เกาหลีเหนือสั่ง ‘ห้ามหัวเราะ’ ครบรอบ 10 ปีการจากไป ‘คิม จองอิล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670869

วันที่ 17 ธ.ค. 2564 เวลา 15:50 น.เกาหลีเหนือสั่ง 'ห้ามหัวเราะ' ครบรอบ 10 ปีการจากไป 'คิม จองอิล'เกาหลีเหนือไว้อาลัยครบรอบ 10 ปีการจากไปของอดีตผู้นำ สั่งประชาชนห้ามหัวเราะ-สังสรรค์เป็นเวลา 11 วัน

Radio Free Asia และ Fox News รายงานว่าเกาหลีเหนือไว้อาลัยครบรอบ 10 ปีการจากไปของ คิม จองอิล อดีตผู้นำเกาหลีเหนือ โดยทางการกำหนดให้ประชาชนร่วมไว้ทุกข์เป็นเวลา 11 วัน นับตั้งแต่วันที่ 17 ธ.ค.

ประชาชนรายหนึ่งในเมืองชายแดนตะวันออกเฉียงเหนือของชินอึยจูกล่าวกับ Radio Free Asia ว่าในช่วงเวลานี้ประชาชนถูกห้ามมิให้หัวเราะหรือแสดงสีหน้าอื่นใดนอกจากความเคร่งขรึมในที่สาธารณะ ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือทำกิจกรรมยามว่างเพื่อความบันเทิงอย่างเช่นการช้อปปิ้ง ตลอดจนการซื้อขายของชำก็เป็นสิ่งต้องห้ามเช่นกัน

แหล่งข่าวเผยว่าในอดีตมีประชาชนจำนวนมากถูกจับกุมเนื่องจากดื่มสุราในช่วงไว้ทุกข์ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครพบเห็นพวกเขาเลย

“ในช่วงระยะเวลาไว้ทุกข์ประชาชนยังไม่สามารถประกอบพิธีศพ หรือแม้แต่ฉลองวันเกิดของตัวเอง” แหล่งข่าวกล่าวเสริม

รายงานระบุว่าในช่วงเวลานี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับมอบหมายให้สอดส่องดูแลพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยแหล่งข่าวรายหนึ่งยอมรับว่าช่วงเวลาไว้ทุกข์ที่ยาวนานส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของชาวเกาหลีเหนือ

ขณะที่รัฐบาลได้วางแผนจัดงานต่างๆ เพื่อรำลึกถึงคิม จองอิล รวมถึงการจัดแสดงภาพถ่ายและงานศิลปะของเขาในที่สาธารณะ และนิทรรศการ Kimjongilia ซึ่งเป็นดอกไม้ที่ตั้งตามชื่อของอดีตผู้นำ

Photo by KIM Won Jin / AFP

ทุกๆ 25 นาทีมีหญิงอินเดียฆ่าตัวตาย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670851

วันที่ 17 ธ.ค. 2564 เวลา 14:20 น.ทุกๆ 25 นาทีมีหญิงอินเดียฆ่าตัวตาย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?ปีที่แล้วแม่บ้านชาวอินเดียปลิดชีวิตตัวเองเฉลี่ยวันละ 61 คน หรือทุกๆ 25 นาที

บีบีซีรายงานโอยอ้างข้อมูลจากสำนักงานข้อมูลอาชญากรรมแห่งชาติของอินเดีย (National Crime Records Bureau หรือ NCRB) ระบุว่าปีที่แล้วมีแม่บ้านชาวอินเดียปลิดชีวิตตัวเองถึง 22,372 คน คิดโดยเฉลี่ยคือหญิงอินเดียฆ่าตัวตายวันละ 61 คน หรือทุกๆ 25 นาที

รายงานระบุว่าแม่บ้านฆ่าตัวตายคิดเป็น 14.6% ของกรณีการฆ่าตัวตายทั้งหมด 153,052 คนในอินเดียเมื่อปีที่แล้ว และมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้หญิงอินเดียทั้งหมดที่ฆ่าตัวตาย

ในปี 1997 NCRB เริ่มรวบรวมข้อมูลการฆ่าตัวตายของชาวอินเดียโดยแบ่งตามอาชีพ พบว่าในทุกๆ ปีมีแม่บ้านฆ่าตัวตายมากกว่า 20,000 คน และในปี 2009 ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 25,092

รายงานมักระบุว่าการฆ่าตัวตายมีสาเหตุมาจาก “ปัญหาครอบครัว” หรือ “ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแต่งงาน” แต่อะไรเป็นสาเหตุที่ผลักดันให้ผู้หญิงเหล่านั้นต้องปลิดชีพตัวเอง?

บีบีซีอ้างผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตซึ่งกล่าวว่าสาเหตุหลักคือปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดย 30% ของผู้หญิงทั้งหมดที่ร่วมการสำรวจของรัฐบาลเมื่อเร็วๆ นี้กล่าวว่าพวกเขาเคยถูกคู่สมรสใช้ความรุนแรง ทั้งยังต้องเผชิญกับความเบื่อหน่ายในชีวิตหลังแต่งงานที่ผู้หญิงถูกกดขี่จนอึดอัด

ดร.อูชา เวอร์มา ศรีวัสตาวา (Usha Verma Srivastava) นักจิตวิทยาจากเมืองพาราณาสีกล่าวว่าหญิงอินเดียส่วนใหญ่แต่งงานตั้งแต่อายุ 18 ปี พวกเขาต้องทำหน้าที่ภรรยาและการเป็นลูกสะใภ้ คือการใช้เวลาทั้งวันไปกับการทำงานบ้าน ทำความสะอาดบ้าน หรือทำอาหาร พวกเขาแทบจะไม่มีอิสระที่จะได้ใช้ชีวิตส่วนตัว และไม่มีเงินเป็นของตัวเอง

“การศึกษาและความฝันของเธอไม่สำคัญอีกต่อไป ทะเยอทะยานของพวกเธอค่อยๆ หายไปอย่างช้าๆ กลายเป็นความสิ้นหวังและความผิดหวังที่ก่อตัวขึ้น การมีชีวิตอยู่ของพวกเธอกลายเป็นความทรมาน” ดร.อูชากล่าว

แต่สำหรับแม่บ้านสูงอายุนั้นมีสาเหตุที่ต่างกันออกไป

ดร.อูชากล่าวว่าแม่บ้านสูงอายุหลายคนเผชิญกับความว่างเปล่าเมื่อลูกๆ เติบโตขึ้นและไปมีชีวิตของตัวเอง หลายคนประสบปัญหาเมื่อถึงวัยใกล้หมดประจำเดือนที่อาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า

อย่างไรก็ตามเธอเสริมว่าการฆ่าตัวตายนั้นสามารถป้องกันได้ โดยการโน้มน้าวหรือพยายามหยุดความคิดที่จะฆ่าตัวตายของเขาก็มีโอกาสที่เขาจะเปลี่ยนใจ

ดร.ซูมิตรา พาทาเร (Soumitra Pathare) จิตแพทย์ชาวอินเดียรายหนึ่งอธิบายว่าการฆ่าตัวตายในอินเดียหลายครั้งเกิดขึ้นจากอารมณ์ชั่ววูบ อย่างเช่นการที่สามีกลับถึงบ้าน ลงมือทำร้ายภรรยา จากนั้นภรรยาก็ฆ่าตัวตาย

งานวิจัยชิ้นหนึ่งแสดงให้เห็นว่าหญิงอินเดีย 1 ใน 3 ที่ฆ่าตัวตายมีประวัติว่าเธอต้องเผชิญกับความรุนแรงในครอบครัว

ไชตาลี สินหา (Chaitali Sinha) นักจิตวิทยาของ Wysa แอปพลิเคชันด้านสุขภาพจิตกล่าวว่ามีผู้หญิงชาวอินเดียอีกส่วนหนึ่งที่ต้องเผชิญกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว แต่ที่พวกเขายังคงสติได้เพราะได้รับการสนับสนุน เธอพบว่าผู้หญิงจำนวนหนึ่งจัดตั้งกลุ่มเล็กๆ ขึ้นมาเพื่อให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

“พวกเธอไม่มีหนทางอื่นในการแสดงออก บางครั้งการได้พูดคุยกับใครสักคนก็เป็นสิ่งที่เยียวยาจิตใจของพวกเธอได้” ไชตาลีกล่าว แต่ทว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการล็อกดาวน์ทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก

ก่อนหน้านี้พวกเธอมีพื้นที่ปลอดภัยเมื่อสามีออกไปทำงานนอกบ้าน แต่เมื่อมีการระบาดของโควิด-19 ทำให้พื้นที่ปลอดภัยนั้นหายไป และมันยังทำให้พวกเธอไม่สามารถออกไปทำกิจกรรมต่างๆ ที่สร้างความสุขให้แก่พวกเธอได้ ดังนั้นความโกรธ ความเจ็บปวด และความเศร้าจึงก่อตัวขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และการฆ่าตัวตายกลายเป็นทางเลือกสุดท้ายของพวกเขา

อินเดียรายงานสถิติการฆ่าตัวตายที่สูงที่สุดในโลก โดยผู้ชายอินเดียคิดเป็น 1 ใน 4 ของการฆ่าตัวตายทั่วโลก ในขณะที่ผู้หญิงอินเดียคิดเป็น 36% ของการฆ่าตัวตายทั่วโลกในกลุ่มอายุ 15 ถึง 39 ปี

แต่ดร.ซูมิตรา กล่าวว่า ตัวเลขอย่างเป็นทางการของอินเดียนั้นถือว่าต่ำเกินกว่าความเป็นจริงอย่างมาก และไม่ได้สื่อถึงระดับที่แท้จริงของปัญหา โดยอ้างอิงผลการศึกษา Million Death Study และงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Lancet ซึ่งชี้ว่าตัวเลขทางการต่ำกว่าความเป็นจริง 30% ถึง 100%

พร้อมชี้ว่าปัญหาการฆ่าตัวตายไม่ได้ถูกนำมาพูดคุยกันอย่างจริงจังในอินเดีย หลายครอบครัวพยายามปกปิดเพราะความอับอาย ในพื้นที่ชนบทไม่มีข้อกำหนดให้ต้องชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิต ส่วนคนรวยมักได้รับความช่วยเหลือจากตำรวจให้ระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่าเป็นอุบัติเหตุไม่ใช่การฆ่าตัวตาย

“องค์การสหประชาชาติตั้งเป้าที่จะลดอัตราการฆ่าตัวตายทั่วโลกให้ได้ 1 ใน 3 ภายในปี 2030 แต่ปีที่ผ่านมาการฆ่าตัวตายของเราเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน การลดตัวเลขนี้ยังคงเป็นเพียงความฝัน” ดร.ซูมิตรากล่าว

AFP PHOTO / TAUSEEF MUSTAFA

ทำไมใครๆ ต่างหลงรัก ‘ผัดไทยในเบอร์ลิน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670812

วันที่ 17 ธ.ค. 2564 เวลา 13:00 น.ทำไมใครๆ ต่างหลงรัก 'ผัดไทยในเบอร์ลิน'เจ้าของร้านผัดไทยในเบอร์ลินที่ได้รับเสียงชื่นชมจากต่างชาติอย่างล้นหลาม

Munchies เปิดเผยเรื่องราวของ “พิม” เจ้าของร้านผัดไทยใน Thai Park หรือตลาดนัดอาหารไทยในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นราชินีแห่งผัดไทย และผัดไทยของเธอคือผัดไทยที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเยอรมนี

พิม ชาวไทยซึ่งเติบโตในเยอรมนีเล่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสว่าเธอคิดว่าเธอคือตำนานของ Thai Park แห่งนี้แล้ว เพราะเธออยู่ที่นี่มานาน 25 ปี ทุกคนที่นี่รู้จักเธอ

จุดเด่นของผัดไทยของเธอคือคุณภาพและซอสผัดไทยสูตรลับซึ่งเธอเป็นคนปรุงเอง เค็มนิดๆ หวานหน่อยๆ และรสเปรี้ยวจากน้ำมะขามเปียก คือตัวชูโรงของผัดไทยแสนอร่อยจานนี้

พิมเล่าว่าในตอนแรกที่เธอเริ่มมาตั้งร้านมันไม่ง่ายเลย เพราะในตอนนั้นมันยังไม่ถูกกฎหมาย ทุกคนที่นี่ต้องรีบเก็บร้านด้วยความรวดเร็วเมื่อตำรวจมา ไม่เช่นนั้นจะถึงปรับ 35 ยูโร แต่ตอนนี้มันถูกกฎหมายแล้ว

คลิปวิดีโอดังกล่าวมีผู้มาแสดงความคิดเห็นมากมาย ซึ่งมีทั้งชาวไทยและต่างชาติ รวมถึงชาวเยอรมันเอง โดยคอมเมนต์ส่วนใหญ่นอกจากจะชื่นชมผัดไทยที่น่ารับประทานของเธอแล้ว ยังชื่นชมรอยยิ้มและบุคลิกที่มีเสน่ห์ชวนหลงใหลของเธอด้วยhttps://www.youtube.com/embed/BU00NAq6zgU

Matthew Cavanaugh กล่าวว่า “เธอมีเสนห์เหลือเกิน เป็นผู้หญิงที่น่ารักอะไรอย่างนี้ เบอร์ลินโชคดีที่มีเธอ”

ผู้ใช้ชื่อว่า T. Hodl คอมเมนต์เป็นภาษาเยอรมนีระบุว่าเธอเป็นแม่ที่ยอดเยี่ยมมาก อดใจไม่ไหวแล้วที่จะไปลองชิมผัดไทยของเธอ

die Faust Spandaus กล่าวว่า ในฐานะคนเยอรมันมันดีมากเลยที่มีสิ่งนี้ ถ้าได้ไปเบอร์ลินครั้งหน้าฉันจะต้องไปอุดหนุนเธอให้ได้

Elijah Ramos กล่าวว่า เธอช่างน่าทึ่ง และผัดไทยของเธอก็ดูน่าอร่อยมาก ถ้ามีโอกาสได้ไปเบอร์ลินเมื่อไรฉันไปอุดหนุนเธอแน่นอน

“ฉันจะอุดหนุนเธอก็เพราะบุคลิกที่ยอดเยี่ยมของเธอเนี่ยแหละ” Ashley กล่าว

เช่นเดียวกับ Gale Chow ซึ่งชื่นชมว่าเธอเป็นผู้หญิงที่งดงามทั้งภายในและภายนอก ผัดไทยของเธอก็ช่างน่าทึ่ง

Edmond Siu กล่าวว่าผมจะต้องไปที่นั้นให้ได้เมื่อได้กลับไปเบอร์ลินอีกครั้ง

“เห็นเธอยิ้มแล้วก็ยิ้มไปด้วย…ผัดไทยคือเมนูที่ฉันต้องสั่งเมื่อเข้าร้านอาหารไทย ฉันเชื่อเลยว่าผัดไทยของเธออร่อยเพราะซอสสูตรลับของเธอ” ผู้ใช้ชื่อ OYUN芸 กล่าว

A-Train Travels กล่าวว่านี่เป็นผัดไทยที่สวยงามน่าอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ ขาดแค่เบียร์ที่จะมากินคู่กับผัดไทยเท่านั้นแหละ

ขณะที่ความคิดเห็นอีกส่วนหนึ่งแสดงความยินดีที่ในที่สุดเธอก็สามารถประกอบอาชีพได้อย่างถูกกฎหมายหลังจากที่ต้องคอยหลบตำรวจมานาน 25 ปี

ทั้งนี้ Thai Park ในกรุงเบอร์ลินเริ่มมีขึ้นเมื่อประมาณปี 1995 โดยเริ่มต้นจากชุมชนชาวไทยกลุ่มเล็กๆ ในเบอร์ลินที่ทำอาหารมาแลกเปลี่ยนกันในสวนสาธารณะแห่งนี้ แต่เมื่อได้รับความนิยมจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนมากทำให้นี่กลายเป็นตลาดนัดอาหารไทยใหญ่ที่สุดในยุโรป โดยในตอนแรกการค้าขายรูปแบบนี้ถือว่าผิดกฎหมาย แต่เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมาทุกอย่างถูกดำเนินการอย่างถูกต้อง มีเอกสาร และการเสียภาษีอย่างถูกกฎหมาย พวกเขาไม่ต้องกลัวตำรวจอีกต่อไปแล้ว

Photo by Munchies

ชี้โควิดบีบ ‘วัยรุ่น-ผู้หญิง’ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสี่ยงตกงานมากสุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670842

วันที่ 17 ธ.ค. 2564 เวลา 11:45 น.ชี้โควิดบีบ 'วัยรุ่น-ผู้หญิง' เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสี่ยงตกงานมากสุดวัยรุ่นและผู้หญิงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญการสูญเสียงานสูงในช่วงโควิด-19 ระบาด

สำนักข่าวซินหัวอ้างรายงานรายงานของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ซึ่งเผยแพร่วันพฤหัสบดี (16 ธ.ค.) ระบุว่าวัยรุ่นและผู้หญิงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับผลกระทบหนักหน่วงจากการสูญเสียงานในช่วงการระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

รายงานว่าด้วยตลาดแรงงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ฉบับนี้พบผู้มีอายุ 15-24 ปี ซึ่งครองสัดส่วนน้อยกว่าร้อยละ 15 ของแรงงานในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม เผชิญการสูญเสียงานสูงถึงร้อยละ 45 ณ จุดสูงสุดของการระบาดใหญ่ในปี 2020

สำหรับไทย ผู้หญิงครองสัดส่วนร้อยละ 60 ของการสูญเสียงานทั้งหมดในไตรมาสสองของปี 2020 โดยตัวเลขดังกล่าวในภาคการผลิตสูงถึงร้อยละ 90

รายงานชี้ว่าแรงงานอายุน้อยมีแนวโน้มตกงานมากกว่า เนื่องจากภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบหนัก อาทิ โรงแรมและร้านอาหาร และการค้าส่งและค้าปลีก จ้างแรงงานอายุน้อยมากกว่า ขณะที่ผู้หญิงมีแนวโน้มออกจากงานมากกว่าผู้ชาย เพื่อมาดูแลครอบครัวในช่วงเกิดโรคระบาดใหญ่

การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน อุปสงค์ในประเทศและต่างประเทศที่ลดลง ข้อจำกัดการเดินทาง และศักยภาพการทำงานทางไกลที่มีจำกัด ล้วนส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างอย่างเห็นได้ชัดในภาคเกษตรกรรม ค้าส่ง และค้าปลีก

นอกจากนั้นโรคระบาดใหญ่ยังทวีความไม่เท่าเทียมระหว่างแรงงานมีฝีมือและไร้ฝีมือ ส่งผลเสียต่อแรงงานฝีมือปานกลางและต่ำ เนื่องจากพวกเขาถูกแทนที่ด้วยการทำงานของระบบอัตโนมัติหรือถูกย้ายไปที่อื่น โดยแรงงานกลุ่มเปราะบางที่สุด ได้แก่ แรงงานนอกระบบ พนักงานอิสระ พนักงานชั่วคราว และแรงงานต่างถิ่น

“แม้รัฐบาลจะรับมือกับปัญหาดังกล่าว แต่โรคโควิด-19 ยังเผยให้เห็นช่องว่างในการคุ้มครองทางสังคมอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจ้างงานนอกระบบอย่างต่อเนื่องในระดับสูงทั่วทั้งภูมิภาค” ราเมซ สุบรามาเนียม ผู้อำนวยการธนาคารฯ ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว

สุบรามาเนียมเผยว่าการมุ่งเป้าไปที่นโยบายการคลังในระหว่างการฟื้นตัวนั้นสามารถเปลี่ยนจากการบรรเทาทุกข์เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไปสู่การลงทุนเชิงโครงสร้างที่จะส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนและครอบคลุมมากขึ้น

ด้านอายาโกะ อินางากิ ผู้อำนวยการธนาคารฯ ฝ่ายพัฒนามนุษย์และสังคมแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่าโรคระบาดใหญ่ บวกกับความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวและความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น ตอกย้ำความจำเป็นของนโยบายการคลัง ซึ่งจะช่วยเพิ่มการลงทุนด้านการคุ้มครองทางสังคมและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ได้

อินางากิเสริมว่าประเทศต่างๆ ควรส่งเสริมการลงทุนในทุนมนุษย์และระดมทรัพยากรภายในประเทศ เพื่อจัดตั้งโครงการการคุ้มครองทางสังคมที่ครอบคลุมและยั่งยืน และเพิ่มเงินสมทบประกันสังคม

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

อังกฤษอ่วม! Omicron ครองลอนดอน-โควิดรายวันพุ่งเกิน 88,000 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670836

วันที่ 17 ธ.ค. 2564 เวลา 10:50 น.อังกฤษอ่วม! Omicron ครองลอนดอน-โควิดรายวันพุ่งเกิน 88,000 คนสหราชอาณาจักรพบผู้ป่วยโควิด-19 ทำสถิติใหม่ หวั่นสาธารณสุขล่ม ขณะที่ Omicron กลายเป็นสายพันธุ์หลักในลอนดอน

กระทรวงสาธารณสุขของสหราชอาณาจักรเผยตัวเลขผู้ป่วยโควิด-19 สะสมอยู่ที่อย่างน้อย 11,097,851 คน โดยเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่ผ่านมามีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงถึง 88,376 คน ซึ่งเป็นสถิติรายวันที่สูงที่สุดของอังกฤษ นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อปีที่แล้ว ท่ามกลางความกังวลว่าระบบสาธารณสุขของประเทศจะรองรับไม่ไหว

เว็บไซต์ The Guardian รายงานว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนระลอกล่าสุดนี้อาจนำไปสู่จำนวนผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมากกว่าจุดพีคในช่วงฤดูหนาวของปีก่อน โดยขณะนั้นมีผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลถึง 4,500 คนภายในวันเดียว

ศาสตราจารย์คริส วิตตี้ ที่ปรึกษาด้านการแพทย์และสาธารณสุขของสหราชอาณาจักรกล่าวว่าการแพร่ระบาดของเชื้อโอไมครอนอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ผู้คนจำนวนมากอาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในระยะเวลาอันใกล้นี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข

รายงานระบุว่าโอไมครอนแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในเกือบทุกภูมิภาคของอังกฤษด้วยอัตราที่เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 วัน ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อในลอนดอนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าทุกๆ ครึ่งวัน โดยขณะนี้คาดว่า 73.5% ของผู้ติดเชื้อเป็นสายพันธุ์โอไมครอน

Photo by Tolga Akmen / AFP

รถไฟความเร็วสูงจีนอาจไม่มีวันนี้ ถ้าไม่มีชายบ้าบิ่นชื่อหลิวจื้อจวิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670813

วันที่ 16 ธ.ค. 2564 เวลา 20:27 น.รถไฟความเร็วสูงจีนอาจไม่มีวันนี้ ถ้าไม่มีชายบ้าบิ่นชื่อหลิวจื้อจวินเรื่องราวของ “หลิวจื้อจวิน” หนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงอื้อฉาวที่สุดคนหนึ่ง แต่ก็ถูกมองว่ามีคุณูปการมากที่สุดคนหนึ่งของประวัติศาสตร์การรถไฟจีน

เมื่อครั้งที่เติ้งเสี่ยวผิงยังเป็นรองนายกรัฐมนตรีจีน เขาเป็นผู้นำระดับสูงคนแรกของจีนที่เยือนญี่ปุ่นในปี 1978 การเยือนคราวนั้นเติ้งเสี่ยวผิงได้มีโอกาสนั่ง “รถไฟชิงกันเซ็ง” ซึ่งเป็นรถไฟความเร็วสูงที่เร็วที่สุดในโลกขณะนั้น เป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จด้านเทคโนโลยีขั้นสูงของญี่ปุ่น

ผู้สื่อข่าวญี่ปุ่นถามเติ้งเสี่ยวผิงว่ารู้สึกอย่างไรกับการได้นั่งชิงกันเซ็ง? เติ้งเสี่ยวผิงตอบว่า “เร็วเหมือนลมพัด พวกเราจำเป็นต้องวิ่งแล้ว” และ “เร็วจริงๆ พวกเราต้องไปเร็วกันบ้างแล้ว” บางเวอร์ชั่นยังบอกว่าเติ้งเสี่ยวผิงยังบอกว่าความไว้ของชิงกันเซ็งนั้น “เหมาะกับเรามากในเวลานี้”

คำตอบของเติ้งเสี่ยวผิงอาจฟังดูคลุมเครือ แต่สามารถตีความได้ว่าการนั่งรถไฟความเร็วสูงของญี่ปุ่นทำให้คนจีนเหมือนถูกผลักดันไปข้างหน้า และต้องวิ่งหนีหรือนำญี่ปุ่นให้ได้ด้วยอัตราความเร็วสูง และที่เติ้งบอกว่า “เหมาะกับเรามากในเวลานี้” หมายถึงช่วงเวลาที่จีนเริ่มการปฏิรูปเศรษฐกิจพอดี หลังจากผ่านยุคแห่งความล้มลุกคลุกคลานมานานหลายสิบปี

ในเวลานั้นจีนยังเป็นประเทศที่ยากจน เพิ่งผ่านหายนะของการปฏิวัติวัฒนธรรมมาหมาดๆ ขณะที่ญี่ปุ่นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของโลก เรียกได้ว่าฐานะต่างกันราวฟ้ากับเหว

ตอนที่เติ้งเสี่ยวผิงนั่งชิงกันเซ็งนั้นเขานั่งเส้นทางสายโตเกียว-เกียวโต และได้ไปเยือนนาระ เมืองหลวงโบราณที่เต็มไปด้วยศิลปวัฒนธรรมที่ญี่ปุ่นรับมาจากสมัยราชวงศ์ถังของจีน เมื่อมีผู้บอกว่าอารยธรรมแห่งนาระนั้นล้วนแต่เรียนรู้มาจากจีนทั้งสิ้่น เติ้งเสี่ยวผิงบอกว่า “(ตอนนี้) สถานะกลับตาลปัตรแล้ว” และ “เราต้องเรียนรู้จากคุณ”

ชิงกันเซ็งที่เติ้งเสี่ยวผิงนั่งในตอนนั้นมีความเร็ว 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อกว่า 40 ปีที่แล้วมันถือว่าเร็วจนแทบจะจินตนาการไม่ออก

เทียบกับจีนแล้วคนละเรื่อง ในขณะนั้นระยะทางรวมของการขนส่งทางรถไฟในจีนแผ่นดินใหญ่คือ 52,000 กิโลเมตร โดยไม่มีเส้นทางรถไฟความเร็วสูง ความเร็วสูงสุดของรถไฟโดยสารคือ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เอาเข้าจริงความเร็วเฉลี่ยเพียง 43 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเนื่องจากมีการหยุดรถหลายครั้งตามสถานีต่างๆ และมีความล่าช้าบ่อยครั้ง

แน่นอนว่าความประทับใจของเติ้งเสี่ยวผิงเป็นแรงขับเคลื่อนให้จีนพัฒนารถไฟความเร็วสูงนับแต่นั้น ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่าย จากทศวรรษที่ 80 – 90 ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาเชิงทฤษฎีของเส้นทางปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้เท่านั้น จนกระทั่งในปี 1995 นายกรัฐมนตรีหลี่เผิงจึงได้ผลักดันรถไฟฟ้าความเร็วสูงของจีนเป็นหนึ่งใน “แผนแห่งชาติระยะห้าปี” ฉบับที่ 9

ถึงขนาดนี้แล้วตอนแรกหลี่เผิงก็ยังไม่ชัดเจนพอเรื่องเป้าหมายที่เป็นรูปธรรม เพราะต้นทุนการสร้างมันสูงมากและเทคโนโลยีแบบนีไม่ได้มีกันง่ายๆ

ว่ากันด้วยต้นทุนและความคุ้มทุนกันก่อน นับตั้งแต่แรกแล้วที่เรื่องนี้เป็นอุปสรรคของ “ความฝันรถไฟความเร็วสูงของจีน” ทำให้มันล่าช้านานกว่า 2 ทศวรรษ เป็นประเด็นโต้เถียงดุเดือดก็หลายครั้ง

แต่จีนมีวิธีการของจีนก็คือ “เมื่อจะทำอะไรต้องให้เด็ดขาด” ในปี 2003 ตัวแปรสำคัญคือ ผู้ชายที่ชื่อ “หลิวจื้อจวิน” ลูกชายชาวนาจนๆ แต่ยังสามารถไต่เต้าในกระทรวงรถไฟจีนจนกลายเป็นรัฐมนตรี

เส้นทางของหลิวจื้อจวินเหมือนกับเส้นทางรถไฟความเร็วสูงของจีน มันเริ่มจากไม่มีอะไรเลยกระทั่งเป็นดาวจรัสแสง

หลิวนั้นพอเรียนจบชั้นมัธยมต้นก็พอดีกับที่การรถไฟรับพนักงานซ่อมบำรุงเข้าก็เข้ามาทำงานด้วย แต่เพราะเขียนหนังสือดี ต่อมาจึงได้เป็นเสมียนในทีม จากนั้นทำงานดีจนเข้าตาผู้หลักผู้ใหญ่ ก็ได้เลื่อนตำแหน่งมาเรื่อยๆ กระทั่งได้มีโอกาสเรียนต่อด้านบริการจัดการคมนาคมขนส่ง และเรียนรู้งานในระดับมณฑล กระทั่งวันดีคืนดีก็ได้เป็นเจ้ากระทรวง

การมาถึงของหลิวคือจุดเปลี่ยนสำคัญ หลังจากจีนละล้าละลังมานานหลายสิบปี จู่ๆ หลิวจื้อจวินก็เสนอลั่นเปรี้ยงให้ชูเป้าหมาย “พัฒนารถไฟแบบก้าวกระโดด” โดยมุ่งเป้าที่พัฒนารถไฟความเร็วสูง “เท่านั้น” คือผันสรรพกำลังทั้งหมดมาที่เป้าหมายนี้

กระทรวงรถไฟจีนมีสถานะประหนึ่งอาณาจักรอิสระ มีกำลังคนมหาศาลนับล้านคนและสินทรัพย์หลายล้านล้านหยวน แต่ศักยภาพในการพัฒนาต่ำ แม้จะมีเป้าระดับชาติมาแล้วให้ผลักดันตัวเองก็ตาม

อาจจะเรียกได้ว่าสิ่งที่กระทรวงรถไฟจีนต้องการคือผู้นำที่เด็ดขาดกล้าได้กล้าเสีย แล้วหลิวจื้อจวินก็เป็นคนแบบนั้นเสียด้วย คำขวัญประจำตัวเขาคือ “ต้องก้าวกระโดด” (คว่าเย่ ซื่อ) เอะอะอะไรก็ก้าวกระโดด กดดันให้พนักงานกระทรวงต้องก้าวกระโดด การพัฒนาต้องก้าวกระโดด จนเข้าได้ฉายาว่า “หลิวก้าวกระโดด” (หลิวคว่าเย่)

คนในกระทรวงมีทั้งรักและทั้งชังหลิวจื้อจวินบางคนบอกว่าเขาบ้าอำนาจ บางคนบอกว่าถ้าไม่ได้คนนิสัยแบบเขามาบริหาร กระทรวงรถไฟก็จะยังคงเป็นกระทรวงแบบ “ถึงก็ชั่งไม่ถึงชั่ง” นั่งรถไฟกันแบบหวานเย็นต่อไป

แล้วก็ก้าวกระโดดจริงๆ หลังจากติดแหง็กมานับสิบปี รัฐบาลก็รับลูกการก้าวกระโดดของหลิวจื้อจวิน ผันงบประมาณให้หลายล้านล้านหยวน จนทำให้แผนก้าวกระโดดของหลิวจื้อจวินกลายเป็นการลงทุนวิศวกรรมโยธาที่ใหญ่ที่สุดในโลกนับตั้งแต่การลงทุนสร้างทางหลวงข้ามรัฐในสมัยประธานาธิบดีดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ของสหรัฐ (ซึ่งเป็นคุณต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐ เพราะกระตุ้นการใช้รถส่วนบุคคล แทนที่จะเป็นระบบขนส่งสาธารณะ)

เอาเฉพาะแค่ทางรถไฟทั่วไป ในระหว่างที่หลิวจื้อจวินดำรงตำแหน่ง มีการสร้างทางรถไฟรวม 18,000 กิโลเมตร และอยู่ระหว่างการก่อสร้างทางรถไฟ 30,000 กิโลเมตร ระยะทางในการปฏิบัติการรถไฟของจีนเพิ่มขึ้นจาก 71,900 กิโลเมตรในปี 2002 เป็น 91,000 กิโลเมตรในปี 2010

แต่นี่ยังเทียบไม่ได้กับการผลักดันรถไฟความเร็วสูงที่เริ่มศูนย์

หลิวจื้อจวินใช้กระบวนท่า “มหาเวทดูดดาว” โดยกำหนดให้บริษัทรถไฟต่างชาติที่จะทำธุรกิจกับจีนจะต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีหลักให้กับจีน – มันฟังดูแล้วเหมือนจะไม่คุ้ม แต่บริษัทต่างชาติต้องใคร่ครวญแล้วว่ากว่าจะถึงเวลาที่จีนดูดเทคโนโลยีของพวกเขาไปพัฒนารถไฟความเร็งสูงของตัวเอง พวกเขาย่อมเก็บเกี่ยวจากตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกจนคุ้มแล้ว

ด้วยวิธีการนี้จีนจึงสามารถพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงของตัวเองได้ในเวลาอันสั้นและด้วยต้นทุนที่ต่ำ

บางบริษัทไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องคุ้มค่า

เช่น Hitachi ของญี่ปุ่นซึ่งมีเทคโนโลยีรถชินคันเซนรุ่น 800 Series และรุ่น 700 Series ไม่ยอมขายรถและถ่ายทอดทเคโนโลยีให้จีน ต่อมาเมื่อจีนหันไปดีลกับ Kawasaki Heavy Industries ตอนแรกก็ถูกกลุ่มบริษัทในประเทศคัดค้าน คือ JR-EAST, Nikkei และ Hitachi แต่สุดท้ายจีนก็ดีลกับ Kawasaki ได้ในที่สุดรวมถึงบริษัทในยุโรป

นอกจากจะมีการคัดค้านจากกลุ่มธุรกิจในญี่ปุ่น ในจีนเองก็เกือบจะต้องล้มดีลเพราะมีกระแสชาตินิยมต่อต้านญี่ปุ่นในสื่อของจีน จนกระทั่งกระทรวงโฆษณาชวนเชื่อต้อมีคำสั่งให้สื่อ “อย่ารายงานตามใจตัวเอง” ในเรื่องรถไฟความเร็วสูง

และอันที่จริงมันไม่เชิงเป็นพัฒนาการแบบ “ก้าวกระโดด” ของหลิวจื้อจวินแบบ 100% เพราะจีนมีนโยบาย “เพิ่มระดับความเร็วรถไฟ” มาเป็นลำดับตั้งแต่ปี 2007 เริ่มจากสมรรถนะขับจริงแค่ 43 กม. / ชม. ค่อยๆ เพิ่มเป็นความเร็วจำเพาะสำหรับทดลองระความเร็วสูงได้ที่ 160 กม. / ชม. ในการทดสอบครั้งที่ 1 และมีระบบรางรองรับได้ 752 กิโลเมตร (ปี 1997)

จนกระทั่งในครั้งที่ 6 (ปี 2007) ซึ่งเป็นช่วงที่จีนซึมซับเทคโนโลยีต่างชาติมาระดับหนึ่งแล้ว รถไฟจีนทำความเร็วได้ถึง 250 กม. / ชม. ระบบรางรองรับได้ 752 กิโลเมตร แต่ถ้าความเร็วที่ 200 กม. / ชม. จะมีระบบรางรองรับได้ 6,003 กิโลเมตร

เพียง 1 ปีหลังจากนั้่น รถไฟ “เหอเซี่ยเฮ่า CRH3” ความเร็ว 350 กม. / ชม. ที่จีนผลิตร่วมกับ Siemens ก็ออกจากสายการผลิตในเดือนเมษายน 2008 และวันที่ 1 สิงหาคม 2008 รถไฟความเร็วสูงสายแรกของจีนที่มีความเร็ว 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คือ รถไฟระหว่างปักกิ่ง-เทียนจินก็ได้เริ่มดำเนินการ

นี่เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่จีนเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกพอดีนับเป็นหน้าเป็นตาอย่างยิ่งต่อจีน และในขณะที่ทั่วโลกกระอักกับวิกฤตการเงินปี 2008 จีนใช้นโยบายแบบเคนเซี่ยนด้วยการที่รัฐอัดการลงทุนสาธารณะอย่างมหาศาลเพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจซบเซา จีนทุ่มเงินกระตุ้นเศรษฐกิจถึง 4 ล้านล้านหยวน ในจำนวนนี้มากถึง 1.5 ล้านล้านหยวนผันมาพัฒนาทางรถไฟ ทางหลวง การอากาศยาน

นี่คือจุดเทคออฟสำคัญของรถไฟความเร็วสูงของจีน

ขณะที่โลกซึมเซา จีนกลับคึกคัก หลิวจื้อจวินผลักดันรถไฟความเร็วสูงอย่างบ้าคลั่ง ย้อนกลับไป เมื่อรถไฟความเร็วสูงปักกิ่ง-เทียนจินอยู่ในระยะทดสอบ 300 กิโลเมตร หลิวจื้อจวินนั่งที่หัวขบวนรถไฟด้วยตัวเอง ด้วยเหตุนี้ วิศวกรจึงรู้สึกตึงเครียดกับหน้าที่และไม่กล้าที่ผ่อนปรน

คราวนี้ ระหว่างทดสอบระบบเส้นทางรถไฟความเร็วสูงปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้ในปี 2010 หลิวจื้อจวินนั่งไปในขบวนรถด้วย และกำชับให้พนักงานขับเร่งความเร็วไปถึงจุดสูงสุดพร้อมกับคงความเร็วไว้อย่างยาวนาน

ผู้ร่วมงงานของหลิวจื้อจวินกล่าวไว้ในบทความของ “เจิ้งเชวี่ยนหว่าง”ว่า “ในการทดลองสร้างสถิติบนรถไฟทั้งหมดนั้น รัฐมนตรีหลิวได้สั่งการในห้องโดยสารเป็นการส่วนตัวเกือบทุกครั้งเพื่อทดสอบความปลอดภัย ในฐานะรัฐมนตรี เขาสามารถใช้ชีวิตของตนเองทดสอบความปลอดภัยของรถไฟความเร็วสูงได้ ช่างน่าประทับใจจริงๆ”

ด้วย “วีรกรรม” เหล่านี้ หลิวจื้อจวินจึงได้ฉายาว่า “รัฐมนตรีผู้ยืนอยู่ที่หัวรถ”

ปรากฎว่าความบ้าบิ่นของเขาทำให้จีนก้าวกระโดดจากประเทศที่ไม่มีรถไฟความเร็วสูงเลยเมื่อ 2 ปีก่อน กลายเป็นประเทศที่มีขบวนรถที่ทำความเร็วถึง 486.1 กม. / ชม. ซึ่งเร็วที่สุดในโลก

เขาเป็นคนบ้างานตัวจริง เขาจะมากระทรวงเป็นคนแรกๆ (6 โมงเช้า) เพื่อรับฟังรายงาน และจะกลับเป็นคนสุดท้าย เมื่อทั้งกระทรวงดับไฟหมดแล้ว ยังเหลือห้องเขาที่ไฟยังสว่างอยู่ เมื่อพบปัญหา ไม่สนว่าจะดึกดื่นแค่ไหน เขาจะโทรหาผู้เกี่ยวข้องมาประชุมทันทีแล้วแก้ปัญหากันตอนนั้น

เขาเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร ตอนที่เขาเกือบจะได้งานกับการรถไฟครั้งแรกนั้น ผลตรวจสุขภาพพบว่าปอดของเขาอาจจะมีปัญหา หลิวจื้อจวินรีบไปรักษาที่โรงพยาบาลในคืนนั้นเลยจนกระทั่งได้รับการรับรองในเกือบจะนาทีสุดท้ายก่อนเส้นตายว่าหัวใจและปอดของเขาไม่มีปัญหา – มันเหมือนชะตาฟ้ากำหนดให้เขาจะเป็นผู้นำรถไฟจีนในภายภาคหน้า แต่มันยังสะท้อนบุคคลิกความฉับไวแบบ “ก้าวกระโดด” ของเขาด้วย

เขาเป็นคนกล้าได้กล้าเสียแบบนี้ และยังกล้ารับผิดชอบด้วย จนบางคนบอกว่าเขามีอุปนิสัยแบบ “เจียงหู อี้ ชี่” หรือมีคุณธรรมน้ำมิตรแบบจอมยุทธ์ในนิยายกำลังภายใน แต่บางคนก็ว่าเขาเป็นวิญญูชนจอมปลอมที่เมื่อเห็นคนอื่นมีประโยชน์ก็จะส่งเสริม เมื่อไร้ราคาแล้วก็จะถีบหัวส่ง

การมุ่งเป้าหมายแบบ “รถไฟความเร็วสูงเท่านั้น” ยังดูดทรัพยากรมหาศาล เขามีเรื่องบาดหมางกับผู้เชี่ยวชาญบางคนที่ชี้ว่าโครงการของเขาบางเส้นทางไม่คุ้มค่า และมีราคาสูงกว่าคนท้องถิ่นจะแบกรับไหว เขายังผันเงินสวัสดิการของกระทรวงไปใช้พัฒนาโครงการ ทำให้พนักงานระดับล่างเดือดร้อนกันไปหมด ยังไม่นับหนี้มหาศาลที่เขาก่อขึ้น

แน่นอนว่าบางคนก็ชอบลีลาการทำงานแบบนี้ บางคนก็เกลียดชัง โดยเฉพาะในกระทรวงที่ทำงานแบบเช้าชามเย็นชามมาก่อน แต่บางคนก็มีเหตุผลให้ชิงชัง เพราะการ “ปฏิรูปกระทรวง” ทำให้ระบบรวนจนทำให้เกิดอุบัติเหตุหลายครั้ง บางครั้งร้ายแรงจนมีคนตายหลายสิบ ทำให้เขาถูก “ลดคุณงามความดี”

แล้วก็เป็นอุบัติเหตุนี่เองที่ดับอนาคตของหลิวจื้อจวินแบบตอกฝาโลง คือ อุบัติเหตุรถไฟความเร็วสูงชนกันที่เมืองเวินโจว มณฑลเจ้อเจียง เดือน กรกฎาคม 2011 เพราะระบบอาณัติสัญญาณรถไฟล้มเหลว จนมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 120 คน เป็นอุบติเหตุที่ทำให้จีนถึงกับฝ่อ และ “ความฝันรถไฟความรถไฟความเร็วสูงต้องหยุดชะงักไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง

หลิวจื้อจวินมีส่วนรับผิดชอบโดยตรงจากรายงานการสอบสวนของรัฐบาล ข้อหาหนึ่งคือมีการประมูลอุปกรณ์ที่มีข้อบกพร่อง พูดง่ายๆ ก็คือกินนอกกินในกันนั่นเอง

แม้จะมีโทษหนักจากกรณีนี้ แต่เหตุการณ์ที่เวินโจวเป็นเพียงตอนจบของมหากาพย์การเปิดโปงการคอร์รัปชั่นเล่นพรรคเล่นพวกที่ทำให้หลิวจื้อจวินต้องจบสิ้นวาสนาบารมี

อย่างที่บอกไปว่ากรณีเวินโจวเป็นแค่การตอกฝาโลง ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2011 เขาถูกสั่งสอบทางวินัยร้ายแรงข้อหาคอร์รัปชั่น เอื้อพี่น้องให้มีตำแหน่งโดยมิชอบ (แล้วไปโกงกินบ้านเมืองอีกต่อหนึ่ง) มีเมียเก็บมากมาย รัยเงินสินบนถึง 64.6 ล้านหยวน ในเวลาไม่ถึงเดือนเขาก็ถูกปลดจากตำแหน่งรัฐมนตรี เดือนพฤษภาคมถูกไล่ออกจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน

หลังจากเกิดกรณีเวินโจว นายกฯ เวินเจียเป่าที่เป็นคนดันหลิวจื้อจวินขึ้นตำแหน่งถึงกับต้องเดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุด้วยตัวเอง และต่อมารายงานสอบสวนที่ออกมาเร็วเหลือเชื่อคาดโทษหลิวจื้อจวินในฐานะตัวการใหญ่สุด – นี่เท่ากับเป็นการตัดขาดความเกี่ยวข้องกันแล้ว

ปี 2013 หลิวจื้อจวินถูกตัดสินประหารชีวิตรอลงอาญาไว้ก่อน ต่อมาเหลือโทษประหารชีวิต แล้วถูกยึดทรัพย์ทั้งหมด

แม้จะมีชีวิตอยู่ก็เหมือนไม่มี เพราะประวัติชีวิต ความสำเร็จ และเรื่องราวในฐานะผู้ผลักดันรถไฟฟ้าความเร็วสูงของจีน – ทุกอย่างเกี่ยวกับหลิวจื้อจวินยกเว้นความผิดของเขา ถูกลบไปจากสารบบข้อมูลออนไลน์จีน

กระทั่งทุกวันนี้ ผู้คนก็ยังเถียงกันไม่จบสิ้นว่าความชอบและความชั่วของหลิวจื้อจวินนั้นอย่างไหนมีมากกว่ากัน

บ้างถึงขนาดตั้งคำถามว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐที่เก่งแต่โกงกิน ยังดีกว่าเจ้าหน้าที่มือสะอาดแต่ทำงานไม่เอาไหน และยังมีเสียงเรียกร้องให้ “รื้อฟื้นหลิวจื้อจวิน” เป็นศัพท์แสงทางการเมืองจีนที่หมายถึงการเคลียร์ความผิด คืนชื่อเสียง และให้เขามีที่ยืนอีกครั้ง

แม้จะพุ่งสู่ดวงดาวแล้วร่วงลงสู่นรก แต่หลิวจื้อจวินยังพอมีคุณูปการอยู่บ้าง แม้จะมีบางฝ่ายโต้ว่ารถไฟความเร็วสูงนั้นไม่ใช่คุณงามความดีของหลิวจื้อจวินแต่เพียงคนเดียว

แต่อย่างน้อยทุกวันนี้ยังมีคนที่ยังยอมรับว่าเขาคือ “จงกั๋ว เกาเถี่ย จือ ฟู่” – “บิดาแห่งรถไฟความเร็วสูงของจีน”

โดย กรกิจ ดิษฐาน

คู่ซี้ ‘พญาหมี-มังกร’ ผนึกกำลังต้านตะวันตก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670801

วันที่ 16 ธ.ค. 2564 เวลา 17:00 น.คู่ซี้ 'พญาหมี-มังกร' ผนึกกำลังต้านตะวันตกจีน-รัสเซีย แสดงจุดยืนปกป้องผลประโยชน์ของกันและกัน-ต่อต้านการแทรกแซงจากตะวันตก

• เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ที่ผ่านมาประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนร่วมเจรจาพูดคุยกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ท่ามกลางความตึงเครียดของทั้งสองประเทศที่เพิ่มขึ้นกับสหรัฐ

• โดยเป็นการพบกันครั้งที่ 37 ของผู้นำทั้งสองนับตั้งแต่ปี 2013 ซึ่งแสดงถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นของจีนและรัสเซีย ในขณะที่ทั้งคู่กำลังต่อสู้กับแรงกดดันจากตะวันตก โดยทั้งสองประเทศยืนกรานปฏิเสธการแทรกแซงจากตะวันตก และปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของกันและกัน

• Reuters กล่าวว่าการประชุมครั้งนี้เน้นย้ำถึงแนวทางที่รัสเซียและจีนกำลังดึงเข้าหากันเพื่อสนับสนุนซึ่งกันและกัน ในช่วงเวลาที่มีความตึงเครียดสูงในความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก ขณะที่จีนอยู่ภายใต้แรงกดดันด้านสิทธิมนุษยชน และรัสเซียถูกกล่าวหาว่าคุกคามยูเครน

• “เราสนับสนุนกันและกันอย่างจริงใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย และปกป้องเกียรติภูมิของประเทศ” สีกล่าวระหว่างการประชุม “จีนและรัสเซียควรกระชับความร่วมมือ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของทั้งสองฝ่ายอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

• สียังกล่าวว่า “ในปัจจุบันกองกำลังระหว่างประเทสภายใต้หน้ากาก “ประชาธิปไตย” และ “สิทธิมนุษยชน” กำลังแทรกแซงกิจการภายในของจีนและรัสเซีย และเหยียบย่ำกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร้ความปราณี”

• ในขณะที่จีนกำลังเผชิญกับการคว่ำบาตรทางการทูตในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว “ปักกิ่ง 2022” ที่จะจัดขึ้นในเดือนก.พ. ที่จะถึงนี้ ซึ่งนำโดยสหรัฐ ตามมาด้วยออสเตรเลีย อังกฤษ แคนาดา และญี่ปุ่น ด้านปูตินยืนยันว่ารัสเซียจะเข้าร่วมงานดังกล่าว และเป็นผู้นำระดับชาติคนแรกที่ตอบรับคำเชิญของจีน

• “เราสนับสนุนกันและกันในประเด็นความร่วมมือด้านกีฬาระหว่างประเทศ รวมถึงการไม่ยอมรับความพยายามใดๆ ที่จะทำให้กีฬาถูกใช้เป็นเครื่องมือในทางการเมือง” ปูตินกล่าว ขณะที่รัสเซียเองก็เผชิญกับภัยคุกคามจากตะวันตกที่ขู่ว่าจะคว่ำบาตรหากกองกำลังรัสเซียโจมตียูเครน

• แม้ว่าจีนและรัสเซียจะไม่ได้เป็นพันธมิตรกันอย่างเป็นทางการ แต่สีกล่าวกับปูตินว่า “ความใกล้ชิดของจีนและรัสเซีย และประสิทธิผลที่เกิดขึ้น เป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งกว่าการเป็นพันธมิตร”

• ขณะที่ปูตินกล่าวว่า “โมเดลความร่วมมือรูปแบบใหม่ได้เกิดขึ้นระหว่างประเทศของเรา เป็นความร่วมมือที่ไม่แทรกแซงกิจการภายใน และเคารพผลประโยชน์ของกันและกัน”

• นอกจากนี้ทั้งสองยังหารือเกี่ยวกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่อิสระ เพื่อลดการพึ่งพาธนาคารตะวันตก และแสดง “มุมมองเชิงลบ” เกี่ยวกับความร่วมมือ AUKUS และ Quad ขณะที่จีนและรัสเซียก็ได้มีการซ้อมรบทางทหารร่วมกัน

• ศาสตราจารย์เฉิง เสี่ยวเหอ จากโรงเรียนการศึกษานานาชาติของมหาวิทยาลัยเหรินหมินแห่งประเทศจีน กล่าวว่า ทั้งรัสเซียและจีนต่างเผชิญกับแรงกดดันจากสหรัฐ ดังนั้นทั้งสองจึงต้องสนับสนุนซึ่งกันและกันในทางการทูต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และความตึงเครียดระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น

• นักวิเคราะห์มองว่าอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของความสัมพันธ์ของจีนและรัสเซียคือทั้งสองผู้นำมี “เคมีตรงกัน” ทั้งคู่อายุไล่เลี่ยกัน ปกครองประเทศด้วยระบบการเมืองคล้ายกัน สียังเรียกปูตินว่าเป็น “เพื่อนเก่า” ขณะที่ปูตินกล่าวว่าสีคือ “เพื่อนรัก” และ “เพื่อนที่เคารพ”

• สื่อตั้งข้อสังเกตว่ามีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เล็กน้อยในระหว่างการประชุมครั้งนี้ โดยด้านหลังของปูตินมีธงชาติของรัสเซียและธงชาติจีน ซึ่งแตกต่างจากการประชุมกับประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ เมื่อสัปดาห์ก่อน ที่ด้านหลังของปูตินมีเพียงธงชาติรัสเซียเท่านั้น

• อย่างไรก็ตาม รายงานของ New York Times วิเคราะห์ว่าสำหรับจีนแล้วการประชุมครั้งนี้อาจเป็นโอกาสในการเบี่ยงเบนประเด็นที่จีนถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับนโยบายที่มีต่อไต้หวัน ฮ่องกง และชนกลุ่มน้อยในซินเจียง โดยหวังที่จะแสดงให้โลกเห็นว่าจีนไม่ได้โดดเดี่ยวในทางการทูต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่โอลิมปิกใกล้เข้ามาถึง

• สำหรับรัสเซียการเจรจาครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนกำลังร้อนระอุ และมีความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะใช้กำลังทหารเข้ายึดยูเครน ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากชาติตะวันตกซึ่งนำโดยสหรัฐ ขณะที่ปูตินเรียกร้องให้ตะวันตกหยุดให้การสนับสนุนทางทหารแก่ยูเครน

• ถึงกระนั้น ศาสตราจารย์เซอร์เกย์ ราดเชนโก้ จากภาควิชาการศึกษาระหว่างประเทศขั้นสูงของจอนส์ ฮอปกินส์ ไม่คิดว่าจีนจะให้การสนับสนุนหากรัสเซียเข้าบุกยึดยูเครน ในขณะที่รัสเซียเองก็ไม่น่าจะเข้าข้างจีนหากจีนตัดสินใจบุกไต้หวัน

• แม้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศจะมีความแน่นแฟ้นมากขึ้น และมีการฟอร์มทีมเพื่อคานอำนาจสหรัฐในขณะที่กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากชาติตะวันตกที่มากขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าทั้งสองจะเห็นพ้องต้องกันไปหมดเสียทุกเรื่อง โดยสื่อต่างประเทศชี้ว่าจีนไม่เคยยอมรับการผนวกไครเมียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย ส่วนรัสเซียก็ไม่เห็นด้วยกับจีนในการอ้างสิทธิ์อันกว้างขวางในทะเลจีนใต้

• แต่ในเรื่องของการค้านั้นผู้นำรัสเซียกล่าวว่าการค้าทวิภาคีเพิ่มขึ้น 31% ในช่วง 11 เดือนแรกของปีนี้เป็น 123,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ทั้งสองมีเป้าหมายที่จะให้เกิน 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐในอนาคตอันใกล้

• ปูตินยังกล่าวว่าจีนกำลังจะกลายเป็นศูนย์กลางระหว่างประเทศในการผลิตวัคซีนโควิด-19 Sputnik V และ Sputnik Light ของรัสเซีย โดยได้มีการเซ็นสัญญากับผู้ผลิต 6 รายเพื่อผลิตวัคซีนมากกว่า 150 ล้านโดส

Photo by SERGEI CHIRIKOV / POOL / AFP

สหรัฐผุดซอฟต์แวร์ทำนายความเกรี้ยวกราดของจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670788

วันที่ 16 ธ.ค. 2564 เวลา 15:01 น.สหรัฐผุดซอฟต์แวร์ทำนายความเกรี้ยวกราดของจีนสหรัฐสร้างเครื่องมือซอฟต์แวร์ใหม่เพื่อคาดการณ์การกระทำของสหรัฐเองที่อาจก่อให้เกิดความเดือดดาลต่อจีน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าผู้บัญชาการทหารสหรัฐในแปซิฟิกได้สร้างเครื่องมือซอฟต์แวร์เพื่อคาดการณ์ว่ารัฐบาลจีนจะตอบสนองต่อการกระทำของสหรัฐในภูมิภาคอย่างไร เช่น การขายยุทโธปกรณ์ทางทหาร, กิจกรรมทางทหารที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ และแม้แต่การเยือนของนักการเมืองสหรัฐต่อจุดอันตรายอย่างไต้หวัน

แคธลีน ฮิกส์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับเครื่องมือใหม่นี้ระหว่างการเยือนกองบัญชาการอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐในฮาวายเมื่อวันอังคาร

“ด้วยระดับของความขัดแย้งและความท้าทายที่ขยายไปสู่โซนสีเทา สิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำคือต้องพิจารณาตัวบ่งชี้ที่กว้างขึ้น นำมาสอดประสานเข้าด้วยกัน แล้วทำความเข้าใจปฏิสัมพันธ์ของภัยคุกคาม” ฮิกส์กล่าวในการให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินทหารระหว่างทางไปแคลิฟอร์เนีย

เจ้าหน้าที่ฝ่ายจำเลยกล่าวว่า เครื่องมือนี้จะทำการคำนวณ “แรงเสียดทานเชิงกลยุทธ์” โดยจะพิจารณาข้อมูลตั้งแต่ต้นปี 2020 และประเมินกิจกรรมสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน ระบบที่อิงกับคอมพิวเตอร์นี้จะช่วยให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐคาดการณ์ว่าการกระทำบางอย่างจะกระตุ้นปฏิกิริยาของจีนที่เกินปกติหรือไม่

เจ้าหน้าที่สหรัฐกล่าวว่า ในเดือนตุลาคม กองทัพจีนประณามสหรัฐและแคนาดา ที่ส่งเรือรบผ่านช่องแคบไต้หวัน โดยระบุว่าพวกเขากำลังคุกคามสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค เหตุการณ์ดังกล่าวและอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกันทำให้เกิดความต้องการเครื่องมือดังกล่าว เพื่อให้แน่ใจว่าสหรัฐจะไม่ทำให้จีนไม่พอใจกับการกระทำของตนโดยไม่ได้ตั้งใจ

แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีนจะอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว เครื่องมือนี้จะช่วยให้มองเห็นกิจกรรมต่างๆ อาจกระตุ้นปฏิกิริยาจีนที่เกินขนาดหรือไม่ได้ตั้งใจ เช่น การเยือนไต้หวันของสมาชิกรัฐสภาสหรัฐ การขายอาวุธให้พันธมิตรในภูมิภาค หรือเมื่อเรือสหรัฐหลายลำที่แล่นผ่านช่องแคบไต้หวัน

เจ้าหน้าที่กล่าวว่า ซอฟต์แวร์ใหม่นี้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ของสหรัฐสามารถวางแผนการได้ล่วงหน้าสี่เดือน

ฮิกส์กำลังเดินทางไปที่ฐานทัพสหรัฐในสัปดาห์นี้ ในขณะที่ร่างงบประมาณ 2023 ขอรัฐบาลไบเดนเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง กระทรวงกลาโหมหวังที่จะจะสามารถเพิ่มงบประมาณเพิ่มขึ้นให้กับกองทัพเพื่อสามารถขัดขวางจีนและรัสเซียได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

Photo by Delil souleiman / AFP

แนะฉีดเข็มสามหลังผลวิจัยชี้ Sinovac กับ BioNTech ต้าน Omicron ไม่ไหว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670779

วันที่ 16 ธ.ค. 2564 เวลา 13:45 น.แนะฉีดเข็มสามหลังผลวิจัยชี้ Sinovac กับ BioNTech ต้าน Omicron ไม่ไหวนักวิจัยในฮ่องกงได้เรียกร้องให้ประชาชนรับวัคซีน COVID-19 โดสที่สามโดยเร็วที่สุดหลังจากการศึกษาพบว่าผลิตภัณฑ์วัคซีนของ Sinovac และ BioNTech สร้างแอนติบอดีไม่เพียงพอเพื่อป้องกัน Omicron

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า การเปิดเผยผลการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ในแผนกจุลชีววิทยาของมหาวิทยาลัยฮ่องกงเมื่อวันอังคารเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่เผยแพร่ครั้งแรกเกี่ยวกับผลกระทบของวัคซีนของ Sinovac ต่อเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ Omicron

จากการศึกษาพบว่าไม่มีซีรั่มของผู้รับวัคซีน Coronavac จำนวน 25 รายที่มีแอนติบอดีเพียงพอที่จะทำให้ Omicron เป็นกลาง (หรือตาย) ตามการศึกษาที่ได้รับการยอมรับให้ตีพิมพ์ในวารสาร Clinical Infectious Diseases

จากการศึกษาพบว่าผู้รับวัคซีน BioNTech เพียง 5 รายจาก 25 รายมีความสามารถในการทำให้เป็นกลางต่อ Omicron และประสิทธิภาพของวัคซีนลดลงอย่างมากถึง 20% ถึง 24% 

“ประชาชนควรได้รับวัคซีนครั้งที่ 3 โดยเร็วที่สุดในขณะที่รอวัคซีนรุ่นต่อไปที่รับมือได้มากขึ้น” นักวิจัยกล่าวในการแถลงข่าว

องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวโดยย่อเมื่อวันอาทิตย์ว่าสายพันธุ์เดลตาที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วยังคงครอบงำอยู่ทั่วโลก และไม่ชัดเจนว่า Omicron ติดต่อเร็วกกว่าเชื้ออื่นหรือไม่

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่ายังเร็วเกินไปที่จะทราบว่า Omicron ทำให้เกิดโรคโควิด-19 ที่รุนแรงมากกว่าหรือน้อยกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้าหรือไม่

การศึกษาข้อมูลในสถาการณ์จริงซึ่งเผยแพร่เมื่อวันอังคาร แสดงให้เห็นว่าวัคซีนโควิด-19 ของ Pfizer-BioNTech มีประสิทธิภาพน้อยลงในแอฟริกาใต้ในการป้องกันอาการป่วยหนักจนต้องเข้ารับการรักษษที่โรงพยาบาลตั้งแต่มีตัวแปร Omicron เมื่อเดือนที่แล้ว

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทั้งสองบริษัทกล่าวว่าวัคซีนสามโดสของพวกเขาได้ทำให้ Omicron เป็นกลางในการทดสอบในห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นสัญญาณเริ่มต้นว่าการฉีดบูสเตอร์อาจเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกัน

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

สลด! บ้านลมในออสเตรเลียถูกพัดปลิว เด็กร่วงเกลื่อน ดับ 2 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670768

วันที่ 16 ธ.ค. 2564 เวลา 12:20 น.สลด! บ้านลมในออสเตรเลียถูกพัดปลิว เด็กร่วงเกลื่อน ดับ 2 ศพบ้านลมปราสาทในออสเตรเลียถูกลมกระโชกแรง เด็กพลัดตกจากความสูงราว 10 เมตร

New York Times รายงานเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. เวลาประมาณ 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นออสเตรเลย เกิดเหตุสลดขึ้นที่โรงเรียนประถมศึกษาฮิลเครสต์ ในรัฐแทสเมเนีย ซึ่งมีการจัดงานเฉลิมฉลองเนื่องจากเป็นวันสุดท้ายของปีการศึกษา แต่เหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อมีลมกระโชกแรงทำให้บ้านลมปราสาทในงานถูกลมพัดเข้าอย่างแรง เป็นเหตุให้มีเด็กพลัดตกลงมาเด็กเสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บสาหัสอีกหลายคน

เดบบี วิลเลียมส์ ผู้บัญชาการตำรวจของรัฐแทสเมเนียเปิดเผยว่า ลมกระโชกแรงทำให้บ้านลมถูกพัดจนปลิว ส่งผลให้มีเด็กจำนวนมากพลัดตกลงมา ซึ่งคาดว่าอาจตกลงมาจากระดับความสูงประมาณ 10 เมตร

ก่อนที่รถพยาบาลและเฮลิคอปเตอร์จะเข้าช่วยเหลือในที่เกิดเหตุ โดยมีเด็กจำนวนหนึ่งถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

ขณะที่ทางโรงเรียนประกาศเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ว่าโรงเรียนจะปิดทำการตลอดทั้งวัน และขอให้ผู้ปกครองมารับบุตรหลานกลับบ้านโดยด่วน

เดิมทีโรงเรียนมีกำหนดการจัดงานตั้งแต่เวลา 9.30 น. ไปจนถึง 14.00 น. โดยภายในงานมีกิจกรรมสำหรับเด็กมากมาย อาทิ การเต้นรำ ศิลปะ งานฝีมือ และมีเครื่องเล่นเด็กอย่างสไลด์เดอร์ และบ้านลมด้วย

ด้านนายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสัน กล่าวว่าเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่สะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยตนได้พูดคุยกับปีเตอร์ กัทวีน นายกรัฐมนตรีแทสเมเนียซึ่งกำลังเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ

Photo by Fir0002/Flagstaffotos/Wikipedia