โควิดฝรั่งเศสพุ่ง 6 หมื่นรายในวันเดียว ชี้อาจจำเป็นต้องฉีดเข็ม 4

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670252

วันที่ 09 ธ.ค. 2564 เวลา 19:15 น.โควิดฝรั่งเศสพุ่ง 6 หมื่นรายในวันเดียว ชี้อาจจำเป็นต้องฉีดเข็ม 4โควิดฝรั่งเศสทุบสถิติติดเชื้อรายวันทะลุ 6 หมื่นราย ผู้เชี่ยวชาญชี้วัคซีนเข็ม 4 อาจจำเป็น

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ฝรั่งเศสรายงานผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ในรอบ 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 61,340 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. ปีที่แล้ว ส่วนผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 133 คน ส่งผลให้ฝรั่งเศสมีผู้ติดเชื้อสะสมประมาณ 8.05 ล้านคน และผู้เสียชีวิต 1.2 แสนคน

ท่ามกลางความกังวลว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนจะเข้ามาแทนที่สายพันธุ์เดลตา และกลายเป็นสายพันธุ์หลักในประเทศภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานในวันเดียวกันว่าจำนวนผู้ป่วยรักษาตัวในโรงพยาบาลของฝรั่งเศสเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีผู้ติดเชื้อรายใหม่พุ่งสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยกระทรวงสาธารณสุขรายงานผู้ป่วยในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นเป็น 12,714 คน เช่นเดียวกับผู้ป่วยในห้องไอซียูก็เพิ่มขึ้นเป็น 2,351 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 160 คนในรอบ 24 ชั่วโมง

ส่งผลให้รัฐบาลฝรั่งเศสยกระดับมาตรการควบคุมโรคและเน้นย้ำให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด รวมถึงการสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่างทางสังคม สั่งปิดไนต์คลับ และแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนเมื่อใช้บริการสถานที่สาธารณะ ตลอดจนแนะนำให้ทำงานจากที่บ้าน

นอกจากนี้รัฐบาลยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีน โดยขณะนี้ชาวฝรั่งเศสราวร้อยละ 75 ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงสุดในยุโรป ขณะที่รัฐบาลกำลังระดมฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งมีผู้ได้รับวัคซีนแล้วกว่า 12 ล้านคน

ขณะที่ฌ็อง-ฟร็องซัว เดลเฟรซี นักภูมิคุ้มกันวิทยาที่ปรึกษารัฐบาลฝรั่งเศสเสนอว่า ในขณะที่ทางการเรียกร้องให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มที่ 3 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ไม่แน่ว่าวัคซีนเข็มที่ 4 อาจเป็นสิ่งจำเป็นเหมือนกัน ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสที่ยังคงมีการกลายพันธุ์

Photo by FRANCK FIFE / AFP

เมื่อไหร่โควิดจะจบซะที ถอดบทเรียนจากไข้หวัดสเปน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670251

วันที่ 09 ธ.ค. 2564 เวลา 18:50 น.เมื่อไหร่โควิดจะจบซะที ถอดบทเรียนจากไข้หวัดสเปนเราอยู่กับ Covid-19 มาเกือบจะ 2 ปี และมันยังมีสายพันธุ์ใหม่อย่างโอมิครอน (Omicron) ที่ถูกจัดให้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวลเกิดขึ้นมาอีก ซ้ำยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดในเร็วๆ นี้เสียด้วย

คำถามที่น่าจะคาใจใครหลายคนคือ แล้วเมื่อไหร่มันจะจบ

คนทั่วโลกต่างคาดหวังว่าวัคซีนจะช่วยนำพาโลกกลับสู่ภาวะปกติ และรัฐบาลหลายประเทศก็เริ่มวางแผนอยู่ร่วมกับ Covid-19 แล้ว แต่นักวิทยาศาสตร์กลับเริ่มเชื่อมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเชื้อโคโรนาไวรัส Sars-Cov-2 จะยังคงอยู่กับเราต่อไป

เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา วารสารวิทยาศาสตร์ชั้นนำ Nature ได้ถามความเห็นนักภูมิคุ้มกันวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขกว่า 100 คนทั่วโลกว่า เชื้อ Sars-Cov-2 จะถูกขจัดให้หมดสิ้นไปจากโลกได้หรือไม่

ปรากฏว่าเกือบ 90% ของผู้ตอบคำถามระบุว่า “ไม่ได้” โดยให้เหตุผลว่ามีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าเชื้อโคโรนาไวรัสน่าจะกลายเป็นโรคประจำถิ่น (endemic) และจะยังคงแพร่ระบาดในหลายพื้นที่ของโลกต่อไป

กรณีของ Covid-19 น่าจะเทียบเคียงได้กับการระบาดของ “ไข้หวัดสเปน” ซึ่งเริ่มระบาดเมื่อปี 1918 และคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกราว 50 ล้านคน นับเป็นโรคระบาดครั้งใหญ่ (pandemic) ที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่การระบาดของกาฬโรค

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขและนักประวัติศาสตร์ระบุว่า หลังจากเวลาผ่านไปคนที่ติดเชื้อไข้หวัดสเปนเริ่มมีภูมิคุ้มกันและชีวิตกลับสู่ภาวะะปกติในช่วงต้นทศวรรษ 1920

แต่อีกมุมหนึ่งผู้เชี่ยวชาญพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไข้หวัดสเปนไม่เคยหายไปไหน โดยมันยังคงกลายพันธุ์ไปอย่างต่อเนื่องแล้วระบาดในมนุษย์ สุกร และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ แล้วเปลี่ยนสถานะจากโรคระบาดครั้งใหญ่ (pandemic) เป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล (seasonal flu) หรือโรคประจำถิ่น (endemic)

เจฟฟรีย์ ทาวเบนเบอร์เกอร์ (Jeffrey Taubenberger) หนึ่งในทีมนักวิทยาศาสตร์ที่แยกและจัดลำดับพันธุกรรมของเชื้อไวรัสไข้หวัดสเปนเป็นครั้งแรกในช่วงปลายทศวรรษ 1990 เผยว่า บางครั้งบางคราวลูกหลานโดยตรงของเชื้อไข้หวัดสเปนก็รวมตัวกับไข้หวัดนก (bird flu) หรือไข้หวัดสุกร (swine flu) ก่อให้เกิดเชื้อใหม่ที่ทรงพลัง

เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 1957, 1968 และ 2009 และการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ในครั้งต่อๆ มาล้วนเกิดขึ้นจากส่วนหนึ่งของเชื้อไข้หวัดสเปนซึ่งคร่าชีวิตผู้คนเพิ่มคนนับล้านๆ ทำให้เชื้อไข้หวัดสเปนได้รับการขนานนามว่าเป็น “มารดาแห่งการระบาดใหญ่ทั้งปวง” (the mother of all pandemic)

ไวรัสกลายพันธุ์เป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล

หลังจากคนทั่วโลกได้สัมผัสเชื้อและเกิดภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ เชื้อไข้หวัดสเปนก็เริ่มกลายพันธุ์และค่อยๆ พัฒนาในกระบวนการที่เรียกว่า “การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆของเชื้อ” (antigenic drift)

ไข้หวัดสเปนเวอร์ชันที่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยอุบัติขึ้นอีกในช่วงฤดูหนาวของปี 1919-1920 และ 1920-1921แต่ไม่รุนแรงและแทบไม่ต่างจากไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล

แต่ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ ทาวเบนเบอร์เกอร์เผยว่า จากการวิเคราะห์ยีนกลับพบว่าดูเหมือนว่าเชื้อไข้หวัดสเปนที่พบครั้งแรกในปี 1918 เป็นบรรพบุรุษโดยตรงของไข้หวัดตามฤดูกาลและไข้หวัดที่เป็นโรคระบาดใหญ่ที่เราเคยประสบมาในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา

“คุณยังคงพบชิ้นส่วนยีนของไวรัสไข้หวัดสเปนในไข้หวัดตามฤดูกาลที่ยังแพร่กระจายอยู่ในทุกวันนี้” ทาวเบนเบอร์เกอร์กล่าว “การติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ชนิดเอในมุษย์ทุกคนตลอดช่วง 102 ปีที่ผ่านมาล้วนเกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่พบในปี 1918”

ยุคแห่งโรคระบาดใหญ่

จนถึงขณะนี้ไข้หวัดสเปนเป็นโรคระบาดที่รุนแรงที่สุดในช่วงศตวรรษที่ 20 และ 21 แต่มันไม่ใช่เชื้อเดียวที่ถูกจัดให้เป็นโรคระบาดครั้งใหญ่ วันดีคืนร้ายยีนของเชื้อไวรัสจากสัตว์ก็เข้ามาผสมจนเกิดโรคใหม่

ทาวเบนเบอร์เกอร์บอกว่า หากสัตว์ตัวหนึ่งติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2 ชนิดต่างกันในช่วงเวลาเดียวกัน อาจจะเป็นไวรัสจากนก 1 ตัวและจากมนุษย์อีก 1 ตัว ยีนเหล่านี้สามารถรวมตัวกันพัฒนาเป็นไวรัสตัวใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนได้

ตัวอย่างเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปี 1957 เมื่อเชื้อไวรัสไข้หวัดสเปนซึ่งเป็นเชื้อไวรัส H1N1 แลกเปลี่ยนยีนกับเชื้อไวรัสไข้หวัดนก ทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H2N2 ที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกนับล้านคน

และเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 1968 (ไข้หวัดฮ่องกง) เป็นสายพันธุ์ H3N2 ที่มีผู้เสียชีวิตอีกราว 1 ล้านคน เช่นเดียวกับไข้หวัดหมูที่เกิดจากเชื้อสายพันธุ์ H1N1 ที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกราว 21% ติดเชื้อในปี 2009

ทาวเบนเบอร์เกอร์เผยว่า กรณีของเชื้อไข้หวัดหมูมีภูมิหลังที่ซับซ้อนกว่า โดยเมื่อมนุษย์ติดเชื้อไข้หวัดสเปนเรายังส่งต่อเชื้อนี้ไปยังหมูด้วย หลังจากนั้นเชื้อไวรัสไข้หวัดสเปนสาขาหนึ่งปรับตัวเข้ากับหมูอย่างถาวรแล้วกลายเป็นไข้หวัดหมูที่พบในหมูในสหรัฐทุกปีหลังจากเชื้อไวรัสไข้หวัดสเปนระบาดไปทั่วโลกในปี 2009 สายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดหมูแลกเปลี่ยนยีนกับทั้งเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์และไข้หวัดนกจนกลายเป็นไข้หวัด H1N1 สายพันธุ์ใหม่ที่คล้ายคลึงกับเชื้อไข้หวัดสเปนมากกว่าเชื้อสายพันธุ์ไหนๆ ก่อนหน้านั้น

สรุปง่ายๆ คือ หลายล้านชีวิตที่สูญเสียไปหลังการระบาดของไข้หวัดสเปนล้วนมีต้นตอมาจากเชื้อไวรัสไข้หวัดสเปนทั้งหมด

“เรายังคงอยู่กับสิ่งที่ผมเรียกว่า ‘ยุคแห่งโรคระบาดครั้งใหญ่ 1918’ หลังจากผ่านมาแล้ว 102 ปี และผมไม่รู้ว่ามันจะจบเมื่อไหร่” ทาวเบนเบอร์เกอร์กล่าว

เช่นเดียวกับ แอน รี้ด (Ann Reid) ผู้อำนวยการบริหารศูนย์เพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์แห่งชาติที่ประสบความสำเร็จในการจัดลำดับพันธุกรรมเชื้อไวรัสไข้หวัดสเปนที่บอกว่า “ไข้หวัด 1918 ยังคงอยู่กับเรา มันไม่เคยหายไปไหน”สำหรับไข้หวัดสเปนนั้นในปี 1920 มันก็ยังเป็นภัยคุกคามมนุษย์อยู่ เพียงแต่มีคนเสียชีวิตจากโรคนี้น้อยลง

หากเทียบไข้หวัดสเปนกับ Covid-19 จะมีทั้งความเหมือนและความต่าง ที่เหมือนคือทั้งสองโรคนี้ต่างมาจากสัตว์ปีกคือจากนกและค้างคาว ทั้งสองชนิดเป็นไวรัสที่ก่อโรคทางเดินหายใจ ทั้งสองชนิดทำให้ผู้คนต้องสวมหน้ากากอนามัยและถูกล็อกดาวน์

ที่ต่างกันคือ โรคหนึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ อีกโรคหนึ่งเกิดจากเชื้อโคโรนาไวรัส

เจเรมี กรีน นักประวัติศาสตร์การแพทย์จากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์เผยว่า การเข้าใจทั้งความเหมือนและความต่างของโรคระบาดใหญ่ในอดีตสามารถเป็นกระจกเงาที่มีความสำคัญให้กับปัจจุบันได้

เจ. อเล็กซานเดอร์ นาวาร์โร รองผู้อำนวยการศูนย์ประวัติศาสตร์การแพทย์เผยว่า “จุดจบของโรคระบาดใหญ่เกิดขึ้นเพราะไวรัสแพร่กระจายไปทั่วโลก ทำให้ผู้คนจำนวนมากพอติดเชื้อจนกระทั่งประชากรโลกไม่มีความอ่อนแอให้เชื้อกลายเป็นโรคระบาดใหญ่อีกครั้ง เมื่อมีคนที่มีภูมิคุ้มกันมากพอแล้ว การติดเชื้อจะค่อยๆ ลดลง เนื่องจากไวรัสหาโฮสต์ที่อ่อนแอได้ยาก”

นาวาร์โรกล่าวต่อว่า และในที่สุดเมื่อมีคนอ่อนแอน้อยลงก็ไม่มีที่ให้เชื้อไวรัสอีกต่อไป หรือก็คือการเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ที่เรากำลังพูดถึงอยู่ในขณะนี้

สำหรับ Covid-19 ขณะนี้มีการสันนิษฐานกันว่าโอมิครอนอาจกำลังกลายเป็นโรคประจำถิ่นหรือไม่ เนื่องจากจนถึงตอนนี้แม้จะแพร่ระบาดได้เร็วกว่าสายพันธุ์เดลตา แต่ความรุนแรงของมันดูเหมือนจะน้อยกว่าเดลตา และจนถึงขณะนี้ผ่านมาราว 2 สัปดาห์นับตั้งแต่พบการระบาดครั้งแรกที่แอฟริกาใต้ก็ยังไม่มีผู้เสียชีวิตจากสายพันธุ์นี้เลย

Photo by Frederic J. BROWN / AFP

Evergrande ผิดนัดชำระหนี้อย่างเป็นทางการครั้งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670248

วันที่ 09 ธ.ค. 2564 เวลา 17:40 น.Evergrande ผิดนัดชำระหนี้อย่างเป็นทางการครั้งแรกยักษ์ใหญ่อสังหาฯ จีน Evergrande ถูกจัดให้เป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Evergrande Group บริษัทอสังหาริมทรัพย์จีนที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวกว่า 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ถูกจัดให้เป็น “ผู้ผิดนัดชำระหนี้” อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก

นับเป็นเหตุการณ์สำคัญล่าสุดท่ามกลางปัญหาการเงินที่จะนำไปสู่การปรับโครงสร้างบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีหนี้สินมากที่สุดในโลกแห่งนี้

บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch Ratings ปรับลดความน่าเชื่อถือของ Evergrande ลงเหลือระดับ “ผิดนัดชำระหนี้ในวงจำกัด” (restricted default) หลังจาก Evergrande ไม่ชำระหนี้ดอกเบี้ยพันธบัตรหลังจากระยะเวลาผ่อนผัน 30 วันสิ้นสุดเมื่อวันจันทร์ (6 ธ.ค.)

Fitch เผยว่า Evergrande ไม่ตอบข้อสอบถามเพื่อยืนยันการชำระหนี้จาก Fitch Ratings จึงอนุมานว่าไม่มีการชำระหนี้ดังกล่าว

การปรับลดความน่าเชื่อถือนี้อาจนำมาสู่เงื่อนไข cross default (หากลูกหนี้ผิดนัดกับเจ้าหนี้รายอื่นใด ให้ถือว่าเป็นการผิดนัดกับเจ้าหนี้รายที่มีเงื่อนไขนี้ด้วย) กับหนี้มูลค่า 19,200 ล้านเหรียญสหรัฐ

Bloomberg ระบุว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้นำมาสู่จุดเริ่มต้นของจุดจบของอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 25 ปีก่อนโดยสวี่เจียอิ้น และยังเป็นการเริ่มต้นของการต่อสู้อันยาวนานว่าใครจะได้รับเงินคืนจากสิ่งที่เหลืออยู่

บร็อค ซิลเวอร์ส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน Kaiyuan Capital ในฮ่องกงเผยกับ Bloomberg ว่า “การลดความน่าเชื่อถืออาจไม่ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนหรือกะทันหันต่อกระบวนการของจีน แต่อาจเพิ่มแรงกดดันให้บริษัท (และหน่วยงานกำกับดูแล) ให้เปิดเผยข้อเสนอการปรับโครงสร้างเบื้องต้นเร็วขึ้น”

นอกจากนี้ Fitch ยังปรับลดความน่าเชื่อถือของ Kaisa Group Holdings ลงเหลือระดับผิดนัดชำระหนี้ในวงจำกัด หลังไม่ชำระหนี้พันธบัตรที่ครบกำหนดไถ่ถอนเมื่อวันอังคาร (7 ธ.ค.) และอาจนำมาสู่เงื่อนไข cross default กับหนี้มูลค่า 11,200 ล้านเหรียญสหรัฐ

Photo by Hector RETAMAL / AFP

Sotrovimab ยารักษาโควิดความหวังใหม่สู้ Omicron

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670246

วันที่ 09 ธ.ค. 2564 เวลา 17:23 น.Sotrovimab ยารักษาโควิดความหวังใหม่สู้ Omicronอังกฤษพบยารักษาโควิด-19 Sotrovimab (Xevudy) มีประสิทธิภาพปราบ Omicron

Sotrovimab คืออะไร?

Sotrovimab หรือชื่อทางการค้าว่า Xevudy เป็นยารักษาโควิด-19 ด้วยแอนติบอดี ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างบริษัท GlaxoSmithKline (GSK) บริษัทยายักษ์ใหญ่ของสหราชอาณาจักร และบริษัท Vir Biotechnology จากสหรัฐ

โดยผู้ผลิตเปิดเผยผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่ายาดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการต้านโควิด-19 ทุกสายพันธุ์ รวมถึงไวรัสกลายพันธุ์อย่างโอไมครอน ซึ่งมีการกลายพันธุ์บริเวณโปรตีนหนาม (spike protein) มากถึง 37 ตำแหน่ง

ขณะนี้ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพของสหราชอาณาจักร (MHRA) แล้ว

การทำงานและประสิทธิภาพของยา

แอนติบอดีถูกออกแบบมาเพื่อจับกับโปรตีนหนาม (spike protein) ของไวรัสโคโรนา และต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของไวรัส ซึ่งการทดลองเบื้องต้นพบว่าได้ผลกับโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนแม้ว่าไวรัสจะมีการกลายพันธุ์หลายตำแหน่ง โดยผู้ป่วยจะได้รับยาผ่านการฉีดเข้าหลอดเลือดดำ

ฮาล บาร์รอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านวิทยาศาสตร์ของบริษัท GSK ระบุว่าข้อมูลเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่า Sotrovimab มีประสิทธิภาพในการต่อต้านโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน รวมถึงสายพันธุ์อื่นๆ ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล

ด้านจอร์จ สแกนกอส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Vir กล่าวว่า Sotrovimab ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยคำนึงถึงการกลายพันธุ์ของไวรัส

การทดลองพบว่า Sotrovimab ช่วยลดความเสี่ยงในการป่วยหนักและการเสียชีวิตในผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลางได้ร้อยละ 79 และมีประสิทธิภาพในการยับยั้งไม่ให้เชื้อแพร่สู่ปอดด้วย

ความหวังใหม่สู้โอไมครอน

หน่วยงานกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ (MHRA) ของสหราชอาณาจักรได้อนุมัติ Sotrovimab ภายใต้ชื่อทางการค้าว่า Xevudy เพื่อใช้สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ขั้นเล็กน้อยถึงปานกลาง และผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการป่วยรุนแรง

โดยมีเป้าหมายเพื่อยับยั้งการเกิดอาการป่วยรุนแรงของผู้ที่ได้รับเชื้อโควิด-19 และมีประโยชน์สำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง ซึ่ง MHRA แนะนำให้ใช้ยาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดหรือภายใน 5 วันหลังเริ่มมีอาการป่วย

ดร. จูน เรน หัวหน้าผู้บริหารของ MHRA กล่าวว่า “นี่เป็นอีกหนึ่งแนวทางการรักษาที่แสดงให้เห็นว่ามีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการป่วยหนักจากโควิด-19 และเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อสู้กับโรคร้ายนี้”

ซึ่งนักวิทยาศาสตร์หวังว่า Sotrovimab จะมีส่วนช่วยเมื่อโลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนว่าวัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบันจะสามารถป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนได้มากน้อยเพียงใด

โดยขณะนี้รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้สั่งซื้อยาดังกล่าวไปแล้วประมาณ 100,000 โดส

ที่มา: ReutersMetro

ภาพ: GlaxoSmithKline Plc

Google ประกาศแจกโบนัสพนักงานทั่วโลกคนละ 5 หมื่นบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670213

วันที่ 09 ธ.ค. 2564 เวลา 15:15 น.Google ประกาศแจกโบนัสพนักงานทั่วโลกคนละ 5 หมื่นบาทGoogle ประกาศแจกโบนัสพิเศษให้แก่พนักงานทุกคนทั่วโลกเป็นเงินสดกว่า 5 หมื่นบาท

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าบริษัท Google ประกาศว่าจะมอบเงินโบนัสพิเศษแก่พนักงานทุกคนทั่วโลก รวมถึงพนักงานฝึกงาน คนละ 1,600 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 53,500 บาทภายในเดือนนี้ เพื่อช่วยเหลือพนักงานในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

โดยโฆษกของ Google เปิดเผยว่าโบนัสนี้เป็นสวัสดิการพิเศษนอกเหนือจากโบนัสสวัสดิการ และเบี้ยเลี้ยงที่บริษัทมอบให้พนักงานสำหรับการทำงานจากที่บ้าน แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าบริษัทได้จัดสรรงบประมาณสำหรับการแจกโบนัสครั้งนี้ไว้เท่าไร

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาผลการสำรวจภายในของ Google แสดงให้เห็นว่าสวัสดิภาพของพนักงานลดลงในปีที่ผ่านมา หลังจากนั้น Google จึงได้มอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้แก่พนักงานมากมาย ซึ่งรวมถึงโบนัสเงินสดมูลค่า 500 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 16,700 บาท

สัปดาห์ที่แล้ว Google ได้เลื่อนแผนการที่จะให้พนักงานกลับมาทำงานที่ออฟฟิศออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากความกังวลต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน รวมถึงแรงต่อต้านจากพนักงานบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับข้อบังคับของบริษัทซึ่งให้พนักงานฉีดวัคซีนก่อนกลับเข้าทำงานในออฟฟิศ

โดยก่อนหน้านี้ Google มีแผนที่จะให้พนักงานกลับเข้าทำงานในออฟฟิศตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม

AFP PHOTO / Prakash SINGH

ไทยติดท็อป 5 ประเทศที่มีความมั่นคงทางสุขภาพพร้อมรับมือโรคระบาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670210

วันที่ 09 ธ.ค. 2564 เวลา 14:30 น.ไทยติดท็อป 5 ประเทศที่มีความมั่นคงทางสุขภาพพร้อมรับมือโรคระบาดรายงานล่าสุดเตือนว่าแม้จะเจอโควิดมาเกือบ 2 ปีแล้วแต่โดยรวมโลกยังคงไม่ได้เตรียมพร้อมอย่างอันตรายสำหรับโรคระบาดใหญ่ครั้งต่อไป

รายงานดัชนีความมั่นคงด้านสุขภาพโลก หรือ Global Health Security Index (GHS) ประจำปี 2021 ซึ่งจัดทำโดยทีมนักวิจัยโครงการ Nuclear Threat Initiative มหาวิทยาลัยจอห์นฮอพกินส์ และ The Economist Intelligence Unit ซึ่งเป็นหน่วยงานวิเคราะห์เศรษฐกิจของนิตยสาร The Economist

ประเมินความมั่นคงทางสุขภาพอนามัยของ 195 ประเทศ โดยวิเคราะห์ปัจจัยที่สำคัญ 6 ปัจจัย ได้แก่ การป้องกัน การตรวจจับและรายงาน ความรวดเร็วในการโต้ตอบและรับมือ ระบบสาธารณสุข มาตรฐานการปฏิบัติตามบรรทัดฐานโลก และความเสี่ยงต่างๆ

พบว่าไทยมีความพร้อมในอันดับที่ 5 ของโลก ด้วยคะแนน 68.2 จาก 100 คะแนน ลดลงจากปี 2019 ที่อยู่ในอันดับ 6 0.7 คะแนน รวมทั้งเป็นอันดับ 1 ของประเทศอาเซียน และอันดับ 1 ของประเทศรายได้ปานกลางในระดับสูง 56 ประเทศที่ทำการสำรวจ

ขณะที่อันดับ 1 เป็นของสหรัฐซึ่งอยู่ในอันดับเดียวกันเมื่อปี 2019 โดยปีนี้ได้คะแนน 75.9 ตามด้วยออสเตรเลีย ฟินแลนด์ แคนาดา ส่วนคะแนนเฉลี่ยของทั้งโลกอยู่ที่ 38.9 ใกล้เคียงกับปี 2019 ที่ 40.2 และไม่มีประเทศใดที่ถูกประเมินให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความพร้อมมากที่สุดซึ่งเริ่มตั้งแต่คะแนน 80.1

อย่างไรก็ดี ประเทศที่ติดอันดับหัวตารางสร้างความประหลาดใจให้ผู้เชี่ยวชาญบางราย เนื่องจากบางประเทศถูกมองว่าล้มเหลวในการรับมือกับโรคระบาดครั้งใหญ่

เอซีคิเอล เจ. เอ็มมานูเอล นักชีวจริยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียซึ่งเป็นหนึ่งในทีมที่ปรึกษาของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ระหว่างการเปลี่ยนผ่านอำนาจจากอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เผยกับ New York Times ว่า “จริงเหรอ สหรัฐ ที่ 1 เนี่ยนะ? ผมไม่คิดว่าการจัดอันดับนี้น่าเชื่อถือนะ”

ทว่า เจนนิเฟอร์ นุซโซ นักระบาดวิทยาจาก Bloomberg School และหนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยเผยกับ New York Times ว่า ดัชนีดังกล่าวออกแบบมาเพื่อประเมินเครื่องมือและทรัพยากรที่แต่ละประเทศมีอยู่ในมือเท่านั้น ไม่ได้คาดการร์ว่าทรัพยากรเหล่านั้นจะถูกนำมาใช้ในกรณีฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด

“แค่มันปรากฏในกระดาษไม่ได้หมายความว่ามันจะถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์”

นอกจากนี้ ในปีนี้โดยรวมแล้วยังไม่มีประเทศใดเตรียมตัวได้ดีขึ้นจากรายงานเมื่อปี 2019 ซึ่งระบุไว้ว่า ไม่มีประเทศใดที่พร้อมเต็มร้อยในการรับมือโรคระบาดครั้งใหญ่ (pandemic) หรือโรคระบาด (epidemic)

รายงานปีนี้พบว่า มากกว่า 90% ของประเทศต่างๆ ไม่มีแผนในการกระจายวัคซีนหรือเวชภัณฑ์ต่างๆ ระหว่างสถานการณ์ฉุกเฉิน ขณะที่ 70% ยังขาดโรงพยาบาล คลินิก หรือศูนย์สุขภาพที่เพียงพอ อีกทั้งความเสี่ยงทางการเมืองและความมั่นคงยังเพิ่มขึ้นทั่วโลก และความเชื่อมั่นในรัฐบาลก็ลดลง

รายงานยังพบอีกว่า แม้ว่าหลายประเทศจะจัดสรรทรัพยากรเพื่อรับมือกับวิกฤต Covid-19 ที่รุนแรง แต่มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ลงทุนโดยเฉพาะในการปรับปรุงการเตรียมพร้อมในกรณีฉุกเฉินโดยรวม

Photo by Handout / ROYAL THAI GOVERNMENT / AFP

รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐเตรียมเยือนไทย กระชับความสัมพันธ์อาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670206

วันที่ 09 ธ.ค. 2564 เวลา 13:00 น.รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐเตรียมเยือนไทย กระชับความสัมพันธ์อาเซียนรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐเตรียมเยือน 3 ชาติอาเซียน มุ่งกระชับความสัมพันธ์สู่ระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน

สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์สรายงานว่าแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐมีกำหนดเดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อเข้าพบหารือกับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และเข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตลอดจนร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับนักธุรกิจไทย ระหว่างวันที่ 15 ถึง 16 ธ.ค. ที่จะถึงนี้

นอกจากนี้บลิงเคนยังมีกำหนดเดินทางเยือนมาเลเซีย และอินโดนีเซีย เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับชาติอาเซียนและขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ตลอดจนเพื่อหารือแนวทางการแก้ไขวิกฤตทางการเมืองในเมียนมาหลังเกิดการรัฐประหาร ขณะที่สหรัฐกล่าวหาว่าจีนแสดงท่าทีข่มขู่และกดดันในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทะเลจีนใต้

แดเนียล คริเตนบริงค์ ผู้ช่วยเลขาธิการฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “การหารือในครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงระดับภูมิภาค เพื่อตอบสนองต่อการกลั่นแกล้งของจีนในทะเลจีนใต้ หารือเกี่ยวกับเสรีภาพในการเดินเรือและการบิน ตลอดจนหารือเกี่ยวกับการดำเนินการของจีนในแม่น้ำโขง” โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลจีนถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการสร้างเขื่อนที่ต้นแม่น้ำโขง ซึ่งส่งผลกระทบต่อระดับน้ำและการประมงในประเทศเพื่อนบ้าน

คริเตนบริงค์ยังกล่าวว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน มุ่งมั่นที่จะยกระดับความร่วมมือระหว่างสหรัฐและอาเซียนในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมเสริมว่าสหรัฐไม่ได้ต้องการให้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้เลือกข้าง แต่ต้องการให้แน่ใจว่าพวกเขาสามารถตัดสินใจด้วยตนเอง

ทั้งนี้ เน็ต ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ แถลงว่าบลิงเคนจะเดินทางไปร่วมประชุม G7 ที่เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ ระหว่างวันที่ 10 ถึง 12 ธ.ค. ก่อนที่จะมุ่งหน้ามายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อเยือนไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งบลิงเคนได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้างมาโดยตลอด

Photo by INTS KALNINS / POOL / AFP

ญี่ปุ่นชี้ Omicron แพร่เชื้อได้มากกว่า Delta 4.2 เท่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670201

วันที่ 09 ธ.ค. 2564 เวลา 12:30 น.ญี่ปุ่นชี้ Omicron แพร่เชื้อได้มากกว่า Delta 4.2 เท่านักวิจัยญี่ปุ่นเผยข้อมูลใหม่โอมิครอนแพร่เชื้อได้มากกว่าเดลตาถึง 4.2 เท่า

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า การศึกษาวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นที่ให้คำแนะนำปรึกษาแก่กระทรวงสาธารณสุขของประเทศพบว่า Covid-19 สายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) แพร่เชื้อได้มากกว่าสายพันธุ์เดลตา (Delta) ถึง4.2 เท่า ซึ่งเป็นการยืนยันความกังวลของโลกเกี่ยวกับความสามารถในการแพร่กระจายของโอมิครอน

ฮิโรชิ นิชิอุระ ศาสตราจารย์ด้านสุขภาพและวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยเกียวโตซึ่งเชี่ยวชาญในการทำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของโรคติดเชื้อ วิเคราะห์ข้อมูลจีโนมในจังหวัดเคาเตงของแอฟริกาใต้จนถึงวันที่ 26 พ.ย.ที่ผ่านมา

“สายพันธุ์โอมิครอนแพร่เชื้อได้มากกว่าและหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันทั้งจากธรรมชาติและที่เกิดจากวัคซีนได้มากกว่า” นิชิอุระระบุในงานวิจัยซึ่งนำเสนอต่อที่ประชุมคณะที่ปรึกษาของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อวานนี้ (8 ธ.ค.)

ขณะนี้ทั่วโลกกำลังกังวลว่าโอมิครอนอาจสร้างความเสียหายให้กับโลกมากกว่าเดลตา และองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เตือนว่าโอมิครอนอาจทำให้เคสพุ่งจนก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงได้ ทว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในแอฟริกาใต้หลังการอุบัติขึ้นของโอมิครอนยังไม่ท่วมท้นโรงพยาบาล นำมาสู่การมองในแง่ดีว่าโอมิครอนอาจก่อให้เกิดอาการป่วยไม่รุนแรง

อย่างไรก็ดี ผลการวิจัยดังกล่าวยังไม่ได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ (peer-reviewed) หรือตีพิมพ์ลงในวารสารวิทยาศาสตร์

ทว่าการวิเคราะห์ครั้งนี้ทำโดยใช้วิธีเดิมที่นิชิอุระเคยใช้ในการทำนายว่าเดลตาจะเป็นสายพันธุ์หลักก่อนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในกรุงโตเกียวในงานวิจัยเมื่อเดือน ก.ค.ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Eurosurveillance

“อัตราการฉีดวัคซีน (ในจังหวัดเคาเตง) ยังน้อยกว่า 30% และหลายคนอาจติดเชื้อตามธรรมชาติไปแล้ว” นิชิอุระเผย “เราต้องจับตาแนวโน้มในอนาคตอย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่าสิ่งเดียวกันนี้จะเกิดขึ้นในประเทศที่ฉีดวัคซีนชนิด mRNA จำนวนมากหรือไม่”

REUTERS/Kim Kyung-Hoon

อังกฤษยกระดับรับมือ Omicron คาดเสียหาย 2 พันล้านปอนด์ต่อเดือน

วันที่ 09 ธ.ค. 2564 เวลา 11:50 น.อังกฤษยกระดับรับมือ Omicron คาดเสียหาย 2 พันล้านปอนด์ต่อเดือนอังกฤษยกระดับมาตรการรับมือโควิด-19 หลังผู้ติดเชื้อ Omicron เพิ่มสูงขึ้น ผู้เชี่ยวชาญหวั่นสะเทือนเศรษฐกิจ

Bloomberg รายงานว่าบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรประกาศใช้แผนสำรองในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 หลังจากที่จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มมากขึ้นประกอบกับการแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอมิครอน โดยมีการยกระดับมาตรการควบคุมโรคหลายอย่างซึ่ง Bloomberg Economics คาดการณ์ว่าอาจทำให้เศรษฐกิจเสียหายมากถึง 2 พันล้านปอนด์ต่อเดือน

ภายใต้ข้อจำกัดใหม่มีการบังคับสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่สาธารณะเกือบทั้งหมด ประชาชนต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนเมื่อเข้าสถานที่ต่างๆ รวมถึงมีการจำกัดจำนวนคนในบางสถานที่ และใช้มาตรการทำงานจากที่บ้าน โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค. เป็นต้นไป

ขณะที่ภาคธุรกิจเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการเยียวยา เนื่องจากการยกระดับมาตรการควบคุมโรคครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศที่เปราะบางอยู่แล้วจากการล็อกดาวน์ครั้งก่อน อาทิ ธุรกิจค้าปลีกที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก

แดน แฮนสัน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Bloomberg Economics ประเมินว่าการยกระดับมาตรการควบคุมโรครวมถึงการทำงานจากที่บ้านจะกระทบต่อเศรษฐกิจประมาณ 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ นั่นจะหมายถึงเศรษฐกิจประเทศจะหดตัว 0.7% ในเดือนธ.ค.

“ธุรกิจจำนวนมากเพิ่งเริ่มกลับมายืนได้ใหม่อีกครั้ง และการเคลื่อนไหวครั้งนี้จะสร้างความเสียหายต่อภาคธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่สำคัญคือต้องทำให้บรรดาผู้ประกอบการแน่ใจว่ารัฐบาลจะสนับสนุนพวกเขา” รูบี แมคเกรเกอร์-สมิธ ประธานหอการค้าอังกฤษกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ที่ผ่านมามีรายงานผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ในอังกฤษอยู่ที่ 51,342 คน และผู้เสียชีวิต 161 คน ส่งผลให้อังกฤษมีผู้ติดเชื้อสะสมกว่า 8.9 ล้านคน และผู้เสียชีวิตกว่า 1 แสนคน

โดยวานนี้ (8 ธ.ค.) มีรายงานผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนในอังกฤษเพิ่มอีก 131 คน ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อดังกล่าวในอังกฤษแล้วอย่างน้อย 568 คน

ข้อมูลล่าสุดจากรัฐบาลอังกฤษเปิดเผยว่าปัจจุบันมีประชาชนได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้วกว่า 51 ล้านคน ในจำนวนนี้มีประชาชนเกือบ 47 ล้านคนที่ได้รับวัคซีน 2 เข็ม หรือคิดเป็นประมาณ 69% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่รัฐบาลกำลังระดมฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้แก่ประชาชน

Photo by Adrian DENNIS / various sources / AFP

หุ้นพุ่งรับข่าวดี Pfizer 3 เข็มต้าน Omicron

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670183

วันที่ 09 ธ.ค. 2564 เวลา 10:24 น.หุ้นพุ่งรับข่าวดี Pfizer 3 เข็มต้าน OmicronPfizer/BioNtech เผยข่าวดีวัคซีน 3 เข็มสามารถต้าน Omicron

สืบเนื่องจากเมื่อคืนวันที่ 8 ธ.ค. ที่ผ่านมา Pfizer/BioNtech 2 บริษัทผู้ผลิตวัคซีนโควิด-19 ออกแถลงการณ์ร่วมกันเปิดเผยข่าวดีว่าวัคซีนของพวกเขามีประสิทธิภาพในการสร้างแอนติบอดีต้านโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนเมื่อได้รับวัคซีน 3 เข็ม ซึ่งสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันถึง 25 เท่าเมื่อเทียบกับการฉีดวัคซีน 2 เข็ม

แถลงการณ์เปิดเผยผลการศึกษาภูมิคุ้มกันจากตัวอย่างเลือดของผู้ที่ได้รับวัคซีน Pfizer 3 เข็มผ่านมา 1 เดือน พบว่าสามารถต่อต้านโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนได้ในระดับที่ใกล้เคียงกับผู้ที่ได้รับวัคซีน 2 เข็มที่เผชิญกับโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิม

“การฉีดวัคซีน 2 เข็มช่วยป้องกันอาการเจ็บป่วยรุนแรงจากโควิด-19 ได้ แต่ข้อมูลเบื้องต้นเป็นที่ชัดเจนว่าการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 จะเพิ่มภูมิคุ้มกันที่มากขึ้น” แถลงการณ์ระบุ นอกจากนี้ยังเปิดเผยว่าอาจมีการพัฒนาวัคซีนสูตรใหม่สำหรับสายพันธุ์โอมิครอนภายในเดือนมี.ค. ปีหน้า

ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัท Pfizer พุ่งขึ้นแตะระดับ 52.87 เหรียญสหรัฐเมื่อคืนที่ผ่านมา ก่อนที่จะค่อยๆ ปรับตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 51 เหรียญสหรัฐเท่าเดิม ด้านราคาหุ้นของบริษัท BioNtech ก็พุ่งขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันแตะที่ 310 เหรียญสหรัฐ

ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนที่ผ่านมาปิดบวกเล็กน้อย โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ระดับ 35,754.75 จุด เพิ่มขึ้น 35.32 จุด (+0.10%), ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 15,786.99 จุด เพิ่มขึ้น 100.07 จุด (+0.64%) และดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,701.21 จุด เพิ่มขึ้น 14.46 จุด (0.31%)

ด้านตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงเปิดตลาดช่วงเช้าวันนี้ (9 ธ.ค.) เนื่องจากความกังวลต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่ลดน้อยลง โดยดัชนีฮั่งเส็งเพิ่มขึ้น 1.08% ส่วนดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเพิ่มขึ้น 0.99%

นอกจากนี้ข่าวดังกล่าวยังส่งผลให้หุ้นภาคการท่องเที่ยวโดยเฉพาะกลุ่มบริษัทสายการบินดีดตัวขึ้นเช่นกัน

Photo by HAZEM BADER / AFP