

Photo by Bangkok Post 

ปัญหาที่แก้ไม่ได้ เมื่อแท็กซี่ภูเก็ตไม่เคยหยุดโขกราคานักท่องเที่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674572

วันที่ 01 ก.พ. 2565 เวลา 19:26 น.ปัญหาที่แก้ไม่ได้ เมื่อแท็กซี่ภูเก็ตไม่เคยหยุดโขกราคานักท่องเที่ยวแม้ทางการจะลงพื้นที่ตรวจสอบหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาแท็กซี่ภูเก็ตโขกราคานักท่องเที่ยวได้สักครั้ง

จากกรณีที่ เฆวินทร์ พล ลูกชายทันตแพทย์ชื่อดังของเมืองไทยเปิดเผยว่าถูกแท็กซี่ภูเก็ตโขกค่าโดยสารถึง 800 บาท แต่ภายหลังตรวจสอบกับสำนักงานขนส่งจังหวัดภูเก็ตว่าราคา 400 บาทเท่านั้น ทั้งยังขัดขวางแท็กซี่ที่เรียกใช้บริการจากแอพพลิเคชั่นไม่ให้เข้าไปรับ

กรณีนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าแท็กซี่สูงเกินจริง

เดือน ก.ค. 2019 นักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลีย 2 คนเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจกะรนว่าถูกคนขับรถตู้เก็บค่าโดยสาร 3,000 บาท สำหรับการเดินทางจากสนามบินภูเก็ตมายังโรงแรมที่ห่างกันราว 50 กิโลเมตร

อีกกรณีหนึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยที่แชร์เรื่องราวการถูกแท็กซี่ภูเก็ตโขกค่าโดยสารในโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2020 ว่า เธอถูกคิดค่าโดยสารกิโลเมตรละ 200 บาท จนเธอคิดว่าตัวเองกำลังนั่งแท็กซี่ที่ต่างประเทศ เพราะราคาสูงเหลือเกิน

นอกจากนี้ยังมีคอมเม้นต์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติบอกเล่าถึงพฤติกรรมของคนขับแท็กซี่และตุ๊กตุ๊กในภูเก็ตไว้ในเว็บไซต์การท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง TripAdvisor มากมาย อาทิ “อย่าถูกโต๊ะที่ทางออกสนามบินหลอกเชียวนะ พวกเขาคิดแพงมาก ไปที่ทางเข้าหลักของสนามบินแทนแล้วเลือกแท็กซี่ที่เป็นทางการได้เลย ประหยัดได้เยอะเลย”

“บอกว่าเป็นบริการที่แย่ที่สุดยังเบาไปเลย พวกเขาคิดราคาเดียวกับทุกจุดหมายปลายทาง…คนขับไม่อยากรับเราเพราะระยะทางไกล แล้วพยายามให้เรานั่งเบียดๆ ไปกับคนอื่นทั้งที่เราจ่ายไป 1,000 บาทสำหรับรถส่วนตัว หลังผ่านไป 1 ชั่วโมงและความพยายามขอเงินคืนหลายครั้ง เราไปขอความช่วยเหลือจากตำรวจสนามบิน จากนั้นบริษัทรถโดยสารก็คืนเงินให้เราทันที เราได้นั่งรถที่มีมิเตอร์ภายในไม่กี่นาทีหลังจากนั้นและราคาถูกกว่ามาก”

“คนขับตุ๊กตุ๊กคิดเงินนักท่องเที่ยวแพงกว่าคนไทย น่าเกลียดมาก อย่างหนึ่งที่น่าเบื่อที่สุดในป่าตองคือ การถูกรบกวนจากคนขับตุ๊กตุ๊กทุกๆ นาทีที่พวกเขามายืนพูดว่า ตุ๊กตุ๊ก แท็กซี่ ต่อหน้าคุณ ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาจะพาคุณไปไหน ดูเหมือนว่าพวกเขาจะคิดว่าทุกคนต้องการตุ๊กตุ๊กตลอดเวลา ถ้าคุณจะไปตัวเมืองภูเก็ตก็นั่งรถโดยสารประจำทางเถอะ 30 บาทเอง”

“ฉันกับเพื่อนตกลงราคากับคนขับแล้ว พอไปได้ครึ่งทางเขาก็จอดแล้วเรียกเงินเพิ่ม เราปฏิเสธเขาเลยขับไปต่อ แล้วจอดอีกครั้งตอนเหลืออีก 2-3 กิโลเมตรก่อนถึงโรงแรมแล้วบอกให้พวกเราลง พวกเราทะเลาะกับเขาแล้วให้เงินไป เพราะเขาหยาบคายมากและไม่ยอมไปส่งเราที่โรงแรม พวกเราต้องจ่ายเงินให้ตุ๊กตุ๊กคันอื่นเพื่อไปส่งเราต่อ อีก 2-3 วันต่อมาพวกเราคิดว่าจะให้โอกาสพวกเขาอีกครั้ง และเขาให้พวกเราลงกลางทาง เป็นประสบการณ์ที่เลวร้ายมาก!!!!”

และเมื่อช่วงกลางปีที่แล้วนักท่องเที่ยวหญิงรายหนึ่งที่วางแผนจะเดินทางเข้าภูเก็ตผ่านโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์โพสต์เฟซบุ๊คว่า โรงแรมแห่งหนึ่งในหาดป่าตองบอกกับเธอว่าค่าโดยสารจากสนามบินไปที่โรงแรมคือ 900 บาท แต่เธอเคยพักที่โรงแรมนี้หลายครั้งแล้วและไม่เคยต้องจ่ายเงินมากเท่านี้ และยังเห็นว่านักท่องเที่ยวบางคนที่โรงแรมจ่ายเพียง 700 บาท

ปรากฏว่าหลายคนเข้ามาคอมเม้นต์บอกราคาที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ 800 บาทจากสนามบินไปป่าตอง 900 บาทไปหาดกะรน บางคนบอกว่าต้องจ่าย 1,200 บาท แต่ถ้าเป็นรถตู้ต้องจ่าย 1,500 บาท

ด้าน บัญญัติ คันธา ขนส่งจังหวัดภูเก็ตเผยไว้เมื่อปลายปี 2020 ว่า ค่าโดยสารรถสาธารณะในภูเก็ตควรถูกลงในช่วง Covid-19 ระบาด เนื่องจากผู้ประกอบการท้องถิ่นยินดีให้ส่วนลดกับนักท่องเที่ยว 20%

หลังจากกรณีนักท่องเที่ยวจากภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ทางการภูเก็ตซึ่งนำโดยผู้ว่าราชการสั่งตรวจสอบและพบคำตอบไม่ต่างจากการตรวจสอบสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาคือ “ไม่พบแท็กซี่เรียกเก็บค่าโดยสารเกินราคา” และยังบอกอีกว่า สำหรับนักท่องเที่ยวแซนด์บ็อกซ์จากโรงแรมมายังหาดป่าตองอยู่ที่ 800-850 บาท และหากจองรถกับโรงแรมจะอยู่ที่ 600-1,050 บาท

ทว่าปัญหามาเฟียแท็กซี่ที่เก็บค่าโดยสารเกินราคาไม่เคยห่างหายไปจากภูเก็ตไม่ว่าทางการจะลงพื้นที่ตรวจสอบสักกี่ครั้งก็ตาม จนล่าสุดมาเกิดเรื่องกับ เฆวินทร์ พล จนกลายเป็นข่าวดังอีกครั้ง

อินเดียออก ‘รูปีดิจิทัล’ พร้อมรีดภาษีคริปโต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674563

วันที่ 01 ก.พ. 2565 เวลา 17:51 น.อินเดียออก 'รูปีดิจิทัล' พร้อมรีดภาษีคริปโตรัฐบาลล่าสุดที่เล่นงานคริปโตด้วยการออกระเบียบเก็บภาษี พร้อมทั้งออกเงินดิจิทัลของตัวเอง ตามที่ธนาคารกลางหลายๆ แห่งเล็งๆ จะทำดัน

รัฐบาลอินเดียประกาศเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2022 ว่าอินเดียจะเปิดตัว “รูปีดิจิทัล” ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ และเรียกเก็บภาษี 30% สำหรับกำไรจากสกุลเงินคริปโตเคอร์เรนซี่

แผนดังกล่าวส่งผลกระทบต่อตลาดคริปโตเคอเรนซีที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งยังคงไม่ได้รับการควบคุมแม้ว่าจะมีแพลตฟอร์มการซื้อขายในท้องถิ่นที่กำลังขยายตัวและการรับรองจากคนดังที่มีชื่อเสียง

แผนการปล่อย ‘รูปีดิจิทัล’ ทำให้อินเดียเป็นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่สำคัญล่าสุดที่จะควบคุมในภาคส่วนนี้ หลังจากที่จีนได้ดำเนินการเพิ่มเติมในการดำเนินการผิดกฎหมายธุรกรรมคริปโตทั้งหมดเมื่อเดือนกันยายนที่แล้ว

“การทำธุรกรรมในสินทรัพย์ดิจิทัลเสมือนมีเพิ่มขึ้นอย่างเป็นปรากฎการณ์” นิรมลา สิธารามัน รัฐมนตรีคลังกล่าวกับรัฐสภา และเสริมว่าการเติบโตดังกล่าวจำเป็นต้องมีกรอบภาษีที่เหมาะสม

กำไรจากการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลและสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ จะถูกหักภาษีที่ 30% ในขณะที่การสูญเสียจากธุรกรรมดิจิทัลจะไม่ได้รับการชดเชยกับรายได้อื่น

ภาษี 1% จะถูกหักที่ต้นทางสำหรับธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดที่อยู่เหนือเกณฑ์ที่ยังไม่ได้ระบุ

สิธารามัน ยังกล่าวอีกว่าธนาคารกลางจะเปิดตัว “รูปีดิจิทัล” ซึ่งใช้เทคโนโลยีบล็อคเชนภายในสิ้นเดือนมีนาคม 2023

“การเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมาก สกุลเงินดิจิทัลจะนำไปสู่ระบบการจัดการสกุลเงินที่มีประสิทธิภาพและราคาถูกลง” สิธารามันกล่าว

คริปโตฯ ได้รับการตรวจสอบโดยหน่วยงานกำกับดูแลของอินเดียตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ตลาดท้องถิ่นเมื่อเกือบทศวรรษที่แล้วโดยมีธุรกรรมฉ้อโกงเพิ่มขึ้นซึ่งนำไปสู่การห้ามโดยธนาคารกลางในปี 2018

ศาลฎีกาของอินเดียยกเลิกการแบนในอีก 2 ปีต่อมา และตลาดก็เพิ่มขึ้นนับแต่นั้นมา โดยเติบโตขึ้นเกือบ 650% ในปี 2021 ถึงมิถุนายน 2021ตลาดอินเดียก็พุ่งเร็วเป็นรองจากเวียดนามเท่านั้น ตามการวิจัยของ Chainalysis

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมที เมื่อปีที่แล้วเตือนว่า Bitcoin มีความเสี่ยงต่อคนรุ่นใหม่และอาจ “ทำลายเยาวชนของเรา” หากจบลงด้วยการ “อยู่ในมือคนที่ไม่ถูกต้อง”

ในไม่ช้ารัฐบาลก็เสนอห้าม “สกุลเงินดิจิทัลส่วนตัวทั้งหมด” แต่ในที่สุดก็ระงับไว้

Photo – REUTERS/Adnan Abidi (INDIA – Tags: BUSINESS)/File Photo

สหรัฐ-รัสเซียอาจไม่ถูกกันบนโลก แต่นอกโลกรักกันถึงขั้น ‘ดื่มฉี่’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674559

วันที่ 01 ก.พ. 2565 เวลา 17:17 น.สหรัฐ-รัสเซียอาจไม่ถูกกันบนโลก แต่นอกโลกรักกันถึงขั้น 'ดื่มฉี่'ความขัดแย้งทางการเมืองบนโลกไม่สะเทือนถึงอวกาศ สหรัฐ-รัสเซียมีความสัมพันธ์ที่พิเศษถึงขั้นดื่มฉี่กันมาแล้ว

แม้ว่าสถานการณ์โลกขณะนี้สหรัฐและรัสเซียจะไม่ลงรอยกัน โดยเฉพาะประเด็นความตึงเครียดชายแดนยูเครนที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันในตอนนี้ แต่สถานการณ์นอกโลกนั้นนักบินอวกาศจากทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่พิเศษต่อกันมาก

นักบินอวกาศจาก NASA หน่วยงานอวกาศของสหรัฐยังเผยว่าเคยดื่มฉี่ของนักบินอวกาศรัสเซียมาแล้ว

The Sun อ้างคำพูดของสตีฟ สเวนสัน (Steve Swanson) นักบินอวกาศของ NASA ซึ่งเปิดเผยต่อ CNN ถึงตอนที่เขาทำภารกิจอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ว่านักบินอวกาศดื่มน้ำจากปัสสาวะของตัวเอง และเพื่อนร่วมภารกิจเป็นเรื่องปกติ

แต่ในสถานีอวกาศนานาชาตินั้นมีเครื่องกรองน้ำซึ่งสามารถรีไซเคิลน้ำปัสสาวะให้เป็นน้ำดื่มสะอาดได้ และยังสะอาดกว่าน้ำดื่มบนโลกเสียด้วย

“เรารีไซเคิลปัสสาวะของนักบินอวกาศเพื่อให้มีน้ำดื่มมากขึ้น…มันเป็นเรื่องที่อยู่เหนือการเมือง มันคือความอยู่รอด” สเวนสันกล่าว

แม้ว่าสเวนสันจะอาศัยอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติช่วงเวลาเดียวกับที่รัสเซียยึดครองไครเมีย แต่เหตุการณ์บนโลกก็ไม่ได้ทำให้เกิดความตึงเครียดบนอวกาศ

“ไม่มีใครพูดถึงมันเลย ทุกคนทำเหมือนกับว่าเหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน…เราแค่ทำหน้าที่ของเราตามปกติและไม่ต้องกังวลกับเรื่องนี้” สเวนสันกล่าว

อย่างไรก็ตาม ริก มาสตราคคิโอ (Rick Mastracchio) นักบินอวกาศชาวอเมริกันอีกคนหนึ่งเผยว่ามีการพูดถึงประเด็นไครเมียบนนั้น แต่ทางสถานีไม่อนุญาตให้มีดรามาทางการเมือง

รายงานกล่าวต่อว่าบนสถานีอวกาศนานาชาตินั้นทั้งสหรัฐและรัสเซียต่างพึ่งพาอาศัยกันเพื่อความอยู่รอด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่นักบินอวกาศทุกคนจะต้องเข้ากันได้

บิล เนลสัน (Bill Nelson) ผู้บริหาร NASA เชื่อว่าความขัดแย้งทางการเมืองบนโลกจะไม่ส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์บนสถานีอวกาศนานาชาติ

AFP PHOTO / NASA