รัสเซียลั่นพร้อมตอบโต้การกระทำ ‘ก้าวร้าว’ ของสหรัฐ-ยุโรป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674055

วันที่ 26 ม.ค. 2565 เวลา 18:40 น.รัสเซียลั่นพร้อมตอบโต้การกระทำ 'ก้าวร้าว' ของสหรัฐ-ยุโรปรัสเซียลั่นพร้อมตอบโต้ขณะกำลังเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐและยุโรป

บลูมเบิร์กรายงานว่าเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียส่งสัญญาณว่าทางการรัสเซียพร้อมที่จะตอบโต้ต่อการกระทำ “ก้าวร้าว” ใดๆ ของสหรัฐและพันธมิตรในยุโรป

ลาฟรอฟกล่าวว่าสหรัฐและยุโรปกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซีย รวมถึงการซ้อมรบใกล้พรมแดนซึ่งเป็นการยั่วยุ ตลอดจนความพยายามที่จะดึงยูเครนเข้าสู่วงโคจรของ NATO

ขณะที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐ กล่าวว่าจะพิจารณาเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรโดยตรงต่อประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย นอกเหนือจากมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียที่กำลังร่าง หากมีการสั่งการให้กองทัพรัสเซียบุกเข้าสู่เขตแดนยูเครน

ด้านเคลมองต์ โบน รัฐมนตรีกระทรวงกิจการยุโรปของฝรั่งเศส กล่าวก่อนหน้านี้ว่ามีความเป็นไปได้ที่กองทัพรัสเซียจะบุกยูเครน ซึ่งฝรั่งเศสจะยืนเคียงข้างและช่วยเหลือยูเครนอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ สหภาพยุโรปได้ขู่ว่าจะยกระดับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียในระดับที่ “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” หากรัสเซีบุกยูเครน

เช่นเดียวกับลิซ ทรัสส์ รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษซึ่งกล่าวว่าอังกฤษไม่เห็นด้วยกับความพยายามของรัสเซียที่จะโค่นล้มพันธมิตรประชาธิปไตยอย่างยูเครน และหากรัสเซียยังคงรุกรานยูเครนก็จะต้องเผชิญกับบทลงโทษจากนานาชาติ รวมถึงการคว่ำบาตร

โดยกองทัพสหรัฐจับมือกองกำลัง NATO และประเทศพันธมิตรในยุโรป เตรียมพร้อมตอบโต้หากรัสเซียบุกยูเครน หลังสถานการณ์ระหว่างรัสเซียและยูเครนทวีความตึงเครียด

อย่างไรก็ตาม รัสเซียปฏิเสธว่ามีแผนที่จะบุกยูเครน แม้จะมีการระดมกำลังทหารพร้อมอาวุธจำนวนมากเข้าใกล้ชายแดนยูเครน

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าในวันนี้ฝรั่งเศสจะจัดการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงพร้อมด้วยคณะที่ปรึกษาทางการทูตจากเยอรมนี รัสเซีย และยูเครนในรูปแบบนอร์มังดี เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาความตึงเครียดในยูเครนอย่างสันติ

ขณะที่ลาฟรอฟกล่าวว่าทางการรัสเซียไม่ต้องการให้มีการเจรจาใดๆ ในประเด็นยูเครน

Photo by REUTERS/Sergey Pivovarov

ระวังเฟดขึ้นดอกเบี้ย เตือนเศรษฐกิจเอเชียสะเทือนแน่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674041

วันที่ 26 ม.ค. 2565 เวลา 16:17 น.ระวังเฟดขึ้นดอกเบี้ย เตือนเศรษฐกิจเอเชียสะเทือนแน่ IMF ชี้ว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดชะลอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเอเชียอย่างแน่นอน

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่าความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและปรับนโยบายทางการเงินให้มีความเข้มงวดมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้จะขัดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในเอเชียอย่างแน่นอน

ชางยอง รี ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของ IMF กล่าวว่ากลุ่มประเทศในเอเชียมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและระดับเงินสำรองเพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับปี 2013 ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ “Taper Tantrum” เมื่อเฟดประกาศปรับลดวงเงินในการซื้อสินทรัพย์ตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)

โดยอธิบายว่าในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ Taper Tantrum ส่งผลให้ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียประสบปัญหาเงินทุนไหลออกอย่างรวดเร็วและค่าเงินอ่อนค่าลงในขณะนั้น ขณะที่ธนาคารกลางในภูมิภาคต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม รีเตือนว่าภาระหนี้ที่สูงขึ้นจะเป็นปัญหาต่อหลายประเทศในเอเชีย

“โดยรวมแล้วหนี้เพิ่มขึ้นค่อนข้างมากหลังเกิดวิกฤตการงินโลก โดยในช่วงปี 2007 ประเทศในเอเชียมีหนี้คิดเป็น 27% ของหนี้ทั่วโลก แต่ในปี 2021 ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 40%” รีกล่าวต่อ CNBC

“การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในครั้งนี้อาจไม่สร้างความตื่นตระหนกในตลาดการเงินมากนัก แต่จะสามารถชะลอการฟื้นตัวและการเติบโตของเศรษฐกิจในเอเชียอย่างแน่นอน” รีกล่าว พร้อมเตือนให้รัฐบาลในเอเชียเตรียมพร้อมสำหรับความเคลื่อนไหวของเฟด

ทั้งนี้ คาดว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมี.ค. ที่จะถึงนี้ และมีท่าทีว่าจะปรับนโยบายทางการเงินให้มีความเข้มงวดมากขึ้นเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ

เมื่อวันที่ 25 ม.ค. ที่ผ่านมา IMF ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกในปี 2022 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นในหลายประเทศ ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก ตลอดจนอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น

โดยคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั่วโลกจะลดลงจาก 5.9% ในปี 2021 เป็น 4.4% ในปี 2022

Photo by Alex Wong/Getty Images/AFP

IMF จี้เอลซัลวาดอร์เลิกใช้ Bitcoin ชำระหนี้ตามกฎหมาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674039

วันที่ 26 ม.ค. 2565 เวลา 15:46 น.IMF จี้เอลซัลวาดอร์เลิกใช้ Bitcoin ชำระหนี้ตามกฎหมายไอเอ็มเอฟเตือนทางการเอลซัลวาดอร์ให้ยกเลิกสถานะการเป็นสกุลเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายของ Bitcoin

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนให้ทางการเอลซัลวาดอร์แก้ไขกฎหมาย Bitcoin ให้แคบลงด้วยกายกเลิกการรับรองให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง

แถลงการณ์ของบอร์ด IMF ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของ Bitcoin ต่อ “ความมั่นคงทางการเงิน จริยธรรมทางการเงิน และการคุ้มครองผู้บริโภค” รวมทั้งหนี้สินทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น

IMF ยังแนะนำให้ออกกฎควบคุมกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกของประเทศให้เข้มงวดขึ้น

คณกรรมการบริหารบางรายยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับพันธบัตรที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin ที่ทางการกำลังจะออก และยังเตือนว่าหนี้สาธารณะของประเทศอาจพุ่งไปที่ 96% ของจีดีพีในปี 2026 ซึ่งเป็นเส้นทางที่ไม่ยั่งยืน

ทั้งนี้ ทางการเอลซัลวาดอร์กำลังจะออกพันธบัตรมูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งครึ่งหนึ่งจะนำมาใช้ในการซื้อ Bitcoin โดยรัฐบาลคาดว่ากำไรจาก Bitcoin จะดึงดูดนักลงทุนที่จะได้รับผลตอบแทน 6.5% ซึ่งน้อยกว่ามูลค่าตลาดในปัจจุบันของพันธบัตรรัฐบาลเอลซัลวาดอร์ที่ได้เกือบ 17%

เอลซัลวาดอร์เป็นประเทศแรกที่รับรองให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายควบคู่กับเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว และนับตั้งแต่นั้น IMF เตือนให้เอลซัลวาดอร์เปลี่ยนใจมาตลอด แต่การเตือนครั้งล่าสุดนี้เป็นการใช้ภาษาที่ตรงและแรง

ทั้งนี้ เอลซัลวาดอร์เริ่มซื้อ Bitcoin เมื่อปีที่แล้วซึ่งซื้อขายกันที่ราว 50,000 เหรียญสหรัฐ และมีเหรียญอยู่ในครอบครองอย่างน้อย 1,801 เหรียญ โดยมูลค่าของ Bitcoin ลดลงไปแล้ว 45% จากช่วงพีคที่ซื้อขายกันที่เกือบ 68,000 เหรียญสหรัฐเมื่อต้นเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว นั่นหมายความว่าเอลซัลวาดอร์ขาดทุนไปราว 20 ล้านเหรียญสหรัฐตามการคำนวณของ Bloomberg News

REUTERS/Jose Cabezas

สุดช้ำ! สาวบริจาคไตให้แฟน ผ่านไปไม่ถึงปีถูกนอกใจพร้อมประโยคบอกเลิกเจ็บแสบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674012

วันที่ 26 ม.ค. 2565 เวลา 14:31 น.สุดช้ำ! สาวบริจาคไตให้แฟน ผ่านไปไม่ถึงปีถูกนอกใจพร้อมประโยคบอกเลิกเจ็บแสบหญิงสาวรายหนึ่งแชร์เรื่องรักสุดช้ำว่าถูกแฟนหนุ่มนอกใจและขอเลิกหลังเธอบริจาคไตของตัวเองเพื่อรักษาชีวิตเขาได้ไม่ถึงปี

คอลลีน เล สาววัย 30 ที่อาศัยอยู่ในสหรัฐแชร์เรื่องราวความรักของเธอเมื่อ 5-6 ปีที่แล้วผ่านคลิปใน TikTok โดยเริ่มคลิปแรกเมื่อเดือน ก.ค.ปีที่แล้ว

คอลลีนเล่าว่า แฟนหนุ่มของเธอบอกว่าเขาเป็นโรคไตมาตั้งแต่อายุ 17 และต้องฟอกเลือดมาตลอดนับตั้งแต่นั้น เนื่องจากไตทำงานได้ไม่ถึง 5%

ตอนนั้นเธอคิดอย่างเดียวว่าไม่ต้องการให้เขาตายจึงตัดสินใจจะเสียสละไตข้างหนึ่งของตัวเองให้แฟนหนุ่ม คอลลีนเดินหน้าขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่ตรวจว่าไตของทั้งคู่จะเข้ากันได้หรือไม่ เมื่อผลออกมาว่าได้ ทั้งคู่จึงเข้ารับการผ่าตัดและฟื้นตัวกลับมาได้เป็นปกติ

คนทั่วไปอาจจะคิดว่าแฟนหนุ่มคงจะซาบซึ้งในความเสียสละของแฟนสาว แต่สำหรับหนุ่มรายนี้มันห่างไกลจากคำนั้นมาก

หลังการผ่าตัดผ่านไปเพียง 7 เดือน คอลลีนได้รับข้อความจากแฟนหนุ่มว่าเขาจะไปปาร์ตี้สละโสดกับเพื่อนๆ ที่ลาสเวกัสในช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งเธอก็ไม่ได้กังวลอะไรเพราะแฟนหนุ่มเป็นคริสเตียนที่เคร่งครัดคงไม่มีเรื่องนอกใจ ส่วนเธอก็มุ่งมั่นอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบตามปกติ

แต่แล้วก็ถึงกับพูดไม่ออกเมื่อแฟนหนุ่มกลับมาแล้วสารภาพว่าเขานอกใจเธอตอนไปลาสเวกัสและขอให้เธอยกโทษให้

ทั้งคู่ทะเลาะกันแต่สุดท้ายคอลลีนยอมยกโทษและให้โอกาสแฟนหนุ่มอีกครั้ง ทว่าในที่สุดอีก 3 เดือนต่อมาแฟนหนุ่มก็ขอเลิกราผ่านทางโทรศัพท์พร้อมด้วยคำพูดทำร้ายจิตใจว่า “ถ้าเราเกิดมาคู่กันจริงๆ สุดท้ายพระเจ้าจะพาเรากลับมาเจอกันอีกครั้ง” และทิ้งท้ายด้วยคำพูดเจ็บแสบว่า “คุณแค่บริจาคไตเพื่อให้คุณดูดีเท่านั้น” ทั้งยังบล็อคการติดต่อทุกช่องทางจากคอลลีน

นอกจากแฟนหนุ่มจะทิ้งไปอย่างไม่ไยดีแล้ว เพื่อนของเขาคนหนึ่งยังส่งข้อความมาในวันปาร์ตี้ฉลองเรียนจบของคอลลีนเพื่อต่อว่าเธอที่นำเรื่องหลังการผ่าตัดไตมาเปิดเผยให้ทุกคนรับรู้ว่า “เพื่อนคนหนึ่งของแฟนเก่าคุณ และคำแนะนำนะ ไม่ใช่ทุกคนจะอยากรู้หรอกนะว่าคุณให้ไตนั่นกับเขาแล้วพวกคุณก็เลิกกัน ดีใจด้วยนะที่เรียนจบพร้อมกับความพิการ”

หลังจากเรื่องราวนี้กลายเป็นไวรัลก็มีชาว TikTok เข้ามาให้กำลังใจคอลลีนมากมาย เช่น “เขาไม่รู้เหรอว่าการบริจาคไตมันซีเรียสแค่ไหน คุณเสียสละชีวิตเพื่อใครบางคน จิตใจคุณช่างงดงามเหลือเกิน”, “อย่ากังวลไปเลยเธอ เขาไม่สามารถอยู่ได้โดยไม่มีเธอ และเขาต้องอยู่กับมันไปตลอดชีวิตนั่นแหละ” หรือ “เขาไม่คู่ควรกับคุณและของขวัญที่คุณมอบให้”

Photo: tiktok/@colleeeniie

สหรัฐชี้รัสเซียบุกแน่ แต่ยูเครนไม่เชื่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674021

วันที่ 26 ม.ค. 2565 เวลา 13:09 น.สหรัฐชี้รัสเซียบุกแน่ แต่ยูเครนไม่เชื่อในขณะที่สหรัฐเตือนว่าภัยคุกคามจากรัสเซียที่จะบุกยูเครนกำลังใกล้เข้ามา แต่เสียงจากฝั่งยูเครนกลับไม่เห็นด้วย

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย สะสมกองกำลังอย่างต่อเนื่องตามแนวชายแดนยูเครน และการโจมตีอาจเป็นการรุกรานครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งจะเปลี่ยนโลกใบนี้

ทว่าเสียงจากบุคคลระดับผู้นำของยูเครนกลับไม่เห็นด้วยกับคำเตือนของตะวันตก ทั้งยังพยายามยืนยันกับประชาชนว่าการรุกรานจากรัสเซียไม่ได้เป็นภัยที่ใกล้จะถึงแต่อย่างใด แม้ว่าอีกทางหนึ่งจะรับยุทโธปกรณ์ที่ทางสหรัฐส่งไปช่วยเหลือเพื่อรับมือไว้แล้วก็ตาม

ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ ซาเลนสกี ของยูเครน ย้ำผ่านโทรทัศน์เป็นครั้งที่ 2 ในช่วงไม่กี่วันเพื่อไม่ให้ชาวยูเครนตื่นตระหนกว่า “เราแข็งแกร่งเพียงพอที่จะควบคุมทุกอย่างและขัดขวางความพยายามที่จะสร้างความไม่สงบ”

โอเลกสกี เรซนิคอฟ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมเผยในที่ประชุมสภาว่า “จนถึงขณะนี้ยังไม่มีมูลเหตุให้เชื่อว่ารัสเซียจะจู่โจมในเร็วๆ นี้” และย้ำว่ากองทัพรัสเซียไม่ได้กองกำลังที่จะบุกมายังชายแดน “ไม่ต้องห่วง นอนให้สบายเถอะ ยังไม่จำเป็นต้องเตรียมข้าวของ”

เช่นเดียวกับ ฮันนา มัลยาร์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงกลาโหมที่ที่ระบุไว้ในเฟซบุ๊คว่า จำนวนทหารรัสเซียที่ประจำการอยู่ที่ชายแดนยูเครนไม่เพียงพอต่อการบุกจู่โจมเต็มรูปแบบ แต่ปูตินกำลังใช้การสะสมกำลังพลเพื่อแบล็กเมลตะวันตกทางการเมืองและกดดันยูเครน และบอกอีกว่า “เป้าหมายของรัสเซียคือทำให้เกิดการแบ่งแยกในสังคมของเรา เพาะสร้างความหวาดกลัวและตื่นตระหนกเพื่อสร้างความวุ่นวายให้สถานการณ์ภายใน”

ด้านนักวิเคราะห์มองว่า ผู้นำยูเครนติดอยู่ตรงกลางระหว่างความพยายามในการทำให้ประชาชนสงบและสร้างความมั่นใจว่าได้รับความช่วยเหลือที่เพียงพอจากตะวันตกหากรัสเซียจู่โจม

ขณะที่ คริสตินา เควียน อุปทูตสหรัฐประจำยูเครนเผยกับ ABC News ว่า “ชาวยูเครนอยู่กับภัยคุกคามจากรัสเซียมายาวนาน ฉันขอเรียกว่าพวกเขามีความสุขุม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับมัน”

ในขณะเดียวกัน ปรธานาธิบดีไบเดนประกาศว่าจะพิจารณาเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรโดยตรงต่อประธานาธิบดีปูตินนอกเหนือจากมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียที่กำลังร่าง

“ใช่ ผมจะพิจารณา” ไบเดนเผยเมื่อถูกผู้สื่อข่าวถามถึงการลงโทษผู้นำรัสเซียที่ฝ่ายตรงข้ามกล่าวอ้างว่ามีทรัพย์สินส่วนตัวซุกซ่อนไว้มหาศาล

หนุ่มจีนตัดใจลาโลก หลังตามหาพ่อแม่ที่ทิ้งไปจนเจอ แต่บุพการีไม่ไยดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674013

วันที่ 26 ม.ค. 2565 เวลา 12:30 น.หนุ่มจีนตัดใจลาโลก หลังตามหาพ่อแม่ที่ทิ้งไปจนเจอ แต่บุพการีไม่ไยดีหนุ่มจีนตามพาพ่อแม่ที่พลัดพราก แต่กลับถูกทิ้งซ้ำสอง ก่อนตัดสินใจลาโลก

Global Times รายงานเรื่องสลดของหนุ่มจีนวัย 17 ปีที่ถูกพ่อแม่ขายแลกเงินตั้งแต่เกิด และกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลกเมื่อเขาตามหาพ่อแม่แท้ๆ จนเจอ แต่กลับถูกปฏิเสธอีกครั้ง สุดท้ายพบเป็นร่างไร้วิญญาณริมชายหาดในมณฑลไห่หนาน พร้อมทิ้งจดหมายสุดเศร้า

หลิว เฉียโจว เด็กหนุ่มชาวจีนวัย 17 ปีจากมณฑลเหอเป่ย ทางเหนือของจีน ถูกพบว่าฆ่าตัวตายโดยใช้ยารักษาโรคซึมเศร้าเกินขนาด ซึ่งญาติเผยว่าหลิวต้องทานยานี้มานานกว่า 1 ปีแล้ว

ก่อนที่จะฆ่าตัวตายหลิวได้โพสต์ข้อความบน Weibo ตัดพ้อชีวิตของตัวเองว่าพ่อและแม่แท้ๆ ขายเขาให้กับพ่อแม่บุญธรรมเพื่อแลกกับเงินหลายพันหยวน (ในเวลาต่อมาญาติของหลิวเผยว่าเป็นเงินจำนวน 27,000 หยวน)

หลิวเล่าต่อว่าเมื่อเขาอายุได้ 4 ขวบพ่อแม่บุญธรรมเสียชีวิตจากเหตุระเบิดที่บ้าน เขาต้องหนีตายมาอาศัยอยู่ที่บ้านของปู่ย่าบุญธรรม แต่ชีวิตเขาที่รอดมาได้ก็ไม่ใช่โชคดีสักเท่าไร ในฐานะเด็กกำพร้าหลิวถูกเพื่อนๆ ที่โรงเรียนรังแกเป็นประจำ

ยิ่งไปกว่านั้น ชีวิตของหลิวถูกทอดทิ้งหลายครั้งหลายหน ทั้งจากพ่อแม่แท้ๆ พ่อแม่บุญธรรมที่เสียชีวิตไป และครั้งหนึ่งป้าบุญธรรมของหลิวเคยรับเขาไปเลี้ยงดูเหมือนเป็นลูกของตัวเอง แต่สุดท้ายหลิวก็ถูกทอดทิ้งเมื่อเธอหย่ากับสามี

หลิวตัดสินใจตามหาพ่อแม่ที่แท้จริงเมื่อรู้ความจริงว่าตนไม่ใช่ลูกหลานแท้ๆ ของบ้านนี้ เขาโพสต์วิดีโอลงบนเว็บไซต์หนึ่งซึ่งจะมีการเปิดเผยข้อมูลของเด็กที่ถูกลักพาตัวเพื่อช่วยตามพาพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของพวกเขา

เมื่อชาวเน็ตหลายคนได้ทราบเรื่องราวของหลิวต่างก็เห็นใจและเสนอความช่วยเหลือในการตามหาพ่อแม่ที่แท้จริงของหลิว

ในเดือนธ.ค. ปีที่แล้วตำรวจในมณฑลซานซีพบพ่อของหลิวจากการตรวจดีเอ็นเอ แต่พ่อและแม่ของหลิวหย่าร้างและไปมีครอบครัวใหม่ไปแล้ว แม้ว่าในที่สุดหลิวจะได้พบกับพ่อแม่ที่เขาตามหาแต่พวกเขาปฏิเสธที่จะรับเลี้ยงดูหลิว และไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย ทำให้หลิวถูกทิ้งอีกครั้ง

หลิวโพสต์ข้อความสุดท้ายเมื่อช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืนของวันจันทร์ที่ผ่านมา ก่อนกลืนยารักษาโรคซึมเศร้าหลายสิบเม็ดที่ชายหาดในซานย่า มณฑลไห่หนาน โดยเจ้าหน้าตำรวจยืนยันการเสียชีวิตของหลิวเมื่อเวลาประมาณตีสี่

Photo: Sina Weibo

แรงงานไทยมีเฮ ฟื้นสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ หนุนเศรษฐไทย-ส่งออกแรงงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674001

วันที่ 26 ม.ค. 2565 เวลา 11:05 น.แรงงานไทยมีเฮ ฟื้นสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ หนุนเศรษฐไทย-ส่งออกแรงงานฟื้นสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ โอกาสทองของเศรษฐกิจไทย และตลาดแรงงาน

หลังจากที่ซาอุดีอาระเบียและไทยประกาศ “การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการฑูตเต็มรูปแบบ” หลังความสัมพันธ์ร้าวฉานมานานกว่าสามทศวรรษทีจากรณีการขโมยอัญมณีจากพระราชวังเชื้อพระวงศ์ในซาอุดีอาระเบีย

Reuters รายงานว่าซาอุดีอาระเบียและไทยได้ตกลงที่จะแลกเปลี่ยนเอกอัครราชทูตในอนาคตอันใกล้นี้ ตลอดจนสายการบินซาอุดีอาระเบียประกาศว่าเที่ยวบินสู่ประเทศไทยจะกลับมาให้บริการในเดือนพฤษภาคม

ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เนื่องจากซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศอาหรับ และคาดว่าไทยจะรับนักท่องเที่ยวจากซาอุดีอาระเบียเพิ่มขึ้นหลังจากนี้ ซึ่งอาจสร้างรายได้อย่างน้อยปีละ 5,000 ล้านบาท อีกทั้ง การส่งออกของไทยอาจสูงขึ้นเป็นเท่าตัว

นอกจากนี้ ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวกับ Arab News ว่าการฟื้นความสัมพันธ์ครั้งนี้เป็นโอกาสทองของไทยในการส่งออกแรงงานไปยังซาอุดีอาระเบียอีกครั้ง

โดยเมื่อครั้งที่ทั้งสองประเทศยังมีความสัมพันธ์อันดีนั้นในแต่ละปีประเทศไทยส่งแรงงานไปยังซาอุดีอาระเบียกว่า 200,000 คน

ในตอนนี้ซาอุดีอาระเบียกำลังขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ปี 2030 ที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การพัฒนา และโครงสร้างพื้นฐานโดยพึ่งพาน้ำมันน้อยลง ไทยจึงมองเห็นโอกาสของตลาดแรงงานในซาอุดีอาระเบีย

Photo by Bandar Algaloud/Courtesy of Saudi Royal Court/Handout via REUTERS

ซาอุดีอาระเบีย-ไทย ฟื้นสัมพันธ์ แถลงการณ์ร่วมชี้ “ครั้งประวัติศาสตร์”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673997

วันที่ 26 ม.ค. 2565 เวลา 10:10 น.ซาอุดีอาระเบีย-ไทย ฟื้นสัมพันธ์ แถลงการณ์ร่วมชี้ "ครั้งประวัติศาสตร์"หลังจากความสัมพันธ์ร้าวฉานนานหลายสิบปีกรณีเพชรซาอุอันโด่งดัง

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงาน ซาอุดีอาระเบียและไทยประกาศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการฑูตขึ้นใหม่ หลังจากความสัมพันธ์ร้าวฉานมานานกว่าสามทศวรรษทีจากรณีการขโมยอัญมณีจากพระราชวังเชื้อพระวงศ์ในซาอุดิอาระเบีย

ทั้งสองประเทศประกาศในแถลงการณ์ร่วม “การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการฑูตเต็มรูปแบบ” ระหว่างการเยือนริยาดของนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ของไทย ที่กรุงริยาด โดยรอยเตอร์รายงานว่าทั้ง 2 ประเทศพร้อมจะแลกเปลี่ยนเอกอัครราชทูตระหว่างกันในอนาคตข้างหน้า

“ขั้นตอนประวัติศาสตร์นี้เป็นผลมาจากความพยายามอันยาวนานในระดับต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจซึ่งกันและกันและความสัมพันธ์ฉันมิตร” ถ้อยแถลงร่วมระบุ ภายหลังการประชุมระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและมกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ของซาอุดีอาระเบีย

ขณะเดียวกัน สายการบินซาอุดิอาระเบียประกาศว่าเที่ยวบินสู่ประเทศไทยจะกลับมาให้บริการในเดือนพฤษภาคม

สำนักข่าวเอเอฟพีชี้ว่าประเทศไทยได้พยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์หลายครั้ง ส่วนหนึ่งเพื่อประโยชน์ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ แต่ซาอุดีอาระเบียได้กล่าวหามานานแล้วว่าตำรวจไทยไม่เต็มที่กับการสืบสวนเรื่องการโจรกรรม โดยกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่อาวุโสได้ลักลอบเก็บอัญมณีที่ขโมยมาไปเป็นของตนเอง

เอเอฟพีระบุว่าต่อมาตำรวจไทยได้คืนอัญมณีบางส่วน แต่เจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบียอ้างว่าส่วนใหญ่เป็นของปลอม ในขณะที่อัญมณีล้ำค่าที่สุดคือเพชรสีน้ำเงินหายากขนาด 50 กะรัต ยังคงไม่ทราบ

ซาอุดีอาระเบียส่งนักธุรกิจคนหนึ่งไปสอบสวนในปี 2533 แต่เขาหายตัวไปในกรุงเทพฯ ไม่กี่วันหลังจากนักการทูตซาอุดิอาระเบียสามคนถูกยิงเสียชีวิตในกรุงเทพฯ 

รอยเตอร์รายงานว่าถ้อยแถลงระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์แสดง “ความเสียใจอย่างจริงใจต่อเหตุการณ์โศกนาฏกรรมในประเทศไทยระหว่างปี 2532 ถึง 2533” และกล่าวว่ารัฐบาลของเขาพร้อมที่จะ “แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในกรณีที่มีหลักฐานใหม่ที่เกี่ยวข้อง”

บทวิเคราะห์ รัสเซียจะบุกส่วนไหนของยูเครน?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673959

วันที่ 25 ม.ค. 2565 เวลา 21:33 น.บทวิเคราะห์ รัสเซียจะบุกส่วนไหนของยูเครน?ณ เวลานี้ (วันที่ 25 มกราคม 2022) มีคำถามสำคัญ 2 เรื่องที่ทุกคนอยากรู้ ไม่ใช่แค่คนทั่วไป แต่รวมถึงนาโตและยูเครนด้วย

คำถามแรก รัสเซียจะบุกยูเครนหรือไม่? และคำถามที่สอง ถ้าบุกจะบุกส่วนไหน?

สำหรับคำถามแรกแม้จะมีการระดมกำลังของนาโตเข้ามาตามแนว (รบ) ตะวันออก คือประเทศที่อยู่ใกล้ๆ รัสเซีย แต่การหารือล่าสุดระหว่างสหรัฐกับยุโรปดูเหมือนจะเน้นไปที่มาตรการคว่ำบาตร ซึ่งแม้จะยังไม่ชัดแต่ก็ขู่ออกมาก่อนว่าจะคว่ำบาตร “แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน”

การส่งกำลังของนาโตรวมถึงคำประกาศเสริมกำลังของสหรัฐในแนวตะวันออกก็มีขึ้นไล่ๆ กัน แต่ถือว่าเป็นการเดิมหมากตามรัสเซียมากกว่า เพราะฝ่ายหลังเคลื่อนไหวเรื่องนี้มานานนับเดือนแล้วทั้งตามแนวพรมแดนยูเครนและที่เบลารุส พันธมิตรสำคัญของรัสเซีย

ตอนนี้เริ่มมีบทวิเคราะห์ให้เห็นประปรายเกี่ยวกับคำถามที่สอง เช่น รายงานของ CSIS (ศูนย์ยุทธศาสตร์และการศึกษานานาชาติ) หน่วยงานวิเคราะห์ในวอชิงตัน และ Rochan Consulting ซึ่งเชี่ยวชาญด้านข่าวกรองและการสงคราม

CSIS วิเคราะห์ไว้ดังนี้ (รวมถึงข้อสังเกตและคำอธิบายเพิ่มเติมจากโพสต์ทูเดย์)

1. รัสเซียอาจจะเคลื่อนกำลังภาคพื้นดินบางส่วนออกจากชายแดนยูเครน อย่างน้อยก็ชั่วคราว หากการเจรจาสำเร็จแต่ยังคงให้ความช่วยเหลือกลุ่มกบฏที่สนับสนุนรัสเซียในยูเครนตะวันออก ซึ่งจนถึงขณะนี้บางประเทศในยุโรปยังหวังที่จะใช้วิธีการทูตทุกอย่างเพื่อยุติการเผชิญหน้านี้ และยังมีเยอรมนีที่มีท่าทีไม่ชัดเจนเรื่องการเผชิญหน้ากับรัสเซีย

2. อาจจะส่งกองทหารรัสเซียเพื่อทำสงครามในรูปแบบไปยังดินแดนโดเนตสค์และลูฮานสค์ โดยดินแดนทั้งสองมีปัญหาแบ่งแยกดินแดนระหว่างยูเครนและกลุ่มโปรรัสเซีย และโดเนตสค์และลูฮานสค์แยกตัวออกมาตั้งสาธารณรัฐเอกราช โดยนานาชาติไม่ยอมรับการแยกตัวนี้ แต่สาธารณรัฐทั้งสองยอมรับว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธัรฐรัสเซีย CSIS วิเคราะห์ว่าหากรัสเซียส่งทหารเข้าไป จะไปในฐานะ “ผู้รักษาสันติภาพ” แต่ฝ่ายเดียว และปฏิเสธที่จะถอนทหารเหล่านั้นออกจนกว่าการเจรจาสันติภาพจะสิ้นสุดลงอย่างประสบผลสำเร็จ และยูเครนตกลงที่จะดำเนินการตามพิธีสารมินสค์ (Minsk Protocol) หนึ่งในนั้นคือการหยุดยิงและถอนกำลังทหารรับจ้างต่างจากออกไปจากยูเครน ซึ่งข้อนี้อาจจะยากแล้วเมื่อพิจารณาท่าทีของสหรัฐและนาโตที่จะใช้กองทัพเพื่อการรบในรูปแบบกันล้ว

3. อาจจะยึดดินแดนยูเครนให้ไกลถึงฝั่งตะวันตกของแม่น้ำนีเปอร์ ซึ่งไหลผ่ากลางเหมือนแบ่งครึ่งประเทศยูเครน เพื่อใช้เป็นเครื่องต่อรองหรือรวมดินแดนใหม่นี้เข้าในสหพันธรัฐรัสเซีย หากรัสเซียยึดส่วนนี้ได้ยูเครนก็จะเหลือแค่ดินแดนฝั่งขวา (หรือฝั่งตะวันตกของแม่น้ำนีเปอร์) หรือมีพื้นที่ทั้งประเทศเหลือประมาณครึ่งเดียว

4. อาจจะยึดดินแดนของยูเครนจนถึงแม่น้ำนีเปอร์จากนั้นข้ามไปยึดดินแดนเพิ่มเติม เพื่อผนวกเอาเมืองโอเดสซาเมืองใหญ่อันดับสามที่สำคัญของยูเครน เพื่อเชื่อมต่ออาณาเขตของรัสเซียลากยาวไปจนถึงสาธารณรัฐทรานส์นีสเตรียทางตอนใต้ของยูเครนติดกับมอลโดวา (ซึ่งทรานส์นีสเตรียเป็นดินแดนเปราะบางเช่นกันเพราะแยกตัวมาจากมอลโดวาโดยมีชาวรัสเซียเป็นคนส่วนใหญ่ ส่วนมอลโดวานั้นพยายามพึ่งพานาโตอยู่เพราะมองรัสซียเป็นภัยคุกคาม) ทั้งนี้ CSIS ชี้ว่าหากรัสเซียใช้แผนการนี้จะเท่ากับยึดตอนใต้ของยูเครนทั้งหมดและตัดยูเครนออกออกจากการเข้าถึงทะเลดำ รัสซียจะรวมดินแดนใหม่เหล่านี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย เพื่อบั่นทอนเศรษฐกิจขอยูเครนจนประคองไว้ไม่ได้ (เพราะไม่มีทางติดทะเลอีก)

5. อาจจะยึดเฉพาะดินแดนทางตอนใต้ของยููเครนเพื่อเชื่อต่อระหว่างรัสเซียและทรานส์นีสเตรีย (รวมถึงเมืองสำคัญตอนใต้ของยูเครน คือ มารีอูปอล เคียร์ซอน และโอเดสซา) เพื่อจัดหาแหล่งน้ำจืดสำหรับคาบสมุทรไครเมีย (ที่รัสเซียยึดไปตั้งแต่ปี 2014) และปิดกั้นไม่ให้ยูเครนเข้าถึงทะเล ขณะที่หลีกเลี่ยงการสู้รบระดับใหญ่ที่กรุงเคียฟและคาร์กิว เมืองใหญ่อันดับ 2 ของยูเครน โดยเฉพาะคาร์กิวตั้งอยู่ใกล้กับชายแดนรัสเซียมาก แต่ถ้าใช้แผนนี้รัสเซียจะทิ้งเมืองใหญ่ไปยึดจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญมากกว่า (คือการตัดเส้นเลือดของยูเครน)

6. อาจจะยึดยูเครนทั้งหมด และร่วมกับเบลารุส ประกาศการจัดตั้ง “ไตรภาคีชนชาติสลาฟใหม่” ประกอบด้วยรัสเซียใหญ่ รัสเซียน้อย และรัสเซียขาว (หมายถึงรัสเซีย ยูเครน และเบลารุสตามลำดับ) หากใช้แผนนี้จะมีการดำเนินการ 2 เฟส โดยเฟสแรกใช้ความเป็นไปได้ข้อที่ 3 คือยึดฝั่งตะวันตกของแม่น้ำนีเปอร์ก่อนรวมถึงเคียฟ จากนั้นเฟสที่ 2 คือการยึดส่วนที่เหลือของยูเครนคือฝั่งตะวันตกของแม่น้ำนีเปอร์และภาคตะวันตกทั้งหมด

นี่เป็นความเป็นไปได้จากการวิเคราะห์ของ CSIS ซึ่งการบุกยูเครนนั้นสามารถทำได้ก็จริง แต่มันมีผลที่ตามมาที่อาจมีต้นทุนมหาศาลมากกว่าการรุกรานเสียอีก หนึ่งคือ รัสเซียจะถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมโลก สองอาจเกิดสงครามเต็มรูปแบบกับนาโต (มีโอกาสน้อย) และสามคือการลุกฮือยืดเยื้อจากชาวยูเครนหากรัสเซียทำการยึดทั้งประเทศ

การจัดการกับประชากรยูเครนที่ถูกยึดครองไม่ใช่เรื่องง่าย รัสเซียอาจล้มเหลวในการกลืนประชากรยูเครนหรือกล่อมให้ชื่อฟังรัสเซีย ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วหลังจากที่ไครเมียแยกตัวจากยูเครน (โดยอาศัยกำลังของรัสเซีย) และต่อมาทำประชามติขอเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย แม้จะมีมติท่วมท้นของคนรัสเซียในไครเมีย แต่ชาวยูเครนคว่ำบาตรอย่างเต็มที่

การยึดยูเครนเต็มรูปแบบอาจเกิดสงครามยืดเยื้อในรูปของสงครามกองโจร ซึ่งรัสเซียเองไม่ใช่ว่าไม่มีประสบการณ์ เพราะเคยพัวพันกับกรณีเชชเนียมาแล้ว แต่มันเป็นการพัวพันในสงครามที่นองเลือด ยืดเยื้อ ไม่แปลกที่บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรจะปลุกผีสงครามเชชเนียขึ้นมาขู่ว่า หากรัสเซียรุกรานยูเครน มันจะเป็น “การกระทำที่เจ็บปวด รุนแรง และนองเลือด” และอาจคล้ายกับ “เชชเนียครั้งใหม่”

แต่รัสเซียคงไม่สนใจคำขู่แบบนี้ ต่อให้ใช้เวลานานขนาดไหน นองเลือดแค่ไหน และต้องโหดแค่ไหน รัสเซียก็เอาเชชเนียอยู่ในที่สุด แม้จะต้องทำสงครามถึง 2 ครั้ง โดยครั้งแรกนั้นรัสเซียสู้ไม่ไหวจนต้องยอมสงบศึก แต่ครั้งที่ 2 เชชเนียต้องยอมสยบ นั่นเพราะรัสเซียได้เปลี่ยนตัวผู้นำแล้วเป็นชายที่ชื่อว่า “วลาดิมีร์ ปูติน”

นับตั้งแต่ปูตินครองอำนาจ ความขัดแย้งและการแยกตัวใดๆ ที่เกิดขึ้นในปริมณฑลอำนาจเดิมของสหภาพโซเวียตจะถูกจัดการอย่างเด็ดขาดและ “เสร็จรัสเซีย” ทุกราย ตั้งแต่จอร์เจีย ไปจนถึงยูเครน

Photo by Anatolii STEPANOV / AFP

ผู้ยิ่งใหญ่คับฟ้าแห่งซาอุฯ มกุฏราชกุมาร ‘โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673941

วันที่ 25 ม.ค. 2565 เวลา 19:31 น.ผู้ยิ่งใหญ่คับฟ้าแห่งซาอุฯ มกุฏราชกุมาร 'โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน'เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน เป็นทั้งมกุฏราชกุมาร รองนายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหมของซาอุดีอาระเบีย และยังได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “ผู้ปกครองตัวจริง” ของประเทศร่ำรวยน้ำมันแห่งนี้

เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอาซิซ อัล ซาอูด หรือที่สื่อตะวันตกมักเรียกว่า MBS เป็นพระโอรสองค์ที่ 7 ของเจ้าชายซัลมาน บิน อับดุลอาซิซ กษัตริย์องค์ปัจจุบันของซาอุดีอาระเบีย และเป็นบุตรองค์โตสุดของพระชายาคนที่ 3

หลังจบการศึกษาด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยคิงซาอูดซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานทรงใช้เวลาหลายปีทำงานในภาคเอกชนก่อนจะได้รับความไว้วางใจให้เป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของพระบิดา และยังทรงเป็นที่ปรึกษาของคณะผู้เชี่ยวชาญซึ่งทำงานให้กับคณะรัฐมนตรีซาอุดีอาระเบีย

ปลายปี 2009 ขณะพระชนมายุ 24 พรรษา ทรงก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองด้วยตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษให้กับกษัตริย์ซัลมาน บิน อับดุลอาซิซ พระบิดาซึ่งขณะนั้นยังเป็นผู้ปกครองจังหวัดริยาด

ในช่วงนี้เองที่เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานมีตำแหน่งหน้าที่เพิ่มขึ้น ทั้งเลขาธิการสภาการแข่งขันของริยาด ที่ปรึกษาพิเศษให้ประธานบอร์ดมูลนิธิกษัตริย์อับดุลอาซิซเพื่อการวิจัยและจดหมายเหตุ และสมาชิกบอร์ดผู้ดูแลทรัพย์สินสมาคมอัลบีร์ในจังหวัดริยาด ทั้งยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีในปี 2014 ตามด้วยรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม เลขาธิการราชสำนัก

ผลงานแรกๆ ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมคือ การส่งกำลังทหารเข้าไปในเยเมนร่วมกับชาติอาหรับอื่น ๆ เมื่อ มี.ค. 2015 หลังจากที่กลุ่มกบฏฮูษีเข้ายึดกรุงซานาของเยเมน ขับไล่ผู้นำประเทศให้หนีไปต่างแดน

แต่การสู้รบที่ยืดเยื้อทำให้ชาวเยเมนเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหารรุนแรงจากการที่ฝ่ายพันธมิตรปิดล้อมพื้นที่ยึดครองของกลุ่มกบฏและโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ทำให้ซาอุดีอาระเบียและชาติพันธมิตรถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

เดือน เม.ย. 2015 กษัตริย์ซัลมานทรงแต่งตั้งให้เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน เป็นมกุฎราชกุมารลำดับที่ 2 ต่อมาวันที่ 21 มิ.ย. 2017 กษัตริย์ทรงเลื่อนเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ขึ้นมาเป็นมกุฎราชกุมารแทนที่เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน นาเยฟ หลานชาย

การแต่งตั้งครั้งนี้ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ทำให้เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานผงาดขึ้นอย่างไม่มีใครหยุดยั้งได้

หลังขึ้นเป็นรัชทายาท เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานทรงเดินหน้าปฏิรูปซาอุดีอาระเบียเพื่อปรับภาพลักษณ์ประเทศ โดยเฉพาะการให้สิทธิเสรีภาพกับผู้หญิงมากขึ้น เช่น ยกเลิกข้อห้ามผู้หญิงขับรถยนต์ อนุญาตให้ผู้หญิงเข้าสนามกีฬา และทำงานในภาครัฐบาล จนได้รับเสียงชื่นชมจากทั้งในและต่างประเทศ

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญภายใต้การนำของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานคือ แผนปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมครั้งใหญ่ “วิสัยทัศน์ 2030” ที่ตั้งเป้าลดการพึ่งพาน้ำมันด้วยการเพิ่มความหลากหลายทางเศรษฐกิจผ่านการลงทุนในภาคธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน รวมทั้งเทคโนโลยีและการท่องเที่ยว

ทว่าที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงนี้คือ การกวาดล้างผู้เห็นต่างและการแสดงความเห็นโดยเสรี กลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนเผยว่า การจับกุมนักสิทธิมนุษยชนเพิ่มขึ้นภายใต้การบริหารของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ทั้งยังมีรายงานว่าเจ้าชายทรงตั้ง Tiger Squad หรือทีมสังหารที่มีหน้าที่กำจัดคนที่วิพากษ์วิจารณ์ซาอุดีอาระเบียทั้งในและนอกประเทศ

ญะมาล คาชุกญี นักข่าวชาวซาอุดีอาระเบียของสำนักข่าววอชิงตันโพสต์ Photo by MOHAMMED AL-SHAIKH / AFP

สำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐ (DNI) เผยแพร่รายงานการสวบสวนการเสียชีวิตของ ญะมาล คาชุกญี นักข่าวชาวซาอุดีอาระเบียของสำนักข่าววอชิงตันโพสต์ว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานทรงอนุมัติให้หน่วยปฏิบัติการพิเศษจับตัวและสังหารนักข่าวคนดังกล่าวในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบียในกรุงอิสตันบูลของตุรกีเมื่อปี 2018

คาชอกญีมักเขียนบทความวิจารณ์ราชวงศ์และรัฐบาลซาอุดีอาระเบียบ่อยครั้ง ทำให้เจ้าชายโมฮัมเหม็ดมองว่านักข่าวรายนี้เป็นภัยคุกคาม

รายงานระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2017 เจ้าชายโมฮัมเหม็ดทรงมีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินพระทัยเกี่ยวกับกิจการทั้งหมดในซาอุดีอาระเบีย ทั้งยังควบคุมหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยข่าวกรองด้วย จึงเป็นไปได้ยากที่ทีมสังหารทั้ง 15 คนจะลงมือโดยปราศจากการสั่งการจากมกุฎราชกุมาร

แม้เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานจะปฏิเสธ แต่กรณีนี้เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝั่งตะวันตกและทำให้ชื่อเสียงของพระองค์เสื่อมเสียไม่น้อยในระดับนานาชาติทั้งยังมีเสียงเรียกร้องให้ปลดพระองค์ออกจากตำแหน่งมกุฎราชกุมารด้วย

อีกหนึ่งคนที่ชาวโลกมองว่าถูกเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บัน ซัลมานกำจัดให้พ้นทางคือ เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน นาเยฟ หลานของกษัตริย์ซัลมาน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย และอดีตมกุฎราชกุมารที่ถูกปลดก่อนที่เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานจะขยับขึ้นเป็นมกุฎราชกุมารแทนเมื่อปี 2017

หลังถูกปลดเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน นาเยฟ ถูกคุมตัวไว้ในวังที่ประทับจนกระทั่งถึงเดือน มี.ค. 2020 จากปากคำของบุคคลที่ได้รับการบรรยายสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์ 2 คน ระหว่างถูกคุมตัวเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน นาเยฟถูกคุมขังอย่างโดดเดี่ยว ไม่ให้หลับนอน และถูกแขวนข้อเท้าให้ศีรษะห้อยลงมา

จนถึงขณะนี้รัฐบาลซาอุดีอาระเบียยังไม่ตั้งข้อหาเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน นาเยฟ หรืออธิบายสาเหตุการจับกุมใดๆ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญซาอุดีอาระเบียส่วนใหญ่ตั้งข้อสังเกตว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานคงจะกลัวว่าเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน นาเยฟจะขวางทางการขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของพระองค์จึงต้องทรงตัดไฟแต่ต้นลม

นอกจากนี้ ยังควบคุมตัวบรรดาเจ้าชายและนักธุรกิจราว 350 คนไว้ในโรงแรมริตซ์ คาร์ลตัน โดยรัฐบาลระบุว่าเป็นการปราบปรามคอร์รัปชัน แต่คนที่มีท่าทีคัดค้านอย่างชัดเจน รวมทั้งหลานชายใกล้ชิดของกษัตริย์ซัลมานกลับไม่ถูกจับ ทำให้เกิดคำถามถึงจุดประสงค์ของการจับกุมที่แท้จริง

ทั้งนี้ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเหตุใดกษัตริย์ซัลมานจึงทรงโปรดเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานจนถึงขั้นให้เป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ตั้งแต่แรก และสถาปนาขึ้นเป็นมกุฎราชกุมารแทนที่เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน นาเยฟ ที่เป็นที่ชื่นชอบของทั้งสหรัฐและสหราชอาณาจักรจากบทบาทหน้าที่ในการเป็นหัวหน้าทีมต่อต้านการก่อการร้ายในยุคหลังเหตุการณ์ 9/11 

กษัตริย์ซัลมาน บิน อัลดุลอาซิซ ขณะกำลังทำความเคารพเพลงชาติซาอุดีอาระเบียเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2015 AFP PHOTO / SPA / HO

ส่วนประเด็นที่ว่าเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานมีอำนาจเหนือกษัตริย์หรือไม่นั้น โดยหลักแล้วขณะนี้เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานทรงจัดการกิจการของประเทศจนกว่ากษัตริย์ซัลมานจะกลับมา โดยขณะนี้กษัตริย์ซัลมานทรงหายหน้าหายตาไปเกือบ 2 ปีแล้ว มกุฎราชกุมารจึงกุมอำนาจอยู่ในมือ

The New York Times ระบุว่า กษัตริย์ซัลมานยังคงเป็นประมุขแห่งรัฐ แต่ก็ชัดเจนว่าเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานทรงเป็นผู้ปกครองโดยตรง เป็นผู้ดูแลซาอุดีอาระเบีย และเป็นซีอีโอของประเทศ

การที่กษัตริย์ซัลมานไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณชนทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับสุขภาพของพระองค์ในวัย 86 พรรษา เนื่องจากพระองค์ประชวรด้วยโรคสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมองซึ่งอาการไม่รุนแรง

อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองตะวันตกเผยว่า “ในช่วงหลายปีนี้เรื่องนี้ไม่ใช่ปัจจัยหลัก และไม่เกี่ยวกับโควิด แต่ตอนนี้มันกลายเป็นปัญหาแล้ว มันเป็นข้ออ้างให้ MBS เขี่ยพ่อให้พ้นทาง เขาคือคนที่ปกครองซาอุดีอาระเบีย ไม่ใช่พ่อของเขา”

ส่วนบรรดาประเทศในแถบอาหรับ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ บาห์เรน คูเวต และโอมาน ต่างพากันตั้งข้อสงสัยว่ากษัตริย์ซัลมานทรงเลือกออกไปพักผ่อนด้วยการตัดสินใจของพระองค์เอง หรือเป็นเรื่องที่อยู่เหนือการควบคุมของพระองค์

Photo by Bandar AL-JALOUD / Saudi Royal Palace / AFP