บริษัทใหญ่ยังอาย หนุ่มอเมริกันวัย 22 ผลิต ‘ชิป’ ที่บ้านตัวเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673829

วันที่ 24 ม.ค. 2565 เวลา 16:06 น.บริษัทใหญ่ยังอาย หนุ่มอเมริกันวัย 22 ผลิต 'ชิป' ที่บ้านตัวเองเมื่อเด็กมัธยมผลิตชิปเองโดยใช้โรงรถที่บ้านเป็นโรงงาน

แซม เซลูฟ (Sam Zeroof) หนุ่มอเมริกันวัย 22 ปีได้ประกาศก้าวสำคัญของเซมิคอนดักเตอร์ที่เขาผลิตเอง หลังจากที่เขาได้สร้างโรงงานผลิตไมโครชิปในโรงรถของที่บ้านเมื่ออายุได้เพียง 17 ปีเท่านั้น ขณะที่ยังเป็นแค่เด็กมัธยม

“บางที่มันอาจดูมั่นใจเกินไป แต่ผมมีความคิดว่าถ้าคนอื่นทำได้ผมก็ทำได้เหมือนกัน แม้ว่ามันอาจใช้เวลานานกว่า” แซมกล่าว

โดยเขาได้แรงบันดาลใจจากเจอรี่ แอลสเวิร์ธ (Jeri Ellsworth) ผู้ประกอบการ นักออกแบบชิปคอมพิวเตอร์ และนักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน

เมื่อแซมเริ่มเขียนบล็อกเกี่ยวกับเป้าหมายในการผลิตชิปของเขา ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมบางคนถึงกับส่งอีเมลมาบอกกับเขาว่า “มันเป็นไปไม่ได้หรอก”

แซมได้รับการสนับสนุนจากพ่อของเขาที่ขอให้วิศวกรเซมิคอนดักเตอร์ที่เขารู้จักมาช่วยให้คำแนะนำกับลูกชาย แต่สิ่งแรกที่เขาพูดกับแซมคือ “เธอทำไม่ได้หรอก ผลิตชิปในโรงรถเนี่ย”

แต่สุดท้ายแซมก็ทำในสิ่งที่ไม่มีใครเชื่อว่าเขาจะทำได้ และโรงงานชิปในโรงรถของเขายังเติบโตอย่างก้าวกระโดดอีกด้วย

แซมจัดหาอุปกรณ์ต่างๆ ด้วยตัวเองจาก eBay และเว็บไซต์ประมูลอื่นๆ ซึ่งเขาพบว่ามีอุปกรณ์ชิปเก่าๆ ราคาถูก ที่มาจากบริษัทเทคโนโลยีในแคลิฟอร์เนียซึ่งปิดตัวลงเมื่อช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980

หนึ่งในอุปกรณ์ที่คุ้มค่าที่สุดที่แซมได้คือกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนซึ่งขายในช่วงทศวรรษ 90 ในราคา 250,000 เหรียญสหรัฐ แต่แซมได้มาในราคาเพียง 1,000 เหรียญสหรัฐเท่านั้น

อุปกรณ์ส่วนใหญ่ที่แซมได้มานั้นมีความชำรุดตามประสาสินค้ามือสอง เขานำอุปกรณ์เหล่านั้นมาซ่อมแซม และเริ่มผลิตชิปด้วยตัวเอง

ในปี 2018 แซมได้ผลิตไมโครชิปของตัวเองเป็นครั้งแรกซึ่งเป็นชิปแอมพลิฟายเออร์ที่มีชื่อว่า Z1 ก่อนที่โรงงานของเขาจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เพราะชิปตัวถัดมามีทรานซิสเตอร์มากกว่าตัวแรกถึง 200 เท่า

ในปี 2021 แซมประสบความสำเร็จในการผลิต Z2 ชิปที่มีทรานซิสเตอร์ 1,200 ตัว ด้วยเทคโนโลยีเดียวกับชิปโปรเซสเซอร์ตัวแรกของโลกจาก Intel

“Intel 4004 มีทรานซิสเตอร์ 2,200 ตัว และตอนนี้ผมได้สร้างซิลิคอนชิปเดียวกันซึ่งมีทรานซิสเตอร์ 1,200 ตัวด้วยตัวผมเอง” แซมกล่าว

ชิปของแซมมีอัตราการเติบโตแซงหน้า กฎของมัวร์ อดีตซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Intel ซึ่งอธิบายกฎนี้ไว้ในรายงานของเขาเมื่อปี 1965 ระบุว่าจำนวนทรานซิสเตอร์บนชิปจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าทุกๆ 2 ปี

แซมอธิบายการผลิตชิปแบบโฮมเมดของเขาผ่านช่องยูทูบ Sam Zeloof ซึ่งขณะนี้มีผู้ติดตามเกือบ 8 หมื่นคน และมีผู้แสดงความคิดเห็นชื่นชมแซมเป็นจำนวนมาก “นี่คืองาน DIY ที่เหลือเชื่อที่สุดที่ฉันเคยเห็น” “นี่เป็นการใช้คำว่า “โฮมเมด” ที่น่าประทับใจที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา แทบอดใจรอไม่ไหวที่จะได้เห็นงานใหม่ๆ ของคุณ”

ชิปโฮมเมดที่ผลิตในโรงรถนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับการเล่น PlayStation อยู่ที่บ้านเท่านั้น แต่แซมเชื่อว่างานอดิเรกที่ไม่ธรรมดาของเขาจะสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมได้ อย่างการที่นักประดิษฐ์สามารถเข้าถึงชิปได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องใช้งบประมาณหลายล้านเหรียญสหรัฐ

ยิ่งไปกว่านั้น ขณะนี้โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์เมื่อมีการระบาดของโควิด-19 ซึ่งสร้างผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก

ที่มา: wired.com

ภาพ: Sam Zeroof

ภาวะคลั่งใกล้จบ? นักวิเคราะห์ชี้ฟองสบู่คริปโตเริ่มแฟบแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673819

วันที่ 24 ม.ค. 2565 เวลา 14:10 น. ภาวะคลั่งใกล้จบ? นักวิเคราะห์ชี้ฟองสบู่คริปโตเริ่มแฟบแล้วมันอาจไม่ใช่การระเบิดตูมของฟองสบู่คริปโต แต่มีปัจจัยที่ทำให้เชื่อได้ว่าฟองสบู่นี้เริ่มผ่อนลมออกแล้ว

1. พอล แจ็คสัน (Paul Jackson) หัวหน้าฝ่ายจัดสรรสินทรัพย์ระดับโลกของ Invesco บริษัทจัดการการลงทุนอิสระของสหรัฐซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย และมีสำนักงานสาขาใน 20 ประเทศ กล่าวไว้ก่อนที่ตลาดคริปโตจะเจอเข้ากับสถานการณ์ปั่นป่วนปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า Bitcoin อาจมีมูลค่าลดลงมากกว่า 50% ในปีนี้ จากระดับสูงสุดที่ประมาณ 68,000 ดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เนื่องจากฟองสบู่ Bitcoin เริ่มที่จะใกล้จุดเปลี่ยนสำคัญ

2. ผู้เชี่ยวชาญจาก Invesco รายนี้คาดการณ์ได้ค่อนข้างแม่นยำ เพราะยังไม่ถึงสิ้นสุดสัปดาห์ Bitcoin ก็ราคาตกลงถึง 50% จากราคาพีคเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วไปเรียบร้อยแล้ว แต่หลายคนคงยังไม่คิดว่ามันคือจุดเริ่มต้นของภาวะฟองสบู่ใกล้แตก เพราะ Bitcoin และคริปโตอื่นๆ เคยผ่านสถานการณ์คล้ายๆ กันมาแล้ว

3. อย่างไรก็ตาม Bitcoin และตลาดคริปโตก็เคยเผ่านาภาวะฟองสบู่แตกมาแล้วเช่นกันในปี 2018 และคราวนี้ก็จะคลาดสายตาไม่ได้ พอล แจ็คสันชี้ว่า “เรารู้ว่ามันจบลงอย่างไรและ Bitcoin ได้ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 42,000 ดอลลาร์ (ณ วันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2565) ตามแนวทางขาลงไปสู่รูปแบบภาวะคลั่ง (mania) รูปแบบดังกล่าวบ่งชี้ว่าการสูญเสีย 45% เกิดขึ้นในช่วง 12 เดือนหลังจากภาวะคลั่งทางการเงินทั่วๆ ไป”

4. ภาวะคลั่งทางการเงิน หรือ Financial mania ก็คืออีกชื่อหนึ่งของภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ (Economic bubble) คุณลักษณะหนึ่งของมันคือ ความคลั่งอันเกิดจากการเก็งกำไร (Speculative mania) ภาวะคลั่งหรือภาวะตื่น (เช่น ตื่นทิวลิปในศตวรรษที่ 17 ในเนเธอร์แลนด์) ด้วยการ “ปั่น” ราคาของสิ่งนั้นให้สูงขึ้นจนรู้สึกว่ามันสมเหตุสมผลที่จะลงทุนเพราะน่าจะได้ผลตอบแทนที่สูง ทำให้ผู้คนคลั่งไคล้ที่จะลงทุนกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จนลืมไปกว่าพวกเขากำลังถูกลากเข้าสู่กับดัก

5. พอล แจ็คสันช่วง 12 เดือนก่อนและหลังจุดสูงสุดของราคาเรียกว่า ‘ระยะคลั่ง’ (Maniac phase) และบอกว่ารูปแบบการวิเคราะห์แนวโน้มของภาวะ mania บ่งชี้ว่าโดยทั่วไปแล้ว ฟองสบู่จะปล่อยลมออกไปอีกสองปี ดังนั้นจึงมีโอกาสที่ Bitcoin ร่วงต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์ในปีนี้ แต่เขาก็ยอมรับว่าคำเตือนเรื่องฟองสบู่ในตลาดคริปโตเคยผิดพลาดมาแล้ว และมีโอกาสที่มันจะเป็นภาวะฟองสบู่ติดต่อกันหลายๆ ครั้ง

6. ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์มองว่าการดิ่งลงคล้ายกับการล่มสลายของคริปโตในปี 2018 เมื่อเหรียญส่วนใหญ่ราคาตกลงไปประมาณ 90% หรือเป็น “ภาวะฟองสบู่แตก” ครั้งแรกของวงการคริปโต แต่ในช่วงที่มันดิ่งหนักๆ ในช่วงไม่ถึงเดือนมานี้ นักวิเคราะห์บางคนยังชี้ว่ามันคล้ายกับการเทขายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นสหรัฐเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 1929 หรือ “Black Thursday”

7. หากไม่ถึงระดับนั้น รายงานจาก Markets Insider กล่าวอ้างนักวิเคราะห์ของ UBS เตือนว่าคริปโตเขาสู่ “ฤดูหนาว” ที่คริปโตอาจราคาตกและซบเซาลากยาวนานกว่า 1 ปี

8. แต่ก็มีที่เห็นตรงกันข้ามแบสุดขั้วเหมือนกัน คือ Goldman Sachs คาดการณ์ไว้เมื่อต้นเดือนนี้ว่าราคาของ Bitcoin จะเพิ่มขึ้นจนสามารถทะลุ 100,000 ดอลลาร์ภายใน 5 ปีข้างหน้าโดยรับส่วนแบ่งตลาดจากทองคำอันเป็นผลพลอยได้จากการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้ในวงกว้าง

Photo – REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

ไขคำตอบ ทำไมรัสเซียประกาศกวาดล้างคริปโต?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673803

วันที่ 24 ม.ค. 2565 เวลา 12:15 น.ไขคำตอบ ทำไมรัสเซียประกาศกวาดล้างคริปโต? สาเหตุที่ธนาคารกลางรัสเซียเสนอให้แบนคริปโต เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทีเ่กิดขึ้นกับตลาดคริปโตตอนนี้หรือไม่ หรือว่ามันจะส่งผลอะไรในอนาคต?

1. เมื่อสัปดาห์ที่แล้วธนาคารกลางรัสเซียเสนอให้ห้ามใช้และขุดคริปโตเคอร์เรนซีในดินแดนรัสเซีย โดยให้เหตุผลว่าคริปโตเคอร์เรนซีเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพทางการเงิน สวัสดิภาพของประชาชน ตลอดจนอำนาจอธิปไตยของนโยบายการเงิน

2. รัสเซียได้ถกเถียงในประเด็นดังกล่าวมาแล้วหลายปี โดยกล่าวว่าคริปโตเคอร์เรนซีสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินและการฉ้อโกง รวมถึงมีความผันผวนสูงซึ่งอาจบ่อนทำลายการควบคุมระบบการเงิน

3. ธนาคารกลางรัสเซียกล่าวในรายงานซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 20 ม.ค. ระบุว่าความต้องการเก็งกำไรทำให้คริปโตเคอร์เรนซีเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดคริปโต และคุกคามเสถียรภาพทางการเงิน

4. ธนาคารกลางรัสเซียจึงได้เสนอให้ป้องกันไม่ให้สถาบันทางการเงินทำธุรกรรมใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอร์เรนซี ตลอดจนบล็อกธุรกรรมที่มุ่งเป้าไปที่การซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซี

5. สำหรับการขุดคริปโตเคอร์เรนซีนั้น ธนาคารกลางรัสเซียมองว่าเป็นการสร้างปัญหาด้านพลังงาน เนื่องจากการขุด Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ กินไฟฟ้ามาก และมักใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล “ทางออกที่ดีที่สุดคือห้ามขุดคริปโตเคอร์เรนซีในรัสเซีย” ธนาคารกลางกล่าว

6. อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่าความเคลื่อนไหวของรัสเซียครั้งล่าสุดนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดคริปโตในระยะยาว

7. สก็อตต์ ฟรีแมน ผู้ร่วมก่อตั้งและหุ้นส่วน JST Capital บริษัทให้บริการทางการเงินที่เชี่ยวชาญด้านสินทรัพย์ดิจิทัล กล่าวว่า “การที่รัสเซียต้องการแบนการขุดคริปโตเคอร์เรนซีจะไม่กระทบต่อตลาด” โดยอ้างถึงนักขุดในจีนที่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อจีนสั่งแบนการขุดคริปโต นอกจากนี้ยังเชื่อว่ากำลังการผลิตที่มากขึ้นในสหรัฐและอีกหลายประเทศจะผลักดันให้เกิดการเข้าถึงพลังงานที่ถูกกว่าและสะอาดกว่า

8. มาร์คัส โซติริอู นักวิเคราะห์จาก GlobalBlock นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในสหราชอาณาจักรและแคนาดา กล่าวว่า การที่รัสเซียสั่งแบนคริปโตจะส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างมาก แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ในระยะยาว ขณะที่ประเทศอื่นๆ ยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น ท้ายที่สุดแล้วนักขุดในรัสเซียสามารถย้ายไปทำกำไรในที่อื่นๆ ที่สนับสนุนคริปโตเคอร์เรนซี

9. ถึงกระนั้น ความเคลื่อนไหวของรัสเซียส่งผลให้สกุลเงินดิจิทัลร่วงลงอย่างรวดเร็วในวันต่อมา โดย CoinMarketCap ระบุว่าในช่วง 24 ชั่วโมงที่มีการประกาศของธนาคารกลางรัสเซีย สกุลเงินดิจิทัลสูญเสียมูลค่าไปประมาณ 147,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

10. โดยขณะนี้ Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดดิ่งลงต่ำสุดในรอบ 6 เดือน แตะที่ระดับ 35,000 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ Ether สกุลเงินดิจิทัลอันดับสองร่วงแตะระดับ 2,400 เหรียญสหรัฐ นอกจากนี้เหรียญอื่นๆ อีกหลายเหรียญก็ร่วงลงเช่นกัน และยังคงมีการเทขายจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง

11. ทั้งนี้ รัสเซียเป็น 1 ใน 3 ประเทศชั้นนำที่มีเหมืองขุดคริปโตเคอร์เรนซีมากที่สุดในโลก และยังมีปริมาณการซื้อขายคริปโตมากถึง 5 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

อนามัยโลกชี้การระบาดใกล้ถึงจุด ‘เอนด์เกม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673790

วันที่ 24 ม.ค. 2565 เวลา 10:35 น.อนามัยโลกชี้การระบาดใกล้ถึงจุด ‘เอนด์เกม’อนามัยโลกเชื่อ Omicron อาจช่วยให้เกิดจุดจบของโรคระบาดใหญ่ในยุโรป

ฮันส์ คลูจ ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคยุโรปกล่าวว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนในยุโรปกำลังเข้าสู่ระยะใหม่ซึ่งอาจนำมาซึ่งจุดจบของการแพร่ระบาดในยุโรป

“เป็นไปได้ว่ายุโรปกำลังก้าวเข้าสู่จุดสิ้นสุดของโรคระบาด” คลูจกล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพีโดยเสริมว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนสามารถแพร่เชื้อให้กับชาวยุโรปถึง 60% ภายในเดือนมี.ค.

เมื่อยุโรปผ่านการแพร่ระบาดของเชื้อโอมิครอนระลอกรุนแรงนี้ไปได้ “มีความเป็นไปได้ว่าโลกจะมีภูมิคุ้มกันหมู่ไปอีกหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ไม่ว่าจะด้วยวัคซีนหรือการติดเชื้อ และการแพร่ระบาดจะลดลงตามฤดูกาลด้วย”

“เราคาดว่าจะมีช่วงเวลาที่เงียบสงบช่วงหนึ่ง ก่อนที่โควิด-19 จะกลับมาแพร่ระบาดอีกในช่วงปลายปีนี้ แต่อาจไม่ได้กลับมาในรูปแบบของโรคระบาดใหญ่ (pandemic)” คลูจกล่าว

ขณะที่องค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคแอฟริกาได้กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตในภูมิภาคลดลงเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เผชิญกับการแพร่ระบาดระลอกที่ 4 ซึ่งเชื้อโอมิครอนทำให้การแพร่ระบาดถึงจุดพีก

ทั้งนี้ โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนซึ่งพบว่าสามารถแพร่เชื้อได้มากกว่าดลตา แต่โดยทั่วไปแล้วจะนำไปสู่การติดเชื้อรุนแรงน้อยกว่า ทำให้เกิดความหวังว่าโควิด-19 กำลังเริ่มเปลี่ยนจากโรคระบาดใหญ่ (pandemic) ไปเป็นโรคประจำถิ่น (endemic) เหมือนกับไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล

อย่างไรก็ตาม คลูจกล่าวว่ายังเร็วเกินไปที่จะพิจารณาให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น เนื่องจากไวรัสนี้ทำให้โลกเซอร์ไพรส์มาแล้วหลายครั้ง จึงต้องระมัดระวังให้มาก อีกทั้งโอมิครอนที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วอาจทำให้เกิดไวรัสสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมาอีกได้

ด้านนายแพทย์แอนโทนี เฟาชี แพทย์ใหญ่ของรัฐบาลสหรัฐให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์เอบีซีว่า เมื่อประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดในสหรัฐขณะนี้พบว่ากำลังเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง แม้ว่าจะไม่ควรมั่นใจมากเกินไปกับการแพร่ระบาดของไวรัสตัวนี้

นอกจากนี้เฟาชียังเชื่อว่าผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนในหลายรัฐของสหรัฐจะถึงจุดสูงสุดภายในกลางเดือนก.พ.

โดยเสริมว่าขณะนี้จำนวนผู้ติดเชื้อในรัฐทางตอนใต้และตะวันตกยังคงเพิ่มขึ้น แต่รัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือและตอนบนของแถบมิดเวสต์มีผู้ติดเชื้อถึงจุดพีกแล้ว และกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว

Photo by Evert Elzinga / ANP / AFP

ภาพชุดการคารวะครั้งสุดท้าย สรีระสังขารหลวงปู่ ‘ติช นัท ฮันห์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673756

วันที่ 23 ม.ค. 2565 เวลา 16:47 น.ภาพชุดการคารวะครั้งสุดท้าย สรีระสังขารหลวงปู่ 'ติช นัท ฮันห์' ภาพการจัดพิธีสักการะสรีระหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ (Thich Nhat Hanh) พระภิกษุนิกายเซนชาวเวียดนามผู้โด่งดังไปทั่วโลก

ผู้มาร่วมไว้อาลัยหลายพันคนรวมตัวกันที่อารามตื่อเฮี้ยว ในเมืองเว้ ประเทศเวียดนาม ในวันอาทิตย์เพื่อร่วมสักการะพระภิกษุชาวเวียดนามผู้ล่วงลับ ท่าน “ทิก เญิ้ต หั่ญ” หรือ “ติช นัท ฮันห์” (Thich Nhat Hanh) นักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำการเจริญสติมาสู่ตะวันตก

ปรมาจารย์เซน ซึ่งเป็นปูชนียบุคคลแห่งพระพุทธศาสนาที่น่าจะมีผู้รู้จักทั่วโลกมากเป็นอันดับสองรองจากองค์ดาไลลามะ มรณภาพด้วยวัย 95 ปีเมื่อวันเสาร์ที่วัดตื่อเฮี้ยว ในเมืองเว้

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

ติช นัท ฮันห์ ที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางว่าเป็น “บิดาแห่งการเจริญสติ” ท่านใช้เวลาเกือบสี่ทศวรรษในการลี้ภัย หลังจากที่ท่านถูกเนรเทศออกจากบ้านเกิดเพราะเรียกร้องให้ยุติสงครามเวียดนาม แต่หลังจากนั้นท่านทำให้พุทธศาสนาเผยแผ่ไปทั่วโลก ท่านเขียนหนังสือเกี่ยวกับสติและการทำสมาธิมากกว่า 100 เล่ม

เช้าตรู่ของวันอาทิตย์ พระสงฆ์ร่วมกันหามร่างสังขารของท่านห่มด้วยจีวรเหลืองพร้อมกลดเหลืองอันเป็นเครื่องสูงท่ามกลางฝูงชนที่ไว้อาลัย จากนั้นวางร่างของท่านไว้ในโลงไม้และตั้งไว้ในห้องโถงทำสมาธิที่ตกแต่งด้วยดอกเดซี่สีเหลือง

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

ในบรรดาผู้ร่วมไว้อาลัยคือ เจิ่น ดิ่ญ ฮวง (Tran Dinh Huong) วัย 46 ปี ที่รีบเดินทางจากฮานอยเพื่อไปกราบไหว้ท่าน

“ฉันอ่านหนังสือของท่านหลายเล่ม และคำพูดของท่านช่วยฉันได้มากตอนที่ฉันลำบากหรือเจอปัญหา” เธอบอกกับเอเอฟพี “ฉันคิดว่าคงอีกนานมากที่เวียดนามและโลกจะมีครูที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้อีกครั้ง”

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

เหงียนเญิ้ต (Nguyen Nhat) จากโฮจิมินห์ซิตี้กล่าวว่ารู้สึกตื้นตันใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นร่างสังขารท่าน 

“ผมชื่นชมท่านในเรื่องวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและความถ่อมตนของท่าน” เขากล่าวกับเอเอฟพี

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

มีคำไว้อาลัยและรำลึกถึงพระภิกษุผู้ล่วงลับจากทั่วทุกมุมโลก

ดาไลลามะกล่าวว่าเพื่อนและพี่ชายทางจิตวิญญาณของท่านนั้นมี “ชีวิตที่มีความหมายอย่างแท้จริง”

“อาตมาไม่สงสัยเลยว่าวิธีที่ดีที่สุดที่เราสามารถถวายการสรรเสริญแด่ท่านได้คือการสานต่องานของท่านเพื่อส่งเสริมสันติภาพในโลก” ดาไลลามะเขียนในข้อความถึง “หมู่บ้านพลัม” (Plum Village Community of Engaged Buddhism) องค์กรการสอนเซนของท่านติช นัท ฮันห์

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

ประธานาธิบดีมุน แจอิน แห่งเกาหลีใต้กล่าวว่าท่านติช นัท ฮันห์ เยือนประเทศของเขาสามครั้งและยกย่องเขาว่าเป็น “พระพุทธะที่มีชีวิต”

“(ท่านติช นัท ฮันห์ ) แสดงความรักต่อมนุษยชาติผ่านการกระทำของท่าน” มุน แจอินกล่าวบน Twitter

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

มารี ซี. ดามูร์ อุปทูตประจำสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงฮานอย กล่าวว่า ท่านติช นัท ฮันห์ จะ “ถูกจดจำว่าเป็นหนึ่งในผู้นำทางศาสนาที่ทรงอิทธิพลและโดดเด่นที่สุดในโลก”

“คำสอนของท่านโดยเฉพาะการนำสติมาสู่ชีวิตประจำวันได้หล่อเลี้ยงชีวิตชาวอเมริกันจำนวนนับไม่ถ้วน”

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

นักแสดงตลกและผู้กำกับชาวอเมริกัน จัดด์ เอพาทาว (Judd Apatow) กล่าวในโพสต์ Twitter เรียกร้องให้ผู้คนอ่านงานของท่านติช นัท ฮันห์ โดยระบุว่าเป็นสิ่งที่ “เปลี่ยนชีวิตได้” 

ผู้ศรัทธากล่าวว่ามรดกของท่านติช นัท ฮันห์ จะคงอยู่ต่อไป

“ฉันเห็นพระอาจารย์ในทุกหญ้า ดอกไม้ และกิ่งไม้ ท่านไม่ได้มรณภาพ ท่านยังอยู่ที่นั่นในรูปแบบและสถานะอื่น” เล คั้ญ ลิญ (Le Khanh Linh) กล่าวกับเอเอฟพีที่อารามตื่อเฮี้ยว

Photo by Nhac NGUYEN / AFP
Photo by Nhac NGUYEN / AFP

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

จีนพบ ‘ทหารดินเผา’ ในสุสานจิ๋นซี เพิ่ม 25 ตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673751

วันที่ 23 ม.ค. 2565 เวลา 14:44 น.จีนพบ ‘ทหารดินเผา’ ในสุสานจิ๋นซี เพิ่ม 25 ตัวจีนค้นพบรูปปั้นทหารดินเผาเพิ่มอีก 25 ตัว ในหลุมหมายเลขหนึ่งของพิพิธภัณฑ์อันเป็นที่ตั้งกองทัพทหารดินเผาแห่งสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ในมณฑลส่านซีทางตะวันตกเฉียงเหนือ โดยส่วนหนึ่งเป็นรูปปั้นทหารระดับกลางและสูง ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการศึกษาการจัดเรียงทหารในหลุม

จากการรายงานของสำนักข่าวซินหัว พิพิธภัณฑ์สุสานจักรพรรดิฉินสื่อหวงหรือจิ๋นซีฮ่องเต้ ระบุว่ารูปปั้นทหารดินเผาเขียนสีสภาพดีถูกขุดพบที่ตอนกลางของส่วนทิศเหนือหลุมหมายเลขหนึ่ง โดยรูปปั้นส่วนใหญ่ถูกขุดพบอยู่หลังซากรถม้า ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นรูปปั้นพลทหารและรูปปั้นทหารระดับกลาง

คณะนักโบราณคดีดำเนินการวิจัยรูปปั้นทหารระดับกลางและสูง โดยเฉพาะที่ขุดพบในหลุมหมายเลขหนึ่ง และตั้งข้อสังเกตว่ากองทหารในหลุมดังกล่าวมีแนวโน้มเรียงแถวอย่างสมมาตรตามทิศเหนือ-ใต้ และทิศตะวันออก-ตะวันตก

ทั้งนี้ รูปปั้นทหารดินเผาชุดใหม่ถูกเคลื่อนย้ายสู่ห้องอนุรักษ์ ส่วนหลุมหมายเลขหนึ่งถูกทำความสะอาดฆ่าเชื้อรา เพื่อความปลอดภัยของรูปปั้นและสภาพแวดล้อมโดยรอบ

กองทัพทหารดินเผาสร้างโดยจักรพรรดิฉินสื่อหวงแห่งราชวงศ์ฉิน (221-207 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ผู้รวบรวมแผ่นดินจีนเป็นหนึ่งเดียวครั้งแรก โดยมีการค้นพบกองทัพทหารดินเผาในปี 1974 และหลุมหมายเลขหนึ่งเป็นหลุมฝังศพขนาดใหญ่ที่สุด ครอบคลุมพื้นที่ 14,260 ตารางเมตร

มีการสันนิษฐานจากการจัดเรียงแถวกองทหารว่าหลุมหมายเลขหนึ่งอาจมีรูปปั้นทหารและม้าดินเผามากกว่า 6,000 ตัว หากเสร็จสิ้นการขุดสำรวจอย่างเต็มรูปแบบ

(แฟ้มภาพซินหัว : รูปปั้นทหารดินเผาของสุสานกองทัพทหารดินเผาหรือสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ ณ พิพิธภัณฑ์สุสานจักรพรรดิฉินสื่อหวง ในนครซีอัน เมืองเอกของมณฑลส่านซีทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน วันที่ 5 ธ.ค. 2019)

‘สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้’ ถูกสร้างขึ้นอย่างไรกันแน่?

ก่อนหน้านี้สำนักข่าวซินหัวรายงานอ้างงานวิจัยซึ่งเผยแพร่ผ่านวารสารอาคิออลเมทรี (Archaeometry) ร่วมจัดทำโดยคณะผู้เชี่ยวชาญจากพิพิธภัณฑ์สุสานจักรพรรดิฉินสื่อหวง (จิ๋นซีฮ่องเต้) และมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ว่าสุสานกองทัพทหารดินเผาหรือสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ มีแนวโน้มถูกก่อสร้างขึ้นทีละชิ้นโดยกลุ่มศิลปินมากกว่าจะเป็นรูปแบบการก่อสร้างที่ประกอบขึ้นพร้อมกันขนาดใหญ่

คณะนักวิทยาศาสตร์ใช้วิธีวิเคราะห์ด้วยวิธีเอกซ์เรย์ ฟลูออเรสเซนต์ สเปกโตรสโคปี (X-ray fluorescence spectroscopy) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ก่อความเสียหายต่อโบราณวัตถุ เพื่อวัดปริมาณองค์ประกอบทางธรณีเคมีของดินเหนียวของรูปปั้นที่ได้รับการซ่อมแซม 28 ตัว และวิเคราะห์ส่วนประกอบแต่ละส่วนของรูปปั้น รวมถึงแขนและผ้าคลุม ส่วนหัวและขาของม้า

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบเครื่องหมายบนรูปปั้น 18 ตัว โดยเครื่องหมายที่ถูกพบมากที่สุด 2 แบบ ได้แก่ “กง” (Gong) บ่งบอกถึงสถานที่พักอาศัยของจักรพรรดิโบราณหรือผู้เป็นอมตะ และ “เสียนหยาง” (Xianyang) หมายถึงเมืองหลวงของยุคราชวงศ์ฉิน

นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังพบความแตกต่างทางองค์ประกอบของรูปปั้นที่มีเครื่องหมายกงและเสียนหยาง ซึ่งคาดว่าเป็นสัญลักษณ์แทนของผลิตภัณฑ์ที่ถูกทำขึ้นจากโรงผลิต 2 แห่ง ที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาวัตถุเซรามิกสำหรับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ในยุคราชวงศ์ฉิน (221-207 ก่อนปีคริสตกาล)

ปัจจุบันมีรูปปั้นมนุษย์และม้ามากกว่า 8,000 ตัว ถูกขุดพบในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ โดยรูปปั้นหลายร้อยตัวที่มีเครื่องหมายกงและรูปปั้นอีกหลายสิบตัวที่มีเครื่องหมายเสียนหยาง ถูกทำความสะอาดและบูรณะซ่อมแซมแล้ว

หลี่ซิ่วเจิน นักวิจัยของพิพิธภัณฑ์ฯ กล่าวว่ารูปปั้นที่มีเครื่องหมายกงดูมีความยิ่งใหญ่และถูกทำขึ้นอย่างประณีตมากกว่า และการที่รูปปั้นแต่ละตัวมีสารพัดข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยี ศิลปะ และการจัดระเบียบสังคมอันย้อนกลับไปมากกว่า 2,000 ปีก่อน ทำให้กองทัพทหารดินเผานี้น่าหลงใหลและน่าค้นหามาก

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

คริปโตเซ-เทคทรุด มหาเศรษฐีสูญเงินเป็นแสนล้านในสัปดาห์เดียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673748

วันที่ 23 ม.ค. 2565 เวลา 13:15 น.คริปโตเซ-เทคทรุด มหาเศรษฐีสูญเงินเป็นแสนล้านในสัปดาห์เดียวบรรดามหาเศรษฐีโดยเฉพาะในวงการเทคและคริปโตเคอร์เรนซี่ต่างเข้าเนื้อไปตามๆ กัน หลังจากสัปดาห์อันแปรปรวนในตลาดซื้อขาย

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เจฟฟ์ เบโซส์ แห่ง Amazon สูญเงินไปถึง 20,000 ล้านดอลลาร์จากทรัพย์สินของเขา ส่วน จ้าวฉางเผิง (Changpeng Zhao) แห่ง Binance บริษัทเทรดคริปโตชั้นนำเงินหายไป 17,700 ล้านดอลลาร์ ขณะที่มาร์ก ซักเคอร์เบิร์กแห่ง Facebook ทรัพย์สินหายไป 10,400 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากสัปดาห์นี้เกิดความปั่นป่วนขึ้นในวงการอีคอมเมิร์ซ รวมถึงตลาดคริปโตไปจนถึงธุรกิจเกมออนไลน์

ขณะที่ อีออน มัสก์ ผู้ก่อตั้ง Tesla และ SpaceX สูญเสียไปถึง 25,100 ล้านดอลลาร์ซึ่งนับว่ามากที่สุด แต่มัสก์รายเดียวยังไม่สะท้อนปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ซึ่งทำให้มหาเศรษฐีจำนวนมากในธุรกิจเทคจนถึงคริปโตต้องอ่วมไปตามๆ กัน

Yahoo Finance รายงานว่านี่เป็นสัปดาห์ที่แย่ที่สุดของตลาดหุ้นนับตั้งแต่ตลาดทรุดหนักจากการระบาดของโควิด-19 โดย Nasdaq ดัชนีหุ้นเทคโนโลยีเมื่อปิดตลาดในวันศุกร์ลดลง 7.6% ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นการลดลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีนาคม 2020 และยังเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 4 ของ Nasdaq ซึ่งถือเป็นการลดลงยาวนานที่สุดในรอบเก้าเดือน

มันเกิดขึ้นพร้อมกับหายนะในตลาดคริปโต หลังจาก Bitcoin เคยทำสถิติสูงสุดเกือบ 68,000 ดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายน ตอนนี้มีมูลค่าต่ำกว่า 35,000 ดอลลาร์เมื่อก่อนสุดสัปดาห์ นับเป็นการเริ่มต้นที่แย่ที่สุดของปีในประวัติศาสตร์ Bitcoin เลยทีเดียว

ทั้งนี้ จากการจัดอันดับดัชนีมหาเศรษฐี Bloomberg Billionaires Index อีลอน มัสก์ ยังคงเป็นอันดับที่ 1 มูลค่าทรัพย์สิน 243,000 ล้านดอลลาร์ ลดลง 12,500 ล้านดอลลาร์จากข้อมูลครั้งก่อน อันดับที่ 2 คือ เจฟฟ์ เบโซส์ มีทรัพย์สิน 168,000 ล้านดอลลาร์ ลดจากคราวก่อน 9,170 ล้านดอลลาร์

อันดับ 1 ถึง 10 ในดัชนีนี้มีทรัพย์สินลงลงในระดัยพันล้านทั้งหมด และเกือบทั้งหมดอยู่ในกลุ่มเทค (Technology) ยกเว้นแบร์นาร์ด อาร์โนลท์ (กลุ่ม Consumer) และวอร์เรน บัฟเฟตต์ (กลุ่ม Diversified)

อย่างไรก็ตาม มหาเศรษฐีอันดับที่ 11 จากธุรกิจกลุ่ม Energy คือ มูเกช อัมบานี แห่งอินเดียรวยขึ้น 177 ล้านดอลลาร์อยู่ที่ 94,000 ล้านดอลลาร์

Photo by ALAIN JOCARD / AFP

จับตา ‘สายพันธุ์ย่อย’ ของ Omicron ระวังระบาดเร็วในเอเชีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673736

วันที่ 23 ม.ค. 2565 เวลา 11:14 น.จับตา 'สายพันธุ์ย่อย' ของ Omicron ระวังระบาดเร็วในเอเชียนักวิทยาศาสตร์กำลังจับตาดูไวรัสโควิด-19 แขนงย่อยที่เพิ่งถูกค้นพบเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อพิจารณาว่าการเกิดขึ้นของโรคจะส่งผลต่อการแพร่กระจายของโรคระบาดใหญ่ในอนาคตอย่างไร

สายพันธุ์โอมิครอนเริ่มต้นได้กลายเป็นสายพันธุ์ของไวรัสที่มีอิทธิพลในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่หน่วยงานด้านสุขภาพของอังกฤษได้ระบุเคสของเวอร์ชันล่าสุดหลายร้อยเคสที่ติดเชื้อแขนงย่อยชื่อ BA.2 ในขณะที่ข้อมูลระหว่างประเทศระบุว่าว่าสามารถแพร่กระจายได้ค่อนข้างเร็ว

สำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร (UKHSA) ระบุว่าพบมากกว่า 400 เคสในสหราชอาณาจักรในช่วง 10 วันแรกของเดือนนี้และได้ระบุว่ามีการตรวจพบสายพันธุ์ล่าสุดใน 40 ประเทศอื่น ๆ ซึ่งคิดเป็นส่วนใหญ่ของเคสล่าสุดในบางประเทศรวมถึง อินเดีย เดนมาร์ก และสวีเดน

UKHSA ระบุเมื่อวันศุกร์ว่าได้กำหนดสายสายพันธุ์ย่อย BA.2 เป็นสายพันธุ์ภายใต้การสอบสวน (VUI) เนื่องจากเคสการติดเชื้อที่มีการเพิ่มขึ้น แม้ว่าในสหราชอาณาจักร สายพันธุ์ BA.1 จะยังเป็นสายพันธุ์หลักอยู่ก็ตาม

หน่วยงานรับผิดชอบเน้นย้ำว่า “ยังคงมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงจีโนมของไวรัส” ซึ่งจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวัง ในทำนองเดียวกัน กรณีในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาพบว่าอุบัติการณ์ BA.2 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในอินเดียและเดนมาร์ก

“สิ่งที่ทำให้เราประหลาดใจคือความรวดเร็วที่สายพันธุ์ย่อยนี้ ซึ่งแพร่กระจายไปในระดับที่ดีในเอเชีย ได้เข้ายึดครองในเดนมาร์กแล้ว” นักระบาดวิทยาชาวฝรั่งเศส อองตวน ฟลาโฮลต์ กล่าวกับเอเอฟพี

นักวิทยาศาสตร์ต้องประเมินว่าไวรัสซึ่งก่อให้เกิดวิกฤตสุขภาพโลกที่เลวร้ายที่สุดในรอบศตวรรษ ยังคงมีวิวัฒนาการและกลายพันธุ์ต่อไปอย่างไร สายพันธุ์ล่าสุดของมันไม่มีการกลายพันธุ์เฉพาะแบบที่ใช้ในการติดตามและเปรียบเทียบ BA.1 กับเดลต้าซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่โดดเด่นก่อนหน้านี้

BA.2 ยังไม่ถูกกำหนดให้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล แต่ฟลาโฮลต์กล่าวว่าประเทศต่างๆ จะต้องตื่นตัวต่อการพัฒนาล่าสุดในขณะที่นักวิทยาศาสตร์เพิ่มการเฝ้าระวัง

“(ฝรั่งเศส) คาดว่าการติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงกลางเดือนมกราคม วึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นและบางทีนั่นอาจเป็นเพราะสายพันธุ์ย่อยนี้ ซึ่งดูเหมือนจะแพร่เชื้อได้มาก แต่ไม่รุนแรง” กว่า BA.1

“สิ่งที่เราสนใจคือถ้าสิ่งนี้ (สายพันธุ์ย่อย) มีลักษณะที่แตกต่างกัน” จาก BA.1 ในแง่ของการติดต่อและความรุนแรง หน่วยงานด้านสาธารณสุขของฝรั่งเศสกล่าวเมื่อวันศุกร์

จนถึงปัจจุบัน มีเพียงไม่กี่กรณีของ BA.2 ที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศส แต่ประเทศกำลังติดตามการพัฒนาในขณะที่มันแพร่กระจายข้ามไปยังสหราชอาณาจักร

ฟลาโฮลต์ผู้อำนวยการสถาบัน Global Health แห่งมหาวิทยาลัยเจนีวา กล่าวว่าสิ่งสำคัญคือไม่ใช่การตื่นตระหนก แต่เป็นการ “ระมัดระวัง” เนื่องจาก “สำหรับตอนนี้ เรามีความรู้สึกว่า (เคส BA.2) ความรุนแรงเทียบได้กับ” เคสโอมิครอนรุ่นคลาสสิก

“แต่มีคำถามมากมายยังไม่ได้รับคำตอบ” และจำเป็นต้องตรวจสอบคุณสมบัติของสายพันธุ์ใหม่นี้

ทอม พีค็อก นักไวรัสวิทยาจาก Imperial College ในลอนดอนทวีตว่า “การสังเกตตั้งแต่แรกเริ่มมากจากอินเดียและเดนมาร์กชี้ให้เห็นว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมากในด้านความรุนแรงเมื่อเทียบกับ BA.1”

พีค็อกเน้นว่า “ขณะนี้เรายังไม่มีข้อมูลที่แน่นหนา … ว่า BA.2 สามารถแพร่เชื้อได้มากเพียงใดอาจมีมากกว่า BA.1 อย่างไรก็ตาม เราสามารถคาดเดา/สังเกตแต่เนิ่นๆ ได้”

เขาเสริมว่า “มีความเป็นไปได้ที่จะมีความแตกต่างเพียงเล็กน้อยในประสิทธิภาพของวัคซีนต่อ BA.1 และ BA.2 โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่แน่ใจว่า BA.2 จะมีผลกระทบอย่างมากต่อคลื่นโอมิครอนในปัจจุบันของการระบาดใหญ่

“หลายประเทศอยู่ใกล้หรือแม้กระทั่งผ่านจุดสูงสุดของคลื่น BA.1 ผมจะแปลกใจมากถ้า BA.2 จะทำให้เกิดคลื่นลูกที่สอง ณ จุดนี้ แม้ว่าจะมีการแพร่เชื้อที่สูงขึ้นเล็กน้อย การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงของ Delta-Omicron อย่างแน่นอน แต่เป็นการแทนที่ มีแนวโน้มว่าจะช้ากว่าและละเอียดกว่า” เขาคาดการณ์

โอมิวิเยร์ เวอรัง รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของฝรั่งเศสกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า BA.2 ไม่ได้น่าจะเป็นตัวเปลี่ยนเกม เนื่องจากสายพันธุ์ต่างๆ ปรากฏในเวลานี้ “ค่อนข้างปกติ” แต่เขาระบุว่าเขาจะยังไม่ฟันธงชัดๆ

“สิ่งที่เรารู้ในตอนนี้คือ (BA.2) มากหรือน้อยสอดคล้องกับคุณลักษณะที่เรารู้จักกันเกี่ยวกับโอมิครอน”

Photo by Rodrigo BUENDIA / AFP

เสียกันเป็นแสนล้าน หลัง Bitcoin ราคาทรุด 50% จากสถิติสูงสุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673722

วันที่ 23 ม.ค. 2565 เวลา 09:50 น.เสียกันเป็นแสนล้าน หลัง Bitcoin ราคาทรุด 50% จากสถิติสูงสุดสูญเสียมูลค่าไปครึ่งหนึ่งตั้งแต่ทำสถิติสูงสุด ทิศทางของคริปโตใหญ่สั่นคลอนหนักขึ้่นในช่วงสัปดาห์กลาง – ปลายเดือนมกราคม

รอยเตอร์รายงานว่า มูลค่าของ Bitcoin ลดลง 5.6% สู่ 34,448.94 ดอลลาร์ ณ เวลา 18:10 GMT ในวันเสาร์ โดยสูญเสียไปถึง 1,878.27 จากการปิดครั้งก่อน

แต่ก็ยังเพิ่มขึ้น 1.8% จากระดับต่ำสุดของปีที่ 34,000 ดอลลาร์ในวันที่ 22 มกราคม ขณะที่ Ether จากเครือข่ายบล็อคเชน ethereum ลดลง 8.4% มาอยู่ที่ 2,352.72 ดอลลาร์ ในวันเสาร์ โดยสูญเสียไป 189.64 ดอลลาร์จากการปิดครั้งก่อน

บลูมเบิร์กรายงานว่า Bitcoin ราคาทรุด 50% จากอัตราสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือยนพฤศจิกายนปีที่แล้ว การลดลงของ Bitcoin จากจุดสูงสุดได้ล้างมูลค่าตลาดไปแล้วกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์ และสูญเสียมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์จากตลาดคริปโตโดยรวม

ตามรายงานของ Bespoke Investment Group แม้ว่าจะมีทรุดลงของราคาในแง่เปอร์เซ็นต์ที่ใหญ่กว่ามากเคยเกิดขึ้นมาแล้วกับทั้ง Bitcoin และตลาดคริปโตโดยรวม แต่กรณีล่าสุดนี้ถือเป็นการลดลงที่ใหญ่เป็นอันดับสองในแง่ของอัตราเมียบดอลลาร์

นอกจากนี้ ใครก็ตามที่ซื้อ Bitcoin เมื่อต้นปีนี้ ต้องพลกับการสูญเสียมูลค่ามากกว่า 23% ในเวลาเพียงสามสัปดาห์ ในขณะเดียวกัน Ethereum ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสอง มีอาการแย่ลงไปอีก โดยลดลงประมาณ 15% ใน 24 ชั่วโมง (จากรายงานข่าว ณ วันที่ 22 มกราคม) และลดลงประมาณ 35% ตั้งแต่ปีใหม่

Photo – Joe Raedle/AFP

หมดจาก Omicron แล้วจะยังไงต่อสำหรับปีนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673705

วันที่ 22 ม.ค. 2565 เวลา 17:45 น.หมดจาก Omicron แล้วจะยังไงต่อสำหรับปีนี้เปิดความเห็นผู้เชี่ยวชาญ หมดจากโอมิครอนแล้วจะมี Covid-19 สายพันธุ์ใหม่ไหม

สำนักข่าว CNN เผยความเห็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับทิศทางการระบาดของ Covid-19 ในปีนี้ โดยส่วนใหญ่มองว่า เรา “อาจจะ” ได้เห็นจุดจบ ย้ำว่า “อาจจะ”

ทอม ฟรีเดน ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ในสมัยอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา เผยว่า “ผมว่าถ้าเรามาถูกทาง ปี 2022 จะเป็นปีที่ Covid-19 ไม่ได้มีอิทธิพลต่อชีวิตของเรามากนัก”

ฉากต่อไปของการแพร่ระบาดจะเป็นอย่างไรและจะมาถึงเมื่อใดคือสิ่งที่ อีวอนน์ มัลโดนาโด นักระบาดวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อจาก Stanford Medicine กำลังพยายามหาคำตอบ

มัลโดนาโดเผยว่า สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันก็คือ “เราก็ไม่รู้แน่ชัด”

เรามีโมเดลการเกิดโรคและบทเรียนจากการระบาดใหญ่ในอดีต ทว่าวิธีการที่สายพันธุ์โอมิครอนง่ายอุบัติขึ้นมานั้นทำให้การคาดการณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าเป็นไปได้ยาก

“พวกเราไม่มีใครคาดว่าโอมิครอนจะเกิดขึ้น” มัลโดนาโดเผย “แต่มันก็มีเบาะแส แต่เราไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นในแบบที่มันเกิด”

ถึงอย่างนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อก็มีความหวังจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแอฟริกาใต้

“แอฟริกาใต้เป็นเหมือนนกคีรีบูนในเหมือง (ชาวเหมืองจะนำนกคีรีบูนเข้าไปในเหมืองเพื่อใช้เป็นตัวตรวจวัดแก๊สที่เป็นอันตรายกับมนุษย์ เพราะนกชนิดนี้มีความไวต่อสารพิษ) เพราะพวกเขาสามารถตรวจเจอโอมิครอนก่อน” มัลโดนาโดกล่าว

นักวิทยาศาสตร์แอฟริกาใต้พบโอมิครอนครั้งแรกเมื่อเดือน พ.ย. จากนั้นตัวเลขผู้ติดเชื้อก็พุ่งขึ้นและลดลงอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับในสหราชอาณาจักร และนั่นคือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์คาดว่าจะเกิดขึ้นกับทุกที่

จอห์น สวาร์ตซ์เบิร์ก ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อและวัคซีนจากวิทยาลัยสาธารณสุขเบิร์กลีย์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเผยว่า “คาดว่าในระยะสั้น ในช่วง 6 สัปดาห์ข้างหน้า จะยังค่อนข้างหนัก ราวกลางเดือน ก.พ.เราจะได้เห็นอะไรๆ ดีขึ้น”

และหากระลอกนี้ซาลงอย่างรวดเร็ว ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่าจะมี “ช่วงเวลาเงียบสงบ”

สวาร์ตซ์เบิร์กเชื่อว่าเดือน มี.ค.ไปตลอดฤดูใบไม้ผลิ หรือจนถึงฤดูร้อนจะเหมือนกับปีที่แล้วคือ ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงต่อเนื่อง “จะมีสัญญาณบวก จากนั้นเราจะได้ทำอะไรๆ ในชีวิตได้มากขึ้น ผมว่าเดือน พ.ค. หรือ มิ.ย.จะดีขึ้น ผมค่อนข้างมองในแง่ดี”

ส่วนหนึ่งของการมองในแง่ดีของสวาร์ตซ์เบิร์กมาจากข้อเท็จจริงที่ว่าประชาชนจะมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น ทั้งตัวเลขผู้ที่ได้รับวัคซีนครบและเข็มกระตุ้น ทั้งผู้ที่ติดเชื้อในช่วงที่โอมิครอนระบาด

“ระดับภูมิคุ้มกันในประชากรของเราจะสูงกว่าระดับการระบาดของ Omicron มาก ซึ่งนั่นไม่เพียงแต่จะช่วยรับมือโอมิครอนกับเดลตาเท่านั้นหากมันยังระบาดอยู่ แต่จะช่วยรับมือกับสายพันธุ์ใหม่ๆ ด้วย” สวาร์ตซ์เบิร์กเผย “ส่วนจะช่วยได้มากแค่ไหนขึ้นอยู่กับยา”

นั่นเพราะโคโรนาไวรัสจะไม่มีทางหายไป

“ผมคาดว่าเวอร์ชันอื่นๆ ของรัสจะกลับมา” มัลโดนาโดกล่าว “นี่คือสถานการณ์ที่สร้างความไม่แน่นอนให้กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป”

สายพันธุ์ต่อไปอาจจะระบาดได้ง่ายเท่ากับหรือมากกว่าโอมิครอน และอาจทำให้ผู้ป่วยอาการหนักขึ้นหรือไม่มีอาการเลย

“ไม่ชัดเจนเลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป” จอร์จ รัธเธอร์ฟอร์ด นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในซานฟรานซิสโกเผย และบอกอีกว่าในที่สุดไวรัสจะกลายพันธุ์ อย่างที่เกิดกับสายพันธุ์อัลฟาและเบตา หรือมันอาจจะก้าวกระโดดครั้งใหญ่อย่างเดลตาและโอมิครอน “แล้วจะเกิดอะไรต่อ? บอกไม่ได้”

ยกตัวอย่างไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 ที่เป็นไวรัสชนิดใหม่ที่ก่อให้เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เมื่อปี 1918 คือติดประชากรราว 1 ใน 3 ของโลกและคร่าราว 50 ล้านชีวิต

และในที่สุดการระบาดครั้งนั้นก็จบลง แต่ไวรัสดังกล่าวยังอยู่กับเรามาจนถึงทุกวันนี้

“มันคือบรรพบุรุษของเชื้อไวรัส H1N1 ทั้งหมดที่เราพบเจอทุกๆ ปี” มัลโดนาโดเผย “นับจากนั้นมันก็กลายพันธุ์หลายครั้ง แต่ล้วนมาจากสายพันธุ์เดียวกัน ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่ไวรัสจะทำอย่างเดียวกันนี้”

สวาร์ตซ์เบิร์กกล่าวว่า สหรัฐมีผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหฐ่เฉลี่ยปีละ 35,000 ราย “และเราก็ยังใช้ชีวิตของเราต่อ ผมไม่คิดว่ามันจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก ”

ส่วนมัลโดนาโดบอกว่า นั่นคือสถานการณ์ที่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ และบอกอีกว่าหากอยากให้เป็นเหมือนกับไข้หวัดใหญ่ โลกจะต้องให้ความสำคัญกับคนที่เปราะบางต่อโรครุนแรงด้วยการทำให้แน่ใจว่าคนเหล่านี้ได้รับวัคซีน และเข้าถึงโมโนโคนอลแอนติบอดีและยาต้านไวรัส

ส่วนสถานการณ์ก้ำกึ่งไม่ดีไม่ร้ายคือ มียาต้านไวรัสหรือโมโนโคนอลที่จะรักษาคนป่วยไม่เพียงพอ หรือผู้ผลิตวัคซีนไม่สามารถผลิตวัคซีนที่ใช้เฉพาะสายพันธุ์ได้ทันเวลา ส่วนสถานการณ์เลวร้ายที่สุดคือ เชื้อหลบเลี่ยงการปกป้องจากวัคซีนและยารักษา ซึ่งมัลโดนาโดบอกว่ามีโอกาสเกิดขึ้นน้อย

ขณะที่ แอนโธนี ฟาวซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติของสหรัฐเผยว่า “ผมไม่สามารถบอกเป็นตัวเลขได้ว่ามีโอกาสจะเกิดขึ้นเท่าไร แต่เราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับมัน”

ส่วน แพนาจิส กาเลียตซาโตส รองศาสตราจารย์จาก Johns Hopkins Medicine บอกว่า เรารู้วิธีหยุดยั้งอาการรุนแรงของ Covid-19 แล้วนั่นคือ วัคซีน หน้ากากอนามัย และการตรวจหาเชื้อ

Photo by Frederic J. BROWN / AFP