นักวิทย์ชี้โคโรนาไวรัสโจมตีเนื้อเยื่อไขมันทำเสี่ยงตายจากโควิดสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670351

วันที่ 11 ธ.ค. 2564 เวลา 10:48 น.นักวิทย์ชี้โคโรนาไวรัสโจมตีเนื้อเยื่อไขมันทำเสี่ยงตายจากโควิดสูงไขมันเยอะต้องระวัง! นักวิทยาศาสตร์พบโคโรนาไวรัสโจมตีเนื้อเยื่อไขมันซึ่งเป็นสาเหตุให้คนอ้วนเสี่ยงเสี่ยงชีวิตจาก Covid-19 สูง

The New York Times รายงานว่า งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าเชื้อโคโรนาไวรัส (SARS-CoV-2) อาจทำให้เซลล์ไขมันและเซลล์ภูมิคุ้มกันบางเซลล์ที่พบในเนื้อเยื่อไขมันติดเชื้อ ซึ่งเป็นการอธิบายว่าเหตุใดผู้ที่น้ำหนักเกินหรือมีภาวะอ้วนมีความเสี่ยงเกิดอาการรุนแรงและเสียชีวิตจาก Covid-19 สูงกว่าปกติ

งานวิจัยชิ้นหนึ่งซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ bioRxiv ซึ่งเป็นฐานข้อมูลงานวิจัยที่ยังไม่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในสารสารวิทยาศาสตร์ ซึ่งศึกษาไขมันที่ได้จากการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยโรคอ้วน เพื่อดูว่าเนื่อเยื่อไขมันติดเชื้อโคโรนาไวรัสได้หรือไม่

ทีมวิจัยพบว่า เซลล์ไขมันที่เรียกว่า adipocytes ติดเชื้อโคโรนาไวรัสได้และก่อให้เกิดการอักเสบระดับอ่อนๆ หลังติดเชื้อ เช่นเดียวกับเซลล์ภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า macrophages ซึ่งอยู่ในเนื้อเยื่อไขมัน แต่เซลล์นี้ก่อให้เกิดอาการอักเสบมากกว่าเซลล์แรก

นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังศึกษาเนื้อเยื่อไขมันจากผู้ป่วยที่เสียชีวิตจาก Covid-19 และพบชิ้นส่วนของเชื้อโคโรนาไวรัสในไขมันที่อยู่รอบๆ อวัยวะภายในหลายอวัยวะ

โดยปกติเชื้อไวรัสต่างๆ อาทิ เอชไอวี หรือไวรัสไข้หวัดใหญ่สามารถสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อไขมันเพื่อหลบเลี่ยงระบบภูมิคุ้มกัน และผู้เชี่ยวชาญหลายคนเผยกับ The New York Times ว่า เชื้อโคโรนาไวรัสก็อาจทำอย่างเดียวกันนี้ ทำให้ไขมันกลายเป็นที่อยู่ของมัน

แคเธอรีน บลิช ศาสตราจารย์จาก Stanford University Medical Center และหนึ่งในผู้เขียนผงการวิจัยเผยกับ The New York Times ว่า “เราพบการหลั่งไซโตไคน์ในเนื้อเยื่อไขมัน (cytokines คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่หลั่งออกจากเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และหลั่งจากเนื้อเยื่อที่ได้รับการบาดเจ็บ เพื่อกระตุ้นขบวนการอักเสบ จึงเป็นสารเคมีที่บ่งชี้ถึงการอักเสบของเซลล์)” ซึ่งพบในเลือดของผู้ป่วย Covid-19 อาการหนัก เพื่อตอบสนองต่อการติดเชื้อของเนื้อเยื่อเหล่านั้น

ฟิลิปป์ เชเรอร์ นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเซลล์ไขมันจาก UT Southwestern Medical Center ซึ่งไม่เกี่ยวข้องการงานวิจัยดังกล่าวเผยกับ The New York Times ว่า ไวรัสสามารถทำให้เซลล์ไขมันติดเชื้อได้โดยตรง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับไขมันไม่ได้อยู่เฉพาะที่ไขมันเท่านั้น มันยังลามไปยังเนื้อเยื่อใกล้เคียงด้วย

อย่างไรก็ดี งานวิจัยชิ้นนี้ยังไม่ได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ (peer-reviewed) หรือตีพิมพ์ในวารสารด้านวิทยาศาสตร์

แต่หากผลการวิจัยนี้ไม่เปลี่ยนแปลงก็อาจเป็นการไขปริศนาว่าเหตุใดผู้ป่วยที่น้ำหนักเกินมีความเสี่ยงมากกว่าปกติ และเหตุใดวัยรุ่นบางคนที่ไม่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพอื่นจึงอาการหนัก

REUTERS/Finbarr O’Reilly/File Photo

ฮานอยให้คำมั่นลดละเลิกกินเนื้อหมา-แมว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670328

วันที่ 10 ธ.ค. 2564 เวลา 19:10 น.ฮานอยให้คำมั่นลดละเลิกกินเนื้อหมา-แมวทางการกรุงฮานอยของเวียดนามให้คำมั่นว่าจะลดละเลิกการบริโภคเนื้อสุนัขและแมวเป็นแห่งแรกของประเทศ

สำนักข่าว AFP รายงานว่า เมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของเวียดนามให้คำมั่นว่าจะลดละเลิกการจำหน่ายเนื้อสุนัขและแมว นับเป็นเมืองแรกของประเทศที่ประชาชนบางคนยังนิยมบริโภคเนื้อสัตว์ทั้งสองชนิดนี้

ทางการกรุงฮอยอันซึ่งเป็นเมืองท่าการค้าขายในอดีตและหนึ่งในพื้นที่แหล่งมรดกโลกลงนามในสัญญากับกลุ่มสิทธิสัตว์ Four Paws International โดยให้คำมั่นว่าจะลดละเลิกการจำหน่ายและบริโภคเนื้อสุนัขและแมว

“เราต้องการช่วยในการโปรโมทสวัสดิภาพสัตว์ผ่านการกำจัดโรคพิษสุนัขบ้า ลดละเลิกการจำหน่ายเนื้อสุนัขและแมว และทำให้เมืองนี้เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวชั้นนำ” เหงียนเถห่ง รองนายกเทศมนตรีกรุงฮอยอันเผย

ด้าน จูลี แซนเดอร์ส จาก Four Paws International เผยว่า “มันคือจุดเปลี่ยนที่จะเป็นตัวอย่างให้เมืองอื่นๆ ในเวียดนาม”

AFP ระบุอีกว่า แต่ละปีชาวเวียดนามบริโภคเนื้อสุนัขราว 5 ล้านตัว สูงสุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากจีน เนื่องจากบางคนยังเชื่อว่าเนื้อสุนัขจะช่วยขจัดสิ่งชั่วร้าย

การสำรวจความคิดเห็นประชาชนที่จัดทำโดยองค์กรสิทธิสัตว์ปีนี้พบว่า มีเพียง 6.3% ของชาวเวียดนาม 600 คนที่ตอบแบบสอบถามเท่านั้นที่บริโภคเนื้อสุนัขและแมว ขณะที่อีก 88% สนับสนุนให้รัฐบาลสั่งแบน

ฟันวันเคือง ชาวกรุงฮานอยเผยกับ AFP ว่า “ไม่คิดว่าควรแบนการบริโภคเนื้อสุนัข มันคือวัฒนธรรมของเรา”

ทั้งนี้ เมื่อปี 2018 ทางการกรุงฮานอยพยายามส่งเสริมให้ประชาชนหยุดบริโภคเนื้อสุนัข เนื่องจากเป็นการทำลายชื่อเสียงของเมืองหลวงของประเทศ ทั้งยังอาจนำมาสู่การติดโรคพิษสุนัขบ้า

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

รู้จัก Omicron-Like สายพันธุ์ย่อยของ Omicron

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670325

วันที่ 10 ธ.ค. 2564 เวลา 18:40 น.รู้จัก Omicron-Like สายพันธุ์ย่อยของ OmicronOmicron-Like คืออะไร ทำไมจึงเรียกว่าเป็นสายพันธุ์ล่องหน

หลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขออสเตรเลียรายงานผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนรายใหม่เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งทราบภายหลังจากการตรวจเชิงลึกว่า ผู้ป่วยสัญชาติแอฟริกาใต้รายหนึ่งติดเชื้อที่มีรหัสพันธุกรรมแตกต่างจากโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนเดิม แต่ยังมีความใกล้เคียงกันอยู่ จึงตั้งชื่อเบื้องต้นว่า สายพันธุ์คล้ายคลึงโอไมครอน หรือ โอไมครอน-ไลก์ (Omicron-Like) ตามรายงานของ Bloomberg

ด้านเว็บไซต์ The Guardian รายงานว่าในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีการตรวจพบไวรัสดังกล่าวแล้วอย่างน้อย 7 เคสจากตัวอย่างเชื้อจากแอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย และแคนาดา

นักวิจัยจึงได้แยกย่อยโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนหรือ B.1.1.529 ออกเป็น BA.1 ซึ่งคือโอไมครอนดั้งเดิม และ BA.2 หรือโอไมครอน-ไลก์

โอไมครอน-ไลก์ คืออะไร?

• The Guardian ระบุว่ามันคือ “โอไมครอนเวอร์ชันล่องหน” เนื่องจากมีลักษณะบางอย่างที่ไม่เหมือนกับโอไมครอนดั้งเดิม นั่นคือไม่มีการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมที่ Spike Gene ที่เรียกว่า S-Gene Drop Out ทำให้ตรวจระบุสายพันธุ์ของเชื้อได้ยากขึ้น แม้ว่าจะตรวจหาเชื้อแบบ PCR

• รายงานอธิบายว่า การตรวจหาเชื้อแบบ PCR โดยปกติแล้วจะพุ่งเป้าไปที่ยีน 3 ส่วน หนึ่งในนั้นคือ S Gene แต่หากเป็นสายพันธุ์โอไมครอนดั้งเดิม รวมถึงสายพันธุ์อัลฟา จะตรวจไม่เจอยีนตัวนี้ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่ทำให้สามารถระบุสายพันธุ์ของเชื้อได้

• แต่หากเป็น BA.2 ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนนี้ ทำให้อาจถูกระบุว่าเป็นสายพันธุ์เดลตา หรือเบตา จึงเป็นที่มาของชื่อไวรัสล่องหน เพราะสามารถตีเนียนไปกับสายพันธุ์อื่นได้

ต้องกังวลหรือไม่?

• ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสามารถสรุปได้ว่าโอไมครอน-ไลก์ หรือ BA.2 มีพฤติกรรมและวิธีการแพร่เชื้อเหมือนหรือต่างจากโอไมครอนดั้งเดิมอย่างไร แต่ด้วยความที่มีรหัสพันธุกรรมที่ค่อนข้างแตกต่างกัน นักวิจัยจึงคาดว่าไวรัสทั้งสองอาจมีพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่เหมือนกัน

• ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนกังวลว่าหากโอไมครอน-ไลก์มีศักภาพในการแพร่เชื้ออย่างรวดเร็ว ก็มีสิทธิ์ที่จะกลายเป็นโควิด-19 สายพันธุ์ที่น่ากังวลอีกตัวหนึ่ง

• ผู้เชี่ยวชาญกำลังจับตาสถานการณ์การแพร่ระบาดของทั้งโอไมครอนและโอไมครอน-ไลก์ ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าศักยภาพในการแพร่เชื้อของไวรัสเป็นอย่างไร ส่งผลให้เกิดอาการป่วยรุนแรงหรือไม่ และสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้มากหรือน้อยเพียงใด

• อย่างไรก็ตาม นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยืนยันว่า โอไมครอน-ไลก์ หรือ BA.2 ไม่สามารถตีเนียนหลอกชุดตรวจได้ เนื่องจากขณะนี้มีการตรวจจำเพาะเจาะจงยีนหลายตำแหน่ง แต่หากในอนาคตมีการกลายพันธุ์มากไปกว่านี้ก็จะต้องพิจารณาปรับสูตรการตรวจเชื้อใหม่ พร้อมขอให้ประชาชนอย่าวิตกกังวล

AFP PHOTO /CENTERS FOR DISEASE CONTROL AND PREVENTION/ALISSA ECKERT/HANDOUT

อีลอน มัสก์ แย้มอาจลาออกจาก Tesla แล้วผันตัวเป็นอินฟลูเอนเซอร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670319

วันที่ 10 ธ.ค. 2564 เวลา 17:46 น.อีลอน มัสก์ แย้มอาจลาออกจาก Tesla แล้วผันตัวเป็นอินฟลูเอนเซอร์อีลอน มัสก์ เผยกำลังคิดว่าจะลาออกจากตำแหน่งซีอีโอแล้วหันมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์แทน

อีลอน มัสก์ ซีอีโอ Tesla ทวีตถามฟอลโลเวอร์ที่มีอยู่กว่า 65.8 ล้านคนว่าจะคิดเห็นอย่างไนถ้าเขาจะลาออกจาก Tesla แล้วหันมาเอาดีทางด้านโซเชียลมีเดียด้วยการเป็นอินฟลูเอนเซอร์แทน หลังจากขายหุ้นของ Tesla ไปแล้วมูลค่าเกือบ 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

“กำลังคิดจะลาออกจากงานของผมแล้วหันมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์แบบเต็มตัว คุณคิดว่าไง” มัสก์ทวีตโดยไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรเพิ่มเติม

ขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามัสก์จริงจังกับการลาออกจาก Tesla แค่ไหน หรือเป็นการโพสต์เอาฮา เพราะระหว่างการประชุมเผยผลประกอบการเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา มัสก์บอกว่าจะนั่งเก้าอี้ซีอีโอ Tesla ไปอีกหลายปี

ทั้งนี้ เมื่อเดือนที่แล้ว มัสก์ทวีตถามฟอลโลเวอร์ว่าเขาควรจะขายหุ้นใน Tesla 10% หรือไม่ ซึ่งเสียงส่วนใหญ่จากจำนวนคนโหวตกว่า 3.5 ล้านคนบอกว่าควรขาย และนับตั้งแต่นั้นมามัสก์ก็ขายหุ้นไปแล้วราว 11,800 ล้านเหรียญสหรัฐ

และวานนี้มัสก์ยังขายหุ้นเพิ่มอีก 934,091 หุ้นมูลค่า 963.2 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมแล้วขณะนี้มัสก์ขายหุ้น Tesla ไปแล้วราว 2 ใน 3 ของ 10% ที่บอกไว้ ซึ่งหาก 10% นั้นรวมถึงการใช้สิทธิ์ออปชั่นด้วย มัสก์จะต้องขายหุ้นอีกราว 6 ล้านหุ้น

REUTERS/Joe Skipper/File Photo

ชี้เขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำคือตัวการทำเสือสูญพันธุ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670310

วันที่ 10 ธ.ค. 2564 เวลา 16:49 น.ชี้เขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำคือตัวการทำเสือสูญพันธุ์วิจัยพบการสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำเชื่อมโยงกับการสูญพันธุ์ของเสือโคร่งและเสือจาร์กัว

ผลการวิจัยชิ้นล่าสุดพบว่าการสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำทั่วโลกส่งผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยของเสือโคร่งและเสือจากัวร์ โดยการสร้างเขื่อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียกระทบกับเสือที่ยังเหลืออยู่บนโลกนี้กว่า 1 ใน 5

และในพื้นที่ป่าในท้องถิ่นบางแห่ง เขื่อนเป็นตัวเร่งให้เสือโคร่งสูญพันธุ์เร็วขึ้น ขณะที่เสือจากัวร์เผชิญภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเขื่อนในถิ่นที่อยู่ของพวกมันอาจเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าตัว

สำนักข่าว BBC ระบุว่า ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาเสือโคร่งหายไปจากแหล่งที่อยู่อาศัยเดิมกว่า 90% และแม้ว่าตัวเลขจะเพิ่มขึ้นมาบ้างในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่เสือโคร่งยังถูกองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) จัดอยู่ในบัญชีใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากทั้งโลกเหลือเสือโคร่งราว 3,500 ตัวเท่านั้น

เช่นดียวกับเสือจากัวร์ซึ่งมีถิ่นที่อยู่อาศัยกินพื้นที่ตั้งแต่แถบตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐไปจนถึงอาร์เจนตินา การกระจายตัวของมันลดลงไปครึ่งหนึ่ง

การศึกษาวิจัยล่าสุดซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Communications Biology ระบุว่า ความพยายามของทั่วโลกในการพัฒนาเขื่อนพลังน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าส่งผลกระทบต่อถิ่นที่อยู่อาศัยของเสือเหล่านี้

การวิจัยพบว่ามีเขื่อนนับพันที่ตัดขวางถิ่นที่อยู่อาศัยของทั้งเสือโคร่งและเสือจากัวร์ และการคำนวณพื้นที่ป่าที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนของทีมได้ข้อสรุปว่า ถิ่นอาศัยของเสือกว่า 13,000 ตารางกิโลเมตรถูกน้ำท่วมขังจากการสร้างอ่างเก็บน้ำของเขื่อน ซึ่งมีผลกระทบอย่างชัดเจนต่อจำนวนเสือ

อนา ฟิลิปา พัลเมริม จากมหาวิทยาลัยปอร์โตซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัยเผยว่า “มีเสือกว่า 1 ใน 5 ได้รับผลกระทบจากการที่ถิ่นที่อยู่ถูกน้ำท่วมอันเนื่องจากการสร้างเขื่อน ด้วยเหตุนี้จึงคาดว่าการสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยมีส่วนทำให้ประชากรเสือลดลง”

ลูค กิบสัน หนึ่งในทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ภาคใต้ในเมืองเซินเจิ้นของจีนเผยว่า “ถ้าไม่มีอ่างเก็บน้ำเหล่านี้ ประชากรเสือในปัจจุบันอาจมากกว่านี้ 20%”

ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ การสร้างเขื่อนในบางพื้นที่ทำให้เสือสูญพันธุ์ไปเลย เนื่องจากการสร้างอ่างเก็บน้ำของเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำต้องสร้างถนน และการก่อสร้างก็มักจะต้องตัดแยกพื้นที่ป่าเดิมออกเป็นพื้นที่เล็กๆ

การสร้างเขื่อนเชี่ยวหลานในช่วงทศวรรษ 1980 ในไทยทำให้พื้นที่ป่าถูกน้ำท่วมราว 165 ตารางกิโลเมตร และยังทำให้พื้นที่นี้ถูกแบ่งแยกออกเป็นเกาะขนาดต่างๆ กันกว่า 100 เกาะ

“ไม่นานหลังจากน้ำท่วมเสือก็หายไปจากพื้นที่นี้” กิบสันกล่าว “การสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ใจกลางพื้นที่ป่าทำให้ป่าถูกแบ่งแยกออกเป็นผืนเล็กๆ และเพราะเหตุนี้ เสือจึงไม่สามารถมีชีวิตรอดในพื้นที่ป่าที่ถูกซอยเป็นพื้นที่เล็กๆ นั้น”

สำหรับเสือจากัวร์ เขื่อนที่กำลังสร้างเป็นภัยคุกคามพวกมันในระยะยาวมากกว่า โดยขณะนี้พื้นที่อยู่อาศัยของเสือจากัวร์หายไปกว่า 25,000 ตารางกิโลเมตรจากเขื่อนที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ในอนาคตจำนวนของเขื่อนที่สร้างในเขตถิ่นที่อยู่ของเสือจากัวร์จะเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าตัว

เขื่อนเหล่านี้หลายเขื่อนจะตั้งอยู่ในป่าแอมะซอน โดยบราซิลมีแผนสร้างเขื่อนกว่า 300 เขื่อนที่ถิ่นอาศัยของเสือจากัวร์

Photo by Prakash MATHEMA / AFP

พบ 3 มัมมี่อียิปต์ ‘ลิ้นทองคำ’ อายุเก่าแก่กว่า 2 พันปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670295

วันที่ 10 ธ.ค. 2564 เวลา 15:40 น.พบ 3 มัมมี่อียิปต์ 'ลิ้นทองคำ' อายุเก่าแก่กว่า 2 พันปีนักโบราณคดีพบ ‘มัมมี่ลิ้นทองคำ’ อายุราว 2,500 ปีในอียิปต์

The National News รายงานว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและโบราณวัตถุของอียิปต์เผยถึงการค้นพบสุสานมัมมี่อายุราว 2,500 ปีในเมืองอ็อกซีริงคัส (Oxyrhynchus) ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางใต้ของกุไคโรประมาณ 220 กิโลเมตร ที่น่าสนใจคือมีการค้นพบมัมมี่ลิ้นทองคำเพิ่มอีก 3 ร่าง หลังจากที่เคยค้นพบในเมืองอเล็กซานเดรียเมื่อเดือนก.พ.

มัมมี่ทั้ง 3 ร่างถูกฝังอยู่ในหลุมศพบริเวณใกล้กัน โดยหลุมหนึ่งมีร่างของมัมมี่ผู้ใหญ่เพศหญิง และร่างเด็กอายุราว 3 ปี หลุมศพสภาพไม่สมบูรณ์และมีร่องรอยถูกรื้อค้น ส่วนอีกหลุมหนึ่งเป็นมัมมี่ผู้ใหญ่เพศชาย ร่างของมัมมี่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีและไม่มีร่องร่อยรื้อค้น

ซึ่งเอสเธอร์ ปอนส์ เมลาโด ผู้อำนวยการร่วมของภารกิจโบราณคดีแห่งอ็อกซีริงคัสกล่าวว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมากที่นักโบราณคดีจะค้นพบหลุมศพที่ปิดสนิทเช่นนี้

โดยร่างของมัมมี่ทั้ง 3 ร่างมีแผ่นทองคำอยู่ที่ลิ้น ซึ่งนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าอาจเป็นพิธีกรรมในงานศพที่มีความเชื่อว่าทำให้ผู้ตายได้พูดคุยกับเทพโอไซริส (Osiris) เทพเจ้าแห่งความตายตามความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณ ระหว่างการเดินทางไปสู่ชีวิตหลังความตาย

นอกจากจะพบร่างมัมมี่ลิ้นทองคำแล้ว ภายในหลุมศพยังมีการฝังโถคาโนปิก หรือโถเก็บอวัยวะภายในของมัมมี่ 4 โถ, เครื่องราง, ลูกปัด และรูปปั้นรูปคนขนาดเล็กที่ทำจากเซรามิกประมาณ 400 ตัว ซึ่งชาวอียิปต์โบราณมีความเชื่อว่าเพื่อใช้เป็นแรงงานรับใช้ผู้ตายในโลกหน้า

ทั้งนี้ เมืองอ็อกซีริงคัสถือเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของอียิปต์ โดยในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 นักโบราณคดีค้นพบม้วนกระดาษปาปิรุสจำนวนมากตั้งแต่สมัยอาณาจักรปโตเลมีและสมัยโรมัน

การค้นพบล่าสุดเป็นหนึ่งในการค้นพบทางโบราณคดีมากมายที่อียิปต์ได้เผยแพร่ออกมาในช่วงนี้ ซึ่งมีส่วนช่วยในการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวของประเทศ

Photo by Ministry of Tourism and Antiquities

เตือนแฮกเกอร์จีนพุ่งเป้าเล่นงานประเทศอาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670291

วันที่ 10 ธ.ค. 2564 เวลา 14:20 น.เตือนแฮกเกอร์จีนพุ่งเป้าเล่นงานประเทศอาเซียนบริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์เตือนแฮกเกอร์จีนล้วงข้อมูลของหลายประเทศในอาเซียนรวมทั้งไทย

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Insikt Group บริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ในสหรัฐเผยรายงานการวิจัยว่า ปีนี้แฮกเกอร์จากจีนพุ่งเป้าโจมตีองค์กรทางการทหารและพลเรือนของหลายประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีกรณีพิพาทด้านดินแดน หรือทำโครงการโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน ซึ่งบ่งชี้ว่ารัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

Insikt Group ระบุว่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนามคือ ท็อป 3 ประเทศที่ถูกโจมตีในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา แฮกเกอร์ยังพุ่งเป้าไปที่อีกหลายประเทศ รวมทั้งฟิลิปปินส์ ลาว กัมพูชา และไทย

“การโจมตีที่ถูกตรวจพบแทบจะสนับสนุนเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของรัฐบาลจีนอย่างแน่นอน อาทิ การรวบรวมข่าวกรองของประเทศที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเหนือดินแดนในทะเลจีนใต้ หรือเกี่ยวข้องกับโครงการและประเทศที่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์กับโครงการเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 (Belt and Road Initiative)” รายงานของ Insikt Group ระบุ

รายงานระบุด้วยว่า แฮกเกอร์พุ่งเป้าไปที่สำนักนายกรัฐมนตรีของไทยและมาเลเซีย กระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซียและมาเลเซีย รวมทั้งการทหารของประเทศเหล่านี้

Insikt Group เผยว่า บริษัทตรวจพบเซิร์ฟเวอร์ที่มีลักษณะเฉพาะกว่า 400 เซิร์ฟเวอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สื่อสารกับเครือข่ายที่ติดเชื้อซึ่งน่าจะเชื่อมโยงกับตัวการที่มีรัฐบาลจีนหนุนหลัง แต่บริษัทไม่มีข้อมูลเชิงลึกว่าข้อมูลใดบ้างที่ถูกขโมยไป

Insikt Group เชื่อมโยงการโจมตีดังกล่าวกับกลุ่มที่มีชื่อว่า Threat Activity Group 16 ซึ่งรัฐบาลจีนหนุนหลังอยู่

“เรายังพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่า Threat Activity Group 16 มีการลงมือคล้ายกับกลุ่ม RedFoxtrot ที่เชื่อมโยงกับกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA)” Insikt Group เผย โดยทางบริษัทแจ้งไปยังประเทศที่ถูกโจมตีทั้งหมดตั้งแต่เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา

ด้าน หวังเหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเผยว่า “เราคัดค้านการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนเพื่อจุดประสงค์ทางการเมืองเพื่อชักจูงประชาคมโลกไปในทางที่ผิด และเพาะสร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศ”

ส่วน เลถิทูหั่ง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศเวียดนามไม่ได้เอ่ยถึงรายงานดังกล่าวโดยเฉพาะ เพียงแต่แถลงสั้นๆ ทางออนไลน์ว่า รัฐบาลให้ความสนใจกับเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และได้ออกแนวปฏิบัติ นโยบาย และมาตรการต่างๆ เพื่อรับรองความปลอดภัยทางไซเบอร์มาโดยตลอด และเวียดนามพร้อมให้ความร่วมมือกับประชาคมโลกในกรณีนี้

และ เดลฟิน ลอเรนซานา รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์เผยกับ Bloomberg ว่า ไม่ทราบมาก่อนว่ากองทัพเรือถูกการโจมตีทางไซเบอร์เมื่อเร็วๆ นี้ และจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ข่าวกรองตรวจสอบเรื่องดังกล่าว

REUTERS/Kacper Pempel/Illustration

WHO ตอบคำถามคาใจ ‘ฉีดไขว้-บูสเตอร์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670282

วันที่ 10 ธ.ค. 2564 เวลา 13:30 น.WHO ตอบคำถามคาใจ 'ฉีดไขว้-บูสเตอร์'WHO แนะวัคซีน 2 เข็มแรกควรเป็นชนิดเดียวกัน คนฉีดเชื้อตายควรได้รับบูสเตอร์

Bloomberg รายงานเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. อาเลฮันโดร คราวิโอโต ประธานกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การสร้างภูมิคุ้มกัน (SAGE) ขององค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าการฉีดวัคซีนโควิด-19 2 เข็มแรกควรเป็นวัคซีนชนิดเดียวกัน แต่การผสมหรือจับคู่วัคซีนก็เป็นทางออกที่ดีสำหรับประเทศที่เผชิญกับข้อจำกัดด้านอุปทาน

“เรายังเชื่อว่าวิธีที่ดีที่สุดคือการใช้วัคซีนตัวเดียวกันสำหรับ 2 โดสหลัก” คราวิโอโตกล่าวในการบรรยายสรุป

โดยเสริมว่าสำหรับประเทศที่มีความจำเป็นที่จะต้องจับคู่วัคซีนต่างชนิด ทางเลือกที่ดีที่สุดคือการใช้วัคซีนชนิด mRNA หรือ Viral Vector เป็นเข็มที่ 2 หากเข็มแรกเป็นวัคซีนเชื้อตาย แต่ถ้าหากเข็มแรกเป็นวัคซีนชนิด mRNA แนะนำให้ตามด้วย Viral Vector เป็นเข็มที่ 2

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาภายใต้โครงการ Com-COV ของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดพบว่าเมื่อฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ของ AstraZeneca ตามด้วย Pfizer โดยเว้นระยะห่าง 4 สัปดาห์สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดีกว่ารับวัคซีนชนิดเดียวกัน

รายงานระบุว่าบางประเทศโดยเฉพาะประเทศรายได้น้อยถึงปานกลางที่เผชิญกับข้อกำจัดด้านวัคซีนได้เริ่มฉีดวัคซีนแบบไขว้แล้ว ซึ่งเป็นวิธีในการจัดการกับปัญหาการขาดแคลนวัคซีน ขณะที่โควิด-19 กลายพันธุ์สายพันธุ์โอไมครอนกำลังแพร่ระบาด

ด้านสหภาพยุโรป (EU) รับรองการใช้วัคซีนต่างชนิดกันสำหรับวัคซีน 2 โดสหลัก และวัคซีนเข็มกระตุ้น

สำหรับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นนั้น WHO เน้นย้ำว่าควรให้ความสำคัญกับการฉีดวัคซีนโดสหลักให้ทั่วถึงและเท่าเทียมก่อนที่จะฉีดเข็มกระตุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไป

แต่สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนเชื้อตาย (ซึ่งขณะนี้มีวัคซีนของ Sinovac, Sinopharm และ Covaxin ที่ได้รับอนุมัติจาก WHO) หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง รวมถึงผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี WHO แนะนำว่าควรได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น

ส่วนวัคซีนชนิดฉีดเข็มเดียวของ Johnson & Johnson WHO ระบุว่ามีประสิทธิภาพเพียงพอ แม้ว่าทางผู้ผลิตจะเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่าการฉีดวัคซีนดังกล่าวเป็นเข็มที่ 2 จะกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดียิ่งขึ้น

Photo by Daniel LEAL / AFP

ซีอีโอ Pfizer เผยอาจต้องฉีดวัคซีนเข็ม 4 เร็วขึ้นเพราะ Omicron

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670283

วันที่ 10 ธ.ค. 2564 เวลา 12:27 น.ซีอีโอ Pfizer เผยอาจต้องฉีดวัคซีนเข็ม 4 เร็วขึ้นเพราะ Omicronซีอีโอ Pfizer เผยว่าการระบาดของโอมิครอนทำให้อาจต้องฉีดวัคซีนเข็ม 4 เร็วกว่าที่ค่าดไว้

อัลเบิร์ต บัวร์ลา (Albert Bourla) ซีอีโอ Pfizer เผยในรายการ Squawk Box ของสำนักข่าว CNBC ว่า เราอาจจะต้องฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 เข็ม 4 เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ หลังจากผลการวิจัยเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) ทำให้การปกป้องของวัคซีนที่บริษัทร่วมพัฒนากับ BioNTech ลดลง

“หลังได้เห็นข้อมูลจากการใช้งานจริงเราจะลงความเห็นว่าเข็ม 3 เอาโอมิครอนอยู่หรือไม่และปกป้องได้นานเท่าใด” บัวร์ลาเผย “และประเด็นที่สองคือ ผมคิดว่าเราต้องการเข็ม 4 ผมพูดมาหลายครั้งแล้ว”

บัวร์ลาอธิบายว่า ก่อนหน้านี้เขาคาดการณ์ไว้ว่าวัคซีนเข็ม 4 จะต้องฉีดห่างจากเข็ม 3 ราว 12 เดือน แต่ช่วงเวลานั้นอาจต้องขยับเร็วขึ้นอีก

“กับโอมิครอน เราต้องรอดูไปก่อนเพราะเรามีข้อมูลน้อยมาก เราอาจต้องการมันเร็วขึ้น” ซีอีโอวัย 60 ปีกล่าว สำหรับตอนนี้บัวร์ลาเชื่อว่าวัคซีนเข็ม 3 จะให้การปกป้องที่ดีมากๆ

นอกจากนี้ ซีอีโอ Pfizer ยังเผยว่า Paxlovid ยาเม็ดรักษา Covid-19 ของบริษัทจะช่วยป้องกันอาการป่วยหนักจนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลและควบคุม Covid-19 ในช่วงฤดูหนาวนี้ได้

Pfizer จะเผยผลการทดลองทางคลินิกของ Paxlovid ฉบับเต็มในเร็วๆ นี้ และคาดว่ายาดังกล่าวจะช่วยลดอัตราการเข้ารักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตได้ 89% อย่างที่ทำได้ในข้อมูลเบื้องต้นเมื่อเดือนที่แล้ว

บัวร์ลาเชื่อมั่นว่า Paxlovid จะยังคงมีประสิทธิภาพกับโอมิครอน เนื่องจากยานี้พุ่งเป้าโจมตีไวรัสในส่วนที่ต่างจากวัคซีนคือ โจมตีเอนไซม์ที่เชื้อใช้ในการแบ่งตัวซึ่งไม่ไวต่อการกลายพันธุ์

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

จีนเตือนชาติตะวันตก ‘ต้องชดใช้’ ที่ร่วมวงบอยคอตโอลิมปิก

วันที่ 10 ธ.ค. 2564 เวลา 11:03 น.จีนเตือนชาติตะวันตก 'ต้องชดใช้' ที่ร่วมวงบอยคอตโอลิมปิกสหรัฐ-อังกฤษ-แคนาดา-ออสเตรเลีย ร่วมวงบอยคอตโอลิมปิก จีนเตือนต้องชดใช้

หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐประกาศว่าจะไม่ส่งผู้แทนทางการทูตเข้าร่วมงานโอลิมปิกฤดูหนาว “ปักกิ่ง 2022” ที่จะจัดขึ้นในเดือนก.พ. ที่จะถึงนี้ เพื่อเป็นการตอบโต้ในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของทางการจีน ซึ่งสหรัฐได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนชนกลุ่มน้อยในภูมิภาคซินเจียงมาหลายครั้ง ท่ามกลางความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีนที่สั่นคลอน

ล่าสุด สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าออสเตรเลีย อังกฤษ และแคนาดา ก็ได้ประกาศว่าจะเข้าร่วมการคว่ำบาตรกับสหรัฐ โดยไม่ส่งผู้แทนทางการทูตเข้าร่วมงานแข่งขันกีฬาที่ปักกิ่งเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การคว่ำบาตรทางการทูตของทั้ง 4 ประเทศระบุว่าจะไม่ส่งผู้แทนทางการทูตหรือเจ้าหน้าที่รัฐบาลเข้าร่วมงาน แต่สำหรับนักกีฬาจะยังคงสามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ตามปกติ

ถึงกระนั้นก็สร้างความไม่พอใจให้แก่ทางการจีนไม่น้อย โดยหวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงว่า “สหรัฐ อังกฤษ ออสเตรเลีย และแคนาดา ใช้มหกรรมแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง และพวกเขาจะต้องชดใช้ต่อความผิดที่ได้กระทำอย่างแน่นอน”

พร้อมเสริมว่ารัฐบาลจีนไม่มีแผนที่จะเชิญผู้แทนจากประเทศเหล่านั้นเข้าร่วมงานอยู่แล้ว และยืนยันว่าทางการจีนไม่ได้กังวลว่าจะมีชาติอื่นๆ ประกาศคว่ำบาตรเพิ่มเติมอีก

ทั้งนี้ รายงานระบุว่าทั้ง 4 ประเทศที่เข้าร่วมมาตรการคว่ำบาตรครั้งนี้มีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับจีนอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

Photo by REUTERS/Tingshu Wang