เจ้าหญิงดัตช์จัดปาร์ตี้ฉลองวันเกิด ทั้งที่ประชาชนห้ามรวมกลุ่มเพราะโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670757

วันที่ 16 ธ.ค. 2564 เวลา 11:05 น.เจ้าหญิงดัตช์จัดปาร์ตี้ฉลองวันเกิด ทั้งที่ประชาชนห้ามรวมกลุ่มเพราะโควิดรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ชี้แจงกรณีเจ้าหญิงอามาเลียทรงจัดงานเลี้ยงเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ขณะที่ประเทศเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าเจ้าหญิงคาทารีนา-อามาเลีย เบียทริกซ์ คาร์เมน วิกตอเรีย มกุฎราชกุมารีแห่งเนเธอร์แลนด์ ทรงเชิญแขก 21 คนร่วมงานฉลองเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ทรงเจริญพระชนมายุ 15 พรรษา เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่รัฐบาลขอความร่วมมือไม่ให้ประชาชนรวมกลุ่มเกิน 4 คน เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าพระองค์ทรงฉลองบรรลุนิติภาวะอย่างเรียบง่าย เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. โดยไม่มีงานเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19

แต่ล่าสุดรอยเตอร์สระบุว่างานฉลองเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติของพระองค์คาดว่าจะจัดขึ้นอย่างเงียบๆ เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว ในขณะที่ประเทศกำลังกังวลกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน และผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้นจนแน่นโรงพยาบาล

โดยรัฐบาลได้มีการจำกัดการเว้นระยะห่างทางสังคมทั่วประเทศ และกำหนดเวลาปิดทำการของร้านอาหารและร้านค้า ตลอดจนขอให้ประชาชนงดการรวมกลุ่มเกิน 4 คน

ภายหลัง มาร์ค รูทท์ นายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์ชี้แจงว่า แขกทุกคนในงานรับผิดชอบในการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรค มีการรวมตัวในสถานที่เปิดกลางแจ้งอย่างระมัดระวัง และทุกคนได้ทำการตรวจโควิด-19 และฉีดวัคซีนเรียบร้อยแล้ว โดยเชื่อว่าพวกเขารักษาระยะห่างทางสังคมอย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าสมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลม-อเล็กซานเดอร์แห่งเนเธอร์แลนด์ ทรงตรัสกับตนว่ามันไม่ใช่ความคิดที่ดีเลยที่จัดงานเลี้ยงครั้งนี้

ก่อนหน้านี้ ในเดือนต.ค. ปีที่แล้วราชวงศ์ดัตช์ยกเลิกการเดินทางไปพักผ่อนที่กรีซ หลังได้รับเสียงคัดค้านจากประชาชนเนื่องจากประเทศกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 และเนเธอร์แลนด์เพิ่งเข้าสู่การล็อกดาวน์บางส่วน

ทั้งนี้ เจ้าหญิงอามาเลียทรงปฏิเสธเงินเดือนส่วนพระองค์จากรัฐบาลจำนวน 1.6 ล้านยูโร หรือกว่า 60 ล้านบาทต่อปี ที่พระองค์จะทรงได้รับตามกฎหมายเมื่อพระชนมายุครบ 18 ปีบริบูรณ์

Photo by Peter Dejong/Pool via REUTERS

เตรียมรับแรงกระแทก เฟดส่งสัญญาณรีบหยุดกระตุ้นเศรษฐกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670751

วันที่ 16 ธ.ค. 2564 เวลา 10:14 น.เตรียมรับแรงกระแทก เฟดส่งสัญญาณรีบหยุดกระตุ้นเศรษฐกิจเฟดสหรัฐจะเคลื่อนไหวเร็วขึ้นเพื่อเตรียมเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ หลังจากใช้มาตรการผ่านคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงการระบาดใหญ่

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศในวันพุธ ท่าทีที่เชิงรุกมากขึ้นเพื่อสกัดกั้นระดับราคาที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อรถยนต์ ที่อยู่อาศัย อาหาร และสินค้าอื่นๆ ในสหรัฐอเมริกา และกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองต่อประธานาธิบดี โจ ไบเดน

คณะกรรมการกำหนดนโยบายของรัฐบาลกลาง (FOMC) ของธนาคารกลางประกาศว่าจะเร่งการยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อยุติมาตรการดังกล่าวในเดือนมีนาคม ซึ่งจะทำให้สามารถใช้แนวทางสกัดกั้นเงินเฟ้อโดยการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในทันทีเดือนพฤษภาคม 

แม้จะยอมรับความเสี่ยงที่ราคาจะขึ้นได้อีก แต่ประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์ ยังยืนยันสภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สดใสอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเขากล่าวว่าพร้อมที่จะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งและพร้อมที่จะเลิกใช้นโยบายการเงินแบบผ่นอคลายของธนาคารกลาง

“กิจกรรมทางเศรษฐกิจกำลังอยู่ในทิศทางที่จะขยายตัวอย่างรวดเร็วในปีนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อุปสงค์โดยรวมยังคงแข็งแกร่งมาก” พาวเวลล์กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังการประชุม FOMC สองวัน

พาวเวลล์ยอมรับเมื่อเร็วๆ นี้ว่าเขาและเพื่อนร่วมงานคำนวณผิดเรื่องที่ระดับราคาจะดีดตัวขึ้นได้อีกไกลแค่ไหนหลังจากเกิดวิกฤตโรคระบาด และให้คำมั่นที่จะตอบโต้กลับภาวะเงินเฟ้อ

แต่ในวันพุธ (ตามเวลาสหรัฐ) เขายังเน้นว่าการดำเนินการใดๆ จะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของเศรษฐกิจ ซึ่งยังคงเผชิญกับความเสี่ยงจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19

“เราจำเป็นต้องดูว่าข้อมูลอัตราเงินเฟ้อและข้อมูลทั้งหมดมีวิวัฒนาการอย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่เราพร้อมที่จะใช้เครื่องมือของเราเพื่อให้แน่ใจว่าอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะไม่ได้รับความเสียหาย” พาวเวลล์กล่าว

ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน คณะกรรมการได้เริ่มขั้นตอนแรกในการลดการซื้อพันธบัตร โดยลดยอดรวมลง 15,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งจะสิ้นสุดโครงการประมาณเดือนมิถุนายน

ตอนนี้ จะลดลง 30,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน สิ้นสุดโครงการเมื่อสองเดือนก่อน และทำให้เฟดอยู่ในฐานะที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงจากศูนย์ ซึ่งมันเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มการระบาดใหญ่ในเดือนมีนาคม 2020

พาวเวลล์กล่าวว่า “เศรษฐกิจไม่ต้องการการสนับสนุนจากนโยบายเพิ่มขึ้นอีกต่อไป” และชี้ว่าเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง “หมาะสมสำหรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย”

เฟดกล่าวว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ต่ำจนกว่าสภาวะตลาดแรงงานจะดีขึ้นต่อไป แต่ในการคาดการณ์ที่เผยแพร่ควบคู่ไปกับแถลงการณ์ของ FOMC ธนาคารกลางส่งสัญญาณว่าพวกเขาคาดว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากถึงสามครั้งในปีหน้า

ตลาดหุ้นหนุนข่าวนี้ ปิดวันด้วยกำไรแข็งแกร่ง

ทีมงานของไบเดนและเจ้าหน้าที่ของเฟดซึ่งเป็นอิสระจากทำเนียบขาวพยายามเลี่ยงไม่ให้เกิดผลกระทบด้านลบทางการเมืองเป็นเวลาหลายเดือน ทั้งสองฝ่ายได้พยายามสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคที่กังวลว่าราคาที่พุ่งขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากผลกระทบชั่วคราวของการระบาดใหญ่ เช่น การขาดแคลนชิปและการขนส่งติดขัดด้านโลจิสติก

แต่การเพิ่มขึ้นของระดับราคายังไม่ลดลง ราคาผู้บริโภครายปีพุ่งสูงสุดในรอบเกือบสี่ทศวรรษในเดือนพฤศจิกายน ราคาผู้ผลิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเดือนที่แล้ว และข้อมูลยอดขายปลีกที่เผยแพร่เมื่อวันพุธแสดงให้เห็นว่าการขึ้นราคาเริ่มลดการใช้จ่าย

ในการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจรายไตรมาส แสดงให้เห็นว่าสมาชิกคณะกรรมการทุกคนคาดว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งในปีหน้า และสมาชิก 12 ใน 18 คนจากทั้งหมด 18 คนเห็นว่าต้องขึ้น 3 ครั้งขึ้นไป

คาดการณ์ฉบับล่าสุดแสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 5.3% ในปีนี้ ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 2 เปอร์เซ็นต์ของธนาคารกลาง แต่ลดลงเหลือ 2.6% ภายในสิ้นปี 2565

“คำแถลงนโยบาย FOMC ประจำเดือนธันวาคมแสดงถึงท่าทีเชิงรุกของเฟดมาถึงจุดสูงสุดแล้ว” Gregory Daco จาก Oxford Economics กล่าว

แม้ว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ แต่ก็เป็นเครื่องมือที่อาจขัดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งยังคงรุมเร้าด้วยอุปสรรคในห่วงโซ่อุปทานและไวรัสสายพันธุ์ใหม่

พาวเวลล์รับทราบความเสี่ยงจากการแพร่กระจายของ Omicron แต่กล่าวว่าเจ้าหน้าที่เห็นว่าการเติบโตยังคงดำเนินต่อไป “โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบของไวรัสและข้อจำกัดด้านอุปทาน”

Photo by JIM WATSON / AFP

ไทยจะจมทะเลไหม? เมื่อธารน้ำแข็งยักษ์ขั้วโลกใต้กำลังละลาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670708

วันที่ 15 ธ.ค. 2564 เวลา 18:45 น.ไทยจะจมทะเลไหม? เมื่อธารน้ำแข็งยักษ์ขั้วโลกใต้กำลังละลาย  ธารน้ำแข็งทเวตส์กำลังละลายอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดไว้ อาจทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นถึง 3 เมตรในอีกไม่กี่ปี

ทีมวิจัยจากสหรัฐและสหราชอาณาจักรซึ่งทำการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งทเวตส์ ธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอนตาร์กติกา แถลงในการประชุมประจำปีของ American Geophysical Union (AGU) โดยเตือนว่าธารน้ำแข็งกำลังละลายลงอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ และละลายเร็วขึ้นถึง 2 เท่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจพังทลายลงในไม่กี่ปีข้างหน้า

รายงานระบุว่า ธารน้ำแข็งทเวตส์ ซึ่งมีขนาดใหญ่พอๆ กับสหราชอาณาจักรหรือฟลอริดา มีความยาวประมาณ 120 กิโลเมตร และลึกประมาณ 800 ถึง 1,200 เมตร บางครั้งถูกเรียกว่า “ธารน้ำแข็งแห่งวันสิ้นโลก” (Doomsday Glacier) เพราะการพังทลายของมันอาจทำให้ธารน้ำแข็งอื่นๆ ในแอนตาร์กติกาพังทลายไปด้วย ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้น 3 เมตร

ทเวตส์ สูญเสียน้ำแข็งไปประมาณ 595,000 ล้านตัน (540,000 ล้านเมตริกตัน) ตั้งแต่ปี 1980 ซึ่งส่งผลให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้น 4% นับแต่นั้นเป็นต้นมา

การศึกษาที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร The Cryosphere ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ระบุว่าธารน้ำแข็งทเวตส์และธารน้ำแข็งเกาะไพน์มีส่วนประมาณ 10% ของการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลทั่วโลก

ขณะนี้น้ำทะเลที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นไม่เพียงแต่จะทำให้ธารน้ำแข็งทเวตส์ละลายเท่านั้น แต่ยังทำให้การยึดเกาะของธารน้ำแข็งใต้ทะเลสั่นคลอนยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อธารน้ำแข็งอ่อนตัวลงก็มีแนวโน้มที่จะมีน้ำแข็งแตกออกเป็นเสี่ยงๆ หรือหลุดออกจากแนวสันดอนภายใน 3 ปีข้างหน้านี้ โดยภาพถ่ายจากดาวเทียมแสดงให้เห็นรอยแยกใหม่บนพื้นผิวของน้ำแข็ง

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในแอนตาร์กติกาอาจเกิดขึ้นภายใน 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า โดยดร.เอริน เพตติต จากมหาวิทยาลัย Oregon State University อธิบายว่ารอยแตกของน้ำแข็งคล้ายกับรอยร้าวบนกระจกรถ ซึ่งจะรอยร้าวจะค่อยๆ ขยายขึ้นเรื่อยๆ และหากได้รับการกระทบกระเทือนมันก็จะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ

สะเทือนถึงไทยไหม?

อย่างที่ทราบกันว่ากรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของเรา อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 1.5 ถึง 2 เมตร ดังนั้นหากถึงวันที่ธารน้ำแข็งทเวตส์พังทลายลง ซึ่งนักวิจัยชี้ว่าจะทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้น 3 เมตร ก็มีความเป็นไปได้ที่กรุงเทพมหานครจะได้รับผลกระทบไปด้วย

นอกจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วแผ่นดินก็กำลังทรุดตัวลงทุกปีๆ ซึ่งนอกจากการเสื่อมสภาพตามธรรมชาติเองแล้ว การสูบน้ำบาดาล และการเติบโตของเมืองยิ่งส่งผลให้แผ่นดินกรุงเทพทรุดตัวเร็วขึ้น ประกอบกับพื้นดินซึ่งเป็นดินเหนียวที่มีความหนาแน่น ทำให้มีแนวโน้มที่จะเกิดน้ำท่วมมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ ทีมนักวิจัยจากสถาบันวิจัย Deltares พบว่า ประเทศในแถบพื้นที่ราบลุ่มเสี่ยงต่อระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และพื้นดินมีแนวโน้มที่จะจมเนื่องจากการทรุดตัว อาทิ ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ซึ่งหมายความว่าประชาชนจำนวนมากในประเทศเหล่านี้อาจต้องเผชิญภัยพิบัติที่รุนแรงมากขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ซึ่งมีแนวโน้มเลวร้ายลงอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

ไม่ใช่แค่ธารน้ำแข็งทเวตส์

องค์กรการกุศลเพื่อการพัฒนา Christian Aid ของอังกฤษ เคยเตือนว่า 8 เมืองใหญ่ใกล้ชายฝั่งทั่วโลก รวมถึงลอนดอน เซี่ยงไฮ้ จาการ์ตา มะนิลา และกรุงเทพมหานคร จะจมบาดาลในอีก 14 ปีข้างหน้า เนื่องจากการเพิ่มระดับของน้ำทะเลที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจากการละลายของธารน้ำแข็งทเวตส์เท่านั้น แต่ยังมีน้ำแข็งในอีกหลายพื้นที่ทั่วโลกที่กำลังละลายลงไปเพราะภาวะโลกร้อน

โดยวารสาร Nature ตีพิมพ์บทความที่พบว่าการละลายของธารน้ำแข็งของโลกมีความเร็วเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในช่วง 20 ที่ผ่านมา

รวมถึงน้ำแข็งกรีนแลนด์ ซึ่งหากมันละลายจนหมด น้ำทะเลจะสูงขึ้น 5 ถึง 7 เมตร โดยนอกจากกรุงเทพมหานครแล้ว ยังมีจังหวัดอื่นที่จะจมไปด้วย เช่น สมุทรปราการ นนทบุรี ฉะเชิงเทรา ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร จันทบุรี และตราด

ขณะที่การละลายของ ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัย ก็มีแนวโน้มว่าจะส่งผลสะเทือนมาถึงไทยเช่นกัน เนื่องจากธารน้ำแข็งหิมาลัยเป็นแหล่งน้ำจืดของแม่น้ำหลายสายในเอเชีย รวมทั้งแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านประเทศไทย ซึ่งหากธารน้ำแข็งหิมาลัยละลาย ระดับน้ำในทะเลจะสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อพื้นที่แถบชายฝั่ง

จากข้อมูลของศูนย์นานาชาติเพื่อการพัฒนาพื้นที่ภูเขาแบบบูรณาการ (ICIMOD) พบว่า หากธารน้ำแข็งหิมาลัยละลายทั้งหมดจะทำให้น้ำทะเลสูงขึ้นราว 1.5 เมตร ยิ่งไปกว่านั้นในระยะยาวหากธารน้ำแข็งหิมาลัยละลายหมดแล้ว แม่น้ำสายสำคัญโดยเฉพาะแม่น้ำโขงที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนนับล้านจะขาดน้ำ ประเทศที่จะเดือดร้อนคือ ไทย ลาว เมียนมา จีน

นอกจากนี้ยังมี ภูเขาน้ำแข็ง 3 แห่งสุดท้ายในแอฟริกา ซึ่งองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) หน่วยงานด้านสภาพอากาศของสหประชาชาติ (UN) ออกคำเตือนเมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมาว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขณะนี้กำลังจะทำให้ภูเขาน้ำแข็ง 3 แห่งสุดท้ายในแอฟริกาละลายหายไปภายใน 20 ปีข้างหน้า

โดยงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature ระบุว่า ในปัจจุบันการละลายของธารน้ำแข็งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น

ที่มา: BBCChannel NewsAsiaLive Science

ภาพ: NASA

นอร์เวย์งดเหล้า 4 สัปดาห์ Omicron ระบาดรับปีใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670689

วันที่ 15 ธ.ค. 2564 เวลา 15:00 น.นอร์เวย์งดเหล้า 4 สัปดาห์ Omicron ระบาดรับปีใหม่รัฐบาลนอร์เวย์กำชับบาร์-ร้านอาหาร ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 4 สัปดาห์

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่ารัฐบาลนอร์เวย์ประกาศยกระดับมาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวดขึ้น เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์โอไมครอนที่แพร่เชื้ออย่างรวดเร็ว ในขณะที่เทศกาลปีใหม่ใกล้จะมาถึง

โดยมีการสั่งงดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบาร์และร้านอาหารนับตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่ 14 ธ.ค. เป็นเวลาอย่างน้อย 4 สัปดาห์ ซึ่งกินเวลาไปจนถึงหลังเทศกาลปีใหม่

นอกจากนี้ยังยกระดับกฏเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นในสถานศึกษา, บังคับสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่ปิด, กำหนดการเว้นระยะห่างทางสังคม, สั่งปิดยิมและสระว่ายน้ำส่วนใหญ่, แนะนำให้ยกเลิกมหกรรมแข่งขันกีฬาขนาดใหญ่, เร่งฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชน และให้บริษัทใช้มาตรการทำงานจากที่บ้านหากเป็นไปได้

“สำหรับหลายๆ คนอาจรู้สึกเหมือนกลับไปล็อกดาวน์อีกครั้ง แต่ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ทำให้เราต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว” นายกรัฐมนตรีโจนาส การ์ สโตร์กล่าวในการแถลงข่าว

ทั้งนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยในโรงพยาบาลในนอร์เวย์เพิ่มจำนวนมากขึ้น ซึ่งหลายฝ่ายเกรงว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนจะส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข ซึ่งในช่วงต้นปีหน้านอร์เวย์อาจมีผู้ติดเชื้อสูงถึง 90,000 ถึง 300,000 คนต่อวัน และอาจมีผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลถึง 200 คนต่อวัน

โดยเมื่อวานนี้ (14 ธ.ค.) นอร์เวย์รายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ในรอบ 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 10,867 คน ส่งผลให้ขณะนี้นอร์เวย์มีผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 317,870 คนและเสียชีวิต 1,136 คน จากประชากรทั้งหมด 5.4 ล้านคน

Photo by Evert Elzinga / ANP / AFP

นั่งรถไฟจากไทยไปยุโรป เปิดเส้นทางที่ยาวที่สุดในโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670688

วันที่ 15 ธ.ค. 2564 เวลา 14:43 น.นั่งรถไฟจากไทยไปยุโรป เปิดเส้นทางที่ยาวที่สุดในโลก เส้นทางที่ลากยาวตั้งแต่ตอนใต้ของโปรตุเกส ข้ามทวีปยูเรเซีย (ยูโรป-เอเชีย) ผ่านประเทศไทยไปจบที่สิงคโปร์ มันกลายเป็นจริงขึ้นมาหลังเปิดเส้นทางรถไฟจีน-ลาว

เรื่องนี้ถูกนำเสนอโดยสมาชิกในแพลตฟอร์ม Reddit และคำนวณความเป็นไปได้โดยมาร์ก สมิธ (Mark Smith) เจ้าของเว็บไซต์แฟนรถไฟ ตัวยง seat61.com.

หากเดินทางจากโปรตุเกสจะเริ่มต้นที่อัลการ์วึ (Algarve) เป็นภูมิภาคทางใต้สุดของประเทศโปรตุเกสภาคพื้นทวีป ซึ่งเป็นแนวชายฝั่งที่มีหลายเมืองเป็นแนวยาวและเชื่อมต่อด้วยทางรถไฟเหมือนๆ กัน

จากอัลการ์วึจะข้ามโปรตุเกส ตัดผ่านสเปน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, โปแลนด์, เบลารุส จากนั้นจะเข้าสู่รัสเซียเพื่อต่อเส้นทางรถไฟข้ามทวีป “ทรานไซบีเรีย” จากนั้นจะเข้ามองโกเลียแล้วเข้าสู่เส้นทางรถไฟอันยาวเหยียดขของจีน

ก่อนหน้านี้ การเดินทางด้วยรถไฟต่อเนื่องในเส้นทางนี้จะออกจากจีนที่เขตปกครองตนเอกว่างซีจ้าง (ที่หนานหนิง) หรือจะไปใช้เส้นทางคุตนหมิง-ไฮฟอง (ที่มณฑลยูนนาน) ก็ได้ ไม่ว่าจะอย่างตาม เส้นทางข้ามยูเรเซียจะต้องสิ้นสุดที่เวียดนามอยู่ดี รวมระยะประมาณ 16,898 กม. ในการเดินทางไปจบปลายทางจริงๆ คือสิงคโปร์ ผู้โดยสารจะต้องขึ้นรถบัสจากไซง่อน ผ่านกัมพูชาไปกรุงเทพฯ

แต่หลังจากวันที่ 2 ธันวาคม เมื่อมีการเปิดเส้นทางรถไฟจีน-ลาว อย่างเป็นทางการ เส้นทางคุนหมิง-เวียงจันทน์ก็เป็นไปได้ และการเดินทางจากเวียงจันทน์ผ่านหนองคายมาถึงกรุงเทพฯ ก็เป็นไปไดเ รวมถึงจากกรุงเทพฯ ผ่านมาเลเซีย ไปจบที่สิงคโปร์ก็เป็นไปได้แล้ว รวมระยะทางทั้งสิ้น 18,755 กม.

สมิธ ผู้ดูแลเว็บไซต์ seat61.comเชื่อว่าจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 21 วันจึงจะเสร็จสิ้น

แม้จะยังมีการเดินทางข้ามจะยังไม่สะดวกเพราะการระบาดใหญ่ก็ตาม แต่ในอนาคตมันย่อมสามารถทำได้แน่นอนเมื่อทุกประเทศผ่อนคลายมาตรการ

ทั้งนี้สมาชิก Reddit ที่ชื่อ htGoSEVe ระบุว่า 

1. รถไฟจากลิสบอน (โปรตุเกส) ไปอองดาเย (ฝรั่งเศส) ถูกระงับเนื่องจากโควิด-19 

2. เส้นทาง Paris-Moscow Express (ฝรั่งเศสไปรัสเซีย) ก็ถูกระงับเช่นกันเนื่องจากโควิด-19 

3. มีเส้นทางที่สั้นกว่าผ่านคาซัคสถานแทนที่จะใช้เส้นทางทรานไซบีเรีย เขาเสนอเส้นทาง อัลมาตี -> อุรุมชี -> ซีอาน -> คุนหมิง (จากคุนหมิงมายังเวียงจันทน์ กรุงเทพ และสิงคโปร์) 

4. ต้องเปลี่ยนการขนส่งจากยะโฮร์บาห์รู (มาเลเซีย) ไปยังสิงคโปร์ (ในอนาคตอาจมีเส้นทางรถไฟความเร็วสูง Kuala Lumpur–Singapore High Speed Rail)

ตำรวจนิวยอร์กเผยคลิปชายโหดบุกทำร้ายสาวไทย คดียังไม่คืบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670666

วันที่ 15 ธ.ค. 2564 เวลา 11:55 น.ตำรวจนิวยอร์กเผยคลิปชายโหดบุกทำร้ายสาวไทย คดียังไม่คืบชายโหดบุกทำร้าย-อนาจาร-ชิงทรัพย์ สาวไทยในนิวยอร์ก แจ้งความแล้วคดีไม่คืบ

กรมตำรวจนครนิวยอร์ก (NYPD) เผยแพร่คลิปวิดีโอที่บันทึกได้จากกล้องวงจรปิดที่สถานีรถไฟใต้ดินในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยระบุว่าผู้ต้องสงสัยล็อกคอหญิงวัย 23 ปีรายหนึ่ง (ทราบภายหลังว่าเป็นคนไทย) แล้วโยนลงกับพื้น ก่อนที่จะเตะเข้าที่ลำตัว และขโมยกระเป๋าเงินของเธอไป พร้อมขอความร่วมมือประชาชนช่วยแจ้งเบาะแส โดยตั้งรางวัลนำจับ 3,500 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย.

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ที่ผ่านมาผู้ใช้บัญชี Eric Parnes ซึ่งเป็นทนายของผู้เสียหาย ได้โพสต์คลิปวิดีโอผ่านทางยูทูบซึ่งเป็นภาพอีกมุมหนึ่งจากกล้องวงจรปิด พบว่าขณะที่ผู้เสียหายกำลังยืนรอรถไฟ คนร้ายรายนี้บุกเข้าล็อกคอจากทางด้านหลัง ก่อนที่จะโยนเธอลงกับพื้นและพยายามทำอนาจาร คนร้ายใช้มือฟาดเข้าที่ใบหน้าผู้เสียหายหลายครั้ง ก่อนที่จะหยิบทรัพย์สินของเธอและวิ่งหนีไป

เว็บไซต์ epnylaw ของทนายเล่าว่าในคืนวันที่ 22 พ.ย. นักศึกษาไทยรายนี้กลับจากการชมคอนเสิร์ตที่แมนฮัตตัน โดยในขณะที่กำลังยืนรอรถไฟใต้ดินก็ถูกทำร้ายดังที่ปรากฏในคลิปวิดีโอ

ด้านผู้ใกล้ชิดของผู้เสียหายได้ประสานไปยังแฟนเพจ Drama-addict เพื่อกระตุ้นในตำรวจนิวยอร์กเร่งหาเบาะแสในคดีนี้ หลังแจ้งความมาแล้วเกือบ 1 เดือนแต่คดียังไม่คืบหน้า พร้อมฝากถึงคนไทยในนิวยอร์กหากทราบเบาะแสสามารถแจ้งต่อทนายของผู้เสียหาย

แบงก์ชาติอังกฤษเตือน คริปโตอาจ “ไร้ค่า”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670665

วันที่ 15 ธ.ค. 2564 เวลา 11:31 น.แบงก์ชาติอังกฤษเตือน คริปโตอาจ "ไร้ค่า"ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ (Bank of England หรือ BoE) กล่าวว่าคริปโต เช่น Bitcoin อาจ “ไร้ค่า” และผู้ที่ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลควรเตรียมพร้อมที่จะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง

เซอร์จอน คันลิฟฟ์ (Sir Jon Cunliffe) รองผู้ว่าการ BoE กล่าวกับรายการ Today ของสถานีวิทยุ BBC ว่า มูลค่าของสกุลเงินดิจิตอลเข้ารหัส (คริปโตเคอร์เรนซี) นั้น “อาจแตกต่างกันมากและอาจลดลงเป็นศูนย์ในทางทฤษฎีหรือในทางปฏิบัติ”

“ประเด็นก็คือผมคิดว่า สิ่งหนึ่งที่น่ากังวลก็คือเมื่อมันถูกรวมเข้ากับระบบการเงิน เมื่อการปรับฐานราคาครั้งใหญ่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดอื่นๆ และส่งผลกระทบต่อผู้เล่นในตลาดการเงินที่เป็นสถาบันมั่นคง” เซอร์จอน คันลิฟฟ์ กล่าว

เซอร์จอน คันลิฟฟ์ กล่าวเสริมว่า หน่วยงานจำเป็นต้องเตรียมพร้อมกับงานหนักจริงๆ และลงมือทำก่อน ที่คริปโตเคอร์เรนซีจะกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และหน่วยงานจึงมีกรอบการกำกับดูแลเพื่อควบคุมความเสี่ยงแล้ว

BoE จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงทางการเงินนี้ เพราะว่าในปัจจุบัน ประมาณ 0.1% ของความมั่งคั่งของครัวเรือนในสหราชอาณาจักรอยู่ในสกุลเงินดิจิตอลเข้ารหัส

นอกจากนี้ คาดว่ามีคนประมาณ 2.3 ล้านคนที่จะถือคริปโตเคอร์เรนซีไว้โดยมีจำนวนเฉลี่ยต่อคนประมาณ 300 ปอนด์

Photo by Ozan KOSE / AFP

อังกฤษเตือนสิ้นปีอาจมีคนติด Omicron ถึงล้านคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670653

วันที่ 15 ธ.ค. 2564 เวลา 11:15 น.อังกฤษเตือนสิ้นปีอาจมีคนติด Omicron ถึงล้านคนอังกฤษหวั่น Omicron กลายเป็นสายพันธุ์หลัก เตือนสิ้นปีอาจแตะล้านคน

นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน แห่งสหราชอาณาจักร เตือนว่าประเทศกำลังเผชิญกับจำนวนผู้ติดเชื้อที่พุ่งสูงขึ้นในฤดูหนาว ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนที่แพร่อย่างรวดเร็ว โดยขณะนี้คิดเป็นประมาณ 40% ของผู้ป่วยโควิด-19 ทั้งหมดในลอนดอน

ซาจิด จาวิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเตือนว่าหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป และไม่มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน สหราชอาณาจักรอาจมีผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนถึงล้านคนภายในสิ้นเดือนนี้ และโอไมครอนอาจกลายเป็นสายพันธุ์หลักในลอนดอนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

“มันแพร่ระบาดในอัตราที่น่าทึ่ง นี่เป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน อัตราผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในทุกๆ 2 ถึง 3 วัน” จาวิดกล่าวต่อ Sky News

จาวิดเสริมว่าแม้ว่าผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง แต่การแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของโอไมครอนอาจทำให้ระบบสาธารณสุขล่มสลายได้หากรัฐบาลไม่เร่งดำเนินการ พร้อมให้การสนับสนุนการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นซึ่งกล่าวว่าจะช่วยลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยจากการติดเชื้อได้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ที่พบผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนรายแรกในสหราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 27 พ.ย. นายกรัฐมนตรีได้กำหนดข้อจำกัดที่เข้มงวดขึ้น และเตือนว่า “คลื่นยักษ์” ของโอไมครอนกำลังจะมาถึง

รัฐบาลยังเรียกร้องให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีน รวมถึงเร่งฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น โดยตั้งเป้าให้ประชากรเป้าหมายทุกคนได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นภายในสิ้นปีนี้ โดยขณะนี้มีประชาชนได้รับวัคซีนครบโดสแล้วเกือบ 50 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 70% ของประชากรทั้งหมด

ขณะที่ผู้ติดเชื้อยังคงทะลุหลัก 5 หมื่นคนต่อวัน ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อสะสมกว่า 10 ล้านคนและประมาณ 150,000 คนเสียชีวิต

Photo by Tolga Akmen / AFP

WHO เตือน Omicron แพร่เร็วกว่าทุกสายพันธุ์ วัคซีนอย่างเดียวไม่พอ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670651

วันที่ 15 ธ.ค. 2564 เวลา 10:45 น.WHO เตือน Omicron แพร่เร็วกว่าทุกสายพันธุ์ วัคซีนอย่างเดียวไม่พอWHO อยู่ในประเทศส่วนใหญ่ของโลก และกำลังแพร่กระจายในอัตราที่ไม่เคยพบมาก่อน

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ที่ผ่านมาเทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่าขณะนี้โควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนได้รับการยืนยันในอย่างน้อย 77 ประเทศ และคาดว่าน่าจะมีอีกหลายประเทศที่มีเชื้อดังกล่าว พร้อมระบุว่าโอไมครอนกำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในอัตราที่ไม่เคยพบในสายพันธุ์อื่นก่อนหน้านี้

“ขณะนี้อย่างน้อย 77 ประเทศยืนยันกรณีผู้ติดเชื้อโอไมครอนแล้ว แต่ในความเป็นจริงมันน่าจะแพร่ไปในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก แม้ว่าจะยังตรวจไม่พบก็ตาม” เทดรอสกล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างการบรรยายสรุปในกรุงเจนีวา “โอไมครอนกำลังแพร่กระจายในอัตราที่เราไม่เคยพบมาก่อนในโควิด-19 สายพันธุ์อื่น”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าขณะนี้ข้อมูลเบื้องต้นพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง แต่เทดรอสเตือนว่าจำนวนผู้ติดเชื้อที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วก็สามารถส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขได้เช่นกัน

เทดรอสยังเสริมว่าวัคซีนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถป้องกันการแพร่ระบาดของโอไมครอนได้ พร้อมเรียกร้องให้นานาประเทศใช้มาตรการสวมหน้ากากอนามัย เว้ยระยะห่างทางสังคม และล้างมือให้สะอาดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ

สำหรับวัคซีนเข็มกระตุ้น เทดรอสกล่าวว่าอาจมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการแพร่ระบาด แต่ต้องลำดับความสำคัญให้ดีในขณะที่ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มแรก

Photo by AFP

ผลวิจัยพบวัคซีน Sinovac ป้องกัน Omicron ไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670648

วันที่ 15 ธ.ค. 2564 เวลา 10:08 น.ผลวิจัยพบวัคซีน Sinovac ป้องกัน Omicron ไม่ได้นี่เป็นผลการวิจัยในห้องปฏิบัติการเบื้องต้นที่อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อผู้คนนับล้านที่ต้องพึ่งพาวัคซีนจากจีนเพื่อปกป้องพวกเขาจากโควิด-19

นักวิจัยชาวฮ่องกงกล่าวว่าวัคซีนที่ผลิตโดย Sinovac Biotech Ltd. ซึ่งเป็นหนึ่งในวัคซีนที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในโลก ไม่ได้ให้แอนติบอดีเพียงพอที่จะทำให้สายพันธุ์โอมิครอน/โอไมครอน (Omicron) เป็นกลาง (หมายถึงถูกทำลาย) 

คำแถลงจากทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยฮ่องกงที่เผยแพร่เมื่อดึกของวันอังคารกล่าวว่า ในกลุ่มคนจำนวน 25 คนที่ได้รับวัคซีนอย่างครบถ้วนจากบริษัท Sinovac ซึ่งเรียกว่า Coronavac ไม่มีผู้ใดแสดงแอนติบอดีที่เพียงพอในซีรัมในเลือดของพวกเขาที่จะทำให้สายพันธุ์โอมิครอน/โอไมครอนเป็นกลาง 

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าการศึกษาครั้งนี้นำโดย Kwok-Yung Yuen ศาสตราจารย์ด้านโรคติดเชื้อที่มหาวิทยาลัยฮ่องกง ได้รับการยอมรับให้ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ Clinical Infectious Diseases และเผยแพร่ทางออนไลน์ในรูปแบบสิ่งพิมพ์ล่วงหน้า

นักวิทยาศาสตร์แนะนำให้ประชาชนรับวัคซีนเข็มที่ 3 โดยเร็วที่สุด ในขณะที่รอการฉีดวัคซีนรุ่นต่อไปด้วย แต่ไม่ว่าการฉีดวัคซีน Sinovac ครั้งที่สามจะปรับปรุงการตอบสนองของแอนติบอดีที่เป็นกลางต่อโอมิครอน/โอไมครอนหรือไม่นั้น ยังคงต้องรอพิจารณากันต่อไป

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration