เนื้อหมูไทยอันตราย ไต้หวันสั่งปรับหากลักลอบนำเข้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672799

วันที่ 12 ม.ค. 2565 เวลา 10:29 น.เนื้อหมูไทยอันตราย ไต้หวันสั่งปรับหากลักลอบนำเข้าไต้หวันคุมเข้ม สั่งห้ามลักลอบนำเข้าเนื้อหมูจากไทย ฝ่าฝืนปรับกว่า 2 แสนบาท

เว็บไซต์ Focus Taiwan อ้างรายงานของ CNA ระบุว่าศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินของไต้หวันประกาศห้ามลักลอบนำเข้าเนื้อหมูจากไทย หากผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกปรับเป็นเงินอย่างน้อย 200,000 ดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 240,000 บาท หลังมีการยืนยันว่าพบโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever: ASF) จากผลิตภัณฑ์เนื้อหมูจากไทย

ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินกล่าวในแถลงการณ์ว่ากรมปศุสัตว์ของไทยยืนยันว่าพบเชื้อ ASF ในตัวอย่างเนื้อหมู 1 ตัวอย่างจาก 309 ตัวอย่างที่เก็บจากฟาร์มและโรงฆ่าสัตว์ ก่อนที่จะแจ้งไปยังองค์การอนามัยสัตว์โลก (OIE)

ทางศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินจึงได้ประกาศห้ามนำเข้าเนื้อหมูจากไทยไปยังไต้หวัน หากผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกปรับ 200,000 ดอลลาร์ไต้หวัน ขณะที่ผู้กระทำผิดซ้ำจะถูกปรับ 1 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน

เช่นเดียวกับผู้ที่เดินทางเข้าไต้หวันผ่านทางสนามบินหรือท่าเรือ หากพบเนื้อหมูจากไทยก็จะต้องจ่ายค่าปรับ มิเช่นนั้นจะไม่สามารถเดินทางเข้าไต้หวันได้

ไต้หวันตรวจพบเชื้อ ASF จากผลิตภัณฑ์เนื้อหมูที่นำเข้าจากประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนธ.ค. ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกส่งไปยังไถหนาน

ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถูกทำเครื่องหมายครั้งแรกโดยที่ทำการไปรษณีย์ในไถหนานเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ก่อนที่จะทำการตรวจสอบในห้องแล็บวันที่ 17 ธ.ค. และพบว่าสินค้าปนเปื้อนเชื้อ ASF และมีการยืนยันผลอีกครั้งในวันที่ 22 ธ.ค.

ทั้งนี้ โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ ASF ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่เป็นโรคไวรัสที่ติดต่อร้ายแรงในสุกร ซึ่งอาจทำลายอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรที่มีมูลค่าสูง

ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินของไต้หวันเสริมว่าเชื้อไวรัสอหิวาต์แอฟริกาในสุกรระบาดค่อนข้างรุนแรงในเอเชีย โดยพบอย่างเป็นทางการแล้วในจีน มองโกเลีย เวียดนาม เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ติมอร์-เลสเต อินโดนีเซีย อินเดีย ภูฏาน เมียนมา ลาว กัมพูชา มาเลเซีย และไทย

เพื่อป้องกันโรคดังกล่าวทางการไต้หวันจึงเฝ้าระวังเชื้อไวรัสในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเข้มงวดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าเดินทางของนักท่องเที่ยว ไปรษณีย์ด่วนพิเศษ หรือพัสดุที่มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดเมื่อเข้าสู่ไต้หวัน

Photo by Scott Olson/Getty Images/AFP

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นแล้ว ปีนี้ถึงเวลาปิดฉาก ‘การระบาดใหญ่’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672769

วันที่ 11 ม.ค. 2565 เวลา 20:00 น.จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นแล้ว ปีนี้ถึงเวลาปิดฉาก 'การระบาดใหญ่'  สเปนเป็น “ผู้กล้า” ประเทศแรกๆ ที่ผลักดันให้ยุโรปหารือกันจริงๆ จังๆ เสียทีว่า การระบาดใหญ่ไม่น่าจะลากยาวไปได้อีกต่อไปแล้ว

มันเริ่มต้นขึ้นจากนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ แห่งสเปน เสนอให้ประชาคมยุโรปหารือกันจริงๆ จังได้แล้วว่าควรจะนิยามระดับการระบาดของโควิด-19 เสียใหม่ จากที่ลากยาว “การระบาดใหญ่” (pandemic) มานานถึง 3 ปีแล้ว ตอนนี้ควรที่จะลดดีกรีลงมาเป็น “โรคประจำถิ่น” (endemic) กันเสียที

การลดระดับของมันให้เป็นโรคประจำถิ่นก็คือไม่ต้องเสียเวลากับการไล่ตามผู้สัมผัสการติดเชื้อหรือการตรวจเชื้ออย่างถี่ยิบกันอีกต่อไป แต่หันไปใช้ระบบการตรวจการแพร่กระจายของโรคเหมือนกับไข้หวัดตามฤดูกาล

มันไม่ได้หมายความโควิด-19 จะเป็นอันตรายถึงชีวิตน้อยลง เทียบกับไข้หวัดตามฤดูกาลดูเถอะมันยังอันตรายถึงแก่ชีวิตได้เหมือนกัน ปีๆ หนึ่งก่อนการมาถึงของโควิด-19 ไข้หวัดใหญ่คร่าชีวิตผู้คนในสหรัฐปีละหลายหมื่นคน

ในบางช่วงเวลามันเอาชีวิตคนมากกว่าโควิด-19 เสียอีก

มันหมายความว่าถึงเวลาที่เราจะกลับสู่ภาวะปกติกันได้แล้ว ไม่ใช่ปกติแบบ “นิวนอร์มอล” แต่เป็น “โอลด์นอร์มอล” ทำให้ “โรคใหม่” กลายสภาพเป็น “โรคเดิมๆ” แล้วจัดการมันเหมือนไข้หวัดเดิมๆ ที่เราสู้กับมันมาหลายชั่วคน

แต่เปโดร ซานเชซไม่ได้เร่งรีบ เขาย่อมรู้ว่าโควิด-19 ไม่ใช่ไข้หวัดและมันมีความตางเรื่องอาการ ที่ลงมีอาการหนักแล้วจะรักษาได้ยากลำบากกว่า ดังนั้น ข้อเสนอของเขาจึงไม่ใช่ให้เร่งรีบเปลี่ยนสถานะการระบาด แต่บอกว่า “ถึงเวลาแล้ว” ที่จะทบทวนเรื่องนี้

อย่างที่เขาบอกกับสถานีวิทยุ Cadena SER ว่า “ผมเชื่อว่าเรามีเงื่อนไขในการเปิดการอภิปรายอย่างช้าๆ ในระดับเทคนิคและในระดับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ แต่ในระดับยุโรปด้วย เพื่อเริ่มต้นการประเมินวิวัฒนาการของโรคนี้ด้วยปัจจัยการนิยามที่แตกต่างจากเรามีอยู่จนถึงตอนนี้”

คีย์เวิร์ดสำคัญอยู่ที่ ” ในระดับเทคนิคและในระดับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ” มันไม่ใช่สิ่งที่นักการเมืองอาชีพหรือคนนอกวงการการแพทย์จะตัดสินใจได้ตามลำพัง

El Pais สื่อของสเปนช่วยยืนยันในจุดนี้ โดยอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ระบาดวิทยาว่าแผนดังกล่าวจะใช้ให้เครือข่ายของสถานบริการสาธารณสุขและผู้เชี่ยวชาญที่เลือกสรรมาอย่างดีเพื่อจัดทำรายงานวัฒนาการของการระบาดของโควิด-19 ในระบบที่คล้ายกับระบบที่ใช้ทั่วยุโรปเพื่อติดตามโรคไข้หวัดใหญ่

ผู้เขียนคิดว่าหลายคนคงอยากให้มันเป็น endemic เต็มแก่แล้ว หาไม่แล้วตอนที่โลกพบกับโอมิครอนใหม่ๆ คงจะไม่มีการพุดว่ามันคือตัวเปลี่ยนเกมส์ที่จะทำให้ pandemic กลายเป็น endemic ด้วยอาการที่อ่อนลง หรือจะเรียกได้ว่าคล้ายกับไข้หวัดก็ว่าได้

สำหรับบางคน “ปัญหาเดียว” ของโอมิครอนตอนนี้คือมันติดต่อง่ายและวัคซีนเอาไม่อยู่ จนทำให้อัตราการติดเชื้อหลายประเทศพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เช่น ในสหรัฐที่ยอดติดเชื้อในเดือนมกราคมสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่ว่าแรงๆ เสียอีก

มันอาการน้อยก็จริง แต่โอมิครยนทำให้ระบบสาธารณสุขแบกรับไม่ไหว มันทำให้คนตายยากขึ้นก็จริง แต่ระบบที่ล้นทำให้คนอาการหนักจนเสี่ยงกับการถึงแก่ชีวิตได้เหมือนกัน

นี่คือความยอกย้อนของโอมิครอนที่หลายๆ คนหวังจะให้มันเป็น “โค้งสุดท้ายของการระบาด”

และโอมิครอนก็อาจไม่ได้มี “ปัญหาเดียว” อย่างที่หลายคนเข้าใจ

เอ็มมา ธอมพ์สัน (Emma Thomson) ศาสตราจารย์ด้านโรคติดเชื้อที่ศูนย์วิจัยไวรัส MRC เมืองกลาสโกว์เขียนบทความใน Guardian ว่าหลังจากการศึกษานับตั้งแต่พบมันครั้งแรก นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อสรุปว่าโอมิครอน “ทำให้เกิดการระบาด (epidemic) ที่แตกต่างกันมาก ซึ่งอาจหมายความว่าแนวทางของเราต้องเปลี่ยนแปลงเช่นกัน”

ที่สำคัญ “พบว่าวัคซีน AstraZeneca, Pfizer และ Moderna สองโดสมีประสิทธิภาพในการต่อต้านโอมิครอนน้อยกว่าสายพันธุ์อื่นอย่างมีนัยสำคัญ”

สอดรับกับคำกล่าวของผู้บริหาร Pfizer ที่บอกว่าโอมิครอนต้องการวัคซีนสูตรใหม่

หมายความว่ามันยังไม่จบใช่หรือไม่?

มันอาจจะยังไม่จบแบบ 100% แต่บางประเทศหวังว่ามันจะลดดีกรีมาเป็น endemic ภายในปีนี้ เช่น ดร.เอเสเคียล เอ็มมานูเอล (Dr. Ezekiel Emanuel) อดีตสมาชิกคณะทำงานด้านไวรัสโคโรน่าของประธานาธิบดีโจ ไบเดนแห่งสหรัฐเชื่อว่า “เราคิดว่าในปี 2022 เราจะเข้าสู่ระยะที่มีการระบาดของโรค”

พวกเขาไม่ได้รอให้มันเป็น endemic เพราะแผนคือการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุม ซึ่งปัญหาคือคนอเมริกันเริ่มต่อต้านวัคซีนมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นวิธีเดียวคือ “สั่งให้เป็นหน้าที่” ที่จะต้องฉีดวัคซีน

ดร.เอเสเคียล เอ็มมานูเอลค่อนข้างชัดเจนกับแนวทางนี้ เขาบอกว่าในช่วง 3 เดือนต่อจากนี้เป็นเวลา “คับขันมาก” เพื่อเตรียมตัวทำให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น เหมือนเป็นไวรัสระบบทางเดินหายใจอีกตัวหนึ่ง “เช่น ไข้หวัดใหญ่ เช่น อะดีโนไวรัส ไวรัสระบบทางเดินหายใจทั้งหมด” เขาย้ำว่า “มันจะอยู่ที่นี่ เราจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน”

แต่เรื่องการเรียนรู้ที่จะอยู่กับโควิด-19 นั้นคว่ำมาครั้งหนึ่งแล้ว หลังจากสิงคโปร์ลองที่จะอยู่กับมัน มันอาจจะสำเร็จก็ได้หากไม่เจอกับโอมิครอนเสียก่อน แม้ว่าแนวทางของสิงคโปร์จะไม่ถือว่าล้มเหลวเสียทีดียว แต่มันทำให้เกิดคำถามเรื่องขึ้นมาว่า “เวิร์กจริงหรือ?”

ให้ผู้เขียนตอบแบบซื่อๆ เลยว่ามันเวิร์กตรงที่ถึงยอดติดเชื้อจะพุ่งทุบสถิติ แต่ระบบสาธารณสุขของสิงคโปร์ไม่ล้น

ไทยก็คาดหวังเหมือนหัน โดยปีนี้จะชะลอการติดเชื้อไม่ให้พรวดพราด เพื่อที่ระบบจะรองรับผู้ป่วยไหว

ตอนนี้กระทรวงสาธารณสุขของไทยกำลังมุ่งไปในทางเดียวกับสเปนและดร.เอเสเคียล เอ็มมานูเอล นั่นคือรอให้มันเป็น endemic ในปีนี้ โดยหวังว่าโอมิครอนที่มีอาการอ่อนจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนผ่าน

กับคำถามว่า “ปีนี้ถึงเวลาจบได้หรือยัง?” อาจจะยังตอบได้ยาก แต่ถ้าถามว่า “ปีนี้ทำให้มันอ่อนแรงพอจะไหวไหม?” ตอบแบบอ้างผู้เชี่ยวชาญข้างต้นได้ว่า

“พอไหว”

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by ABDUL QODIR / AFP

ศรีลังกากำลังจะล้มละลาย เพราะหนี้มหาศาลกับจีน?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672755

วันที่ 11 ม.ค. 2565 เวลา 17:20 น.ศรีลังกากำลังจะล้มละลาย เพราะหนี้มหาศาลกับจีน?ศรีลังกากำลังเผชิญวิกฤตการเงินหนักหน่วงส่อเค้าล้มละลายเร็วๆ นี้ เหตุเงินเฟ้อพุ่งทุบสถิติ ราคาอาหารทะยาน เงินกำลังจะหมดคลัง

ศรีลังกากำลังจะถังแตกจนประธานาธิบดี โกตาบายา ราชปักษา ถึงขั้นต้องเอ่ยปากกับ หวังอี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของจีนระหว่างเดินทางเยือนศรีลังกา ขอให้จีนปรับโครงสร้างหนี้ขยายเวลาชำระคืนให้ศรีลังกาเพื่อไม่ให้วิกฤตการเงินร่อแร่ไปกว่านี้

การเดินทางเยือนของหวังอี้เกิดขึ้นหลังจากสถาบันจัดอันดับความน่าชื่อถือระดับโลกเตือนว่า รัฐบาลศรีลังกาเสี่ยงจะผิดนัดชำระหนี้

เกิดอะไรขึ้นกับศรีลังกาซึ่งเคยเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเข้มแข็งที่สุดในเอเชียใต้

1.ศรีลังกาต้องเผชิญปัญหารุมเร้าทางเศรษฐกิจมากมาย ทั้งการขาดรายได้จากภาคการท่องเที่ยวซึ่งมีสัดส่วน 10% ของจีดีพี และเป็นแหล่งของเงินตราต่างประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ บวกกับการใช้จ่ายมือเติบของรัฐบาล จนสร้างหนี้ต่างประเทศที่สูงเกินความสามารถของประเทศที่จะชำระ และการลดภาษีซึ่งทำให้รัฐมีเงินได้น้อยลง

2.ศรีลังกายังต้องแบกรับภาระการจ่ายหนี้คืนโดยเฉพาะกับจีนจำนวนมหาศาล ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศร่อยหรอลงเหลือน้อยที่สุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 10 ปี อีกทั้งยังเกิดภาวะเงินเฟ้อซึ่งเกิดจากการพิมพ์ธนบัตรของรัฐบาลเพื่อนำมาชำระหนี้ทั้งในประเทศและพันธบัตรต่างประเทศ

3.และแล้วศรีลังกาก็ดำเนินมาถึงจุดที่วิกฤตที่สุดในรอบ 73 ปี เมื่อประธานาธิบดีราชปักษาต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทางเศรษฐกิจในวันที่ 30 ส.ค. 2021 หลังจากมูลค่าเงินรูปีศรีลังการ่วงหนักจนทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้น

4.หลังการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน รัฐบาลควบคุมสินค้าโดยการส่งทหารเข้ามาควบคุมการซื้อขายสินค้าจำเป็น อาทิ ข้าว น้ำตาล ให้เป็นไปตามราคาที่รัฐบาลกำหนดไว้และกดไม่ให้เงินเฟ้อไปมากกว่าเดิม แต่ก็แก้ปัญหาได้ไม่มากนัก

5.ในช่วงนั้นรัฐบาลยังประกาศเดินหน้า “ฟาร์มออร์แกนิก 100%” โดยสั่งแบนปุ๋ยและยาฆ่าแมลงตั้งแต่เดือน มิ.ย. โดยไม่สนใจคำเตือนว่านโยบายนี้อาจทำให้การทำเกษตรกรรมล่มสลายและกระทบกับอุตสาหกรรมชาซึ่งสร้างรายได้เข้าประเทศเป็นกอบเป็นกำ

6.ผลปรากฏว่าในเดือน ก.ย.ผลผลิตทางเกษตรกรรมของประเทศลดลงถึง 50% จนนำมาสู่วิกฤตด้านอาหาร ส่วนสถานการณ์สำหรับอุตสาหกรรมชาถือว่าวิกฤต เพราะเกษตรกรที่ทำฟาร์มแบบออร์แกนิกต้องเจอกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า ขณะที่ผลผลิตลดลงครึ่งหนึ่ง เกษตรกรส่วนหนึ่งจึงไม่กล้าลงทุนต่อเพราะกลัวขาดทุน

7.และเมื่อความสามารถในการหารายได้ของประเทศถูกกระทบ ศรีลังกาก็ขาดเงินตราต่างประเทศที่จะชำระหนี้ รวมถึงที่จะใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้านำเข้า เมื่อเงินขาดมือรัฐบาลจึงต้องกู้เงิน

8.นับตั้งแต่ปี 2014 หนี้ต่างประเทศของศรีลังกาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง จนถึงปี 2019 หนี้ดังกล่าวมีสัดส่วนถึง 42.9% ของจีดีพี หรือราว 33,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระหนักอึ้งในการหาเงินมาชำระหนี้คืน

9.ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกจากการระบาดของ Covid-19 ทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจของศรีลังกาแย่ลงไปอีก โดยปี 2021หนี้ต่างประเทศของศรีลังกาพุ่งไปถึง 101% ของจีดีพี ส่งผลให้เศรษฐกิจส่อเค้าพังทลาย

10.จีนเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่อันดับ 4 ของศรีลังการองจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) และญี่ปุ่น และข้อมูลของรัฐบาลศรีลังการะบุว่า จนถึงเดือน เม.ย. 2021 สัดส่วนหนี้จีนอยู่ที่ 10% จากหนี้ต่างประเทศทั้งหมดของศรีลังกา 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

11.ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาศรีลังกาพึ่งพาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากจีนเป็นหลัก โดยจีนปล่อยเงินกู้ให้ศรีลังกากว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อนำมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนหนทาง สนามบิน ท่าเรือ และโรงงานถ่านหิน ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มสำหรับศรีลังกา

12.ปีที่แล้ว ศรีลังกายังกู้เงินจากจีนเพิ่มอีก 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อนำมาแก้วิกฤตเศรษฐกิจซึ่งจะต้องชำระคืนเป็นงวดๆ

13.ในอีก 12 เดือนข้างหน้า ทั้งในภาครัฐบาลและเอกชนศรีลังกามีภาระหนี้สินอีกราว 7,300 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเริ่มจากพันธบัตรรัฐบาลมูลค่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งจะครบกำหนดชำระในวันที่ 18 ม.ค.นี้ และอีก 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือน ก.ค.

14.ทว่าจนถึงเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว ทุนสำรองระหว่างประเทศของศรีลังกาเหลือเพียง 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น และเงินจำนวนนี้เพียงพอนำเข้าสินค้าจำเป็นเพียง 1 เดือนเท่านั้น

15.มีการประมาณการณ์ว่าทุนสำรองระหว่างประเทศของศรีลังกาจะหมดเกลี้ยงภายในเดือนนี้ และรัฐบาลอาจต้องกู้เงินเพิ่มอีก 437 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อนำมาใช้จ่ายในสิ่งจำเป็น

16.ฮาร์ชา เดอ ซิลวา นักเศรษฐศาสตร์และสมาชิกสภาฝ่ายค้านถึงกับเอ่ยในที่ประชุมสภาว่า “ประเทศชาติจะล้มละลายโดยสิ้นเชิง”

17.ก่อนหน้านี้ศรีลังกาไม่สามารถชำระหนี้เงินกู้สำหรับสร้างท่าเรือฮัมบันโตตาทางตอนใต้ของประเทศมูลค่า 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐแก่รัฐบาลจีน จึงถูกจีนบังคับให้ปล่อยเช่าท่าเรือดังกล่าวแก่บริษัทสัญชาติจีนเป็นเวลา 99 ปีเมื่อปี 2017

18.และเดือนที่แล้วรัฐบาลศรีลังกายังเผยว่าจะเคลียร์หนี้เก่าค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่นำเข้าจากอิหร่านจำนวน 251 ล้านเหรียญสหรัฐด้วยใบชาซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อ โดยจะส่งใบชามูลค่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐให้อิหร่านทุกเดือนจนกว่าจะครบ และที่เลือกส่งใบชาแทนก็เพื่อประหยัดเงินสกุลต่างประเทศที่กำลังขาดแคลน

19.และตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา (7 ม.ค.) ศรีลังกาถึงขั้นต้องปันส่วนกระแสไฟฟ้ากันแล้ว หลังจากสกุลเงินต่างประเทศไม่เพียงพอจะนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิง

Photo by ISHARA S. KODIKARA / AFP

เผยโฉมเรือดำน้ำลำที่สองของเมียนมา ส่งตรงจากจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672756

วันที่ 11 ม.ค. 2565 เวลา 16:25 น.เผยโฉมเรือดำน้ำลำที่สองของเมียนมา ส่งตรงจากจีนหลังจากได้ลำแรกจากอินเดีย ตอนนี้กองทัพเมียนมา เผยโฉมเรือดำน้ำลำที่ 2 ลำนี้ส่งตรงจากจีน

UMS Minye Kyaw Htin เป็นเรือดำน้ำที่จีนมอบให้แก่เมียนมาเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ที่ผ่านมา เนื่องในวาระครบรอบ 74 ปีการก่อตั้งกองทัพเรือเมียนมา และเป็นเรือดำน้ำลำที่ 2 ที่ได้เข้าประจำการในกองทัพเมียนมา

เรือดำน้ำลำดังกล่าวเป็นเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Ming Type 035B ซึ่งสร้างขึ้นในอู่ฮั่น ช่วงต้นทศวรรษ 2000 สำหรับประจำการในกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน โดยเมียนมาได้นำมาตั้งชื่อใหม่ว่า “Minye Kyaw Htin”

เรือดำน้ำชั้น Ming เป็นรุ่นดัดแปลงจากเรือดำน้ำชั้น Romeo ของสหภาพโซเวียตในยุค 1950 โดยภายหลังจีนค่อยๆ ปลอดประจำการเรือดำน้ำชั้น Ming เพื่อสนับสนุนเรือที่ทันสมัยขึ้น

เรือดำน้ำ Type 035B มีความยาวอยู่ที่ 76 ม., ความเร็วใต้น้ำ 33 กม./ชม., ทดสอบความลึกได้ 300 ม., มีเครื่องรับสัญญาณเรดาร์พิสัย 222.2 กม. และอุปกรณ์โซนาร์ด้านข้างเรือ รัศมีการตรวจจับ 74.1 กม., มีท่อยิงตอปิโดว์ 8 ท่อซึ่งสามารถบรรจุตอปิโดว์ได้ 14 ลูก อย่างไรก็ตามยังไม่มีการเปิดเผยว่าจีนได้ส่งมอบอาวุธไปพร้อมเรือดำน้ำหรือไม่

ทำไมจีนมอบเรือดำน้ำให้เมียนมา?

Channel News Asia ชี้ว่าเมียนมาพยายามที่จะจัดหาเรือดำน้ำมาเป็นเวลานับสิบปีแล้ว เพื่อให้เท่าทันประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม แต่เนื่องจากปัญหาด้านสิทธิมนุษยนชนที่เกิดขึ้นในประเทศ ทำให้ทางเลือกในการจัดหาเรือดำน้ำของเมียนมามีจำกัด

สหภาพยุโรปได้กำหนดห้ามการค้าอาวุธกับเมียนมา หมายความว่าเมียนมาไม่สามารถจัดหาเรือดำน้ำจากเยอรมนี ฝรั่งเศส หรือสวีเดน รวมถึงญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ก็ไม่น่าจะเสนอเรือดำน้ำให้แก่เมียนมาด้วยเหตุผลเดียวกัน

นั่นทำให้เหลือเพียงจีนและรัสเซียซึ่งเป็นผู้จัดหาอาวุธรายใหญ่ที่สุดของเมียนมาอยู่แล้ว

ในเดือนต.ค. 2020 รัสเซียอนุญาตให้อินเดียส่งมอบเรือดำน้ำ INS Sindhughosh (S55) ให้แก่เมียนมา ซึ่งเป็นเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Kilo ที่ผลิตโดยรัสเซีย และเริ่มปฏิบัติการที่ประเทศลัตเวียเมื่อปี 1986 แล้วต่อมานำประจำการในกองทัพเรืออินเดียได้ราว 32 ปี

ก่อนที่จะได้รับการปรับปรุงและขายให้แก่กองทัพเมียนมา โดยถูกเปลี่ยนชื่อเป็น UMS Min Ye Thein Kha Thu

นอกจากนี้มีรายงานว่ารัสเซียได้ตกลงจัดหาอาวุธอื่นๆ ให้แก่เมียนมา เพื่อชดเชยยอดขายที่ลดลงในประเทศอื่ยๆ ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้ารายใหญ่ที่สุดอย่างเวียดนาม และเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งจากจีนในฐานะซัพพลายเออร์อาวุธอันดับหนึ่งของเมียนมา

ในขณะที่รัสเซียมีแรงจูงใจในทางการค้า แต่สำหรับจีนแล้วการส่งมอบเรือดำน้ำแก่เมียนมาดูเหมือนจะเป็นเรื่องการเมือง ตามรายงานของ Channel News Asia ระบุว่าการที่อินเดียส่งมอบเรือดำน้ำให้แก่เมียนมานั้นสื่อของรัฐบาลจีนอย่าง Global Times เรียกสิ่งนี้ว่าเป็นการยั่วยุ และยังดูถูกเรือดำน้ำดังกล่าวว่าล้าสมัย

Photo by dsinfo.org

ความทุกข์ของผู้หญิงในราชวงศ์ญี่ปุ่น ถูกกดดันจนมีปัญหาสุขภาพจิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672736

วันที่ 11 ม.ค. 2565 เวลา 13:32 น.ความทุกข์ของผู้หญิงในราชวงศ์ญี่ปุ่น ถูกกดดันจนมีปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาสุขภาพจิตที่สมาชิกราชวงศ์เพศหญิงหลายคนต้องเผชิญจะเกิดขึ้นซ้ำรอยอีกหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูกันต่อไป

โรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) ที่อดีตเจ้าหญิงมาโกะ แห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น ได้รับการวินิจฉัยตอกย้ำถึงความกดดันอย่างหนักที่ผู้หญิงในราชวงศ์ญี่ปุ่นต้องเผชิญ นอกจากเจ้าหญิงมาโกะแล้วยังมีสมาชิกราชวงศ์อื่นๆ ที่เกิดปัญหาสุขภาพจิตด้วย

เกิดอะไรขึ้นกับมาโกะ

• มาโกะประกาศหมั้นกับเคอิ โคมุโระ แฟนหนุ่มสามัญชนตั้งแต่ปี 2017 ท่ามกลางความยินดีของชาวญี่ปุ่น แต่เมื่อมีรายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ว่าแม่ของโคมุโระติดหนี้และมีปัญหาด้านการเงิน รวมถึงค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาของลูกชาย ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างต่อเนื่อง และมีกระแสต่อต้านการแต่งงานของทั้งคู่

• สื่อญี่ปุ่นพากันขุดคุยชีวิตส่วนตัวของครอบครัวโคมุโระ ไม่ว่าจะเป็นข่าวว่าเขากำพร้าตั้งแต่เด็กเพราะพ่อฆ่าตัวตาย ไปจนถึงข่าวลือเกี่ยวกับการใช้ชีวิตราวเพลย์บอยท่ามกลางสาวๆ หลายคนรวมถึงการเที่ยวกลางคืนขณะศึกษาที่สหรัฐ บางคนยังอ้างว่าโคมุโระมีสายเลือดเกาหลี-ญี่ปุ่น ซึ่งเดิมทีคนญี่ปุ่นเชื้อสายเกาหลีถูกนำเข้ามาในญี่ปุ่นเพื่อเป็นแรงงานทาส

• งานแต่งงานของมาโกะและโคมุโระถูกเลื่อนออกมาเกือบ 3 ปี และมาโกะได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการป่วยด้วยภาวะเครียดอย่างรุนแรงหลังเกิดข่าวลืออื้อฉาวเหล่านี้

• สุดท้ายทั้งคู่ตัดสินใจจดทะเบียนสมรสเมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมา โดยมาโกะสละฐานันดรศักดิ์ตามกฎมณเฑียรบาลของญี่ปุ่น และย้ายไปใช้ชีวิตสามัญชนกับสามีที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

• เจ้าชายฟูมิฮิโตะ อากิชิโนะ มกุฎราชกุมารแห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น ตรัสถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระธิดาของพระองค์ว่า “ข่าวจากสื่อเหล่านั้นมีหลายอย่างที่ถูกแต่งเติมขึ้นมา รวมถึงบทความที่เผยแพร่บนอินเทอร์เน็ตมีการแสดงความคิดเห็นต่างๆ นานา และบางส่วนก็ใช้คำพูดที่แย่มากจริงๆ คำพูดให้ร้ายเหล่านี้สร้างความเจ็บปวดให้ใครหลายคน และอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้เลย

• เจ้าชายอากิชิโนะยังตรัสว่าสำนักพระราชวังญี่ปุ่นควรดำเนินการมากกว่านี้ เพื่อกำหนดมาตรฐานที่เหมาะสมในการรายงานข่าว และดำเนินการเมื่อมีผู้กระทำเกินเลย

• การตรัสอย่างตรงไปตรงมาแบบนี้แทบไม่เคยเกิดขึ้นเลยในราชวงศ์ญี่ปุ่นสมัยนี้ เพราะโดยปกติแล้วสมาชิกราชวงศ์ญี่ปุ่นมักถูกคาดหวังให้อดทนต่อการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ก็ตาม อาจหมายความว่าข่าวลืออื้อฉาวที่มาโกะและโคมุโระต้องเผชิญนั้นหนักหนาเกินกว่าที่ราชวงศ์ญี่ปุ่นจะทนไหว

มาโกะไม่ใช่คนแรกที่ต้องเจ็บปวด

• สมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ พระอัครมเหสีในสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ ได้ต่อสู้กับโรคเครียดเมื่อต้องเผชิญกับแรงกดดันที่จะต้องให้กำเนิดทายาทชาย เนื่องจากราชวงศ์ญี่ปุ่นผชิญความเสี่ยงไร้ผู้สืบทอดเพราะขาดแคลนรัชทายาทชาย ด้วยความที่กฎมณเทียรบาลญี่ปุ่นกำหนดให้สมาชิกราชวงศ์ผู้ชายมีสิทธิขึ้นครองราชย์ได้เท่านั้น

• สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่าในปี 2004 สมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ ซึ่งขณะนั้นเป็นมกุฎราชกุมารี ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะการปรับตัวผิดปกติ (adjustment disorder) หรือที่เรียกกันว่าโรคเครียด ซึ่งจากภาวะความกดดัน หลังจากทรงให้กำเนิดเจ้าหญิงไอโกะในปี 2001

• สมเด็จพระจักรพรรดินี เป็นอดีตนักการทูตจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและอ็อกซ์ฟอร์ด พระองค์ทรงทิ้งอาชีพการงานเพื่อเข้าสู่ราชวงศ์ในปี 1993

• หลายคนคาดว่าสาเหตุหลักของความเครียดของพระองค์คือแรงกดดันในการให้กำเนิดทายาทชาย เนื่องจากราชวงศ์ญี่ปุ่นไม่มีรัชทายาทชายตั้งแต่ปี 1965 ภายหลังการประสูติของมกุฎราชกุมารฟุมิฮิโตะ

• ในขณะที่สมเด็จพระจักรพรรดินีพระพันปีหลวง มิชิโกะ สามัญชนคนแรกที่เข้าสู่ราชวงศ์ญี่ปุ่น เคยต้องเก็บตัวเงียบนานหลายเดือน ท่ามกลางการแรงกดดันจากสื่อภายหลังการขึ้นครองบัลลังก์ของพระสวามีในปี 1989

• ในปี 1993 สมเด็จพระจักรพรรดินีพระพันปีหลวงทรงประชวรจนสูญเสียความสามารถในการพูดไปนานถึง 7 เดือน

• ตอนนี้ทุกสายตากำลังจับจ้องไปที่เจ้าหญิงไอโกะ ซึ่งมีพระชนมายุครบ 20 พรรษาในเดือนธ.ค. และพระองค์จะต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการในฐานะสมาชิกผู้ใหญ่ของราชวงศ์

• ในอดีตเจ้าหญิงไอโกะทรงถูกเพ่งเล็งจากสาธารณชนหลังจากที่พระองค์ทรงขาดเรียนไปเป็นเวลานาน และเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาพระองค์ทรงมีพระวรกายซูบผอม น้ำหนักลดไปเกือบ 10 กิโลกรัมภายในปีเดียว ท่ามกลางคำวิจารณ์ต่างๆ นานา โดยหลายคนคาดว่าน่าจะเกิดจากการที่พระองค์มักถูกตำหนิว่า “อ้วนเกินไป”

• ปัญหาสุขภาพจิตที่สมาชิกราชวงศ์เพศหญิงหลายคนต้องเผชิญจะเกิดขึ้นซ้ำรอยอีกหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูกันต่อไป

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ

• ซายาโกะ โนบุตะ นักจิตวิทยาชาวญี่ปุ่นให้ความเห็นกับสำนักข่าวเกียวโดว่า “เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับราชวงศ์ญี่ปุ่นเหล่านี้ไม่มีสิทธิมนุษยชนเลย…มาโกะคงรู้สึกว่าหนทางเดียวที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างแท้จริงคือการออกไปจากประเทศญี่ปุ่น”

• ริกะ คายามะ จิตแพทย์และนักวิจารณ์ประเด็นทางสังคมกล่าวว่า “แม้มาโกะจะถูกบอกให้เพิกเฉยต่อคำวิจารณ์ต่างๆ นานาบนโลกออนไลน์ แต่มันก็ห้ามไม่ได้ที่จะต้องพบเห็นคำพูดแย่ๆ เหล่านั้นในชีวิตประจำวัน ซึ่งมันค่อยๆ บั่นทอนจิตใจก่อนที่พวกเขาจะรู้ตัว”

• ผู้สังเกตการณ์ราชวงศ์ญี่ปุ่นบางคนมองว่ากระแสต่อต้านการสมรสของมาโกะอาจไม่รุนแรงขนาดนี้หากสำนักพระราชวังมีการจัดการอย่างเหมาะสมเหมือนกับราชวงศ์ในต่างประเทศ

• ฮาจิเมะ เซบาตะ รองศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นสมัยใหม่ที่มหาวิทยาลัยริวโคคุกล่าวว่า การสร้างสายสัมพันธ์กับประชาชนผ่านการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญ หากสำนักพระราชวังโพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับราชวงศ์บนโซเชียลมีเดียหรือสื่ออื่นๆ เป็นประจำเพื่อเข้าถึงประชาชน ก็จะทำให้พวกเขาไว้วางใจราชวงศ์มากขึ้น

Photo by Nicolas Datiche / POOL / AFP, various sources / AFP / Japan OUT

เมื่อคนต่างชาติตอบให้ “ทำไมประเทศไทยถึงจน?”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672730

วันที่ 11 ม.ค. 2565 เวลา 11:40 น.เมื่อคนต่างชาติตอบให้ "ทำไมประเทศไทยถึงจน?"หนึ่งในคำถามเกี่ยวกับประเทศไทยในเว็บไซต์ Quora เมื่อไม่กี่ปีก่อนที่ทำให้คนจากหลายมุมโลกเข้ามากันช่วยไขคำตอบให้กับคำถามที่ไม่น่าเชื่อนี้

มันเริ่มต้นจากคำถามว่า “Why is Thailand so poor?” ในเว็บไซต์ Quora เมื่อราวปี 2017 เป็นคำถามที่ทำให้สมาชิกของเว็บไซต์ต้องมาช่วยกันอธิบายด้วยคำตอบที่ยาวๆ แต่สรุปด้วยใจความสั้นๆ ว่า “ประเทศไทยไม่ได้จน” บางคนยังสงสัยว่านี่เป็นคำถามของพวก “โทรล” หรือพวกตัวป่วนในโซเชียลเน็ตเวิร์กหรือไม่? แต่ไม่ว่าจะอย่างไร คำตอบหลายๆ คำตอบของคำถามนี้น่าสนใจ โดยเฉพาะกับคนไทยที่ยังไม่รู้ว่าประเทศตัวเองนั้น รวย ปานกลาง หรือยากจน?

คำตอบของ Stephane Dauzat บอกว่า “ประเทศไทยไม่ได้ “ยากจน” แต่เป็นหนึ่งในประเทศที่พัฒนามากกว่าในพื้นที่ และถึงแม้จะมีมาตรฐานการครองชีพต่ำกว่ามาเลเซียเล็กน้อย แต่ก็มีการพัฒนามากกว่าประเทศเพื่อนบ้านเล็กน้อยพอสมควร ไม่ใช่ประเทศจำพวกที่คุณเห็นความยากจนข้นแค้นและขอทานทุกหนทุกแห่ง โดยรวมแล้ว คนไทยมีความสุขพอสมควรและในขณะที่ไม่ได้ใช้ชีวิตที่หรูหรา แต่พวกเขาก็มักจะซื้อของที่จำเป็นได้”

เขายังบอกว่าประเทศไทยยังติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง (middle income trap) ยังไม่สามารถถีบตัวเองเป็นประเทศพัฒนาแล้วอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่ผลักดันตัวเองจากกับดักนี้และเป็นเศรษฐกิจที่ทันสมัยอย่างเต็มตัว เขาชี้ว่า ปัจจุยัที่ฉุดรั้งประเทศไทยคือ ปัญหาคอร์รัปชั่น เขาบอกว่า “เป็นหนึ่งในประเทศในระดับนี้ที่มีการทุจริตมากกว่าประเทศอื่น นักการเมือง ผู้พิพากษา ข้าราชการ ตำรวจ นายพลกองทัพ ทุกคนต่างต้องการส่วนแบ่งของตัวเอง และพร้อมที่จะใช้ประโยชน์จากอำนาจเชิงสถาบันเพื่อเงินและผลประโยชน์”

Michael Petersen ให้คำตอบว่า “อะไรทำให้คุณคิดว่าประเทศไทยยากจน? (ไทย) เป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ทันสมัยและมีความมั่งคั่งเหลือเฟือ” เขายกตัวอย่างว่า “รถยนต์นำเข้าสุดหรูในไทยมีราคาสูงกว่า 270% (ซึ่งมากเป็น 4 เท่า) เช่นเดียวกับในสหภาพยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา นี่คือวิธีที่รัฐบาลได้ภาษีคืนจากคนรวย คุณจะไม่เชื่อว่ามีรถเหล่านี้กี่คันที่ขับไปรอบๆ การชุมนุมรถแลมโบฯ ครั้งหนึ่งที่ผมเห็นในเชียงใหม่มีรถเข้าร่วมประมาณ 100 คัน”

ในขณะที่ Alejandro Peralta คิดว่าคำถามนี้น่าจะเป็นคำถามกวน แต่เขาก็จะให้คำตอบที่ตรงไปตรงมาว่า “1. ประเทศไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรม 2. GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) ของ (ไทย) ตามหลังสิงคโปร์และมาเลเซีย แต่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 25 ของโลก เกินกว่ามาเลเซียและสิงคโปร์ในด้านจีดีพี และใหญ่เป็นอันดับ 20 ในด้าน PPP (ภาวะเสมอภาคของอำนาจซื้อ) 3. มาตรฐานการครองชีพของประเทศไทยอยู่ในระดับสูง 4. สาเหตุหลักที่ประเทศไทยตอนนี้ไม่ก้าวหน้าเพราะติดกับดักรายได้ปานกลางและไม่มั่นคง”

Steve Parkin ตอบว่า “ประเทศไทยจนไหม? มีความยากจนในประเทศไทย แต่ไม่มีในระดับของอินเดียเป็นต้น ผู้คนดูเหมือนจะไม่หิวโหย มีการขอทานน้อยมาก เป็นความจริงอย่างแน่นอนเรื่องทัศนคติที่ไม่กระตือรือร้นต่อสุขภาพและความปลอดภัย ดูสายไฟที่โยงไปตามถนนแล้วกัน ดูผู้ขับขี่จักรยานยนต์ที่ขับรถสวนเลน และจริงๆ แล้วการขับขี่อย่างปลอดภัยโดยทั่วไป (มีปัญหา) หลายคนๆ ใช้ชีวิตอยู่กลางแจ้งเพราะมันอบอุ่นอยู่เสมอ (ยกเว้นบนถิ่นภูเขาเขาทางเหนือ) ทุกอย่างอาจดูวุ่นวายเล็กน้อย การเก็บขยะ ระบบบำบัดน้ำเสีย ฯลฯ เชื่องช้ามาก และบางครั้งบางที่ก็มีกลิ่นเหม็นตลบ! ไม่เป็นระเบียบ แต่ถามว่ายากจนไหม? ไม่”

ความเห็นของ Torben Retboll (ซึ่งเป็นอดีตครูสอนประวัติศาสตร์) บอกว่า “ผมคิดว่าคุณถามคำถามผิดวิธีแล้ว ประเทศไทยไม่ได้ยากจน คนในประเทศไทยบางคนยากจน ส่วนใหญ่เป็นชาวนาที่อาศัยอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ (อีสาน) แต่ครอบครัวไทยบางครอบครัวก็รวย รวยมากๆ พวกเขามีเงินมากกว่าคนรวยในยุโรป เนื่องจากไม่มีภาษีมรดกในประเทศไทยและเนื่องจากอัตราภาษีในประเทศไทยต่ำกว่าอัตราภาษีในยุโรปมาก รัฐบาลไทยก็ไม่ได้ยากจนเช่นกัน รัฐบาลไทยใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมากทุกปี แต่ไม่มีรัฐสวัสดิการในประเทศไทยเพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่จ่ายภาษีเงินได้ ฐานภาษีมีจำกัด”

Photo by Jack TAYLOR / AFP

เมื่อหวัดธรรมดาสู้โควิดได้ T-cells คือกุญแจสู่วัคซีนสูตรสอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672719

วันที่ 11 ม.ค. 2565 เวลา 10:40 น.เมื่อหวัดธรรมดาสู้โควิดได้  T-cells คือกุญแจสู่วัคซีนสูตรสองวิจัยพบ T-cells จากโรคหวัดธรรมดาสามารถป้องกันโควิด-19

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานผลการศึกษาของอิมพิเรียลคอลเลจลอนดอน (Imperial College London) ที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา พบว่า T-cells จากโรคหวัดธรรมดาในระดับสูงสามารถป้องกันโควิด-19 ได้ ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ต่อไปในอนาคต

ในขณะที่มีหลักฐานว่าระดับแอนติบอดีต่อโควิด-19 ที่ได้จากการฉีดวัคซีนลดลงเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 6 เดือน ทำให้ T-cells ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิค้านทานชนิดหนึ่งกลายเป็นความหวังสำคัญในการต่อสู้กับโควิด-19

การศึกษาดังกล่าวเริ่มต้นในเดือนก.ย. ปีที่แล้ว โดยทีมวิจัยได้ทำการศึกษาระดับของ T-cells ที่เกิดจากโรคหวัดใน 52 ครัวเรือน ซึ่งสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโควิด-19 หลังจากนั้นไม่นาน เพื่อศึกษาการทำปฏิกิริยาข้าม (cross-reactive) ของ T-cells จากโรคหวัด และดูว่าพวกเขาจะติดเชื้อโควิด-19 หรือไม่

ภายหลังพบว่ามี 26 คนที่ไม่ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งพวกเขามีระดับ T-cells จากโรคหวัดสูงกว่าคนที่ติดเชื้ออย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามทีมวิจัยไม่ได้ระบุว่าการป้องกันจาก T-cells สามารถอยู่ได้นานเพียงใด

“เราพบว่า T-cells ที่มีอยู่ก่อนแล้วในระดับสูง ซึ่งร่างกายสร้างขึ้นเมื่อติดเชื้อไวรัสโคโรนาในมนุษย์ เช่น ไข้หวัดธรรมดา สามารถป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้” นักวิจัยกล่าว

Photo by JACK GUEZ / AFP

อย่างเร็ว! ซีอีโอ Pfizer เผยวัคซีน Omicron พร้อม มี.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672718

วันที่ 11 ม.ค. 2565 เวลา 10:23 น.อย่างเร็ว! ซีอีโอ Pfizer เผยวัคซีน Omicron พร้อม มี.ค.นี้ซีอีโอ Pfizer เผยวัคซีนเฉพาะสำหรับโอมิครอนมีความจำเป็น บริษัทพร้อมฉีด มี.ค.นี้

สำนักข่าว AFP รายงานว่า อัลเบิร์ต บัลร์ลา (Albert Bourla) ซีอีโอบริษัท Pfizer เผยกับสำนักข่าว CNBC ว่า คาดว่าวัคซีนที่ออกแบบใหม่สำหรับใช้เฉพาะเจาะจงกับสายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) ของ Pfizer จะพร้อมใช้ในเดือน มี.ค.นี้

บัวร์ลาเผยอีกว่า ไฟเซอร์ดำเนินการผลิตวัคซีนดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากวัคซีนได้รับความสนใจจากรัฐบาลต่างๆ ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังรับมือกับตัวเลขผู้ติดเชื้อจำนวนมหาศาล รวมทั้งการติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนในกลุ่มประชากรที่ฉีดวัคซีนแล้ว (breakthrough infections)

“วัคซีนนี้จะพร้อมในเดือน มี.ค.” บัวร์ลาเผยกับ CNBC “ผมไม่รู้ว่าเราต้องการมันไหม ผมไม่รู้ว่ามันจะถูกใช้หรือไม่หรือใช้อย่างไร”

บัวร์ลาเผยว่า วัคซีน 2 เข็มที่ใช้อยู่ในปัจจุบันและเข็มกระตุ้นให้การปกป้องพอสมควรต่อผลกระทบต่อสุขภาพที่ร้ายแรงจากโอมิครอน

ทว่าวัคซีนที่พุ่งเป้าไปที่โอมิครอนโดยตรงจะช่วยป้องกันเคสติดเชื้อหลังฉีดวัคซีน (breakthrough infections) ของสายพันธุ์โอมิครอนที่แพร่ระบาดได้รวดเร็ว แต่ทำให้มีอาการเล็กน้อยหรือไม่มีอาการเลย

ขณะที่ สเตฟาน บ็องเซล (Stephane Bancel) ซีอีโอบริษัท Moderna เผยกับ CNBC เช่นเดียวกันว่า บริษัทกำลังพัฒนาวัคซีนเข็มกระตุ้นที่สามารถป้องกันโอมิครอนและสายพันธุ์อื่นที่จะอุบัติขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้

“เรากำลังหารือกับผู้นำด้านสาธารณสุขทั่วโลกเพื่อเพื่อตัดสินใจว่าอะไรคือกลยุทธ์ที่ดีที่สุดสำหรับเข็มกระตุ้นที่มีประสิทธิภาพสำหรับฤดูใบไม้ร่วงปี 2022” บ็องเซลเผยกับ CNBC “เราต้องระมัดระวังและต้องนำหน้าไวรัสไม่ใช่ตามหลังมัน”

ด้านสำนักข่าว Reuters รายงานว่า ซีอีโอของ Pfizer เผยระหว่างการประชุมด้านสุขภาพ J.P. Morgan Healthcare Conference ว่า การเดินหน้าเพื่อออกแบบวัคซีนที่เฉพาะเจาะจงสำหรับโอมิครอนเป็น “สถานการณ์ที่เป็นไปได้มากที่สุด”

ในการประชุมบัวร์ลากล่าวอีกว่า Pfizer และ BioNTech กำลังดำเนินการทั้งวัคซีนที่เฉพาะเจาะจงสำหรับโอมิครอนและวัคซีนเข็มเดียวที่จะรวมวัคซีนรุ่นก่อนหน้าและวัคซีนโอมิครอนไว้ด้วยกัน

John Thys /Pool via REUTERS/File Photo

มัมมี่เด็กแห่งซิซิลี ‘เจ้าหญิงนิทรา’ ที่ลือว่าเธอลืมตาได้เอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672682

วันที่ 10 ม.ค. 2565 เวลา 19:25 น.มัมมี่เด็กแห่งซิซิลี 'เจ้าหญิงนิทรา' ที่ลือว่าเธอลืมตาได้เองโรซาเลีย ลอมบาร์โด (Rosalia Lombardo) มัมมี่เด็กที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีที่สุดในโลก

เมื่อเร็วๆ นี้มีรายงานว่านักวิทยาศาสตร์วางแผนที่จะใช้เทคโนโลยี X-ray เพื่อไขปริศนาของมัมมี่เด็กในสุสานคาปูชินแห่งปาแลร์โม ทางตอนเหนือของซิซิลี ที่เป็นความลับมากว่า 200 ปี

ดร.เคิร์สตี้ สไควร์ส จากมหาวิทยาลัยสแตฟฟอร์ดเชียร์ของอังกฤษจะเป็นผู้นำในการไขความลับมัมมี่เด็กที่ยังไม่มีใครทราบว่าพวกเขาเป็นใคร ไม่ทราบถึงสาเหตุการตาย และประวัติทางการแพทย์ใดๆ จากมัมมี่เด็กทั้งหมด 163 คนที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในโบสถ์เด็กของสุสานใต้ดินที่มีชื่อเสียงแห่งนี้ 

หนึ่งในมัมมี่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในสุสานแห่งนี้คือ โรซาเลีย ลอมบาร์โด (Rosalia Lombardo) เด็กสาวชาวซิซิลีที่เสียชีวิตด้วยโรคปอดบวม อันเป็นผลมาจากโรคไข้หวัดสเปน ในปี 1920 เพียง 1 สัปดาห์ก่อนถึงวันเกิดปีที่ 2 ของเธอ และได้ชื่อว่าเป็นมัมมี่ที่งดงามที่สุดและถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีที่สุดในโลก บางครั้งถูกเรียกว่า “Sleeping Beauty” หรือเจ้าหญิงนิทรา

มาริโอ ลอมบาร์โด (Mario Lombardo) พ่อของเด็กสาววัย 2 ขวบเสียใจกับการจากไปของเธอมากและขอให้อัลเฟรโด ซาลาเฟีย (Alfredo Salafia) เป็นนักดองศพชาวซิซิลีแแห่งทศวรรษ 1900 ช่วยเก็บรักษาศพของเธอไว้

จากการ X-ray พบว่าศพของเด็กน้อยคนนี้ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี อวัยวะทั้งหมดไม่บุบสลายอย่างน่าทึ่ง และถูกเก็บไว้ในโลงศพที่เคลือบด้วยแก้ว อยู่ในโบสถ์เล็กๆ ที่สุสานใต้ดินคาปูชิน

ภายหลังมีการพบสูตรการดองศพที่เขียนด้วยลายมือของ Salafia ระบุว่า “กลีเซอรีน 1 ส่วน, ฟอร์มาลิน 1 ส่วน เติมด้วยซิงค์ซัลเฟตและซิงค์คลอไรด์ และสารละลายแอลกอฮอล์ 1 ส่วน และกรดซาลิไซลิก” สารเหล่านี้ถูกฉีดเข้าสู่จุดใดจุดหนึ่งของร่างกาย โดยปกติแล้วจะเป็นหลอดเลือดแดง

อย่างไรก็ตาม แม้จะถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี แต่ภาพถ่ายของ National Geographic ในปี 2009 พบว่าร่างของเธอเริ่มเปลี่ยนสภาพไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการเปลี่ยนสี เพื่อแก้ไขปัญหานี้มัมมี่จึงถูกย้ายไปอีกจุดหนึ่งที่แห้งกว่า แต่ยังคงในสุสานคาปูชินเหมือนเดิม

ตำนานมัมมี่ลืมตา

มัมมี่ Rosalia Lombardo มีชื่อเสียงมากขึ้นไปอีกเมื่อมีข่าวลือว่าเธอสามารถเปิดและปิดตาได้เองหลายครั้งต่อวัน เผยให้เห็นดวงตาสีฟ้าที่ยังคงไม่บุบสลาย

อย่างไรก็ตาม Piombino-Mascali นักมานุษยวิทยาอธิบายว่า มันเป็นภาพลวงตาที่เกิดจากแสงที่กรองผ่านหน้าต่างด้านข้างซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดทั้งวัน ประกอบกับการที่ตาของเด็กน้อยคนนี้ไม่ได้ปิดสนิทอยู่แล้วตั้งแต่แรก จึงทำให้บางครั้งดูเหมือนว่าเธอหลับตา แต่บางครั้งเธอกลับลืมตา

ภายหลังทางสุสานได้เปลี่ยนกระจกที่โลงศพของเธอซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันเชื้อราและแบคทีเรียแล้ว ยังช่วยป้องกันการหักเหของแสงที่ตกกระทบลงบนใบหน้าของเธอ เพื่อไม่ให้เกิดภาพลวงตาที่จะลือกันว่าเธอลืมตาได้อีก

สุสานใต้ดินกาปูชิน

เป็นสุสานใต้ดินในเมืองปาแลร์โม ในซิซิลี ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี ซึ่งเดิมใช้สำหรับเก็บศพของเหล่าไฟรเออร์หรือนักบวชคาทอลิก แต่ในคริสต์ศตวรรษต่อ ๆ มาการมีศพไว้ในสุสานใต้ดินของนักบวชกาปูชินชินก็ถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะ ผู้มีฐานะดีก็จะทิ้งพินัยกรรมไว้ให้รักษาร่างของตนไว้ในเครื่องแต่งกายที่ระบุไว้ หรือบางครั้งก็ถึงกับสั่งว่าให้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นระยะๆ ส่วนค่าบำรุงรักษาสุสานใต้ดินก็มาจากเงินอุทิศของญาติพี่น้องผู้ที่มีร่างอยู่ในสุสาน

Photo: Rosalia Lombardo/Wikipedia

สังคมที่แสนเหลื่อมล้ำ The Bronx หลุมดำคนจนในนิวยอร์ก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672668

วันที่ 10 ม.ค. 2565 เวลา 17:20 น.สังคมที่แสนเหลื่อมล้ำ The Bronx หลุมดำคนจนในนิวยอร์กนี่คือเขตที่ความเหลื่อมล้ำสูงมากในสหรัฐ The Bronx เขตที่ยากจนที่สุดอันดับต้นๆ ของสหรัฐอเมริกา

วันนี้ (10 ม.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเหตุเพลิงไหม้ที่อพาร์ตเมนต์สูง 19 ชั้นแห่งหนึ่งในย่านบร็องซ์ (The Bronx) นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 ศพ ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 9 ราย และยังมีผู้บาดเจ็บสาหัสอีกจำนวนมาก ซึ่งนับว่าเป็นเหตุเพลิงไหม้ที่อยู่อาศัยที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของสหรัฐ

รู้จักเดอะบร็องซ์

บร็องซ์เป็นเขตที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดอันดับต้นๆ ของสหรัฐอเมริกา โดยมีประชากรเกือบ 1.5 ล้านคน และเป็นเขตที่ยากจนที่สุดลำดับที่ 15 ของประเทศ

ย่านนี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยการขยายรถไฟใต้ดินในนิวยอร์กมีส่วนทำให้จำนวนประชากรเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีผู้อพยพหลายพันคนมาที่บร็องซ์

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 บร็องซ์ได้รับกลุ่มผู้อพยพและผู้อพยพจำนวนมาก จากประเทศต่างๆในยุโรปโดยเฉพาะไอร์แลนด์ เยอรมนี อิตาลี และยุโรปตะวันออก รวมถึงจากภูมิภาคแคริบเบียน โดยเฉพาะเปอร์โตริโก เฮติ จาเมกา และสาธารณรัฐโดมินิกัน ตลอดจนผู้อพยพชาวแอฟริกันอเมริกันจากทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา

การผสมผสานทางวัฒนธรรมนี้ทำให้บร็องซ์เป็นแหล่งรวมของดนตรีละติน ฮิปฮอป และแร็พ

ย่านคนผิวดำที่ยากจน

(ในปี 2016 มีชาวบร็องซ์เสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาดถึง 308 คน: Photo by Ryan Christopher Jones/The New York Times)

ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่และวิกฤตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เศรษฐกิจของบร็องซ์เสื่อมถอยในที่สุดและเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมาก จนกระทั่งในช่วงปี 1950 ถึง 1985 บร็องซ์เปลี่ยนจากเขตที่มีรายได้ปานกลางเป็นรายได้ต่ำ โดยมีปัญหาความยากจนและอาชญากรรมรุนแรงเกิดขึ้นในหลายพื้นที่

ระหว่างปี 1930 ถึง 1960 กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางและสูงเริ่มย้ายถิ่นฐานออกไปจากย่านทางตะวันตกเฉียงใต้ของบร็องซ์ ทิ้งประชากรชาวแอฟริกันอเมริกันและฮิสแปนิกที่ยากจนส่วนใหญ่ไว้ในย่านทางตะวันตกของบร็องซ์

ต้นคริสต์ทศวรรษ 1960 ถึง 1980 คุณภาพชีวิตของชาวบร็องซ์เริ่มเปลี่ยนไปกลายเป็นย่านที่ยากจนและเกิดชุมชนแอดอัดหรือสลัมจำนวนมาก นำมาซึ่งปัญหาอาชญากรรมและยาเสพติดตามมาในภายหลัง

ในช่วงปี 1970 บางส่วนของบร็องซ์ถูกคลื่นแห่งการลอบวางเพลิง การเผาอาคารส่วนใหญ่เกิดขึ้นในชุมชนที่ยากจนที่สุด อย่างเช่นทางตอนใต้ของบร็องซ์ ซึ่งหนึ่งในคำอธิบายของเหตุการณ์นี้คือเจ้าของบ้านตัดสินใจเผาอาคารที่มีมูลค่าทรัพย์สินต่ำเพื่อเอาเงินประกัน เนื่องจากเป็นวิธีที่ง่ายกว่าการปรับปรุงอาคารที่ทรุดโทรม หรือการขายอาคารในพื้นที่กันดาร

บรองซ์ถูกระบุว่ามีอัตราความยากจนและการว่างงานสูง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นทางตอนใต้ของย่านนี้ มีหลายกรณีที่ผู้เช่าจุดไฟเผาอาคารที่พวกเขาอาศัยอยู่ เพื่อหวังได้รับการย้ายถิ่นฐานฉุกเฉินโดยหน่วยงานบริการสังคมของเมืองไปยังที่พักอาศัยที่ดีขึ้น หรือบางครั้งพวกเขาอาจถูกย้ายไปส่วนอื่นของเมือง

ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 บร็องซ์เป็นเขตที่มีความเสียหายมากที่สุดในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางตอนใต้ของเขตซึ่งสูญเสียประชากร 60% และที่อยู่อาศัย 40%

(เศษซากของการใช้ยาเสพติดในบร็องซ์: Photo by Ryan Christopher Jones/The New York Times)

เบื้องหลังความยากจนในบร็องซ์

การวิจัยจากคณะกรรมการพลเมืองเพื่อเด็กแห่งนิวยอร์ก ข้อมูลสำมะโนประชากร และข้อมูลเศรษฐกิจในเขตของนิวยอร์ก ระบุว่ามีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลให้อัตราความยากจนในบร็องซ์สูง ไม่ว่าจะเป็น

ภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงการจ้างงานและรายได้: อัตราการจ้างงานในบร็องซ์ต่ำ และเกิดการกระจุกตัวของคนงานในอุตสาหกรรมค่าแรงต่ำ ซึ่งต้องการการสนับสนุนทางสังคมและการเงินมากขึ้น

สุขภาพ: อัตราการเจ็บป่วยในบร็องซ์สูงขึ้น เช่น โรคหอบหืด โรคอ้วน และเบาหวาน รวมถึงการรักษาในโรงพยาบาลที่เชื่อมโยงกับการใช้สารเสพติดและแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ยังพบว่าอัตราการตายของทารกเพิ่มสูงขึ้น

การศึกษา: ประชากรที่ได้รับการศึกษาและสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลายอยู่ในอัตราที่ต่ำ ตลอดจนความสามารถทางภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ที่ต่ำกว่า

ปัญหาเยาวชน: มีเยาวชนจำนวนมากที่อยู่นอกระบบการศึกษา ขาดวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และตกงานเนื่องจากการจ้างงานเยาวชนลดลง

ปัญหาครอบครัว: หลายครัวเรือนมีพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยว เกิดการล่วงละเมิดและละเลยเด็ก อัตราการก่ออาชญากรรมรุนแรงและการกักขังในสถานรับเลี้ยงเด็กอุปถัมภ์สูงขึ้น

ทรัพยากร: บริการพื้นฐาน อาทิ ร้านอาหาร ธนาคาร การขนส่งสาธารณะ การฝึกงาน การจัดหางาน การสนับสนุนที่อยู่อาศัย และการดูแลเด็กปฐมวัยที่มัคุณภาพ สิ่งเหล่านี้เข้าถึงได้ยากและไม่สามารถเข้าถึงได้ในทุกพื้นที่

Photo by Scott Heins/Getty Images/AFP