จับตาดาวเคราะห์น้อยมหึมาจ่อเฉียดโลกใกล้สุดรอบ 200 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672941

วันที่ 13 ม.ค. 2565 เวลา 16:36 น.จับตาดาวเคราะห์น้อยมหึมาจ่อเฉียดโลกใกล้สุดรอบ 200 ปีสัปดาห์หน้าดาวเคราะห์น้อยขนาดกว้างราว 1 กิโลเมตรจะโคจรเข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 200 ปีข้างหน้า

สำนักข่าว CNN รายงานว่า ศูนย์ศึกษาวัตถุใกล้โลกขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (NASA) ซึ่งเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของดาวหางและดาวเคราะห์น้อยอันตรายที่มีแนวโน้มพุ่งชนโลกเผยว่า ดาวเคราะห์น้อย 7482 (1994 PC1) ที่มีความกว้างถึง 1 กิโลเมตร จะเคลื่อนตัวเฉียดโลกในระยะ 1.2 ไมล์ (1,931,212 กิโลเมตร) ด้วยความเร็ว 47,344 ไมล์ต่อชั่วโมง (76,192 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)

จากการคาดการณ์ของ NASA ดาวเคราะห์น้อย 7482 (1994 PC1) ซึ่งถูกพบเมื่อปี 1994 จะเคลื่อตัวเข้าใกล้โลกในวันที่ 18 ม.ค.นี้ เวลา 16.51 น.ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐ หรือตรงกับ 04.51 น.ของวันที่ 19 ม.ค.ตามเวลาประเทศไทย

NASA ระบุอีกว่า คาดว่าดาวเคราะห์น้อยดวงนี้จะไม่พุ่งชนโลก แต่จะเป็นดาวเคราะห์น้อยที่เคลื่อนที่เข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 200 ปีข้างหน้า

ดาวเคราะห์น้อย 7482 (1994 PC1) ไม่ใช่ดาวเคราะห์น้อยดวงใหญ่ที่สุดที่เคลื่อนที่ผ่านโลก โดยดวงใหญ่ที่สุดคือ ดาวเคราะห์น้อย 3122 Florence (1981 ET3) ที่กว้างประมาณ 4.02-8.85 กิโลเมตร ที่พุ่งเฉียดโลกเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2017 และจะโคจรเฉียดโลกอีกครั้งในวันที่ 2 ก.ย. 2057

เว็บไซต์ EarthSky.com. บุว่า คาดว่าประชาชนจะไม่สามารถมองเห็นดาวเคราะห์น้อย 7482 (1994 PC1) ด้วยตาเปล่า นักดาราศาสตร์มือสมัครเล่นจำเป็นต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็ก

หมายตุ – ภาพประกอบ เป็นรูปภาพที่ได้รับความอนุเคราะห์จาก NASA เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 จรวด SpaceX Falcon 9 ได้เปิดตัวด้วยการทดสอบ Double Asteroid Redirection Test หรือ DART เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 จาก Space Launch Complex 4E ที่ Vandenberg Space Force Base ในแคลิฟอร์เนีย ภารกิจของ NASA คือการนำยานอวกาศชนกับดาวเคราะห์น้อย เพื่อการทดสอบว่าหากมนุษยชาติจำเป็นต้องหยุดหินอวกาศขนาดยักษ์จากการพุ่งชนจนทำลายล้างสิ่งมีชีวิตบนโลก (ภาพโดย Bill INGALLS / NASA / AFP

กินตับสด เนื้อดิบ ตามวิถีบรรพบุรุษ! ชายอเมริกันอ้างสุขภาพดีขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672925

วันที่ 13 ม.ค. 2565 เวลา 15:28 น.กินตับสด เนื้อดิบ ตามวิถีบรรพบุรุษ! ชายอเมริกันอ้างสุขภาพดีขึ้น นักเล่นกล้ามอเมริกันเคลมชีวิตดีขึ้นนับตั้งแต่กินอยู่แบบมนุษย์ถ้ำ กินตับดิบๆ ทุกวัน

ไบรอัน จอห์นสัน หรือที่รู้จักในชื่อ Liver King (ราชาแห่งตับ) อ้างว่าวิถีชีวิตบรรพบุรุษ (Ancestral Living) เปลี่ยนชีวิตของเขาและคนในครอบครัวให้ดีขึ้น

จอห์นสันและครอบครัวเลือกย้ายไปอาศัยอยู่ท่ามกลางธรรมชาติป่าเขา กินเนื้อดิบ อาทิ ตับ ไขกระดูก และลูกอัณฑะ และดำเนินชีวิตตามวิถีบรรพบุรุษตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว และยังยึดถือปฏิบัติตามบัญญัติ 9 ประการของบรรพบุรุษ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรับประทาน การออกกำลังกาย และการนอน ได้แก่

  • นอน: พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารมื้อสุดท้ายก่อนเข้านอนราว 2-3 ชั่วโมง และต้องแน่ใจว่าจะไม่ถูกสมาร์ทโฟนทำให้เสียสมาธิ
  • เคลื่อนไหว: ทุกๆ วันจอห์นสันจะเดินรอบละ 30 นาที วันละ 3 รอบไม่ว่าจะฝนตกหรือแดดออก
  • รับประทาน: เลิกรับประหารอาหารที่ผ่านการแปรรูปที่มีไขมันและน้ำตาลสูง แคลอรี่จากเครื่องดื่ม และน้ำมันจากเมล็ดพืช
  • แสงแดด: รับวิตามินดีจากแสงแดดให้ได้มากที่สุด เนื่องจากวิตามินดีทำงานร่วมกับวิตามินเอและวิตามินเคที่พบในตับและไขกระดูก
  • ความเย็น: พาตัวออกไปรับสัมผัสจากธรรมชาติ แช่ตัวในน้ำแข็ง แม่น้ำ หรือทะเลสาบให้นานขึ้น ซึ่งจอห์นสันบอกว่าช่วยระบบไหลเวียนของร่างกายและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
  • ต่อสู้: ตั้งเป้าหมายที่สร้างความท้าทายให้ตัวเองอยู่เสมอเชื่อมโยง: จอห์นสันมักจะถอดรองเท้าเดินเป็นระยะทางไกลๆ เพราะวิธีการนี้ช่วยให้เขาได้เชื่อมโยงกับพื้นดินและธรรมชาติ และยังช่วยเกี่ยวกับความดันเลือดและคุณภาพการนอนในทางอ้อมด้วย
  • กระชับสัมพันธ์: วางโทรศัพท์ลงแล้วหันไปใช้เวลาร่วมกับคนที่เรารักและเพื่อนฝูง
  • ปกป้อง: ปกป้องตัวเองจากอันตรายของโลกสมัยใหม่ เช่น ไว-ไฟ และฟลูออไรด์

พูดง่ายๆ ว่าเขาย้อนกลับไปสู่ไลฟ์สไตล์ของบรรพบุรุษเมื่อหลายร้อยปีก่อน คือการกินอยู่แบบเรียบง่าย ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในยุคปัจจุบัน จอห์นสันยังเชื่อในปรัชญาของการใช้ทุกสัดส่วนของสัตว์มาปรุงเป็นอาหาร โดยไม่ให้มีส่วนใดต้องเสียไปอย่างไร้ประโยชน์ (nose-to-tail diet)

จอห์นสันรับประทานตับดิบๆ ทุกวันวันละ 1 ปอนด์ หรือราว 0.45 กิโลกรัม

นับตั้งแต่เปลี่ยนวิถีชีวิตจอห์นสันก็ได้รับฉายา Liver King ซึ่งมาจากการที่เขามักจะโพสต์ภาพขณะรับประทานตับดิบๆ ทุกวันวันละ 1 ปอนด์ หรือราว 0.45 กิโลกรัมลงในโซเชียลมีเดีย รวมทั้งโชว์คลิปออกกำลังกายและซิกซ์แพ็คชัดๆ กล้ามแน่นๆ

จอห์นสันซึ่งอยู่ในวัยเลข 4 ใช้ชีวิตตามอุดมคติของชาวอเมริกัน แต่งงานกับคนรัก มีธุรกิจ 4-5 ธุรกิจ มีลูกชายน่ารัก 2 คน จนกระทั่งวันหนึ่งลูกชายทั้งสองของเขาป่วย

จอห์นสันเล่าว่า “ยิ่งลูกชายผมมีปฏิสัมพันธ์กับโลกยุคใหม่อาการภูมิแพ้ของพวกเขายิ่งรุนแรงขึ้นและแพ้สิ่งต่างๆ เยอะขึ้น ออกไปเล่นนอกบ้านก็เป็นลมพิษ หรือแม้แต่การเล่นกับสุนัขที่บ้านก็ทำให้หายใจไม่ออก ตาบวม น้ำมูกไหล”

เรื่องที่เป็นจุดเปลี่ยนคือ จู่ๆ หนึ่งในลูกชายของเขาหยุดหายใจ จอห์นสันโชคดีที่พาลูกไปถึงมือแพทย์ได้ทันเวลา หลังจากนั้นสามีภรรยาคู่นี้จึงตัดสินใจทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกอาการดีขึ้น

พวกเขาเริ่มจากการเลิกรับประทานอาหารที่ผ่านการแปรรูป (processed foods) แล้วหันกลับไปสู่อาหารของบรรพบุรุษนั่นคือ ผักและผลไม้ตามฤดูกาล บริโภคเนื้อสัตว์ทุกส่วน (nose-to-tail animals) รวมทั้งส่วนที่มีสารอาหารมากที่สุดอย่างตับ

ครอบครัวของ Liver King

จอห์นสันบอกว่า หลังผ่านไป 2 สัปดาห์ร่างกายของลูกๆ ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งสุขภาพของเขาและภรรยาด้วย “20 ปีที่ผ่านมาผมกินตับวันละปอนด์ทุกวันเลย”

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การบริโภคเนื้อสัตว์ดิบเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เนื่องจากมีเชื้อซัลโมเนลลา อีโคไล ลิสเตอเรีย และแบคทีเรียอื่นที่ก่อให้เกิดอาการหาการเป็นพิษ

ภาพ: Facebook/Liver King

‘แพงทั้งแผ่นดิน‘ จริงหรือ? เทียบจะๆ ราคาสินค้าไทย-ต่างประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672899

วันที่ 13 ม.ค. 2565 เวลา 12:45 น.'แพงทั้งแผ่นดิน‘ จริงหรือ? เทียบจะๆ ราคาสินค้าไทย-ต่างประเทศ เทียบราคาสินค้าในไทยและต่างประเทศ ของแพงเหมือนกันไหม?

ขณะนี้กำลังเกิด #แพงทั้งแผ่นดิน ที่ถูกพูดถึงอย่างมากบนโซเชียลมีเดีย หลังจากที่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหลายอย่างขึ้นราคา แต่ค่าแรงของคนไทยยังคงเท่าเดิม

วันนี้เราจะมาลองเปรียบเทียบราคาสินค้าในเมืองหลวงของไทยและต่างประเทศว่ามีอะไรที่ถูกกว่าหรือแพงกว่ากันบ้าง โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Numbeo ซึ่งเป็นฐานข้อมูลค่าครองชีพที่ใหญ่ที่สุดในโลก

  • หากลองเปรียบเทียบราคาสินค้าในกรุงเทพฯ และประเทศเพื่อนบ้านจะพบดังนี้

ราคาไข่ไก่ 12 ฟอง: กรุงเทพฯ 65.86 บาท, เวียงจันทน์ 69.26 บาท, พนมเปญ 60.38 บาท, ฮานอย 53.09 บาท, กัวลาลัมเปอร์ 49.48 บาท และจาการ์ตา 61.15 บาท

ราคาเนื้อไก่ 1 กก.: กรุงเทพฯ 87.03 บาท, เวียงจันทน์ 144.04 บาท, พนมเปญ 173.68 บาท, ฮานอย 120.23 บาท, กัวลาลัมเปอร์ 108.54 บาท และจาการ์ตา 110.25 บาท

ข้าวสาร 1 กก.: กรุงเทพฯ 43.43 บาท, เวียงจันทน์ 48.80 บาท, พนมเปญ 38.50 บาท, ฮานอย 31.00 บาท, กัวลาลัมเปอร์ 46.32 บาท และจาการ์ตา 30.36 บาท

ผักกาดหอม 1 หัว: กรุงเทพฯ 34.71 บาท, เวียงจันทน์ 57.94 บาท, พนมเปญ 40.67 บาท, ฮานอย 16.33 บาท, กัวลาลัมเปอร์ 31.82 บาท และจาการ์ตา 42.40 บาท

น้ำดื่ม 1.5 ลิตร: กรุงเทพฯ 17.28 บาท, เวียงจันทน์ 20.02 บาท, พนมเปญ 23.14 บาท, ฮานอย 17.60 บาท, กัวลาลัมเปอร์ 19.20 บาท และจาการ์ตา 16.13 บาท

น้ำมันเบนซิน 1 ลิตร: กรุงเทพฯ 33.70 บาท, เวียงจันทน์ 35.07 บาท, พนมเปญ 34.25 บาท, ฮานอย 30.17 บาท, กัวลาลัมเปอร์ 16.69 บาท และจาการ์ตา 22.58 บาท

เงินเดือนสุทธิเฉลี่ยต่อเดือน (หลังหักภาษี): กรุงเทพฯ 22,853.61 บาท, เวียงจันทน์ 10,412.94 บาท, พนมเปญ 10,381.93 บาท, ฮานอย 15,570.80 บาท, กัวลาลัมเปอร์ 34,844.90 บาท และจาการ์ตา 14,802.02 บาท

  • หากเปรียบเทียบกับเมืองที่มีค่าครองชีพสูงมากอย่างนิวยอร์ก

แน่นอนว่าราคาสินค้าส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ ย่อมถูกกว่า อาทิ ข้าวสาร ซึ่งถูกว่าถึง 302.45 % โดยราคาในกรุงเทพฯ อยู่ที่ประมาณ 43.43 บาท/กก. ขณะที่นิวยอร์กสูงถึง 174.78 บาท/กก.

ไข่ไก่ในกรุงเทพฯ มีราคาอยู่ที่ประมาณ 65.86 บาท/ 12 ฟอง ขณะที่ในนิวยอร์กอยู่ที่ 108.32 บาท ซึ่งแพงว่า 64.48 %

เนื้อไก่ที่นิวยอร์กก็แพงกว่าในกรุงเทพฯ ถึง 394.05% โดยมีราคาอยู่ที่ 429.99 บาท/กก. ขณะที่ในกรุงเทพฯ มีราคาประมาณ 87.03 บาท/กก.

มิเตอร์แท็กซี่ของไทยเริ่มต้นที่ 35 บาท ขณะที่นิวยอร์กเริ่มต้นที่ 121.80 บาท ซึ่งแพงกว่าถึง 248.01%

ตลอดจนสินค้าอื่นๆ อย่างเสื้อผ้า หรือค่าบริการสถานที่ต่างๆ ไปจนถึงค่าเช่าอพาร์ตเมนต์ที่นิวยอร์กก็มีราคาสูงกว่า และแน่นอนว่ารวมถึงฐานเงินเดือนด้วย

อย่างไรก็ตามมีราคาสินค้าบางอย่างที่ในนิวยอร์กถูกกว่ากรุงเทพฯ อาทิ นมซึ่งมีราคาอยู่ที่ประมาณ 39.75 บาท/ลิตร ขณะที่กรุงเทพฯ อยู่ที่ประมาณ 55.58 บาท/ลิตร ถูกกกว่า 28.48 %

ไวน์ระดับกลางที่นิวยอร์กอยู่ที่ขวดละ 500.56 บาท ส่วนกรุงเทพฯ อยู่ที่ขวดละ 625.00 ถูกกว่ากันเล็กน้อย เช่นเดียวกับราคาน้ำมันเบนซินในนิวยอร์กซึ่งอยู่ที่ลิตรละประมาณ 27.03 บาท

นอกจากนี้ราคารถยนต์มือหนึ่งที่ซื้อขายกันในนิวยอร์กหลายรุ่นมีราคาถูกกว่าในไทย อาทิ Toyota Corolla Sedan 1.6l 97kW นิวยอร์กขายอยู่ที่ประมาณ 796,000 บาท ขณะที่ในไทยแพงกว่าประมาณ 100,000 บาท

รวมถึง Volkswagen Golf 1.4 90 KW นิวยอร์กอยู่ที่ประมาณ 834,000 บาท ส่วนในไทยอยู่ที่ราว 1.8 ล้านบาท แพงกว่ากัน 53.65 %

Photo: Pattarapong Chatpattarasill/Bangkok Post

วิจัยพบสารประกอบในกัญชาป้องกันการติดเชื้อจากโควิดได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672897

วันที่ 13 ม.ค. 2565 เวลา 12:11 น.วิจัยพบสารประกอบในกัญชาป้องกันการติดเชื้อจากโควิดได้สารประกอบสำคัญ 2 อย่างในกัญชาช่วยป้องกันการติดเชื้อจากโควิด

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ผลการศึกษาในห้องปฏิบัติการซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Nature Products พบว่า สารประกอบในกัญชาช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรค Covid-19 แทรกซึมเข้าสู่เซลล์ที่แข็งแรงในร่างกายมนุษย์

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอเรกอนสเตตเผยว่า ระหว่างการตรวจสอบทางเคมีนักวิจัยพบว่าสารประกอบ 2 ชนิดซึ่งพบในกัญชาคือ กรดแคนนาบิเกอโรลิค (CBGA) และแคนนาบิไดโอลิค (CBDA) มีศักยภาพในการต่อสู้กับโคโรนาไวรัส โดยจะไปยึดเกาะกับโปรตีนหนาม (spike proteins) ของไวรัส แล้วขัดขวางไม่ให้เกิดขั้นตอนที่เชื้อโรคใช้ในการแพร่เชื้อในร่างกาย

ทีมนักวิจัยทดสอบประสิทธิภาพของสารประกอบดังกล่าวต่อ Covid-19 สายพันธุ์อัลฟา (alpha) และเบตา (beta) ในห้องปฏิบัติการ อย่างไรก็ดีการศึกษานี้ไม่เกี่ยวข้องกับการให้สารประกอบดังกล่าวกับผู้ป่วยหรือเปรียบเทียบอัตราการติดเชื้อในผู้ที่ใช้สารประกอบนี้กับผู้ที่ไม่ได้ใช้

ริชาร์ด ฟาน บรีเมน นักวิจัยของศูนย์นวัตกรรมกัญชาโลกของรับโอเรกอนเผยว่า “สารประกอบนี้สามารถรับประทานได้และมีประวัติอันยาวนานว่าปลอดภัยกับมนุษย์ มันมีศักยภาพในการป้องกันและรักษาการติดเชื้อโคโรนาไวรัส (SARS-CoV-2)”

Photo by JEAN-FRANCOIS MONIER / AFP

ดังใหญ่แล้ว! เจ๊ไฝติด 1 ใน 50 บุคคลที่ประสบความสำเร็จของฟอร์บส์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672892

วันที่ 13 ม.ค. 2565 เวลา 10:44 น.ดังใหญ่แล้ว! เจ๊ไฝติด 1 ใน 50 บุคคลที่ประสบความสำเร็จของฟอร์บส์ฟอร์บส์ประกาศรายชื่อบุคคลที่ประสบความสำเร็จในเอเชียแปซิฟิก เจ๊ไฝติดอันดับด้วย

นิตยสารฟอร์บส์ (Forbes) ประกาศรายชื่อ 50 ผู้ก่อตั้งธุรกิจ ผู้นำธุรกิจและการเมือง นักวิทยาศาสตร์ และบุคคลที่มีชื่อเสียงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปประจำปี 2022 หรือ 50 Over 50: Asia 2022

ในปีนี้มีรายชื่อคนไทยติดอันดับถึง 4 คน คนแรกคือ เจ๊ไฝ สุภิญญา จันสุตะ ตำนานสตรีทฟู้ดเมืองไทยวัย 77 ปีที่ชื่อเสียงโด่งดังไกลไปถึงต่างแดน

ฟอร์บส์พูดถึงเจ๊ไฝว่า เจ๊ไฝเริ่มเปิดร้านผัดไทยในช่วงทศวรรษ 1980 โดยขณะนั้นมีเพียง 7 โต๊ะเท่านั้น ตลอดกว่า 40 ปีที่ผ่านมา เจ๊ไฝก็ยังทำงานเหมือนเดิมคือ ยืนทำอาหาร อาทิ ไข่เจียวปู ผัดขี้เมาทะเล หน้าเตาร้อนๆ สัปดาห์ละ 6 วัน

ฟอร์บส์บอกอีกว่าปกติอาหารของเจ๊ไฝก็ขายดิบขายดีในหมู่คนไทยอยู่แล้ว ทว่าในปี 2018 ชื่อเสียงของเจ๊ไฝขยับขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง หลังจากทางร้านได้รับดาวมิชลิน และยังได้อีกเป็นปีที่ 2 ในปี 2019 และในปี 2021 เจ๊ไฝยังได้รับรางวัลบุคคลสำคัญในวงการอาหาร Icon Award จากงานประกาศรางวัล 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s 50 Best Restaurant) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เจ้าของร้านอาหารสตรีทฟู้ดได้รางวัลนี้

ส่วนคนไทยคนอื่นๆ ที่อยู่ในรายชื่อของฟอร์บส์ได้แก่ จรีพร จารุกรสกุล ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น หรือ WHA Group, นวลพรรณ ล่ำซำ ซีอีโอเมืองไทยประกันชีวิต และรื่นวดี สุวรรณมงคล กรรมการและเลขานุการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

เมื่อรัฐบาลล็อคดาวน์กลางดินเนอร์ สาวจีนจึงติดแหง็กในบ้านคู่เดทแบบลากยาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672856

วันที่ 12 ม.ค. 2565 เวลา 19:25 น.เมื่อรัฐบาลล็อคดาวน์กลางดินเนอร์ สาวจีนจึงติดแหง็กในบ้านคู่เดทแบบลากยาวสาวจีนนัดบอด แต่ต้องติดแหง็กบ้านชายหนุ่มร่วมสัปดาห์ เมื่อทางการประกาศล็อกดาวน์กระทันหัน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเรื่องราวของสาวจีนคนหนึ่งที่กลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์เมื่อเธอโพสต์คลิปวิดีโอเกี่ยวกับการนัดบอดของเธอที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่ออยู่ดีๆ เธอก็ต้องติดอยู่ที่บ้านของคู่เดทหนุ่ม เพราะหลายพื้นที่ของเมืองถูกล็อกดาวน์อย่างกระทันหัน ขณะที่เธอกำลังดินเนอร์อยู่ที่บ้านของคู่เดท

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่แล้วในเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน ทางตอนกลางของจีน หลังจากที่มีรายงานผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากกว่า 100 ราย ขณะที่จีนกำลังต่อสู้เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งสายพันธุ์เดลตาและโอมิครอน โดยยังคงกลยุทธ์จำกัดโควิด-19 ให้เป็นศูนย์

หวางให้สัมภาษณ์กับเดอะ เปเปอร์ สื่อท้องถิ่นของเซี่ยงไฮ้ว่าคู่เดทของเธอที่รู้จักกันผ่านอินเทอร์เน็ตอยากจะโชว์ฝีมือการทำอาหารจึงชวนเธอไปรับประทานอาหารเย็นที่บ้านของเขา

“หลังจากที่ฉันไปถึงเจิ้งโจว ก็พบว่ามีการระบาดของโควิด-19 ชุมชนนั้นถูกล็อกดาวน์ และฉันก็ออกไปไหนไม่ได้”

หลังจากนั้นเธอจึงโพสต์วิดีโอสั้นๆ ที่บันทึกชีวิตประจำวันของเธอในช่วงล็อกดาวน์และมันกลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์จนสื่อต่างๆ นำมาเผยแพร่ต่อ

แม้ว่าทั้งคู่จะได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันเป็นสัปดาห์แต่ก็ดูเหมือนว่าความรักครั้งนี้จะยังไม่เบ่งบานเท่าไรนัก “เขาดีทุกอย่าง แต่พูดน้อยเหมือนหุ่นไม้” หวางกล่าว แต่เสริมว่าเธอประทับใจมากที่เขาเต็มใจที่จะทำอาหารให้เธอ

แฮชแท็กของหวางถูกพูดถึงมากกว่า 6 ล้านครั้งบนเวยป๋อโซเชียลมีเดียยอดนิยมของจีน อย่างไรก็ตาม หวางกล่าวว่าเรื่องราวของเธอถูกเผยแพร่ไปไกลจนทำให้เธอต้องลบคลิปวิดีโอดังกล่าว

“เพื่อนๆ ของเขา (คู่เดท) โทรมาหาเขาเต็มเลย และฉันคิดว่ามันต้องกระทบกับชีวิตของเขาแน่นอน” หวางกล่าวถึงสาเหตุที่ลบคลิปวิดีโด แม้ว่าเธอจะไม่ได้เปิดเผยชื่อและตัวตนของคู่เดทในคลิปก็ตาม

Photo by CNS / AFP / China OUT

ฟังต่างชาติเถียงกัน บั้งไฟไทยทำร้ายโลกจริงหรือ?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672852

วันที่ 12 ม.ค. 2565 เวลา 18:00 น.ฟังต่างชาติเถียงกัน บั้งไฟไทยทำร้ายโลกจริงหรือ?บั้งไฟของไทยกลายเป็นประเด็นถกเถียงระหว่างชาวต่างชาติว่าเพิ่มมลพิษให้กับโลกหรือไม่

วันสิ้นปีที่ผ่านมา เฟซบุ๊คของ UNILAD Tech เผยแพร่คลิปการปล่อยบั้งไฟตะไลจากสถานที่แห่งหนึ่งในประเทศไทย ซึ่งมีคนเข้ามาคอมเม้นต์เกือบ 20,000 คอมเม้นต์ส่วนใหญ่เป็นการถกเถียงกันในประเด็นเรื่องผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมจากควันไฟที่ตัวบั้งไฟปล่อยออกมา

Farid Hobeiche บอกว่า “ว้าว ชอบอ่ะได้ดูมลพิษเนี่ย” ซึ่งมีคนเข้ามากดถูกใจและหัวเราะกว่า 2,800 ครั้ง และมีคนเข้ามาคอมเม้นต์ตอบเขาอีกนับร้อยครั้ง เช่น Abhishek Wadwalkar ตอบกลับว่า “ใช่ คุณพูดถูก ผมก็รู้สึกแบบเดียวกันเวลาเห็นคนที่ขับรถยนต์ 1 คน 1 คันเพียงเพื่อสถานะปลอมๆ ในสังคม หรือแม้แต่คนที่ซื้ออาหารฟาสต์ฟู้ดที่ใส่หีบห่อเพื่อให้ดึงดูดใจ”

Matthew Brandon Rodgers เข้ามาตอบ Farid Hobeiche ว่า “แย่หน่อยนะที่ภูเขาไฟปล่อยมลพิษมากกว่านี้มาก”

Ellen Jones ตอบ Farid Hobeiche ว่า “งั้นก็แบนการใช้ฟืนในหลายประเทศที่ต้องพึ่งพามันในการสร้างความอบอุ่นด้วยสิ เพราะมันสร้างมลพิษทางอากาศเหมือนกัน” ส่วน Greg Bown โต้ว่า “ห้องแอร์ขนาดใหญ่ที่เป็นเซิร์ฟเวอร์เก็บคลิปนี้ในเฟซบุ๊คสร้างมลพิษให้โลกมากกว่าสิ่งนั้นอีกเพื่อน”

Kongmeng Vaj ตอบกลับ Farid Hobeiche ว่า “มลพิษงั้นเหรอ เคยเห็นมั้ยว่าที่สหรัฐแย่แค่ไหน ทุกๆ วันที่ 4 ก.ค. (วันชาติสหรัฐ) เมืองที่ผมอยู่เต็มไปด้วยหมอกควัน และไม่ใช่แค่หมอกควันเท่านั้นนะ ยังมีควันจากพลุด้วย นี่แค่25% ของที่เราเจอในสหรัฐ”

Shaun Espiritu ตอบกลับ Farid Hobeiche ว่า “ผู้ชายคนนี้เชียร์การปล่อยจรวดของ SpaceX อาทิตย์ละ 2 ครั้ง”

Dave Baker คอมเม้นต์ว่า “ถึงพวกนักสิ่งแวดล้อมทุกๆ คนที่เห็นแต่มลพิษ ไปหาอะไรอย่างอื่นทำซะบ้างนะ มันโคตรสนุกอ่ะ”

และยังมี Phachara Phankhun ซึ่งเป็นคนไทยเข้าไปอธิบายไว้ว่า “เพื่อให้ทุกๆ คนเข้าใจนะ นี่คือเทศกาลจรวด (บุญบั้งไฟ) ในภาคอีสานของไทยและลาว ซึ่งชาวบ้านจะผลิตบั้งไฟและยิงขึ้นฟ้า เพื่อขอฝนจากพญาแถน (เทพยดาของชาวไต) ในช่วงกลางเดือน พ.ค.ของทุกปี และในคลิปนี้คือประเภทหนึ่งของบั้งไฟซึ่งเรียกว่า ตะไล”

Edwin Solis ตอบคอมเม้นต์ของคนไทยรายนี้ว่า “แล้วมีบั้งไฟป้องกันฝนตกมั้ย เพราะที่ฟิลิปปินส์นี่ถ้าฝนตกหนักทีไรน้ำท่วมทุกที” และ Hon Kweku Lawrence ตอบกลับว่า “ผมชอบมันมาก และอยากนำวัฒนธรรมนี้ไปบ้านเกิดผมบ้าง”

Rupesh Acharya บอกว่า “ผู้คนที่นี่คร่ำครวญถึงมลพิษทางอากาศ ผมเดาว่าคุณปั่นจักรยานและไม่ขับรถยนต์ และคนคนเดียวกันนี้ยังส่งเสียงเชียร์ตอน SpaceX ปล่อยจรวดอาทิตย์ละ 2 ครั้ง”

Brian Natividad คอมเม้นต์ว่า “ไม่ปลอดภัยมากๆ มลพิษก็เยอะ ในเราอยู่ในทศวรรษ 1800 เหรอ”

Thaier Siam บอกว่า “ใช่ ก็เหมือนกับที่มันออกมาจากโรงงานอุตสาหกรรม รถยนต์ และอื่นๆ ในประเทศเรานั่นแหละ ใครสนล่ะ”

Mohammad Khalid Farahi บอกว่า “ขอให้สนุกกับโชว์ปล่อยมลพิษ” ซึ่ง Audrey Marcel Lemieuxเข้ามาตอบกลับว่า “ใช่ ผมสงสัยว่ามันไม่ใช่มลพิษเดียวกับที่ปล่อยออกมาวันที่ 4 ก.ค. หรือ 1 ม.ค.หรอกเหรอ”

Anas Mustapha โต้กลับ Mohammad Khalid Farahi ว่า “งั้นก็อย่าใส่เสื้อผ้าสิ โรงงานก็สร้างมลพิษเหมือนกัน…อย่าใช้ยานพาหนะไม่ว่าชนิดไหน เพราะโรงงานก็สร้างมลพิษเช่นกัน คุณควรจะเปลือยกายและเดินเท้าเปล่านะ”

Tom Scotland เล่าว่า “ผมเคยไปอยู่ต่างจังหวัดของไทย ยโสธร เทศกาลนี้เรียกว่าบุญบั้งไฟ และชาวนาทำเพื่อขอฝน รางวัลเป็นของบั้งไฟที่ขึ้นสูงที่สุด ทุกคนเมาหัวราน้ำ 3 วัน 3 คืน เป็นประสบการณ์ที่เยี่ยมมาก”

Marian Dickson บอกว่า “โอ้มายก็อด ตอนแรกคิดว่าเกิดความผิดพลาด สร้างสรรค์มาก ติดต่อ อีลอน มัสก์ สิ ผมมั่นใจว่าเขาต้องชอบไอเดียคุณแน่”

Ron Brenneman บอกว่า “ตลกสิ้นดี มลพิษมันเกิดขึ้นเฉพาะตอนที่มองเห็นด้วยตาเท่านั้นเหรอ การจุดพลุในเมืองใหญ่ๆ ไม่เห็นมีใคนพูดเรื่องมลพิษทางอากาศ เห็นแต่บอกว่ามันสวยดี งั้นอะไรที่ไม่เห็นคือมันไม่มีอยู่งั้นเหรอ”That’s funny air pollution

Christian Feliberty คอมเม้นต์ว่า “ร่มชูชีพตอนจบน่ารักมาก แต่จะดีกว่านี้ถ้ามันระเบิดออกมาเป็นพลุ นั่นคือสิ่งที่ผมคาดหวังว่าจะได้เห็น”

Aaron Mumba บอกว่า “ไม่แปลกใจที่เราหยุดโลกร้อนไม่ได้” ซึ่ง Charles Frazier ตอบกลับผู้ใช้รายนี้ว่า “พลุวันชาติสหรัฐกระทบกับภาวะโลกร้อนมั้ย หาอย่างอื่นทำบ่างก็ดีนะเพื่อน”

Laurie Sagullo ชมว่า “มันเจ๋งมากที่ขึ้นไปได้สูงขนาดนั้นแล้วหมุนเป็นวงกลม แล้วปล่อยร่มชูชีพก่อนกลับสู่พื้นดิน เยี่ยมมาก!”

ส่วนอีกคลิปหนึ่งซึ่งเป็นการแข่งเรือหางยาวที่ปล่อยควันออกมาคล้ายๆ กับกรณีของบั้งไฟก็มีการถกเถียงกันเรื่องมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมเช่นกัน อาทิ Jo-a Kim บอกว่า “ควันดำกับเสียงดังสนั่นในธรรมชาติที่สวยงาม นี่คือสิ่งที่เราต้องการตอนนี้เหรอ”

Glenn Ellis บอกว่า “พวกเขาควรนำเชื้อเพลิงไปใช้กับสิ่งที่มีประสิทธิภาพ สะอาด และยังรวดเร็วอยู่ การเคลื่อนที่ได้เร็วแต่ยังปล่อยควันดำมันเหมือนกับย้อนไปศตวรรษที่ 19 น่าเศร้าใจที่หลายคนยังยอมรับและคิดว่ามันเจ๋งอยู่”

Keith Martin บอกว่า “พวกเขาไม่ได้ทำอะไรเพื่อปกป้องไม่ให้มลพิษไปถึงชั้นโอโซนเลย มีแต่ปล่อยควันดำๆ นั่นออกมา” ซึ่ง Gavin Rogers เข้ามาตอบกลับว่า “คุณสร้างความเสียหายให้โอโซนมากกว่าคนเหล่านี้ 100 เท่าแน่นอน ผมไม่แน่ใจว่าคนเหล่านี้จะเคยขึ้นเครื่องบินที่ผลาญน้ำมันหลายแกลลอนต่อเมตรหรือเปล่า คุณมาโวยกับการปล่อยควันจากเครื่องดีเซลเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้เนี่ยนะ”

Kiyan Naavid-Harchegani บอกว่า “เครื่องบิน 747 ที่แตะระดับความสูงผลาญน้ำมัน 10,000 ปอนด์ต่อชั่วโมง” ซึ่ง Keith Martin เข้ามาตอบกลับผู้ใช้รายนี้ว่า “ควันไหนๆ ที่ลอยไปถึงโอโซนก็แย่ทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าจะจากเรือหรือเครื่องบิน และในขณะที่พวกเราพยายามลดการปล่อย แต่คนพวกนี้ไม่ได้สนใจเลย”

ภาพ: ฺBangkok Post

อนามัยโลกเบรก! Omicron ยังไม่ใช่ ‘โรคประจำถิ่น’ เร็วๆ นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672846

วันที่ 12 ม.ค. 2565 เวลา 16:50 น.อนามัยโลกเบรก! Omicron ยังไม่ใช่ 'โรคประจำถิ่น' เร็วๆ นี้องค์การอนามัยโลกเตือนอย่าเพิ่งมองโควิดเป็นโรคประจำถิ่นเหมือนไข้หวัดใหญ่

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวเมื่อวันที่ 11 ม.ค. ที่ผ่านมาว่าขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะมองว่าโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นเหมือนกับไข้หวัดใหญ่ ขณะที่โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนกำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจำนวนมากและกลายเป็นสายพันธุ์หลักในหลายพื้นที่

ทำไมยังไม่ใช่โรคประจำถิ่น

• แคทเธอรีน สมอลวูด เจ้าหน้าที่อาวุโสขององค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคยุโรปกล่าวว่า “โรคประจำถิ่น” นั้นจำเป็นต้องมีการแพร่เชื้อที่เสถียรและคาดเดาได้ แต่ขณะนี้การแพร่ระบาดของโควิด-19 เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไวรัสยังคงพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความท้าทายใหม่ๆ อยู่เสมอ ดังนั้น เราไม่ได้อยู่ในจุดที่เรียกว่าโรคประจำถิ่นอย่างแน่นอน

• พร้อมเสริมว่า ท้ายที่สุดแล้วโควิด-19 อาจกลายเป็นโรคประจำถิ่นอย่างที่หลายๆ คนคาดการณ์ แต่จะเกิดขึ้นภายในปีนี้หรือไม่เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากในสถานการณ์เช่นนี้

• โดยฮันส์ คลูจ ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคยุโรปกล่าวว่ายุโรปพบผู้ติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 7 ล้านรายในสัปดาห์แรกของปี 2022 และมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์

• ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่ากว่าครึ่งหนึ่งของประชากรในยุโรปจะติดเชื้อโอมิครอนในอีก 6 ถึง 8 สัปดาห์ข้างหน้า

แม้อัตราป่วยหนักน้อยลง

• ในทางกลับกันนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ของสเปนกล่าวเมื่อวันที่ 10 ม.ค. ที่ผ่านมาโดยเสนอให้ประชาคมยุโรปหารือที่จะเปลี่ยนนิยามของโควิด-19 จาก “การระบาดใหญ่” (pandemic) มาเป็น “โรคประจำถิ่น” (endemic) เนื่องจากพบว่ามีอัตราการเสียชีวิตที่ลดลง

• ขณะที่วันนี้ (12 ม.ค.) พญ.สุมนี วัชรสินธุ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าการระบาดในประเทศไทยระลอกนี้มีผู้ป่วยอาการหนักน้อยกว่าระลอกเม.ย. ปีที่แล้วโดยมีสัดส่วนผู้ป่วยอาการหนัก 1 ต่อ 1,000 ราย ซึ่งเป็นลักษณะของโรคประจำถิ่น ทำให้มีความหวังว่าภายในปีนี้โควิด-19 จะกลายเป็นโรคประจำถิ่น

• โดยก่อนหน้านี้องค์การอนามัยโลกเปิดเผยว่ามีการพบหลักฐานเพิ่มเติมที่บ่งชี้ว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจส่วนบน มากกว่าที่เชื้อจะลงปอด ซึ่งทำให้เกิดอาการรุนแรงน้อยกว่าน้อยกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้านี้อย่างเดลตา และพบว่าอัตราการเข้าโรงพยาบาลและเสียชีวิตจากโอมิครอนยังอยู่ในระดับต่ำ

• อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกเน้นย้ำว่าอย่าเพิ่งชะล่าใจ เนื่องจากยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ต่อไป

ภาพ: Bangkok Post 

ญี่ปุ่นพัฒนาปืนรางไฟฟ้า สู้อาวุธเหนือเสียงของจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672827

วันที่ 12 ม.ค. 2565 เวลา 15:00 น.ญี่ปุ่นพัฒนาปืนรางไฟฟ้า สู้อาวุธเหนือเสียงของจีน ญี่ปุ่นพัฒนาปืนรางแม่เหล็กไฟฟ้า สกัดกั้นขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกของจีน-เกาหลีเหนือ

แหล่งข่าวกล่าวกับ Nikkei Asia ว่ากระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นจะพัฒนาปืนรางแม่เหล็กไฟฟ้า (railgun) เพื่อรับมือการโจมตีจากขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกที่มีความเร็วเหนือเสียงซึ่งจีน เกาหลีเหนือ และรัสเซียกำลังพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง

รายงานระบุว่าญี่ปุ่นกำลังมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีปืนรางแม่เหล็กไฟฟ้าที่สามารถยิงกระสุนพลังแม่เหล็กไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง และเร็วกว่าเดิม ซึ่งเมื่อใช้ควบคู่กับขีปนาวุธพิสัยไกลตัวอื่นจะช่วยให้ญี่ปุ่นมีขีดความสามารถในการสกัดกั้นการโจมตีได้มากยิ่งขึ้น 

ปืนรางแม่เหล็กไฟฟ้านี้สามารถโจมตีด้วยความเร็วมากกว่า 2,000 เมตรต่อวินาที ซึ่งเร็วกว่าระบบสกัดกั้นที่มีอยู่ในปัจจุบันเกือบ 600 เมตรต่อวินาที

โดยปืนต้นแบบทำความเร็วได้ 2,300 เมตรต่อวินาที เพื่อยิงสกัดกั้นก่อนที่ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงของศัตรูจะเข้าโจมตีเป้าหมาย

แหล่งข่าวเผยว่ารัฐบาลญี่ปุ่นได้จัดสรรงบประมาณ 6,500 ล้านเยนในปีงบประมาณนี้เพื่อพัฒนาอาวุธดังกล่าว

South China Morning Post ระบุว่าการพัฒนาดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการตอบโต้ความเคลื่อนไหวของจีนและเกาหลีเหนือ ที่กำลังเดินทางพัฒนาและทดลองขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกที่มีความเร็วเหนือเสียงอย่างไม่ลดละ

Financial Times รายงานเมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมาว่าจีนสามารถยิงขีปนาวุธที่เดินทางด้วยความเร็วเหนือเสียง 5 เท่า ซึ่งคาดว่าใกล้จะสามารถนำมาใช้ได้จริงแล้ว

เช่นเดียวกับเกาหลีเหนือซึ่งกำลังเดินทางทดสอบขีปาวุธความเร็วเหนือเสียง โดยในปีนี้เกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบไปแล้วถึง 2 ครั้งภายในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ ขณะที่สหรัฐและเกาหลีใต้ประเมินว่าขีปนาวุธที่เกาหลีเหนือกำลังทดลองอยู่นั้นมีความเร็วเหนือเสียงถึง 10 เท่า

ด้านประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีนก็ได้วางแผนที่จะติดตั้งขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงในปีนี้เช่นกัน

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นระบุว่าสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ก็กำลังพัฒนาปืนรางแม่เหล็กไฟฟ้าเช่นเดียวกัน แต่ยังไม่มีใครประสบความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้จริง

Photo: Japan Ministry of Defense

Changpeng Zhao ขึ้นแท่นเบอร์ 1 มหาเศรษฐีคริปโตโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672811

วันที่ 12 ม.ค. 2565 เวลา 13:00 น.Changpeng Zhao ขึ้นแท่นเบอร์ 1 มหาเศรษฐีคริปโตโลกวงการคริปโตสร้างมหาเศรษฐีเพิ่มอีกหนึ่ง ฉางเผิงเจ้า ซีอีโอของ Binance ผงาดขึ้นมาติดอันดับต้นๆ ของมหาเศรษฐีโลก

จางเผิงเจ้า (Changpeng Zhao) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ CZ ซีอีโอ Binance แพลตฟอร์มซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลอันดับหนึ่งของโลก ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีระดับพันล้านอันดับ 11 ของโลก และอันดับ 1 มหาเศรษฐีในวงการคริปโตเคอร์เรนซี จากรายงานการจัดอันดับมหาเศรษฐีระดับพันล้าน Bloomberg Billionaires Index

Bloomberg Billionaires Index ประเมินว่าเจ้ามีทรัพย์สินอย่างน้อย 96,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3.205 ล้านล้านบาท รวยแซงหน้า มูเกช อัมบานี มหาเศรษฐีจากแดนภารตที่มีทรัพย์สินราว 94,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังมีทรัพย์สินใกล้เคียงกับ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (116,000 ล้านเหรียญสหรัฐ) และมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (125,000 ล้านเหรียญสหรัฐ)

อย่างไรก็ดี Bloomberg ระบุว่า ทรัพย์สินของเจ้าอาจมากกว่านี้ เนื่องจากการประเมินทรัพย์สินดังกล่าวไม่นับรวมมูลค่าของสกุลเงินดิจิทัลที่ซีอีโอรายนี้ถืออยู่ ซึ่งรวมทั้ง Bitcoin และเหรียญ BNB ของ Binance ซึ่งปีที่แล้วมูลค่าพุ่งขึ้นถึง 1,300%

The Wall Street Journal เผยเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมาว่า มูลค่าคริปโตเคอร์เรนซีที่เจ้าถืออยู่ในมืออาจสูงถึงกว่า 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 10 ล้านล้านบาท ซึ่งหากนับรวมมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด เขาอาจมีรายชื่ออยู่ใน 10 อันดับมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลก

จากการวิเคราะห์ข้อมูลการซื้อขายและค่าธรรมเนียม Bloomberg ระบุว่า ปีที่แล้ว Binance ทำรายได้อย่างน้อย 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ในเวลาต่อมาเจ้าทวีตว่า “อย่าไปกังวลกับการจัดอันดับเลย สนใจว่าคุณสามารถช่วยคนอื่นได้กี่คนดีกว่า” และอีกทวีตในวันถัดมาว่า “ความคิดเห็นที่ไม่เป็นที่นิยม: แทนที่จะจัดอันดับความมั่งคั่ง ควรมีการจัดอันดับความพยายามในการบริจาคและการกุศลด้วย”

ด้านตัวแทนจาก Binance เผยกับ CNN Business ว่า “CZ ตั้งใจจะบริจาคทรัพย์สินส่วนใหญ่ของเขา อาจจะ 99% ของความมั่งคั่ง เหมือนกับเจ้าของกิจการและผู้ก่อตั้งคนอื่นๆ”

เมื่อปีที่แล้วอานิสงส์จากราคาคริปโตเคอร์เรนซีที่พุ่งขึ้นส่งผลให้ผู้ก่อตั้งบริษัทด้านนี้ขึ้นแท่นเป็นมหาเศรษฐีระดับพันล้านหลายคน อาทิ วิตาลิก บูเตริน (Vitalik Buterin) ผู้สร้าง ethereum และไบรอัน อาร์มสตรอง ผู้ก่อตั้ง Coinbase

ทั้งนี้ เจ้าเปิดตัว Binance เมื่อปี 2017 และค่อยๆ เติบโตจนขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มเทรดคริปโตที่ใหญ่ที่สุดของโลก

ส่วนเจ้าเติบโตในครอบครัวผู้อพยพในแคนาดาและเคยทำงานในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดเพื่อแบ่งเบาภาระทางการเงินของครอบครัว หลังจากการศึกษาวิทยาการคอมพิวเตอร์จาก McGill University เจ้าทำงานเกี่ยวกับซอฟท์แวร์ซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงและกับ Bloomberg

ก่อนจะได้ศึกษาเกี่ยวกับ Bitcoin ในปี 2013 ระหว่างเล่นเกมโป๊กเกอร์ หลังจากนั้นเขาตัดสินใจเทหมดหน้าตักลงทุนคริปโตด้วยการอุทิศชีวิตให้กับสกุลเงินดิจิทัล ครั้งหนึ่งเจ้าตัวถึงกับขายอพาร์ทเม้นต์เพื่อนำเงินมาซื้อ Bitcoin

REUTERS/Darrin Zammit Lupi/File Photo