วิวาทะชุดตรวจโอมิครอน ต้องล้วงถึงคอเลยไหม?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672669

วันที่ 10 ม.ค. 2565 เวลา 16:30 น.วิวาทะชุดตรวจโอมิครอน ต้องล้วงถึงคอเลยไหม?ขณะที่ความต้องการชุดตรวจโควิด-19 กำลังเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ของโลก ชุดตรวจบางประเภทเริ่มเป็นที่น่ากังขาในเรื่องประสิทธิภาพ และยังมีการโต้เถียงกันของหน่วยงานรัฐข้ามประเทศเรื่องวิธีการใช้งานที่มีประสิทธิภาพที่สุด

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของอิสราเอลกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่าผู้ที่ทำการทดสอบตัวเองเพื่อตรวจ COVID-19 ควรทำการสว็อบหรือช้วงเข้าไปเช็ดถึงในคอด้วยนอกเหนือจากทการสว็อบในจมูกของพวกเขาเมื่อใช้ชุดแอนติเจนอย่างรวดเร็วเพื่อเพิ่มโอกาสในการตรวจหาตัวแปรโอมิครอน

คำแนะนำนี้ขัดกับคำแนะนำของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ซึ่งกล่าวว่าควรปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตและการใช้ไม้สว็อบคออย่างไม่ถูกต้องอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ยนั่นหมายความว่าให้สว้อบแค่ในจมูกเท่านั้น

ในรายการวิทยุกองทัพอิสราเอล ชารอน อัลรอย-พรีอิส ( Sharon Alroy-Preis) หัวหน้าหน่วยงานสาธารณสุขของอิสราเอล กล่าวว่า การทดสอบแอนติเจนที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศนั้นมีความละเอียดอ่อนน้อยกว่าการทดสอบ PCR ในการตรวจหาอาการป่วย

“จากนี้ไปเพื่อเพิ่มความไวต่อการตรวจเชื้อของชุดตรวจ เราจะแนะนำให้สว็อบคอและจมูก มันไม่ใช่สิ่งที่ผู้ผลิตแนะนำ แต่เรากำลังแนะนำให้ทำสิ่งนี้” อัลรอย-พรีอิสกล่าว

กระทรวงสาธารณสุขไม่ตอบสนองในทันทีเมื่อถูกถามว่าได้ตรวจสอบหรือไม่ว่าการใช้ใช้สว็อบทางจมูกกับลำคอมีประสิทธิภาพหรือไม่ และได้ขอคำแนะนำจากผู้ผลิตหรือไม่

เนื่องจากเชื้อโอมิครอนผลักดันจำนวนผู้ติดเชื้อในแต่ละวันให้สูงเป็นประวัติการณ์ ศูนย์ทดสอบของอิสราเอลจึงประสบปัญหา กระตุ้นให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจัดลำดับความสำคัญกลุ่มเสี่ยงสำหรับการทดสอบ PCR และปล่อยให้ผู้ที่อายุน้อยกว่าที่ได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อทำการทดสอบที่บ้านหากสัมผัสกับพาหะ

อิสราเอลยืนยันผู้ติดเชื้อแล้วราว 1.5 ล้านคนนับตั้งแต่เกิดโรคระบาดใหญ่ และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 8,000 ราย ข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าประมาณ 60% ของประชากร 9.4 ล้านคนได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วน

อัลรอย-พรีอิสกล่าวว่าเมื่อสัมผัสกับพาหะ ผู้คนควรทำการทดสอบมากกว่าหนึ่งครั้งหรืออย่างน้อยรอสามวันนับตั้งแต่ได้รับเชื้อก่อนที่จะทำการทดสอบด้วยชุดตรวจด่วนหรือ PCR

ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อบางคนสนับสนุนการทดสอบแอนติเจนในลำคอ เนื่องจากผู้คนสามารถแพร่เชื้อโอมิครอนไปยังผู้อื่นได้เมื่อติดเชื้อในลำคอและน้ำลาย ตั้งแต่ก่อนที่ไวรัสจะไปถึงจมูก

การศึกษาที่เผยแพร่เมื่อวันพุธที่ medRxiv ก่อนการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ทำการศึกษาคนงานที่ติดเชื้อโอมิครอน 29 คนในวิชาชีพที่มีความเสี่ยงสูงซึ่งมีการทดสอบ PCR และแอนติเจนพร้อมกันในหลายวัน การทดสอบ PCR ในน้ำลายตรวจพบไวรัสโดยเฉลี่ยสามวันก่อนที่ตัวอย่างการสว็อบในจมูกจะทราบผลว่าเป็นบวก

แต่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ทวีตเมื่อวันศุกร์ว่า “เมื่อพูดถึงการทดสอบแอนติเจน COVID-19 แบบด่วนที่บ้าน สำลีเหล่านี้มีไว้สำหรับจมูกของคุณไม่ใช่คอของคุณ”

ในส่วนของการสว็อบในลำคอ FDA เตือนว่า “หากใช้ผิดวิธี อาจเกิดอันตรายแก่ผู้ป่วยได้”

ก่อนหน้านี้ USA Today รายงานว่า แนวคิดเรื่องการล้วงไปถึงคอได้รับความนิยมหลังจาก FDA  ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าการทดสอบแอนติเจนอย่างรวดเร็วหรือ Rapid Antigen Test อาจสูญเสียความไวบางส่วนเมื่อพบกับโอมิครอน หมายความว่าอาจตรวจไม่พบมันนั่นเอง

Photo by SAM PANTHAKY / AFP

ยอโควิชชนะคดีวีซ่าออสเตรเลีย ผู้พิพากษาสั่งปล่อยตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672648

วันที่ 10 ม.ค. 2565 เวลา 14:36 น.ยอโควิชชนะคดีวีซ่าออสเตรเลีย ผู้พิพากษาสั่งปล่อยตัวโนวัค ยอโควิช มือหนึ่งของโลกได้รับชัยชนะเหนือรัฐบาลออสเตรเลียเมื่อวันจันทร์ เมื่อศาลยกเลิกคำสั่งรัฐบาลที่แคนเซิลวีซ่าของนักเทนนิสชื่อดังโดยอ้างมาตรการควบคุมโควิด-19 และยุติการกักขังเขา

นับเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ของรัฐบาลออสเตรเลีย ซึ่งได้กำหนดข้อกำหนดด้านโรคระบาดที่เข้มงวดสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาถึงในช่วงสองปีที่ผ่านมา

แต่ทนายความของรัฐบาลออสเตรเลียบอกกับศาลว่า อเล็กซ์ ฮอว์ค รัฐมนตรีตรวจคนเข้าเมืองอาจยังคงตัดสินใจใช้ “อำนาจส่วนตัวในการยกเลิก” ของเขา ซึ่งเป็นอำนาจพิเศษฝ่ายบริหาร แม้ว่ายอโควิชจะได้รับชัยชนะก็ตามในฝ่ายตุลาการ

ยอโควิชวัย 34 ปีเดินทางมาถึงเมลเบิร์นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก่อนรายการ Australian Open ซึ่งจะเริ่มในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว โดยหวังว่าจะคว้าแชมป์ Grand Slam สมัยที่ 21 เพื่อทำลายสถิติด้

แต่แทนที่จะเป็นการต้อนรับแชมป์ เจ้าหน้าที่ที่สนามบินทัลลามารีนของเมลเบิร์นตัดสินใจว่ายอโควิชที่ไม่ได้รับวัคซีนไม่ได้ชี้แจงเหตุผลทางการแพทย์ที่แน่ชัดเจนว่าทำไมถึงไม่ฉีดวัคซีน

วีซ่าของยอโควิชถูกเพิกถอนและเขาถูกย้ายไปยังสถานกักกันตรวจคนเข้าเมืองระหว่างรอการเนรเทศ โดยยอโควิชถูกควบคุมตัวที่ Park Hotel เดิมซึ่งเป็นอาคาร 5 ชั้นซึ่งมีผู้อพยพประมาณ 32 คนติดอยู่ในระบบตรวจคนเข้าเมืองแบบสายตรงของออสเตรเลีย ซึ่งบางรายอาจต้องใช้เวลานานหลายปี 

ก่อนหน้านี้ ที่การชุมนุมในกรุงเบลเกรด ดียานา มารดาของยอโควิชอ้างว่าลูกชายของเธอ “อยู่ในสภาพที่ไม่เป็นมนุษย์” ในระหว่างที่เขาพักอยู่ที่ศูนย์กักกันสี่คืน

“พวกเขากักตัวเขาไว้และไม่ได้ให้อาหารเช้าเขา มีเพียงอาหารกลางวันและอาหารเย็นเท่านั้น” เธอกล่าว อ้างจากสื่อท้องถิ่น “เขาไม่มีหน้าต่างธรรมดาๆ เขาได้แต่จ้องไปที่กำแพงห้อง”

นายกรัฐมนตรีอานา บรานาบิก กล่าวเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า หลังจาก “การเจรจาเชิงสร้างสรรค์” กับนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย “เราจัดการจนกระทั่งเขา (ยอโควิช) ได้รับอาหารปลอดกลูเตน อุปกรณ์ออกกำลังกาย และแล็ปท็อป”

ในการพิจารณาคดีฉุกเฉินของศาลออนไลน์เมื่อวันจันทร์ ผู้พิพากษากล่าวว่าฝ่ายรัฐบาลได้ตกลงที่จะยกเลิกคำสั่งระงับวีซ่าและเขาสั่งให้ปล่อยตัวยอโควิชทันที

“การปล่อยตัวดังกล่าวจะต้องเกิดขึ้นไม่เกิน 30 นาทีหลังจากคำสั่งนี้” เขากล่าว

การพิจารณาคดีของศาล ระบุว่ายอโควิชถูกสัมภาษณ์ในชั่วข้ามคืนที่สนามบินเมลเบิร์น หลังจากที่เขามาถึงช่วงดึกของคืนวันพุธ

ในช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น ยอโควิชได้รับแจ้งว่าเขามีเวลาถึง 8:30 น. เพื่อตอบกลับคสั่งยกเลิกวีซ่าที่ทางการออสเตรเลียจะใช้กับเขา แต่เจ้าหน้าที่ตรวคนเข้าเมืองกลัยยกเลิกวีซ่าของยอโควิชไปเมื่อเวลา 7.42 น.

หากยอโควิชมีเวลาจนถึงเวลา 08.30 น. ตามที่สัญญาไว้ในตอนแรก “เขาสามารถปรึกษาคนอื่นและยื่นคำร้องต่อตัวแทนเกี่ยวกับสาเหตุที่ไม่ควรยกเลิกวีซ่า” ผู้พิพากษากล่าว

แม้ว่าการพิจารณาคดีจะจัดขึ้นทางออนไลน์ แต่กลุ่มแฟนคลับยอโควิชกลุ่มเล็กๆ รวมตัวกันที่ด้านนอกอาคารศาลของรัฐบาลกลาง โบกธงเซอร์เบีย ชูรูปถ่ายของฮีโร่ของพวกเขา และเต้นรำไปกับหีบเพลง

ผลวิจัยเผยผู้ที่คลั่งไคล้คนดัง คะแนนทดสอบสติปัญญาต่ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672634

วันที่ 10 ม.ค. 2565 เวลา 13:09 น.ผลวิจัยเผยผู้ที่คลั่งไคล้คนดัง คะแนนทดสอบสติปัญญาต่ำวิจัยจากฮังการีพบผู้ที่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องซุบซิบฮอลลีวูดและดาราดัง ทำแบบทดสอบความสามารถทางปัญญาได้น้อยกว่า

New York Post อ้างงานวิจัยใหม่จากกลุ่มนักวิชาการชาวฮังการีซึ่งตีพิมพ์ใน BMC Psychology เมื่อปลายปีที่แล้ว โดยทีมวิจัยระบุว่าการคลั่งไคล้คนดังมีความเชื่อมโยงกับความรู้และความเข้าใจที่ต่ำกว่า

โดยทีมวิจัยได้ทำการทดลองให้ผู้ที่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องซุบซิบฮอลลีวูดและดาราดังทำแบบทดสอบความรู้และความเข้าใจ ซึ่งวัดทั้งการรู้หนังสือและการคำนวณ พบว่าพวกเขามักทำคะแนนได้ต่ำ

การศึกษาได้ขอให้กลุ่มตัวอย่างวัยผู้ใหญ่ชาวฮังการีจำนวน 1,763 คนทำการทดสอบคำศัพท์ 30 คำ และทดสอบการแทนที่สัญลักษณ์ หรือ Digit symbol substitution test (DSST) เพื่อทดสอบความสามารถทางปัญญา

ก่อนที่พวกเขาจะได้ทำแบบสอบถามวัดทัศนคติเกี่ยวกับเซเลบริตี้ เพื่อให้ทราบถึงระดับความสนใจในแวดวงบันเทิง โดยคำตอบจะมีเพียง “ใช่” หรือ “ไม่” เท่านั้น อาทิ “ฉันมักจะอยากเรียนรู้นิสัยส่วนตัวของดาราคนโปรดของฉัน” “ฉันหมกมุ่นอยู่กับรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของดาราคนโปรดของฉัน” และ ”ถ้าฉันได้เจอดาราคนโปรด และเขา/เธอขอให้ฉันทำสิ่งผิดกฎหมาย ฉันอาจจะทำ”

ทีมวิจัยพบว่าผู้ที่มีระดับความสนใจในผู้มีชื่อเสียงมาก มีความสัมพันธ์กับคะแนนในการทำแบบทดสอบความสามารถทางปัญญาที่ต่ำกว่า

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมยังถูกถามถึงรายได้ ความมั่งคั่ง และระดับการศึกษาเพื่อผลการวิจัยที่ละเอียดยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามนักวิจัยไม่สามารถสรุปได้ว่าผู้ที่ทำแบบทดสอบความรู้ความเข้าใจได้คะแนน้อยเพราะหมกมุ่นอยู่กับดาราดัง เรื่องซุบซิบในวงการบันเทิง หรือมีความรู้น้อยอยู่แล้วตั้งแต่แรก

จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการคลั่งไคล้ดาราเป็นสาเหตุที่ทำให้การทำงานด้านความรู้ความเข้าใจต่ำ โดยนักวิจัยกล่าวว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม

“การศึกษาในอนาคตควรหาหลักฐานเพิ่มเติมว่าการใช้สมองไปกับเรื่องของบรรดาเซเลบริตี้ รบกวนการพัฒนาทักษะทางปัญญาและความสนใจด้านอื่นๆ ของบุคคลนั้นหรือไม่” นักวิจัยกล่าวกับ PsyPost ในการสัมภาษณ์เมื่อเร็ว ๆ นี้

อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนหนึ่งไม่พอใจและรู้สึกว่าโดนโจมตีจากผลการวิจัยครั้งนี้ แต่อีกด้านหนึ่งเห็นด้วยว่าการหมกมุ่นและคลั่งไคล้คนดังจนมากเกินไปเป็นปัญหาจริงๆ

Photo Illustration by Scott Olson/Getty Images/AFP

ตรวจแบบเร่งด่วนไม่เจอ Omicron? เยอรมนีสั่งประเมินความน่าเชื่อถือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672619

วันที่ 10 ม.ค. 2565 เวลา 11:25 น.ตรวจแบบเร่งด่วนไม่เจอ Omicron? เยอรมนีสั่งประเมินความน่าเชื่อถือเยอรมนีประเมินความน่าเชื่อถือของชุดตรวจโควิดแบบเร่งด่วน ในการตรวจหาเชื้อโอมิครอน

วันนี้ (10 ม.ค.) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าคาร์ล เลาเตอร์บาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเยอรมนีกล่าวว่ารัฐบาลจะเร่งศึกษาว่าการตรวจหาเชื้อโควิด-19 แบบเร่งด่วน (Rapid Antigen Test) มีความแม่นยำเพียงใดในการตรวจหาเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในขณะนี้

“เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าชุดตรวจเหล่านี้ทำงานได้ดีเพียงใดสำหรับการตรวจหาเชื้อโอมิครอน” เลาเตอร์บาคกล่าวกับสื่อท้องถิ่นเยอรมนี โดยชี้ว่าผลการประเมินเบื้องต้นจะเกิดขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม เลาเตอร์บาคกล่าวว่าขณะนี้ชุดตรวจโควิด-19 แบบเร่งด่วนก็ยังดีกว่าการไม่ตรวจเลย ซึ่งเป็นทางเลือกที่อันตรายเกินไป

ข้อมูลจากสถาบันโรแบร์ท ค็อค (RKI) ชี้ว่าปัจจุบันโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนคิดเป็น 44% ของผู้ป่วยโควิด-19 ในเยอรมนี โดยเมื่อวันที่ 9 ม.ค. ที่ผ่านมามีผู้ป่วยรายใหม่ในรอบ 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 36,552 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้น 3 เท่าจากสัปดาห์ก่อนหน้า

ก่อนหน้านี้เลาเตอร์บาคกล่าวว่าเยอรมนีต้องปรับกลยุทธ์ในการฉีดวัคซีนโควิด-19 เพื่อรับมือกับสายพันธุ์โอมิครอน และเพื่อให้แน่ในว่าจะสามารถพัฒนาวัคซีนใหม่ได้อย่างรวดเร็วหากต้องเผชิญกับสายพันธุ์อื่นที่ร้ายแรงกว่านี้ในอนาคต

เมื่อวันที่ 8 ม.ค. ที่ผ่านมาสำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของการตรวจหาเชื้อโควิด-19 แบบเร่งด่วน โดยชี้ว่าชุดตรวจเหล่านี้จะยังไม่พบเชื้อโอมิครอน ในช่วงประมาณ 2 ถึง 3 วันแรกของการติดเชื้อ

รายงานระบุว่าผู้คนสามารถแพร่เชื้อโอมิครอนไปยังผู้อื่นได้เมื่อติดเชื้อในลำคอและน้ำลาย ก่อนที่ไวรัสจะมาถึงจมูก ดังนั้นการตรวจหาเชื้อโดยการแหย่จมูก (nose swab) อาจเร็วเกินไปที่จะพบเชื้อ

กล่าวคือการที่ผู้ป่วยตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจแบบเร่งด่วนและได้ผลออกมาเป็นลบ พวกเขาอาจมีไวรัสในร่างกายและสามารถแพร่ไปยังผู้อื่นได้

Photo by Ina FASSBENDER / AFP

จับตา Omicron พุ่งเร็ว แต่ก็อาจลงเร็วเช่นกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672616

วันที่ 10 ม.ค. 2565 เวลา 10:32 น.จับตา Omicron พุ่งเร็ว แต่ก็อาจลงเร็วเช่นกันศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐชี้เชื้อโอมิครอนพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็อาจลดลงเร็วเหมือนกัน

NBC News รายงานว่าโรเชลล์ วาเลนสกี ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐกล่าวว่าแม้จำนวนผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วสหรัฐ แต่ก็มีความหวังว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อจะลดลงอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน

โดยชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดในสหรัฐมีความใกล้เคียงกับกรณีการแพ่รระบาดของเชื้อโอมิครอนในแอฟริกาใต้ซึ่งมีตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นและลดลงอย่างรวดเร็ว

วาเลนสกีเสริมว่าหลักฐานเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่าการติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนอาจช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา แต่ในทางกลับกันการติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาจะมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอกว่าในการป้องกันโอมิครอน

โดยก่อนหน้านี้องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่ามีการพบหลักฐานเพิ่มเติมที่บ่งชี้ว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจส่วนบน มากกว่าที่เชื้อจะลงปอด ซึ่งทำให้เกิดอาการรุนแรงน้อยกว่าน้อยกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้านี้อย่างเดลตา และพบว่าอัตราการเข้าโรงพยาบาลและเสียชีวิตจากโอมิครอนยังอยู่ในระดับต่ำ

ทั้งนี้ ปัจจุบันผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ในสหรัฐเพิ่มขึ้นมากกว่า 204% เมื่อเทียบกับ 2 สัปดาห์ก่อน ตามการวิเคราะห์ของ NBC News

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา CDC ได้เปิดเผยข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากการติดเชื้อโอมิครอนพบว่า ในเด็กอายุ 0 ถึง 4 ปีซึ่งยังไม่สามารถรับวัคซีนโควิด-19 มีอัตราการรักษาในโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้น

โดยเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี มีอัตราการรักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคโควิด-19 อยู่ที่ 4.3 ต่อ 100,000 คน การรักษาในโรงพยาบาลในเด็กมีอัตราสูงสุดนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในสหรัฐ แม้ว่ายังคงเป็นอัตราที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มอายุอื่นๆ

Photo by Matthew Hatcher/Getty Images/AFP

‘วิกฤตการณ์ยูเครน’ จะเป็นชนวนสงครามหรือไม่?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672581

วันที่ 09 ม.ค. 2565 เวลา 18:45 น.'วิกฤตการณ์ยูเครน' จะเป็นชนวนสงครามหรือไม่?ไล่เรียงเหตุการณ์ที่นำไปสู่การเผชิญหน้าอีกครั้งระหว่างสองยักษ์ – รัสเซียกับสหรัฐและพันธมิตรชาติตะวันตก เมื่อยุเครนอาจเป็นชนวนเหตุแห่งการปะทะกัน

ความตึงเครียดระหว่างยูเครนและรัสเซียจนทั้งสองฝ่ายนำกองกำลังจำนวนมากมาประจำการตามแนวชายแดน กำลังทำให้รัฐบาลวอชิงตันและรัฐบาลที่มอสโกเข้าสู่การเผชิญหน้าในรูปแบบสงครามเย็น

นี่คือไทม์ไลน์ของสถานการณ์ที่กำลังลุกลามอย่างต่อเนื่อง ณ เวลาที่เผยแพร่เรื่องนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสหรัฐอเมริกาและรัสเซียกำลังเตรียมจัดการเจรจาที่เจนีวาตั้งแต่คืนวันอาทิตย์ เพื่อให้ผู้นำของทั้งสองประเทศหาทางออก จากนั้นในวันพุธจะตามด้วยการประชุมระหว่างรัสเซียและสมาชิกทั้ง 30 คนของพันธมิตรนาโต (NATO) ซึ่งมอสโกยืนยันว่ายูเครนจะต้องไม่เข้าร่วมนาโต เพราะจะทำให้ยูเครนเป็นหมากที่รุกเข้ามาในจุดยุทธศาสตร์ของรัสเซียจนเป็นหอกข้างแคร่ต่อรัสเซีย

แต่ผลการเจรจาจะเป็นอย่างไรนั้น มาดูสาเหตุของการเผชิญหน้ากันก่อน

– ทหารรัสเซียที่ชายแดน – เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2021 ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครนกล่าวหารัสเซียว่ากำลังระดมพลทหารหลายหมื่นนายตามแนวชายแดนทางตะวันออกของยูเครนและในแหลมไครเมียซึ่งรัสเซีย “ยึด” ไปจากยูเครนในการเผชิญหน้าคราวก่อน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นในความขัดแย้งในภาคตะวันออกของประเทศ ซึ่งกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่รัสเซียหนุนหลังยึดครองมาตั้งแต่ปี 2014 เมื่อมอสโกผนวกไครเมียมาจากยูเครน

รัฐบาลเครมลินกล่าวว่ามีสิทธิที่จะเคลื่อนย้ายกองกำลังติดอาวุธภายในอาณาเขตของตน “ตามดุลยพินิจของตน”

กองกำลังป้องกันดินแดนยูเครน กองกำลังสำรองของกองทัพยูเครนมองผ่านกล้องส่องทางไกลในแนวหน้า เพื่อรับมือกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่รัสเซียหนุนหลังใกล้กับเมืองอาฟดิฟกา ทางตะวันออกเฉียงใต้ของยูเครน เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2022 (ภาพโดย Anatolii STEPANOV / AFP)

– ‘การสนับสนุนที่ไม่เปลี่ยนแปลง’ – ประธานาธิบดี โจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ให้คำมั่น “สนับสนุนอย่างไม่เปลี่ยนแปลง” กับยูเครน

รัฐบาลที่เครมลินกล่าวว่า “ไม่ได้คุกคาม” ยูเครน พร้อมเตือนชาติตะวันตกไม่ให้ส่งทหารเข้ามายุ่ง และบอกให้ยูเครนหยุด “การยั่วยุ”

– รัสเซียถอนตัว – เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2021 รัฐมนตรีต่างประเทศ G7 และหัวหน้านโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปเรียกร้องให้รัสเซียถอนทหาร 100,000 นาย

สิบวันต่อมารัฐบาลที่เครมลินสั่งถอนทหารกลับมาโดยกล่าวว่าพวกเขาได้แสดงแสนยานุภาพในการปกป้องประเทศแล้ว

– กลรบที่ทะเลดำ – เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2021 เรือและเครื่องบินของรัสเซียคุกคามเรือรบอังกฤษและเรือรบดัตช์นอกคาบสมุทรไครเมียไม่กี่วันก่อนที่นาโตจะซ้อมรบกับยูเครนในทะเลดำ

– ท่อส่งก๊าซ – เมื่อวันที่ 10 กันยายน รัฐบาลมอสโกได้ประกาศความสำเร็จในการสร้างท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 ที่เป็นประเด็นขัดแย้ง โดยทอดตัวไปยังเยอรมนีผ่านทางทะเลบอลติกซึ่งเป็นทางอ้อม โดยไม่ตัดผ่านยูเครน สะท้อนถึงการตัดขาดยูเครนจากอุตสาหกรรมก๊าซที่มั่งคั่งและทรงอิทธิพลของรัสเซียและเป็นไม้เด็ดที่รัสเซียใช้ต่อรองกับยุโรป

กองกำลังป้องกันดินแดนยูเครน ซึ่งเป็นกองหนุนทางทหารของกองทัพยูเครน เดินในสนามเพลาะเตรียมรับมือกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่รัสเซียหนุนหลังใกล้กับเมืองอาฟดิฟกา โดเนตสค์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของยูเครน เมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2565 (ภาพโดย Anatolii STEPANOV / AFP)

– การเคลื่อนไหวของกองทหารใหม่ – เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2021 นาโตเตือนรัฐบาลมอสโกเกี่ยวกับ “ปฏิบัติการเชิงรุก” ใหม่ใดๆ หลังจากที่รัฐบาลวอชิงตันรายงานการเคลื่อนไหวของกองกำลังที่ผิดปกติใกล้ชายแดนยูเครน

ปูตินกล่าวหาตะวันตกว่าเพิ่มความตึงเครียดในขณะที่ “จัดหาอาวุธสมัยใหม่ให้เคียฟ” และจัดซ้อมรบเชิงยั่วยุต่อรัสเซีย

– การรุกในฤดูหนาว? – เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ยูเครนกล่าวว่ารัสเซียกำลังระดมกำลังทหารเกือบ 92,000 นายที่ชายแดน เพื่อทำการโจมตีในช่วงปลายเดือนมกราคมหรือต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2022

รัฐบาลมอสโกปฏิเสธเรื่องนี้โดยเด็ดขาด และสามวันต่อมากล่าวหารัฐบาลยูเครนว่าเป็นฝ่ายระดมพลขึ้นมาเองต่างหาก รัสเซียยังเรียกร้อง “หลักประกันทางกฎหมาย” ว่ายูเครนจะไม่เข้าร่วมกับนาโต

– การประชุมสุดยอดเสมือนจริง – เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ระหว่างที่ผู้นำทั้งสองพบกันในการประชุมสุดยอดเสมือนจริง ไบเดนขู่ปูตินด้วย “มาตรการทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมาตรการอื่นๆ” ถ้าเขารุกรานยูเครน แต่ไบเดินไม่บอกว่าจะส่งทหารอเมริกันไปสนับสนุนยูเครน

ปูตินเรียกร้องให้นาโตหยุดการขยายอิทธิพลมาทางตะวันออก (ทางยูเครนและมุ่งเผชิญหน้ากับรัสเซีย) อีกครั้ง และให้นาโตรับประกันว่ายูเครนจะไม่เข้าร่วมนาโต

– ‘ผลที่ตามมาจะใหญ่หลวง’ – เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม สหภาพยุโรปและนาโตได้เตือนถึง “ผลกระทบเชิงกลยุทธ์อย่างใหญ่หลวง หากมีการโจมตีเพิ่มเติมต่อบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน”

วันรุ่งขึ้นรัฐบาลมอสโกเสนอข้อเสนอเพื่อจำกัดอิทธิพลของสหรัฐที่มีต่ออดีตรัฐโซเวียตต่างๆ เช่น ในยุโรปตะวันอกอและเอเชียกลาง

กองกำลังป้องกันดินแดนยูเครน ซึ่งเป็นกองหนุนทางทหารของกองทัพยูเครน เดินในสนามเพลาะเตรียมรับมือกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่รัสเซียหนุนหลังใกล้กับเมืองอาฟดิฟกา โดเนตสค์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของยูเครน เมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2565 (ภาพโดย Anatolii STEPANOV / AFP)

– พูดคุยคลายความตึงเครียด – รัฐบาลวอชิงตันและมอสโกประกาศในวันที่ 28 ธันวาคม ว่าพวกเขาจะจัดการเจรจาในช่วงต้นเดือนมกราคมที่เจนีวา เกี่ยวกับความมั่นคงของยุโรปและความขัดแย้งในยูเครน

สองวันต่อมา ไบเดนเตือนปูตินว่า “การลดระดับการเผชิญหน้า” เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการแก้ปัญหาทางการทูตเพื่อยุติความขัดแย้ง

เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2022 ไบเดนบอกกับเซเลนสกีผู้นำยูเครนว่าวอชิงตันและพันธมิตรจะ “ตอบสนองอย่างเด็ดขาด” หากรัสเซียพยายามจะรุกราน

– ภัยคุกคาม ‘ของจริง’ – ในวันที่ 5 โจเซป บอร์เรลล์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปให้คำมั่นว่าทางกลุ่มจะสนับสนุนยูเครนอย่างเต็มที่ ขณะที่เขาเยือนแนวหน้าทางตะวันออก

ขณะที่พันธมิตรของนาโตประชุมกันในวันที่ 7 มกราคม เจนส์ สโตลเทนเบิร์ก หัวหน้ากลุ่มพันธมิตรนาโต เตือนว่าการรุกรานยูเครนของรัสเซียครั้งใหม่ยังคงเป็น “เรื่องจริง”

แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่าการแก้ปัญหาทางการฑูตเป็นไปได้ เขาสัญญากับรัฐมนตรีต่างประเทศยูเครนว่าจะไม่หารือเกี่ยวกับอนาคตของยูเครนโดยปราศจากการมีส่วนร่วมของยูเครน

เมื่อวันที่ 8 มกราคม เจ้าหน้าที่อาวุโสของทำเนียบขาวกล่าวว่าสหรัฐ พร้อมที่จะหารือกับรัสเซียเกี่ยวกับระบบขีปนาวุธและการฝึกซ้อมทางทหารของทั้งสองประเทศ

การเจรจาที่เจนีวามีกำหนดจะเริ่มขึ้นพร้อมกับงานเลี้ยงอาหารค่ำในคืนวันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม

Photo by Angela WEISS and Alexey DRUZHININ / AFP

เมืองนอกสายตาที่นักท่องเที่ยวบอก “เหนือความคาดหมาย”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672571

วันที่ 09 ม.ค. 2565 เวลา 16:34 น.เมืองนอกสายตาที่นักท่องเที่ยวบอก "เหนือความคาดหมาย"เมืองที่ได้ชื่อว่า Underrated Destinations หรือสถานที่ที่ไม่ได้รับการโปรโมทหรือไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกัน เมืองเหล่านี้กำลังเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวมากขึ้น

สมาชิก Reddit ที่ชื่อ u/EvilDan69 ตั้งกระทู้ถามว่า “คุณไปเที่ยวเมืองไหนแล้วทำให้คุณรู้สึกเหนือความคาดหมายบ้าง?” พร้อมกับเล่าประสบการณ์ว่าเธออยู่ที่แคนาดาเมืองที่เซอร์ไพรส์เธอก็คือชิคาโก แต่ความเห็นอื่นๆ แบ่งปันรายชื่อเมืองน่าเที่ยวจากทั่วโลกที่หลายคนคงไม่เคยได้ยินชื่อมากก่อน รวมถึงเมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ ก็มี แม้แต่บางคนก็ยังบอกว่า “มีหลายคนพูดในทางเสียหายเกี่ยวกับพูดกรุงเทพ แต่ฉันชอบมาก” อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครพูดถึงเมืองน่าเที่ยวในไทยไปมากกว่านี้

Banff, Alberta (คะแนนโหวต 481)

Ok_Fix_3350 บอกว่า “เมืองแบนฟ์ (มณฑลแอลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา) มันเหมือนกับว่าเราอยู่ในลูกโลกหิมะ งดงามยิ่งกว่าภาพที่เห็น ฉันจะกลับไปบ่อยๆ” สมาชิกอีกคนชื่อ The-Reddit-Giraffe มาช่วยยืนยันว่า “ขนาดฉันอยู่ห่างหนึ่งชั่วโมงจากแบมฟ์มาตลอดชีวิตของฉัน ฉันยังเตือนตัวเองเสมอว่าอย่าได้มองข้ามเมืองนี้เลยทีเดียว” (ทั้งนี้ แบนฟ์เป็นเมืองตากอากาศและเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของแคนาดา เป็นที่รู้จักจากทิวทัศน์ที่เป็นภูเขาและน้ำพุร้อนเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับกีฬากลางแจ้ง และมีจุดหมายการเดินป่า ปั่นจักรยาน ปีนเขา และเล่นสกีมากมายภายในพื้นที่)

Banff, Alberta Photo by Ethan Sahagun/wikipedia.org

Galway, Ireland (คะแนนโหวต 459)

GodSaveTheQueenAPH บอกว่า “กัลเวย์ ไอร์แลนด์ ดนตรี บาร์ และเมืองที่น่ารักนั้นช่างเหลือเชื่อ เมืองดิงเกิล ไอร์แลนด์เป็นอะไรที่มากกว่าที่ฉันคาดไว้มาก มีร้านค้าน่ารักมากมายและประตูสีสันสดใสทั่ว เมืองควีนส์ทาวน์ นิวซีแลนด์ -ฉันไปในฤดูใบไม้ร่วงกับทิวทัศน์ทำให้ฉันแทบคลั่ง!” (ทั้งนี้ กัลเวย์เป็นที่รู้จักในฐานะหัวใจแห่งวัฒนธรรมของไอร์แลนด์ และเป็นเจ้าภาพจัดงานเทศกาล งานเฉลิมฉลอง และกิจกรรมต่างๆ มากมาย เมืองนี้เต็มไปด้วยสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ บ้านเรือนหลากหลายสีสันหลังน่ารักเรียงรายริ่มอ่าว)

Krakow, Poland (คะแนนโหวต 305)

cmutt_55038 บอกว่า “นึกถึงเมืองสองเมือง และฉันมีความยินดีที่ได้ไปเยือนสองเมืองในทริปเดียวกัน 1: คราคูฟ ประเทศโปแลนด์ มีจัตุรัสกลางที่น่าตื่นตาตื่นใจ เราไปที่นี่เพื่อเยี่ยมชมค่ายกักกันเอาชวิตซ์ และรู้สึกทึ่งกับเมือง อย่าลืมเยี่ยมชมเหมืองเกลือในขณะที่คุณอยู่ที่นั่น เอาชวิตซ์ทำให้คุณรู้สึกหดหู่อย่างหรัก การใช้เวลาที่เหลือกับคราคูฟช่วยนำคุณพ้นจากความรู้สึกนั้นในทันที 2: บูดาเปสต์ บอกจากใจจริงไม่รู้ว่าจะคาดหวังอะไร แต่เมืองนี้สวยงาม อย่าลืมล่องเรือยามเย็นบนแม่น้ำดานูบ” (ทั้งนี้ คราคูฟ หนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในโปแลนด์ ตั้งอยู่บนแม่น้ำวิสตูลาในจังหวัดเลสเซอร์โปแลนด์ เมืองนี้มีอายุย้อนไปถึงศตวรรษที่เจ็ด คราคูฟเป็นเมืองหลวงอย่างเป็นทางการของโปแลนด์จนถึงปี ค.ศ. 1596 และเคยเป็นศูนย์กลางชั้นนำของชีวิตวิชาการ เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและศิลปะของโปแลนด์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป)

Krakow, Poland Photo by Maatex / wikipedia.org

Vienna, Austria (คะแนนโหวต 412)

เมืองนี้อาจจะรู้จักกันทั่วไป แต่สมาชิกที่ชื่อ cgyguy81 บอกว่าเมือเทียบกันแล้วกับปารีสที่ป็นที่นิยมกว่า “เวียนนา — ฉันไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แต่เมืองนี้งดงามมาก สวยกว่าปารีสมากในความคิดที่ต่ำต้อยของฉัน ร้านกาแฟ พิพิธภัณฑ์ สถาปัตยกรรม แม้แต่รถไฟใต้ดิน น่าจะสะอาดที่สุดที่ฉันเคยเห็นในยุโรป นอกจากนี้ ในช่วงฤดูร้อน ยังเป็นเจ้าภาพจัดเทศกาลศิลปะฟรี โดยจะแพร่ภาพการแสดงโอเปร่าบนจอขนาดใหญ่พร้อมอาหารริมทางและเบียร์” (นอกจากเรื่องความสวยงามของเมืองแล้ว เวียนนามีชื่อเสียงในด้านคุณภาพชีวิตที่ดี ในการศึกษาเมือง 127 เมืองทั่วโลกโดย Economist Intelligence Unit ได้จัดอันดับให้เวียนนาเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก)

Mexico City (คะแนนโหวต 332)

buttermybackside บอกว่า “ที่ทำให้ฉันประหลาดใจในทางที่ดี – เม็กซิโกซิตี้ มีคนบอกว่ามันจะอันตรายและ “ไม่มีอะไรพิเศษ” แต่มันงดงามมาก มีชีวิตชีวาและสนุกสนาน ผู้คนเป็นมิตรที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมา และอาหารทุกอย่างน่าทึ่งมาก มันยังคงเป็นหนึ่งในเมืองที่ฉันชอบมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนที่ทำให้ฉันประหลาดใจในทางที่ไม่ดี – ซานฟรานซิสโก มันดูจืดชืด ผิวเผิน บอกตรงๆ เลยว่าน่าเบื่อ ปัญหาส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเพื่อนๆ ของฉันที่เคยไปที่นั่นต่างพากันพร่ำว่าพวกเขารักมันขนาดไหนและพูดเกินจริงไปหน่อย” (แม้จะถูกกล่าวหาเรื่องความปลอดภัยและอาชญากรรมและความยากจน แต่รู้หรือไม่ว่า เม็กซิโกซิตี้เป็นเมืองที่งดงามด้วยศิลปะ มีพิพิธภัณฑ์ประมาณ 170 แห่ง เป็นหนึ่งในสิบเมืองชั้นนำของโลกที่มีพิพิธภัณฑ์จำนวนมากที่สุด หอศิลป์มากกว่า 100 แห่ง และหอแสดงคอนเสิร์ตประมาณ 30 แห่ง)

Mexico City Photo by Sam Beebe/Ecotrust/wikipedia.org

Phnom Penh (คะแนนโหวต 49)

นอกจากเมืองข้างต้นที่มีผู้สนใจแสดงความเห็นและให้คะแนนกันอย่างล้นหลามแล้ว ยังมีเมืองเล็กๆ อีกเป็นจำนวนมากที่ถูกเสนอชื่อเข้ามา ยกตัวอย่างเช่น cdn_backpacker บอกว่า “พนมเปญทำให้ฉันประหลาดใจ ฉันเคยได้ยินแต่เรื่องแย่ๆ เท่านั้น แต่เป็นเมืองที่น่าตื่นตาตื่นใจ เต็มไปด้วยสิ่งน่าสนใจให้ดูและทำ หากคุณสามารถขับมอเตอร์ไซค์ได้ คุณสามารถออกทริปแบบไปเช้าเย็นกลับเพื่อชมทิวทัศน์อันน่าทึ่งนอกเมืองได้”

Arles, France (คะแนนโหวต 42)

Javrambimbam บอกว่า “อาร์ลส์ ประเทศฝรั่งเศส เรากำลังเดินทางไปตามท้องถนนในเฟรนช์ ริเวียรา และในตอนแรกฉันดันให้ไปเมืองออร็องฌ์ หรือสะพานปงต์ ดู การ์ (Pont du Gard) เพราะฉันเพิ่งเรียนหลักสูตรศิลปะและสถาปัตยกรรมโรมัน อาร์ลส์ควรจะเป็นการประนีประนอมทางเลือก แต่ฉันก็ชอบบรรยากาศของเมืองและความลึกของประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม มีแม้กระทั่งสนามแข่งรถม้า มีพิพิธภัณฑ์ศิลปะรอบๆ ทั้งหมดนี้ทำให้น่าเซอร์ไพรส์ที่วันนั้นสนุกและทุกคนในครอบครัวของฉันก็สนุกกับมัน”

Photo by FLORIAN WIESER / APA / AFP

ยานฉางเอ๋อ-5 ตรวจพบ ‘น้ำผิวดิน’ จากแหล่งกำเนิดบนดวงจันทร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672566

วันที่ 09 ม.ค. 2565 เวลา 14:54 น.ยานฉางเอ๋อ-5 ตรวจพบ ‘น้ำผิวดิน’ จากแหล่งกำเนิดบนดวงจันทร์คณะนักวิทยาศาสตร์จีนเผยว่ายานลงจอดของภารกิจฉางเอ๋อ-5 (Chang’e-5) สามารถตรวจจับร่องรอยของน้ำได้ จากแหล่งกำเนิดบนดวงจันทร์ ซึ่งช่วยส่งมอบหลักฐานใหม่เกี่ยวกับความแห้งแล้งของดาวบริวารดวงนี้

ผลการศึกษาข้างต้น ซึ่งเผยแพร่ในวารสารไซเอนซ์ แอดวานซ์ (Science Advances) เมื่อวันเสาร์ (8 ม.ค.) ระบุว่าดินของดวงจันทร์บริเวณจุดที่ยานลงจอดมีน้ำอยู่น้อยกว่า 120 พีพีเอ็ม (พีพีเอ็ม = หนึ่งส่วนในล้านส่วน) หรือ 120 กรัมต่อตัน ขณะหินลักษณะโพรงข่ายน้ำหนักเบาก้อนหนึ่ง มีน้ำประกอบอยู่ 180 พีพีเอ็ม โดยถือว่าน้อยกว่าบนโลกมาก

อุปกรณ์บนยานลงจอดดำเนินการวัดความสะท้อนเชิงสเปกตรัม (spectral reflectance) ของชั้นผิวดินและหินก้อนนี้ ซึ่งนำไปสู่การตรวจจับร่องรอยน้ำ ณ จุดดังกล่าวเป็นครั้งแรก

คณะนักวิจัยจากสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (CAS) เผยว่าผู้เชี่ยวชาญสามารถประเมินปริมาณความชื้นในดินได้ เนื่องจากโมเลกุลของน้ำหรือสารประกอบหมู่ไฮดรอกซิลนั้นมีการดูดซึมที่อัตราราว 3 ไมโครเมตร พร้อมเสริมว่าลมสุริยะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ดินบนดวงจันทร์มีความชื้น เพราะมันเป็นตัวนำพาไฮโดรเจนอันเป็นส่วนประกอบของน้ำ ส่วนน้ำในหินอีก 60 พีพีเอ็มอาจมีที่มาจากพื้นที่ชั้นในดวงจันทร์

ด้วยเหตุนี้ นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าหินโพรงข่ายข้างต้นมีแหล่งกำเนิดจากหินบะซอลต์ที่เก่าแก่และมีความชื้นมากกว่า ก่อนจะถูกขับออกไปตกที่จุดลงจอดและพบโดยยานฉางเอ๋อ-5

(ภาพจากหลินหงเหล่ย หนึ่งในผู้เขียนการศึกษาที่เผยแพร่ในวารสารไซเอนซ์ แอดวานซ์ : ภาพจุดเก็บรวบรวมตัวอย่างของยานอวกาศฉางเอ๋อ-5 และตัวอย่างที่เก็บกลับมาสู่โลก)

ขณะเดียวกันผลการศึกษาพบว่าดวงจันทร์จะแห้งแล้งมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง โดยอาจมีปัจจัยจากปริมาณก๊าซในชั้นเนื้อดาวที่ลดลง

ทั้งนี้ ยานอวกาศฉางเอ๋อ-5 ได้ลงจอดบนหนึ่งในหินบะซอลต์ใหม่ที่สุด ณ ละติจูดกลาง-สูงบนดวงจันทร์ พร้อมตรวจวัดน้ำและเก็บรวบรวมตัวอย่างดวงจันทร์น้ำหนัก 1,731 กรัมกลับสู่โลก

หลินหงเหล่ย นักวิจัยจากสถาบันธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์ สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน กล่าวว่าตัวอย่างที่รวบรวมมานั้นเป็นชิ้นส่วนผสมจากทั้งบนพื้นผิวและใต้พื้นผิวดวงจันทร์ ทว่าอุปกรณ์บนยานสามารถตรวจวัดได้ที่ชั้นนอกสุดของพื้นผิวดาวบริวารดวงนี้

หลินเสริมว่าการจำลองสภาพพื้นผิวดวงจันทร์ของจริงบนโลกนั้นเป็นเรื่องท้าทาย การตรวจวัดในแหล่งกำเนิดจึงเป็นภารกิจสำคัญอย่างยิ่ง

ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับการวิเคราะห์ตัวอย่างดวงจันทร์ที่ได้จากจากยานอวกาศฉางเอ๋อ-5 ในขั้นต้น อีกทั้งให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ภารกิจฉางเอ๋อ-6 (Chang’e-6) และฉางเอ๋อ-7 (Chang’e-7) ของจีนด้วย

อนึ่ง การตรวจสอบปริมาณน้ำสำรองบนดวงจันทร์กลายเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจ เนื่องจากจีนอยู่ระหว่างการวางแผนก่อสร้างสถานีวิจัยบนดวงจันทร์ที่มีมนุษย์ควบคุมในทศวรรษหน้า

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

“หมูแพง” โค่นรัฐบาลได้ แล้วรัฐบาลจะทำอย่างไร?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672554

วันที่ 09 ม.ค. 2565 เวลา 12:56 น."หมูแพง" โค่นรัฐบาลได้ แล้วรัฐบาลจะทำอย่างไร?เนื้อหมูเป็นเนื้อสัตว์ที่ขาดแทบไม่ได้ในหลายๆ ครัวเรือนและร้านอาหารของเมืองไทย แต่ตอนนี้กำลังเผชิญกับปัญหาราคาเนื้อหมูแพง รัฐบาลกำลังถูกเพ่งเล็งและต่อว่าเรื่องความล่าช้าในการแก้ปัญหา ประเทศจีนที่เคยมีประสบการณ์แบบเดียวกัน เขาแก้กันอย่างไร?

1. ประเทศที่เจอกับ “วิกฤตเนื้อหมูแพง” ก่อนหน้าไทยและเป็นวิกฤตที่สั่นสะเทือนรัฐบาลอย่างมากคือ จีน ในเดือนสิงหาคม 2018 จีนรายงานการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรครั้งแรกในมณฑลเหลียวหนิง ซึ่งเป็นรายงานรายแรกในเอเชียตะวันออก

2. มีรายงานว่าประชากรหมูจีนลดลงเกือบ 100 ล้านตัวเมื่อเทียบกับปี 2017 ทำให้ราคาหมูในยุโรปแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 ปี และเมษายนปี 2019 มีรายงานว่าไวรัสได้แพร่กระจายไปยังทุกภูมิภาคของจีน รวมถึงบางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึง กัมพูชา ลาว ไทย และเวียดนาม

3. เนื้อหมูในจีนขาดแคลนอย่างรวดเร็วและทำให้ราคาหมูพุ่งพรวด จุดสูงสุดของราคาอยู่ในช่วงปลายปี 2019 และต้นปี 2020 เฉพาะปี 2019 การผลิตเนื้อหมูของจีนลดลงประมาณ 45% ในขณะที่ราคาเนื้อหมูเพิ่มขึ้น 101% ในเดือนตุลาคมเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตามข้อมูลของ INTL FCStone กลุ่มบริการทางการเงินของสหรัฐและสถิติของรัฐบาลจีน ราคาเนื้อหมูอยู่ใกล้ 50 หยวนต่อกิโลกรัมหรือสูงกว่านั้น หรือคิดเป็นเงินไทยที่ 250 บาทต่อกิโลกรัม นั่นเป็นราคาที่เท่ากับหมูต่อกิโลกรัมในไทย ณ เวลาที่รายงานนี้ถูกเขียนขึ้น

4. สถานการณ์เนื้อหมูในจีนเลวร้ายลงเมื่อถึงราวกลางปี 2021 เมื่อราคาเนื้อหมูพุ่งขึ้นเกือบ 60% ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ทำให้ในเดือนกรกฏาคม กระทรวงพาณิชย์ที่มีเนื้อหมูสำรอง 200,000 ตัน ประกาศจะปล่อยเนื้อหมูสำรองออกสู่ตลาดหากมีความจำเป็น

5. ปากท้องของประชาชนเป็นเรื่อง “ใหญ่ที่สุด” ในสายตารัฐบาลจีน เพราะหากประชาชนไม่อิ่มท้องขึ้นมาก็อาจจะเกิดความไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาล นำไปสู่ความกังขาและความไม่พอใจ ในที่สุดก็อาจจะล้มรัฐบาลจีน ในประวัติศาสตร์จีนมีบทเรียนสอนใจทำนองนี้หลายครั้ง และรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์เองก็มักนำเสนอ “ประวัติศาสตร์ของการลุกฮือ” เพื่อชี้ว่าศักดินายุคก่อนถูกโค่นล้ม เพราะกบฏชาวนาไม่พอใจการขูดรีดของผู้มีอำนาจและปัญหาข้าวยากหมากแพง

6. วิลเลียม ซี. แมคคาฮิลล์ จูเนียร์ (William C. McCahill Jr.) ผู้อาวุโสประจำสำนักงานวิจัยเอเชียแห่งชาติในซีแอตเทิล ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองจีนและอดีตนักการทูตสหรัฐในเอเชียกล่าว บอกว่า CS Monitor ว่า “หากรัฐบาลจีนไม่สามารถจัดหาเนื้อหมูในราคาที่สมเหตุสมผลได้ ก็จะทำให้เกิดความชอบธรรมอย่างมาก แนวคิดทั้งหมดเกี่ยวกับ … ความมั่นคงทางอาหารเป็นปัญหาใหญ่สำหรับรัฐบาลจีน”

7. รัฐบาลจีนไม่ได้แก้ปัญหาแค่การปล่อยเนื้อหมูสำรอง นั่นเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ (แต่มีผลช่วยในระยะสั้น) วิธีการคือการอัดฉีดธุรกิจและเกษตรกรให้หันมาเลี้ยงหมู โดยให้เงินอุดหนุนจำนวนหนึ่ง ผลก็คือมีฟาร์มหมูผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ในระยะเวลาไม่กี่เดือนหลังจากราคาพุ่งสูงสุดกลางปี 2021 เมื่อถึงเดือนกันยายนปีเดียวกัน ราคาหมูก็เริ่มตกลงมาเพราะมีอุปทานมากจนเริ่มจะล้น

8. อีกวิธีการหนึ่งคือการหันไปลงทุนฟาร์มหมูในต่างประเทศ วิธีการนี้ช่วยรักษาอุปทานหมูในประเทศไว้ได้หากเกิดการระบาดของโรค แหล่งเนื้่อหมูในต่างแดนจะช่วยรับประกันว่าจีนจะมีเนื้อหมูรับประทานไปได้ตลอดรอดฝั่ง ในช่วงที่ราคาหมูกำลังพีค จีนได้ทำข้อตกลงกับอาร์เจนตินาเพื่อสร้างอุตสาหกรรมหมูขนาดใหญ่ในอาร์เจนตินา

9. แต่วิธีการที่ “เหนือชั้น” อีกอย่างของจีนคือการเพาะพันธุ์หมูที่มีขนาดใหญ่ (ใหญ่จนสื่อบางแห่งประโคมว่ามีขนาดเท่ากับมีขั้วโลก) เพื่อที่จะผลิตหมูที่มีเนื้อมากพอจะป้อนความต้องการของตลาดได้ โดยหมูประเภทนี้มีน้ำหนักเกือบ 500 กิโลกกรัม ขายได้ตัวละกว่า 10,000 หยวนหรือราว 50,000 บาท

10. เมื่อถึงปลายปี 2021 ราคาหมูในจีนก็ตกลงแม้จะยังมีความผันผวนของราคาแบบขึ้นๆ ลงๆ อยู่บ้าง ในเดือนพฤศจิกายน 2021 Fitch คาดว่าอุปทานเนื้อหมูส่วนเกินน่าจะคลี่คลายในปี 2022 พร้อมกับการนำเข้าที่เป็นปกติและการแทรกแซงของรัฐบาลที่แข็งแกร่งขึ้น โดยเป้าหมายคือการรักษาจำนวนแม่สุกรทั่วประเทศไว้ที่ 41.3 ล้านตัวให้ต่ำกว่าไตรมาส 3 ของปี 2021 ซึ่งเนื้อหมูเริ่มล้นและราคาต่ำลงจนกระทับผู้ผลิต หมายความว่าปีนี้จีนจะคุมราคาเนื้อหมูให้สมดุลได้นั่นเอง

Photo by Yamil LAGE / AFP

พบเชื้อ ‘Deltacron’ เมื่อ Delta ผนึกกำลัง Omicron ครั้งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672545

วันที่ 09 ม.ค. 2565 เวลา 10:20 น.พบเชื้อ 'Deltacron' เมื่อ Delta ผนึกกำลัง Omicron ครั้งแรก สำนักข่าว Bloomberg รายงานการค้นพบของเลลอนดิออส คอสตริกิส (Leondios Kostrikis) ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพแห่งมหาวิทยาลัยไซปรัสและหัวหน้าห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีชีวภาพและไวรัสโมเลกุล

ศาสตราจารย์คอสตริกิสกล่าวว่า สายพันธุ์ของ Covid-19 ที่รวมเดลต้า (Delta ) และโอไมครอน (Omicron) ที่ผสมเข้าด้วยกันถูกพบในไซปรัส โดยกล่าวกับ Sigma TV Friday ว่าการค้นพบนี้มีชื่อว่า “เดลตาครอน” (Deltacron) เนื่องจากมีการระบุลายเซ็นทางพันธุกรรมเหมือนโอมิครอนภายในจีโนมเดลต้า

Bloomberg และ ASTRA สื่อในไซปรัส รายงานว่าศาสตราจารย์คอสตริกิสและทีมของเขาได้ระบุกรณีดังกล่าว 25 กรณีและการวิเคราะห์ทางสถิติแสดงให้เห็นว่าเชื้อ 2 ตัวที่รวมพลังกันนั้นพบมากในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ทั้งนี้ ลำดับทางทางพันธุกรรมของเคส “เดลตาครอน” ทั้ง 25 เคสถูกส่งไปยัง GISAID ฐานข้อมูลระหว่างประเทศที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงของไวรัสเมื่อวันที่ 7 มกราคม และยังต้องติดตามต่อไปว่าเชื้อนี้จะมีความร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรงแค่ไหน

Photo by Alberto PIZZOLI / AFP