วิจัยพบใส่แมสก์ช่วยเพิ่มเสน่ห์ ดึงดูดเพศตรงข้าม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673488

วันที่ 20 ม.ค. 2565 เวลา 11:15 น.วิจัยพบใส่แมสก์ช่วยเพิ่มเสน่ห์ ดึงดูดเพศตรงข้ามทีมวิจัยจากอังกฤษพบการสวมหน้ากากอนามัยช่วยเพิ่มเสน่ห์น่าดึงดูดมากยิ่งขึ้น

เว็บไซต์ The Guardian รายงานว่าทีมวิจัยจากอังกฤษพบข้อดีเล็กๆ น้อยๆ ของโควิด-19 นั่นคือการสวมหน้ากากอนามัยช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้น่าดึงดูดมากยิ่งขึ้น โดยหน้ากากอนามัยทางการแพทย์แบบใช้ครั้งเดียว โดยเฉพาะสีฟ้า จะทำให้ผู้สวมใส่น่าดึงดูดมากที่สุด

ดร.ไมเคิล ลูอิส หนึ่งในทีมวิจัยจากคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ในสหราชอาณาจักร และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านใบหน้า กล่าวว่า งานวิจัยที่เคยเก็บข้อมูลก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 พบว่าการสวมหน้ากากอนามัยทำให้ความน่าดึงดูดลดลง เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับโรคหรือความเจ็บป่วย

ทีมวิจัยต้องการทดสอบว่าสิ่งนี้จะเปลี่ยนไปหรือไม่ เมื่อการสวมหน้ากากอนามัยกลายเป็นเรื่องปกติ และทำความเข้าใจว่าประเภทของหน้ากากอนามัยมีผลต่อความน่าดึงดูดหรือไม่

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าใบหน้าของผู้คนจะน่าดึงดูดมากที่สุดเมื่อสวมหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ โดยเฉพาะสีฟ้า อาจเป็นเพราะเราเคยชินกับหน้ากากประเภทนี้มากที่สุด

นอกจากนี้ยังพบว่าการสวมหน้ากากอนามัยทำให้ผู้สวมใส่อุ่นใจมากขึ้นในเวลาที่รู้สึกอ่อนแอ ขณะเดียวกันสร้างความรู้สึกในทางบวกต่อผู้พบเห็นด้วย ขณะที่ผลการวิจัยก่อนที่จะเกิดโรคระบาดพบว่าการสวมหน้ากากอนามัยทำให้ผู้พบเห็นเกิดความรู้สึกในแง่ลบว่าผู้สวมใส่มีโรค และตีตัวออกห่าง

ทั้งนี้ การวิจัยครั้งแรกได้เริ่มดำเนินการในเดือนก.พ. 2021 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชาวอังกฤษเริ่มคุ้นชินกับการสวมหน้ากากอนามัยในบางสถานการณ์

โดยทีมวิจัยให้กลุ่มตัวอย่างเพศหญิงจำนวน 43 คนให้คะแนนความน่าดึงดูดจากภาพของชายที่สวมหน้ากากอนามัยทางการแพทย์, หน้ากากผ้า, ใช้หนังสือสีดำปิดบังใบหน้าช่วงล่าง และไม่สวมหน้ากาก

กลุ่มตัวอย่างกล่าวว่าภาพของชายที่สวมหน้ากากผ้าน่าดึงดูดกว่าการใช้หนังสือปิดบังใบหน้าและการไม่สวมหน้ากาก แต่หน้ากากอนามัยทางการแพทย์สีฟ้าน่าดึงดูดมากที่สุด

“โควิด-19 ได้เปลี่ยนแปลงจิตวิทยาของเรา ทัศนคติและความรู้สึกที่มีต่อการสวมหน้ากากอนามัยได้เปลี่ยนไปแล้ว เวลาเราพบเห็นผู้คนสวมหน้ากากอนามัยจะไม่คิดว่าคนนั้นมีโรคและตีตัวออกห่างเหมือนเมื่อก่อน” ดร.ลูอิสกล่าว

โดยเสริมว่ามีความเป็นไปได้ที่หน้ากากอนามัยทำให้คนดูมีเสน่ห์มากขึ้นเพราะความสนใจจะไปอยู่ที่ดวงตา

Photo by REUTERS/Tingshu Wang

เชื้อแบคทีเรียดื้อยาทำมนุษย์เสียชีวิตกว่าล้านทั่วโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673483

วันที่ 20 ม.ค. 2565 เวลา 10:45 น.เชื้อแบคทีเรียดื้อยาทำมนุษย์เสียชีวิตกว่าล้านทั่วโลกเชื้อแบคทีเรียดื้อยาทำให้มนุษย์เสียชีวิตมากกว่ามาลาเรียและเอชไอวี

สำนักข่าว BBC รายงานว่า ผลการวิจัยเกี่ยวกับการติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาซึ่งเป็นการวิจัยที่ใหญ่ที่สุดในโลกพบว่า ในปี 2019 ประชากรมากกว่า 1.2 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตจากการติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียดื้อยาปฏิชีวนะ โดยตัวเลขดังกล่าวมากกว่าผู้เสียชีวิตจากมาลาเรียและเอชไอวี

ผลการวิจัยของทีมนักวิจัยนานาชาติซึ่งนำโดยมหาวิทยาลัยวอชิงตันในสหรัฐระบุว่า ประเทศยากจนได้รับผลกระทบเลวร้ายที่สุด ทว่าเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะเป็นภัยคุกคามทางสุขภาพของทุกๆ คน

ประเทศในแอฟริกาใต้ที่ตั้งอยู่ใต้ทะเลทรายซาฮาราและเอเชียใต้ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยมีผู้เสียชีวิต 24 คนจากทุกๆ 100,000 คน และมีอัตราการเสียชีวิตต่ำที่สุดในประเทศร่ำรวยคือ 13 คนในทุกๆ 100,000 คน

การประมาณการการเสียชีวิตจากการดื้อยาของเชื้อโรค (AMR) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Lancet ได้มาจากการวิเคราะห์ข้อมูลใน 204 ประเทศ โดยพบว่า ประชากรโลกราว 5 ล้านคนเสียชีวิตจากอาการป่วยที่ AMR เป็นสาเหตุหลัก และอีก 1.2 ล้านคนซึ่งเสียชีวิตจาก AMR โดยตรงในปี 2019

ในปีเดียวกันนี้มีผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์ราว 860,000 คน และมาลาเรีย 640,000 คน

การเสียชีวิตจาก AMR ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น ปอดบวม และติดเชื้อในกระแสเลือดซึ่งอาจนำมาสู่การติดเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย

การวิเคราะห์ประวัติผู้ป่วยจากโรงพยาบาล การศึกษาวิจัย และแหล่งข้อมูลอื่นพบว่า เด็กอายุน้อยคือกลุ่มเสี่ยงที่สุด โดยราว 1 ใน 5 ของการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับ AMR เกิดขึ้นในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี

การลงทุนวิจัยยาใหม่อย่างเร่งด่วนและการใช้ยาปฏิชีวนะที่มีอยู่อย่างชาญฉลาดคือหนทางในการป้องกันเชื้อดื้อยา

การใช้ยาปฏิชีวนะเกินขนาดสำหรับการติดเชื้อเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้ยามีประสิทธิภาพต่อการติดเชื้อที่รุนแรงลดลง โดยผู้คนเสียชีวิตจากการติดเชื้อทั่วไปที่เคยรักษาได้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคดื้อต่อการรักษา

เมื่อเร็วๆ นี้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสหราชอาณาจักรเตือนว่า การดื้อยาของเชื้อโรค (AMR) คือโรคระบาดใหญ่ที่ซ่อนเร้นซึ่งสามารถอุบัติขึ้นในช่วงที่ Covid-19 ระบาด นอกเสียจากว่าจะมีการจ่ายยาปฏิชีวนะด้วยความรับผิดชอบ

Photo by ERNESTO BENAVIDES / AFP

ตุรกีสิ้นท่า น้ำมือศัตรูหรือท่านผู้นำทำเละซะเอง?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673437

วันที่ 19 ม.ค. 2565 เวลา 20:58 น.ตุรกีสิ้นท่า น้ำมือศัตรูหรือท่านผู้นำทำเละซะเอง?รัฐบาลตุรกีพยายามที่จะอ้างว่าการถดถอยของคร่าเงิน “ลีรา” เป็นผลมาจากการโจมตีของบางชาติ แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือ?

เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน เป็น “ผู้นำ” ของตุรกีมานานเกือบ 2 ทศวรรษแล้ว ที่ย้ำคำว่า “ผู้นำ” ก็เพราะระวห่างปี 2003 – 2014 เขาเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาก่อน ในยุคนั้นนายกรัฐมนตรีคือตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหาร โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขประเทศแต่เพียงหัวโขน

หลังจากอยู่ในตำแหน่งลากยาวมาถึงปี 2014 ก็ต้องลงจากเก้าอี้ แต่เขาไม่คิดจะสละมันไปง่ายๆ หลังจากลงจากเก้าอี้นายกฯ ก็หันไปกุมเก้าอี้ประธานาธิบดีต่อไป ด้วยเหตุที่ตำแหน่งประธานาธิบดีไม่มีอำนาจตัดสินใจ จึงมีการผลักดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยุบตำแหน่งนายกไปเสีย พร้อมยกเลิกระบบรัฐสภา แล้วหันมาใช้ระบอบประธานาธิบดีที่มีอำนาจบริหารสูงสุด ด้วยสูตรนี้ แอร์โดอันจึงสามารถเป็น “ผู้นำ” แบบลากยาวดังที่ว่าไว้

ด้วยความที่กุมอำนาจยาวนานและพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมของเขามีอิทธิพลขึ้นเรื่อยๆ แอร์โดอันจึงมีแนวโน้มเป็นผู้นำอำนาจนิยมมากขึ้น (โดยที่ตำแหน่งประธานาธิบดีมีอำนาจเกือบจะเบ็ดเสร็จในมืออยู่แล้ว) บารมีของแอร์โดอันยิ่งแก่กล้า เมื่อเขาเอาตัวรอดได้จากความพยายามก่อรัฐประหารปี 2016 ที่ตามมาด้วยการกวาดล้างฝ่ายเกี่ยวข้องและฝ่ายตรงข้ามเขาที่ถูกเหมารวมไปด้วย

จากเหตุการณ์นั้น แอร์โดอันกล่าวว่าสหรัฐเป็นสปอนเซอร์ให้กับฝ่ายขบถ จึงสะบั้นความสัมพันธ์กับสหรัฐที่เคยเป็นพันธมิตรกัน แถมยังกระทบไปถึงความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกที่เป็นมหามิตรของสหรัฐด้วย

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เกี่ยวอะไรกับค่าเงินลีรา? ตอบว่าเกี่ยวข้องทุกประการ

มาดูที่ปัญหาเบื้องหลังกันก่อน ค่าเงินของตุรกีร่วงลงตั้งแต่ต้นปี 2018 อันเนื่องมาจากความตึงเครียดกับตะวันตก การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (ตุรกีมีปัญหาขาดุลบัญชีเดินสะพัดที่หนักที่สุดแห่งหนึ่ง) เงินสำรองที่ลดลง (ตุรกีมีปัญหาเรื่องการออม และใช้เงินมือเติบ) และหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น (ตุรกีกู้หนี้ยืมสินในอัตราสูงมาสร้างโครงการต่างๆ แต่ให้ผลตอบแทนต่ำ)

แต่ที่สำคัญที่สุดคือการปฏิเสธที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ

ปัญหาเงินเฟ้อของตุรกีนั้นรุนแรง แต่ช่วงแรกมันไม่ถึงกบัแรงมาก เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ที่ราคาข้าวของมีขึ้นมีลงตามเหตุปัจจัย หากเงินเฟ้อจะลากยาวสักหน่อยก็ต้องมีปัจจัยที่ “สมเหตุสมผล” อยู่เบื้องหลัง เช่น ธนาคารกลางใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ (ลดดอกเบี้ย) นานไปหน่อย จนมีปริมาณเงินในระบบมีมาก หรือการขึ้นค่าแรงโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ

แต่กรณีของตุรกีนั้นเงินเฟ้อกลายเป็นวิกฤตเพราะการตัดสินใจที่ไม่ปกติเอามากๆ

หากเป็นประเทศอื่นที่เจอเข้ากับเงินเฟ้อซึ่งไม่ต้องถึงขั้นลากยาว (Chronic inflation) ก็ได้ วิธีการก็คือธนาคารกลางประเทศนั้นๆ จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลังจากเห็นว่าเศรษฐกิจของประเทสซบเซาลงเพราะโควิด-19 ก็ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงเงินได้ง่าย แล้วนำไปใช้จ่ายกัน แต่เฟดก็จะจับตาอย่างถี่ถ้วนด้วยว่าเมื่อไรที่เงินในระบบมีมาก จนระดับราคาสูง (เฟ้อ) เมื่อนั้นอัตราเงินเฟ้อเกิดขึ้นแล้ว ก็จะขึ้นดอกเบี้ย ดังที่ทำไปหลังจากพ้นระยะการระบาดของเดลตา

ดังนั้น ธนาคารกลางของประเทศจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าเมื่อไรที่จะขึ้นหรือลดดอกเบี้ย หน้าที่นี้เป็นหน้าที่อิสระรัฐบาลไม่อาจแทรกแซงได้ เพราะต้องเหมาเอาไว้ก่อนว่ารัฐบาลมักมีวาระซ่อนเร้นในการชี้นำดอกเบี้ย (ใครจะรู้ว่าในรัฐบาลใจะมีนักการเมืองกี่คนได้ประโยชน์จากการชี้นำดอกเบี้ยเสียเอง?)

ประธานาธิบดีสหรัฐที่ว่ามีอำนาจที่สุดในโลกนั้นแม้จะเป็นคนเสนอชื่อผู้ว่าการเฟดแต่ก็ยังบังคับผู้ว่าเฟดให้ขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ แม้แต่รัฐสภาที่มีมติรับรองผู้ว่าเฟดและเรียกผู้ว่าเฟดไปให้การได้ ก็บีบให้ขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ ถ้าผู้ว่าเฟดอธิบายชัดแล้วว่ามันควรหรือไม่ควร

แต่ที่ตุรกีมันกลับไม่ใช่แบบนั้น

ชายชาวซีเรียถือกองธบัตรดอลลาร์สหรัฐ และสกุลเงินตุรกีในเมืองอัลบับที่กลุ่มกบฏยึดครองในจังหวัดอเลปโปทางเหนือของซีเรียบริเวณชายแดนตุรกีเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2564 – การดิ่งลงของลีราตุรกี ซึ่งปัจจุบันเป็นสกุลเงินหลักในส่วนที่ฝ่ายกบฏยึดครองทางตอนเหนือของซีเรียซึ่งถูกทำลายจากสงคราม ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีมานี้ได้กลายเป็นเขตอารักขาของตุรกีโดยพฤตินัย ได้เพิ่มความเจ็บปวดให้กับผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นั่น (ภาพโดย Bakr ALKASEM / AFP)

ความที่แอร์โดอันใช้อำนาจตามอำเภอใจมากขึ้น เขาถึงกับแทรกแซงการตัดสินใจของธนาคารกลางในการขึ้นดอกเบี้ย และเมื่อผู้กหนดนโยบายแบงก์ชาติคนไหนไม่ได้ดังใจก็สั่งปลด โดยปลดแบบถี่ยิบเสียด้วย (ขนาดให้แก้รัฐธรรมนูญต่ออำนาจยังทำมาแล้ว แค่นี้จะทำไม่ได้หรือ!)

เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2017 อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 11.9% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2008 พอย่างเข้าปี 2018 เงินลีราก็เริ่มอ่อนค่าโดยเหลือ 4 ต่อเหรียญสหรัฐในปลายเดือนมีนาคม และทรุดลงเรื่อยๆ จนเหลือ 7 ต่อเหรียญสหรัฐในเดือนสิงหาคม

ณ วันที่ 19 มกราคม 2022 ปาเข้าไป 13.60 ต่อดอลลาร์แล้ว

ตอนนั้นธนาคารกลางของตุรกีพยายามขึ้นดอกเบี้ยแต่แอร์โดอันห้ามไว้ ในเดือนพฤษภาคม 2018 แอร์โดอันบอกว่าดอกเบี้ย “คือโคตรพ่อโคตรแม่ของความชั่วร้ายทั้งปวง” (mother and father of all evil) พร้อมบอกให้แบงก์ชาติลดดอกเบี้ยซะ (ซึ่งถ้าชิงชังดอกเบี้ยขนาดนี้เขาก็ควรประกาศเลิกการใช้ดอกเบี้ยไปเลิยไม่ใช่หรือ?) ผลก็คือเงินลีรายิ่งดิ่งลงเข้าไปใหญ่

ขณะที่นำความเชื่อส่วนตัวมาชี้นำนโยบายอัตราดอกเบี้ย เขายังทำลายความเป็นอิสระของแบงก์ชาติ โดย 14 พฤษภาคม สัมภาษณ์กับ Bloomberg และกล่าวว่า “ธนาคารกลางไม่สามารถยึดเอาความเป็นอิสระ และเมินเฉยสัญญาณที่ได้รับจากประธานาธิบดี” – นี่เป็นคำพูดที่สวนทางกับวิธีปฏิบัติของทั้งโลก

ในช่วงสองปีที่ผ่านมาจนถึงปลายปี 2021 แอร์โดอันไล่ผู้ว่าการธนาคารกลางออกไม่ต่ำกว่า 3 คน ในช่วงเวลา 2 เดือนจนถึงตุลาคม 2021 แอร์โดอันไล่ผู้บริหารแบงก์ชาติตุรกีไปถึง 4 คน บางคนถูกปลดเพราะมีแนวคิดขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งท่านผู้นำไม่โปรด

ใครที่กล้าจะตั้งคำถามเกี่ยวกับนโยบายอัตราดอกเบี้ยของเขาจะไม่มีที่ยืนในแบงก์ชาติอีกต่อไป ดังนั้นแบงก์ชาติจึงสนองนโยบายของแอร์โดอันไปเรื่อยๆ ผลก็คือค่าเงินของประเทศสาละวันเตี้ยลงไปเรื่อยๆ ขณะที่เงินเฟ้อพุ่งพรวดเหมือนบั้งไฟ

เอาเข้าจริง สาเหตุที่แอร์โดอันแทรกแซงแบงก์ชาติ อาจเป็นเพราะต้องการบงการทิศทางประเทศด้วยตัวเองในทุกด้าน และเป็นเพราะแอร์โดอัน “ชิงชังดอกเบี้ย” ดังที่เขาโพล่งขึ้นมาว่าคือโคตรเหง้าของความชั่วร้ายทั้งปวง ซึ่งความคิดนี้่โยงกับความเชื่อทางศาสนาของแอร์โดอันด้วย

เรื่องนี้อาจฟังดูแปลก แต่ต้องเข้าใจว่าตามหลักศาสนาอิสลามนั้นไม่อนุญาตให้เก็บดอกเบี้ยหรือกระทำการใดๆ เรื่องดอกเบี้ย 

แม้ตุรกีจะมีผู้นับถืออิสลามเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ก็เป็นรัฐโลกวิสัย (Secular state) คือรัฐที่แยกศาสนาออกจาการเมืองเด็ดขาด โดยแยกแบบไม่มีเยื่อใยมาตั้งแต่ยุคของมุสตาฟา เคมัลเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์ผู้นำจักรวรรดิออตโตมัน (และมีสถานะประหนึ่งผู้โลกอิสลามในเวลานั้น) มาเป็นประเทศตุรกีที่ “ศิวิไลซ์” แบบตะวันตก

ชายคนหนึ่งเดินไปที่หน้าจอแสดงอัตราเทียบกับลีราตุรกีใกล้กับหน่วยงานแลกเปลี่ยนเงินตราที่ Kaarakoy ในอิสตันบูลเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2564 ในอิสตันบูล – ลีราตุรกีแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์หลังจากธนาคารกลางยอททำตามความปรารถนาของประธานาธิบดีและลดอัตราดอกเบี้ยหลักเป็นเดือนที่สี่ติดต่อกัน การลดอัตราหลักเป็น 14 จาก 15 เปอร์เซ็นต์ ต้องเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อประจำปีที่พุ่งทะลุ 20 เปอร์เซ็นต์ และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า (ภาพโดย Ozan KOSE / AFP)

แต่เมื่อถึงยุคแอร์โดอันเขาพยายามทำให้ตุรกีหมดความเป็นรัฐโลกวิสัย และผลักดันให้ศาสนาอิสลามมีบทบาทในวิถีชีวิตและการเมืองของประเทศอีกครั้ง เมื่อรวมกับแนวคิดการขยายดินแดนและสร้างตุรกีให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง ทำให้แอร์โดอันถูกมองว่าเป็นหัวโจกของแนวคิด “รื้อฟื้นออโตมันใหม่” (Neo-Ottomanism) และทำให้ตุรกีมีศาสนาชี้นำคุณค่าสังคม

ตัวอย่างนอกเรื่องเศรษฐกิจ เช่น การที่รัฐบาลตุรกีสั่งคืนสภาพ “อะเยีย โซเฟีย” (เดิมเป็นวิหารของชาวคริสต์) ให้กลับมาเป็นมัสยิดอีกครั้ง หลังจากเคยถูกแปรเป็นพิพิธภัณฑ์หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 1935 การเปลี่ยนกลับไปเป็นมัสยิดทำให้ชาติตะวันตกไม่พอใจ กล่าวว่าตุรกีกำลัง “ถอยหลังเข้าคลอง”

เรื่องนี้อาจจะเกี่ยวกับการปะทะขัดแย้งของตะวันตกและอิสลาม ระหว่างรัฐทางโลกและรัฐศาสนาเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่มันสะท้อนให้เห็นได้ชัดว่าแอร์โดอันมีแนวคิดแบบไหน

แนวคิดแบบนี้อาจจะดูไกลจากเรื่องเศรษฐกิจ แต่แอร์โดอันก็ลากมันเข้ามาเกี่ยวจนได้ ผลก็คือหายนะอย่างที่เห็น

จากงานวิจัยของ Alesina and Summers (1993) เปรียบเทียบความเป็นอิสระของแบงก์ชาติกับอัตราเงินเฟ้อของประเทศนั้น พบว่า ยิ่งแบงก์ชาติประเทศไหนมีอิสระจากรัฐบาลมากอัตราเงินเฟ้อจะยิ่งน้อย (คือมีอิสระในการขึ้นหรือลดดอกเบี้ยเพื่อแก้เงินเฟ้อ) ขณะที่ประเทศไหนแบงก์ชาติถูกแทรกแซงมาก เงินเฟ้อก็จะสูงมากขึ้นไปด้วย (ถูกรัฐบาลบงการดอกเบี้ยเพื่อสนองผลประโยชน์ทางการเมือง)

งานวิจัยนี้ถูกอ้างอิงบ่อยครั้ง และมันยิ่งชัดเจนในกรณีของตุรกี ยิ่งแอร์โดอันชิงชังดอกเบี้ยและต้องการคุมแบงก์ชาติมากเท่าไร เงินเฟ้อก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น

เงินเฟ้อแก้ไม่ตก ยังตามด้วยค่าเงินตกเข้าไปอีก เพราะความเชื่อมั่นของนักลงทุนเสื่อมถอยลง ไม่แน่ใจว่าประเทศนี้ยังขับเคลื่อนเป็นปกติหรือไม่ เพราะไม่รู้ว่าจู่ๆ ท่านผู้นำจะยื่นมือมาแทรกแซงเมื่อไร ด้วยเงินเฟ้อที่พุ่งปรี๊ดกับค่าเงินที่ดิ่งลง ทำให้การดำเนินการทางธุรกิจในตุรกีไม่คุ้มทุน บริษัทต่างชาติก็ถอนตัวไป เงินเข้าประเทศก็ลดลง ตุรกีที่ชอบสร้างหนี้อยู่แล้ว ยิ่งช้ำหนักแทบสำลักออกมาเป็นเลือด

ทั้งหมดทั้งมวลนี้มาจาก “ลัทธิแอร์โดอัน” (Erdoganism) ที่อิงกับแนวคิดอนุรักษ์นิยม อิงศาสนา และอิงอำนาจนิยมในตัวผู้นำ

ผู้คนเข้าคิวอยู่นอกร้านแลกเปลี่ยนเงินตราในอังการาเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2564 หลังจากผู้นำตุรกีได้ผลักดันให้ธนาคารกลางลดต้นทุนการกู้ยืมอย่างรวดเร็ว แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อประจำปีจะพุ่งสูงถึงมากกว่าร้อยละ 20 นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่านโยบายดังกล่าวอาจทำให้ราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์หรือสูงกว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า (ภาพโดย Adem ALTAN / AFP)

แต่แอร์โดอันกลับปัดความผิดทั้งหมดว่ามาจากแทรกแซงของชาติตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐ

เช่นเดือนมิถุนายน 2018 (ในเวลานั้นจีดีพีของตุรกีปรับเพิ่มขึ้น) แอร์โดอันอ้างว่านี่คือชัยชนะต่อ “ผู้สมรู้ร่วมคิด” ซึ่งเขาโทษว่าเป็นเหตุให้เงินลีราตุรกีร่วงอย่างหนัก ผู้สมรู้ร่วมคิดนี้บางคนคิดว่าเขาหมายถึงสหรัฐ

คนในรัฐบาลของเขาเองก็ประสานเสียง เช่น เมื่อเดือนพฤษภาคม 2018 รัฐมนตรีต่างประเทศ เมลวึต จาวูโชกลู กล่าวว่าการดิ่งลงของเงินลีราน่าจะเกิดจากความพยายามโดยกลุ่มผู้บงการในต่างประเทศ เช่นเดียวกับเบรัต อัลบายรัก รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของตุรกีลูกเขยของแอร์โดอัน บอกกับสื่อในเวลาไล่ๆ กันว่าค่าลีราที่ลดลงอย่างรวดเร็วเป็นผลมาจากการใช้เล่ห์กลของศัตรูของตุรกี

หากไม่นับเรื่องทฤษฎีสมคบคิดข้างต้น แอร์โดอันก็ยังมีท่าทีต่อต้านทฤษฎีเศรษฐกิจกระแสหลัก (ก็คือกระแสตะวันตก) ในเดือนพฤศจิกายนปีกลาย หลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรีเขาประกาศว่านโยบายอัตราดอกเบี้ยที่เข้มงวดจะไม่ลดอัตราเงินเฟ้อและให้คำมั่นว่าประเทศจะประสบความสำเร็จใน “สงครามเพื่ออิสรภาพทางเศรษฐกิจ”

ว่าด้วยเรื่อง “ขึ้นดอกเบี้ยไม่ช่วยลดเงินเฟ้อ” มันมีทฤษฎีแบบนี้อยู่จริงๆ (คือ Neo-Fisherism) แต่ถามว่ามันใช้ตลอดรอดทุกสถานการณ์หรือไม่ก็ต้องตอบว่าไม่และไม่เป็นที่ยอมรับกันด้วย ส่วนที่ว่า “สงครามเพื่ออิสรภาพทางเศรษฐกิจ” ก็สะท้อนความเชื่อของแอร์โดอันว่ามีพวกตะวันตกปั่นสถานการณ์ในประเทศเขาอยู่

แอร์โดอันนั้นระแวงสหรัฐและชาติตะวันตก แต่หายนะทางเศรษฐกิจที่เขาก่อขึ้นทำให้ประชาชนไม่มีที่พึ่งอื่นนอกจากเงินดอลลาร์ที่แข็งปั๋ง

ทฤษฎีสมคบคิดของแอร์โดอันที่โยนความผิดให้สหรัฐจึงล้มเหลวไม่เป็นท่า ก็เพราะไปยุ่งกับเรื่องไม่ควรยุ่งแท้ๆ

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Alberto PIZZOLI / AFP

ส่องงานศิลป์ อย่างไรถึงจะเรียกว่า “ลอกผลงาน”?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673442

วันที่ 19 ม.ค. 2565 เวลา 19:03 น.ส่องงานศิลป์ อย่างไรถึงจะเรียกว่า "ลอกผลงาน"?แบบไหนถึงเรียกว่าลอกงานศิลปะ และต้องทำอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยง

สืบเนื่องจากกรณี #ลอกผลงาน กำลังถูกพูดถึงอย่างมากบนทวิตเตอร์ หลังจากที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าประมูลงานศิลปะในรูปแบบ NFT ซึ่งถูกกล่าวหาว่าลอกผลงานศิลปะจากศิลปินต่างประเทศ

ขณะที่นายธนาธรชี้แจงว่าภาพ “When She Opens The Door” นั้นตนได้ระบุชัดเจนแล้วว่าได้แรงบันดาลใจมาจากผลงานของ Damian Lechoszest และได้เขียนอีเมลไปถึงศิลปินท่านนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนภาพ “Silence” ก็ได้ระบุไว้แล้วเช่นเดียวกันว่าได้แรงบันดาลใจจาก Feliks K ซึ่งเจ้าตัวอนุญาตให้นำผลงานไปสร้างสรรค์ต่อเพียงแค่ใส่เครดิต

อย่างไรก็ตามประเด็น “คัดลอกผลงาน” หรือ “ได้รับแรงบันดาลใจ” นั้นเป็นที่ถกเถียงกันมาหลายครั้งหลายหน ทั้งงานเขียน งานศิลปะ หรืองานออกแบบต่างๆ ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่เรื่องนี้ก็เกิดขึ้นในต่างประเทศเช่นเดียวกัน

แบบไหนถึงเรียกว่าลอก?

CIIT College of Arts and Technology จากฟิลิปปินส์ระบุว่า Merriam-Webster บริษัทพจนานุกรมในสหรัฐให้นิยามคำว่าลอกเลียนแบบ (plagiarism) ว่าเป็นการใช้คำพูดหรือความคิดของบุคคลอื่นโดยไม่ให้เครดิตบุคคลนั้น ซึ่งเกิดขึ้นในหลายรูปแบบทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์

วิทยาลัย CIIT ยังระบุว่าการคัดลอกผลงานศิลปะไม่ว่าจะเป็นภาพสเก็ตช์ ภาพวาด ภาพถ่าย ประติมากรรม รวมถึงงานเขียน แม้ว่าจะนำไปใส่ฟิลเตอร์ เปลี่ยนสี เพิ่มคลิปอาร์ต ข้อความ หรือปรับแต่งแก้ไขเพิ่มเติม หากนำไปเผยแพร่เป็นงานของตนเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของผลงานหรือไม่ให้เครดิต ถือว่าเป็นการขโมย

อาจนำมาซึ่งความเสื่อมเสียชื่อเสียงทางวิชาชีพ การฟ้องร้องดำเนินคดี หรือเสียค่าชดเชยให้แก่เจ้าของผลงานหากพิสูจน์ได้ว่ามีความผิด

ด้านมหาวิทยาลัย Rochester ในสหรัฐอเมริกาได้อธิบายนิยามของคำว่าลอกเลียนแบบงานศิลปะ (art plagiarism) ที่ขัดต่อนโยบายของมหาวิทยาลัยไว้ดังนี้

  • ใช้งานศิลปะของบุคคลอื่น (ที่เราไม่ได้เป็นคนทำเอง) และอ้างว่าเป็นงานศิลปะของตนเอง
  • ขโมยงานศิลปะจากแหล่งต่างๆ (เช่น ภาพถ่ายบน Instagram) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงานและไม่ได้อ้างอิงเจ้าของผลงาน
  • มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ แต่อ้างว่าเป็นผลงานของตนเอง 100%

โดยอธิบายเพิ่มเติมว่าในทางกฎหมายมีสิ่งที่เรียกว่าการใช้ลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยชอบ (Fair Use) เช่น ใช้เพื่อการศึกษาที่ไม่แสวงหากำไร

เช่นเดียวกับเว็บไซต์ด้านศิลปะ Arte Fuse ซึ่งระบุว่าการคัดลอกงานศิลปะคือการใช้ผลงานที่มีอยู่แล้วมานำเสนอเป็นงานของตนเอง โดยไม่ได้รับความยินยอมหรือไม่ให้เครดิตเจ้าของผลงาน หรือทำซ้ำงานศิลปะต้นฉบับโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย

วิธีหลีกเลี่ยงการลอกผลงานศิลปะ

วิทยาลัย CIIT แนะนำในการหลีกเลี่ยงการลอกผลงานศิลปะ โดยหากพบงานศิลปะที่ชื่นชอบให้หาไอเดียจากมันและใช้เป็นแรงบันดาลใจหรือเป็นเพียงแนวทางเพื่อสร้างผลงานของตนเอง หลีกเลี่ยงการบันทึก คัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปเผยแพร่

ผสมผสานไอเดียที่แตกต่าง โดยการหาผลงานศิลปะที่สนใจมากกว่า 1 ชิ้น และสร้างผลงานของตนเองโดยดึงแรงบันดาลใจจากงานศิลปะเหล่านั้น เพื่อสร้างผลงานที่เรียกได้อย่างเต็มปากว่าเป็นของตนเองจริงๆ

อีกวิธีหนึ่งคือการอ้างอิงแหล่งที่มา หากไม่เก่งในการสร้างผลงานใหม่ๆ ก็สามารถใช้ไอเดียจากศิลปินคนอื่นๆ ได้แต่ต้องให้เครดิตเจ้าของผลงาน

  • Arte Fuse แนะนำว่าให้ใช้เวลาเสพงานศิลปะที่ชื่นชอบ และเริ่มสร้างสรรค์ผลงานของตนเองด้วยความรู้สึกที่ได้รับจากงานศิลปะเหล่านั้น
  • งานกราฟิกหรือดิจิทัลมักใช้ตัวละครหรือสัญลักษณ์ที่เป็นที่รู้จักซึ่งไม่มีลิขสิทธิ์ และนำไปใส่ไว้ในสภาพแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่แตกต่างกัน นี่คือเหตุผลที่ป๊อปอาร์ตของ Mona Lisa ไม่ใช่การลอกเลียนแบบงานศิลปะ
  • เปลี่ยนแปลงจากงานต้นฉบับ สร้างเทคนิคหรือแนวคิดของตนเองโดยใช้งานศิลปะที่ชอบเป็นเพียงพื้นฐาน
  • ตั้งคำถามจากงานต้นฉบับ อาทิ ถ้าศิลปินวาดภาพนี้ใต้แสงจันทร์ล่ะ? ถ้าภาพนี้เปลี่ยนจากสีหนึ่งไปเป็นอีกสีหนึ่ง? ถ้าศิลปินสร้างผลงานนี้ในอีก 300 ปีข้างหน้า?
  • ใช้งานศิลปะหลายชิ้นมาเป็นแรงบันดาลใจ นำไอเดียที่ได้จากงานแต่ละชิ้นมาสร้างสรรค์ผลงานของตนเอง
  • ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน หากงานมีลิขสิทธิ์ให้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และใช้ผลงานนั้นเมื่อได้รับความยินยอมแล้วเท่านั้น

เอกสารจากมหาวิทยาลัย Rochester ชี้ว่างานศิลปะหลายชิ้นบนโลกใบนี้ล้วนได้รับแรงบันดาลใจจากภาพหรือไอเดียที่มีมาก่อน ดังนั้นการสร้างงานศิลปะโดยได้แรงบันดาลใจจากศิลปินท่านอื่นนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่ต้องมั่นใจว่าไม่ใช่การเลียนแบบ

ภาพประกอบ: When She Opens The Door โดยนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

“บลิงเคน” เตือน รัสเซียอาจโจมตียูเครนได้ในเวลาอันสั้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673435

วันที่ 19 ม.ค. 2565 เวลา 17:41 น."บลิงเคน" เตือน รัสเซียอาจโจมตียูเครนได้ในเวลาอันสั้นด้านเจ้าหน้าที่สหรัฐกล่าวว่า “ตอนนี้เราอยู่ในขั้นตอนที่รัสเซียสามารถโจมตียูเครนได้ทุกเมื่อ”

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐเดินทางมาถึงกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เพื่อพยายามลดความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับยูเครน แต่เตือนว่ารัสเซียอาจเริ่มการโจมตีครั้งใหม่ “โดยมีเวลาเตรียมตัวในเวลาอันสั้นมาก”

บลิงเคนพบกับประธานาธิบดียูเครนจากนั้นจะเดินทางไปยังกรุงเบอร์ลินเพื่อพูดคุยกับพันธมิตรก่อนที่จะไปเจนีวาเพื่อพบกับรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เซอร์เก ลาฟรอฟ หลังจากการเจรจาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วไม่มีความคืบหน้า

รัสเซียได้รวบรวมกำลังทหารหลายหมื่นนายใกล้พรมแดนของยูเครน จนยูเครนและพันธมิตรกลัวว่ารัสเซียกำลังจะเตรียมการสำหรับการโจมตีทางทหารครั้งใหม่ต่อยูเครน

นอกจากนี้รัสเซียยังได้เสริมกองกำลังเพิ่มเติมไปยังเบลารุสในสัปดาห์นี้ โดยที่รัฐบาลเบลารุสกล่าวว่าเป็นแผนซ้อมรบร่วมในเดือนหน้า รัฐบาลรัสเซียปฏิเสธแผนการที่จะเริ่มโจมตี แต่ได้กดดันให้รัฐบาลสหรัฐรับประกันความมั่นคง รวมถึงการสกัดกั้นยูเครนที่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรของนาโต (NATO)

ขณะพูดคุยกับนักการทูตที่สถานทูตสหรัฐในเคียฟ บลิงเคนกล่าวว่าเขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัสเซียจะสามารถยึดมั่นในวิถีทางการทูตและสันติสุข และเตือนว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียอาจออกคำสั่งโจมตีในเวลาอันสั้น

“อย่างที่คุณทราบกันดีอยู่แล้วว่าในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา เราได้มีส่วนร่วมอย่างมากกับยูเครน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของกองกำลังรัสเซียอย่างมากที่เราเคยเห็นใกล้ชายแดนยูเครน” บลิงเคนกล่าว

เขากล่าวว่าการสะสมกำลังของรัสเซียเกิดขึ้นโดย “ไม่มีการยั่วยุ (และ) ไม่มีเหตุผล”

“เรารู้ว่ามีแผนที่จะเพิ่มกำลังดังกล่าวให้มากขึ้นในเวลาอันสั้น และทำให้ประธานาธิบดีปูตินมีศักยภาพเช่นกันในเวลาอันสั้นในการดำเนินการเชิงรุกต่อยูเครน” บลิงเคนกล่าว

เมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐได้อนุมัติการจัดหาเงินเพิ่มอีก 200 ล้านดอลลาร์ เพื่อเป็นความช่วยเหลือด้านความมั่นคงด้านการป้องกันแก่ยูเครนและให้ความช่วยเหลือดังกล่าวในปีที่แล้วมากที่สุดนับตั้งแต่รัสเซียผนวกไครเมียจากยูเครนในปี 2014

เน็ด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่า การเยือนของบลิงเคนคือ “การย้ำถึงการสนับสนุนของเราต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน” รัฐบาลสหรัฐได้เตือนรัสเซียถึงผลที่ตามมาที่รุนแรงหากรัสเซียเพิ่มการโจมตีครั้งใหม่ ในขณะที่ให้คำมั่นที่จะเสริมความมั่นคงในยุโรป

“หากรัสเซียบุกยูเครนต่อไป เราจะจัดหาวัสดุป้องกันเพิ่มเติมให้กับชาวยูเครน และนอกเหนือจากที่เราอยู่ในขั้นตอนการจัดหาแล้ว” เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศกล่าวก่อนการมาถึงของบลิงเคน

แม้จะมีการนัดหมายทางการทูตในเดือนนี้ แต่รัฐบาลสหรัฐก็ยังไม่เห็นว่ารัสเซียจะลดความตึงเครียดลง และรัสเซียก็สามารถโจมตียูเครนได้ทุกเมื่อในเดือนมกราคมหรือกุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐกล่าวก่อนหน้านี้

“ตอนนี้เราอยู่ในขั้นตอนที่รัสเซียสามารถโจมตียูเครนได้ทุกเมื่อ” เจ้าหน้าที่กล่าว

ด้านยูเครนได้แสวงหาอาวุธจากประเทศตะวันตกเพื่อเสริมการป้องกัน เมื่อวันจันทร์ สหราชอาณาจักรกล่าวว่าได้เริ่มส่งอาวุธต่อต้านรถถังให้กับยูเครนเพื่อช่วยป้องกันตนเอง

การระเบิดของภูเขาไฟครั้งใหญ่ที่ทำให้ทั้งปีโลกมีแต่ฤดูหนาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673428

วันที่ 19 ม.ค. 2565 เวลา 16:39 น.การระเบิดของภูเขาไฟครั้งใหญ่ที่ทำให้ทั้งปีโลกมีแต่ฤดูหนาวย้อนเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ที่ทำให้โลกปราศจากฤดูร้อน และเหตุการณ์ระเบิดปริศนาครั้งมโหฬารที่อาจเคยเกิดขึ้นใกล้ๆ กับตองกามาก่อน

ปีไร้ฤดูร้อน หรือ Year Without a Summer เกิดขึ้นหลังการระเบิดของภูเขาไฟตัมโบรา บนเกาะซุมบาวา ซึ่งเป็นหมู่เกาะอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ในขณะนั้น หรือประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบัน

นับว่าเป็นการปะทุของภูเขาไฟครั้งที่รุนแรงที่สุดในโลกครั้งหนึ่งนับตั้งแต่มีการบันทึก และเป็นการปะทุของภูเขาไฟครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 1 พันปี แรงระเบิดทำให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวได้ยินไกลไปถึง 850 กิโลเมตร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 7 หมื่นคน

ภูเขาไฟตัมโบราซึ่งปะทุขึ้นในปี 1815 นอกจากจะสร้างความเสียหายต่อพื้นที่่ทั่วเกาะซุมบาวาแล้ว ลาวาที่ไหลนองท่วมพื้นบริเวณรอบภูเขาไฟยังทำให้ทุ่งนาถูกทำลาย ท้องฟ้ามืดมัวไร้แสงอาทิตย์นาน 2 วัน

ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างความเสียหายบนเกาะเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปทั่วทุกมุมโลก

ในปีต่อมาเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่าปีไร้ฤดูร้อน หรือ Year Without a Summer ซึ่งเป็นปีที่มีช่วงฤดูร้อนผิดจากปกติ โดยจอห์น ดี. โพสต์ นักประวัติศาสตร์เรียกช่วงเวลานี้ว่าเป็น “วิกฤตการณ์อันยากเข็ญครั้งยิ่งใหญ่ครั้งสุดท้ายในโลกตะวันตก”

ในช่วงเวลานั้นโลกก็ได้รับแสงอาทิตย์น้อยลงถึงร้อยละ 20 สภาพอากาศแปรปรวนรุนแรงทำให้อุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยลดลง 0.4 ถึง 0.7 องศาเซลเซียส เพราะฝุ่นปกคลุมไปทั่วชั้นบรรยากาศ มีเถ้าถ่านและละอองภูเขาไฟมากมายซึ่งต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะตกสู่พื้นโลกจนหมด

อุณหภูมิแถบซีกโลกเหนือลดลงอย่างมาก ส่งผลให้เกิดวิกฤตขาดแคลนอาหารครั้งใหญ่ในซีกโลกเหนือหลายประเทศ ขณะที่ยุโรปมีช่วงฤดูร้อนที่หนาวเย็นที่สุดเป็นประวัติการณ์

นอกจากนี้พืชพันธุ์ธัญญาหารในยุโรปเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกาและแคนาดาถูกทำลายไปนานกว่า 2 ปี

แอ่งภูเขาไฟตัมโบราในปี 2017 (Tisquesusa/Wikipedia)

ความล้มเหลวในการเพาะปลูกจากปีที่ปราศจากฤดูร้อนอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่กำหนดใจกลางอเมริกา หรือ American Heartland เมื่อประชาชนหลายพันคนโดยเฉพาะชาวนาอพยพออกจากนิวอิงแลนด์ไปทางตะวันตกของนิวยอร์กและดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือ

เพื่อค้นหาสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยมากขึ้น ดินที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และสภาพการเจริญเติบโตที่ดีขึ้น ไม่นานหลังจากนั้นอินดีแอนาและอิลลินอยส์ก็กลายเป็นรัฐ ขณะที่รัฐเวอร์มอนต์มีประชากรลดลงกว่า 1 หมื่นคน

อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศที่อึมครึมเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดงานเขียนและงานวรรณกรรมชิ้นสำคัญอยู่ไม่น้อย รวมถึงนวนิยายสยองขวัญยอดนิยมอย่างแฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein) ของแมรี เชลลีย์ นอกจากนี้จะสังเกตได้ว่าภาพวาดวิวทิวทัศน์ในยุคสมัยนั้นจะเต็มไปด้วยบรรยากาศที่มืดมนและอึมครึม

ปริศนาอภิมหาภูเขาไฟที่อาจเคยเกิดขึ้นในตองกา

การศึกษาน้ำแข็งแกนกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกในปี 1990 พบข้อมูลบางอย่างที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์คาดว่าโลกเคยเกิดการปะทุครั้งใหญ่ของภูเขาไฟในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้ที่อยู่ระหว่างตองกาและอินโดนีเซีย ในปี 1808

ซึ่งมีความรุนแรงเทียบได้กับการระเบิดของภูเขาไฟกรากะตัวในอินโดนีเซีย ในปี 1883 ที่นักวิทยาศาสตร์สงสัยว่าอาจมีส่วนทำให้โลกเย็นลง คล้ายกับการปะทุของภูเขาไฟตัมโบรา ซึ่งทำให้โลกไม่มีฤดูร้อนในปี 1816

โดยมีรายงานว่าในช่วงปี 1808 ถึง 1809 มีเมฆหมอกปกคลุมไปทั่วโคลอมเบียและบดบังแสงของดวงอาทิตย์ และยังเกิดอากาศหนาวเย็นผิดปกติและน้ำค้างแข็ง เช่นเดียวกับเปรูซึ่งพบเหตุการณ์คล้ายคลึงกัน

Photo by NASA Earth Observatory/Wikipedia

เมื่อเศรษฐีน้ำมันกลายเป็นยาจก ทำไมเวเนซุเอลาจึงล่มสลาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673423

วันที่ 19 ม.ค. 2565 เวลา 15:37 น.เมื่อเศรษฐีน้ำมันกลายเป็นยาจก ทำไมเวเนซุเอลาจึงล่มสลายครั้งหนึ่งเวเนซุเอลาเป็น 1 ใน 10 ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก

สำนักข่าว AFP ตีแผ่ความล่มสลายของธุรกิจน้ำมันของเวเนซุเอลา ภาพของบ่อน้ำมันในแถบทะเลสาบมาราไกโบที่เคยรุ่งเรือง มาบัดนี้กำลังจะล่มสลาย ทิ้งไว้เพียงรอยรั่วไหลของน้ำมัน ท่อขึ้นสนิม อุปกรณ์แตกหักกระจัดกระจาย และบันไดเก่าๆ

เมื่อกว่าร้อยปีก่อน ลุ่มน้ำมาราไกโบทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐซูเลียคือต้นกำเนิดของธุรกิจที่พลิกประเทศให้ผงาดขึ้นเป็น 1 ใน 10 ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก และมีเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของละตินอเมริกา

ปี 2008 เวเนซุเอลาผลิตน้ำมันได้วันละ 3.2 ล้านบาร์เรล ทว่าเพียง 13 ปีต่อมาปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้เหลือเพียง 500,000-1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากเศรษฐกิจถดถอยและภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรงหลายปี จนขณะนี้จีดีพีต่อหัวของเวเนซุเอลาเหลือเท่าจีดีพีของเฮติ

แม้ว่าจะนั่งอยู่บนปริมาณน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วที่ใหญ่ที่สุดในโลก เวเนซุเอลายังต้องเจอกับการขาดแคลนพลังงานเชื้อเพลิงและมักจะเจอไฟฟ้าดับบ่อยครั้ง ณ จุดหนึ่งถึงกับต้องนำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน

ครั้งหนึ่งการผลิตน้ำมันในลุ่มน้ำมาราไกโบไม่เคยหลับไหล แสงไฟเหนือหอกลั่นน้ำมันสามารถมองเห็นได้จากระยะไกลในตอนกลางคืน แต่วันนี้ลุ่มน้ำนี้กลับกลายเป็นหนองน้ำชื้นๆ ที่มีกลิ่นน้ำมันที่รั่วไหลออกมาจากท่อลอยอยู่เหนือน้ำ

ชาวประมงรายหนึ่งเผยกับ AFP ว่า แทบจะไม่มีใครอยากย่างกรายไปที่นั่น เพราะกลัวว่าแก๊สจะระเบิด

แท่นขุดเจาะน้ำมันก็ถูกโจรกรรมของมีค่าไปหมด ไม่เว้นแม้แต่ก๊อกและวาล์วที่ควบคุมการไหลของน้ำมันและแก๊ส

ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2015 แสดงให้เห็นน้ำมันดิบในแท็งก์เก็บน้ำมัน และคนงานกำลังทำงานบนแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ดำเนินการโดยรัฐวิสาหกิจ PDVSA ของเวเนซุเอลา ในแถบโอริโนโกรัฐอันโซอาเตกิ REUTERS/Carlos Garcia Rawlins

ครอบครัวแตกแยก

การเปลี่ยนอุตสาหกรรมน้ำมันให้เป็นของชาติซึ่งทำให้บริษัทรัฐวิสาหกิจ PDVSA ผูกขาดกิจการนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่จากช่วงรุ่งเรืองในช่วงทศวรรษ 1970 จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงทศวรรษ 1990 เมื่อทางการเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุน

แต่หลังจากก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 1999 ฮูโก ชาเวซ สั่งให้บริษัทน้ำมันเอกชนทุกแห่งควบรวมกิจการกับ PDVSA โดยให้รัฐวิสาหกิจเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

นับตั้งแต่นั้นมา อุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาก็ต้องเผชิญกับการคอร์รัปชัน การตัดสินใจที่แย่ ปัญหาเกี่ยวกับการบำรุงรักษาและอุปกรณ์เก่า รวมทั้งถูกคว่ำบาตรทางการเงิน

นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้ธุรกิจน้ำมันของเวเนซุเอลาตกต่ำคือ ช่วงต้นทศวรรษ 2000 เมื่อชาเวซซึ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2013 ขณะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เข้ามาพัวพันกับการทะเลาะเบาะแว้งกับกลุ่มผู้บริหาร PDVSA

ความขัดแย้งดังกล่าวนำมาสู่การผละงานประท้วงตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2003- มี.ค. 2003 ทำให้ระหว่างนั้นการผลิตน้ำมันลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เหลือเพียงวันละ 25,000 บาร์เรลต่อวัน

ชาเวซอาศัยอำนาจของตัวเองไล่ผู้บริหารส่วนใหญ่ของ PDVSA และพนักงานอีกหลายพันคนออก โดยอ้างว่าคนเหล่านั้นบ่อนทำลายการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลา แล้วนำคนที่จงรักภักดีต่อแนวคิดการปฏิรูปของตัวเองซึ่งไม่มีประสบการณ์เข้ามาแทนที่

หลังการผละงานปริมาณการผลิตน้ำมันกลับมาเหมือนเดิม แต่ในปี 2009 ธุรกิจ 70 ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซัพพลายเชนก็ถูกทำให้เป็นของชาติเช่นเดียวกัน

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ส่งผลให้ขาดการบำรุงรักษา ขณะที่พนักงานก็ขาดแรงจูงใจเนื่องจากเงินเดือนลดลง เมื่อแหล่งเงินของรัฐบาลเวเนซุเอลาเผชิญกับความยากลำบาก พนักงานก็พลอยเดือดร้อนไปด้วย

พนักงานคนหนึ่งเผยกับ AFP ว่า “ผู้หญิงหลายคนเลิกกับสามีเพราะพวกเขาไม่ได้ทำงานกับ PDVSA แล้ว ครอบครัวแตกสลาย เงินเดือนผมไม่พอใช้ด้วยซ้ำ”

ในช่วงนั้นบ่อน้ำมันครึ่งหนึ่งของเวเนซุเอลาประสบภาวะชะงักงัน

ภาพวาดของอดีตประธานาธิบดี ฮูโก ชาเวซ REUTERS/Leonardo Fernandez Viloria

จุดบ่มเพาะการคอร์รัปชัน

ปี 2013 วิกฤตรุนแรงขึ้นเมื่อผู้รับเหมาช่วงหยุดทำงานเพราะไม่ได้รับค่าตอบแทน

ขณะที่พนักงานที่ซังกะตายก็เริ่ม “ตกปลาเพื่อเลี้ยงตัวเอง” เพราะกฎเกณฑ์ไม่สามารถเอื้อมมาถึงพนักงานที่นั่น จากคำบอกเล่าของมาเรีย (นามสมมติ) ที่ทำงานใน PDVSA ในขณะนั้นและยังอยู่จนถึงตอนนี้

การเมืองใน PDVSA ดำเนินมาถึงจุดสูงสุด แม้แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของบริษัทยังต้องใช้รูปของชาวเวซ และต่อมาเป็นรูปของ นิโคลัส มาดูโร ทายาททางการเมืองของชาเวซ

“การจ้างพนักงานโดยเลือกจากแนวคิดทางการเมืองกระทบกับการผลิตอย่างรุนแรง…เรากำจัดคนมีประสบการณ์ ไม่เหลือแนวคิดการใช้คนที่มีความสามารถอยู่เลย” มาเรียเผย ทั้งยังกลายเป็นที่บ่มเพาะการคอร์รัปชัน มีการฉ้อโกงในกลุ่มคนระดับสูง

เมื่อ 2017 ทางการสั่งตรวจสอบครั้งใหญ่โดยพุ่งเป้าไปที่การคอร์รัปชันใน PDVSA มีการสอบสวนอดีตผู้จัดการ รวมทั้ง ราฟาเอล รามิเรซ อดีตประธานบริษัท ขณะที่รามิเรซซึ่งลี้ภัยอยู่ที่อิตาลีโต้ว่าการตั้งข้อหาเขาเป็นเรื่องการเมือง

พยานหลายคนที่รู้เห็นโดยตรง รวมทั้งมาเรียเผยว่า ยานพาหนะของ PDVSA ถูกนำมาใช้ส่วนตัว เงินของบริษัทถูกนำมาซื้อข้าวของส่วนตัว หรือแม้แต่ทีวีและคอมพิวเตอร์ยังถูกขโมย ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับที่นั่น

ขึ้นอยู่กับพระเจ้า

การ์ลอส เมนโดซา ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ปิโตรเลียมจาก Central University of Venezuela ในกรุงการากัสเผยว่า “มีทั้งการคอร์รัปชันเก่าและใหม่ การจัดซื้อที่ผิดปกติและการทำผิดกฎหมายเกิดขึ้นมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980”

ในช่วงขาลงของ PDVSA พนักงานบางคนเริ่มสละเรือและหาอาชีพอื่นแทน อาทิ คนขับแท็กซี่ หรือทำงานในซูเปอร์มาร์เก็ต ขณะที่วิศวกรและนักธรณีวิทยาออกไปหาโอกาสใหม่ในต่างแดน

ส่วนพนักงานที่ยังอยู่อย่างมาเรียทำงานสัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยได้ค่าตอบแทนเพียง 60 โบลิวาร์ หรือ ไม่ถึง 15 เหรียญสหรัฐต่อเดือนโดยไม่มีสวัสดิการอื่นๆ จากที่ก่อนหน้านี้มีเงินเดือนที่ดีกว่านี้และมีค่ารักษาพยาบาล

“ชะตาของพวกเราขึ้นอยู่กับพระเจ้าแล้วล่ะ” มาเรียกล่าว เธอบอกอีกว่าไม่มีพนักงานคนไหนอยู่ได้ด้วยเงินเดือนจาก PDVSA นอกจากคนที่ทำงานกับบริษัทร่วมทุนจากจีนและรัสเซีย

ประชาชนรับเคราะห์

เวเนซุเอลาโทษว่าความยากลำบากนี้เป็นผลมาจากการคว่ำบาตรจากสหรัฐ แต่มาตรการของสหรัฐเพิ่งเริ่มเมื่อปี 2014 เนิ่นนานหลังจากความเสื่อมโทรมเกิดขึ้นกับเวเนซุเอลาแล้ว

AFP ระบุว่า ในช่วงที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่มความเข้มงวดของมาตรการคว่ำบาตรต่อเวเนซุเอลาหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อปี 2017 อุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาเริ่มเสื่อมถอยแล้ว แม้ว่ามาตรการคว่ำบาตรจะทำให้อะไรๆ ยุ่งยากขึ้นก็ตาม

สหรัฐซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นลูกค้าน้ำมันรายใหญ่ของเวเนซุเอลา แต่ปัจจุบันนี้สหรัฐยังขัดขวางแม้กระทั่งการนำเข้าอะไหล่ที่โรงกลั่นต้องการ เพราะต้องการตัดแขนตัดขารัฐบาลประธานาธิบดีมาดูโร

ปัจจุบันบ่อน้ำมันในแถบทะเลสาบมราไกโบที่เคยรุ่งเรืองเหลือทิ้งไว้เพียงสิ่งก่อสร้างที่ถูกทิ้งร้างที่สร้างมลพิษในแหล่งน้ำ เพราะบางครั้งน้ำมันดิบยังถูกพ่นออกมาจากแท่นขุดเจาะที่ชำรุดทรุดโทรม

รอยเผยกับ AFP ว่า “วันหนึ่งผมเห็นน้ำมันพุ่งขึ้นไปสูงถึง 70 เมตร ผมคิดว่ามันเป็นน้ำแต่จริงๆ มันคือน้ำมัน”

บางพื้นที่ของทะเลสาบมาราไกโบยังถูกเรียกว่าเป็น “เขตอันตราย” เพราะคราบน้ำมันซึ่งมองเห็นได้จากภาพถ่ายดาวเทียมของนาซาปิดกั้นก๊าซออกซิเจนไม่ให้ลงไปในน้ำ ซึ่งทำลายความหลากหลายทางชีวภาพใต้ทะเลสาบแห่งนี้

แต่นี่ไม่ใช่จุดเดียวที่มีปัญหา ทุกที่ที่เวเนซุเอลาขุดเจาะน้ำมันจะเกิดน้ำมันรั่วไหลเป็นเรื่องปกติ

คราบน้ำมันรั่วไหลใกล้กับท่อส่งน้ำมันของรัฐวิสาหกิจ PDVSA ในเมืองโวลาเดโร รัฐโมนากัส Photo by Yuri CORTEZ / AFP

สร้างความเสียหายให้ทุกสิ่ง

ในเขตขุดเจาะน้ำมันทางตะวันออกของเวเนซุเอลาใกล้กับเมืองมาตูริน ชาวบ้านเผยว่า ท่องส่งน้ำมันที่มีรอยร้าวพาดผ่านฟาร์มและที่ดินส่วนบุคคล ทำให้มีน้ำมันรั่วไหลออกมา

นอกจากนี้ ในสัปดาห์นี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 คนจากเหตุท่อน้ำมันระเบิดทางตะวันออกของทะเลสาบมาราไกโบไม่ไกลจากเมืองมาตูริน

ทว่า นอกจากปัญหาเรื้อรังเหล่านี้ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาประธานาธิบดีมาดูโรยังกล้าเคลมว่า ปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้กลับมาสู่ระดับ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และยังตั้งเป้าจะผลิตเพิ่มขึ้น 2 เท่าในปีนี้

Photo by CRISTIAN HERNANDEZ / AFP

คนโคตรรวยยิ่งรวย เงินงอก 15,000 ดอลล์ทุกวินาทีช่วงโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673404

วันที่ 19 ม.ค. 2565 เวลา 12:54 น.คนโคตรรวยยิ่งรวย เงินงอก 15,000 ดอลล์ทุกวินาทีช่วงโควิดเปิดเผยข้อมูลใหม่ ขณะที่ชาวโลกส่วนใหญ่ทุกข์ยาก แต่ 10 มหาเศรษฐีโลกรวยขึ้นอีก 2 เท่าในช่วงโควิด-19 ระบาด

สำนักข่าวเอเอฟพีอ้างรายงานของมูลนิธิอ็อกซ์แฟม (Oxfam) ระบุว่า 10 มหาเศรษฐีชายที่รวยที่สุดในโลกมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วง 2 ปีที่โลกเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19

รายงานระบุว่าพวกเขามีทรัพย์สินรวมกันเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 700,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีรายได้เฉลี่ย 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐต่อวัน หรือกว่า 15,000 เหรียญสหรัฐต่อวินาที

อ็อกซ์แฟมกล่าวว่ามหาเศรษฐีเหล่านี้มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นภายใน 2 ปีที่โลกเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 มากกว่าที่พวกเขาทำได้ตลอดระยะเวลา 14 ปีที่ผ่านมา เมื่อเศรษฐกิจโลกกำลังประสบกับภาวะถดถอยที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์วอลล์สตรีทล่มเมื่อปี 1929

อ็อกซ์แฟมเตือนว่าความเหลื่อมล้ำทางการเงินที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นความรุนแรงทางเศรษฐกิจ โดยมีผู้คนล้มตาย 21,000 รายทุกวันจากความอดอยาก ขาดการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ ความรุนแรงทางเพศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ยิ่งไปกว่านั้น การแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งใหญ่ทำให้ผู้คนจำนวน 160 ล้านคนต้องตกอยู่ในความยากจน โดยกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่ใช่คนผิวขาวและกลุ่มสตรีได้รับผลกระทบจากความไม่เท่าเทียมเพิ่มสูงขึ้น

อ็อกซ์แฟมเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบจัดเก็บภาษีเพื่อนำมาเป็นทุนในการผลิตวัคซีนแจกจ่ายประชาชนทั่วโลก ตลอดจนนำมาใช้สนับสนุนบริการด้านสุขภาพ แก้ปัญหาความรุนแรงทางเพศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อช่วยชีวิตกลุ่มเปราะบางเหล่านั้น

ทั้งนี้ 10 มหาเศรษฐีชายที่รวยที่สุดในโลกตามการจัดอันดับของฟอร์บส ได้แก่ อีลอน มัสก์, เจฟฟ์ เบซอส, แลร์รี เพจ, เซอร์เกย์ บริน, มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก, บิล เกตส์, สตีฟ บอลล์เมอร์, แลร์รี แอลลิสัน, วอร์เรน บัฟเฟตต์ และ แบร์นาร์ด อาร์โนลต์

Photos by AFP

ตอบกันชัดๆ ทำไมจู่ๆ น้ำมันพุ่งสูงสุดรอบ 7 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673394

วันที่ 19 ม.ค. 2565 เวลา 11:26 น.ตอบกันชัดๆ ทำไมจู่ๆ น้ำมันพุ่งสูงสุดรอบ 7 ปีราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงสุดในรอบ 7 ปี โกลแมนแซคส์คาดปีหน้าทะลุ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

ราคาน้ำมันดิบในตลาดหลัก 2 ตลาดของโลกพุ่งสูงสุดในรอบ 7 ปี โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสที่ซื้อขายในตลาดเอเชียในวันที่ 18 ม.ค. พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 86.58 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2014

ขณะที่ราคาน้ำมันเบรนท์ทะเลเหนือทำสถิติสูงที่สุดเช่นกัน โดยขยับขึ้นมาอยู่ที่ 88.55 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.2% หลังจากขยับขึ้นไปแตะราคาสูงสุดที่ $89.05 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2014

ส่วน Goldman Sachs วาณิชธนกิจรายใหญ่ของสหรัฐคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะแตะ 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาสแรกของปีนี้ และ 95 เหรียญสหรัฐในไตรมาสที่ 2 และทะยานไปถึง 100 เหรียญสหรัฐในไตรมาสที่ 3 และ 105 เหรียญสหรัฐในปีหน้า

ปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นคือ การที่กลุ่มกบฏฮูษีของเยเมนส่งโดรนไปโจมตีในกรุงอาบูดาบีของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่งผลให้รถบรรทุกน้ำมัน 3 คันระเบิดใกล้กับคลังเก็บน้ำมันของบริษัท ADNO ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการจัดหาน้ำมันจากภูมิภาคที่เป็นแหล่งน้ำมันดิบ

นอกจากนี้ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาท่อส่งน้ำมันสำคัญจากอิรักไปยังท่าเรือตุรกีเพื่อส่งต่อไปยังยุโรปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียระเบิดโดยยังไม่ทราบสาเหตุ เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันแน่นอนเพราะทางบริษัทจะตัดลดการส่งน้ำมันชั่วคราว โดยเมื่อปีที่แล้วท่อส่งน้ำมันนี้ขนส่งน้ำมันมากกว่าวันละ 450,000 บาร์เรลต่อวัน

สาเหตุอีกประการคือ น้ำมันดิบในสต็อกของโลกร่อยหรอลงเกือยจะเท่ากับตะดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2019 เนื่องจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 สายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) ไม่ได้กระทบกับความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมากนัก โดยความต้องการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้น 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีนี้เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และในไตรมาส 4 จะเพิ่มถึง 101.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน

อีกทั้งปริมาณน้ำมันสำรองของกลุ่มประเทศ OPEC+ จะลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากประเทศหลักใน OPEC ผลิตน้ำมันน้อยลง ส่วนรัสเซียไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิต

ความตึงเครียดทางการเมืองทั้งในรัสเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของกลุ่ม OPEC ยังเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับปริมาณน้ำมัน

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเปิดประชุมเพื่อประณามการโจมตีกรุงอาบูดาบีโดยกลุ่มกบฏฮูษีในเยเมน ซึ่งอาจจะมีการโจมตีเพื่อล้างแค้นเอาคืนกันอีก ขณะที่ฝั่งรัสเซียส่งทหารไปประชิดพรมแดนยูเครนทำให้สหรัฐมองว่ารัสเซียอาจบุกยูเครนได้ทุกเมื่อ

ความตึงเครียดนี้อาจทำให้ปริมาณการผลิตน้ำมันสะดุด เนื่องจากขณะนี้กลุ่ม OPEC รัสเซีย และพันธมิตร ซึ่งเรียกในชื่อใหม่ว่า OPEC+ ไม่สามารถผลิตน้ำมันได้ตามเป้า 400,000 บาร์เรลต่อวันในแต่ละเดือนอยู่แล้ว

“OPEC+ ไม่สามารถผลิตได้ตามโควตา และหากความตึงเครียดทางการเมืองยังดำเนินต่อไป น้ำมันดิบเบรนท์อาจจะไม่ต้องการแรงผลักมากก็พุ่งไปแตะ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลได้ง่ายๆ” เอ็ดเวิร์ด โมยา นักวิเคราะห์จาก OANDA เผย

ขณะที่เจ้าหน้าที่ของ OPEC เผยกับ Reuters ว่า ราคาน้ำมันขึ้นอาจยืดเยื้อไปอีก 2-3 เดือนข้างหน้า เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันฟื้นตัว บวกกับ OPEC+ ผลิตน้ำมันไม่ได้ตามเป้า และราคาอาจทะลุ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

Photo by Pascal GUYOT / AFP

โลกเตรียมรับมือยอดตายเพิ่มเพราะโอมิครอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673392

วันที่ 19 ม.ค. 2565 เวลา 11:00 น.โลกเตรียมรับมือยอดตายเพิ่มเพราะโอมิครอนหลายประเทศกำลังเผชิญกับจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นจนทำสถิติใหม่

เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ป่วยโควิด-19 ยืนยันทั่วโลกมากกว่า 18 ล้านราย ซึ่งสร้างสถิติใหม่ และเป็นจำนวนที่มากกว่าสัปดาห์ก่อนถึง 20% ขณะที่ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นมากกว่า 45,000 ราย

แม้จะพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนส่งผลให้เกิดอาการป่วยรุนแรงไม่เท่าสายพันธุ์ก่อนหน้า แต่ขณะนี้หลายประเทศกำลังรับมือกับจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นจนทำสถิติใหม่ ท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อโอมิครอน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าทางการออสเตรเลียประกาศเตือนในวันนี้ (19 ม.ค.) ว่าควรเตรียมพร้อมสำหรับจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ที่จะเพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เนื่องจากสถิติผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นจนมีผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล ท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อโอมิครอน

เมื่อวันที่ 18 ม.ค. ที่ผ่านมาออสเตรเลียรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 81 ราย ขณะที่ผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ 84,355 ราย

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขออสเตรเลียชี้ว่าจะยังคงมีผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ต่อไป โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกล่าสุดในออสเตรเลียส่งผลให้หลายโรงพยาบาลเกิดวิกฤตขาดแคลนเตียงและบุคลากร โดยเมื่อวันที่ 18 ม.ค. มีผู้ป่วยในโรงพยาบาลออสเตรเลีย 5,025 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ ขณะที่เดือนก่อนตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่เพียง 759 ราย อย่างไรก็ตามทางการออสเตรเลียยังคงไม่ละทิ้งกลยุทธ์อยู่ร่วมกับโควิด-19 โดยให้เหตุผลว่ามีอัตราการฉีดวัคซีนที่สูงขึ้น และเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนที่กำลังแพร่ระบาดระลอกนี้มีความรุนแรงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ก่อนหน้า

สำหรับสหรัฐอเมริกามีรายงานจากสำนักข่าวเอพีว่าผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในสหรัฐกำลังเพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าจะมีชาวอเมริกันอีก 50,000 ถึง 300,000 รายเสียชีวิตหลังจากที่การแพร่ระบาดระลอกนี้เริ่มสงบลงในช่วงกลางเดือนมี.ค.

โดยผู้เสียชีวิตเฉลี่ยรายสัปดาห์ในสหรัฐมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางเดือนพ.ย. ปีที่แล้ว แตะที่ระดับ 1,700 ในวันที่ 17 ม.ค. ที่ผ่านมา

แม้จะมีสัญญาณว่าโอมิครอนส่งผลให้เกิดอาการป่วยรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ก่อน แต่เชื้อแพร่ระบาดไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีอัตราการติดเชื้อในระดับที่ไม่เคยพบมาก่อน จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นในหลายรัฐทำให้ผู้ที่มีโรคประจำตัวและผู้สูงอายุจำนวนมากป่วยหนัก

โดยมีการคาดการณ์ว่ายอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในสหรัฐอาจทะลุ 1 ล้านรายในช่วงฤดูใบไม้ผลิ

ด้านบราซิลก็มีรายงานผู้ป่วยรายใหม่ในรอบ 24 ชั่วโมงสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 137,103 ราย เนื่องจากโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่แพร่ระบาดอย่างหนักจนกลายเป็นสายพันธุ์หลักในประเทศ

ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน อยู่ที่ 351 ราย ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือนพ.ย. โดยชาวบราซิลเกือบ 70% ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว

ทั้งนี้ บราซิลมียอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 สูงเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากสหรัฐ และรัสเซีย ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ส

Photo by Joseph Prezioso / AFP