เมื่อเจ้าชายหลานกษัตริย์หันมาขายสตรีทฟู้ด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673339

วันที่ 18 ม.ค. 2565 เวลา 19:32 น.เมื่อเจ้าชายหลานกษัตริย์หันมาขายสตรีทฟู้ด“ไม่ว่าจะนั่งอยู่ที่สูงแค่ไหน ทุกคนย่อมนั่งบนก้นของตัวเอง เพราะฉะนั้นเราทุกคนเท่ากัน” เจ้าชายแห่งเวนิสตรัส

เจ้าชายเอ็มมานูเอล ฟิลิเบอร์โตแห่งซาวอย เจ้าชายแห่งเวนิส เป็นโอรสเพียงพระองค์เดียวในเจ้าชายวิคตอริโอ เอ็มมานูเอล เจ้าชายแห่งเนเปิลส์ มกุฎราชกุมารองค์สุดท้ายแห่งอิตาลี ที่สืบเชื้อสายมาจากสมเด็จพระเจ้าอุมแบร์โตที่ 2 กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งอิตาลี กลายมาเป็นเจ้าของร้านอาหารสตรีทฟู้ดในแอลเอ ที่เปิดมาได้กว่า 4 ปีแล้ว

ต้องขอเท้าความก่อนที่เจ้าชายจะกลายมาเป็นเจ้าของร้านอาหารสตรีทฟู้ด ก่อนหน้านี้พระเจ้าวิตโตรีโอ เอมานูเอเลที่ 2 ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์แรกของอิตาลี หลังจากที่มีการรวมชาติอิตาลีในปี 1861 แต่เมื่อปี 1946 มีการลงประชามติให้เปลี่ยนแปลงการปกครองไปใช้ระบอบสาธารณรัฐ ทำให้สถาบันกษัตริย์ถูกยกเลิกไป

เชื้อพระวงศ์ต่างแยกย้ายไปใช้ชีวิตของตัวเอง รวมถึงเจ้าชายเอ็มมานูเอล ฟิลิเบอร์โตแห่งซาวอย ซึ่งทรงมีพระปรีชาสามารถในหลายด้าน และเคยทรงงานในหลายแวดวงไม่ว่าจะเป็นรายการโทรทัศน์ งานเขียน หรือแฟชั่น ก่อนที่จะผันตัวมาเป็นเจ้าของธุรกิจร้านอาหารสตรีทฟู้ด

ย้อนกลับไปในปี 2016 พระองค์ได้เสด็จเยือนลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา และสนพระทัยกับร้านอาหารฟู้ดทรัค ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมที่อยู่ในเมืองนี้มาช้านาน แต่ทรงพบว่าร้านเหล่านี้เต็มไปด้วยอาหารเม็กซิกันและเอเชีย แต่แทบไม่มีอาหารอิตาลีเลย

พระองค์จึงได้ร่วมกับเมียร์โก ปาแดร์โน เชฟจากอิตาลีเพื่อเติมเต็มช่องว่างนั้น และเผยแพร่วัฒนธรรมอิตาลี ด้วยการเปิดตัวร้านอาหารอิตาลีแบบฟู้ดทรัคในลอสแอนเจลิส โดยใช้ชื่อว่า “Prince of Venice

นอกจากจะเป็นร้านอาหารอิตาลีแบบฟู้ดทรัคไม่กี่ร้านในขณะนั้นแล้ว ยังเป็นร้านเดียวที่ทำพาสต้าเส้นสดอีกด้วย

จุดเด่นของร้านนี้คือการทำพาสต้าสดๆ ต่อหน้าลูกค้า อีกทั้งยังมีพาสต้าให้เลือกมากมายหลากหลายชนิด เสิร์ฟพร้อมกับซอสที่ทางร้านทำเองตามแบบฉบับอิตาลีแท้ๆ ซึ่งเจ้าชายเอ็มมานูเอลทรงนำเข้าวัตถุดิบบางอย่างจากอิตาลี เช่น แป้ง น้ำมันมะกอก หรือทรัฟเฟิล

นอกจากนี้ยังมีขนมหวานสไตล์อิตาเลี่ยน อาทิ ทีรามิซู พานาคอตต้า และแคนโนลี ตลอดจนเครื่องดื่มหลากหลายประเภท

อีกสิ่งสำคัญของร้านนี้คือเจ้าชายเอ็มมานูเอลทรงให้ความสำคัญกับเชฟที่จะมาทำอาหารให้กับ Prince of Venice เป็นอย่างมาก เพราะพระองค์ต้องการเชฟมืออาชีพที่สามารถทำพาสต้าได้ตามแบบฉบับชาวอิตาเลี่ยน โดยขณะนี้มีเจเนโรโซ คาเลนตาโน ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าเชฟ

ซึ่งแม้ว่าจะเป็นร้านอาหารของเจ้าชายแต่ถูกขายด้วยราคาที่คนธรรมดาๆ เข้าถึงได้ และยังขายดีและโด่งดังมาจนถึงปัจจุบัน

“ไม่ว่าจะนั่งอยู่ที่สูงแค่ไหน ทุกคนย่อมนั่งบนก้นของตัวเอง เพราะฉะนั้นเราทุกคนเท่ากัน” เจ้าชายเอ็มมานูเอลตรัส

Photo by Emanuele Filibertohttps://www.youtube.com/embed/F5VsUOzTZl4

หมูตายสร้างหมูใหม่ขึ้นมาไม่ง่าย กรณีหมูขาดตลาดลากยาวเป็นปีๆ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673341

วันที่ 18 ม.ค. 2565 เวลา 18:10 น.หมูตายสร้างหมูใหม่ขึ้นมาไม่ง่าย กรณีหมูขาดตลาดลากยาวเป็นปีๆ จำนวนหมูของฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นราว 700,000 ตัวในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา 2 ปีหลังไข้หวัดหมูระบาดหนัก แต่กว่าจะถึงระดับนี้มันไม่ใช่ง่าย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวถึงปัญหาหมูแพงจนเป้นทีฮือฮาด้วยวาทะว่า “หมูตายก็สร้างหมูใหม่ขึ้นมา” และกล่าวต่อไปว่า “เพาะพันธุ์ใหม่ขึ้นมาให้เพียงพอปัญหาสำคัญที่สุด การแพร่ระบาดในครั้งนี้ มีการแพร่ระบาดในบางพื้นที่และเป็นจุดๆไป ไม่ได้แพร่ระบาดทั่วประเทศ ขอให้เข้าใจตรงนี้ด้วย”

แต่การเพาะพันธุ์หมูในช่วงการระบาดของโรคร้ายแรงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยมีประสบการณ์จากประเทศใกล้เคียงไทยสองสามประเทศที่เจอเรื่องทำนองนี้มาก่อน และกว่าจะฝ่าวิกฤตมาได้ต้องใช้เวลานานหลายปี เช่น ฟิลิปปินส์

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ทางการฟิลิปปินส์เผยว่าสต็อกหมูของฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นราว 700,000 ตัวในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาอันเนื่องมาจากโครงการทดแทนประชากรหมู หลังจากจำนวนหมูลดลง 2 ปี เพราะโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรระบาด

เรย์ดริน โมราเลส ผู้อำนวยการสำนักอุตสาหกรรมสัตว์ กระทรวงเกษตรฟิลิปปินส์เผยว่า สต็อกเพิ่มขึ้นจาก 9.1 ล้านตัวเมื่อ 1 ปีที่แล้ว เป็น 9.8 ล้านตัว และกล่าวอีกว่าการเพิ่มขึ้นเป็นเรื่องสำคัญมาก หลังจากอุตสาหกรรมเนื้อหมูได้รับผลกระทบจากการที่หมูหายไปกว่า 3 ล้านตัวระหว่างปี 2019-2020 เนื่องจากการฆ่าหมูครั้งใหญ่เพื่อสกัดการแพร่ระบาด

ฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นผู้นำเข้าหมูรายใหญ่อันดับ 7 ของโลก ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร  ส่งผลให้ราคาเนื้อหมูเพิ่มขึ้นจาก 220 เปโซต่อกิโลกรัมเป็นประมาณ 335 เปโซต่อกิโล หรือเพิ่มขึ้นถึง 152.27% จนต้องนำเข้าหมูเพิ่มขึ้นเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนเฉพาะหน้าและบรรเทาราคาอาหารพุ่ง

ประธานาธิบดีต้องมีคำสั่งเมื่อเดือนเมษายน 2021 ลดอัตราภาษีนำเข้าเนื้อหมูจาก 30% เหลือแค่ 5% สำหรับการนำเข้าภายในโควตานำเข้าและจาก 40% เหลือ 15% สำหรับการนำเข้านอกโควตานำเข้าจนถึงวันที่ 7 กรกฎาคม 2021 

ข้อมูลของทางการระบุว่า จนถึงวันที่ 13 มกราคม 2022 หมู่บ้านทั่วประเทศยังต้องเผชิญกับการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ซึ่งนับว่าไม่มากเมื่อเทียบกับ 3,582 หมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบเมื่อครั้งพบการแพร่ระบาดครั้งแรกเมื่อปี 2019

โมราเลสเผยว่า ภาคเอกชนรับหน้าที่เป็นผู้นำในโครงการทดแทนประชากรหมูที่รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ และคาดว่าจำนวนหมูที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้ราคาหมูในประเทศมีเสถียรภาพ

“ภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2022 หากการเพิ่มจำนวนประชากรหมูและโครงการอื่นๆ ยังดำเนินต่อ อุปทานหมูของเราจะอยู่ในแนวบวก” โมราเลสกล่าว

REUTERS/Rodolfo Buhrer/File Photo

เปิดชื่อคนหักหลังครอบครัว แอนน์ แฟรงค์ เผยที่ซ่อนลับให้นาซีรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673329

วันที่ 18 ม.ค. 2565 เวลา 16:20 น.เปิดชื่อคนหักหลังครอบครัว แอนน์ แฟรงค์ เผยที่ซ่อนลับให้นาซีรู้ในที่สุดชื่อของผู้ต้องสงสัยที่เปิดเผยที่ซ่อนของ แอนน์ แฟรงค์ และครอบครัวในนาซีรู้ก็ได้รับการเปิดเผย

ผู้คนทั่วโลกรู้จัก แอนน์ แฟรงค์ (Anne Frank) หรืออันเนอ ฟรังค์ เด็กหญิงชาวเยอรมันเชื้อสายยิวผ่านบันทึกที่เธอเขียนขึ้นระหว่างหลบซ่อนตัวจากนาซีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนจะได้รับการตีพิมพ์ในชื่อ Anne Frank: The Diary of a Young Girl หรือภาษาไทยในชื่อ “บันทึกลับของแอนน์ แฟร้งค์”

แอนน์เกิดและเติบโตที่เมืองแฟรงค์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เธอเป็นลูกสาวคนเล็กของ ออตโต แฟรงค์ (Otto Frank) และ เอดิธ แฟรงค์ ฮอลเลนเดอร์ (Edith Frank-Holländer) มีพี่สาว 1 คนซึ่งอายุห่างกัน 3 ปีคือ มาร์กอท แฟรงค์ (Margot Frank)

ชีวิตของแอนน์และชาวยิวคนอื่นๆ เริ่มเปลี่ยนไปช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จากพรรคนาซีขึ้นเป็นรัฐบาลเยอรมนี ฮิตเลอร์เริ่มกวาดล้างชาวยิว เพราะเชื่อว่าชาวยิวเอารัดเอาเปรียบคนเยอรมันและสร้างปัญหาให้ประเทศ ในที่สุดกระแสความเกลียดชังชาวยิวและความยากลำบากทำให้ครอบครัวแฟรงค์ตัดสินใจอพยพออกนอกประเทศ

ตอนแรกครอบครัวแฟรงค์ตัดสินใจย้ายไปสหรัฐแต่ด้วยอุปสรรคหลายอย่างในที่สุดจึงเปลี่ยนใจไปอยู่ที่กรุงอัมสเตอร์ดัมของเนเธอร์แลนด์แทน ที่นั่นพ่อของแอนน์ตั้งบริษัทขายเพคติน ซึ่งเป็นเจลสำหรับผลิตแยม จากนั้นก็เริ่มขายสมุนไพรและเครื่องเทศด้วย

นาซีของฮิตเลอร์เริ่มรุกรานประเทศอื่นๆ กระทั่งวันที่ 10 พ.ค. 1940 นาซีบุกโจมตีเนเธอร์แลนด์และเข้ามาคุกคามชาวยิวที่นั่นอีกครั้งจนพ่อของแอนน์ต้องสูญเสียบริษัท เพราะชาวยิวไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นเจ้าของกิจการ

ภาพถ่ายของ แอนน์ แฟรงค์ ที่ถูกถ่ายเมื่อปี 1942 และเผยแพร่เมื่อปี 1959 AFP PHOTO / ANNE FRANK FONDS

จุดเปลี่ยนอีกครั้งของครอบครัวเกิดขึ้นหลังจากมาร์กอทได้รับหมายเรียกให้ไปรายงานตัวเพื่อทำงานในค่ายกักกันเมื่อวันที่ 5 ก.ค. 1942 แต่ทางครอบครัวสงสัยว่ามาร์กอทอาจจะถูกสังหารในค่ายกักกันเสียมากกว่าหากไปตามหมายเรียก

วันรุ่งขึ้นทั้ง 4 คนจึงพากันไปซ่อนตัวในห้องลับที่พ่อของเธอแอบสร้างเตรียมเอาไว้ด้านหลังตึกบริษัทบนถนนปรินเซนครัคต์ โดยมีเพื่อนสนิทของครอบครัวอีก 4 คนมาหลบซ่อนอยู่ด้วย โดยได้รับความช่วยเหลือจากพนักงานในบริษัทที่พ่อของแอนน์ไว้ใจ

ระหว่างที่หลบซ่อนตัวอยู่ 2 ปี แอนน์เขียนบันทึกเรื่องราวต่างๆ ลงในสมุดบันทึกที่พ่อซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด วันหนึ่งแอนน์ได้ยินประกาศของรัฐมนตรีกระทรวงการศึกษาของดัตช์ที่หลบหนีไปอังกฤษผ่านทางวิทยุ Radio Orange ให้ชาวดัตช์เก็บบันทึกและเอกสารเกี่ยวกับสงครามเอาไว้เป็นหลักฐานสำคัญบอกเล่าเรื่องราวที่ชาวดัตช์ต้องเผชิญให้ชาวโลกรับรู้ในวันสิ้นสุดสงคราม แอนน์จึงเริ่มรีไรท์ไดอารี่ของตัวเองโดยตั้งชื่อว่า Het Achterhuis หรือ The Secret Annex

ทว่าก่อนที่ไดอารี่จะจบลง แอนน์และคนอื่นๆ ในห้องลับที่อาศัยเป็นที่ซ่อนตัวทั้งหมดถูกตำรวจเยอรมันพบและจับกุมตัวไปเมื่อวันที่ 4 ส.ค. 1944 โดยคนที่ให้การช่วยเหลือครอบครัว 2 คนก็พลอยติดร่างแหไปด้วย โดยคนที่ให้ความช่วยเหลือครอบครัวแฟรงค์อีก 2 คนเก็บงานเขียนของแอนน์ไว้อย่างดีก่อนจะถูกนาซีทำลาย

ทั้งหมดถูกส่งตัวไปยังค่ายกักกันพร้อมกับชาวยิวคนอื่นๆ โดยแอนน์ มาร์กอท และเอดิธถูกส่งไปยังค่ายกักกันเอาชวิทซ์เพื่อใช้แรงงาน ส่วนออตโตถูกส่งไปใช้แรงงานที่ค่ายสำหรับผู้ชาย ต่อมาช่วงต้นเดือน พ.ย. 1944 แอนน์และมาร์กอทถูกย้ายไปยังค่ายกักกันแบร์เกิน-เบลเซิน ซึ่งมีอาหารเพียงน้อยนิด ทั้งยังหนาวเย็นและมีโรคระบาด แอนน์และมาร์กอทติดโรคไข้รากสาดใหญ่จนทั้งคู่เสียชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกันในเดือน ก.พ. 1945 ขณะที่แอนน์อายุเพียง 15 ปีเท่านั้น

ส่วนเอดิธป่วยหนักในค่ายเอาชวิทซ์ ออตโตเป็นเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตหลังจากทหารรัสเซียเข้าไปช่วยออกมา มีป กีส์ (Miep Gies) ผู้ช่วยคนสนิทที่คอยช่วยเหลือครอบครัวแฟรงค์ตอนหลบซ่อน ได้เก็บข้าวของของแอนน์เอาไว้ และนำมาส่งคืนให้กับออตโต เขาจึงได้อ่านบันทึกของแอนน์เป็นครั้งแรก และตัดสินใจทำให้ความฝันครั้งสุดท้ายของลูกสาวเป็นจริงด้วยการตีพิมพ์เป็นหนังสือในปี 1947

แต่ที่ยังเป็นปริศนาอยู่คือ ทฤษฎีต่างๆ เกี่ยวกับการบุกค้นที่ซ่อนตัวของแอนน์ รวมทั้งว่าทหารเยอรมันรู้ที่ซ่อนของเธอได้อย่างไรทั้งๆ ที่เธอและครอบครัวอยู่มาได้ถึง 2 ปีโดยไม่มีใครระแคะระคาย

ภาพของหนังสือ “The Diary of a Young Girl: Anne Frank” ที่ถ่ายเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2012 ซึ่งถูกจัดแสดงอยู่ที่ศูนย์แอนน์แฟรงค์ในมหานครนิวยอร์ก AFP PHOTO / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Andrew Burton

ล่าสุดปริศนานี้ถูกไขกระจ่างแล้วทีมผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ทั้งนักประวัติศาสตร์ นักอาชญวิทยา และผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูล รวมทั้ง วินเซนต์ แพนโคค อดีตเจ้าหน้าที่เอฟบีไอของสหรัฐ

การสืบสวนสอบสวนซึ่งกินเวลานานถึง 6 ปีได้ข้อสรุปว่า อาร์โนลด์ ฟาน เดน แบร์ก (Arnold van den Bergh) คือคนที่เผยที่ซ่อนของแอนน์ให้นาซีรู้ก่อนหน้านี้ชื่อของฟาน เดน แบร์กซึ่งเสียชีวิตเมื่อปี 1950 ด้วยโรคมะเร็งลำคอ แทบจะไม่ได้รับความสนใจจากการสอบสวนอย่างเป็นทางการ 2 ครั้งในปี 1947 และ 1963

แต่ชื่อนี้ขึ้นมาอยู่ในลิสต์ผู้ต้องสงสัยอันดับต้นๆ ระหว่างการสอบสวนของทีมของอดีตเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ ซึ่งใช้เทคนิคสมัยใหม่ รวมทั้งการใช้อัลกอริทึมเพื่อหาความเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลต่างๆ ในกรุ

ฟาน เดน แบร์ก คือสมาชิกก่อตั้งของสมาคมชาวยิว ซึ่งเป็นหน่วยงานบริหารที่พวกนาซีบังคับให้ชาวยิวก่อตั้งขึ้นเพื่อจัดระเบียบการเนรเทศออกจากเนเธอร์แลนด์ ภายหลังหน่วยงานนี้ถูกล้มเลิกในปี 1943 โดยสมาชิกกลุ่มถูกส่งตัวกลับไปยังค่ายกักกัน

ทีมสอบสวนพบว่า ฟาน เดน แบร์กสามารถจัดการให้ครอบครัวของเขาได้รับการยกเว้นไม่ต้องอพยพออกจากเนเธอร์แลนด์ แต่ข้อยกเว้นนี้ถูกยกเลิกในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่นาซีบุกค้นที่ซ่อนตัวของแอนน์และครอบครัว ทำให้ทีมสอบสวนตั้งข้อสงสัยว่าฟาน เดน แบร์กหักหลังครอบครัวของแอนน์เพื่อแลกกับความปลอดภัยของครอบครัวของตัวเอง

แพนโคคเผยกับ CBS 60 Minutes ว่า “หลังฟาน เดน แบร์ก” ไม่ได้รับการยกเว้นให้ถูกส่งตัวไปค่ายกักกัน เขาต้องมีสิ่งที่มีค่าให้นาซีที่เข้าติดต่อด้วยเพื่อให้ตัวเองและภรรยาปลอดภัย

และทางทีมเชื่อว่าสิ่งมีค่านั้นก็คือที่ซ่อนตัวของชาวยิวรวมทั้งครอบครัวแฟรงค์

นอกจากนี้ยังพบว่า ฟาน เดน แบร์ก มีโอกาสในการถ่ายทอดข้อมูลไปยังนาซี เนื่องจากชาวยิวรายนี้เป็นพยานในการซื้อขายงานศิลปะที่ถูกขโมยมาระหว่างนายหน้าซื้อขายชาวเยอรมันกับ แฮร์มันน์ เกอริง สมาชิกนาซีระดับสูง

แต่องค์ประกอบที่น่าเชื่อที่สุดสำหรับผู้สืบสวนคือ ปากคำของออตโต พ่อของแอนน์ เกี่ยวกับฟาน เดน แบร์ก

ออตโตบอกกับนักสืบเมื่อปี 1964 ว่า เขาได้รับโน้ตชิ้นหนึ่งไม่นานหลังสงครามซึ่งระบุว่าฟาน เดน แบร์กคือคนที่นำความลับของครอบครัวแฟรงค์และของคนอื่นๆ ไปบอกนาซี โดยทางทีมพบสำเนาของโน้ตชิ้นดังกล่าวในแฟ้มเอกสารของตำรวจ

ทีมสอบสวนเชื่อว่าออตโตอาจเก็บเรื่องโน้ตดังกล่าวเป็นความลับ เพราะกังวลว่าการที่ชาวยิวหักหลังชาวยิวด้วยกันเองอาจทำให้กระแสความเกลียดชังชาวยิวรุนแรงขึ้นไปอีก

ประเด็นนี้แพนโคคเผยใน CBS 60 Minutes ว่า “แต่เราต้องไม่ลืมข้อเท็จจริงที่ว่าฟาน เดน แบร์กเป็นยิว ซึ่งหมายถึงว่าเขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพื่อรักษาชีวิตตัวเอง”

ด้าน โรนัลด์ เลโอโปลด์ ผู้อำนวยการบริหาร Anne Frank House เผยกับ AFP ว่า ยังมีข้อกังขาโดยเฉพาะอย่างยิ่งว่า ใครเป็นคนส่งโน้ตนิรนามดังกล่าวและส่งมาทำไม

อย่างไรก็ดี ไธส์ บาเยินส์ ผู้สร้างภาพยนตร์ชาวดัตช์ที่อยู่เบื้องหลังโปรเจกต์นี้เผยกับ 60 Minutes ว่า เป้าหมายของการสืบสวนครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่การทำให้คนที่หักหลังกลายเป็นคนชั่วร้าย เพราะทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นความผิดของนาซีที่บีบบังคับให้ผู้คนทำสิ่งที่เลวร้ายนี้

ซึ่งตัว แอนน์ แฟรงค์ เองก็น่าจะให้อภัยคนที่เผยที่ซ่อนตัวของเธอกับครอบครัว เพราะครั้งหนึ่งเธอเคยพูดไว้ว่า “In spite of everything, I still believe that people are really good at heart.” หรือ “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ฉันก็ยังคงเชื่อว่ามนุษย์นั้นมีเนื้อแท้ที่ดีในหัวใจ”

AFP PHOTO / ANP / DESK

เมื่อประชาชนเชื่อมั่นรัฐบาลเผด็จการมากกว่าฝ่ายประชาธิปไตย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673320

วันที่ 18 ม.ค. 2565 เวลา 15:45 น.เมื่อประชาชนเชื่อมั่นรัฐบาลเผด็จการมากกว่าฝ่ายประชาธิปไตยผลการสำรวจพบหลายชาติประชาธิปไตยสูญเสียความไว้วางใจจากสาธารณชนหลังเกิดโควิด-19

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า Edelman Trust Barometer ซึ่งได้สำรวจความคิดเห็นจากประชาชนหลายพันล้านคนทั่วโลกมาเป็นเวลากว่า 20 ปี เกี่ยวกับความไว้วางใจหรือความเชื่อมั่นของพวกเขาที่มีต่อรัฐบาล สื่อ ภาคธุรกิจ และองค์กรพัฒนาเอกชน พบว่าหลายรัฐบาลที่ปกครองโดยระบอบเผด็จการ โดยเฉพาะจีน มีคะแนนความไว้วางใจเพิ่มขึ้น

ขณะที่รัฐบาลที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยได้รับคะแนนความไว้วางใจหรือความเชื่อมั่นจากสาธารณชนลดลงสู่ระดับต่ำสุด อันเนื่องมาจากความล้มเหลวในการจัดการกับการแพร่ระบาดของโควิด-19

“ความไว้วางใจในระบอบประชาธิปไตยเริ่มล่มสลาย” ริชาร์ด เอเดลแมน กล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นที่ได้จากผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 36,000 คนใน 28 ประเทศทั่วโลก ระหว่างวันที่ 1 ถึง 24 พ.ย. ปีที่แล้ว

โดยเสริมว่าผลสำรวจเหล่านี้เชื่อมโยงกับความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นที่สังเกตว่าท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดความกังวลระดับสูงเกี่ยวกับการตกงาน

ส่งผลให้หลายประเทศสูญเสียความไว้วางใจจากสาธารณชนในระดับที่มากที่สุดเมื่อปีที่แล้ว อย่างเช่น เยอรมนีมีคะแนนความไว้วางใจจากสาธารณชนลดลง 7 คะแนน เหลือ 46 คะแนน, ออสเตรเลียลดลง 6 คะแนน เหลือ 53 คะแนน, เนเธอร์แลนด์ลดลง 6 คะแนน เหลือ 57 คะแนน, เกาหลีใต้ลดลง 5 คะแนน เหลือ 42 คะแนน และสหรัฐอเมริกาลดลง 5 คะแนน เหลือ 43 คะแนน

ในทางกลับกันความเชื่อมั่นจากสาธารณชนในประเทศจีนเพิ่มขึ้นถึง 11 คะแนน มาอยู่ที่ 83%, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อยู่ที่ 76% เพิ่มขึ้น 9 คะแนน และไทยอยู่ที่ 66% เพิ่มขึ้น 5 คะแนน

ผลสำรวจพบว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายพันล้านดอลลาร์ของประเทศร่ำรวยในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้นทำให้ประชาชนขาดความรู้สึกเชื่อมั่นที่ยั่งยืน

โดยในญี่ปุ่นมีประชาชนเพียง 15% เท่านั้นที่เชื่อว่าตนเองและครอบครัวจะดีขึ้นในระยะเวลา 5 ปี ส่วนประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ ส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 20% ถึง 40% ในคำถามเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม 80% ของชาวอินเดียเชื่อมั่นว่าพวกเขาจะดีขึ้นในระยะเวลา 5 ปี สำหรับประเทศจีน ประชาชนเกือบ 2 ใน 3 เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของพวกเขาจะเป็นไปในทิศทางที่ดี

เอเดลแมนกล่าวว่าระดับความไว้วางใจจากสาธารณชนที่สูงขึ้นในจีนนั้นไม่เพียงแต่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนโยบายด้านอื่นๆ ที่เด็ดขาดของจีน ที่ไม่ใช่แค่การจัดการกับโรคระบาด

“มันมีความสอดคล้องกันระหว่างสิ่งที่ทำกับสิ่งที่พูด ยกตัวอย่างจีนจัดการกับโควิด-19 ได้ดีกว่าสหรัฐอเมริกา” เอเดลแมนกล่าว

ผลการสำรวจล่าสุดของเอเดลแมนสอดคล้องกับข้อมูลที่ค้นพบในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าผู้คนกำลังท้อกับทุนนิยม ผู้นำทางการเมือง และสื่อ ตลอดจนมีความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับข่าวปลอม

Photo Sputnik/Ramil Sitdikov/Kremlin via REUTERS/File Photo

เผยภาพหายนะตองกาหลังถูกสึนามิ-ภูเขาไฟถล่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673317

วันที่ 18 ม.ค. 2565 เวลา 14:44 น.เผยภาพหายนะตองกาหลังถูกสึนามิ-ภูเขาไฟถล่มหลังจากขาดการติดต่อนานข้ามวัน ในที่สุดภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตองกาก็ปรากฏชัดในที่สุด

หน่วยงานช่วยเหลือรายงาน “ความเสียหายอย่างกว้างขวาง” ในประเทศเกาะตองกาในมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อวันอังคารหลังจากเกิดการระเบิดของภูเขาไฟใต้น้ำขนาดใหญ่และสึนามิ ในขณะที่ผู้เสียชีวิตรายแรกจากภัยพิบัติได้รับการยืนยันแล้ว

หลังจากขาดการติดต่อนานวัน ในที่สุดก็ภาพความเสียหายก็ปรากฏขึ้นผ่านการติดต่อกับโทรศัพท์ผ่านดาวเทียมกับตองกา รวมถึงเที่ยวบินลาดตระเวนจากนิวซีแลนด์ และภาพถ่ายดาวเทียม สามวันหลังจากการระเบิดของภูเขาไฟ

มีรายงานพบศพของหญิงชาวอังกฤษที่ถูกคลื่นสึนามิพัดพาไป และมีรายงานอีกอย่างน้อยหนึ่งคนในตองกาหายตัวไป

นูกูอาโลฟา เมืองหลวงของตองกาถูกปกคลุมไปด้วยเถ้าภูเขาไฟและฝุ่นละอองหนา 2 เซนติเมตร กระแสไฟฟ้ากลับมาเป็นปกติในส่วนของเมืองหลวงแล้ว รวมถึงระบบโทรศัพท์ในพื้นที่ได้รับการฟื้นฟูแล้ว แต่การสื่อสารระหว่างประเทศถูกตัดขาด

ต่อมา รัฐบาลตองกาเปิดเผยว่า บ้านทุกหลังถูกทำลายบนเกาะแมงโก มีเพียงบ้านสองหลังที่เหลืออยู่บนเกาะโฟโนอิฟูอา และพบความเสียหายมากมายบนเกาะโนมูกา

ภาพมุมกว้างจากการบินลาดตระเวนของกองกำลังป้องกันประเทศนิวซีแลนด์โดยเครื่องรุ่น P-3K2 Orion แสดงให้เห็นบ้านเรือนและพืชพันธุ์ที่ถูกปกคลุมด้วยเถ้าถ่านเหนือเกาะโนมูกา (Nomuka) ในตองกาหลังจากที่ประเทศเกาะแปซิฟิกได้รับผลกระทบจากสึนามิที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟใต้ทะเลครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565 ภาพที่ถ่ายเมื่อเดือนมกราคม 17, 2022. กองกำลังป้องกันประเทศนิวซีแลนด์/เอกสารแจกผ่าน REUTERS
ภาพถ่ายดาวเทียมเปรียบเทียบแสดงให้เห็นท่าเรือหลักก่อนการปะทุครั้งใหญ่ของภูเขาไฟ Hunga Tonga-Hunga Ha’apai เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2564 (บนสุด) และพื้นที่เดียวกันเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565 ในเมืองนูกูอาโลฟา ประเทศตองกา ภาพถ่ายดาวเทียม ?2022 Maxar Technologies/เอกสารแจกผ่าน REUTERS
ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงภาพบ้านเรือนและอาคารต่างๆ ก่อนการระเบิดครั้งใหญ่ของภูเขาไฟ Hunga Tonga-Hunga-Hunga Ha’apai เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2564 (บนสุด) และพื้นที่เดียวกันเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565 ในเมืองนูกูอาโลฟา ประเทศตองกา ภาพถ่ายดาวเทียม ?2022 Maxar Technologies/เอกสารแจกผ่าน REUTERS
มุมมองผ่านหน้าต่างเครื่องบินสอดแนมของกองกำลังป้องกันประเทศนิวซีแลนด์ P-3K2 Orion เผยให้เห็นเถ้าถ่านที่ตกลงมาอย่างหนักเหนือเกาะโนมูกา (Nomuka) ในตองกาหลังจากที่ประเทศเกาะแปซิฟิกได้รับผลกระทบจากสึนามิที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟใต้ทะเล 17 มกราคม 2022 ภาพที่ 17 มกราคม , 2022. กองกำลังป้องกันประเทศนิวซีแลนด์/เอกสารแจกผ่าน REUTERS
ภาพมุมกว้างจากเครื่องบินลาดตระเวนของกองกำลังป้องกันประเทศนิวซีแลนด์ P-3K2 Orion แสดงให้เห็นการตกของเถ้าถ่านอย่างหนักเหนือเกาะโนมูกา (Nomuka) ในตองกาหลังจากที่ประเทศเกาะแปซิฟิกได้รับผลกระทบจากสึนามิที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟใต้ทะเล 17 มกราคม 2022 ภาพที่ 17 มกราคม 2022 . กองกำลังป้องกันประเทศนิวซีแลนด์/เอกสารแจกผ่าน REUTERS
ภาพเปรียบเทียบจากภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นภูเขาไฟ Hunga Tonga-Hunga-Hunga Ha ก่อนการปะทุครั้งใหญ่ในวันที่ 10 เมษายน 2021 (บนสุด) และพื้นที่เดียวกันในวันที่ 18 มกราคม 2022 ในเมือง Hunga-Tonga-Hunga-Ha’apai ประเทศตองกา ภาพถ่ายดาวเทียม ?2022 Maxar Technologies/เอกสารแจกผ่าน REUTERS
ภาพถ่ายดาวเทียมหลายภาพแสดงให้เห็นภูเขาไฟ Hunga Tonga-Hunga-Hunga Ha’apai ก่อนการปะทุครั้งใหญ่ในวันที่ 10 เมษายน 2021 (บนสุด) และพื้นที่เดียวกันในวันที่ 18 มกราคม 2022 ในเมือง Hunga-Tonga-Hunga-Ha’apai ประเทศตองกา ภาพถ่ายดาวเทียม ?2022 Maxar Technologies/เอกสารแจกผ่าน REUTERS
มุมมองความเสียหายในท่าเรือนูกู เกาะตองกาตาปู ประเทศตองกา เผยแพร่เมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565 ในภาพถ่าย0kdการลาดตระเวนนี้ซึ่งถ่ายจากเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล P-8A Poseidon ของ Royal Australian Air Force กระทรวงกลาโหม/เอกสารแจกของออสเตรเลียผ่าน REUTERS

ยุโรปเผชิญ ‘twindemic’ โควิดยังไม่หาย ไข้หวัดใหญ่ระบาดซ้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673301

วันที่ 18 ม.ค. 2565 เวลา 12:47 น.ยุโรปเผชิญ 'twindemic' โควิดยังไม่หาย ไข้หวัดใหญ่ระบาดซ้ำยุโรปหวั่นเผชิญการแพร่ระบาดแบบทวีคูณ เมื่อโควิดมาพร้อมไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดเร็วเกินคาด

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่ามาตรล็อกดาวน์ การสวมหน้ากากอนามัย และการเว้นระยะห่างทางสังคมที่กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ในยุโรปในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ไข้หวัดใหญ่ที่มักจะมาช่วงฤดูหนาวแทบไม่มีการระบาดเลยในปีก่อน

ทว่า ในปีนี้หลายประเทศผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 หลังมีการฉีดวัคซีนจำนวนมาก ทำให้ไข้หวัดใหญ่กลับมาระบาดในยุโรปอีกครั้งในช่วงฤดูหนาว ซึ่งมีอัตราการแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้

ส่งผลให้เกิดความกังวลว่ายุโรปจะต้องเผชิญกับ twindemic หรือการแพร่ระบาดของโรคแบบทวีคูณ เมื่อโควิด-19 ก็ยังยืดเยื้อ ขณะที่ไข้หวัดใหญ่กลับมาอีกครั้ง

ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งยุโรป (ECDC) รายงานในเดือนนี้ว่า ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนธ.ค. ที่ผ่านมา ไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้แพร่ระบาดในยุโรปในอัตราสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเดือนที่แล้วจำนวนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ในไอซียูเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งตามตัวเลขของของสหภาพยุโรปชี้ว่าไวรัสนี้คร่าชีวิตผู้คนไปทั่วโลกประมาณ 650,000 คนต่อปี

ปาซี เพนต์ติเน็น ผู้เชี่ยวชาญจาก ECDC กล่าวว่าการกลับมาของไวรัสอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดฤดูไข้หวัดใหญ่ที่ยาวนานผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการยกเลิกมาตรการควบคุมโรค อาจทำให้ไข้หวัดใหญ่ระบาดต่อเนื่องไปจนถึงฤดูร้อน จากที่ปกติต้องสิ้นสุดในเดือนพ.ค.

“twindemic จะสร้างแรงกดดันอย่างยิ่งต่อระบบสาธารณสุขที่ตึงตัวอยู่แล้ว” ECDC กล่าว

Photo by Thibaud MORITZ / AFP

จีนสงสัยพัสดุต่างประเทศตัวการแพร่ Omicron

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673291

วันที่ 18 ม.ค. 2565 เวลา 11:20 น.จีนสงสัยพัสดุต่างประเทศตัวการแพร่ Omicronไปรษณีย์จีนสั่งพ่นยาฆ่าเชื้อพัสดุไปรษณีย์ที่มาจากต่างประเทศหลังสงสัยเป็นต้นตอแพร่โอมิครอน

สำนักข่าว AFP รายงานว่า การไปรษณีย์ของจีนสั่งให้พนักงานฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อบนกล่องพัสดุที่ส่งมาจากต่างประเทศและขอความร่วมมือประชาชนงดสั่งสินค้าจากต่างประเทศ หลังทางการอ้างว่าพัสดุไปรษณีย์อาจเป็นต้นตอของการแพร่ระบาดรอบล่าสุด

AFP ระบุว่า จีนกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดเล็กๆ แต่กระจายหลายแห่ง รวมทั้งในกรุงปักกิ่งที่กำลังจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในเดือนหน้านี้

เมื่อเร็วๆ นี้ ทางการจีนเริ่มสงสัยว่าผู้ป่วยบางคนอาจได้รับเชื้อจากกล่องพัสดุไปรษณีย์ที่มาจากต่างประเทศ รวมทั้งหญิงรายหนึ่งในกรุงปักกิ่งที่ทางการบอกว่าไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ แต่พบว่าผลตรวจเป็นบวกโดยเป็นเชื้อสายพันธุ์เดียวกับที่พบในทวีปอเมริกาเหนือ

ขณะที่ผลการตรวจสอบในเบื้องต้น “พบร่องรอย” ของเชื้อไวรัสโคโรนากลายพันธุ์ โอมิครอน บนพัสดุซึ่งมีการส่งมาจากแคนาดาถึงผู้ป่วยหญิงคนนี้

เมื่อวันจันทร์ (17 ม.ค.) การไปรษณีย์จีนเผยแพร่คำสั่งให้พนักงานฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อด้านนอกของกล่องพัสดุไปรษณีย์ที่มาจากต่างประเทศ “เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้” และให้พนักงานที่รับผิดชอบจดหมายและพัสดุไปรษณีย์จากต่างประเทศเข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้น

การไปรษณีย์ยังขอให้ประชาชนลดการสั่งซื้อและส่งมอบสินค้าสินค้าจาก “ประเทศและภูมิภาคที่มีความเสี่ยงสูง” และให้จัดการจดหมายและพัสดุในประเทศในพื้นที่แยกต่างหากจากัน เพื่อป้องกันการปนเปื้อน

ทั้งนี้ ทั้งองค์การอนามัยโลก (WHO) และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ระบุว่า ความเสี่ยงจากการติดเชื้อจากพื้นผิวที่ปนเปื้อน หรือที่เรียกว่าการสัมผัสสิ่งของที่มีไวรัสติดอยู่ (fomite transmission) ต่ำและยิ่งมีโอกาสน้อยเมื่อเวลาผ่านไป

CDC ระบุว่า ร่องรอยของไวรัสบนพื้นผิวส่วนใหญ่ลดลง 99% เมื่อผ่านไป 3 วัน

AFP ระบุว่า ถึงอย่างนั้นจีนก็ไม่เสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวกำลังจะรูดม่านเปิดฉาก

Photo by AFP) / China OUT

อิสราเอลพบ วัคซีนเข็ม 4 ยังกัน Omicron ไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673290

วันที่ 18 ม.ค. 2565 เวลา 11:00 น.อิสราเอลพบ วัคซีนเข็ม 4 ยังกัน Omicron ไม่ได้อิสราเอลพบวัคซีน 4 เข็มช่วยเพิ่มภูมิ แต่หากจะป้องกันการติดเชื้อโอมิครอนต้องมีแอนติบอดีสูงมากๆ

วันนี้ (18 ม.ค.) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานผลการศึกษาเบื้องต้นในอิสราเอลพบว่าวัคซีนโควิด-19 เข็มที่ 4 ช่วยเพิ่มระดับแอนติบอดีให้สูงขึ้นกว่าการฉีดเข็มที่ 3 แต่ยังไม่เพียงพอในการป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน

ศูนย์การแพทย์ชีบา (Sheba Medical Center) ของอิสราเอลได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนเข็มที่ 4 โดยศึกษาหลังจากที่ทำการฉีดวัคซีนของ Pfizer เข็มที่ 4 ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ 154 คน หลังผ่านไป 2 สัปดาห์ และศึกษาการวัคซีน Moderna เข็มที่ 4 ในประชาชน 120 คน หลังผ่านไปแล้ว 1 สัปดาห์

โดยนำข้อมูลที่ได้ไปเปรียบเทียบกับผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 4 พบว่าการฉีดวัคซีนเข็มที่ 4 ทำให้ระดับแอนติบอดีเพิ่มขึ้นสูงกว่าการฉีดวัคซีน 3 เข็มเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์กิลลี เรเจฟ-โยเชย์ ผู้นำการศึกษากล่าวว่ายังไม่เพียงพอสำหรับการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน

“ตอนนี้เราทราบแล้วว่าระดับแอนติบอดีที่จะสามารถป้องกันการติดเชื้อโอมิครอนอาจสูงเกินไป แม้จะเป็นวัคซีนที่ดีก็ตาม”

เรเจฟ-โยเชย์กล่าวว่าวัคซีนเข็มที่ 4 มีประสิทธิภาพมากกับโควิด-19 สายพันธุ์อื่นๆ แต่ประสิทธิภาพลดลงเมื่อเจอโอมิครอน ซึ่งพบว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 4 จำนวนมากติดเชื้อโอมิครอน แม้จะเป็นจำนวนที่น้อยกว่ากลุ่มที่ยังไม่ได้รับวัคซีนถึง 4 เข็มก็ตาม

ทั้งนี้ ผลการวิจัยดังกล่าวถือเป็นงานวิจัยชิ้นแรกของโลกเกี่ยวกับการทดลองฉีดวัคซีนเข็มที่ 4 ให้แก่ประชาชน ซึ่งเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น และยังไม่ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการ

โดยอิสราเอลเป็นประเทศแรกของโลกที่เปิดตัววัคซีนเข็มที่ 4 เมื่อปลายปีที่แล้ว โดยเริ่มฉีดให้แก่ประชาชนผู้สูงอายุ และกลุ่มเสี่ยง

Photo by JACK GUEZ / AFP

เจ้าชายแอนดรูว์ปรี๊ดแตกทันที เมื่อคอลเลกชั่นตุ๊กตาหมีวางผิดที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673250

วันที่ 18 ม.ค. 2565 เวลา 09:00 น.เจ้าชายแอนดรูว์ปรี๊ดแตกทันที เมื่อคอลเลกชั่นตุ๊กตาหมีวางผิดที่อดีตนายตำรวจราชสำนักให้สัมภาษณ์ต่อสื่ออังกฤษเมื่อครั้งทำงานรับใช้เจ้าชายแอนดรูว์

Mirror สื่ออังกฤษรายงานโดยอ้างคำพูดของอดีตนายตำรวจราชสำนักซึ่งกล่าวว่าเจ้าชายแอนดรูว์ ดยุกแห่งยอร์ก จะไม่พอพระทัยอย่างมากจนถึงขั้นโวยวายและกรีดร้อง เมื่อคอลเลกชั่นตุ๊กตาหมีของพระองค์วางอยู่ผิดที่ผิดทาง

พอล เพจ อดีตนายตำรวจราชสำนักกล่าวถึงพระราชโอรสพระองค์ที่ 2 ในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ในการให้สัมภาษณ์ “Ghislaine, Prince Andrew and the Paedophile” ทางสถานีโทรทัศน์ ITV ของอังกฤษ

เพจกล่าวว่าเขาทำหน้าที่ถวายอารักขาและปฏิบัติตามพระราชประสงค์ในพระองค์ระหว่างปี 1998 ถึง 2004 ซึ่งทำให้เขาสามารถเข้าถึงห้องส่วนพระองค์ของเจ้าชายแอนดรูว์ได้ ซึ่งเพจกล่าวว่าที่นั่นเต็มไปด้วยตุ๊กตาสัตว์และของเล่นมากมาย

“บนเตียงของพระองค์มีตุ๊กตาของเล่นประมาณ 50 ถึง 60 ชิ้น…เมื่อใดที่แม่บ้านวางตุ๊กตาพวกนั้นไม่ถูกที่พระองค์จะทรงโวยวายและกรีดร้องออกมา”

นอกจากนี้เพจยังกล่าวถึงความสัมพันธ์ของเจ้าชายแอนดรูว์และกิสเลน แม็กซ์เวลล์ ไฮโซคนดังชาวอังกฤษ พระสหายคนสนิทของเจ้าชาย ซึ่งถูกสงสัยว่าทั้งคู่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดหรือคบหากัน โดยเพจกล่าวว่ากิสเลนเข้าออกที่พักของเจ้าชายได้ตามอำเภอใจ

ก่อนหน้านี้มีข่าวว่ากิสเลนถูกจับในปี 2020 ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับอดีตสามีจัดหาผู้เยาว์เพื่อให้บริการทางเพศ และทารุณทางเพศเด็กผู้หญิงอายุต่ำสุด 14 ปี ซึ่งในตอนนั้นเจ้าชายแอนดรูว์ก็ถูกเรียกร้องให้ให้การเพื่อเป็นประโยชน์ต่อศาล

ขณะที่เจอร์จิเนีย จุฟฟรี หญิงชาวอเมริกันวัย 38 ปีกล่าวหาว่าเจ้าชายแอนดรูว์ล่วงละเมิดทางเพศในปี 2001 ขณะที่เธออายุ 17 ปี ซึ่งเจ้าชายทรงปฏิเสธมาตลอด และงดปฏิบัติพระกรณียกิจมาตั้งแต่ตอนนั้น

ทั้งนี้ เจ้าชายแอนดรูว์ทรงถูกถอดยศทางการทหารและฐานันดรศักดิ์เจ้าฟ้า (His Royal Highness) เมื่อวันที่ 14 ม.ค. ที่ผ่านมา หลังจากที่ศาลในนิวยอร์กมีคำพิพากษายกคำร้องของเจ้าชายแอนดรูว์ให้ยกคำฟ้องคดีแพ่งของเจอร์จิเนีย และจะสู้คดีล่วงละมิดทางเพศในศาลสหรัฐในฐานะสามัญชนต่อไป

Photo by JOHN THYS / AFP

กรณียูเครน: ยุโรปแพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันรบกับรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673246

วันที่ 17 ม.ค. 2565 เวลา 20:17 น.กรณียูเครน: ยุโรปแพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันรบกับรัสเซีย ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับกลุ่มนาโตต่อท่าทีของรัสเซียที่อาจรุกรานยูเครน ทำให้เกิดความกังวลเรื่องสงครามขึ้นมา แต่รัสเซียมีไม้เด็ดที่ทำให้ยุโรปซึ่งเป็นสมาชิกหลักของนาโตต้องยอมศิโรราบทั้งๆ ที่ยังไม่ทันรบกัน

ว่ากันว่าสหรัฐจะไม่รุกรานหรือเข้าไปก้าวก่ายถ้าประเทศนั้นไม่มีน้ำมัน นี่เป็นคำพูดล้อกันเล่นแต่มีส่วนจริงอยู่บ้างแต่ไม่ทั้งหมด เพราะจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่จำเป็นหรอกว่าประเทศนั้นมีน้ำมันหรือไม่ ถ้ามันสมผลประโยชน์ สหรัฐก็จะเข้าไปยุ่มย่ามอยู่ดี

อย่างยูเครนก็ไม่ใช่เศรษฐีน้ำมัน มีแต่ทุ่งปลูกข้าวสาลีสุดลูกหูลูกตา แต่สหรัฐแย้มออกมาแล้วว่ากำลังพิจารณาส่งความช่วยเหลือให้กับกลุ่มติดอาวุธในยูเครนถ้าหากรัสเซียจะรุกรานยูเครนขึ้นมา จากการรายงานของ The New York Times

ในรายงานของ The New York Times เช่นกันได้สัมภาษณ์ เจมส์ สตาวริดิส (James Stavridis) นายพลเรือเกษียณอายุราชการชาวอเมริกันซึ่งเคยเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายพันธมิตรของนาโต (NATO) สตาวริดิสบอกว่าถ้ารัสเซียจะเข้ามายึดยูเครน สหรัฐก็จะใช้ยุทธวิธีเดียวกับที่เคยสนับสนุนกลุ่มมุญาฮิดีนในอัฟกานิสถานเพื่อต้านทานการรุกรานของสหภาพโซเวียตจนทัพโซเวียตต้องซวนเซถอนทัพกลับไปในทศวรรษที่ 80

เป็นเรื่องที่จะขำก็ขำไม่ออก เพราะสหรัฐเพิ่งจะซวนเซออกมาจากอัฟกานิสถานอยู่หมาดๆ นอกจากจะกำจัดตอลิบานไม่ได้แล้ว ยังถอนกำลังออกมาแบบถูลู่ถูกังจนหมดสภาพมหาอำนาจทางการทหารอันดับหนึ่ง

ยังไม่นับเรื่องที่กลุ่มมุญาฮิดีนในอัฟกานิสถานที่สหรัฐหนุนหลังให้ช่วยทำสงครามตัวแทนกับโซเวียตนั้น ต่อมาเปลี่ยนจากมิตรเป็นศัตรู กลายร่างเป็นตอลิบานและอัลกออิดะห์ที่หันกระบอกปืนมาเล่นงานสหรัฐจนลากยาวเป็น “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” นานกว่า 2 ทศวรรษ

อัฟกานิสถานเป็นหนึ่งตัวอย่างของการรุกรานของสหรัฐต่อประเทศที่ไร้น้ำมันแล้วกลับออกมาแบบมือเปล่าแถมเจ็บตัว

ดังนั้นเมื่อนายพลอเมริกันอ้างกลยุทธ์ที่กลายเป็นความล้มเหลวทางประวัติศาสตร์ขึ้นมาแบบนี้ ทำให้เชื่อได้ยากว่าหากใช้อีกรอบกับ “อดีตโซเวียต” มันจะได้ผลจริงหรือ?

ยังไม่จบแค่นั้น เจ้าหน้าที่รัฐบาลอเมริกันยังฝันหวานว่าแผนการที่จะช่วยผู้ลุกฮือต้านรัสเซียในยูเครนอาจรวมถึงการฝึกกองกำลังในประเทศใกล้เคียงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปีกตะวันออกของนาโต คือ โปแลนด์ โรมาเนีย และสโลวาเกีย

ก่อนที่จะวางแผนทำสงครามบานปลายขนาดนั้น สหรัฐคงลืมนึกไปว่าสมาชิกนาโตจะเต็มใจทำตามแผนหรือไม่

เพราะแน่นอนว่านาโตพร้อมที่จะช่วยยูเครนและสกัดอิทธิพลรัสเซียก็จริง แต่การทำสงครามแม้แต่ทางอ้อมจะทำให้นาโตในยุโรปพบกับหายนะมากกว่า

ไม่ต้องอะไร รัสเซียขู่มาตลอดว่านาโตไม่พึงขยายสมาชิกใหม่ หากแสวงหาแนวร่วมเพิ่มเป็นได้เห็นดีกัน เพราะอะไร? ก็เพราะว่ายิ่งนาโตดึงประเทศรายล้อมรัสเซียมาร่วมด้วย ก็เท่ากับทำยุทธศาสตร์ล้อมรัสเซีย แล้วจะให้รัสเซียอยู่นิ่งๆ ได้หรือ?

แต่ไรมาแล้วตั้งแต่ยุคสภาพโซเวียต นาโตนั้นเกิดขึ้นมาเพื่อต้านโซเวียต (ซึ่งก็คือรัสเซีย) แต่ดีที่ไม่ต้องเผชิญหน้า เพราะในเวลานั้นมีแนวกันชนคือยุโรปตะวันออกและเยอรมนีที่ถูกแบ่งเป็นตะวันตก-ตะวันออก รวมถึงฟินแลนด์และสวีเดนที่เป็นแนวกันชนทางตอนเหนือ

ทว่า นาโตดันล้ำเส้นโดยดึงเยอรมนีตะวันตกมาเป็นสมาชิก ทำกับทำลาย “แนวกันชน” โซเวียตก็ตอบโต้ด้วยการสร้างแนวร่วมกติกาสัญญาวอร์ซอ โดยดึงเยอรมนีตะวันออกมาร่วมด้วย จนกระทั่งไร้เส้นแบ่งกั้น พร้อมจะเผชิญหน้ากันตรงๆ ได้

กติกาสัญญาวอร์ซอจบลงไปแล้วหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต แต่ทุกวันนี้รัสเซียและกลุ่มประเทศเอเชียกลางและยุโรปตะวันออกสองสามแห่งยังฟอร์มทีมกันเป็นองค์การสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมกัน (CSTO) โดยที่สมาชิกกติกาสัญญาวอร์ซอในยุโรปตะวันออกหลายรายหันไปซบนาโต

ยูเครนก็เคยเป็นหนึ่งในสมาชิกกติกาสัญญาวอร์ซอและต้องการจะเป็นสมาชิกนาโต แต่รัสเซียขวางไม่ให้ทำเช่นนั้น และนาโตก็ไม่กล้าหือ เพราะการดึงยูเครนเข้ามาร่วมนาโต เท่ากับทำลาย “แนวกันชน” แล้วเปิดหน้าชนกับรัสเซียโดยตรง

ดูเอาเถอะ แม้แต่ฟินแลนด์กับสวีเดนก็ยังออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้พยายามดิ้นรนเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโต โดยเพกกา ฮาวัสโต รัฐมนตรีต่างประเทศฟินแลนด์ย้ำเมื่อวันที่ 14 มกราคมว่า “ฟินแลนด์ไม่ได้หารือกับนาโตเรื่องการเข้าร่วม และฟินแลนด์ไม่มีโครงการที่จะทำแบบนั้นในเร็วๆ นี้ … นโยบายความมั่นคงของฟินแลนด์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง”

คำกล่าวนี้มีขึ้น 1 วันหลังรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐแอนโทนี บลิงเคน บอกเป็นนัยในการให้สัมภาษณ์กับ MSNBC วันที่ 13 มกราคม ว่าฟินแลนด์ต้องการเข้าร่วมกับนาโต โดยที่ก่อนหน้านี้วันที่ 12 มกราคม โฆษกรัฐบาลรัสเซีย ดมิทรี เปสคอฟ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่ารัสเซียจะมองว่าฟินแลนด์เข้าร่วมกับนาโต้ว่าเป็น “การกระทำที่แสดงถึงการเผชิญหน้า”

จะเห็นว่าหลังจากรัสเซียขู่ สหรัฐก็สวนกลับโดยยุยงให้ฟินแลนด์ร่วมนาโต (หรือที่จริงคือทำทีปล่อยข่าวว่าฟินแลนด์จะร่วมนาโต) ปรากฏว่าฟินแลนด์ไม่เล่นตามน้ำสหรัฐ แต่ “เกรงใจ” รัสเซียมากกว่า

ฟินแลนด์ไม่ได้มีแค่ฐานะเป็นรัฐกันชนระหว่างรัสเซียกับยุโรปตะวันตก แต่มีปัญหาทางประวัติศาสตร์กับรัสเสียมาเนิ่นนาน ทั้งเรื่องพรมแดน เรื่องการุกรานและรุกล้ำ เรื่องเชื้อชาติ และเอกราช เพราะฟินแลนด์เคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซียมาก่อน

ตราบใดที่รัสเซียไม่ก้าวร้าวใส่ ฟินแลนด์ก็อยากจะอยู่นิ่งๆ มากกว่า เช่นเดียวกับสวีเดนที่ถึงจะไม่มีพรมดินแดนติดกับรัสเซียแต่ก็ลังเลที่จะร่วมกับนาโต เพราะคงคำนวณแล้วว่าได้ไม่คุ้มเสียเพราะเท่ากับสร้างศัตรูระดับยักษ์ขึ้นมาใกล้ๆ บ้านตัวเอง

สวีเดนมีส่วนใกล้กับรัสเซีย (คือใกล้กับคาลินินกราด จังหวัดที่เป็นเสี้ยวหนึ่งในเขตบอลติกนอกแผ่นดินใหญ่รัสเซีย) ดังนั้น แม้ว่าจะไม่เข้านาโต สวีเดนก็ต้องปกป้องตนเองด้วย โดยเสริมกำลังเข้าไปในก็อตแลนด์ ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับคาลินินกราด นัยว่าเพื่อป้องกันเรื่องที่คาดไม่ถึง (สวีเดนส่งทหารเข้าไปประจำการเกาะก็อตแลนด์ ตั้งแต่ปี 2008 หลังจากรัสเซียกับยูเครนและยุโรปตะวันตกมีเรื่องประทับกระทั่งกันมากขึ้น)

ฟินแลนด์กับสวีเดนไม่ใช่หมากชี้เป็นชี้ตาย ในทางประวัติศาสตร์แล้วทั้งสองประเทศพยายามรักษาความเป็นกลางมาโดยตลอด แต่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์นี้นาโตพยายาม “ยุ” ให้ทั้งสองประเทศมาร่วมกับตนอย่างหนักขึ้น นอกจากบลิงเคนแล้ว ยังมีอันเดอร์ ฟอก ราสมุสเซน ชาวเดนมาร์กอดีตเลขาธิการของนาโตที่บอกเมื่อวันที่ 15 มกราคมว่า “ถ้าฟินแลนด์และสวีเดนสมัครเป็นสมาชิก เราสามารถตัดสินใจได้ในชั่วข้ามคืน”

แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับรัสเซียด้วยว่าจะก้าวร้าวแค่ไหน หากก้าวร้าวในขนาดรุกรานยูเครนขึ้นมา ประเทศเป็นกลางก็คงอยู่เฉยไม่ได้ เพราะเห็นแล้วว่ารัสเซียไม่เกรงใจใคร ใครๆ ก็ไม่ควรเกรงใจรัสเซียอีก

แต่คำว่า “อยู่เฉยไม่ได้” ก็ไม่ได้หมายความจะมีปฏิกริยาทันที เราต้องรอดูกันต่อไปว่าจะตอบโต้รัสเซียในระดับไหน เราเห็นแล้วว่าฟินแลนด์กับสวีเดนไม่ยอมคล้อยตามลูกยุของนาโต แม้แต่สมาชิกนาโตระดับเบ้งๆ อย่างเยอรมนีพยายามเบี่ยงเบนการเผชิญหน้า กระทั่งถูกยูเครนตราหน้าว่าพยายามขัดขวางการขายปืนไรเฟิลต่อต้านอากาศยาน, ระบบต่อต้านสไนเปอร์ผ่านนาโตและเอเย่นอาวุธอื่นๆ ให้กับยูเครน

โอเล็กเซ เรซนิคอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของยูเครนกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Financial Times ว่า “พวกเขายังคงสร้างท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 และในขณะเดียวกันก็ปิดกั้น [การซื้อ] อาวุธป้องกันของเรา สิ่งนี้ไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง”

Nord Stream 2 คือท่อส่งก๊าซของรัสเซียที่ไหลผ่านทะเลบอลติกไปยังเยอรมนี มันคือเส้นทางเลือกที่จะไม่ผ่านยูเครน เพราะในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมารัสเซียมีปัญหากับยูเครนเรื่องท่อส่งก๊าซมาโดยตลอด

รัสซียนั้นเป็นทั้งผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่แต่ที่ใหญ่กว่าคือมหาอำนาจก๊าซธรรมชาติ ก๊าซที่รัสเซียขายมีลูกค้ารายใหญ่คือยุโรปตะวันตกถึงขนาดที่ว่า “ขาดก๊าซเหมือนขาดใจ” โดยเฉพาะเยอรมนีนั้นยอมอะลุ่มอล่วยกับรัสซียมาโดยตลอดเพราะพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียนั่นเอง

เผอิญว่าก๊าซที่รัสเซียส่งไปยังยุโรปตะวันตกต้องผ่านยูเครนหรือประเทศยุโรปตะวันออกบางประเทศที่ไม่ค่อยถูกกับรัสเซีย (แม้จะเคยเป็นพันธมิตรกติกาสัญญาวอร์ซอมาก่อน แต่หลังเป็น “เอกราช” แล้วพากันชิงชังรัสเซียอย่างมาก เพราะเคยถูกข่มมาก่อนสมัยสหภาพโซเวียต)

ยูเครนมีเรื่องกับรัสเซียเรื่องท่อส่งก๊าซหลายครั้งและหลายเหตุผล รวมถึงความขัดแย้งเรื่องดินแดน การทะเลาะกันของทั้งคู่ทำให้ยุโรปกลุ้มใจเพราะก๊าซจะตกไม่ถึงมือ ทำให้ขาดแคลนพลังงาน

ความขัดแย้งล่าสุด ทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติในสหภาพยุโรปเมื่อปีที่แล้วได้เพิ่มขึ้นสูงถึง 800% นับตั้งแต่ต้นปีจากข้อพิพาทเรื่องท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 และกรณีพิพาทอื่นๆ

และมาปีนี้เมื่อการเจรจาระหว่างรัสเซียกับสหรัฐคว่ำไม่เป็นท่า ราคาก๊าซก็พุ่งขึ้นมา 25% เมื่อวันที่ 14 มกราคม

บางคนยังมองว่าราคาก๊าซคืออาวุธที่รัสเซียใช้จ่อคอหอยยุโรปไม่ให้ซ่าไปกว่านี้ แม้แต่ฟาติห์ บิรอล กรรมการบริหารของสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ยังต่อว่ารัสเซียว่าฉวยโอกาสใช้วิกฤตการเมืองระหว่างประเทศบีบอุปทานเพื่อปั่นราคาก๊าซธรรมชาติในช่วงที่ยุโรปต้องการก๊าซมากในฤดูหนาว

เขาเชื่อว่า Gazprom รัฐวิสาหกิจก๊าซธรรมชาติของรัสเซียต้องกักอุปทานแน่นอน และทำให้ราคาสูงขึ้นแต่รัสเซียอ้างสถานการณ์ความตึงเครียดในยูเครน

อันที่จริงว่ากันแฟร์แล้ว ต่อให้รัสเซียกักอุปทานก๊าซจริง รัสเซียก็มีเหตุผลที่จะใช้ก๊าซเป็นอาวุธกับยุโรปซึ่งแสดงท่าทีเป็นศัตรูกับรัสเซียอย่างออกนอกหน้า

สหรัฐจึงต้องมาเป็นแบ็คอัพให้ยุโรป โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐ 2 รายและแหล่งอุตสาหกรรม 2 แห่งบอกกับรอยเตอร์เมื่อวันที่ 14 มกราคมว่า รัฐบาลสหรัฐได้จัดการเจรจากับบริษัทพลังงานระหว่างประเทศหลายแห่งเกี่ยวกับแผนฉุกเฉินในการจัดหาก๊าซธรรมชาติไปยังยุโรป หากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนขัดขวางอุปทานก๊าซจากรัสเซีย

แน่นอนว่ามันช่วยยันสถานการณ์ไว้ได้ แต่เอาเข้าจริงมันช่วยอะไรไม่ได้มากนัก

จนถึงตอนนี้ เราจะเห็นแค่สมาชิกนาโตที่อยู่ไกลจากจุดขัดแย้งเท่านั้นที่เคลื่อนไหวก้าวร้าวกับรัสเซียมากกว่าพวกที่อยู่ใกล้ๆ เช่น สหรัฐที่คอยยุและขู่ไม่หยุด

อดัม ชิฟฟ์ ประธานคณะกรรมการข่าวกรองของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐถึงกับเชื่อว่ารัสเซียจะบุกยูเครน “แน่ๆ”

แต่โฆษกรัฐบาลรัสเซีย ดมิทรี เปสคอฟ ต่อคำถามว่ารัสเซียจะบุกยูเครนหรือไม่นั้น เขาตอบด้วยคำสั้นๆ ว่า “บ้าชัดๆ “

ใครพูดจริงพูดโกหก ใครมั่วใครถูก อนาคตเท่านั้นที่จะตัดสิน

รวมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศแคนาดาที่จะเดินทางไปเยือนยูเครนด้วยตัวอง แล้วบอกก่อนเดินทางว่า “แคนาดาจะทำงานร่วมกับพันธมิตรระหว่างประเทศเพื่อรักษาระเบียบระหว่างประเทศที่หลักนิติรัฐ”

ทั้งสหรัฐและแคนาดานั้นทำเป็นออกหมัดชกลมขู่ได้ เพราะไม่ได้อยู่บนเวทีกับเหมือนยุโรปที่ถูกผลักขึ้นไปเจอกับระดับเฮฟวี่เวทโดยตรง ยิ่งแคนาดานั้นระยะหลังทำตัวเลียนแบบตำรวจโลกกับครูสอนศีลธรรมโลกเหมือนสหรัฐขึ้นมาทุกที

ลองทั้งสองประเทศต้องพึ่งก๊าซจากรัสเซีย จะไม่แสดงอาการยั่วยุให้ชาวบ้านชกกันแบบนี้

สถานการณ์แบบนี้การยั่วยุเป็นสิ่งอันตรายอย่างมาก ขณะที่ชาติตะวันตกพยายามโน้มน้าวให้โลกเชื่อให้ได้ว่ารัสเซียจะยูเครน (อ้างว่าปูตินมีปัญหาภายในต้องการกลบเกลื่อนและมีปมเรื่องการขยายดินแดน) แต่การก่อความขัดแย้งที่นำไปสู่สงครามโลกแบบนี้่ไม่คุ้มอย่างมากกับทุกฝ่าย

รัสเซียนั้นกล่าวหาว่ายูเครนและนาโตสะสมกำลังทหารยั่วยุก่อน หลังจากนั้นรัสเซียจึงต้องตอบโต้ด้วยการส่งทหารนับแสนนายไปที่พรมแดนยูเครน

เรื่องนี้มีส่วนจริงเพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานาโตและสหรัฐเคลื่อนไหวทางการทหารในประเทศสมาชิกใกล้พรมแดนรัสเซียอย่างมาก เช่น โปแลนด์ รวมถึงความวุ่นวายในเบลารุสที่เป็นแนวกันชนของรัสเซีย รัสเซียก็มองว่าชาติตะวันตกแทรกแซงเข้ามาเพื่อจะ “กลืน” บาลารุส

แต่สถานการณ์จะนำไปสู่สงครามหรือไม่? สำหรับผู้เขียนคิดว่าอาจจะไม่ อย่างน้อยยุโรปจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้น เพราะตนเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง

ย้อนไปในเดือนพฤศจิกายนปีกลาย ดมิทรี โปลียันสกี (Dmitry Polyansky) ผู้ช่วยทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติกับคำถามว่าจะบุกยูเครนหรือไม่ เขาตอบว่า “ไม่เคยวางแผน ไม่เคยทำ และจะไม่ทำมัน เว้นแต่เราจะถูกยูเครนหรือคนอื่นยั่วยุ” และบอกว่า “และอย่าลืมว่าเรือรบอเมริกันรอบๆ ทะเลดำนั้นแสดงท่าทีเข้ามาใกล้มาก”

ถูกต้อง ขณะที่โลกตะวันตกประโคมว่ารัสเซียสั่งสมกำลังทหาร ชาติตะวันตกก็ส่งกองเรือไปยั่วรัสเซียถึงถิ่นไม่หยุด ทั้งในทะเลดำ ทะเลบอลติก ไหนจะมีระบบป้องกันขีปนาวุธและส่งกองทหารในประเทศยุโรปตะวันออกแบบที่ใครเห็นก็รู้ว่เอาไว้ขู่ใคร

พอรัสเซียเอาจริงขึ้นมา นาโตจึงมีทั้งฝ่ายหวั่นๆ กับฝ่ายที่ท้าทายไม่เลิกว่า “ก็เอาสักตั้งสิวะ” แล้วปั่นเรื่องยูเครนให้เป็นชนวนบานปลาย

ดังนั้นระเบิดลูกนี้หรือจะตูมขึ้นมาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าบางประเทศจะทำให้ยูเครนหมดสถานะรัฐกันชนแล้วลากมาเป็นสมาชิกนาโตหรือไม่

หากทำเช่นนั้นนั้นสงครามจะเกิดขึ้นสมใจบางประเทศ

โดย กรกิจ ดิษฐาน

REUTERS/Evgenia Novozhenina