ในเมื่อทิปคือลมหายใจ แล้วเราควรจ่ายเท่าไรคนรับถึงจะแฮปปี้ คนให้ก็จ่ายไหว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673019

วันที่ 14 ม.ค. 2565 เวลา 15:23 น.ในเมื่อทิปคือลมหายใจ แล้วเราควรจ่ายเท่าไรคนรับถึงจะแฮปปี้ คนให้ก็จ่ายไหวเปิดตัวเลขที่เหมาะสมที่ควรจ่ายให้พนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารที่ต้องพึ่งพาทิปจากลูกค้าเป็นหลัก

โพสต์ทูเดย์เขียนบทความเรื่อง พนักงานเสิร์ฟอเมริกันทำงาน 6 สัปดาห์ได้ค่าแรงไม่ถึงบาท ดังนั้นแรงงานเหล่านี้จึงต้องพึ่งพาทิปจากลูกค้า วันนี้มาดูกันบ้างว่าให้ทิปเท่าไรดีจึงจะดูเหมาะสมและเรายังจ่ายไหว

บทความนับไม่ถ้วนแนะนำว่าการรับประทานอาหารมนร้านสไตล์ sit-down ปกติควรให้ทิปที่ 15-20% ขณะที่ผลการสำรวจความคิดเห็นเมื่อเร็วๆ นี้โดยบริษัทเทคโนโลยีเกี่ยวกับร้านอาหาร Popmenu พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่จ่ายทิปให้กับพนักงานร้านอาหารมากกว่า 20% ในช่วงที่ Covid-19 ระบาด และ 1 ใน 5 จ่ายมากกว่า 25% และ 38% จ่ายทิปให้พนักงานส่งอาหารไม่น้อยกว่า 20%

แบบนี้หมายความว่าธรรมเนียมการให้ทิปเปลี่ยนไปแล้วหรือเปล่า การจ่ายทิป 20% กลายเป็นเรื่องปกติพื้นฐานไปแล้วหรือ?

ลิซซี โพสต์ เจ้าของรายการพอดแคสต์ Emily Post’s Awesome Etiquette และเหลนของ เอมิลี โพสต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมารยาท เผยกับ CNBC ว่า ขั้นต่ำสำหรับบริการทั่วไปคือ 15% แต่หากมีเงินเยอะหรือรู้สึกมีแรงบันดาลใจก็ให้มากกว่านี้ได้เลย

โพสต์บอกว่า “ฉันจะไม่บอกใครต่อใครว่าพวกเขาต้องจ่ายทิป 20% โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมันไม่เหมาะกับงบของคุณ”

ตีความคำพูดของโพสต์ก็คือ เราไม่ควรละเลยการให้ทิปขั้นต่ำ 15% สำหรับการบริการที่ดี เพราะพนักงานเสิร์ฟต้องพึ่งพารายได้จากทิปมากกว่างานประเภทอื่นๆ

ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะภายใต้กำหมายของรัฐบาลกลาง นายจ้างสามารถจ่ายค่าตอบแทนให้พนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำได้ คือสามารถจ่ายเพียง 2.13 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง หากทิปที่พวกเขาได้รับบวกกับค่าตอบแทนจากนายจ้างแล้วเกิน 7.25 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง

โพสต์บอกอีกว่า “ถ้าคุณให้ทิปฉัน 5% ฉันจะคิดว่าคุณเป็นคนนิสัยไม่ดี หรือไม่ก็ไม่รู้จักธรรมเนียมการให้ทิปของเรา นอกเสียจากว่ามันมีอะไรไม่ดีที่จัดเจนเกิดขึ้น อย่างฉันทำเครื่องดื่มหกใส่คุณ”

ที่น่าตกใจก็คือ ผลการสำรวจความคิดเห็นข้างต้นพบว่ามีลูกค้าถึง 6% ที่ไม่ยอมควักกระเป๋าจ่ายทิปให้พนักงานสักเซนต์

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับแต่ละร้านด้วย อาทิ ร้านอาหารจีนในสหรัฐบางร้านอาจจะปฏิเสธทิป

AFP PHOTO / JOE KLAMAR

ไขข้อข้องใจ ทำไมยังต้องระวัง Omicron ทั้งที่รุนแรงน้อยลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673006

วันที่ 14 ม.ค. 2565 เวลา 13:10 น.ไขข้อข้องใจ ทำไมยังต้องระวัง Omicron ทั้งที่รุนแรงน้อยลง‘โอมิครอน’ อาจรุนแรงไม่เท่าสายพันธุ์อื่น แต่มีหลายสาเหตุที่เราต้องระวังไม่ให้ติดเชื้อ

วันนี้ (14 ม.ค.) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าแม้จะพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ก่อนหน้า แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ามีสาเหตุหลายประการที่เราต้องระมัดระวังและป้องกันไม่ให้ติดเชื้อโอมิครอน

อาการป่วยหนักยังเกิดขึ้นได้

การวิจัยหลายฉบับระบุว่าโอมิครอนมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดอาการป่วยที่ไม่รุนแรงหรือไม่แสดงอาการ โดยส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจส่วนบน มากกว่าที่เชื้อจะลงปอด ซึ่งทำให้อัตราการป่วยหนักและเสียชีวิตน้อยกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้านี้อย่างเดลตา

แต่ศักยภาพในการแพร่กระจายที่ไม่ธรรมดาของโอมิครอน ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในหลายประเทศ หมายความว่าอาจมีผู้ที่เกิดอาการป่วยหนักมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลล่าสุดจากอิตาลีและเยอรมนีแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเข้าโรงพยาบาล ป่วยหนัก และเสียชีวิต

เสี่ยงแพร่เชื้อให้คนอื่น

อากิโกะ อิวาซากิ ซึ่งศึกษาด้านภูมิคุ้มกันไวรัสจากมหาวิทยาลัยเยลกล่าวว่าผู้ติดเชื้ออาจเกิดอาการป่วยเพียงเล็กน้อย แต่ยังสามารถแพร่เชื้อไปยังบุคคลอื่นได้ แม้ว่าจะมีแอนติบอดีจากการติดเชื้อครั้งก่อนหรือการฉีดวัคซีน รวมถึงอาจแพร่เชื้อไปยังคนที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการป่วยรุนแรง

ผลกระทบระยะยาวยังไม่มีใครรู้

การติดโควิด-19 สายพันธุ์ก่อนหน้านี้ แม้ว่าจะมีอาการเพียงเล็กน้อยหรือฉีดวัคซีนแล้ว พบว่าผู้ป่วยบางเคสเกิดภาวะที่เรียกว่า “ลองโควิด” คือร่างกายยังคงไม่กลับคืนสู่ภาวะปกติแม้จะหายจากโควิด-19 และขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดว่าผู้ติดเชื้อโอมิครอนมีโอกาสเกิดภาวะดังกล่าวมากน้อยเพียงใด

อิวาซากิ กล่าวว่าแม้โอมิครอนจะถูกประเมินว่าไม่รุนแรง แต่มันอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ร่างกายอ่อนแอไปอีกเป็นเดือนหรือเป็นปีก็ได้

นอกจากนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าโอมิครอนจะมีภัยเงียบอื่นๆ หรือไม่ อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับสายพันธุ์ก่อนหน้านี้ อาทิ ภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง ความบกพร่องของอสุจิ และการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่ผลิตอินซูลิน

ยารักษาไม่เพียงพอ

ยาที่จะใช้รักษาโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนยังมีจำกัด ขณะที่ยาแอนติบอดี 2 ใน 3 ตัวที่เคยใช้รักษาโควิด-19 ในระลอกที่ผ่านมาใช้ไม่ได้ผลกับสายพันธุ์โอมิครอน ส่งผลให้ยาที่ยังคงใช้ได้ผลคือโซโทรวิแมบ ( Sotrovimab) จาก GlaxoSmithKline ขาดตลาด เช่นเดียวกับยารักษาโควิด-19 ตัวใหม่อย่างแพกซ์โลวิด (Paxlovid) จาก Pfizer ที่พบว่ามีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อโอมิครอน

ผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล

เดวิด โฮ ศาสตราจารย์ด้านจุลชีววิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย กล่าวว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว และผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น ซึ่งไม่มีโรคประจำตัว เชื้อโอมิครอนไม่สามารถทำอันตรายได้มากนัก ถึงกระนั้นการที่มีผู้ติดเชื้อน้อยย่อมดีกว่า เนื่องจากโรงพยาบาลหลายแห่งรองรับผู้ป่วยเต็มขีดจำกัด เมื่อมีผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็นจำนวนมาก

ขณะที่ผู้ติดเชื้อพุ่งจนทำลายสถิติ โรงพยาบาลหลายแห่งต้องเลื่อนการผ่าตัดหรือการรักษาอื่นๆ ที่ไม่ฉุกเฉินออกไป และในการแพร่ระบาดครั้งก่อนๆ โรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถรักษาผู้ป่วยเคสฉุกเฉินได้อย่างเหมาะสม

ติดเชื้อมาก = กลายพันธุ์มาก

อัตราการติดเชื้อที่มากขึ้นทำให้โอกาสที่ไวรัสจะกลายพันธุ์ยิ่งสูงขึ้น และไม่มีการรับประกันว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่จะมีความอันตรายมากหรือน้อยกว่าสายพันธุ์เดิม

“SARS-CoV-2 ทำให้เราประหลาดใจในหลายๆ ด้านในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และเราไม่มีทางคาดเดาวิถีการวิวัฒนาการของไวรัสนี้ได้” โฮกล่าว

โดยโอมิครอนเป็นโควิด-19 สายพันธุ์หลักลำดับที่ 5 และยังคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าไวรัสจะกลายพันธุ์ต่อไปหรือไม่ อย่างไร

ติดเชื้อตอนนี้ไม่ได้แปลว่าจะไม่ติดเชื้ออีก

แอนติบอดีที่ได้จากการติดเชื้อโอมิครอนจะป้องกันสายพันธุ์ใหม่ในอนาคตได้ดีเพียงใดเป็นเรื่องที่ยังไม่มีใครทราบ โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) เปิดเผยข้อมูลก่อนหน้านี้พบว่าผู้ที่หายจากโควิด-19 ระยะแรกมีแอนติบอดีที่สามารถต้านไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิมได้ แต่มีประสิทธิภาพน้อยลงเมื่อเจอสายพันธุ์ใหม่ๆ

นอกจากนี้ยังกล่าวว่าผู้ที่มีอาการป่วยเพียงเล็กน้อยมีโอกาสน้อยกว่าที่แอนติบอดีจะสามารถต้านไวรัสสายพันธุ์ใหม่ เมื่อเทียบกับผู้ที่ป่วยหนัก

ศาสตราจารย์ปีเตอร์ โฮเตซ นักวิจัยวัคซีนจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์เบย์เลอร์ มองว่าโอมิครอนซึ่งติดเชื้อไม่รุนแรงบริเวณทางเดินหายในส่วนบน ไม่น่าจะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืน

Photo by ALEJANDRO PAGNI / AFP

หนุ่มมะกันเศร้าจู๋หด 1.5 นิ้วหลังติดโควิด หมอชี้เกิดขึ้นได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672997

วันที่ 14 ม.ค. 2565 เวลา 12:29 น.หนุ่มมะกันเศร้าจู๋หด 1.5 นิ้วหลังติดโควิด หมอชี้เกิดขึ้นได้หนุ่มอเมริกันเจอผลข้างเคียงจาก Covid-19 พบอวัยวะเพศสั้นลง 1.5 นิ้ว

The New York Post รายงานว่า หนุ่มอเมริกันวัย 30 ปีรายหนึ่งเปิดเผยว่าเขาได้รับผลกระทบหลังจากติด Covid-19 โดยองคชาตหดสั้นลง 1.5 นิ้ว หรือ 3.81 เซนติเมตร ทำเอาเจ้าตัวเสียความมั่นใจเรื่องบนเตียงไปเลย

ชายหนุ่มรายนี้เขียนจดหมายเล่าประสบการณ์ของตัวเองในรายการพอดแคสต์ How To Do It ว่า “เมื่อเดือน ก.ค.ปีที่แล้วผมติด Covid-19 แล้วป่วยหนักมาก พออกจากโรงพยาบาลผมก็เริ่มมีปัญหาอวัยวะเพศไม่แข็งตัว อาการดีขึ้นเรื่อยๆ หลังเข้ารับการรักษา แต่ดูเหมือนจะมีอีกปัญหาที่น่าจะอยู่ยาว”

เขาเล่าต่อว่า “น้องชายผมสั้นลง ก่อนป่วยขนาดมันเกินมาตรฐานนะ ก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่ใหญ่กว่าปกติแน่นอน แต่ตอนนี้น้องชายผมมันหดลงไปนิ้วครึ่ง กลายเป็นไซส์เล็กกว่ามาตรฐานอ่ะ”

หนุ่มรายนี้อ้างว่าแพทย์วินิจฉัยว่าปัญหาของเขาเกิดจากความเสียหายที่หลอดเลือดซึ่งเกิดจาก Covid-19 และเตือนว่าอาการนี้อาจจะอยู่ถาวร

“จริงๆ มันไม่ควรเป็นเรื่องใหญ่หรอก แต่มันส่งผลกับความมั่นใจในตัวเองสุดๆ ไหนจะเรื่องความสามารถบนเตียงอีก” ชายหนุ่มบอกในจดหมายที่เขียนมาขอคำแนะนำจากทางรายการ

แอชลีย์ วินเทอร์ แพทย์ระบบปัสสาวะในเมืองพอร์ตแลนด์ของสหรัฐอธิบายว่า การที่องคชาตเล็กลงหลังติด Covid-19 เป็นผลพวงจากภาวะความผิดปกติในการแข็งตัวของอวัยวะเพศ (erectile dysfunction) เมื่อองคชาตแข็งตัวไม่สุดเพราะได้รับเลือดไม่เต็มที่ มันอาจทำให้เกิดแผลเป็นที่อวัยวะเพศและทำให้มันสั้นลง ซึ่งอาจเป็นกรณีเดียวกันกับของชายคนนี้

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าให้ออกกำลังกายยืดองคชาต หรือใช้อุปกรณ์ปั๊มสุญญากาศ (penis vacuum) เพื่อให้เลือดไหลเข้าสู่องคชาตได้มากขึ้นและทำให้ความยาวกลับคืน

ทั้งนี้ แพทย์ระบบปัสสาวะหลายคนเคยออกมายืนยันก่อนหน้านี้แล้วว่า ภาวะโควิดลงองคชาตเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ทำให้หลอดเลือดได้รับความเสียหาย จนส่งผลให้ขนาดขององคชาตหดเล็กลง

ขณะที่มหาวิทยาลัยลอนดอนทำการศึกษาผู้ติด Covid-19 จำนวน 3,400 ราย พบว่า มีราว 200 รายที่เกิดผลข้างเคียงระยะยาวจากการติดเชื้อ และหนึ่งในนั้นคือการที่อวัยวะเพศหดสั้นลง แต่เกิดได้ยากกว่า

Photo by Oli SCARFF / AFP

***หมายเหตุ ด้านบนเป็นภาพประกอบข่าว

ไม่จบง่ายๆ WHO เล็งต่อเวลาภาวะฉุกเฉินโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672989

วันที่ 14 ม.ค. 2565 เวลา 11:30 น.ไม่จบง่ายๆ WHO เล็งต่อเวลาภาวะฉุกเฉินโควิด-19อนามัยโลกเล็งต่อเวลาภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโลกที่ดำเนินมาเกือบ 2 ปี

เว็บไซต์ Daily Sabah รายงานว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะขยายเวลาภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศหรือไม่ หลังจากที่ประกาศใช้มาเกือบ 2 ปีแล้วเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นการแจ้งเตือนระดับสูงสุดที่องค์การอนามัยโลกสามารถกำหนดได้

ขณะที่เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกกล่าวว่าขณะนี้ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เฉลี่ยสัปดาห์ละประมาณ 50,000 ราย ซึ่งเป็นจำนวนที่มากเกินไป และยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มแรก

ท่ามกลางการถกเถียงว่าโควิด-19 จะนับว่าเป็นโรคประจำถิ่นได้หรือยัง โดยนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ของสเปนสนับสนุนให้เปลี่ยนนิยามของโควิด-19 จาก “การระบาดใหญ่” (pandemic) มาเป็น “โรคประจำถิ่น” (endemic) เนื่องจากพบว่ามีอัตราการเสียชีวิตที่ลดลง

ทว่า ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งรวมถึงมาเรีย ฟาน เคอร์โฮฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสโคโรนาขององค์การอนามัยโลก และแคทเธอรีน สมอลวูด เจ้าหน้าที่อาวุโสขององค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคยุโรป มองว่าท้ายที่สุดแล้วโควิด-19 จะกลายเป็นโรคประจำถิ่น แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้

เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไวรัสยังคงพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความท้าทายใหม่ๆ อยู่เสมอ ซึ่งนิยามของโรคประจำถิ่นนั้นจำเป็นต้องมีการแพร่เชื้อที่เสถียรและคาดเดาได้ อย่างเช่น ไข้หวัดใหญ่

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าประกาศภาวะฉุกเฉินล่าช้าจนเกินไป หลังจากที่มีรายงานผู้ติดเชื้อรายแรกในจีนเมื่อปี 2019

โดยองค์การอนามัยโลกประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขทั่วโลกเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2020 ซึ่งเชื้อได้แพร่กระจายไปราว 21 ประเทศแล้ว ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อนอกประเทศจีนนับ 100 ราย

ตั้งแต่นั้นมา มีรายงานการติดเชื้อมากกว่า 308 ล้านรายและผู้เสียชีวิตเกือบ 5.5 ล้านรายทั่วโลก

Photo by Indranil MUKHERJEE / AFP

วังอังกฤษถอดยศ-ฐานันดรเจ้าชายแอนดรูว์เซ่นคดีล่วงละเมิดทางเพศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672984

วันที่ 14 ม.ค. 2565 เวลา 10:29 น.วังอังกฤษถอดยศ-ฐานันดรเจ้าชายแอนดรูว์เซ่นคดีล่วงละเมิดทางเพศเจ้าชายแอนดรูว์ถูกถอดยศและฐานันดรศักดิ์ เตรียมสู้คดีล่วงละเมิดทางเพศในฐานะสามัญชน

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมเผยแพร่แถลงการณ์เรื่องการถอดยศทางการทหารและฐานันดรศักดิ์เจ้าฟ้าของเจ้าชายแอนดรูว์ว่า ด้วยความเห็นชอบของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ยศทางทหารและหน่วยงานการกุศลทุกแห่ง ที่อยู่ภายใต้พระอุปถัมภ์ของเจ้าชายแอนดรูว์ ดยุกแห่งยอร์ก กลับคืนสู่สมเด็จพระราชนินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

โดยหลังจากนี้เจ้าชายแอนดรูว์จะไม่ใช้ตำแหน่งเจ้าฟ้า (His Royal Highness) ในงานที่เป็นทางการ และจะสู้คดีล่วงละมิดทางเพศในศาลสหรัฐในฐานะสามัญชน

ความเคลื่อนไหวจากสำนักพระราชวังเกิดขึ้นหลังจากศาลในนิวยอร์กมีคำพิพากษายกคำร้องของเจ้าชายแอนดรูว์ให้ยกคำฟ้องคดีแพ่งที่ เจอร์จิเนีย จุฟฟรี วัย 38 ปีกล่าวหาว่าเจ้าชายแอนดรูว์ล่วงละเมิดทางเพศในปี 2001 ขณะที่เธออายุ 17 ปี

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเจ้าชายแอนดรูว์ทรงปฏิเสธข้อกล่าวหานี้มาโดยตลอด ขณะที่สำนักพระราชวังบักกิงแฮมระบุว่าจะไม่แสดงความคิดเห็นต่อคดีความที่กำลังเดินอยู่นี้

ภาพถ่ายซึ่งไม่ระบุวันที่และสถานที่ซึ่งเผยแพร่โดยศาลแขวงสหรัฐในเขตนิวยอร์กใต้เป็นภาพของเจ้าชายแอนดรูว์ เวอร์จิเนีย จุฟฟรี และกิสเลน แม็กซ์เวลล์ (จากซ้ายไปขวา) Photo by Handout / US District Court – Southern District of New York (SDNY) / AFP

Steve Parsons/PA Wire/Pool via REUTERS/File Photo

สนใจไหม? หนุ่มญี่ปุ่นรับจ้างอยู่เฉยๆ โกยเงินหลักแสนต่อเดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672946

วันที่ 14 ม.ค. 2565 เวลา 10:19 น.สนใจไหม? หนุ่มญี่ปุ่นรับจ้างอยู่เฉยๆ โกยเงินหลักแสนต่อเดือนเมื่อประเทศเต็มไปด้วยคนเหงา การนั่งเฉยๆ เป็นเพื่อนใครสักคนจึงเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยม

โชจิ โมริโมโตะ หนุ่มญี่ปุ่นวัย 38 ปีจากโตเกียวคนนี้หาเงินด้วยการรับจ้าง “อยู่เฉยๆ” โดยเสนอตัวเองไปอยู่เป็นเพื่อนลูกค้าในกิจกรรมต่างๆ หรือเป็นที่รับฟังความในใจของลูกค้าที่ไม่สามารถระบายกับใครได้ และเขาได้เงินจากการอยู่เฉยๆ ถึงหลักแสนทุกเดือน

โชจิ ริเริ่มงานแปลกนี้หลังจากที่เขาตกงานในปี 2018 โดยสร้างบัญชีบน Twitter ชื่อ Do Nothing Rent-a-Man หรือบริการรับจ้างอยู่เฉยๆ สำหรับผู้ที่กำลังต่อสู้กับความเหงา หรือมีเรื่องในใจที่ไม่สามารถระบายกับใครได้ ซึ่งก็เป็นบริการที่ได้รับความนิยมมากทีเดียว และขณะนี้เขามีผู้ติดตามมากกว่า 200,000 คน

จนถึงขณะนี้โชจิให้บริการลูกค้ามาแล้วมากกว่า 3,000 คน โดยมีผู้จ้าง 2 ถึง 3 คนต่อวัน คิดค่าจ้างครั้งละ 10,000 เยน และค่าอาหาร ค่าเดินทาง แยกต่างหาก

ลูกค้าหลายคนใช้บริการโชจิเพื่อแก้เบื่อ แก้เหงา โดยจ่ายเงินจ้างเขาเพื่อให้มีเพื่อนในการทำกิจกรรมต่างๆ อาทิ กินข้าว เดินเล่น ช้อปปิ้ง ไปจนถึงเรื่องซีเรียสอย่างการรับฟังคำสารภาพการฆาตกรรมโชจิก็ทำมาแล้ว

โชจิเล่าว่าเขาพบเจอกับลูกค้าและสถานการณ์ที่หลากหลาย บางคนก็โดดเดี่ยว บางคนไม่กล้าไปไหนคนเดียว บางคนต้องการใครสักคนที่จะแบ่งปันความประทับใจของพวกเขา อย่างการฟังเขาเล่นดนตรี หรือแบ่งปันเค้กวันเกิด

แม้ว่าจะเจอลูกค้ามามากแต่ก็มีอีกมากเหมือนกันที่โชจิปฏิเสธไม่รับงาน เช่น จ้างทำความสะอาดบ้าน ซักผ้า ถ่ายภาพนู้ด และเป็นเพื่อนกับใครสักคนจริงๆ

โชจิกล่าวกับ CBS ว่าเขาจะไม่ผูกมิตรกับลูกค้า และไม่เป็นฝ่ายชวนลูกค้าคุยก่อน “ผมถูกจ้างให้อยู่เฉยๆ หมายความว่าผมจะไม่พยายามทำอะไรเลย ไม่เป็นฝ่ายชวนคุย เพียงแค่กิน ดื่ม และตอบบทสนทนาของลูกค้านิดหน่อย แค่นั้นแหละ”

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นประสบปัญหาในการจัดการความเหงาและความโดดเดี่ยวทางสังคม โดยในปี 2020 พบว่ามีอัตราการฆ่าตัวตายที่เพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี และมีการแต่งตั้ง “รัฐมนตรีกระทรวงความเหงา” เพื่อช่วยแก้ไขปัญหา

ที่มา: Business InsiderThe IndependentNews18

ภาพ: @morimotoshoji/Twitter

คำเตือนจากอังกฤษ เงินดิจิทัลบั่นทอนเสถียรภาพทางการเงิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672953

วันที่ 14 ม.ค. 2565 เวลา 09:00 น.คำเตือนจากอังกฤษ เงินดิจิทัลบั่นทอนเสถียรภาพทางการเงินขณะที่หลายประเทศเตรียมออกสกุลเงินดิจิทัลแห่งชาติ (CBDC)

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานเมื่อวันที่ 13 ม.ค. ฝ่ายนิติบัญญัติของสหราชอาณาจักรเตือนว่าเงิน “ปอนด์ดิจิทัล” อาจส่งผลเสียต่อเสถียรภาพทางการเงิน เพิ่มต้นทุนของสินเชื่อ และกระทบต่อความเป็นส่วนตัว

หลังจากที่ธนาคารกลางและกระทรวงการคลังของสหราชอาณาจักรกล่าวเมื่อเดือนพ.ย. ปีที่แล้วว่าจะจัดให้มีการปรึกษาหารือในปีนี้เกี่ยวกับทิศทางของสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (CBDC) หรือปอนด์ดิจิทัล ซึ่งอาจเปิดตัวหลังปี 2025

รายงานระบุว่าขณะนี้ธนาคารกลางทั่วโลกเร่งดำเนินการเกี่ยวกับ CBDC เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ภาคเอกชนครองอำนาจในการชำระเงินทางดิจิทัล หลังจากที่คริปโตเคอร์เรนซีกลายเป็นที่นิยมในกระแสหลักมากขึ้น และการใช้เงินสดลดลง

ทว่า ฝ่ายนิติบัญญัติของสหราชอาณาจักรให้ความเห็นว่าปอนด์ดิจิทัลอาจทำให้ผู้คนย้ายเงินสดจากธนาคารพาณิชย์ไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัล ซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางการเงินในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำ และเพิ่มต้นทุนในการกู้ยืม นอกจากนี้อาจเป็นอันตรายต่อความเป็นส่วนตัว

ในวันเดียวกันมีรายงานว่าธนาคารสวิตเซอร์แลนด์ประสบความสำเร็จในการทดสอบการชำระเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัลในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับธนาคารพาณิชย์ 5 แห่ง ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวสู่การออกสกุลเงินดิจิทัลของประเทศ

ก่อนหน้านี้เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่าในอีกไม่นานจะมีการเปิดตัว “ดอลลาร์ดิจิทัล” สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) แต่ยืนยันว่าจะยังคงมีพื้นที่สำหรับเหรียญที่ออกโดยเอกชนให้สามารถแข่งขันควบคู่ไปกับสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางได้

ทั้งนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่า CBDC มีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยจะช่วยให้ทุกคนสามารถเข้าถึงระบบการเงินและทำธุรกรรมได้โดยไม่ต้องใช้บัญชีธนาคาร เพิ่มความยืดหยุ่นในภาคธุรกิจ และถ่วงอำนาจสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ ของเอกชนซึ่งควบคุมได้ยากและเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน

อย่างไรก็ตามข้อเสียของ CBDC คืออาจทำให้ประชาชนพากันย้ายเงินจากธนาคารพาณิชย์ไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัล ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสี่ยงมากเมื่อเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ และเป็นการเพิ่มภาระแก่ธนาคารกลางที่ต้องแบกรับความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายในการออก CBDC นอกจากนี้หากเกิดข้อผิดพลาดทางไซเบอร์ก็จะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางเองด้วย

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration//File Photo

ท้าวเวสสุวรรณ ให้หวยรวยทรัพย์ จริงหรือ?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672960

วันที่ 13 ม.ค. 2565 เวลา 21:25 น.ท้าวเวสสุวรรณ ให้หวยรวยทรัพย์ จริงหรือ?สำรวจแนวคิดเรื่อง “ท้าวเวสสุวรรณ” จากความเชื่อในไทยและต่างประเทศ อะไรใหม่ อะไรเดิม อะไรปลอมแปลง?

คติเรื่อง “ท้าวเวสสุวรรณ” ตอนนี้แตกแขนงเป็นความเชื่อว่าท่านให้โชคลาภ ใบ้หวย ช่วยปลดทรัพย์ กลายเป็น “ลัทธิอุปโลกน์เจ้าพ่อ ขอให้รวย” ที่ดาษดื่นในสังคม เช่น กระแสก่อนหน้านี้ที่แรงมากแต่ตลาดวายไปอย่งรวดเร็วคือกรณีไอ้ไข่

ท้าวเวสสุวรรณนี้ที่จริงต้องเรียกว่า “ท้าวเวสวัณ” ตามที่ปรากฏในพระบาลีคือพระไตรปิฎกและอรรถกถาปกรณ์ต่างๆ คำว่า “เวสสุวรรณ” เป็นการลากเข้าความสะดวกปากของคนไทย ซึ่งไม่ได้ลากเสียงให้เรียกง่ายตามจริตตนเท่านั้น แต่ยังสร้างความเชื่อใหม่ๆ เรื่องท้าวเวสวัณให้สะดวกกับนิสัยของคนไทยด้วย นั่นคือเรื่องตั้งเจ้าพ่อเพื่อขอให้รวย

ดังที่บางวัดตั้งฉายานามให้ท่านเสียใหม่ว่า “ท้าวปลดหนี้”

ว่ากันตามเนื้อผ้าท้าวเวสวัณในพระไตรปิฎกเป็นหนึ่งในสี่จตุโลกบาลหรือจาตุมหาราช คือหัวหน้าเทพในระดับ “มหาราช” ชั้นจาตุมหาราชิกาทั้ง 4 องค์ ที่มีหน้าที่รักษาทิศทั้ง 4 และควบคุมกำลังพลเทพ อสูร คนธรรพ์ นาค (ในภาษาจีนเรียกว่าแปดเทพอสูรมังกรฟ้า คืออมนุษย์ทั้ง 8 เหล่าตามคติพุทธศาสนา)

ท้าวเวสวัณ ประจำรักษาโลกด้านทิศเหนือ ทำหน้าที่ปกครองยักษ์ หากใครเคยได้ยินพิธีกรรมที่เรียกว่า “สวดภาณยักษ์” มาก่อน ขอให้ทราบว่าผู้ที่กราบทูลพระพุทธเจ้าให้สวดคือท้าวเวสวัณนั่นเอง โดยกราบทูลว่ายักษ์บางเหล่าก็เป็นยักษ์พาล ไม่พอใจที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้รักษาศีล บางเหล่าก็เป็นยักษ์ดีมีคุณธรรม มีความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พวกยักษ์พาลนี้ท้าวเวสวัณท่านเกรงว่าจะมาก่อกวนผู้นับถือพุทธศาสนา

ดังนั้น ท้าวเวสวัณจึงกราบทูลว่า “ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงเรียนการรักษาอันชื่อว่าอาฏานาฏิยะเพื่อให้ยักษ์พวกนั้นเลื่อมใส คุ้มครอง เพื่อรักษา เพื่อไม่เบียดเบียน เพื่ออยู่สำราญของอุบาสกอุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณีทั้งหลายเถิด พระพุทธเจ้าข้า”

“การรักษาอันชื่อว่าอาฏานาฏิยะ” ที่ว่านี้คือ “อาฏานาฏิยสูตร” นั่นเองซึ่งท้าวเวสวัณถวายแก่พระพุทธเจ้าเพื่อให้พุทธบริษัทได้เรียนไว้ ไว้สวดสาธยาย หากพบกับอมนุษย์ที่เป็นลูกน้องท้าวเวสสวัณคือพวกยักษ์ที่เป็นอันธพาลจะได้ใช้พระสูตรนี้สวดปราบ จึงเรียกกันว่า “ภาณยักษ์”

โดยคำว่า “ภาณ” หมายถึง หมวดหมู่หนึ่ง คือหมวดหมู่การเรียบเรียงบทสวด หมวดทั้งหมดเรียกว่า “ภาณวาร” คือกลุ่มบทสวดมนต์หรือพระสูตรที่เรียบเรียงไว้สวดในงานพระราชพิธีหรืองานมงคลพิธีต่างๆ

ถ้าตามพระไตรปิฎกนี้จะเห็นว่าท้าวเวสวัณมีหน้าที่ควบคุมพวกยักษ์ ซึ่งมีทั้งที่ดีและไม่ดี บางครั้งพวกอันธพาลยักษ์ไปทำเกเรกับพุทธบริษัทรอดหูรอดตาท่าน ท่านจึงสอน “ภาณยักษ์” เอาไว้ปราบพวกมัน โดยอ้างชื่อของเจ้านายยักษ์คือท้าวเวสวัณนั่นเอง หากได้ยินชื่อหัวหน้าแล้วยังซ่าก็เห็นจะเจอดี

แต่ว่ากันตามหลักศาสนวิทยา (การศึกษาที่มาที่ไปและความเชื่อทางศาสนา) ท้าวเวสวัณในศาสนาพุทธ (ในพุทธศาสนามหายานเรียกว่าไวศฺรวณหรือพระไพศรพณ์) เป็นองค์เดียวกับเทพกุเวร/กุเพรในศาสนาพระเวทคือศานาฮินดูในปัจจุบัน

ท้าวกุเวรเป็นกึ่งยักษ์กึ่งเทพ เป็น “ทิกปาล” คือผู้รักษาทิศเหนือ และเป็น “โลกปาล” คือผู้รักษาโลก ที่เรียกว่า “กุเวร” เพราะทรงมีรูปลักษณ์เป็นคนแคระ พุงพลุ้ย คำว่ากุเวรในภาษาสันสกฤตนั้นแปลว่า ผิดรูป หรือไม่สมส่วน

บ้างก็ว่ากุเวร/กุเพรมาจากรากศัพท์ว่า กุมพะ แปลว่า ปกปิด คำนี้ดูจะเข้ากับคำพรรณนาที่คัมภีรณ์ศตปถะ พราหมณะ ในคัมภร์หมวดอาถรรพเวทเรียกท่านว่าเป็นเจ้าแห่งโจร และอาชญากร เป็น “นายผี” (ภูเตศ) เจ้าแห่งรากษสหรืออสูรกินเนื้อ (รากษัสอธิปติ) เป็นเจ้าแห่งยักษ์ (ยักษปติ)

ศาสนาพระเวทนั้นมีวิวัฒนาการต่อเนื่อง ดังนั้นเทพเจ้าเคยมีหน้าที่หนึ่งก็อาจไปรับอีกหน้าที่หนึ่งได้เมื่อเวลาผ่านไป อย่างท้าวกุเวรเคยเป็นเจ้าแห่งโจร ในคัมภีร์พระธรรมศาสตร์กำหนดใหม่ให้ท่านเป็นเทพผู้อุปถัมภ์พ่อค้าวาณิชย์ ในคัมภีร์วิษณุธรรโมตตระ ปุราณะ ยกให้ท่านเป็นเทพแห่ง “อรรถะ” คือความมั่งคั่ง ทรัพย์ และเกียรติยศ ดังมีฉายานามของท่านอีกอย่างว่า “ธนาธิปติ” (เจ้าแห่งความมั่งคั่ง) และ “ธนทะ” (ผู้มอบความมั่งคั่ง)

ดูเผินๆ อาจจะงงว่าเหตุใดเทพแห่งยักษ์ร้าย ผีร้าย เจ้าแห่งโจรและคนชั่ว กลายเป็นเทพแห่งความมั่งคั่งได้อย่างไร? อาจเป็นเพราะเดิมนั้นความมั่งคั่งซุกซ่อนเอาไว้ (ดังรากศัพท์ความหมายของชื่อกุเพร) อีกทั้งโจรและผีสางบางตนรู้ดีว่าทรัพย์ถูกเก็บซ่อนไว้ที่ใด บ้างอาจจะถูกสาปให้เฝ้าทรัพย์ หรือหวงทรัพย์จนตัวตายกลายเป็นผีเฝ้าทรัพย์ ดังนั้นผู้เป็นนายแห่งผี รากษส ยักษ์ และโจรย่อมต้องรู้ดีว่าทรัพย์อยู่ที่ไหนและได้มาอย่างไร

ถามว่าทำไมต้องไปซ่อนทรัพย์เอาไว้? เพราะสมัยก่อนนั้นไม่มีธนาคาร วิธีรักษาทรัพย์สมบัติคือเอาไปซุกในดินบ้างในซอกหลืบของเรือนบ้าง ดังนั้นการมีทรัพย์สินในสมัยก่อนต้องมาพร้อมกับการซุกซ่อน

นอกจากผีร้ายและยักษ์ที่เป็นบริวารของท้าวกุเวรแล้วยังมีอมนุษย์ที่เรียกว่า “คุหยกะ” แปลว่าพวกที่ซุกซ่อน ไม่ต้องถามว่าซ่อนอะไรถ้าไม่ใช่ความมั่งคั่ง

นอกจากท้าวกุเวรยังรวยทรัพย์แล้ว พระเทวีของพระองค์ยังมีชื่อเป็นมงคลด้วยคือ “ภัทรา” (โชคดี) และ “ฤทธิ” (สัมฤทธิ์ผล) ดังนั้น ผู้คนในศาสนาฮินดูจึงไหว้พลีท้าวกุเวรเพื่อช่วยบันดาลทรัพย์

โดยที่ท้าวกุเวรเป็นองค์เดียวกับท้าวเวสวัณ/พระไพศรพณ์กับในศาสนาพุทธ ในคติความเชื่อพุทธศาสนาในประเทศอื่นๆ เช่นญี่ปุ่น จึงถือว่าท้าวเวสวัณ/พระไพศรพณ์ช่วยเกื้อหนุนความมั่งคั่งด้วย

ในญี่ปุ่นท้าวเวสวัณ/พระไพศรพณ์ หรือที่เรียกที่นั่นว่า “บิฌะมงเท็ง” มาจากภาษาจีนว่า “ผีซาเหมินเทียน” คำว่า ผีซาเหมินและบิฌะมงนี่ก็เพี้ยนมาจากคำว่าไพศรพณ์นั่นเอง

พระสูตรมหายานมีสูตรหนึ่งชื่อว่า “ไวศฺรวณเทวราชปุณฺยสูตร” ญี่ปุ่นเรียกว่า “บิฌะมงเท็นโนโกโตะกุเกียว” พรรณนาคุณานิสงส์ของการบูชาบิฌะมงเท็งเอาไว้ว่ามี “โชคลาภ” อย่างไรบ้างและจะบูชาอย่างไรจึงจะได้ผล

ด้วยเหตุนี้กระมัง บิฌะมงเท็งจึงถือเป็นหนึ่งใน “เทพเจ้าแห่งโชคลาภทั้งเจ็ด (ชิจิฟุกุจิน)” ซึ่งมีทั้งเทพท้องถิ่นในศาสนาชินโตและเทพในศาสนาฮินดู/พุทธ การบูชาบิฌะมงเท็งในฐานะเทพแห่งความมั่งคั่งเริ่มต้นในยุคกลางของญี่ปุ่นโดยแต่แรกไม่ได้รวมอยู่ในกลุ่มเทพเจ้าแห่งโชคลาภทั้งเจ็ด แต่ในปลายยุคมุโรมะจิ (ราวปลายศศตวรรที่ 16) จึงถูกรวมเป็นหนึ่งในเทพเจ้าแห่งโชคลาภทั้งเจ็ด ในสมัยเอโดะ (ศตวรรษที่ 17 – 19) ชาวญี่ปุ่นเชื่อบูชาท่านแล้วจะให้คุณในด้านเล่นการแข่งขันหรือการพนัน

ปัจจุบันคนญี่ปุ่นก็ยังบูชาท่านในฐานะเทพเจ้าแห่งโชคลาภทั้งเจ็ดอยู่

แต่ก็เช่นเดียวกับในอินเดียที่ท้าวกุเวร/เวสวัณเดิมเป็นเทพแห่งโจรและคนร้ายต่อมาเป็นเทพของพ่อค้าและความมั่งคั่ง เดิมทีนั้นในญี่ปุ่นบูชาบิฌะมงเท็งในฐานะเทพแห่งสงคราม คตินี้น่าจะเริ่มตั้งสมัยองค์ชายโฌโตะกุ ผู้วางรากฐานพุทธศาสนาในญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 6 – 7

ในยุคนั้นชาวญี่ปุ่นบางกลุ่มยังตั้งตัวต่อต้านศาสนาพุทธและยั่งบั่นทอนเสถียรภาพของราชสำนัก องค์ชายโชโตกุจึงทำการปราบปราม เล่ากันว่าก่อนที่พระองค์จะทำศึกนั้นบิฌะมงเท็งมาปรากฏตัวบอกวิธีเอาชนะฝ่ายตรงข้าม เมื่อทรงทำศึกยังได้นิมิตแห่งชัยชนะจากท้าวจาตุมหาราชิกา (หนึ่งในนั้นคือบิฌะมงเท็ง) หลังจากชนะศึกปราบฝ่ายต่อต้านพุทธศาสนาแล้ว จึงทรงสร้างวัดขึ้นชื่อว่าวัดชิเท็นโนจิ (วัดท้าวจาตุมหาราชิกา) ยังมีอยู่ใน จ. โอซาก้าจนถึงทุกวันนี้ อีกวัดสร้างถวายบิฌะมงเท็งโดยเฉพาะ คือวัดโจโกซนชิจิ ใน จ. นาระ

ความเชื่อนี้น่าจะสืบทอดมาถึงยุคสงครามกลางเมืองศตวรรษที่ 16 หรือยุคเซ็งโงกุ เป็นยุคที่ขุนศึกในญี่ปุ่นตั้งตนเป็นเจ้าแคว้นห้ำหั่นกัน ต้องทำสงครามอยู่ตลอดเวลา จึงต้องมีเทพเอาไว้คอยยึดเหนี่ยวจิตใจ และบิฌะมงเท็งก็ดูเหมาะที่สุดเพราะรูปเคารพของบิฌะมงเท็งบางปางนั้นทำรูปสวมเกราะศึกและหมวกศึก มือถือตรีศูล เรียกว่าปาง “โทบัตสึ บิฌะมงเท็ง”

นอกจากจะมีหลายชื่อ ทั้ง เวสสุวรรณ เวสสวัณ ไวศฺรวณ ไพศรพณ์ กุเวร กุเพร บิฌะมงเท็ง ทะมงเท็ง ฯลฯ เทพองค์นี้ยังมีฟังก์ชั่นมากมาย ตั้งแต่เป็นเจ้าแห่งผี เจ้าแห่งยักษ์ เจ้าแห่งโจร เจ้าแห่งพ่อค้า เจ้าแห่งโภคทรัพย์ เจ้าแห่งสงคราม ฯลฯ

ดังนั้น ผู้ศรัทธาเชื่อถือจะบูชาท่านในฐานะใดก็ได้ จะได้ผลหรือไม่ก็แล้วแต่เมตตาของเทพเจ้าและบุญทำกรรมแต่งของแต่ละคน

สำหรับชาวพุทธที่ใฝ่ธรรมะนั้นแม้ไม่แสวงหาคุณจากท้าวเวสสุวรรณในด้านโชคลาภ ก็สามารถระลึกได้ว่าท่านเป็น “ไวศฺรวณ” (จีนและญี่ปุ่นแปลว่า ตัวเหวินเทียน/ทะมงเท็ง) แปลว่า ผู้สดับฟังมาก

หมายความว่าท่านเป็นผู้ฟังธรรมมาก เพราะคอยอารักขาพระพุทธเจ้าในยามทรงแสดงธรรม ทำให้ท่านย่อมมีความรู้เรื่องธรรมะมากไปด้วย

นี่คือคุณสมบัติที่ผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อการหลุดพ้นไม่ว่าชาติศาสนาใดปรารถนาที่สุด

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo – Kornkit Disthan / Ozan KOSE (AFP) / The Shimbi Shoin 1915

วิจัยพบ Astra เข็ม 3 เพิ่มภูมิต้าน Omicron ได้ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672950

วันที่ 13 ม.ค. 2565 เวลา 18:40 น.วิจัยพบ Astra เข็ม 3 เพิ่มภูมิต้าน Omicron ได้ดีวัคซีนของ AstraZeneca เข็ม 3 ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์โอมิครอนได้ดี

สำนักข่าว Reutera รายงานว่า AstraZeneca เผยว่า ข้อมูลเบื้องต้นจากการทดลองพบว่าวัคซีนของ AstraZeneca ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) และสายพันธุ์อื่นๆ รวมทั้งสายพันธุ์เดลตา เมื่อใช้เป็นวัคซีนเข็ม 3 หรือเข็มกระตุ้น

บริษัทเผยว่า ภูมิคุ้มกันที่เพิ่มขึ้นพบในการวิเคราะห์ตัวอย่างเลือดของผู้ที่เคยได้รับวัคซีนของ AstraZeneca หรืออีกชื่อหนึ่งว่า แว็กซ์เซฟเรีย (Vaxzevria) และวัคซีนชนิด mRNA ครบทั้งสองเข็มแล้ว

แถลงการณ์สั้นๆ ของ AstraZeneca ซึ่งไม่ได้ระบุข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงนี้ถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทเปิดเผยเกี่ยวกับการทดลองวัคซีนเข็มกระตุ้น

ข้อมูลประสิทธิภาพของวัคซีนของ AstraZeneca เข็ม 3 นี้มาจากการวิเคราะห์เปรียบเทียบในการทดลองวัคซีนที่ปรับปรุงสูตรใหม่ซึ่งใช้เทคโนโลยีไวรัลเวคเตอร์เช่นเดียวกับวัคซีนรุ่นดั้งเดม แต่ถูกปรับเพื่อใช้เฉพาะกับสายพันธุ์เบตา

เซอร์แอนดรูว์ พอลลาร์ด ผู้อำนวยการฝ่ายวัคซีน ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเผยว่า ผลการศึกษาข้างต้นชี้ว่าการฉีดวัคซีนของ AstraZeneca เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้นหลังได้รับวัคซีนสองโดสขนานเดียวกันหรือวัคซีน mRNA ช่วยกระตุ้นภูมิต้านทาน Covid-19 ได้สูงขึ้นอย่างมาก

เมื่อเดือนที่แล้ว ผลการศึกษาในห้องปฏิบัติการณ์ของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดพบว่า การฉีดวัคซีนของ AstraZeneca 3 เข็มช่วยเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันในกระแสเลือดต่อสายพันธุ์โอมิครอน

Photo by DANIEL MUNOZ / AFP

อยากเป็นเจ้าของปราสาทไหม? ในฝรั่งเศสราคาเท่าอพาร์ตเมนต์!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672931

วันที่ 13 ม.ค. 2565 เวลา 17:39 น.อยากเป็นเจ้าของปราสาทไหม? ในฝรั่งเศสราคาเท่าอพาร์ตเมนต์!สานฝันวัยเด็ก! เป็นเจ้าของปราสาทหลังใหญ่ แต่ความเป็นจริงจะเหมือนในฝันหรือไม่

ในฝรั่งเศสมีปราสาทประมาณ 43,000 หลัง และในแต่ละปีมีปราสาทที่ออกสู่ตลาดราว 800 หลัง ซึ่งส่วนใหญ่มีราคาถูกจนน่าตกใจ

เมื่อปีที่ผ่านมาบริษัทอสังหาริมทรัพย์ได้ขายปราสาทหลายหลังในฝรั่งเศสโดยมีราคาระหว่าง 300,000 ถึง 1.2 ล้านยูโร ขณะที่ราคาเฉลี่ยของอพาร์ทเมนต์ขนาด 800 ตารางฟุต (74 ตารางเมตร คือประมาณคอนโดมิเนียม 2 – 3 ห้องนอนในไทย) ในปารีสก็มีราคากว่า 800,000 ยูโรแล้ว

ในเมืองน็องต์ ปราสาทหลังใหญ่สมัยศตวรรษที่ 17 ซึ่งมีห้องพัก 15 ห้อง ถูกตั้งราคาอยู่ที่ 1.7 ล้านยูโร หรือ 2,853 ยูโรต่อตารางเมตร ขณะที่อพาร์ตเมนต์ในตัวเมืองโดยเฉลี่ยขายอยู่ที่ 3,691 ยูโรต่อตารางเมตร

ไม่น่าเชื่อว่าปราสาท Chateau Mareuil สมัยศตวรรษที่ 15 ซึ่งประกอบด้วยอาคารหลักถึง 3 หลัง โรงนา และพื้นที่ 40 เอเคอร์ มีมูลค่าอยู่ที่ 525,000 ยูโร หรือไม่ถึง 20 ล้านบาท

ในฝรั่งเศสคุณสามารถหาซื้อปราสาทสักหลังได้ในราคาถูกกว่าอพาร์ตเมนต์ ทำให้มีหลายคนซื้อปราสาทเหล่านั้นแล้วนำไปรีโนเวทใหม่

ยิ่งไปกว่านั้น การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้มีผู้คนสนใจปราสาทกันมากขึ้นและมียอดขายเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา

แม้จะฟังดูคุ้มค่ามากแต่การซื้อปราสาทเหล่านี้ก็มีข้อเสียอยู่บ้าง เช่น ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรีโนเวทเพิ่มเติม เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นอาคารเก่าแก่ และหากเป็นปราสาทที่มีราคาถูกมากอาจอาจอยู่ในพื้นที่ชนบทที่ห่างไกล การเดินทางไปยังจากสถานีรถไฟ หรือร้านขายของชำอาจลำบากเสียหน่อย

ช่อง How To Renovate A Chateau ได้บอกเล่าเรื่องราวของพวกเขาหลังจากที่ซื้อปราสาทสมัยศตวรรษที่ 18 นอร์ม็องดี ซึ่งพวกเขาใช้เวลาไปกับการรีโนเวทถึง 2 ปี แต่สุดท้ายก็ได้เป็นอาคารที่สวยงามและสร้างชีวิตใหม่ให้แก่ครอบครัวของพวกเขาได้

Mansion Global ระบุว่าไม่ค่อยมีชาวฝรั่งเศสสนใจที่จะซื้อปราสาทเหล่านี้ แต่ในทางกลับกันชาวต่างชาติหลายคนชื่นชอบมาก

Barnes หน่วยงานด้านอสังหาริมทรัพย์สุดหรูกล่าวกับหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส The Figaro ว่าพวกเขามีลูกค้าชาวต่างชาติมากถึง 25% โดยส่วนใหญ่เป็นชาวอังกฤษ รัสเซีย อเมริกัน และจีน

ในปี 2019 แอนดรูว์ แมคโดนัลด์ และภรรยาจากอังกฤษ ซื้อปราสาท 40 ห้องในเทือกเขาพิเรนีสไปด้วยราคาประมาณ ประมาณ 280,000 ยูโร

“เรียกมันว่าซากได้เลยแหละ” พวกเขากล่าวโดยเล่าว่าปราสาทหลังนี้ไม่มีไฟฟ้าหรือน้ำประปาใช้ พื้นห้องพังเสียหาย ไม่มีใครอยู่ที่นี่มาเป็น 30 ปีแล้ว

หลังย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ได้ 2 วันโควิด-19 ก็แพร่กระจายทั่วยุโรป ฝรั่งเศสประกาศล็อกดาวน์ทั่วประเทศ พวกเขาไม่สามารถกลับอังกฤษได้ก่อนที่จะปิดพรมแดนจึงต้องใช้ชีวิตอยู่ที่ปราสาทแห่งนี้

แม้ว่าช่วงแรกๆ จะค่อนข้างลำบาก พวกเขาใช้ชีวิตราวกับการตั้งแคมป์ในปราสาท แต่หลังจากที่ฝรั่งเศสเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรค พวกเขาก็เริ่มรีโนเวทปราสาทหลังนี้ทันที โดยเสียค่าใช้จ่ายพอๆ กับราคาของปราสาท

ในปี 2004 พอล และคาเรน ฮอร์น สามีภรรยาจากอังกฤษสะดุดตากับโฆษณาปราสาท Chateau La Perrière ในหุบเขาลัวร์ บนหน้าหนังสือพิมพ์ และตัดสินใจที่จะต้องไปดูให้เห็นกับตาของตัวเอง

พวกเขาตกลงที่จะซื้อไม่นานหลังจากที่ใช้เวลามากกว่า 6 ชั่วโมงอยู่ในปราสาทหลังนั้น และพบว่ามันมีหลายอย่างที่ต้องซ่อมแซมและเปลี่ยนใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเปลือกอาคารหรือฟาซาด ห้องนอน วอลเปเปอร์ที่ลอก และพรมเก่าๆ

เอดัวร์ กูโยต์ เป็นเจ้าของปราสาทเก่าแก่หลังใหญ่ Chateau de Vaux ในปี 2015 เมื่อเขาอายุได้เพียง 23 ปีเท่านั้น จนถึงขณะนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่เขาต้องปรับปรุงซ่อมแซม แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาได้รับถือว่าคุ้มค่าทีเดียว

ภาพประกอบ: Chateau Angelus ใน Saint-Emilion ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส (Photo by MEHDI FEDOUACH / AFP)