หนิงเซี่ยเปิดบริการ ‘รถไฟสินค้าจีน-ลาว’ วิ่งตรงสู่ ‘เวียงจันทน์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673700

วันที่ 22 ม.ค. 2565 เวลา 15:56 น.หนิงเซี่ยเปิดบริการ ‘รถไฟสินค้าจีน-ลาว’ วิ่งตรงสู่ ‘เวียงจันทน์’เส้นทางนี้เป็นเส้นทางลัดเส้นใหม่จากหนิงเซี่ยไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุยทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เปิดบริการรถไฟสินค้าจีน-ลาว โดยรถไฟขบวนแรกออกเดินทางจากนครอิ๋นชวน เมืองเอกของหนิงเซี่ย มุ่งหน้าสู่นครหลวงเวียงจันทน์ของลาว เมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดี (20 ม.ค.) ถือเป็นการเปิดเส้นทางลัดเส้นใหม่จากหนิงเซี่ยไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

รถไฟขบวนแรกบรรทุกสารเคมีมากกว่า 500 ตัน ซึ่งมีมูลค่ากว่า 3.2 ล้านหยวน (ราว 16.6 ล้านบาท) จะเดินทางออกจากจีนผ่านด่านโม๋ฮันในมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ และคาดว่าจะเดินทางถึงเวียงจันทน์ในเวลาราว 9 วัน

ทั้งนี้ ทางรถไฟจีน-ลาว ระยะทางรวม 1,035 กิโลเมตร ซึ่งเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2021 วิ่งเชื่อมระหว่างนครคุนหมิง เมืองเอกของอวิ๋นหนาน กับนครหลวงเวียงจันทน์ของลาว โดยถือเป็นทางรถไฟต่างประเทศสายแรกที่ทั้งสองประเทศร่วมกันสร้างและดำเนินการ รวมถึงเป็นโครงการสำคัญภายใต้ความร่วมมือหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) คุณภาพสูง

ตะวันออกกลางระอุ! ซาอุฯ โจมตีทางอากาศถล่มคุกเยเมนดับนับร้อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673691

วันที่ 22 ม.ค. 2565 เวลา 13:20 น.ตะวันออกกลางระอุ! ซาอุฯ โจมตีทางอากาศถล่มคุกเยเมนดับนับร้อยกาชาดสากลเผยอาจมีผู้เสียชีวิตจากเหตุโจมตีทางอากาศเรือนจำในเยเมนเกิน 100 ราย

คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เผยว่ามีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บมากกว่า 100 รายจากเหตุการณ์ที่พันธมิตรอาหรับซึ่งนำโดยซาอุดีอาระเบียปฏิบัติการโจมตีทางอากาศถล่มเรือนจำในพื้นที่ของกลุ่มกบฏฮูษีในเมืองซาอาดาทางตอนเหนือของเยเมน เพื่อเอาคืนที่กลุ่มกบฏฮูษีโจมตีกรุงอาบูดาบีไม่กี่วันก่อนหน้า

กลุ่มกบฏฮูษีเผยแพร่คลิปวิดีโอแสดงให้เห็นร่างผู้เสียชีวิตติดอยู่ในซากปรักหักพังจากการโจมตีที่ทำให้อาคารเรือนจำราบเป็นหน้ากลอง

ด้านกลุ่มพันธมิตรซาอุดีอาระเบียปฏิเสธว่าไม่ได้โจมตีทางอากาศ โดยตุรกี อัล มัลกี โฆษกของกลุ่มเผยว่า รายงานการโจมตีพื้นที่ของกลุ่มกบฏไม่มีมูล

นอกจากนี้ เมื่อวันพฤหัสบดี (20 ส.ค.) ยังมีการโจมตีทางอากาศอาคารสำนักงานโทรคมนาคมที่เมืองท่าโฮไดดาทางตอนใต้ของเยเมน ส่งผลให้มีพลเมืองเสียชีวิต 4 รายในจำนวนนี้เป็นเด็ก 3 ราย และบาดเจ็บอีก 17 ราย รวมทั้งสัญญาณอินเทอร์เน็ตขัดข้องทั่วประเทศ

กลุ่มพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบียปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเข้มข้นขึ้นหลังจากกลุ่มกบฏฮูษีซึ่งมีอิหร่านหนุนหลังใช้โดรนโจมตีกรุงอาบูดาบีเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (17 ส.ค.) จนมีผู้เสียชีวิต 3 ราย

วานนี้ (21 ส.ค.) แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทุกฝ่ายลดความขัดแย้งและปฏิบัติตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

ด้านสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งอยู่ในกลุ่มพันธมิตรซาอุฯ ยืนยันว่าทางกลุ่มยังคงยึดหลักการตอบโต้ที่ได้สัดส่วน เช่นเดียวกับ ลานา นุสไซเบห์ เอกอัครราชทูตยูเออีประจำยูเอ็น ที่บอกว่ากองกำลังพันธมิตรยึดมั่นตามบรรทัดฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ และปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการตอบโต้ทางทหารตามความเหมาะสม

คาดว่าเหตุขัดแย้งจะบานปลาย เนื่องจาก โมฮัมเหม็ด อับดุลซาลาม โฆษกและหัวหน้าฝ่ายเจรจาเพื่อสันติของฮูษีเผยว่าจะตอบโต้กลับ

REUTERS/Naif Rahma

บราซิลชี้ฉีด Sinovac 2 เข็มแล้วบูสต์ด้วยวัคซีนอื่นกัน Omicron ได้ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673684

วันที่ 22 ม.ค. 2565 เวลา 11:20 น.บราซิลชี้ฉีด Sinovac 2 เข็มแล้วบูสต์ด้วยวัคซีนอื่นกัน Omicron ได้ดีวัคซีนสูตรไขว้ Sinovac 2 เข็มแล้วบูสต์ด้วยวัคซีนยี่ห้ออื่นเพิ่มการปกป้องจาก Omicron ได้ดีกว่าฉีด Sinovac 3 เข็ม

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า การวิจัยโดยนักวิจัยจากบราซิลและมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดชี้ว่า ผู้ที่ฉีดวัคซีนของ Sinovac 2 เข็มควรฉีดเข็มกระตุ้นด้วยวัคซีนยี่ห้ออื่นเพื่อเพิ่มการปกป้องจากโอมิครอน (Omicron)

ผลการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Lancet วานนี้ (21 ม.ค.) ทดสอบการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นในชาวบราซิลอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป 1,240 คนที่ได้รับวัคซีนของ Sinovac ครบ 2 เข็ม 6 เดือนก่อนทำการทดสอบดังกล่าว

พบว่า แม้ว่าคนที่ได้รับวัคซีนของ Sinovac เป็นเข็ม 3 หลังจากฉีดเข็ม 2 ไปแล้ว 28 วันจะมีภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น แต่คนที่ได้วัคซีนของ Pfizer-BioNTech หรือ AstraZeneca หรือ Johnson & Johnson เป็นเข็มกระตุ้นมีภูมิคุ้มกันสูงกว่ามาก

โดยการใช้วัคซีนของ Pfezer-BioNTech เป็นเข็มกระตุ้นสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ 152 เท่า สูงที่สุดในบรรดาวัคซีนที่นำมาศึกษา ขณะที่เข็มกระตุ้นจาก Sinovac เพิ่มภูมิคุ้นกันเพียง 12 เท่า

การวิจัยระบุว่า การกระตุ้นแบบใช้วัคซีนสูตรไขว้กระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันต่อทั้งเดลตาและโอมิครอนแข็งแกร่งขึ้นเมื่อเทียบกับการฉีดวัคซีนของ Sinovac ทั้ง 3 เข็ม ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยวัคซีนไขว้อื่นๆ

Bloomberg ระบุว่า หลักฐานที่ว่าวัคซีนเข็มกระตุ้นของ Sinovac สามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ถือเป็นข่าวดีสำหรับบริษัท รวมทั้งจีนและประเทศกำลังพัฒนาที่ใช้วัคซีนของจีน โดย Sinovac เผยเมื่อปลายปีที่แล้วว่าบริษัทพร้อมสำหรับรายได้ที่จะลดลงหลังจากงานวิจัยหลายชิ้นสร้างความกังขาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนต่อโอมิครอนแม้จะฉีดเข็มกระตุ้นแล้วก็ตาม

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

ติช นัท ฮันห์ พระนิกายเซนชื่อดังชาวเวียดนามมรณภาพในวัย 95

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673679

วันที่ 22 ม.ค. 2565 เวลา 09:56 น.ติช นัท ฮันห์ พระนิกายเซนชื่อดังชาวเวียดนามมรณภาพในวัย 95หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ พระนิกายเซนชื่อดังระดับโลกและนักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพมรณภาพอย่างสงบในวัย 95 ปี

บัญชีทวิตเตอร์อย่างเป็นทางการของหมู่บ้านพลัมประกาศว่า หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ หรือทิก เญิ้ต หั่ญ (Thich Nhat Hanh) มรณภาพอย่างสงบระหว่างจำพรรษาที่วัดตื่อหิวในเมืองเว้เมื่อเวลา 00.00 น.ของวันที่ 22 ม.ค.สิริอายุ 95 ปี

เมื่อปี 2014 หลวงปู่ติช นัท ฮันห์มีอาการเส้นเลือดในสมองแตกจนไม่สามารถพูดได้ จากนั้นจึงเดินทางกลับเวียดนามในปี 2018 เพื่อใช้ชีวิตที่เหลือในบั้นปลายที่เมืองเว้บ้านเกิดหลังจากลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศสเกือบ 40 ปี

ในฐานะผู้บุกเบิกศาสนาพุทธในตะวันตก หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ได้ก่อตั้ง “หมูบ้านพลัม” ซึ่งเป็นสถานปฏิบัติธรรมในฝรั่งเศสเป็นแห่งแรก หลวงปู่ได้รับการขนามนามว่าเป็น “บิดาแห่งการมีสติตื่นรู้ (the father of mindfulness”

หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ มีชื่อเดิมว่า เหงียนซวนเบ่า ท่านบวชเป็นพระในขณะที่โฮจิมินห์พยายามหาหนทางปลดปล่อยเวียดนามออกจากการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส

หลวงปู่พูดได้ถึง 7 ภาษา และยังเคยเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตันและมหาวิทยาลัยโคลัมเบียของสหรัฐในช่วงต้นทศวรรษ 1960 จากนั้นในปี 1963 หลวงปู่ได้เดินทางกลับเวียดนามเพื่อร่วมการคัดค้านปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในสงครามเวียดนามร่วมกับพระสงฆ์หลายรูป

ในระหว่างนั้น หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ เดินทางกลับไปสหรัฐอีกครั้ง และได้มีโอกาสพบกับ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ซึ่งสนับสนุนการเคลื่อนไหวของหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ และคิงยังเป็นผู้เสนอชื่อหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพด้วย

อย่างไรก็ตาม ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลเวียดนามใต้ขึ้นบัญชีดำหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ห้ามเดินทางกลับประเทศจึงต้องลี้ภัยไปฝรั่งเศสตั้งแต่นั้น

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต

สาเหตุที่ Bitcoin ดิ่งสุดในรอบเกือบครึ่งปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673649

วันที่ 21 ม.ค. 2565 เวลา 18:15 น.สาเหตุที่ Bitcoin ดิ่งสุดในรอบเกือบครึ่งปีสาเหตุที่ตลาดคริปโตร่วงอย่างรุนแรงในวันนี้

Bloomberg รายงานว่าวันนี้ (21 ม.ค.) คริปโตเคอร์เรนซียังกอดคอร่วง โดย Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดร่วงลงมากถึง 7.4% แตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือนที่ 38,261 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ Ether สกุลเงินดิจิทัลอันดับสองร่วงต่ำกว่าระดับ 3,000 เหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้เหรียญอื่นๆ อีกหลายเหรียญก็ร่วงลงเช่นกัน โดย CoinMarketCap ระบุว่าในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาตลาดสกุลเงินดิจิทัลสูญเสียมูลค่าไปประมาณ 147,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังคงมีการเทขายจากนักลงทุน

ระยะหลังมานี้ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีค่อยๆ ดิ่งอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่วันนี้เกิดอะไรขึ้น Bitcoin และเหรียญอื่นๆ จึงได้ร่วงอย่างรุนแรง?

CNBC รายงานว่าการที่ธนาคารกลางรัสเซียเสนอให้ห้ามใช้และขุดคริปโตเคอร์เรนซีในดินแดนรัสเซียทำให้ตลาดคริปโตดิ่งหนัก เนื่องจากรัสเซียเป็น 1 ใน 3 ประเทศชั้นนำที่มีเหมืองขุดคริปโตเคอร์เรนซีมากที่สุดในโลก นอกเหนือจากสหรัฐ และคาซัคสถาน และยังมีปริมาณการซื้อขายคริปโตมากถึง 5 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

ทั้งนี้ ธนาคารกลางรัสเซียให้เหตุผลว่าสกุลเงินดิจิทัลมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน เนื่องจากมีความผันผวนสูง และยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฉ้อโกงและฟอกเงิน รวมถึงการเก็งกำไรซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ ตลอดจนสร้างปัญหาด้านพลังงาน เนื่องจากการขุดคริปโตต้องใช้พลังงานจำนวนมาก

นอกจากนี้นักวิเคราะห์กล่าวว่าสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่มีแนวโน้มจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในไม่ช้า เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี

โดยสำหรับนักลงทุนหลายคน Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลทำหน้าที่เป็นตัวป้องกันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น อันเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐ

แต่ก่อนหน้านี้เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ มองว่าเศรษฐกิจของสหรัฐขณะนี้แข็งแกร่งพอ และเฟดไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีกต่อไป หลังจากที่ใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งมองว่าตลาดคริปโตอาจกำลังเข้าสู่ช่วงขาลงในไม่ช้า เนื่องจากกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นในหลายประเทศ และความผันผวนที่รุนแรงโดยเฉพาะ Bitcoin

Photo by Ozan KOSE / AFP

สวีเดนเร่งตามผู้ถือผลตรวจโควิดปลอมหลายหมื่น อาจไปเที่ยวนอกแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673642

วันที่ 21 ม.ค. 2565 เวลา 16:49 น.สวีเดนเร่งตามผู้ถือผลตรวจโควิดปลอมหลายหมื่น อาจไปเที่ยวนอกแล้วชาวสวีเดนตกเป็นเหยื่อใบรับรองผลตรวจโควิดปลอมหลายหมื่นราย บางส่วนอาจเดินทางเที่ยวต่างประเทศแล้ว

ตำรวจสวีเดนเปิดเผยว่าอาจมีประชาชนเดินทางไปต่างประเทศโดยถือใบรับรองผลตรวจ Covid-19 แบบพีซีอาร์เป็นลบ “ของปลอม” ราว 35,000 คน ซึ่งกรณีนี้เกี่ยวพันกับบริษัทตรวจโรคที่ขึ้นทะเบียนกับทางการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ตำรวจพบอีเมล์ของผู้ที่อาจตกเป็นเหยื่อกลุ่มนี้ระหว่างการสืบสวนสอบสวนลริษัท “ด็อกเตอร์กรุ๊ปเปน” (Doktorgruppen) ที่ถูกกล่าวหาว่าออกใบรับรองผลตรวจ Covid-19 เป็นลบโดยไม่มีการวิเคราะห์ผลตรวจตามจริง ซึ่งบริษัทนี้คิดค่าตรวจ 1,500 โครเนอร์สวีเดน (ราว 5,300 บาท)

ด็อกเตอร์กรุ๊ปเปนซึ่งมีคลินิกอยู่หลายแห่งในกรุงสตอกโฮล์มของสวีเดน ได้ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายโดยสำนักงานสาธารณสุขสวีเดน (PHA) และดำเนินกิจการนานกว่า 6 เดือน ก่อนจะปิดตัวลงหลังจากตำรวจบุกตรวจค้นเมื่อกลางเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว

หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นสวีเดนรายงานว่า สิ่งที่เจ้าหน้าที่สอบสวนต้องการทราบจากผู้ที่อาจตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงครั้งนี้คือ พวกเขามีอาการป่วย Covid-19 ในช่วงเวลาไม่นานหลังจากเข้ารับการตรวจโรคหรือไม่

มีข้อบ่งชี้ว่าผู้ที่อาจตกเป็นเหยื่อได้รับผลตรวจ Coid-19 เป็นลบจากด็อกเตอร์กรุ๊ปเปน ทำให้พวกเขาเข้าใจว่าตรวจโรคเรียบร้อยและไม่ติดเชื้อ ทว่าผลตรวจนั้นกลับเป็นของปลอมและพวกเขาอาจมีอาการป่วย รวมถึงอาจเดินทางไปต่างประเทศในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงติดเชื้อสูงสุด

รายงานระบุว่าตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับด็อกเตอร์กรุ๊ปเปนอย่างน้อย 5 ราย และกำลังถูกสอบสวนฐานแพร่การติดเชื้อ ฉ้อโกง ให้การเท็จ และคุกคามผู้อื่น

Photo by Menahem KAHANA / AFP

Elon Musk เตรียมทดลองฝังชิปในสมองมนุษย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673633

วันที่ 21 ม.ค. 2565 เวลา 15:45 น.Elon Musk เตรียมทดลองฝังชิปในสมองมนุษย์บริษัท Neuralink ของ Elon Musk เตรียมทดลองฝังชิปในสมองมนุษย์

นูราลิงค์ (Neuralink) บริษัทสตาร์ทอัพของอีลอน มัสก์ (Elon Musk) เตรียมเปิดการทดลองฝังชิปในสมองมนุษย์ ที่พัฒนาเพื่อเชื่อมสมองมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ กระตุ้นการทำงานของสมอง ช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาสูญเสียการควบคุมของร่างกาย เช่น ผู้ป่วยอัมพาต

โดยขณะนี้บริษัทกำลังเสาะหาผู้ที่จะมาเป็นผู้อำนวยการทดลองครั้งสำคัญครั้งนี้ “ในฐานะผู้อำนวยการการทดลองทางคลินิก คุณจะได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับแพทย์และวิศวกรชั้นนำ ตลอดจนทำงานร่วมกับผู้เข้าร่วมการทดลองคนแรกของนูราลิงค์”

อีลอน มัสก์ บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกขณะนี้ด้วยทรัพย์สินในมือประมาณ 256,000 ล้านเหรียญสหรัฐกล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่าเขามีแนวคิดที่จะทำการฝังไมโครชิปที่จะช่วยให้ผู้ป่วยอัมพาตสามารถเดินได้

“เราหวังว่าจะมีสิ่งนี้เกิดขึ้นในผู้เข้าร่วมการทดลองของเรา มีโอกาสที่นูราลิงค์จะช่วยฟื้นฟูการทำงานของร่างกายให้กับผู้ป่วยอัมพาต…การทดลองในลิงประสบความสำเร็จอย่างดี และเรากำลังทำการทดลองจำนวนมากเพื่อยืนยันความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ ตลอดจนพิสูจน์ว่าอุปกรณ์ของนูราลิงค์สามารถถอดออกได้อย่างปลอดภัย”

ก่อนหน้านี้นูราลิงค์ประสบความสำเร็จในการฝังไมโครชิปปัญญาประดิษฐ์ในสมองของลิงแสมและหมู ซึ่งการทดลองชิปดังกล่าวทำให้ “เพจเจอร์” (Pager) เจ้าลิงแสมสามารถเล่นวิดีโอเกมได้โดยสั่งการจากความคิด

มัสก์ ผู้ร่วมก่อตั้งนูราลิงค์เมื่อปี 2016 กล่าวว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยอัมพาตสามารถใช้งานสมาร์ทโฟนผ่านความคิด ซึ่งจะรวดเร็วกว่าคนทั่วไปที่ใช้ระบบทัชสกรีนเสียอีก

อย่างไรก็ตาม มัสก์เคยประเมินการพัฒนาผิดพลาดมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยในปี 2019 เขาคาดว่าอุปกรณ์ดังกล่าวจะสามารถฝังอยู่ในสมองของมนุษย์ได้ภายในปี 2020

ที่มา: The Guardian

ภาพ: Brendan Smialowski / AFP

ร้านอาหารญี่ปุ่นสั่งลูกค้ารีบอพยพ ไม่ต้องจ่ายเงินหลังสัญญาณเตือนสึนามิดัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673629

วันที่ 21 ม.ค. 2565 เวลา 14:33 น.ร้านอาหารญี่ปุ่นสั่งลูกค้ารีบอพยพ ไม่ต้องจ่ายเงินหลังสัญญาณเตือนสึนามิดังทันทีที่สัญญาณเตือนภัยสึนามิดังขึ้น ทางร้านก็รีบสั่งให้ลูกค้าอพยพทันทีโดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าอาหารก่อน

ร้านอาหารที่เราพูดถึงคือร้าน Bikkuri Donkey ในเมืองทะงะโจ จังหวัดมิยะงิของญี่ปุ่น

เกือบเที่ยงคืนของคืนวันที่ 15 ม.ค. ลูกค้าหลายคนยังคงเอ็นจอยกับอาหารค่ำตามปกติในร้าน Bikkuri Donkey ทว่าราว 00.15 น. ก็มีเสียงสัญญาณเตือนภัยสึนามิดังขึ้นในพื้นที่ หลังจากภูเขาไฟปะทุครั้งใหญ่ที่ตองกา

ทันทีที่สัญญาณดังขึ้นทางร้านสั่งให้ลูกค้าทุกคนอพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยทันที และพนักงานยังประกาศย้ำว่าให้รีบออกไปเลย ไม่ต้องจ่ายเงินค่าอาหาร ลูกค้าบางคนที่ยืนยันว่าจะจ่ายก็ได้รับการปฏิเสธกลับมา

หลังจากทางการยกเลิกการเตือนภัย ลูกค้ารายหนึ่งเล่าไว้ในทวิตเตอร์ว่าพวกเขากลับไปที่ร้าน Bikkuri Donkey อีกครั้งเพื่อจะจ่ายเงินค่าอาหารในคืนวันที่ 15 แต่ก็ถูกปฏิเสธกลับมาอย่างสุภาพอีกเช่นเคย โดยพนักงานบอกว่าไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าอาหาร เพราะทางร้านแค่ทำตามนโยบายของบริษัทที่ความปลอดภัยของชีวิตต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด

ในเวลาต่อมาบริษัท Aleph ซึ่งเป็นเจ้าของร้านยืนยันกับสื่ออีกครั้งหนึ่งว่า นโยบายของบริษัทคือ ให้อพยพทันทีหากมีสัญญาณเตือนภัยสึนามิ และแม้จะไม่มีกฎอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการจ่ายค่าอาหาร แต่ทางบริษัทสนับสนุนการตัดสินใจของทางร้าน

ที่ชาวเมืองทะงะโจปฏิบัติตามสัญญาณเตือนภัยสึนามิอย่างเข็มงวดเป็นเพราะ เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2011 เมืองชายฝั่งแห่งนี้อยู่ในเส้นทางของคลื่นยักษ์สึนามิที่มีพลังทำลายล้างมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์นั่นเอง

เมื่อเรื่องนี้ถูกแชร์ในโลกออนไลน์ผู้คนต่างคอมเม้นต์ชื่นชมที่ทางร้านให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของลูกค้ามากกว่าเงิน อาทิ “มันต้องอย่างนี้สิ! เคยเจอร้านนึงที่ต้องให้ลูกค้าจ่ายเงินก่อนแม้จะมีสัญญาณเตือนไฟไหม้ก็ตาม”

“ร้านอาหารที่เราอยากไปอุดหนุนคือร้านอาหารที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเรานี่แหละ”, “เราเคยอยู่แถวนั้น และการรับมือของคนที่นั่นทำให้เราภูมิใจมากที่มาจากที่นั่น” หรือ “เราเลิกไป Bikkuri Donkey หลังลูกๆ โต แต่ตอนนี้คิดว่าจะกลับไปอีกแน่นอน”

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมลูกค้าถึงลงคะแนนให้ร้านนี้เป็นเชนร้านอาหารที่ดีที่สุดอันดับ 3 จากการสำรวจเมื่อปี 2014

Photo by Behrouz MEHRI / AFP

สหรัฐพบติดโควิดกัน ‘เดลตา’ ได้ดีกว่าวัคซีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673600

วันที่ 21 ม.ค. 2565 เวลา 13:15 น.สหรัฐพบติดโควิดกัน 'เดลตา' ได้ดีกว่าวัคซีนสหรัฐพบติดโควิดสร้างภูมิคุ้มกัน ‘เดลตา’ มากกว่าวัคซีน แต่อย่าเสี่ยงติด

สำนักข่าวรอยเตอร์สอ้างรายงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐแคลิฟอร์เนียและนิวยอร์กที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 19 ม.ค. ที่ผ่านมา พบว่า ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นจากการติดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือโควิด-19 มีศักยภาพในการป้องกันไวรัสสายพันธุ์เดลตามากกว่าวัคซีนโควิด-19

การศึกษาที่ตีพิมพ์ในรายงานการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตประจำสัปดาห์ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) พบว่าผู้ที่เคยติดโควิด-19 มาก่อนมีอัตราการติดโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาน้อยกว่าผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนเพียงอย่างเดียว

โดยประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาสูงสุดในกลุ่มผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วและเคยติดเชื้อโควิด-19 มาก่อน และประสิทธิภาพในการป้องกันต่ำที่สุดคือกลุ่มผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อและไม่ได้รับวัคซีน

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าการฉีดวัคซีนยังคงเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยที่สุดในการรับมือกับโควิด-19

แม้ผลการศึกษาจะพบหลักฐานบ่งชี้ว่าการติดเชื้อสามารถป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาได้มากกว่าการฉีดวัคซีนเพียงอย่างเดียว แต่ดร. เบน ซิลค์ จาก CDC ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยยังคงแนะนำให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีน เพราะเป็นวิธีที่ปลอดภัยกว่าการติดเชื้อ

เนื่องจากการได้รับภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อนั้นมีความเสี่ยงสูง โดยการศึกษาที่เก็บข้อมูลถึงวันที่ 30 พ.ย. 2021 พบว่าชาวแคลิฟอร์เนียและนิวยอร์กประมาณ 130,781 คนเสียชีวิตจากโรคโควิด-19

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐแคลิฟอร์เนียและนิวยอร์กได้รวบรวมข้อมูลตั้งแต่เดือนพ.ค. ถึงเดือนพ.ย. ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โควิด-19 สายพันธุ์เดลตากำลังแพร่ระบาดอย่างหนักและเป็นสายพันธุ์หลักในสหรัฐ

โดยข้อจำกัดอีกประการหนึ่งของการศึกษาครั้งนี้คือการเก็บข้อมูลเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ยังไม่มีการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเป็นวงกว้างเหมือนอย่างในปัจจุบัน ซึ่งวัคซีนเข็มกระตุ้นนั้นจะช่วยเพิ่มการป้องกันการติดเชื้อ การรักษาในโรงพยาบาล และการเสียชีวิตจากโควิด-19 ได้อย่างมีนัยสำคัญ

Photo by Scott Heins/Getty Images/AFP

การปะทุของภูเขาไฟตองกาส่งเสียงระเบิดดังไกลเป็นสถิติโลก 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673598

วันที่ 21 ม.ค. 2565 เวลา 12:10 น.การปะทุของภูเขาไฟตองกาส่งเสียงระเบิดดังไกลเป็นสถิติโลก เสียงระเบิดของภูเขาไฟในตองกาทำสถิติโลกดังไกลจากจุดกำเนิด

สำนักข่าว RNZ รายงานว่า สถาบัน GNS Science ของนิวซีแลนด์เผยว่า การประเมินเบื้องต้นของนักภูเขาไฟวิทยาบ่งชี้ว่าเถ้าถ่าน ก๊าซ และควันที่พวยพุ่งออกมาจากการปะทุของภูเขาไฟฮุงกา ตองกา-ฮุงกา-ฮุงกา ฮาอาไพ (Hunga Tonga-Hunga Ha’apai) อาจมีมากถึง 1 ล้านลูกบาศก์กิโลเมตร หรือมากกว่าเมื่อครั้งที่ภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์ของสหรัฐปะทุเมื่อปี 1980 ถึง 2 เท่า

สตีฟ เชอร์เบิร์น นักภูเขาไฟวิทยาของ GNS Science เผยว่า ครั้งนี้เป็นการปะทุครั้งใหญ่ที่สุดในการปะทุระลอกปัจจุบันของภูเขาไฟฮุงกา ตองกา-ฮุงกา-ฮุงกา ฮาอาไพซึ่งย้อนหลังไปถึงปี 2009 และมีความรุนแรงมากกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้โดยเปรียบเทียบจากการปะทุของภูเขาไฟนี้ในช่วงไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมาที่รุนแรงน้อยกว่า

เชอร์เบิร์นเผยว่า คลื่นกระแทกในชั้นบรรยากาศเดินทางไปทั่วโลกและเซ็นเซอร์ตรวจวัดความดันอากาศสามารถตรวจจับคลื่นดังกล่าวได้ไกลถึงไอซ์แลนด์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบ 15,000 กิโลเมตร โดยการปะทุครั้งนี้ก่อให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวได้ยินไกลจากภูเขาไฟเป็นสถิติโลก

เสียงระเบิดสามารถได้ยินไปไกลถึงนิวซีแลนด์ซึ่งอยู่ทางใต้ของภูเขาไฟ และอะแลสกาซึ่งอยู่ทางเหนือ

“นี่เป็นเพราะเสียงเบสความถี่ต่ำที่เกิดขึ้นระหว่างการปะทุซึ่งสามารถเดินทางจากแหล่งกำเนิดได้หลายพันกิโลเมตร” เชอร์เบิร์นกล่าว

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้บอกอีกว่า การปะทุแบบนี้เกิดขึ้นยาก เนื่องจากมันก่อให้เกิดคลื่นสึนามิที่ส่งผลกระทบไปหลายพันกิโลเมตรจากตัวภูเขาไฟ โดยสึนามิที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟแบบนี้เกิดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อภูเขาไฟกรากระตัวของอินโดนีเซียปะทุเมื่อปี 1883

เชอร์เบิร์นกล่าวอีกว่า การปะทุใต้น้ำและสึนามิเกิดขึ้นได้ยากแต่ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย และที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ได้เน้นย้ำถึงความเป็นไปได้ว่าการปะทุของภูเขาไฟใต้น้ำจะก่อให้เกิดสึนามิ

นักวิทยาศาสตร์คาดว่าภูเขาไฟฮุงกา ตองกา-ฮุงกา-ฮุงกา ฮาอาไพจะยังไม่สงบไปอีกหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน

NOAA/SSEC/CIMSS via REUTERS