105 ประเทศจะได้ ‘โมลนูพิราเวียร์’ ในราคาถูก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673591

วันที่ 21 ม.ค. 2565 เวลา 11:00 น.105 ประเทศจะได้ 'โมลนูพิราเวียร์' ในราคาถูก105 ประเทศประเทศที่มีรายได้น้อยจะได้รับยาโมลนูพิราเวียร์ในราคาถูกลงหลายเท่า

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า 105 ประเทศที่มีรายได้ปานกลางและต่ำจะได้รับยาโมลนูพิราเวียร์ ยาเม็ดรักษาโควิด-19 จากบริษัท Merck ในราคาถูกหรือราคาทุน

หลังจากที่องค์กรจัดการสิทธิบัตรยาร่วม (MPP) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติ (UN) บรรลุข้อตกลงให้ผู้ผลิตยา 27 รายในบังกลาเทศ จีน อียิปต์ จอร์แดน อินเดีย อินโดนีเซีย เคนยา ปากีสถาน แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ และเวียดนาม ผลิตยาดังกล่าวเพื่อจำหน่ายให้ประเทศรายได้น้อยในราคาถูก

ชาร์ลส์ กอร์ กรรมการบริหาร MPP กล่าวว่า “นี่เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการสร้างความมั่นใจว่าทั่วโลกจะสามารถเข้าถึงการรักษาโควิด-19 ที่จำเป็นอย่างเร่งด่วน และคาดการณ์ว่ายาเม็ดจะพร้อมใช้งานในระยะเวลาอันสั้น”

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่ากลุ่มประเทศรายได้น้อยเหล่านี้คาดว่าจะได้รับยาโมลนูพิราเวียร์ในราคาชุดละประมาณ 20 เหรียญสหรัฐ ตามการประมาณการเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ MPP ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการเจรจากับผู้ผลิตยา ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลง

นับว่าเป็นราคาที่ถูกมากเมื่อเทียบกับราคาที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาทำข้อตกลงซื้อยาโมลนูพิราเวียร์กับบริษัท Merck โดยตรง ซึ่งอยู่ที่ 700 เหรียญสหรัฐต่อชุด

ทั้งนี้ ยาโมลนูพิราเวียร์ 1 ชุดมียา 40 เม็ดสามารถรับประทานได้ 5 วัน

ก่อนหน้านี้ Merck ให้คำมั่นว่าจะจัดสรรยาดังกล่าวให้แก่ประเทศทั่วโลกพร้อมๆ กันไม่ว่าจะเป็นประเทศร่ำรวยหรือยากจน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เคยเกิดขึ้นจากการแจกจ่ายวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลก

“ในไตรมาสแรกและไตรมาสที่ 2 ของปี 2022 จะมียาโมลนูพิราเวียร์จำนวนมากแจกจ่ายไปยังประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลาง ทุกชาติไม่ว่าจะมีรายได้ต่ำ ปานกลาง หรือสูง จะเข้าถึงยาดังกล่าวได้อย่างเท่าเทียมในเวลาเดียวกัน ไม่เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในการแจกจ่ายวัคซีน” พอล ชาเพอร์ ผู้อำนวยการบริหารด้านนโยบายต่างประเทศของ Merck กล่าว

Photo by Handout / Merck & Co,Inc. / AFP

วิจัยชี้ใช้กัญชากระทบความสามารถในการคิดและวางแผน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673592

วันที่ 21 ม.ค. 2565 เวลา 10:42 น.วิจัยชี้ใช้กัญชากระทบความสามารถในการคิดและวางแผนการใช้กัญชาทำให้ความสามารถในการรับรู้และตัดสินใจเสื่อมถอย

การศึกษาวิจัยก่อนหน้านี้หลายชิ้นบ่งบอกว่าอาการมึนเมาหลังสูบกัญชาเป็นอันตรายต่อความสามารถในการรับรู้และตัดสินใจของสมอง ทว่าการทบทวนงานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Addiction วานนี้พบว่า ผลกระทบดังกล่าวอาจคงอยู่ยาวนานกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนวัยหนุ่มสาว

อเล็กซานเดอร์ ดูไมส์ รองศาสตราจารย์คลินิกด้านจิตเวชศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมอนทรีอัลเผยว่า “การศึกษาของเราช่วยให้เราสามารถเน้นย้ำประเด็นต่างๆ ของการรับรู้ที่บกพร่องจากการใช้กัญชา รวมถึงปัญหาในเรื่องสมาธิและความยากลำบากในการจดจำและการเรียนรู้”

ดูไมส์เผยว่า “การใช้กัญชาในเยาวชนอาจส่งผลให้ความสำเร็จทางการศึกษาลดลง และในผู้ใหญ่อาจทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงและการขับรถที่เป็นอันตราย ผลกระทบเหล่านี้อาจร้ายแรงขึ้นในกลุ่มผู้ที่ใช้เป็นประจำหรือติดกัญชาอย่างหนัก”

การทบทวนงานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาการวิจัยผู้คนกว่า 43,000 คนและพบผลกระทบในแง่ลบต่อการคิดในระดับที่สูงขึ้นของสมองของสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล หรือ THC ซึ่งเป็นสารประกอบที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทในกัญชา

การทำหน้าที่ของสมองดังกล่าว รวมทั้งความสามารถในการตัดสินใจ จดจำข้อมูลสำคัญ วางแผน จัดการ และแก้ปัญหา ไปจนถึงการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม

ส่วนประเด็นเรื่องการฟื้นตัวของสมองที่ได้รับผลกระทบนั้นนักวิทยาศาสตร์ยังไม่มั่นใจ

“THC เป็นสารที่ละลายในไขมันซึ่งอาจถูกเก็บไว้ในไขมันตามร่างกาย และจะค่อยๆ ถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดเป็นเวลาหลายเดือน” ดูไมส์เผย “จำเป็นต้องทำการการวิจัยในระดับสูงต่อไปเพื่อศึกษาผลกระทบระยะยาวจากการได้รับสารดังกล่าว”

งานวิจัยบางชิ้นระบุว่า ผลกระทบต่อสมองอาจลดลงหลังจากหยุดใช้กัญชา แต่นั่นอาจขึ้นอยู่กับปริมาณ ความถี่ และระยะเวลาที่ใช้ด้วย อีกทั้งอายุที่เริ่มใช้ก็อาจมีส่วนสำคัญหากอยู่ในช่วงการพัฒนาที่สำคัญของสมองดูไมส์กล่าวอีกว่า จนถึงตอนนี้พบการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกันมากที่สุดที่เกิดจากการใช้กัญชา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการใช้แบบต่อเนื่องในช่วงวัยหนุ่มสาวในสมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจนำไปสู่การหยุดชะงักระยะยาวในการทำหน้าที่ตัดสินใจและบริหารจัดการต่างๆ ของสมอง

ดูไมส์กล่าวเสริมว่า งานวิจัยบางชิ้นพบว่าวัยรุ่นที่เริ่มใช้กัญชาเร็วและบ่อยจะมีความสามารถในการรับรู้และตัดสินใจเสื่อมถอยเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่

AFP PHOTO / JACK GUEZ

เตรียมประมูลเพชรเม็ดใหญ่สุดในโลก เชื่อมาจากนอกโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673557

วันที่ 21 ม.ค. 2565 เวลา 09:00 น.เตรียมประมูลเพชรเม็ดใหญ่สุดในโลก เชื่อมาจากนอกโลกบริษัทประมูลจากดูไบเตรียมเปิดประมูลเพชร 555.55 กะรัต คาดมาจากนอกโลกเมื่อกว่า 2 พันปีก่อน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่านครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จัดแสดงเพชรสีดำขนาด 555.55 กะรัต ที่มีชื่อว่า “The Enigma” ซึ่งนับเป็นเพชรเจียระไนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเชื่อว่าเป็นเพชรที่มาจากนอกโลก เมื่ออุกกาบาตหรือดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลกเมื่อกว่า 2,600 ล้านปีก่อน

โดยบริษัทประมูลซัทเทบีส์เตรียมเปิดประมูลเพชรดังกล่าวระหว่างวันที่ 3 ถึง 9 ก.พ. ที่จะถึงนี้ หลังจากที่ได้จัดแสดงในนครดูไบ ลอสแอนเจลิส และลอนดอน

โดยคาดว่าน่าจะปิดประมูลได้ในราคา 3 ถึง 5 ล้านปอนด์ หรือ 135 ถึง 224 ล้านบาท ซึ่งผู้ชนะการประมูลสามารถชำระเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัล

ทั้งนี้ The Enigma ซึ่งมีขนาด 555.55 กะรัต ถูกเจียระไนเป็นรูปทรง 55 เหลี่ยม โดยได้แรงบันดาลใจจากสัญลักษณ์ Hamsa ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการปกป้องคุ้มครองในตะวันออกกลาง

Photo by Giuseppe CACACE / AFP

หนุ่มอินโดถ่ายเซลฟี่ ขายใน NFTs แบบขำๆ แต่กลับรวยไม่รู้ตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673551

วันที่ 20 ม.ค. 2565 เวลา 18:17 น.หนุ่มอินโดถ่ายเซลฟี่ ขายใน NFTs แบบขำๆ แต่กลับรวยไม่รู้ตัวนักศึกษาอินโดฯ ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการอัพโหลดรูปเซลฟี่ขายเป็น NFTs

สุลต่าน กุสตาฟ อัล กอซาลี (Sultan Gustaf Al Ghozali) นักศึกษาคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเมืองเซอมารัง กลายเป็นข่าวโด่งดังหลังเจ้าตัวขายภาพเซลฟี่ของตัวเองในรูปแบบ NFTs มูลค่ากว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 32,883,500 บาท

กอซาลีวัย 22 ปีถ่ายภาพตัวเองนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ด้วยใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ทุกวันด้วยท่าเดิมเป็นเวลา 5 ปี โดยตั้งใจว่าจะนำรูปเซลฟี่เกือบ 1000 ใบนี้ไปทำเป็นวิดีโอ timelapse ในวันจบการศึกษาของตัวเอง

หลังจากได้ศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชน กอซาลีจึงตัดสินใจอัพโหลดรูปเซลฟี่ของตัวเองลงในแพลตฟอร์ม NFTS ของ OpenSea โดยใช้ชื่อว่า Ghozali Everyday (กอซาลีในทุกๆ วัน) โดยทำไปแบบขำๆ

“ผมว่ามันคงจะตลกดีถ้ามีนักสะสมสักคนเก็บสะสมใบหน้าผม” กอซาลีเผยกับผู้สื่อข่าว “ผมไม่คิดว่าจะมีคนซื้อภาพเซลฟี่ นี่คือที่มาที่ผมตั้งราคาไว้แค่ 0.00001 ETH หรือ 3 เหรียญสหรัฐ (98 บาท)”

แต่ไม่นานราคา NFTs ภาพเซลฟี่ของกอซาลีก็พุ่งไปหลายเท่าตัว เป็น 4 ETH หรือราว 12,500 เหรียญสหรัฐ (411,475 บาท) ต่อภาพ

กอซาลีเริ่มอัพโหลดภาพเซลฟี่ของเขาลงในแพลตฟอร์ม NFTs ตั้งแต่ปลายเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว แต่มันเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นจนราคาพุ่งหลังจากเชฟชื่อดังคนหนึ่งซื้อ NFTs ไปบางรูปและโพสต์ลงในโซเชียลมีเดีย

หลังจากนั้นอีกไม่กี่วันก็มีคนเข้าไปซื้อสิทธิ์การเป็นเจ้าของภาพเซลฟี่ไร้อารมณ์ของกอซาลีกว่า 400 คน และจนถึงช่วงบ่ายๆ ของวันศุกร์ (14 ม.ค.) คอลเลคชันภาพเซลฟี่ของกอซาลีทั้งหมดมีมูลค่าการซื้อขายถึง 317 ETH หรือมากกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐ

เมื่อวันที่ 10 กอซาลีทวีตว่า “กำลังอัพโหลดภาพของผมเป็น NFT lol” วันถัดมาทวีตอีกว่า “ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนซื้อ NFT ของผม 35 ภาพไปแล้วในวันเดียว” และอีกทวีตหนึ่งในวันเดียวกันว่า “วันนี้ผมขายได้กว่า 230 ภาพ และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมคุณถึงต้องการซื้อภาพของผม แต่ก็ขอบคุณพวกคุณที่ทำให้ความพยายาม 5 ปีของผมเห็นผล”

แน่นอนว่าเมื่อหนุ่มรายนี้โกยเงินอื้อซ่าขนาดนี้ สรรพากรท้องถิ่นต้องมา โดยหลังจากได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่กอซาลีควักกระเป๋าจ่ายภาษีเรียบร้อยแล้ว แต่คนที่ยังไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้รวยแล้วก็คือ พ่อกับแม่

“บอกตรงๆ นะ ตอนนี้ผมยังไม่กล้าบอกพ่อแม่เลย พวกเขาจะต้องสงสัยแน่ว่าผมเอาเงินมาจากไหน” กอซาลีบอกกลั้วเสียงหัวเราะ กอซาลีซึ่งวาดฝันไว้ว่าอยากจะเป็นเจ้าของสตูดิโอแอนิเมชันยังเผยอีกว่าเขามีแผนจะนำเงินที่ได้ไปลงทุน และจะยังคงถ่ายเซลฟี่ทุกวันจนกว่าจะเรียนจบ

ปริศนาทะเลบอลติก มันคือจานบินจมทะเล หรือเมืองใต้สมุทร?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673537

วันที่ 20 ม.ค. 2565 เวลา 17:02 น.ปริศนาทะเลบอลติก มันคือจานบินจมทะเล หรือเมืองใต้สมุทร?วัตถุลึกลับใต้ทะเลบอลติกที่ยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้

Baltic Sea anomaly หรือวัตถุลึกลับใต้ทะเลบอลติกปรากฏบนภาพถ่ายโซนาร์ที่มองไม่ค่อยชัดเท่าไรนัก ซึ่งถ่ายโดยปีเตอร์ ลินด์เบิร์ก, เดนนิส เอเบิร์ก และทีมดำน้ำ “Ocean X” ของสวีเดน ขณะกำลังล่าสมบัติใต้ท้องทะเลบอลติกเมื่อปี 2011

พวกเขากลับมาจากการสำรวจท้องทะเลบอลติกซึ่งอยู่ระหว่างสวีเดนและฟินแลนด์พร้อมกับภาพถ่ายภาพหนึ่งที่ “พร่ามัวแต่น่าสนใจ”

ทีมดำน้ำได้เปิดเผยภาพถ่ายนี้โดยชี้ให้เห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติในทะเลบอลติก พวกเขากล่าวว่ามันเป็นวัตถุทรงกลมคล้ายหิน เส้นผ่านศูนย์กลาง 60 เมตร หนาประมาณ 3 ถึง 4 เมตร แต่ลักษณะโครงสร้างดูเหมือนไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

ในปีต่อมา ทีมนักดำน้ำลงสำรวจพื้นที่อีกครั้งและตั้งใจจะไปเก็บภาพที่ชัดเจนขึ้น แต่พบว่าเมื่อล่องเรือเข้าไปใกล้จะเกิดการรบกวนทางไฟฟ้าบางอย่างซึ่งทำให้เครื่องยนต์ขัดข้อง ราวกับว่าป้องกันไม่ให้พวกเขาเข้าใกล้วัตถุปริศนานี้

ภาพวัตถุต้องสงสัยถูกนำไปเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ มากมาย บ้างก็ว่าเป็น UFO ที่จมอยู่ใต้ทะเล บ้างก็ว่าเป็นประตูสู่อีกโลกหนึ่ง บ้างก็ว่าเป็นสโตนเฮนจ์ใต้ท้องทะเล

Baltic Sea anomaly/Ocean X/Wikipedia

ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าแนวโน้มที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ การก่อตัวทางธรณีวิทยาตามธรรมชาติ

ปีเตอร์ ลินด์เบิร์ก ให้สัมภาษณ์ในปี 2019 ว่าเขาและทีมอาจทำการสำรวจอีกครั้งผ่านรายการสารคดีที่พวกเขามีส่วนร่วมในการผลิต

ลินด์เบิร์กให้สัมภาษณ์ว่าหินเหล่านี้อาจถูกสร้างขึ้นมานานนับหมื่นปีก่อนยุคน้ำแข็ง และจะยิ่งน่าทึ่งมากหากมันคือ อาณาจักรแอตแลนติส” ตำนานเมืองลึกลับใต้ทะเลสมัยโบราณ แต่ก็เป็นไปได้ที่มันอาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ อย่างเช่น อุกกาบาต หรือภูเขาไฟใต้ทะเล

อย่างไรก็ตามทีม Ocean X ได้เก็บตัวอย่างหินมาได้ส่วนหนึ่งและมอบให้กับโวคเกอร์ บรูเชิร์ต รองศาสตราจารย์ด้านธรณีวิทยาที่มหาวิทยาลัยสตอกโฮล์ม โดยจากการวิเคราะห์ตัวอย่างหินพบว่าส่วนใหญ่เป็นหินแกรนิต หินไนส์ และหินทราย และมีหินบะซอลต์อยู่บ้าง โดยนักธรณีวิทยาส่วนหนึ่งมองว่าไม่ใช่เรื่องแปลกในท้องทะเล

อีกหนึ่งความเป็นไปได้คือ การที่หินฝังอยู่ในธารน้ำแข็งและเมื่อยุคน้ำแข็งสิ้นสุดลง ธารน้ำแข็งทั่วยุโรปตอนเหนือละลาย ทำให้หินเหล่านี้จมอยู่ใต้ท้องทะเล

โกรัน เอ็คเบิร์ก นักโบราณคดีทางทะเลที่พิพิธภัณฑ์การเดินเรือในสตอกโฮล์มกล่าวว่าอาจเป็นการก่อตัวทางธรณีวิทยาตามธรรมชาติ จริงอยู่ที่มันดูแปลกเพราะมันเป็นวงกลมอย่างสมบูรณ์ แต่ธรรมชาติสร้างสรรค์สิ่งแปลกๆ ได้มากกว่านี้อีก

Photo: Baltic Sea anomaly/Ocean X/Wikipedia

‘อะควาแมนตัวจริง’ ชายตองกาเจอสึนามิซัด ว่ายน้ำ 27 ชั่วโมงรอดมาได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673538

วันที่ 20 ม.ค. 2565 เวลา 16:24 น.'อะควาแมนตัวจริง' ชายตองกาเจอสึนามิซัด ว่ายน้ำ 27 ชั่วโมงรอดมาได้รายงานข่าวเกี่ยวกับตองกาหลังสึนามิรวมถึงภาพความเสียหายเริ่มออกมาสู่สายตาชาวโลกมาขึ้นเรื่อยๆ หลังจากทีมช่วยเหลือเริ่มเดินทางไปถึง

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ชายชาวตองกาวัย 57 ปีเผยว่าเขาว่ายน้ำประมาณ 27 ชั่วโมงหลังจากถูกพัดพาไปในทะเลในช่วงสึนามิทำลายล้างหมู่เกาะในวันเสาร์ จนเขาได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘อะควาแมนในชีวิตจริง’ (real life Aquaman) 

การปะทุของภูเขาไฟฮุงกา ตองกา-ฮุงกา-ฮุงกา ฮาอาไพ (Hunga Tonga-Hunga-Hunga Ha’apai) เมื่อวันเสาร์ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 คน ส่งคลื่นสึนามิที่ซัดถล่มหมู่เกาะ สร้างความเสียหายแก่หมู่บ้าน รีสอร์ท และอาคารหลายแห่ง และทำให้การสื่อสารของประเทศเสียหายย่อยยับ

ในเวลานั้น ลิซาลา โฟลาอู (Lisala Folau) ซึ่งอาศัยอยู่บนเกาะอาตาตา (Atata) เกาะเล็กๆ ที่ห่างไกลซึ่งมีประชากรประมาณ 60 คน เจอเข้ากับสึนามิจนถูกคลื่นซัดออกทะเลเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เขากล่าวในการให้สัมภาษณ์ทางวิทยุกับ Broadcom Broadcasting ซึ่งเป็นหน่วยงานสื่อของตองกา

โฟลาอูกล่าวว่าเขากำลังทาสีบ้านของเขาตอนที่เขาได้รับแจ้งเกี่ยวกับสึนามิจากพี่ชายของเขา และในไม่ช้าคลื่นก็พัดผ่านห้องนั่งเล่นของเขา

เขาปีนขึ้นไปบนต้นไม้เพื่อหนี แต่เมื่อคลื่นลูกใหญ่อีกลูกหนึ่งซัดเขามาก็พัดพาเขาออกไป 

ชายวัย 57 ปีรายนี้บอกว่าเขาพิการและเดินไม่ได้ เขาบอกกับสถานีวิทยุว่า “ผมได้แต่ลอยคอไปและถูกคลื่นยักษ์ซัดมาเรื่อยๆ”

โฟลาอูกล่าวว่าเขายังคงลอยอยู่ และค่อยๆ ว่ายน้ำไปยังเกาะตองกาตาปู เกาะหลักที่ห่างไป 7.5 กม. จน ถึงฝั่ง 27 ชั่วโมงต่อมา เวลาประมาณ 22.00 น. ในวันอาทิตย์.

อนึ่ง สำนักข่าวรอยเตอร์ไม่สามารถติดต่อ โฟลาอูหรือตรวจสอบเหตุการณ์ได้

เรื่องราวของวีรกรรมของ โฟลาอูแพร่กระจายกลายเป็นไวรัลในกลุ่มชาวตองกาบน Facebook และโซเชียลมีเดียอื่นๆ

“อะควาแมนในชีวิตจริง” โพสต์หนึ่งบน Facebook กล่าวถึงโฟลาอูโดยอ้างซูเปอรืฮีโรจากการ์ตูนและตัวละครในภาพยนตร์

“เขาเป็นตำนาน” อีกโพสต์กล่าว

เกาะอาตาตาซึ่งอยู่ห่างจากกรุงนูกูอาโลฟา (Nuku’alofa) เมืองหลวงของตองกาไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 8 กม. หรือนั่งเรือ 30 นาที ถูกทำลายเกือบทั้งหมดในเวลาที่สึนามิที่ถล่มเกาะ เรือของกองทัพเรือตองกายังคงสำรวจเกาะเล็กๆ ต่างๆ และอพยพผู้คนไปยังเกาะหลัก

REUTERS/Santiago Arcos

“ผัดกะเพราที่เหลือเชื่อ” ทำไมคนดังระดับโลกถึงหลงใหลอาหารไทย?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673524

วันที่ 20 ม.ค. 2565 เวลา 15:17 น."ผัดกะเพราที่เหลือเชื่อ" ทำไมคนดังระดับโลกถึงหลงใหลอาหารไทย?อาหารไทยโกอินเตอร์ไปไกลถึงต่างแดน ล่าสุดนักแสดงดังอย่าง จิมมี โอ หยาง กลายเป็นแฟนคลับอาหารไทยไปอีกหนึ่งราย

จิมมี โอ หยาง นักแสดงดังจากภาพยนตร์เรื่อง Crazy Rich Asians และซีรีส์จาก Netflix เรื่อง Love Hard และนักแสดงตลกเดี่ยวไมโครโฟน เป็นแฟนคลับตัวยงของ มาร์ค วีนส์ นักเดินทางและยูทูบเบอร์คนดังที่หลงรักอาหารไทย และไม่ดูอย่างเดียว จิมมียังลงมือทำอาหารไทยอย่างผัดกะเพราไก่ในเทศกาลขอบคุณพระเจ้าเมื่อปลายเดือน พ.ย.ปีที่แล้วด้วย

และด้วยความอยากรู้อยากลองว่ารสชาติอาหารไทยที่เมืองไทยจะแตกต่างจากที่เจ้าตัวเคยกินที่ร้านอาหารแถวบ้านหรือไม่ จิมมีถึงกับลงทุนแพ็คกระเป๋าเดินทางมาตระเวนชิมสตรีทฟู้ดทั้งที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่

ในอินสตาแกรม @funnyasiandude ของเจ้าตัวยังโพสต์ 10 เมนูอาหารไทยที่เขาชื่นชอบไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นปูผัดผงกะหรี่ที่เยาวราช ห่านพะโล้ที่เจ้าตัวบอกว่าอร่อยกว่าที่ฮ่องกง ข้าวซอย ผัดกะเพรา กุ้งแม่น้ำย่าง และไข่เจียวปูเจ๊ไฟที่ใครไปใครมาก็ต้องลอง

“ผัดกระเพราที่ (อร่อย) เหลือเชื่อ เจอในร้านเพิงบนเกาะพีพี” หยางโพสต์ 10 เมนูอาหารไทยในอินสตาแกรม “ขอบคุณประเทศไทย ช่างเป็นงานเลี้ยงที่เหลือเชื่อจริงๆ”

อีกหนึ่งอย่างที่การันตีได้ดีว่าจิมมีชอบอาหารไทยคือ เจ้าตัวลงทุนเรียนทำอาหารไทยสูตรต้นตำรับด้วย โดยได้ลองทำผัดไทยกุ้งและข้าวซอย ซึ่งทำได้คล่องแคล่วราวกับเชฟมืออาชีพ

จิมมีบอกว่า “การทำอาหารก็เหมือนกับการเดี่ยวไมโครโฟน ถ้ามันไม่อร่อย คืนพรุ่งนี้ก็แค่กลับมาใหม่แล้วลงมือทำอีกครั้งเท่านั้นเอง”

รัสเซลล์ โครว์ AFP PHOTO / FRANCOIS GUILLOT

ส่วนเมนูโปรดของนักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังอีกคนหนึ่งที่เพิ่งจะมาเยือนเมืองไทยเมื่อปลายปีที่แล้ว รัสเซลล์ โครว์ คือ พะแนง ผัดไทย และที่ชอบเป็นพิเศษคือข้าวซอย

ไรอัน กอสลิง Ryan Gosling REUTERS/Mike Blake/File Photo

นักแสดงชื่อดังอีกคนหนึ่งที่มักจะแวะไปรับประทานอาหารไทยที่ร้านจิตรลดา บนถนนเวสต์ซันเซ็ต ย่านฮอลลีวูดก็คือ ไรอัน กอสลิง

เมนูโปรดของกอสลิงคือ ไก่กรอบ ที่นำไก่มาผัดกับพริกเผาและใบกะเพราจนเนื้อด้านนอกของไก่กรอบ เสิร์ฟพร้อมกับถั่วแขกและพริกหยวกแดง

พนักงานเสิร์ฟบอกอีกว่า กอสลิงยังชอบต้มยำด้วย แต่จะสั่งน้ำซุปแบบพิเศษคือ ไม่เอาสมุนไพรพวกขิงข่า ไม่เอาพริกเผา เอาแต่เนื้อปลา และเวลานักแสดงหนุ่มรายนี้ไม่สบายก็มักจะสั่งเมนูนี้

สาวๆ นางแบบของบ้านฮาดิดอย่างจีจี้และเบลลาเป็นอีกคู่พี่น้องที่ชอบทางอาหารไทยไม่แพ้คนดังคนอื่น สองสาวมักจะแวะไปชิมฝีมือการปรุงอาหารไทยของเชฟหงส์ เชฟหญิงไทยคนแรกที่ได้ออกรายการ Iron Chef America ที่ร้าน Ngam อยู่บ่อยๆ และครั้งหนึ่งโยลันดา คุณแม่ของสองสาวถึงกับต้องยอมต่อคิวรอประมาณ 45 นาทีเพื่อให้ได้อาหารไทยฝีมือเชฟคนดังไปฝากลูกๆ นอกจากนี้ยังมี ไรอัน กอสลิง และอีธาน ฮอว์ค แวะไปอุดหนุนที่ร้านนี้ด้วย (กอสลิงนี่น่าจะชอบอาหารไทยเอามากๆ เพราะเป็นลูกค้าอาหารไทยหลายร้าน)

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

ฟังเขาเถียงกัน ไทยอ่อนแอจะถูกเวียดนามไล่บี้จริงหรือ?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673441

วันที่ 20 ม.ค. 2565 เวลา 13:50 น.ฟังเขาเถียงกัน ไทยอ่อนแอจะถูกเวียดนามไล่บี้จริงหรือ?ชุมชน Quora ตั้งคำถาม ไทยกังวลไหมว่าเศรษฐกิจของเวียดนามจะแซงหน้าเศรษฐกิจไทย

ประเด็นนี้มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้ามาตอบมากมายซึ่งคำตอบที่น่าสนใจมีดังนี้

Lucia Millar บอกว่า ไม่! ไทยไม่จำเป็นต้องกังวลว่าเวียดนามจะแซงหน้า และเวียดนามก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องกังวลเกี่ยวกับไทย ทั้งไทยและเวียดนามเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดต่อกัน ทั้งยังมีประเด็นที่ต้องกังวลเรื่องเดียวกันในเรื่องของภูมิศาสตร์ทางการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินโดจีน แต่ทั้งสองประเทศไม่ใช่ภัยคุกคามของกันและกัน และการพัฒนาของแต่ละประเทศจะช่วยให้แต่ละประเทศเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม William Kuipers ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทยตอบว่า “ด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้งต่อประเทศไทยและวัฒนธรรมและคนไทยที่น่ารักที่นี่ ผมเชื่อว่าประเทศไทยควรกังวลอย่างมาก และไม่เฉพาะกับเวียดนามเท่านั้น ยังมีอีกหลายประเทศที่พัฒนาอย่างรวดเร็วและเตรียมพร้อมสำหรับอาเซียน ในขณะที่ประเทศไทยคุณแทบไม่ได้ยินอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย

เขาบอกว่าประเทศไทยมัวแต่ยุ่งอยู่กับปัญหาของตัวเองมากเกินไปและไม่ทันได้สังเกตว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างรอบๆ ตัว ดูเหมือนว่าคนไทยจะไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวพวกเขาในประเทศอื่นๆ เลย

“ในฐานะชาวยุโรป เรารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในประเทศส่วนใหญ่รอบตัวเรา เราได้เดินทางไปที่นั่น กินอาหาร พบปะกับคนในท้องถิ่น และเรียนรู้ที่จะเข้าใจวัฒนธรรมของพวกเขา ทั้งดีและไม่ดี ผมมักจะประหลาดใจเสมอเมื่อลูกๆ เล่าให้ฟังว่าพวกเขาเรียนรู้อะไรมาบ้าง มันไม่ได้ไปไกลเกินกว่าชายแดนเลย”

William Kuipers ยังบอกว่า โอกาสทางธุรกิจมากมายเกิดขึ้นที่นี่ และประเทศไทยมีข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่มากมาย แต่มีปัจจัยไม่ดีตรงที่กลุ่มธุรกิจในท้องถิ่นส่วนใหญ่มองหาและลงทุนนอกประเทศไทยเพื่อลดความเสี่ยงและรับผลตอบแทนที่ดีขึ้น นอกจากนี้ไทยยังการขาดการศึกษา การสื่อสารภาษาอังกฤษ และเหตุผลอื่นๆ อีกมากมายทำให้ประเทศไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

“ที่นี่ (ประเทศไทย) การช่วยเหลือส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ความสัมพันธ์ทางธุรกิจสิ้นสุดลงหลังการจ่ายเงิน และความแข็งแกร่งร่วมกันหมายถึงความโดดเดี่ยวเสียเป็นส่วนใหญ่” William Kuipers บอก และเสริมว่า “ผมจึงคิดและเชื่อว่าอนาคตจะเป็นตัวกำหนดทิศทางที่ดีที่สุด เท่าที่ผมดูประเทศไทยไทยจะไม่ติดอันดับต้นๆ”

Jerds ที่บอกว่าเป็นนักวิจัยด้านโภชนาการของบริษัท Red Bull ตอบว่า “ทำไมคนไทยต้องกังวล? มันก็แค่การคาดการณ์จากสื่อไทยบางเจ้า เรายินดีเป็นอย่างยิ่งหากในอนาคตเวียดนามจะเจริญรุ่งเรืองเหมือนญี่ปุ่น

1.เป็นเรื่องยากสำหรับเศรษฐกิจเวียดนามที่จะแซงหน้าประเทศไทยใน 20 หรือ 30 ปี เนื่องจากบริษัทไทยได้ลงทุนและสร้างอิทธิพลอย่างมากต่อเศรษฐกิจเวียดนาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทไทยลงทุนในเวียดนามมากกว่าบริษัทจีน ทั้งหมดเกี่ยวกับบริษัทโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้า ปิโตรเคมี บริษัทอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงบริษัทค้าปลีก ดังนั้นยิ่งเศรษฐกิจเวียดนามโต เศรษฐกิจไทยก็จะยิ่งโตตามไปด้วย การลงทุนของไทยในเวียดนามมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของเวียดนามราว 15-20% เช่น กลุ่มซีพี เมื่อเร็วๆ นี้ซีพีเพิ่งเปิดโรงงานอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียในเวียดนาม เพื่อส่งออกไปยังประเทศที่สามอย่างญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง และยุโรป และหลายบริษัท อาทิ เซ็นทรัลกรุ๊ป เข้าซื้อร้านค้าปลีกเกือบจะทุกร้านในเวียดนาม หรือเรดบูล หรือไทยเบฟ ที่ซื้อธุรกิจแอลกอฮอล์ในเวียดนาม หากเทียบอำนาจซื้อจากค่าครองชีพ (GDP PPP) เป็นไปได้ที่เวียดนามจะแซงไทย เพราะจำนวนประชากร แต่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่เป็นตัวเงิน (norminal GDP) ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี ดูไทยกับสิงคโปร์เป็นตัวอย่าง GDP PPP ของสิงคโปร์น้อยกว่าไทย แต่ร่ำรวยกว่าไทย

2.จากประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวในเวียดนาม เวียดนามยังต้องใช้เวลาอีกนานในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ถนนในชนบทของไทยมี 4 เลน ครอบคลุมทั่วประเทศด้วยจำนวนความยาวของถนนมากที่สุดในประเทศไทย หรืออยู่ในอันดับ 10 ของโลก ด้วยระยะทางกว่า 700,000 กิโลเมตร ลองกูเกิลดูได้เลย”

Ashley Hyein Song อดีตอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และธุรกิจของ Cambridge International School ตอบว่า “พวกเขาไม่ต้องกังวลหรอก เชื้อไวรัสความไม่กังวลของคนไทยถูกแพร่ไปยังนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่ทำงานอยู่ที่นั่นไปแล้ว คนที่ดูเหมือนจะกังวลมีแต่ชาวต่างชาติที่ทำงานในสถาบันภาษาเอกชนเท่านั้นแหละ”

Vietnam supporters hold a giant national flag as their team plays against Thailand in the first leg of their AFF Suzuki Cup 2020 football semi-final match at the National Stadium in Singapore on December 23, 2021. (Photo by Roslan RAHMAN / AFP)

Pas Sean ตอบว่า สิ่งที่ประเทศไทยทำได้ดีในตอนนี้คือการทำให้พื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาคถูกต้อง ไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมากซึ่งมีมูลค่ากว่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และในขณะเดียวกันก็มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 3% รัฐบาลกำลังใช้เงินจำนวนมากในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การปรับปรุงทางรถไฟ รถไฟความเร็วสูง มอเตอร์เวย์ ท่าเรือ และสนามบินทั่วประเทศ เหนือสิ่งอื่นใดคือ มีการลงนามในสัญญาสำคัญสำหรับระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกมูลค่า 45,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งกำหนดพิมพ์เขียวเศรษฐกิจในอนาคตสำหรับนโยบายอุตสาหกรรมไทยแลนด์ 4.0

“ความท้าทายในปัจจุบันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่นั้นคือ การรักษาโมเมนตัมการเติบโตไว้ให้ได้ แม้จะมีประชากรสูงอายุและกำลังแรงงานที่ชะงักงัน แรงงานต่างด้าวจากภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงในปัจจุบันมีจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมประมงและอุตสาหกรรมก่อสร้าง ตัวเลขอย่างเป็นทางการระบุว่ามีแรงงานข้ามชาติที่จดทะเบียน 3 ล้านคน อย่างไรก็ตาม จำนวนแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสารอาจเพิ่มสูงขึ้นมาก” Pas Sean กล่าว 

ขณะที่เวียดนาม Pas Sean บอกว่าเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วและมีศักยภาพสูง อย่างไรก็ตาม เวียดนามก็เผชิญกับความท้าทายที่คล้ายคลึงกันกับประเทศไทยในเรื่องประชากรสูงอายุอย่างรวดเร็ว กุญแจสำคัญในการรักษาการเติบโตในระยะยาวคือความสามารถในการเพิ่มการเติบโตของผลิตภาพ (เช่น อัตราส่วนประสิทธิภาพเงินทุนสำหรับรัฐวิสาหกิจ) ตลอดจนการดำเนินการปฏิรูปการธนาคาร (เพื่อให้ธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น) และการแก้ปัญหาการทุจริต

Thailand supporters hold a giant Thai flag as their team plays against Vietnam in the first leg of their AFF Suzuki Cup 2020 football semi-final match at the National Stadium in Singapore on December 23, 2021. (Photo by Roslan RAHMAN / AFP)

Shaipudin Shah Harun บอกว่า “ประเทศไทยมีฐานที่ใหญ่กว่าและแข็งแกร่งกว่าที่จะยืนหยัดได้ ฐานการผลิตของพวกเขาค่อนข้างแข็งแกร่ง ไม่แปลกที่ไทยจะถูกเรียกว่าดีทรอยต์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้านการท่องเที่ยวได้พัฒนาจนกลายเป็นสุทรียภาพด้านความงามที่มาเลเซียพยายามอย่างหนักที่จะแข่งขันด้วย”

แม้ว่าเวียดนามกำลังพัฒนาไปได้ดี แต่ Shaipudin Shah Harun บอกว่าเวียดนามยังไม่ถึงขั้นที่จะสามารถสร้างพื้นฐานนั้นได้ ตอนนี้กิจกรรมหลักที่ผลักดันเศรษฐกิจคือการก่อสร้าง การส่งออกส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรและสัตว์น้ำ สินค้าที่ผลิตขึ้นส่วนใหญ่เป็นสินค้าราคาถูก รองเท้าและเสื้อผ้า ในขณะที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่เป็นของต่างชาติ เช่นเดียวกับทุกๆ คน พวกเขาต้องยกระดับเนื้อหาและเทคโนโลยีในท้องถิ่น พวกเขาจะทำได้สำเร็จ แต่ประเทศไทยสำเร็จแล้ว และการชะลอตัวใด ๆ ที่เวียดนามเผชิญอยู่ในตอนนี้จะได้รับการแก้ไขหากเวียดนามปรับกลยุทธ์ใหม่

Lawrence Chow ตอบว่า “ไทยนำหน้าเวียดนามและอินโดนีเซียในด้านเศรษฐกิจ เวียดนามตามหลังมามากแต่กำลังไล่ตามไทย ด้วยโรงงานใหม่ๆ หลายแห่งจากเกาหลี ไต้หวัน และประเทศอื่นๆ ประเทศไทยมีโรงงานจากประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ และภาคการเกษตรและการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งมาก โควิดกำลังทำร้ายการท่องเที่ยว แต่เดี๋ยวก็ดีขึ้น”

Photo by Roslan RAHMAN / AFP

NFT ถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงินได้อย่างไร?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673507

วันที่ 20 ม.ค. 2565 เวลา 12:45 น.NFT ถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงินได้อย่างไร?จากประเด็นร้อนในตอนนี้ มาฟังคำอธิบายกันว่า NFT สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินได้อย่างไร

ผลงาน “When She Opens The Door” ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ซึ่งถูกประมูล ผ่าน NFT โดยมีผู้ชนะการประมูลคือ mockingbird112 ชนะการประมูลไปในราคา 3.3 ล้านบาท กำลังถูกตั้ง คำถามเกี่ยวกับการฟอกเงิน แต่เป็นเพียงการตั้งข้อสังเกตจากประชาชนส่วนหนึ่งเท่านั้น และยังไม่มีคำชี้แจงจากนายธนาธรในประเด็นดังกล่าว

แต่เราจะมาอธิบายให้เข้าใจกันว่าเหตุใด NFT จึงถูกมองว่าสามารถใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการฟอกเงินได้

NFT (Non-fungible token) เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่งที่ใช้บล็อกเชนเช่นเดียวกับคริปโตเคอร์เรนซี ทว่า ต่างกันตรงที่แต่ละโทเคนจะมีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งไม่สามารถทำซ้ำหรือลอกเลียนได้ โดยอาจมาในรูปแบบของภาพวาด ภาพถ่าย ภาพกราฟิก เพลง คลิปวิดีโอ หรือผลงานศิลปะอื่นๆ ในรูปแบบดิจิทัล

เช่นเดียวกับคริปโตเคอร์เรนซี NFT ไม่ได้รับการควบคุมใดๆ หมายความว่าใครก็สามารถสร้างและขาย NFT ได้ และไม่มีการรับประกันมูลค่าของมัน จึงมีความเสี่ยงในการลงทุน ตลอดจนมีความเสี่ยงต่อการถูกฉ้อโกงและหลอกลวงเช่นกัน

บทความจาก EisnerAmper หนึ่งในสำนักงานบัญชีที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐระบุว่า NFT ซึ่งสามารถสร้างขึ้นมาได้อย่างง่ายๆ และซื้อขายได้โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตนผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน อีกทั้งกำหนดราคาเท่าไรก็ได้โดยไม่ต้องอิงตามราคาตลาด ทำให้สามารถใช้ฟอกเงินได้

เพียงแค่สร้าง NFT ขึ้นมาและลงขาย จากนั้นก็ซื้อ NFT ของตนเองโดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน และกำหนดราคาตามที่ต้องการ ก็สามารถเปลี่ยนเงินสกปรกให้สะอาดได้ เพราะกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ไม่มีการควบคุม แต่รับรู้ว่าเป็นเงินที่ได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายจากการขายงานศิลปะ

ก่อนหน้านี้ Mr. Whale นักวิเคราะห์ชื่อดังในตลาดคริปโตกล่าวว่า NFT สามารถเป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน เพราะไม่มีหน่วยงานกำกับดูแล และสามารถแปลงเงินที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายให้ถูกกฎหมายได้

“หากคุณมีเงินผิดกฎหมาย 1 ล้านดอลลาร์ คุณก็ใช้เงิน 1 ล้านดอลลาร์นั้นซื้อ NFT ของตัวเอง โดยอาจใช้บัญชีบุคคลที่ 3 เป็นผู้ซื้อ” Mr. Whale กล่าว

ขณะที่แคทเธอรีน กราฟฟิน อาจารย์ผู้ช่วยในแผนกศิลปะและการออกแบบจากมหาวิทยาลัยราเซล สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า มันเป็นวิธีที่ง่ายในการโยกย้ายเงินสกปรก เพราะมันเชื่อมโยงกับสกุลเงินที่กระจายอำนาจอย่างคริปโตเคอร์เรนซี อีกทั้ง NFT ไม่สามารถจับต้องได้ทางกายภาพ ไม่มีการขนส่งหรือเก็บในโกดังเก็บภาษีนอกชายฝั่งเหมือนกับสินค้าอื่นๆ

เมื่อปลายปีที่แล้วหน่วยงานป้องกันและรักษาความปลอดภัยของอังกฤษ (RUSI) ได้เปิดเผยรายงาน “NFTs: A New Frontier for Money Laundering?” ระบุว่า NFT สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินและก่ออาชญากรรมทางการเงิน จึงแนะนำว่าควรมีกฎระเบียบบางอย่างในการซื้อขาย NFT เช่น เปิดเผยตัวตนของผู้ซื้อ

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

สาวจีนติดล็อกดาวน์บ้านหนุ่มนัดบอดตกลงหมั้นแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673495

วันที่ 20 ม.ค. 2565 เวลา 12:00 น.สาวจีนติดล็อกดาวน์บ้านหนุ่มนัดบอดตกลงหมั้นแล้วคู่หนุ่มสาวจีนที่ถูกล็อกดาวน์ด้วยกันหลายวันหลังนัดบอดตกลงหมั้นกันแล้ว

เจ้าเสี่ยวชิง สาวจีนวัย 28 ปีจากมณฑลส่านซีเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า เธอคิดว่าการนัดเดทกับเจ้าเฟย หนุ่มต่างเมืองเมื่อกลางเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมาจะใช้เวลาเพียง 1 วันเพื่อทำความรู้จักกับครอบครัวของฝ่ายชายเท่านั้น และไม่คิดว่าจะต้องค้างคืนที่นั่น เพราะมันจะดูไม่ดี

แต่ก็เหมือนชะตาฟ้าลิขิต เมื่อจู่ๆ ทางการเมืองเซียนหยางสั่งล็อกดาวน์เมืองหลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่ง ทำให้หญิงสาวรายนี้กลับบ้านไม่ได้ สุดท้ายต้องใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านฝ่ายชาย

หลังจากผ่านไป 1 สัปดาห์พ่อแม่ของเจ้าเฟยก็รบเร้าให้ทั้งคู่แต่งงานกัน แต่ตอนนั้นเจ้าเสี่ยวชิงคิดว่ายังเร็วเกินไป และยังบอกอีกว่าตอนแรกเธอไม่ได้สนใจเจ้าเฟยมากนักหลังจากได้เห็นรูปถ่ายของเขาครั้งแรก จนกระทั่งได้เจอตัวจริงซึ่งเธอคิดว่าเขาดูดีกว่าในรูปถ่าย

แม้ความรักครั้งนี้จะเริ่มด้วยความตะกุกตะกัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปทั้งคู่ก็เริ่มมีใจให้กันมากขึ้นและตกลงหหมั้นหมายกันในที่สุด โดยฝ่ายหญิงซึ่งมีอาชีพขายผลไม้ออนไลน์เล่าว่า พวกเขาเข้ากันได้ดีมาก และเธอยังประทับใจในตัวฝ่ายชายที่คอยอยู่ข้างๆ เธอตลอดไม่ว่าจะไลฟ์ขายผลไม้ดึกแค่ไหน แถมพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายก็แฮปปี้กับรักครั้งนี้สุดๆ

เรื่องราวของเจ้าเสี่ยวชิงกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ ซึ่งหลังจากทราบว่าทั้งคู่ตกลงจะใช้ชีวิตด้วยกันก็มีคนเข้ามาแสดงความยินดีมากมาย แต่ก็มีอีกส่วนหนึ่งเข้ามาเตือนว่าการตัดสินใจของทั้งคู่ดูเร็วเกินไป

นอกจากคู่นี้แล้ว ยังมีอีกคู่หนึ่งที่กลายเป็นข่าวดัง คือคู่ของหญิงสาวแซ่หวังจากมณฑลเหอหนาน แต่ความรักของคู่นี้ยังไม่ทันได้เบ่งบาน เพราะฝ่ายหญิงบ่นว่าฝ่ายชายเงียบเหมือนหุ่นโชว์เสื้อผ้า