WHO เผย Omicron เสี่ยงสูงทั่วโลก ข้อมูลยังจำกัดเรื่องความร้ายแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670527

วันที่ 13 ธ.ค. 2564 เวลา 18:12 น.WHO เผย Omicron เสี่ยงสูงทั่วโลก ข้อมูลยังจำกัดเรื่องความร้ายแรงอนามัยโลกเร่งศึกษาความรุนแรงของโอไมครอน ตอนนี้อาจไม่ร้ายเท่าเดลตา แต่อย่าชะล่าใจ

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนซึ่งมีรายงานในกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อทั่วโลกในระดับสูงมาก โดยเบื้องต้นมีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าไวรัสลดทอนประสิทธิภาพในการป้องกันของวัคซีน แต่อาการของผู้ติดเชื้อนั้นไม่รุนแรง

องค์การอนามัยโลกยังกล่าวว่า ขณะนี้ยังมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับรายละเอียดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน แต่พบว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้อาจนำไปสู่การแพร่เชื้อที่มากขึ้น และจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ที่เพิ่มสูงขึ้น

“ความเสี่ยงโดยรวมที่เกี่ยวข้องกับโอไมครอน โควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ที่น่ากังวล ยังคงสูงมากด้วยเหตุผลหลายประการ…หลักฐานเบื้องต้นชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของไวรัสในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อการติดเชื้อ และอัตราการแพร่เชื้อที่สูง ซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบที่รุนแรง” องค์การอนามัยโลกล่าว

นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลกอ้างหลักฐานเบื้องต้นที่บ่งชี้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อซ้ำได้เพิ่มขึ้นในแอฟริกาใต้

อย่างไรก็ตาม การศึกษาเบื้องต้นจากแอฟริกาใต้พบว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน อาจส่งผลให้ผู้ติดเชื้อมีอาการป่วยรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์เดลตา และทุกเคสที่มีรายงานการติดเชื้อในยุโรปจนถึงขณะนี้ยังไม่พบผู้ป่วยอาการรุนแรง แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะไม่มีผู้ป่วยอาการหนัก

“จำเป็นต้องมีข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมของไวรัส แม้ว่าโอไมครอนจะส่งผลให้เกิดอาการรุนแรงน้อยกว่าเดลตา แต่คาดว่าจำนวนผู้ป่วยที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลอาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากการแพร่เชื้อที่เพิ่มมากขึ้น และการที่มีผู้ป่วยในโรงพยาบาลมากขึ้นอาจส่งผลให้ระบบสาธารณสุขล่มสลาย นำไปสู่ความเสี่ยงในการเสียชีวิตที่มากขึ้น” รายงานระบุ

ทั้งนี้ คาดว่าองค์การอนามัยโลกจะได้รับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโอไมครอนภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

Photo by Niklas HALLE’N / AFP

Omicron ระบาดเร็วจนต้องทึ่ง เตรียมรับคลื่นลูกที่ 6

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670524

วันที่ 13 ธ.ค. 2564 เวลา 17:51 น.Omicron ระบาดเร็วจนต้องทึ่ง เตรียมรับคลื่นลูกที่ 6  ผู้บริหารโรงพยาบาลในปารีสเผย คลื่น COVID ลูกที่หกซึ่งผลักดันโดย Omicron จะโจมตีฝรั่งเศสในเดือนมกราคม

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าผู้บริหารโรงพยาบาลชั้นนำของฝรั่งเศสเผยว่าฝรั่งเศสจะได้รับผลกระทบจากคลื่นการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 6 ในเดือนหน้าเนื่องจากการเกิดขึ้นของสายพันธุ์โอมิครอน/โอไมครอน (Omicron) ที่ติดต่อได้มากกว่าสายพันธุ์อื่นในขณะที่ประเทศยังคงอยู่ในท่ามกลางกระแสการระบาดจากเชื้อเดลตา ซึ่งทำให้เกิดการระบาดใหญ่เป็นระลอกที่ 5   

มาร์แตง เฮิร์ช (Martin Hirsch) หัวหน้ากลุ่มโรงพยาบาล AP-HP ของปารีส ซึ่งเป็นเครือระบบโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป บอกกับวิทยุ RTL ว่า “เรายังไม่ได้พูดถึงคลื่นลูกที่ 6 ซึ่งก็คือ Omicron กันเลย ซึ่งจะมาในภายหลังในเดือนมกราคม”

บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เตือนเมื่อวันอาทิตย์ว่าสหราชอาณาจักรกำลังเผชิญกับ “คลื่นยักษ์” ของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์โอไมครอน และวัคซีนสองโดสไม่เพียงพอต่อการควบคุมมัน 

สหราชอาณาจักรกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่าเชื้อโอมิครอน/โอไมครอนแพร่กระจายใน “อัตราที่น่าทึ่ง” และตอนนี้คิดเป็นประมาณ 40% ของการติดเชื้อในลอนดอน ดังนั้นผู้คนควรได้รับการฉีดกระตุ้นเนื่องจากการฉีดวัคซีนสองครั้งยังคงมีความเสี่ยง

นับตั้งแต่ตรวจพบผู้ป่วยโอมิครอน/โอไมครอน รายแรกในวันที่ 27 พ.ย. ในสหราชอาณาจักร นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ได้กำหนดข้อจำกัดที่เข้มงวดขึ้น และบอกกับประเทศเมื่อวันอาทิตย์ว่า “คลื่นยักษ์” ของโอมิครอน/โอไมครอน กำลังจะมาถึง

สหราชอาณาจักรกล่าวว่าหากไม่มีการดำเนินการอาจมีผู้คนนับล้านติดเชื้อโอมิครอน/โอไมครอน ภายในสิ้นเดือน

ซาจิด จาวิด รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า “มันกำลังแพร่ระบาดในอัตราที่มหัศจรรย์ เป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เพิ่มเป็นสองเท่าทุก ๆ สองถึงสามวัน”

Photo by Frederic J. BROWN / AFP

แก้ปัญหาปกปิดไทม์ไลน์ เกาหลีใต้ใช้ AI จดจำใบหน้า ตามติดผู้ป่วยโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670514

วันที่ 13 ธ.ค. 2564 เวลา 16:30 น.แก้ปัญหาปกปิดไทม์ไลน์ เกาหลีใต้ใช้ AI จดจำใบหน้า ตามติดผู้ป่วยโควิดเมืองในเกาหลีใต้จ่อใช้ AI จดจำใบหน้าติดตามผู้ป่วยโควิด-19 ผ่านกล้องวงจรปิดกว่าหมื่นตัว

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าเกาหลีใต้เล็งเปิดตัวโครงการนำร่องเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของผู้ป่วยโควิด-19 โดยการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อจดจำใบหน้า และกล้องวงจรปิดกว่าหมื่นตัว ท่ามกลางความกังวลจากอีกด้านหนึ่งว่าจะเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัว

โครงการดังกล่าวได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลางมูลค่า 1,600 ล้านวอน และงบประมาณจากท้องถิ่นอีก 500 ล้านวอน โดยมีกำหนดเริ่มต้นโครงการในเดือนม.ค. ปีหน้าที่เมืองบูชอนซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุด

รายงานอ้างอิงเอกสารความยาว 110 หน้าที่ทางการเมืองบูชอนส่งไปยังกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) ของเกาหลีใต้ ระบุว่าเทคโนโลยีจดจำใบหน้าจะวิเคราะห์ภาพที่รวบรวมโดยกล้องวงจรปิดมากกว่า 10,820 ตัว เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของผู้ติดเชื้อ และผู้สัมผัสใกล้ชิด ไม่ว่าจะสวมหน้ากากอนามัยหรือไม่ก็ตาม

เจ้าหน้าที่จากเมืองบูชอนกล่าวว่าโครงการนี้จะช่วยในการติดตามผู้ป่วยโควิด-19 ในเมืองที่มีประชากรมากกว่า 800,000 คน ให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และแม่นยำยิ่งขึ้น

จาง ด็อกชอน นายกเทศมนตรีเมืองบูชอนเผยผ่านทวิตเตอร์ว่าการที่เจ้าหน้าที่ต้องติดตามผู้ป่วยโดยใช้ภาพจากกล้องวงจรปิดอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง แต่การใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าเข้ามาช่วยการทำงานจะสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

นอกจากนี้เทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยอุดช่องโหว่จากการที่ผู้ป่วยปกปิดไทม์ไลน์ และไม่ยอมให้ข้อมูลที่แท้จริงแก่เจ้าหน้าที่สอบสวนโรค

รายงานระบุว่าเทคโนโลยีนี้จะสามารถติดตามผู้คนได้มากถึง 10 คนพร้อมกัน ภายในเวลา 5 ถึง 10 นาที ซึ่งโดยปกติแล้วเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมงในการติดตามคนคนเดียว

อย่างไรก็ตามนักรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนและนักการเมืองบางส่วนกังวลว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะละเมิดความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน โดยการใช้เงินภาษีของประชาชนมาติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเขาโดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ขณะที่ทางการอธิบายว่าระบบจะเบลอหน้าบุคคลอื่นๆ ที่ไม่ใช่บุคคลเป้าหมาย และยืนยันว่าโครงการดังกล่าวไม่ได้ละเมิดกฎหมายด้านการควบคุมและป้องกันโรคติดต่อ และไม่มีความเสี่ยงที่ข้อมูลจะรั่วไหลหรือรุกล้ำความเป็นส่วนตัว

ด้านกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่าโครงการดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อแบ่งเบาภาระของเจ้าหน้าที่ แต่ขณะนี้ยังไม่มีแผนที่จะขยายโครงการไปสู่ระดับประเทศ

Photo by Jung Yeon-je / AFP

ดูกันจะๆ ศรีลังกาโชว์ไพลินใหญ่สุดในโลก หนักกว่า 300 กก.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670504

วันที่ 13 ธ.ค. 2564 เวลา 15:35 น.ดูกันจะๆ ศรีลังกาโชว์ไพลินใหญ่สุดในโลก หนักกว่า 300 กก.ศรีลังกาโชว์ไพลินยักษ์ หนัก 310 กิโลกรัม เผยเป็นไพลินธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าศรีลังกาจัดแสดงไพลินขนาดใหญ่ น้ำหนัก 310 กิโลกรัม ซึ่งทางการศรีลังการะบุว่าเป็นไพลินธรรมชาติที่ยังไม่ผ่านการเจียระไนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งถูกค้นพบในเหมืองเมื่อประมาณ 3 เดือนก่อน

แม้ว่าองค์กรอัญมณีระหว่างประเทศจะยังไม่ได้รับรองไพลินดังกล่าว แต่อัญมณีศาสตร์ของศรีลังการะบุว่านี่เป็นหนึ่งในอัญมณีที่หายากที่สุดในโลก เนื่องจากมีน้ำหนักมากกว่า 300 กิโลกรัม

โดยขณะนี้ไพลินดังกล่าวถูกจัดแสดงไว้ที่บ้านของเจ้าของเหมืองแห่งหนึ่งในเมืองโฮรานา ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโคลัมโบไปทางใต้ราว 65 กิโลเมตร โดยมีการนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีสวดก่อนที่จะเปิดตัวไพลิน

ทั้งนี้ ไพลินถูกพบในเมืองรัตนปุระ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองหลวงแห่งอัญมณีของศรีลังกา และเป็นแหล่งส่งออกไพลินและอัญมณีล้ำค่าอื่นๆ โดยก่อนหน้านี้เคยมีรายงานชาวบ้านค้นพบไพลินสตาร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในสวนหลังบ้านโดยบังเอิญ

หน่วยงานด้านอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับในศรีลังกาเปิดเผยว่าปีที่แล้วศรีลังกามีรายได้ประมาณ 500 ล้านเหรียญสหรัฐจากการส่งออกอัญมณี เพชร และเครื่องประดับอื่นๆ

Photo by REUTERS/Dinuka Liyanawatte

“ทำไมไม่มีอาหารไทย?” อันดับอาหารที่ดีที่สุดในโลกลำเอียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670494

วันที่ 13 ธ.ค. 2564 เวลา 14:29 น."ทำไมไม่มีอาหารไทย?" อันดับอาหารที่ดีที่สุดในโลกลำเอียงผู้ใช้เฟซบุ๊ครายหนึ่งบอกว่ามันเป็นประเด็นที่เป็น “อัตวิสัย” หรือเป็นรสนิยมส่วนบุคคลเอามากๆ ที่จะชี้ขาดว่าอาหารประเทศไหนดีที่สุดในโลก

TasteAtlas เป็นเว็บไซต์และสื่อโซเชียลมีเดียที่รวบรวมสูตรอาหารของแท้ รีวิวนักวิจารณ์อาหาร และบทความวิจัยเกี่ยวกับสูตรและอาหารยอดนิยม โดยนำเสนอแผนที่อาหารทั่วโลกแบบอินเทอร์แอคทีฟ พร้อมไอคอนจานที่แสดงในภูมิภาคที่เกี่ยวข้อง โดยอ้างว่าประกอบด้วยอาหาร เครื่องดื่ม และส่วนผสมเกือบ 10,000 รายการ รวมถึงร้านอาหาร 9,000 แห่ง

ในระยะหลังดูเหมือนว่า TasteAtlas จะมีดาต้ามากขึ้นจนสามารถจัดอันดับ “อาหารที่ดีที่สุดในโลก” และ “อาหารประจำชาติที่ดีที่สุดในโลก” แต่มันทำให้ “แฟนอาหาร” จากประเทศต่างโต้เถียงกัน เพราะผลการจัดอันดับไม่ตรงกับใจ (หรืออาจมีความลำเอียงจากการจัดอันดับ)

ตัวอย่างล่าสุดของวิวาทะเรื่องอาหารคือการจัดอันดับ World’s Best Cuisines ประจำปี 2021 อันดับที่ 1. อาหารอิตาเลียน 2. อาหารกรีซ 3. อาหารสเปน 4. อาหารโรมาเนียน 5. อาหารเม็กซิกัน เอาแค่ 5 อันดับแรกก็มีปัญหาแล้ว เช่น มีผู้บอกว่าทำไมถึงมีอาหาโรมาเนียนติดท็อป 5? (ความเห็นเหล่านี้ถูกคัดมาเฉพาะที่มีผู้กดไลค์หรือแสดงอาหารเป็นจำนวนมาก)

เช่น “อาหารโรมาเนียสามารถอยู่ในอันดับที่ 4 ได้อย่างไรเมื่อสิ่งของส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากโรมาเนีย โดยพื้นฐานแล้วสิ่งที่คุณมีในรายการของคุณไม่ได้มาจากโรมาเนีย และผมเคยไปโรมาเนียหลายครั้งแล้วและกินอาหารในร้านอาหารรวมถึงอาหารโฮมเมดแบบดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม มันไม่สมควรที่จะอยู่ในอันดับที่ 4 อย่างแน่นอน!! !” (ความเห็นจาก Petr Jand’ourek Jr.) และมีผู้บอกว่า “อาหารโรมาเนียเป็นเรื่องโกหก อาหารหลายจานนำเข้าจากประเทศอื่น ๆ แต่เราไม่มีอาหารโรมาเนียแท้ ๆ เลย” (ความเห็นจาก Razvan Diaconu)

ชาวโรมาเนียนคนหนึ่ง (ความเห็นของ Bogdan Veliche) บอกว่า “ฉันเป็นคนโรมาเนียและฉันคิดว่าจะจัดอาหารของเรา (ซึ่งก็เยี่ยมอยู่แล้ว) นำหน้าอาหารเม็กซิกัน อินเดีย ฝรั่งเศสหรือไทยคือเรื่องตลก การใส่อาหารอเมริกันลงในรายการก็เป็นเรื่องที่บ้ามากเพราะไม่มีอะไรที่เป็นแบบฉบับของตัวเอง”

มาถึงเรื่องอาหารไทย เป็นเรื่องเซอร์ไพรส์สำหรับบางคนที่พบว่าอาหารไทยที่ได้รับความนิยมทั่วโลกติดอันดับท้ายๆ คืออันดับที่ 22 (จากการจัดอันดับทั้งหมด 100 ประเทศ) อาหารไทยยังอยู่อันดับต่ำกว่าอาหารเกาหลี (ที่ 21) อาหารฟิลิปปินส์ (ที่ 19) อาหารอินโดนีเซีย (ที่ 12) ทั้งๆ ที่จำนวนร้านอาหารไทยในต่างแดนมีมากกว่าอาหารจากประเทศร่วมภูมิภาคเหล่านี้หลายขุม โดยไม่ต้องพูดถึงเรื่องความนิยมส่วนบุคคล

เช่น มีความเห็นบอกว่า “นี่คือการจัดอันดับที่เอาชาติตะวันตกเป็นศูนย์กลาง (Eurocentric) มาก ภาษาของเว็บไซต์ก็เป็นภาษาอังกฤษ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผลลัพธ์จะบิดเบือน อาหารโปแลนด์เหนือไทยได้ยังไง? และโครเอเชียเหนือฝรั่งเศส? ผมไม่คิดว่าจะมีคนแม้แต่ 2 คนจะเห็นด้วยกับเรื่องนี้ อาจไม่ใช่คนโปแลนด์และโครเอเชียด้วยซ้ำ! (ความเห็นของ Waleed Hakeem)

“ในความคิดของผมเป็นอาหารสเปน แต่ผมอาศัยอยู่ในสเปน ดังนั้นผมจึงลำเอียง ผมชอบอาหารจีน ไทย กรีก และอื่นๆ เช่นกัน ผมชอบอาหารโดยทั่วไป” (ความเห็นของ Chris Allen-Turner) อีกคนบอกว่า “สำหรับฉัน คืออาหารอินเดียใต้, ไทย, เมดิเตอร์เรเนียน! และอาหารอินเดียเหนืออีกสองสามอย่าง” (ความเห็นของ Ruthvik Vaila)

“ไม่เข้าใจ!? อาหารอเมริกันสามารถไปถึง 20 อันดับแรกได้อย่างไร? และตำแหน่งนำหน้าอาหารตุรกี โปแลนด์ เกาหลี ไทย อิหร่าน และ/หรือแม้แต่อาหารเยอรมัน?? จากมุมมองอัตวิสัยหรือวัตถุวิสัยยังไงมันก็ไม่สมเหตุสมผลเลย… ” (ความเห็นของ Oliver Kraemer)

Charles Papadopoulos บอกว่า “อาหารเยอรมันที่ 16 แล้วไทยอยู่ที่ 22 นี่นะ?” ขณะที่ Alex Cvetanoff บอกว่า “ผมเป็นคนบัลแกเรีย แต่การให้ความสำคัญกับอาหารบัลแกเรียเหนืออาหารเกาหลี ไทย ตุรกี ชาวอินโดนีเซีย หรือบราซิล และอื่นๆ ที่ไม่ได้เอายถึงก็เป็นเรื่องตลกสุดๆ อาหารของเราไม่ได้ร่ำรวยขนาดนั้น”

การที่อาหารฟิลิปปินส์ที่ถูกวิจารณ์เรื่องรสชาติและความนิยมอยู่เหนืออาหารไทย มีผู้ตอบโต้ว่า “ด้วยความเคารพ…ฟิลิปปินส์เนี่ยนะ??? โอ้ ที่รัก… หนึ่งเดือนในฟิลิปปินส์แทบจะกลืนไม่ลง… และผมก็พร้อมที่จะรักมันนะ! (รักประเทศ ผู้คน ทุกอย่าง….แต่ยกเว้นของกิน) ตามความเห็ฯของ Marcel Brandao Tavares เช่นเดียวกับ Emilio Tomas คนฟิลิปปินส์ถึงกับว่าบอก “ผมเป็นคนฟิลิปปินส์และอาหารฟิลิปปินส์ห่วยเป็นส่วนใหญ่”

นี่เป็นปัญหาที่ TasteAtlas เจอเป็นประจำ ปัญหาส่วนใหญ่มาจากอาหารที่แข่งขันกันระหว่างหลายประเทศและอาหารที่คล้ายกันซึ่งมีชื่อภูมิภาคหลายแห่ง รวมถึงการไม่มีข้อมูลที่เชื่อถือได้ และอาจจะรวมถึงการเปิดให้โหวต ซึ่งทำประชาชนในประเทศหนึ่งๆ ยกพวกกันมาโหวตให้ประเทศตัวเองโดยไม่ได้แบบไม่สนใจเหตุผลอะไรอื่น โดยเฉพาะประเทศที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมาก

สุดท้ายแล้ว คงไม่มีความเห็นไหนที่จะสมเหตุสมผลได้เท่ากับ Katerina Alegra ที่บอกว่า “ขอให้เราซาบซึ้งใจที่ยังมีเวลามาทะเลาะกันเรื่องอันดับ…แสดงว่าเราโชคดีได้ลองชิมอาหารต่างๆ จึงมีความเห็นออกมาได้ มีคนหลายพันล้านคนที่พอใจกับแค่เศษขนมปังเก่าๆ ฉันเป็นคนกรีก แต่ฉันชอบอาหารทุกประเภท”

Photo by Ed JONES / AFP

เผยนาทีหนีตาย ทำยังไงให้รอดชีวิตจากพายุมหึมาที่สุดในประวัติศาสตร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670491

วันที่ 13 ธ.ค. 2564 เวลา 13:21 น.เผยนาทีหนีตาย ทำยังไงให้รอดชีวิตจากพายุมหึมาที่สุดในประวัติศาสตร์ผู้รอดชีวิตเล่านาทีหนีตายจากพายุทอร์นาโดที่เข้าถล่มในคืนหายนะในสหรัฐ

สืบเนื่องจากเหตุพายุทอร์นาโดที่เข้าพัดถล่มสหรัฐเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทิ้งร่องรอยแห่งความตายและการทำลายล้างที่ทอดยาวกว่า 322 กิโลเมตร สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างทั่วทั้งพื้นที่ 6 รัฐของประเทศ ได้แก่ อาร์คันซอ อิลลินอยส์ เคนตักกี้ มิสซิสซิปปี้ มิสซูรี และเทนเนสซี

โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังคังเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากปรักหักพัง และประเมินขอบเขตของความเสียหาย โดยเบื้องต้นคาดว่าพายุหมุนที่ทรงพลังครั้งนี้คร่าชีวิตผู้คนอย่างน้อย 100 ชีวิต

รายงานก่อนหน้านี้ชี้ว่าพายุดังกล่าวได้เข้าทำลายอาคารบ้านเรือนในหลายพื้นที่รวมถึง โรงงานเทียน สถานีตำรวจ และสถานีดับเพลิงในรัฐเคนตักกี้ ทั้งยังฉีกทำลายบ้านพักคนชราในรัฐมิสซูรีที่อยู่ใกล้เคียงเป็นชิ้นๆ และคร่าชีวิตคนงานอย่างน้อย 6 คนในคลังสินค้า Amazon ในรัฐอิลลินอยส์

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่าภัยพิบัติครั้งนี้น่าจะเป็นพายุทอร์นาโดครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐ

เช่นเดียวกับแอนดี บีเชียร์ ผู้ว่าการรัฐเคนตักกี้ซึ่งกล่าวว่านี่เป็นหายนะรุนแรงชนิดที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อนในชีวิต

ล่าสุด สำนักข่าวท้องถิ่นสหรัฐเปิดเผยคำบอกเล่าจากประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านี่เป็นทอร์นาโดที่น่ากลัวและมหึมาที่สุดในประวัติศาสตร์ ชาวบ้านวิ่งหนีอุตลุดเอาชีวิตรอด บ้างปลอดภัย บ้างเจ็บหนัก แต่ก็มีหลายคนที่เคราะห์ร้ายเสียชีวิต

• จัสติน เจ. แมคอีแวน วัย 26 ปี เป็นหนึ่งในคนงานที่เสียชีวิตในคลังสินค้า Amazon ในรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งเพื่อนร่วมงานของเขาบอกกับ Reuters ว่าคนงานได้รับคำสั่งจากผู้จัดการให้หลบภัยในห้องน้ำ หลังจากที่ได้รับแจ้งเตือนฉุกเฉินจากหน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและผู้ว่าการรัฐอิลลินอยส์ได้ออกคำเตือนครั้งแรกประมาณ 40 นาทีก่อนเกิดพายุทอร์นาโด

• “มันรู้สึกเหมือนกับว่ามีรถไฟวิ่งเข้ามาในอาคาร กระเบื้องเพดานพังถล่มลงมา เสียงดังมาก” คนงานที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่าพวกเขาใช้กระเบื้องที่พังถล่มลงมาเป็นที่กำบัง และอยู่ในนั้นเป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง โดยมีพนักงานอย่างน้อย 45 คนรอดชีวิตมาได้อย่างปลอดภัย

• รายงานระบุว่าคลังสินค้า Amazon ถูกพายุพัดถล่มเมื่อเวลาประมาณ 20.38 น. ซึ่งมาพร้อมกับแรงลมถึง 249 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เจ้าหน้าที่เผยว่าแรงลมทำให้หลังคาอาหารพังเสียหาย กำแพงคอนกรีตหนายาวกว่าสนามฟุตบอลถล่มลงมา

• อีกหนึ่งเหตุสลดเกิดขึ้นในรัฐอาร์คันซอ ซึ่งชายวัย 94 ปีเสียชีวิตในบ้านพักคนชรา โดยอาซา ฮัทชินสัน ผู้ว่าการรัฐกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่านี่ถือเป็น “ปาฏิหาริย์” ที่ไม่มีผู้เสียชีวิตไปมากกว่านี้

• The New York Times เปิดเผยเรื่องราวของเลซี่ ดุ๊ก วัย 32 ปี และครอบครัวที่รอดชีวิตจากพายุครั้งใหญ่ท่ามกลางซากปรักหักพัง โดยครอบครัวนี้หลบอยู่ในหลุมหลบภัยเล็กๆ ใต้บ้าน พวกเขาซุกตัวอยู่ใต้ถุงนอนและผ้าห่ม ดุ๊กเผยว่าพายุกินเวลาราว 22 นาที และเมื่อทุกอย่างสงบลงมีเพียงหลุมหลบภัยเท่านั้นที่ยังคงสภาพเดิม

 “มันน่ากลัวมาก เสียงของมันดังแบบไม่น่าเชื่อ มีฟ้าแลบและพายุทอร์นาโด และเมื่อมันกระทบบ้านทุกอย่างก็พังทลายลงมา…ถ้าไม่มีหลุมหลบภัยพวกเราคงตายไปแล้ว” ดุ๊กกล่าว

• อย่างไรก็ตาม เจฟฟ์ มาสเตอร์ส นักอุตุนิยมวิทยาจาก Yale Climate Connections กล่าวว่า “ไม่มีที่หลบภัยที่จะปลอดภัย 100% เนื่องจากพายุใหญ่และทรงพลังมาก ถึงแม้ว่าคุณจะอยู่ในที่หลบภัย คุณก็ยังเสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้” อีกทั้งพายุครั้งนี้เคลื่อนที่เร็วและยากที่จะคาดการณ์ และยิ่งอันตรายกว่าเพราะพายุทอร์นาโดพัดถล่มในตอนกลางคืน

Photo by Brendan SMIALOWSKI / AFP

นายกฯ ญี่ปุ่นยืนยันหลับสบาย ทำเนียบไร้ผี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670485

วันที่ 13 ธ.ค. 2564 เวลา 11:43 น.นายกฯ ญี่ปุ่นยืนยันหลับสบาย ทำเนียบไร้ผี ทำเนียบที่พักอย่างเป็นทางการของผู้นำรัฐบาลญี่ปุ่นขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ที่มีสิ่งที่มองไม่เห็นสิงสู่อยู่ แต่คิชิดะลั่น “ไม่เห็นมี”

นายกรัฐมนตรีฟุมิโอะ คิชิดะ ของญี่ปุ่นกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่าเขาหลับสบายหลังจากได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกในรอบ 9 ปีที่เข้าไปอาศัยอยู่ในบ้านพักอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีซึ่งขึ้นชื่อลือชาว่ามีผีสิง

สำนักข่าว AFP รายงานว่าทำเนียบแห่งนี้เป็นอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในใจกลางกรุงโตเกียว แม้จะมีสถานะเป็นถึงบานพักผู้นำประเทศ แต่ถูกทิ้งให้ว่างเปล่าโดยไม่มีนายก 2 คน หลังเข้ามาพัก คือ โยชิฮิเดะ สุงะ และนายกรัฐมนตรีคนก่อนหน้านี้ คือ ชินโซ อาเบะ

บ้านพักเคยเป็นที่เกิดเหตุการณ์ความพยายามก่อรัฐประหารในปี 1936 ซึ่งเจ้าหน้าที่อาวุโสหลายคนรวมทั้งรัฐมนตรีคลังถูกลอบสังหารโดยกลุ่มนายทหารหนุ่ม นี่เป็นเพียงเหตุการณ์นองเลือดครั้งเดียวในหลายๆ ครั้งที่เกิดขึ้นที่นี่

หลายปีที่ผ่านมา มีรายงานว่าพบผีของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวบางคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ ออกมาหลอกหลอนตามทางเดิน แต่คิชิดะกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่าเขารู้สึกสดชื่นหลังจากคืนแรกในบ้านใหม่ของเขา

“เมื่อวานผมนอนหลับสบาย” เขาบอกกับนักข่าว และถามว่าเขาเห็นผีที่เป็นที่เลื่องลือของทำเนียบหรือไม่ คิชิดะตอบว่า “ผมยังไม่เห็นอะไรเลย”

ทั้งนี้ โพสต์ทูเดย์เคยรายงานเรื่องที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนแล้วคนเล่าปฏิเสธที่จะเข้าพักในทำเนียบ ในรายงานชื่อ “ทำเนียบหลอน ทำไมนายกฯ ญี่ปุ่นถึงไม่กล้าย้ายเข้าบ้านพักประจำตำแหน่ง” ซึ่งครั้งนั้นมีเหตุมาจากการที่นายกรัฐมนตรีสุงะปฏิเสธที่เข้าพัก

นอกจากจะมีข่าวลือเรื่องผีแล้ว ทำเนียบแห่งนี้ยังต่างจากหน่วยงานราชการอื่น ตรงที่ไม่มีการป้ายนแสดงชื่อห้อง และภายในที่พักอาศัยอย่างเป็นทางการมีโครงสร้างคล้ายเขาวงกต นายกรัฐมนตรีคนต่างๆ มักจะหลงทางในทำเนียบอยู่เนืองๆ

ทำเนียบที่พักนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเคยเกิดเหตุการทำรัฐประหารโดยอดีตกองทัพญี่ปุ่น เช่น เหตุการณ์ 15 พฤษภาคมในปี 1932 (ปีโชวะที่ 7) และเหตุการณ์ 26 กุมภาพันธ์ในปี 1936 (โชวะ 11) มีผู้เสียชีวิตหลายคน รวมทั้ง สึโยชิ อินุไค และ เดนโซ มัตสึโอะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ยังมีรูกระสุนจากเหตุกราดยิงเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ถูกทิ้งไว้บนกระจกหน้าต่างของบ้านพักอย่างเป็นทางการในปัจจุบัน อาจเป็นเพราะเหตุนี้ จึงมีข่าวลือว่าผีในเครื่องแบบทหารปรากฏในทำเนียบแห่งนี้

สื่อญี่ปุ่นบางรายการยังอ้างว่า อดีตนายกรัฐมนตรีโยชิโร โมริ เคยเห็นผีในทำเนียบนี้ด้วย ขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรีโยชิฮิโกะ โนดะ เคยเปิดเผยว่าภรรยาของเขาคิดว่ามีผีในทำเนียบ รวมถึงมิยูกิ ฮาโตยามะ ภริยาของอดีตนายกรัฐมนตรียูคิโอะ ฮาโตยามะ ก็เคยเห็นผีที่นั่น

ผู้นำแอฟริกาใต้ติดโควิด ท่ามกลาง Omicron อาละวาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670481

วันที่ 13 ธ.ค. 2564 เวลา 10:47 น.ผู้นำแอฟริกาใต้ติดโควิด ท่ามกลาง Omicron อาละวาดประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ติดโควิด-19 ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว อาการไม่รุนแรง

วันนี้ (12 ธ.ค.) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานแถลงการณ์จากทำเนียบประธานาธิบดีเปิดเผยว่าประธานาธิบดีไซริล รามาโฟซา ของแอฟริกาใต้ วัย 69 ปี มีผลตรวจโควิด-19 เป็นบวกเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ที่ผ่านมา เบื้องต้นมีอาการป่วยไม่รุนแรง และยังไม่ทราบว่าเป็นเชื้อสายพันธุ์ใด แต่ขณะนี้แอฟริกาใต้กำลังเผชิญกับโอไมครอนที่แพร่ระบาดอย่างหนัก

แถลงการณ์ระบุว่าประธานาธิบดีซึ่งได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว เริ่มรู้สึกไม่สบายหลังจากที่กลับจากการปฏิบัติภารกิจที่เมืองเคปทาวน์ ก่อนที่จะมีผลตรวจหาเชื้อเป็นบวก โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการกักตัว และมอบหมายให้รองประธานาธิบดีเดวิด มาบูซา ทำหน้าที่แทน

ทั้งนี้ แอฟริกาใต้กำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นเดือนธ.ค. โดยส่วนหนึ่งมาจากการแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอไมครอน โดยเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ที่ผ่านมามีรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ 17,153 คน ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อสะสมอย่างน้อย 3.13 ล้านคน และผู้เสียชีวิต 90,116 คน

ขณะที่มีประชาชนได้รับวัคซีนครบโดสแล้วไม่ถึงร้อยละ 30 ของประชากรทั้งหมด

Photo by SEYLLOU / AFP

จีนเผย ‘รถไฟจีน-ลาว’ คึกคัก ผดส.ทะลุแสนใน 6 วัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670473

วันที่ 13 ธ.ค. 2564 เวลา 10:14 น.จีนเผย ‘รถไฟจีน-ลาว’ คึกคัก ผดส.ทะลุแสนใน 6 วันนี่เป็นเส้นทางเฉพาะในส่วนของจีนยังไม่ได้เชื่อมการเดินทางโดยสารต่อไปถึงลาวเนื่องจากติดขัดเรื่องการระบาดของโควิด-19 แต่จากการรายงานคร่าวๆ ของลาวมีผู้ซื้อตั๋วมากกว่า 5,000 รายแล้วในช่วงสัปดาห์แรก

คุนหมิง, 12 ธ.ค. (ซินหัว) — การรถไฟแห่งประเทศจีนสาขานครคุนหมิง (China Railway Kunming Group) รายงานว่า นับตั้งแต่เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ที่ผ่านมา ผู้โดยสารบนเส้นทางรถไฟจีน-ลาวมีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อนับถึงวันที่ 8 ธ.ค. บริการรถไฟสายดังกล่าวส่วนที่อยู่ในประเทศจีน (อวี้ซี-โม๋ฮัน) ได้ขนส่งผู้โดยสารแล้วกว่า 100,000 คน

หลังจากรถไฟสายนี้เริ่มให้บริการ หน้าประวัติศาสตร์การเป็นเมืองที่ไม่มีรถไฟของผูเอ่อร์และสิบสองปันนาในมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ก็ได้ยุติลงเช่นกัน ข้อมูลระบุด้วยว่า หลังเปิดดำเนินการ บริการรถไฟจีน-ลาวช่วงดังกล่าวขนส่งผู้โดยสารเฉลี่ยวันละกว่า 20,000 คน

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเดินทางของผู้โดยสาร การรถไฟฯ คุนหมิงจึงได้เพิ่มจำนวนขบวนรถไฟวิ่งให้บริการ โดยตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค. รถไฟจีน-ลาวได้เพิ่มจำนวนรถไฟในส่วนอวี้ซี-โม๋ฮันจากเดิม 17.5 ขบวน (ไป-กลับ) เป็น 25.5 ขบวน

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

ในส่วนของรายงานจาก Laotian Times รายงานว่ามีผู้คนมากกว่า 5,000 คนซื้อตั๋วโดยสารรถไฟลาว-จีน นับตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว 

การรถไฟลาว-จีน เริ่มให้บริการผู้โดยสารสาธารณะเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม โดยขายตั๋วได้ประมาณ 5,512 ใบ จากข้อมูลของ CRI โดยผู้โดยสารสามารถซื้อตั๋วได้ที่สถานี 6 สถานี ได้แก่ นครหลวงเวียงจันทน์, โพนโฮง, วังเวียง, หลวงพระบาง, เมืองไซของแขวงอุดมไซ และสถานีบ่อเต็น

ลาว ประเทศที่ถูกทิ้งระเบิดถล่มมากที่สุดในโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670436

วันที่ 12 ธ.ค. 2564 เวลา 19:21 น.ลาว ประเทศที่ถูกทิ้งระเบิดถล่มมากที่สุดในโลก  ในช่วงสงครามเวียดนามลาวเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ถูกสหรัฐทิ้งระเบิดถล่มอย่างหนัก จนทำให้ประเทศนี้มีอัตราระเบิดต่อหัวประชากรมากที่สุดในโลก

1. จนถึงทุกวันนี้ยังมีชาวลาวต้องเสียชีวิตจากระเบิดที่สหรัฐอเมริกาทิ้งเอาไว้ ณ วันที่ 3 ธันวาคม 2564 เจ้าหน้าที่กวาดล้างระเบิด UXO ของลาวเสียต้องสละชีวิตไป 3 คน และบาดเจ็บ 2 คนจากเหตุระเบิดในหมู่บ้านกิโลเมตร 38 เมืองปากช่อง แขวงจำปาสัก จากการรายงานของ Laotian Times สื่อภาษาอังกฤษในลาว

2. UXO (Unexploded ordnance) หรือระเบิดที่ยังไม่ได้ถูกจุดชนวน ถูกทิ้งไว้โดยสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามอินโดจีนครั้งที่ 2 (หรือสงครามเวียดนาม) ทำให้ “ลาวถือเป็นประเทศที่ถูกทิ้งระเบิดอย่างหนักที่สุดในโลกในอัตราต่อหัวประชากร” จากข้อมูลของเว็บไซต์ Legacies of War องค์กรที่สร้างความตระหนักเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การทิ้งระเบิดในยุคสงครามเวียดนามในประเทศลาว และสนับสนุนการกวาดล้างระเบิดที่ยังไม่ระเบิด

3. ย้อนกลับไปในช่วงสงครามเวียดนาม ขณะที่สหรัฐกำลังรบในเวียดนามอยู่นั้น ในลาวก็เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นมาด้วยระหว่างฝ่ายคอมมิวนิสต์หรือ “ขบวนการปะเทดลาว” ที่เอียงไปทางเวียดนามและฝ่ายรัฐบาลราชอาณาจักรลาวที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ ทำให้ลาวถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งครั้งใหญ่ กลายเป็นสงครามที่เรียกว่า “สงครามลับ” ในลาว

4. จากข้อมูลของ Legacies of War ระบุว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 ถึง พ.ศ. 2516 สหรัฐทิ้งระเบิดในลาวมากกว่า 2 ล้านตัน ระหว่างภารกิจทิ้งระเบิด 580,000 ครั้ง ซึ่งเท่ากับเครื่องบินบรรทุกระเบิดไปทิ้งทุกๆ 8 นาทีตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน เป็นเวลา 9 ปี การทิ้งระเบิดดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสงครามลับในลาวเพื่อสนับสนุนรัฐบาลลาวเพื่อต่อต้านขบวนการปะเทดลาวที่ปักหลักตามภูเขา และเพื่อสกัดกั้นฝ่ายเวียดนามเหนือในจากการใช้ “เส้นทางโฮจิมินห์” ซึ่งเป็นทางลัดที่ฝ่ายเวียดนามเหนือตัดเข้ามาในลาวเพื่อเข้าโจมตีเวียดนามใต้

5. แม้สงครามจะจบลงแล้ว ด้วยการถอนตัวจากสงครามเวียดนาม (หรือพ่ายแพ้) ของสหรัฐและชัยชนะของเวียดนามเหนือและฝ่ายคอมมิวนิสต์ในลาว แต่ระเบิดมากถึงหนึ่งในสามไม่ระเบิด ทำให้แผ่นดินลาว “ปนเปื้อน” ไปด้วย UXO จำนวนมาก ผู้คนกว่า 20,000 คนเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บจาก UXO ในประเทศลาวนับตั้งแต่การทิ้งระเบิดยุติลง ตามข้อมูลของ Legacies of War

6. แต่มันไม่ใช่ระเบิดเป็นลูกใหญ่ๆ เท่านนั้น เพราะส่วนใหญ่มันคือ “ระเบิดลูกปราย” (Cluster munition/cluster bomb ) ที่เป็นระเบิดลูกเล็กๆ ที่อยู่ในระเบิดลูกใหญ่อีกต่อหนึ่ง มันถูกออกแบบมาเพื่อทำลายรันเวย์หรือสายส่งกำลังไฟฟ้า เพื่อกระจายอาวุธเคมีหรือชีวภาพ หรือเพื่อกระจายทุ่นระเบิด แต่ในสงครามลับในลาว มันถูกทิ้งแบบปูพรมเพื่อทำลายขบวนการคอมมิวนิสต์ที่หลบซ่อนตามป่าทึบ

7. ระเบิดลูกปรายลูกใหญ่แต่ละลูกบรรจุลูกระเบิดเดี่ยว หรือที่เรียกว่า “บอมบี” (bombies) หลายร้อยลูก ซึ่งมีขนาดประมาณลูกเทนนิส ประมาณ 30% ของระเบิดเหล่านี้ยังไม่เกิดการระเบิด มันถูกทิ้งไว้ในแผ่นดินลาวมากมายมหาศาล รอวันที่ผู้คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่จะไปพบ แล้วหยิบมันขึ้นมาหรือโยนเล่นโดยไม่รู้เรื่อง แล้วก็เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น ทำให้มากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันจากระเบิดคลัสเตอร์ในโลกเกิดขึ้นที่ลาว

8. Legacies of War เปิดเผยว่าลาวถูกทิ้งระเบิดลูกปรายกว่า 270 ล้านลูกในช่วงสงครามเวียดนาม (มากกว่าการทิ้งระเบิดในอิรัก 210 ล้านลูกในปี 2534, 2541 และ 2549 รวมกัน) มากถึง 80 ล้านลูกที่ยังไม่ระเบิด เกือบ 40 ปีผ่านไปหลังสงคราม น้อยกว่า 1% ของระเบิดเหล่านี้ที่ถูกทำลาย และพื้นที่ที่เต็มไปด้วยระเบิดมากที่สุดแห่งหนึ่งของลาวคือแถบแขวงเชียงขวาง และแขวงตอนกลางและตอนใต้ เช่น คำม่วน สะหวันนะเขต, สาละวัน, อัตตะปือ, เซกอง และบางส่วนของจำปาสัก 

9. สถานการณ์ทุกวันนี้เริ่มที่จะดีขึ้นมาบ้าง เพราะในแต่ละปีมีผู้บาดเจ็บล้มตายรายใหม่ในลาวเพียง 50 รายจากระเบิดลูกปราย ลดลงจาก 310 รายในปี 2551 อุบัติเหตุเกือบ 60% ส่งผลให้เสียชีวิต และ 40% ของเหยื่อเป็นเด็ก (เช่นไปพบลูกบอมบีแล้วคิดว่าเป็นของเล่นแล้วนำมาโยนใส่กัน) จากข้อมูลของ Legacies of War

10. สหรัฐเองก็ไม่ได้ทอดทิ้งลาว หลังจากรื้อฟื้นความสัมพันธ์แล้ว สหรัฐก็ช่วยเหลือลาวในการกู้ระเบิดอยู่เนืองๆ เพียงแต่มันเป็นเงินที่เทียบไม่ได้กับงบประมาณที่สหรัฐทุ่มเทไปกับการ “ทำลายล้างลาว” เพราะในช่วงสงคราม สหรัฐใช้เงิน 13.3 ล้านเหรียญสหรัฐต่อวัน เป็นเวลา 9 ปีในการทิ้งระเบิดลาว Legacies of War ประเมินว่า ในเวลาเพียง 10 วันของการทิ้งระเบิดที่ลาว สหรัฐใช้เงินไป 130 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่าที่ใช้ในการเคลียร์ระเบิดในลาวตลอดเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา

ภาพประกอบถ่ายเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2559 เป็นภาพเด็กชายชาวลาวอายุ 13 ปี (ในขณะนั้น) นอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลกับพี่ชายของเขาหลังจากเสียนิ้วไปหลายนิ้วกับลูกระเบิดที่ยังไม่ระเบิดในแขวงเชียงขวาง ภาพถ่าย AFP / ALISON MCCAULEY