จีนวุ่น! พบผู้ป่วย Omicron เพิ่มอีก รายนี้กักตัวครบ-กลับบ้านแล้วถึงพบเชื้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670618

วันที่ 14 ธ.ค. 2564 เวลา 18:50 น.จีนวุ่น! พบผู้ป่วย Omicron เพิ่มอีก รายนี้กักตัวครบ-กลับบ้านแล้วถึงพบเชื้อจีนพบผู้ติดเชื้อโอไมครอนหลังกักตัวครบ 14 วัน สั่งกักตัว-ระดมตรวจโควิดชาวบ้านละแวกใกล้เคียง ขณะที่ทางการยังคงกลยุทธ์ปลอดโควิด-19

วันนี้ (14 ธ.ค.) South China Morning Post รายงานว่าจีนพบผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนเป็นรายที่ 2 ของประเทศ ที่เมืองกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง หลังจากที่มีรายงานผู้ป่วยรายแรกในจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อวานนี้ที่เมืองเทียนจิน เมืองท่าสำคัญทางตอนเหนือของจีน

รายงานระบุว่าผู้ป่วยรายล่าสุดเป็นชายวัย 67 ปี เดินทางเข้าสู่ประเทศจีนเมื่อวันที่ 27 พ.ย. และมีผลตรวจโควิด-19 เป็นลบครั้งแล้วครั้งเล่าระหว่างการกักตัว 14 วัน

เมื่อครบระยะเวลากักตัวในวันที่ 11 ธ.ค. ผู้ป่วยรายนี้จึงเดินทางจากเซี่ยงไฮ้เพื่อกลับบ้านที่กว่างโจว ด้วยเที่ยวบิน CA1837 ก่อนที่จะกักตัวอยู่ที่บ้านในเขตเยว่ซิ่วเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. และตรวจพบว่าติดโควิด-19 ในวันที่ 13 ธ.ค. และได้รับการยืนยันภายหลังว่าเป็นสายพันธุ์โอไมครอน โดยขณะนี้กำลังรักษาตัวที่โรงพยาบาลในกว่างโจว

ขณะที่ผู้อยู่อาศัยในอาคารเดียวกันกับชายคนกล่าวถูกส่งไปยังศูนย์กักตัว และผู้อยู่อาศัยในอาคารใกล้เคียงถูกห้ามไม่ให้ออกจากพื้นที่ และประชาชนทั้งหมดในละแวกนั้นต้องตรวจหาเชื้ออย่างน้อย 2 ครั้ง

นอกจากนี้มีการปิดทางเข้าสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน และห้ามไม่ให้รถแท็กซี่และบริการขนส่งผ่านแอปพลิเคชันเข้ามาในพื้นที่

Photo by AFP

ปารีส เมืองที่ไม่โรแมนติกอย่างที่ฝัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670614

วันที่ 14 ธ.ค. 2564 เวลา 18:10 น.ปารีส เมืองที่ไม่โรแมนติกอย่างที่ฝันแม้ว่าจะได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งความรัก หรือเมืองที่โรแมนติกที่สุดในโลก แต่อีกด้านหนึ่งกรุงปารีสของฝรั่งเศสก็มีความลับสีดำที่ไม่น่าพิสมัยซุกซ่อนอยู่

ความสวยงามของหอไอเฟล สถาปัตยกรรมตระการตา ขนมหวานแสนอร่อย บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความโรแมนติก คือสิ่งที่ทุกคนพูดถึงเมืองหลวงของฝรั่งเศสแห่งนี้ จึงไม่แปลกที่ปารีสจะติดหนึ่งในเมืองที่คู่รักอยากควงแขนกันไปฮันนีมูนมากที่สุดในทุกโพลล์ และแต่ละปียังมีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกไปยลโฉมนับล้านๆ คน

ทว่าอีกแง่มุมหนึ่งปารีสไม่ได้โรแมนติกอย่างที่หลายคนคิดฝันหรือพูดไว้

บทความเรื่อง Why we call Paris the city of love and romance… but is it really? (ทำไมเราเรียกปารีสว่าเมืองแห่งความรักและโรแมนติก แล้วมันจริงมั้ย) ของสำนักข่าว The Local ระบุว่า ปารีสก็มีปัญหาไม่ต่างจากเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ๆ อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการจราจรติดขัด เสียงเอ็ดตะโร ค่าครองชีพสูง มิจฉาชีพเยอะ ขี้หมาเกลื่อนเมือง สถานีรถไฟที่มีแต่กลิ่นอับกลิ่นฉี่

เรื่องมิจฉาชีพเป็นของขึ้นชื่อที่สุดสำหรับปารีส แม้แต่ชาวปารีเซียงเองบางครั้งยังตกเป็นเหยื่อของคนพวกนี้ หรือแม้แต่คนดังอย่าง คิม คาร์ดาเชียน เซเลบริตีชื่อดังของฮอลลีวูดที่มีบอดีการ์ดประจำตัวยังถูกปล้นอย่างอุกอาจกลางกรุงปารีสมาแล้วเมื่อปี 2016 แล้วนักท่องเที่ยวจะไปเหลืออะไร

หนังสือพิมพ์ Le Parisien รายงานว่า การล้วงกระเป๋าในสถานีรถไฟในกรุงปารีสพุ่งขึ้นถึง 74% ในปี 2019 คือเพิ่มจาก 4,721 ครั้งเมื่อปีก่อนหน้าเป็น 7,485 ครั้ง โดยสถานีที่มีการก่อเหตุมากที่สุดคือ สถานี Châtelet-les-Halles หนึ่งในสถานีที่มีผู้คนใช้บริการมากที่สุดเนื่องจากเป็นจุดเชื่อมต่อกับรถไฟสายอื่น อีกแห่งหนึ่งคือสถานี Gare du Nord ซึ่งเป็นจุดบรรจบของรถไฟยูโรสตาร์และสายของรถไฟที่มุ่งหน้าที่ยังสนามบิน

เว็บไซต์ Travel+Leisure อ้างคำบอกเล่าของชาวปารีเซียงว่า เมโทรสาย 1 ซึ่งวิ่งผ่านสถานที่ท่องเที่ยวฮิตอย่างพิพิธภัณฑ์ลูร์ฟ ประตูชัยฝรั่งเศส (อาร์กเดอทรียงฟ์) สวนสาธารณะตุยเลอรี เป็นจุดที่มิจฉาชีพมักจะเตร็ดเตร่ รวมทั้งสาย 2, 6, 8 และ 9 และยังลามไปถึงย่านมงต์มาร์ตด้วย

นอกจากนี้ ทั้งนักท่องเที่ยวและชาวปารีเซียงยังทวีตเตือนเรื่องการล้วงกระเป๋ากันอยู่เนืองๆ ผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งโพสต์เป็นภาษาฝรั่งเศสเกี่ยวกับเทคนิคใหม่ของแก๊งมิจฉาชีพว่า “มิจฉาชีพจะทำทีเป็นผู้พิการแล้วขอให้คุณสละที่นั่งในรถไฟให้ เพื่อทำให้คุณไม่ระวังตัวระหว่างที่กำลังลุกจากที่นั่ง”

ความสะอาดของกรุงปารีสก็ถูกพูดถึงในกลุ่มนักท่องเที่ยวไม่แพ้กัน เมื่อปี 2016 ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว 9 แห่งของญี่ปุ่น ถึงกับผุดโครงการทำความสะอาดกรุงปารีสครั้งใหญ่โดยร่วมมือกับ Japan Airlines และสมาคมการท่องเที่ยวปารีส เพื่อปรับปรุงภาพลักษณ์มหานครที่ได้รับการขนานนามว่า “เมืองหลวงแห่งขี้หมา”

สาเหตุที่ชาวญี่ปุ่นต้องลงมือทำความสะอาดกรุงปารีสกันเอง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะชาวญี่ปุ่นหลงใหลกรุงปารีสและนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวกันปีละนับล้านคน และบ่อยครั้งที่หลายคนต้องผิดหวังกลับบ้านไปเนื่องจากภาพจริงที่เห็นกับจินตนาการนั้นต่างกันลิบลับ

สำหรับชาวญี่ปุ่นเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อจิตใจพวกเขามาก ในปี 1986 ญี่ปุ่นมีการระบุชื่ออาการป่วยกรณี “ผิดหวังกับปารีสอย่างรุนแรง” ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยเรียกโรคนี้ว่า Paris Syndrome แม้จะดูเกินจริงแต่ทุกปีก็มีชาวญี่ปุ่นป่วยเป็นโรคนี้หลังจากมาเยือนเมืองหลวงแห่งความโรแมนติกแห่งนี้กันเฉลี่ย 12 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงในช่วงวัยเลข 3 

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวหลายคนยังพบว่าคนฝรั่งเศสไม่พูดภาษาอังกฤษ หรือจะพูดให้ถูกก็คือปฏิเสธที่จะพูดภาษาอังกฤษ เพราะในโรงเรียนประถมของฝรั่งเศสก็มีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ

รามีซ ซาเอ็ด เผยว่า “ชาวปารีเซียงไม่เป็นมิตร หยาบคาย และชอบทำหน้านิ่งๆ หรือหน้าเบื่อโลก”

ด้าน แมนดี เชอรี นักศึกษาชาวไอริชที่อาศัยอยู่ในกรุงปารีสมากว่า 3 ปีแล้ว ถึงกับทำคลิปลง TikTok แชร์เรื่องราวอีกด้านหนึ่งของกรุงปารีสที่ไม่ได้เป็นอย่างที่หลายคนเคยพูดไว้

เชอรีแชร์คลิปหลายคลิปที่บอกเล่าถึงความสกปรก มิจฉาชีพล้วงกระเป๋า และการประท้วงรายสัปดาห์ ซึ่งหนึ่งในคลิปเหล่านี้มียอดวิวสูงถึง 8.9 ล้าน และยอดไลค์อีก 1.4 ล้าน

เชอรีบอกว่า แน่นอนว่ามาปารีสต้องได้เจอกับความโรแมนติก แต่ก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจที่จะเจอกับขี้หมาเกลื่อนถนนและต้องกลั้นหายใจเมื่อต้องเดินผ่านควันเหม็นระหว่างที่กำลังเดินทางไปเดต รวมทั้งค่าครองชีพที่สูงและชาวปารีเซียงที่ไม่เป็นมิตร

“หลายคนคิดว่ามันจะโรแมนติกและเป็นสถานที่ที่เพอร์เฟกต์อย่างที่เราเห็นใน Emily in Paris แม้ความโรแมนติกจะมีอยู่จริงๆ ที่สำคัญคือคุณต้องท่องให้ขึ้นใจด้วยว่าในชีวิตจริงมันคือเมืองเมืองหนึ่งที่มีปัญหาต่างๆ”

อีกคลิปหนึ่งเชอรีเล่าถึงปัญหาอื่น อาทิ อพาร์ทเม้นต์ขนาดเล็ก ดรามาต่างๆ ในรถเมโทร ชาวปารีเซียงที่หบายคาย และความจริงที่ว่านักท่องเที่ยวจะต้องเรียนรู้การพูดภาษาฝรั่งเศส

แต่ถึงอย่างนั้นเชอรีก็ยังรักไลฟ์สไตล์และแฟชั่นของกรุงปารีส และยังเชิญชวนคนอื่นๆ ไปเที่ยวที่นั่น “ฉันหวังว่าจะมีคนเข้าใจเพิ่มขึ้นว่าคุณสามารถหลงรักเมืองเมืองหนึ่งได้แม้ว่ามันจะมีข้อเสียไปบ้างก็ตาม”

นอกจากนี้ คลิปในยูทูบ Macintyre Worlds Toughest Towns – Paris ของโดนัลด์ แม็คอินไทร์ เมื่อปี 2010 บอกเล่าเรื่องราวของกรุงปารีสในช่วงนั้นไว้ว่า

ปารีสเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ แต่ความสัมพันธ์ของมันออกไปในทางแตกแยกมากกว่าปรองดองในตัวเมืองชั้นในซึ่งเป็นที่ตั้งของชองเซลิเซ่เป็นถิ่นที่อยู่ของชนชั้นกลางและผู้มีฐานะ ขณะที่ย่านชานเมืองเป็นถิ่นที่อยู่ของคนจนและคนที่ถูกกีดกันซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของผู้อพยพ

พวกเขาเหล่านี้ถูกกดขี่มานานเกือบศตวรรษ และแม้ในยุคปัจจุบันพวกเขาก็ยังคงถูกเลือกปฏิบัติอยู่ จนเป็นที่มาของความขุ่นแค้นคับข้องใจ กลายเป็นมันเป็นสงคราม 2 ขั้วระหว่าง “ผู้อพยพรุ่นที่สอง กลุ่มประชนชนผู้ด้อยโอกาส” กับ “เจ้าหน้าที่รัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีซาร์โกซี” ที่ต่างฝ่ายต่างก็แรงมาแรงไป ตาต่อตาฟันต่อฟัน

ในปี 2005 การตายของวัยรุ่นจากชุมชน 2 คนที่เสียชีวิตระหว่างการจับกุมของตำรวจ เป็นชนวนเหตุของการจลาจลครั้งใหญ่บนท้องถนนในบองลีเยอ เมืองลุกเป็นไฟ รถเกือบหมื่นคันถูกเผาพังพินาศ และในปี 2007 ได้เกิดการจลาจลใหญ่อีกครั้ง สถานที่ราชการต่างๆ ถูกวางเพลิง และมีตำรวจได้รับบาดเจ็บกว่า 130 นาย

มีผู้แสดงความคิดเห็นใต้คลิปนี้เกือบ 200 ความเห็น อาทิ ผู้ใช้ชื่อ JJ800M บอกว่า “แค่เพราะว่าคุณไปปารีสในฐานะนักท่องเที่ยวและมีช่วงเวลาที่ดีไม่ได้หมายความว่าไม่มีปัญหาอาชญากรรมร้ายแรงเกิดขึ้น ผมเคยไปที่นั่นมา 2 ครั้ง ครั้งหนึ่งเคยถูกกรีดแจ็กเกตเพื่อขโมยกระเป๋าสตางค์ตอนอยู่ในมหาวิหารนอเทรอดาม”

BobboBJJ บอกว่า “ผมไปปารีส 2 สัปดาห์ แต่ผมไม่เจอปัญหา สิ่งเดียวที่เกิดขึ้นคือพวกกลุ่มวัยรุ่นพยายามก่อกวนผู้หญิงที่มากับเรา แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

Photo by Sameer Al-DOUMY / AFP

คลิกผิดชีวิตเปลี่ยน! เจ้าของ NFT ชวดเงิน 10 ล้านตั้งราคาขายผิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670611

วันที่ 14 ธ.ค. 2564 เวลา 17:00 น.คลิกผิดชีวิตเปลี่ยน! เจ้าของ NFT ชวดเงิน 10 ล้านตั้งราคาขายผิดนอกจากจะชวดเงิน 10 ล้านบาทแล้ว เจ้าของผลงานศิลปะดิจิทัลรายนี้ยังต้องขาดทุนเพราะตั้งราคาขายผิด

การลงทุนและการทำธุรกรรมดิจิทัลนั้น แม้ว่าจะซื้อง่ายขายคล่อง ได้เงินสะดวกรวดเร็ว แต่หากไม่ระวังให้ดีก็มีโอกาสพลาดได้อย่างง่ายๆ เช่นกัน เหมือนกับเจ้าของผลงานศิลปะดิจิทัลคนนี้ที่สูญเงินกว่า 9 ล้านบาทไปในพริบตา

BBC รายงานว่าเจ้าของงานศิลปะดิจิทัลในคอลเล็กชัน Bored Ape Yacht Club คอลเล็กชันที่มีงานศิลปะทั้งสิ้น 10,000 ชิ้น พลาดขายงานศิลปะหมายเลข #3547 ไปในราคา 100,000 บาท แทนที่จะเป็น 10 ล้านบาท

เจ้าของผลงานที่ใช้ชื่อว่า maxnaut ให้สัมภาษณ์กับ CNet ว่าเขาตั้งใจที่จะขายงานศิลปะชิ้นดังกล่าวในราคา 75 Ethereum (ETH) ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่นิยมใช้ในการซื้อขาย NFT หรือเทียบราคาเงินบาทในขณะนั้นก็คิดเป็นประมาณ 10 ล้านบาท

แต่ด้วยความสะเพร่าเขาจึงพลาดไปตั้งราคาขายไว้ที่ 0.75 ETH (ประมาณ 100,000 บาท) ทั้งทีเขาซื้อผลงานดังกล่าวมาด้วยราคา 1 ETH

“ฉันเห็นข้อผิดพลาดทันทีที่นิ้วของฉันคลิกไปที่เมาส์ แต่มันไม่ทันแล้ว” เจ้าของผลงานกล่าว นั่นทำให้เงินกว่า 9 ล้านบาทที่เขาควรจะได้รับหายไปในพริบตา ยิ่งไปกว่านั้นในการขาย NFT เขายังต้องเสียค่าธรรมเนียมสูงถึง 8 ETH มากกว่าราคาผลงานที่เขาขายได้เสียอีก

ขณะนี้ผลงานดังกล่าวถูกตั้งขายอยู่บนเว็บไซต์ Opensea ด้วยราคาที่พุ่งไปถึง 85 ETH หรือประมาณ 10.73 ล้านบาท

รายงานระบุว่าในการทำธุรกรรมทางธนาคารแบบดั้งเดิม ข้อผิดพลาดเช่นนี้สามารถย้อนกลับได้โดยมีธนาคารช่วยอำนวยความสะดวก แต่สำหรับตลาดคริปโตเคอร์เรนซีที่ไม่มีการควบคุมนั้นมันไม่มีทางเรียกคืนได้

ทั้งนี้ โพสต์ทูเดย์เคยอธิบายเกี่ยวกับ NFTs หรือ Non-fungible tokens ไปแล้วในรายงานเรื่อง “รู้จัก ‘NFTs’ ช่องทางสร้างเงินใหม่ที่กำลังมาแรง”

ซึ่งนักลงทุนบางส่วนมองว่าในอนาคตจะมีการซื้อขายสินทรัพย์หลากหลายประเภทมากขึ้นในรูปแบบของ NFT ซึ่งเป็นการเพิ่มทางเลือกและโอกาสในการลงทุน

สำหรับศิลปินแล้ว NFT เป็นการเพิ่มช่องทางในการหารายได้จากงานศิลปะของพวกเขา และยังสามารถรับรายได้เพิ่มเติมจาก NFT เนื่องจากพวกเขาจะได้รับค่าลิขสิทธิ์ทุกครั้งที่ NFT เปลี่ยนมือหลังจากการขายครั้งแรก

แต่ก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกับคริปโตเคอร์เรนซี โดย NFT ไม่ได้รับการควบคุมใดๆ หมายความว่าใครก็สามารถสร้างและขาย NFT ได้ และไม่มีการรับประกันมูลค่าของมัน จึงมีความเสี่ยงในการลงทุน ตลอดจนมีความเสี่ยงต่อการถูกฉ้อโกงและหลอกลวงเช่นกัน

ก่อนหน้านี้ไม่นาน Keanu Reeves นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังให้สัมภาษณ์กับ The Verge เกี่ยวกับมุมมองของเขาต่อ NFT ซึ่งดูเหมือนว่าเขาจะไม่เห็นด้วยกับมันเท่าไรนัก

Reeves มองว่าผู้ซื้อยินดีที่จะเสียเงินเพื่อ digital bragging rights หรือการรับรองความเป็นเจ้าของผลงานที่แท้จริงบนบล็อกเชนซึ่งมีได้แค่หนึ่งเดียวเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วผลงานดิจิทัลสามารถคัดลอกและทำซ้ำได้ง่ายๆ

ด้านต้นสังกัดอย่าง Warner Bros. Pictures ได้เปิดตัวคอลเล็กชัน NFT เพื่อโปรโมทภาพยนตร์ The Matrix Resurrections ที่กำลังจะเข้าฉาย

ขณะนี้ในประเทศไทยก็เกิดกระแส #สายผลิตไม่เอาNFT บนทวิตเตอร์ โดยมีสายผลิต ศิลปินผู้สร้างงานศิลปะออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ NFT ที่แตกต่างกันออกไป

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

Pfizer สองโดส “อาจจะ” ป้องกันอาการหนักจาก Omicron

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670609

วันที่ 14 ธ.ค. 2564 เวลา 16:38 น.Pfizer สองโดส "อาจจะ" ป้องกันอาการหนักจาก Omicron ผลการศึกษาประสิทธิภาพของวัคซีนในสถานการณ์จริงเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจาก Omicron ในขณะที่ประเทศแอฟริกาใต้กำลังต่อสู้กับการติดเชื้อที่เชื่อมโยงกับสายพันธุ์

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า วัคซีน COVID-19 ของ Pfizer-BioNTech สองโดส “ดูเหมือนว่า” จะสามารถป้องกันไม่ให้มีอาการหนักจนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลในอัตรา 70% จากผลศึกษาในแอฟริกาใต้ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา 

จากการวิเคราะห์โดยทีมวิจัยทางคลินิกและนักคณิตศาสตร์ประกันภัยของ Discovery และด้วยความร่วมมือกับสภาวิจัยทางการแพทย์ของแอฟริกาใต้ (SAMRC) การศึกษาในสถานการณ์จริงได้คำนวณพบว่า Pfizer-BioNTech สองโดสสามารถป้องกันการรักษาในโรงพยาบาลได้ 70% ในช่วงที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นและป้องกันการติดเชื้อ 33%

เกลนดา เกรย์ ประธาน SAMRC กล่าวว่าวัคซีน Pfizer-BioNTech ดูเหมือนจะสามารถป้องกันโรคร้ายแรงและการรักษาในโรงพยาบาลได้ดี

แอฟริกาใต้กำลังใช้วัคซีน Pfizer-BioNTech และ Johnson & Johnson ในการรณรงค์สร้างภูมิคุ้มกันโรคโควิด-19 โดยให้วัคซีน Pfizer มากกว่า 20 ล้านโดสจนถึงตอนนี้

สรุปว่ามีความเสี่ยงในการติดเชื้อซ้ำในช่วงคลื่นที่สี่สูงกว่าคลื่นครั้งก่อน และความเสี่ยงของการรักษาตัวในโรงพยาบาลในหมู่ผู้ใหญ่ที่วินิจฉัยว่าติดเชื้อ COVID-19 นั้นต่ำกว่าในช่วงคลื่นลูกแรกของประเทศเมื่อต้นปีที่แล้ว 29%

อย่างไรก็ตาม เด็กๆ มีความเสี่ยงสูงที่จะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากมีภาวะแทรกซ้อนระหว่างระลอกที่ 4 มากกว่าในช่วงแรกถึง 20% แม้ว่าจะมีอุบัติการณ์แน่นอน (absolute incidence) ต่ำมากก็ตาม

กระนั้น การค้นพบมาพร้อมกับเตือนว่าผลการศึกษาควรได้รับการพิจารณาในฐานะข้อมูลเบื้องต้น

ผลการศึกษาที่เผยแพร่โดย Discovery Health ผู้ดูแลระบบประกันสุขภาพเอกชนรายใหญ่ที่สุดของแอฟริกาใต้ อิงจากผลการตรวจ COVID-19 ที่เป็นบวกมากกว่า 211,000 เคสตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. ถึง 7 ธ.ค. โดยประมาณ 78,000 ในจำนวนนี้มาจาก Omicron

แต่ผลลัพธ์ 78,000 เคสไม่เกี่ยวกับ Omicron ซึ่งหมายความว่าการศึกษาไม่สามารถสรุปชัดๆ ได้ว่าวัคซีนสามารถป้องกัน Omicron ได้เต็มที่หรือไม่

จนถึงตอนนี้ นักวิทยาศาสตร์ชาวแอฟริกาใต้ได้ยืนยันลำดับโอไมครอนประมาณ 550 ลำดับ โดยสายพันธุ์ดังกล่าวคิดเป็น 78% ของลำดับการกลายพันธุ์ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน มากกว่าสายพันธุ์เดลต้า

แอฟริกาใต้แจ้งเตือนให้โลกทราบถึง Omicron เมื่อปลายเดือนที่แล้ว ทำให้เกิดสัญญาณเตือนว่าอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มขึ้นอีก และนำไปสู่การกำหนดข้อจำกัดการเดินทางในแอฟริกาตอนใต้ จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันของแอฟริกาใต้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 20,000 คนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

Photo by Daniel LEAL / AFP

พบสมองผู้เคยพบเห็น UFO มีบางอย่างผิดปกติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670578

วันที่ 14 ธ.ค. 2564 เวลา 14:43 น.พบสมองผู้เคยพบเห็น UFO มีบางอย่างผิดปกติศาสตราจารย์สแตนฟอร์ดวิเคราะห์สมองผู้ที่อ้างว่าเคยพบเห็น UFO พบความผิดปกติ

ดร.แกร์รี โนแลน (Garry Nolan) ศาสตราจารย์ด้านพยาธิวิทยา จากมหาวิทยาลับสแตนฟอร์ด เจ้าของงานวิจัยมากกว่า 300 ชิ้น และถือสิทธิบัตรของสหรัฐ 40 รายการ เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ 8 แห่ง และได้รับเกียรติให้เป็น 1 ใน 25 นักประดิษฐ์ชั้นนำของสแตนฟอร์ด

ให้สัมภาษณ์กับ VICE โดยเผยว่าเขาใช้เวลาร่วม 10 ปีในการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถระบุได้ (UAP)

ก่อนหน้านี้ศาสตราจารย์โนแลนได้พบกับสตีเวน กรีเออร์ (Steven Greer) ชายคนหนึ่งซึ่งอ้างว่าโครงกระดูกเล็กๆ ชิ้นหนึ่งเป็นโครงกระดูกมนุษย์ต่างดาว โนแลนต้องการที่จะพิสูจน์จึงติดต่อไปเพื่อทำการตรวจสอบด้านชีวิทยารวมถึงยีนในกระดูก ซึ่งท้ายที่สุดพบว่าไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวแต่เป็นกระดูกมนุษย์ธรรมดา

หลังจากนั้นโนแลนถูกพูดถึงอย่างมากและเป็นที่รู้จักในด้านนี้ เขาได้รับการติดต่อจาก CIA และบริษัทการบินต่างๆ ซึ่งต้องการให้เขาช่วยวิเคราะห์นักบินที่อ้างว่าพบเห็นวัตถุบินที่ไม่สามารถระบุได้ (UFO) และ UAP พวกเขาถูกระบุว่ามีความเสียหายที่สมองอย่างหนัก

โนแลนกล่าวว่าผล MRI ของนักบินและเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินที่อ้างว่าพบเห็น UFO และ UAP พบว่าสมองบางส่วนของพวกเขาได้รับความเสียหายอย่างน่ากลัว โดยมีหยดสีขาวขนาดใหญ่กระจายไปทั่ว ซึ่งโนแลนระบุว่าเป็นเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว คล้ายกับผล MRI ของคนที่เป็นโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง จากการ MRI สมองของพวกเขาเห็นได้ชัดเลยว่ามีบางอย่างผิดปกติ

นอกจากนี้ในบางเคสยังพบความผิดปกติของ caudate nucleus และ putamen ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้ ความทรงจำ และการเคลื่อนไหว

จากกลุ่มตัวอย่างประมาณ 100 คนที่โนแลนเรียกว่าเป็น “ผู้ป่วย” ในจำนวนนี้เกือบทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลหรือคนที่ทำงานในอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ

รายงานระบุว่าผู้ป่วยประมาณ 1 ใน 4 ที่อ้างว่าเคยพบเห็น UFO/UAP เสียชีวิตจากอาการป่วย และส่วนใหญ่พบว่ามีอาการเหมือนกับฮาวานาซินโดรม

อย่างไรก็ตาม โนแลนกล่าวว่าผล MRI ของผู้ป่วยบางคนในอดีตพบว่าพวกเขามีความปกติเหล่านี้ก่อนที่จะพบเห็นปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถระบุได้ และค่อนข้างชัดเจนว่าบางคนเป็นมาตั้งแต่เกิด

ด้านดร.คิท กรีน (Kit Green) ระบุว่าผู้ป่วยจำนวนมากกล่าวว่าเขาได้ยินเสียงแปลกๆ หึ่งๆ ในหัว หรือมีอาการป่วย หลังจากที่พวกเขาอ้างว่าได้พบเห็นปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถระบุได้

ทั้งนี้ NASA ยังไม่ทิ้งความเป็นไปได้ที่อาจมีสิ่งมีชีวิตนอกโลก แม้จะยังไม่พบ “หลักฐานที่น่าเชื่อถือ” แต่ NASA มีภารกิจที่จะทำงานเพื่อค้นหาสัญญาณของสิ่งมีชีวิตเหนือพื้นโลก ส่วนสภาคองเกรสก็มีการพูดคุยเกี่ยวกับ UFO มากขึ้น

ที่มา: New York Post

ภาพ: Handout / DoD / AFP

ลูกจ้างถูกขู่ไล่ออกถ้าหนีงานกลับบ้านก่อนทอร์นาโดมหึมาถล่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670580

วันที่ 14 ธ.ค. 2564 เวลา 13:32 น.ลูกจ้างถูกขู่ไล่ออกถ้าหนีงานกลับบ้านก่อนทอร์นาโดมหึมาถล่มบริษัทสหรัฐขู่ไล่ออกถ้าพนักงานหนีกลับบ้านก่อนเสร็จงานทั้งที่ทอร์นาโดกำลังจะพัดถล่มโรงงาน

สำนักข่าว NBC News รายงานว่า พนักงานของบริษัทผลิตเทียนไข Mayfield Consumer Products ในรัฐเคนทักกีของสหรัฐอย่างน้อย 5 คนเปิดเผยว่า พวกเขาต้องการกลับไปหลบภัยที่บ้านหลังได้ยินเสียงเตือนภัยพายุทอร์นาโด แต่หัวหน้างานกลับขู่ว่าจะไล่ออกถ้าออกจากงานก่อนเวลา

พนักงานของบริษัทดังกล่าวเผยกับ NBC News ว่า ราว 4 ชั่วโมงหลังจากข่าวว่าจะมีพายุทอร์นาโดพัดถล่มแพร่กระจายออกไป พนักงานของบริษัทมากถึง 15 คนพากันไปขออนุญาตจากหัวหน้างานเพื่อกลับไปหลบภัยที่บ้าน แต่คำขอของพวกเขาถูกปฏิเสธ

ทว่าด้วยความที่กังวลเรื่องความปลอดภัย บางคนเลือกออกจากงานก่อนเวลาเพื่อเดินทางกลับบ้านแม้หัวหน้าจะไม่อนุญาตก็ตาม

แม็คเคย์ลา เอเมอรี พนักงานของ Mayfield Consumer Products วัย 21 ปีเผยกับ NBC News ระหว่างรักษาตัวในโรงพยาบาลว่า พนักงานขอกลับบ้านก่อนเวลาไม่นานหลังจากเสียงไซเรนเตือนภัยดังขึ้นนอกโรงงานเมื่อราว 17.30 น.ของวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น

เอเมอรีเล่าว่า พนักงานมารวมตัวกันในห้องน้ำและห้องโถง แต่พายุจริงๆ ยังไม่เข้าถล่มหลังจากผ่านไปหลายชั่วโมง และหลังจากพนักงานเห็นว่าอันตรายเฉพาะหน้าผ่านพ้นไปแล้ว หลายคนจึงเริ่มขอกลับบ้าน “มีคนถามว่าพวกเขากลับบ้านได้ไหม” เอเมอรีกล่าว ส่วนตัวเธอตัดสินใจอยู่ทำงานที่โรงงานต่อเพื่อหาเงินเพิ่ม โดบปกติทางโรงงานมีค่าล่วงเวลาให้ แต่ไม่ชัดเจนว่าคนที่เลือกอยู่ต่อในวันนั้นได้รับค่าจ้างเพิ่มเติมหรือไม่

NBC News รายงานโดยอ้างพนักงานหลายคนว่า หัวหน้างานและหัวหน้าทีมบอกพนักงานว่าการออกจากงานก่อนเวลาอาจทำให้พวกเขาถูกไล่ออก ส่วนเอเมอรีเผยว่า เธอได้ยินกับหูตัวเองว่าผู้จัดการบอกพนักงาน 4 คนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เธอ

เฮลีย์ คอนเดอร์ พนักงานอีกรายหนึ่งเผยกับ NBC News ว่า พนักงานราว 15 คนขอกลับบ้านในช่วงกะกลางคืนไม่นานหลังจากเสียงไซเรนเตือนภัยครั้งแรกดังขึ้นนอกโรงงาน และมีช่วงเวลา 3-4 ชั่วโมงระหว่างเสียงไซเรนครั้งแรกกับครั้งที่สองซึ่งพนักงานควรได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน

คอนเดอร์เผยอีกว่า ตอนแรกหัวหน้าทีมบอกเธอว่าไม่อนุญาตให้พนักงานกลับบ้านโดยอ้างว่าเป็นมาตรการด้านความปลอดภัย ดังนั้นทุกคนจึงต้องไปอยู่ในห้องน้ำและห้องโถง และเมื่อเข้าใจว่าพายุทอร์นาโดไม่เป็นอันตรายแล้วจึงสั่งให้พนักงานกลับไปทำงาน

เช่นเดียวกับ เอไลจาห์ จอห์นสัน วัย 20 ปีที่ขอกลับบ้านก่อนเวลาด้วยเผยว่า “ผมขอกลับบ้าน แต่พวกเขาบอกว่าจะไล่ผมออก” เอไลจาห์ถามกลับไปว่า “สภาพอากาศแบบนี้เนี่ยนะ คุณยังจะไล่ผมออกอีกเหรอ” และได้รับคำตอบกลับมาว่า “ใช่”

จอห์นสันเล่าอีกว่า ผู้จัดการยังเรียกเช็กชื่อรายตัวเพื่อหาว่าใครกลับบ้านไปแล้วบ้าง

ส่วน เลเทเวีย ฮัลลิเบอร์ตัน พนักงานอีกรายหนึ่งบอกกับ NBC News ว่า เธอเห็นพนักงานถูกข่มขู่ว่าจะเลิกจ้างหากพวกเขากลับบ้านก่อนเวลา

มาร์ก แซ็กซ์ตัน พนักงานขับรถฟอร์กลิฟต์ เผยว่า เขาต้องการกลับบ้านแต่ไม่ได้รับอนุญาต “นั่นแหละประเด็น พอเสียงเตือนครั้งแรกมาพวกเขาให้เราไปรวมกันที่ห้องโถง หลังเสียงเตือนพวกเขาให้เรากลับไปทำงาน พวกเขาไม่เคยเสนอให้เรากลับบ้าน”

ด้านเจ้าหน้าที่ของโรงงานปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว บ็อบ เฟอร์กูสัน โฆษก Mayfield Consumer Products เผยว่า “เรามีนโยบายตั้งแต่ Covid-19 พนักงานกลับบ้านได้ทุกเมื่อที่ต้องการแล้วค่อยกลับมาทำงานในวันถัดไป”

หลังจากพายุทอร์นาโดครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐพัดถล่มพื้นที่ดังกล่าว พนักงานของ Mayfield Consumer Products เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย บาเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง ส่วนโรงงานพังราบเป็นหน้ากลองเหลือแต่ซากปรักหักพัง จนภาพของโรงงานนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของพลังทำลายล้างมหาศาลของพายุทอร์นาโด

Photo by John Amis / AFP

ปูตินเปิดใจสหภาพโซเวียตล่มสลาย ลำบากจนต้องไปขับแท็กซี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670565

วันที่ 14 ธ.ค. 2564 เวลา 11:19 น.ปูตินเปิดใจสหภาพโซเวียตล่มสลาย ลำบากจนต้องไปขับแท็กซี่ประธานาธิบดีรัสเซียเผยต้องขับแท็กซี่หาเงินเลี้ยงชีพเมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย

AFP รายงานว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เปิดใจต่อสื่อท้องถิ่นรัสเซีย RIA Novosti ว่าการล่มสลายของสหภาพโซเวียตเมื่อ 3 ทศวรรษก่อน ที่นำมาซึ่งจุดจบของประวัติศาสตร์รัสเซีย ทำให้ปูตินซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยงานรักษาความมั่นคงของสหภาพโซเวียต ต้องผันตัวเป็นคนขับแท็กซี่เพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ หลังเกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่และภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ

“สุดท้ายแล้วการล่มสลายของสหภาพโซเวียตคืออะไร? นี่มันคือการล่มสลายของของประวัติศาสตร์รัสเซียภายใต้ชื่อสหภาพโซเวียตต่างหาก” ปูตินกล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์

พร้อมเผยว่าเขารู้สึกเศร้าใจมากที่สหภาพโซเวียตล่มสลาย เหตุการณ์ครั้งนั้นเรียกได้ว่าเป็น “ภัยพิบัติทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20”

การล่มสลายของสหภาพโซเวียตเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไร้เสถียรภาพอย่างรุนแรง ประชาชนจำนวนมากประสบปัญหายากจน ในขณะที่รัสเซียกำลังเปลี่ยนผ่านจากคอมมิวนิสต์ไปสู่ทุนนิยม และปูตินจึงต้องทำงานเป็นคนขับแท็กซี่เป็นครั้งคราวเพื่อหารายได้พิเศษ

“พูดตามตรงนะ มันไม่ใช่เรื่องดีเลย แต่น่าเศร้าที่มันเกิดขึ้นจริงๆ ” ปูตินกล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์

นอกจากนี้ปูตินยังลั่นวาจาว่ารัสเซียเป็นเบอร์หนึ่งด้านขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก แม้ว่าจะมีจำนวนหัวรบและจรวดขับเคลื่อนพอๆ กันกับสหรัฐ แต่ในแง่ของความก้าวหน้าปูตินยืนยันว่ารัสเซียคือผู้นำ

ทั้งนี้ การให้สัมภาษณ์ของปูตินเป็นส่วนหนึ่งในภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “Russia. Recent History” ซึ่งกำลังออกอากาศผ่านทางสถานีโทรทัศน์ Channel One ของรัสเซีย

Photo by Valery SHARIFULIN / SPUTNIK / AFP

บลิงเคนลั่นกระชับพันธมิตรกับไทย-ติงจีนหยุดก้าวร้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670559

วันที่ 14 ธ.ค. 2564 เวลา 10:10 น.บลิงเคนลั่นกระชับพันธมิตรกับไทย-ติงจีนหยุดก้าวร้าวในระหวา่งการเยือนนานาประเทศและรวมถึงไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐแสดงจุดยืนฟอร์มพันธมิตรต้านจีน

แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันอังคารว่า สหรัฐฯ จะพัฒนาอินโด-แปซิฟิกโดยเสรีและเปิดกว้าง และกระชับพันธมิตรตามสนธิสัญญากับญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ไทย และฟิลิปปินส์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งระหว่างการเยือนอินโดนีเซีย บลินเคนกล่าวว่าทุกคนมีส่วนได้เสียในการทำให้ภูมิภาคนี้ปลอดจากการบีบบังคับและการข่มขู่ สหรัฐ และพันธมิตรจะกดดันรัฐบาลทหารของเมียนมาให้ยุติความรุนแรง ปล่อยตัวนักโทษให้เป็นอิสระ และกลับสู่ประชาธิปไตย เขากล่าว

• บลิงเคนกล่าวว่า ภูมิภาคดังกล่าว (อินโดแปซิฟิก) “บอกเราว่าต้องการให้เราทำการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมากขึ้น เราตั้งใจที่จะตอบสนองความต้องการนั้น”

• บลิงเคนกล่าวว่าสหรัฐอเมริกากำลังพัฒนากรอบเศรษฐกิจอินโดแปซิฟิกที่ครอบคลุม ตามแนวทางของรัฐบาลไบเดน 

• บลิงเคนกล่าวว่า “มันไม่เกี่ยวกับการแข่งขันระหว่างภูมิภาคที่มีสหรัฐเป็นศูนย์กลาง หรือภูมิภาคที่มีประเทศจีนเป็นศูนย์กลาง”

• แต่บลิงเคนกล่าวว่าการกระทำที่ก้าวร้าวของจีนในการเคลื่อนไหวที่เป็นภัยคุกคามในทะเลจีนใต้ ส่งผลต่อการค้ามูลค่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

• บลิงเคนเรียกร้องให้จีนยุติ “การกระทำที่ก้าวร้าว” ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยบอกว่าจีนทำการ “อ้างว่าเป็นทะเลเปิดเป็นของตัวเอง การบิดเบือนตลาดเปิดผ่านการอุดหนุนบริษัทของรัฐ การปฏิเสธการส่งออกหรือเพิกถอนข้อตกลงสำหรับประเทศที่มีนโยบายไม่เห็นด้วยกับนโยบายของจีน” 

• กล่าวว่าทั้งสหรัฐ ประเทศอื่นๆ และผู้เรียกร้องสิทธิในน่านน้ำทะเลจีนใต้ประเทศต่างๆ ต้องการหยุดยั้งพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย (ของจีน) 

• โดยบลิงเคนระบุว่ารัฐบาลสหรัฐ “มุ่งมั่นที่จะรับประกันเสรีภาพในการเดินเรือในทะเลจีนใต้” และยืนยันว่าสหรัฐสนับสนุนความมั่นคงในอินโดแปซิฟิก และไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งในภูมิภาคนี้

• สหรัฐจะทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อ “ปกป้องระเบียบตามกฎ” และเน้นย้ำว่าประเทศต่างๆ ควรมีสิทธิที่จะ “เลือกเส้นทางของตนเอง” โดยปราศจากการบีบบังคับและการข่มขู่

• นอกจากนี้เขายังให้คำมั่นว่าสหรัฐจะบริจาควัคซีนโควิด-19 มากกว่า 1,200 ล้านโดสให้ประเทศต่างๆ ภายในสิ้นปีหน้า

Photo by OLIVIER DOULIERY / POOL / AFP

จีนพบ Omicron รายแรกแล้วที่เมืองเทียนจิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670558

วันที่ 14 ธ.ค. 2564 เวลา 09:50 น.จีนพบ Omicron รายแรกแล้วที่เมืองเทียนจินเคสโอไมครอน/โอมิครอน (Omicron) รายแรกของจีนคือผู้เดินทางจากต่างประเทศไปยังเมืองท่าเทียนจิน

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในเมืองเทียนจิน เมืองท่าสำคัญทางตอนเหนือของจีน ตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสโอมิครอน/โอไมครอน (Omicron) เป็นกรณีแรกบนจีนแผ่นดินใหญ่ จากการรายงานของสำนักข่าว Tianjin Daily ของรัฐรายงานเมื่อวันจันทร์ ซึ่งก่อนหน้านี้เชื้อดังกล่าวถูกพบที๋ฮ่องกง

Tianjin Daily ระบุพบผู้ติดเชื้อในนักเดินทางคนหนึ่งซึ่งเดินทางมาจากต่างประเทศในเมืองเทียนจินเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. และเสริมว่าขณะนี้ผู้ป่วยรายนี้กำลังรับการรักษาแยกในโรงพยาบาล

ด้าน China Daily รายงานว่าศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเทียนจินเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมายืนยันว่าเป็นเชื้อOmicron หลังจากการเรียงลำดับจีโนมของตัวอย่างที่รวบรวมจากนักเดินทางคนดังกล่าว

ทั้งนี้ ดัชนี CSI300 ของจีนลดลง 0.41% หลังจากที่หน่วยงานสาธารณสุขในเทียนจินตรวจพบเคส Omicron ครั้งแรกของประเทศบนแผ่นดินใหญ่

Photo by AFP / China OUT

Omicron คร่าชีวิตแล้วอย่างน้อยหนึ่งรายในอังกฤษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670557

วันที่ 14 ธ.ค. 2564 เวลา 09:43 น.Omicron คร่าชีวิตแล้วอย่างน้อยหนึ่งรายในอังกฤษจอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 คนในสหราชอาณาจักร หลังจากติดเชื้อไวรัสโอไมครอน 

สหราชอาณาจักร หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสุขภาพโลกรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปีที่แล้ว เชื่อกันว่าเป็นรัฐบาลแรกที่ประกาศการเสียชีวิตจากการกลายพันธุ์ของไวรัส Omicron  อย่างเป็นทางการ

ในการไปเยือนศูนย์ฉีดวัคซีนในลอนดอนตะวันตก จอห์นสันกล่าวว่า Omicron คิดเป็นประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ของเคสในเมืองหลวงของอังกฤษ และการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลก็เพิ่มขึ้น

“น่าเศร้าที่ผู้ป่วยอย่างน้อยหนึ่งรายได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตด้วย Omicron” เขากล่าวกับผู้สื่อข่าว หนึ่งวันหลังจากเตือนว่าประเทศกำลังเผชิญกับ “คลื่นยักษ์” ของการติดเชื้อ

ในวันอาทิตย์ สหราชอาณาจักรส่งสัญญาณเตือนโดยเพิ่มระดับการแจ้งเตือนโควิดแห่งชาติเนื่องจากระดับสูงและอัตราการแพร่เชื้อที่สูงขึ้น

ในคำปราศรัยทางโทรทัศน์ที่ไม่ค่อยพบ จอห์นสันกล่าวว่าจำเป็นต้องมีมาตรการฉุกเฉินเพื่อป้องกันไม่ให้โรงพยาบาลล้นมือในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ผู้ใหญ่ทุกคนจะสามารถรับวัคซีนโควิด-19 โดสที่ 3 ได้ภายในสิ้นเดือนธันวาคม หลังจากที่รัฐบาลเลื่อนกำหนดเส้นตายออกไปหนึ่งเดือน

แต่เนื่องจากความต้องการอย่างมาก เว็บไซต์จองการฉีดวัคซีนของบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) จึงขัดข้อง และผู้ใช้ที่ขอชุดทดสอบอย่างรวดเร็วได้รับแจ้งว่าสินค้าหมดสต็อก

ที่คลินิกแห่งหนึ่งในลอนดอนมีประชาชนเข้าคิวยาว หนึ่งในนั้นคือ ซาราห์ แจ็คสัน วัย 29 ปี เล่าว่าเธอต้องการฉีดวัคซีนก่อนแล้วค่อยไปเยี่ยมปู่ย่าตายายในวันคริสต์มาส

“ฉันไม่รู้ว่าจะเพียงพอหรือไม่ ฉันได้ยินมาว่าต้องรอคิว 2 ชั่วโมงในการลงทะเบียน และอีก 2 ชั่วโมงเพื่อรับวัคซีน” เธอบอกกับเอเอฟพี

“แต่ฉันต้องกลับไปทำงานตอน 13.30 น.”

REUTERS/Kai Pfaffenbach