นักท่องเที่ยวเปิดใจ เมืองที่ไปแล้วผิดหวังที่สุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670166

วันที่ 08 ธ.ค. 2564 เวลา 20:35 น.นักท่องเที่ยวเปิดใจ เมืองที่ไปแล้วผิดหวังที่สุดเรื่องมันเริ่มขึ้นจาก ผู้ใช้ Reddit ชื่อ u/0_7_0 ตั้งคำถามว่า “เมืองใดทำให้คุณผิดหวังมากที่สุดเมื่อไปเยือน” คำตอบที่ได้มาคือ … (เฉพาะเมืองท่องเที่ยวระดับโลก)

รีโอเดจาเนโร (Rio de Janeiro) สุดยอดเมืองท่องเที่ยวแห่งบราซิล

ผู้ใช้ Reddit ชื่อ VerySpecialCognac เล่าประสบการณ์ให้ฟังถึงริโอฯ ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมแต่เต็มไปด้วยอาชญากรรมว่า “ถูกยิง 5 นาทีหลังจากมาถึงริโอ” และเสริมว่า “หลังจากขับรถเที่ยว 7 ชั่วโมงจากเซาเปาโลกับเพื่อน 2 คน เกือบโดนจี้รถที่ปั๊มน้ำมัน มีการยิงปืนหลายนัด ถูกเป้าแค่ครั้งเดียว เพื่อนชาวบราซิลของฉันพาฉันไปที่ “หมอใต้ดิน” อยู่ที่นั่นทั้งคืนและดื่มเหล้าปิตูกับเขา เป็นคนที่เจ๋งโคตรๆ และเรื่องราวของเขาก็สุดเหวี่ยง – ความเห็นนี้มีคนไลค์ถึง 11,100

ปักกิ่ง (Beijing) เมืองหลวงของจีนที่มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย

แต่ Teapigs1984 เปิดใจว่า “คือปักกิ่ง ฉันมาถึงจุดสิ้นสุดของการเดินทางโดยรถไฟข้ามประเทศมองโกเลีย เพื่อดูสถานที่ที่น่าทึ่งมากมาย และฉันคิดว่านี่ต้องเป็นจุดไคลแม็กซ์ครั้งใหญ่ แต่ถูกข่มขู่โดยระดับการรักษาความปลอดภัยติดอาวุธทุกที่ ต้องต่อสู้กับนักต้มตุ๋นจำนวนมาก ไม่ชอบถูกแตะต้องและหัวเราะเยาะเมื่ออยู่บนรถไฟใต้ดิน (ฉันเป็นคนยุโรปที่ขาวมาก ผมหยิก) โดยรวมแล้วพบว่ามันท้าทายมากแม้จะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าตื่นตาตื่นใจก็ตาม” – ความเห็นนี้มีคนไลค์ถึง 2,700

น้ำตกไนแอการา (Niagara Falls) น้ำตกยักษ์ที่พรมแดนแคนาดากับสหรัฐ

youburyitidigitup บอกว่า “น้ำตกไนแอการา ฉันไม่รู้ว่าน้ำตกมันจะอยู่ในเมือง ฉันคิดว่ามันจะเป็นอุทยานแห่งชาติ สถานที่ทั้งหมดรู้สึกเหมือนเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดยักษ์” – ความเห็นนี้มีคนไลค์ถึง 2,600

มาร์ราคิช (Marrakesh) เมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศโมร็อกโก

legshampoo โพสต์ว่า “ฉันรู้ว่าทุกคนรักมาร์ราคิช แต่ฉันเกลียดมัน ก่อนหน้านี้ประมาณปี 2000 คงจะเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ แต่ตอนนี้รู้สึกเหมือนเป็นดิสนีย์แลนด์ในเวอร์ชั่นวัฒนธรรมของพวกเขา เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวตะวันตก ชุดอาลีบาบาปลอมๆ แสร้งทำเป็นชนเผ่าเร่ร่อน ครึ่งหนึ่งของ ‘สินค้าทำมือ’ ของพวกเขาเป็นเพียงของราคาถูกจากประเทศจีน และคุณไม่สามารถเดินได้เกิน 20 ฟุตได้โดยไม่ถูกหลอกลวงโดยนักต้มตุ๋น ชอบตรงทุกบล็อก ทั้งเมืองรู้สึกเหมือนเป็นซุ้มเพื่อดึงดูดเงินนักท่องเที่ยวที่โง่เขลา ฉันพอเข้าใจว่าทำไมคนถึงชอบมัน แต่นั่นเป็นสิ่งที่ฉันขอบอกตรงๆ” – ความเห็นนี้มีคนไลค์ถึง 2,500

ปารีส (Paris) เมืองโรแมนติกในฝันของใครหลายๆ คน

ผู้ใช้ Reddit ชื่อ Idontknowthosewords บรรยายว่า “ปารีสสกปรกมาก และฉันเตรียมตัวไม่ทันกับการดูถูกของชาวฝรั่งเศสที่มีต่อคนอเมริกันที่โง่เขลา ฉันยังเชื่อภาพลักษณ์ของปารีสในเวอร์ชันภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้อเมริกันมากกว่า” – ความเห็นนี้มีคนไลค์ถึง 1,700

ดูไบ (Dubai) นครใหญ่สุดของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ถูกโปรโมทหนักมาก

แต่ wric84 บอกว่า “มาที่นี่เพื่อบอกว่าดูไบ ตัดสินใจที่จะใช้เวลา 10 วันที่นั่นในขณะที่ผ่านไป พอผ่านไป 24 ชม. ก็พบว่าเต็มที่กับมันแล้ว ห้างสรรพสินค้าโคตรจะเยอะเกินไป ไม่มีวัฒนธรรม” – ความเห็นนี้มีคนไลค์ถึง 1,200 และยังมีอีกความเห็นเกี่ยวกับดูไบของ u/c19isdeadly ที่บอกว่า “สถานที่น่าสยดสยอง ห้างสรรพสินค้าและโรงแรมแฟนซีสำหรับชาวตะวันตก แต่ถนนเต็มไปด้วยคนจน คุณเห็นกับตาจริงๆ ว่าทั้งเมืองสร้างขึ้นบนความทุกข์ยาก ฉันไปที่นั่นเพื่อทำงาน ฉันไม่สามารถจินตนาการได้ว่าผู้คนจะไปที่นั่นเพื่อความสนุกได้อย่างไร”

บาหลี (Bali ) เกาะท่องเที่ยวยอดนิยมของอินโดนีเซีย

HippoNo9775 บอกว่า “บาหลีเปลี่ยนไปมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มันเคยสวยงามและน่าทึ่งมาก… ตอนนี้มันเต็มไปด้วย “คนเร่ร่อนทางดิจิทัล” (digital nomad) ที่นิสัยแย่ๆ และอาหารราคาแพงและของเสีย ฉันจำได้เมื่อมันเป็นแค่จุดโต้คลื่นที่เย็นสบายพร้อมของกินราคาถูก” – ความเห็นนี้มีคนไลค์ถึง 518

มะนิลา (Manila) เมืองหลวงของประเทศฟิลิปปินส์

Bigjay_37 บอกว่า “มะนิลา การจราจรแย่มากและสกปรกมาก อาคารสวย แต่ประสบการณ์ทั้งหมดนั้นตึงเครียด” – ความเห็นนี้มีคนไลค์ถึง 399

เบื้องต้นยังไม่พบว่ามีใครบ่นผิดหวังเรื่องกรุงเทพฯ หรือเมืองท่องเที่ยวใดๆ ของประเทศไทย

ที่มา Reddit

Photo by Ludovic MARIN / AFP

กินแล้วไม่แก่! ‘เมล็ดองุ่น’ จีนพบช่วยฆ่าเซลล์แก่-ชะลอวัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670168

วันที่ 08 ธ.ค. 2564 เวลา 19:30 น.กินแล้วไม่แก่! 'เมล็ดองุ่น' จีนพบช่วยฆ่าเซลล์แก่-ชะลอวัยรายงานข่างจากสำนักข่าวซินหัว นักวิทย์จีนพบ ‘สารสกัดจากเมล็ดองุ่น’ ฆ่าเซลล์แก่ ยืดอายุขัยหนูทดลอง

ปักกิ่ง, 8 ธ.ค. (ซินหัว) – คณะนักวิจัยชาวจีนค้นพบว่าสารสกัดจากเมล็ดองุ่นสามารถฆ่าและกำจัดเซลล์แก่ (senescent cells) ในหนูทดลอง รวมถึงยืดอายุขัยของพวกมันได้

ผลการศึกษาในวารสารเนเจอร์ เมตาบอลิซึม (Nature Metabolism) เมื่อวันจันทร์ (6 ธ.ค.) ระบุว่าโปรไซยานิดิน ซี1 (procyanidin C1) ซึ่งเป็นสารสกัดโพลีฟีนอล อาจสามารถชะลอ บรรเทา หรือป้องกันอาการป่วยที่เกี่ยวข้องกับความชราได้ เช่นเดียวกับการแทรกแซงทางคลินิก

เซลล์แก่ ซึ่งสามารถสะสมอยู่ในร่างกายของสิ่งมีชีวิต เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับความชรา โดยช่วงหลายปีที่ผ่านมา คณะนักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่าการกำจัดเซลล์แก่ในหนูสามารถบรรเทาความชราก่อนวัย และยืดอายุขัยเฉลี่ยของพวกมันได้

คณะนักวิจัยของสถาบันโภชนาการและสุขภาพเซี่ยงไฮ้ (SINH) สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ธรรมชาติหลายชนิด และพบว่าสารสกัดโพลีฟีนอลจากเมล็ดองุ่นสามารถกำจัดเซลล์แก่ในหนูทดลองได้

ผลการศึกษาระบุว่าสารสกัดสามารถฆ่าเซลล์แก่ในเนื้อเยื่อและอวัยวะหลายชิ้นได้อย่างเฉพาะเจาะจง พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของระบบอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงยืดอายุขัยของหนูด้วย

สถาบันฯ ระบุว่าหลังทำการทดลองเพิ่มเติม คณะนักวิจัยสามารถยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการใช้สารสกัดข้างต้นกำจัดเซลล์แก่ในร่างกายหนูที่ยังมีชีวิตอยู่

คืออะไร? เสียงปริศนาใต้ทะเลสาบสหรัฐ ที่ชาวเน็ตลือเป็นเสียงเอเลี่ยน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670162

วันที่ 08 ธ.ค. 2564 เวลา 18:30 น.คืออะไร? เสียงปริศนาใต้ทะเลสาบสหรัฐ ที่ชาวเน็ตลือเป็นเสียงเอเลี่ยนเสียงลึกลับผุดใต้ทะเลสาบในรัฐโคโลราโด เกิดทฤษฎีสมคบคิดฐานทัพมนุษย์ต่างดาว แต่นักวิทยาศาสตร์มีคำตอบ

เว็บไซต์ข่าว The Sun และ New York Post รายงานเสียงลึกลับที่ถูกบันทึกได้จากทะเลสาบแห่งหนึ่งในสตีมโบทสปริงส์ รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ซึ่งเมื่อคลิปนี้ได้เผยแพร่ออกไปก็มีชาวเน็ตอ้างถึงทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดต่างๆ นานา ซึ่งส่วนหนึ่งลือว่าภายใต้ทะเลสาบนั้นเป็นฐานทัพเอเลี่ยน แต่นักวิทยาศาสตร์มีคำตอบ

โดยทวิตเตอร์ Colorado Parks and Wildlife เป็นผู้เผยแพร่คลิปวิดีโอดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. โดยระบุว่าเสียงน้ำแข็งในทะเลสาบที่น่าทึ่งนี้เหมือนกับเสียงในภาพยนตร์เรื่องสตาร์ วอร์ส (Star Wars)

สก็อตต์ ซี. วอริง (Scott C. Waring) นักทฤษฎีสมคบคิดเจ้าของหนังสือและเว็บไซต์เกี่ยวกับเอเลี่ยน กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีการบันทึกภาพวัตถุบินที่ไม่สามารถระบุได้ หรือ UFO ในโคโลราโดหลายครั้ง และชาวโคโลราโดหลายพันคนก็พบเห็น คลิปเสียงล่าสุดนี้บ่งชี้ว่ามีฐานทัพมนุษย์ต่างดาวอยู่ใต้ทะเลสาบ และมีเสียงดังขึ้นมาเนื่องจากน้ำแข็งทำหน้าที่เป็นเหมือนเครื่องขยายเสียง

“นี่คือข้อพิสูจน์ว่าฐานทัพมนุษย์ต่างดาวอยู่ใต้ทะเลสาบแห่งนี้ในโคโลราโด หากสัญญาณสามารถเดินทางขึ้นมาจากฐานทัพมนุษย์ต่างดาวได้ มันก็สามารถส่งสัญญาณจากบนโลกกลับลงไปที่ฐานทัพได้เช่นกัน” วาริงยังกล่าวอีกว่าฐานทัพเอเลี่ยนมีขนาดใหญ่ โดยส่วนใหญ่มีความลึก 3 ถึง 6 กิโลเมตร และครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 5 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์มีคำอธิบายที่มาของเสียงปริศนาที่สมเหตุสมผลมากกว่านั้น โดยสำนักข่าว NPR ระบุว่าการเคลื่อนตัวของน้ำแข็งในทะเลสาบทำให้มีแรงสั่นสะเทือนที่เคลื่อนไปทั่วน้ำแข็ง ส่งผลให้เกิดความถี่เสียงสูงและต่ำ โดยความถี่เสียงสูงจะเคลื่อนที่เร็วกว่าความถี่เสียงต่ำ ซึ่งชาวเน็ตอีกด้านหนึ่งก็เห็นด้วยกับคำตอบที่อ้างอิงหลักการทางวิทยาศาสตร์

“น้ำแข็งจะส่งเสียงเมื่อมันมีการเคลื่อนตัว” “ฉันเคยได้ยินเสียงนี้กับหูของตัวเองในช่วงหน้าหนาวตอนที่อากาศเย็นจนเป็นน้ำแข็ง มันไม่เกี่ยวอะไรกับเอเลี่ยนเลย” ส่วนหนึ่งของความคิดเห็นจากบรรดาชาวเน็ต

ก่อนหน้านี้ National Geographic ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอการเล่นสเก็ตบนน้ำแข็งในทะเลสาบแห่งหนึ่ง นอกเมืองสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ซึ่งเกิดเสียงในลักษณะที่คล้ายกันกับคลิปของ Colorado Parks and Wildlife

ของขวัญปีใหม่สุดสะเทือนใจ ถูกไล่ออกผ่านซูม 900 คนในคราวเดียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670144

วันที่ 08 ธ.ค. 2564 เวลา 17:30 น.ของขวัญปีใหม่สุดสะเทือนใจ ถูกไล่ออกผ่านซูม 900 คนในคราวเดียวพนักงานเศร้าก่อนฉลองคริสต์มาสซีอีโอไล่ออกผ่านการประชุมซูมรวดเดียวเกือบพันคน

ใกล้สิ้นปีและเทศกาลฉลองวันหยุดยาวแบบนี้สิ่งที่พนักงานคาดหวังคงหนีไม่พ้นข่าวจาบริษัทอย่างการขึ้นเงินเดือน หรือโบนัสก้อนใหญ่ แต่พนักงานเกือบ 1,000 ชีวิตของบริษัทแห่งหนึ่งในสหรัฐกลับได้รับข่าวร้ายจากบอสใหญ่ก่อนการฉลองเทศกาลคริสต์มาสเพียงไม่กี่สัปดาห์

เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา วิศาล การ์ก ซีอีโอ better.com บริษัทปล่อยเงินกู้จำนองบ้านในสหรัฐ สร้างความฮือฮาและเรียกเสียงวิจารณ์ด้วยการสั่งปลดฟ้าผ่าพนักงานรวดเดียวกว่า 900 คนผ่านวิดีโอคอลล์ Zoom ความยาว 3 นาที

การ์กแจ้งข่าวร้ายผ่านแอพพลิเคชัน Zoom ว่า “นี่ไม่ใช่ข่าวที่พวกคุณอยากได้ยินเท่าไรหรอก…ถ้าคุณอยู่ในที่ประชุมนี้ คุณคือส่วนหนึ่งของกลุ่มที่โชคร้ายที่ถูกปลดออก การจ้างงานของพวกคุณที่นี่จะถูกยกเลิกโดยมีผลทันที”

ในคลิปวิดีโอที่ถูกนำมาเผยแพร่ในโลกออนไลน์ การ์กระบุว่าพนักงานที่ถูกปลดออกมีสัดส่วน 15% แต่จากการบอกเล่าของแหล่งข่าวในบริษัท พนักงานที่จะต้องตกงานคิดเป็น 9% ของพนักงานทั้งหมด

ในคลิปปลดฟ้าผ่า ซีอีโอ better.com อ้างการดำเนินการของบริษัท ประสิทธิผลของการทำงาน และการเปลี่ยนแปลงของตลาดซึ่งทำให้บริษัทต้องปรับตัวให้เล็กลงเพื่อความคล่องตัวและความอยู่รอด เป็นเหตุผลในการปลดพนักงาน

ที่น่าสังเกตคือ การ์กไม่เอ่ยถึงเรื่องที่บริษัทเพิ่งจะได้เงินทุนจากนักลงทุนเพิ่มอีก 750 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เว็บไซต์ Business Insider รายงานว่า หลังสั่งปลดพนักงานแล้วการ์กเรียกประชุมพนักงานที่เหลืออยู่และบอกกับพนักงานเหล่านั้นว่า “วันนี้ เรายอมรับว่าเราจ้างพนักงานมากเกินไปและจ้างคนผิด และการทำอย่างนั้นทำให้เราล้มเหลว ผมล้มเหลว ผมไม่มีวินัยตลอดช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา ”

Business Insider ยังรายงานอีกว่า การ์กบอกกับพนักงานที่เหลือว่า บริษัทควรจะปลดพนักงานเหล่านี้ตั้งแต่ 3 เดือนที่แล้วด้วยซ้ำ

ทั้งนี้ The Information รายงานว่า better.com จ้างพนักงานเพิ่มถึง 2,000 คนนับตั้งแต่ Covid-19 ระบาด

ในเวลาต่อมาการ์กส่งอีเมล์ขอโทษไปให้พนักงานที่ยังอยู่โดยยอมรับว่าเขาล้มเหลวในการแสดงความเคารพและความชื่นชมอย่างเหมาะสมต่อพนักงานที่ถูกปลดและต่อความทุ่มเทที่พนักงานเหล่านี้มีให้กับบริษัท

“ผมเป็นคนตัดสินใจในการปลดครั้งนี้ แต่ผมผิดพลาดอย่างร้ายแรงจากความสะเพร่าในการปฏิบัติ ผมทำให้พวกคุณอับอายจากการทำเช่นนั้น ผมทราบดีว่าวิธีการที่ผมบอกข่าวนี้ทำให้สถานการณ์ยากลำบากนี้แย่ลง ผมเสียใจอย่างสุดซึ้งและมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้จากสถานการณ์และทุ่มเทมากขึ้นเพื่อเป็นผู้นำอย่างที่พวกคุณคาดหวัง”

นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากนิตยสาร Fortune ว่า ภายหลังการ์กยังเขียนโพสต์ใน Blind โดยใช้นามแฝงว่า uneducated ระบุถึงพนักงานที่ถูกเขาปลดออกว่า “พวกคุณรู้ว่ามีคนอย่างน้อย 250 คนที่ถูกเลิกจ้างทำงานเฉลี่ยวันละ 2 ชั่วโมง แต่ตอกบัตรว่าทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง พวกเขาขโมยจากคุณและขโมยจากลูกค้าของเราที่จ่ายเงินเป็นค่าใช้จ่ายให้พวกเรา รู้ไว้ซะ”

ต่อมาการ์กยืนยันกับ Fortune ว่าเขาคือคนเขียนโพสต์ดังกล่าว และยังเผยอีกว่า เมื่อ 4 สัปดาห์ที่แล้วบริษัทเริ่มตรวจสอบข้อมูลประสิทธิผลการทำงานของพนักงาน รวมทั้งสายโทรศัพท์ที่ไม่ได้รับ จำนวนการโทรเข้าโทรออก การเข้าประชุมกับลูกค้าสายด้วย

หลังจากคลิปประชุม Zoom ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ การกระทำของการ์กได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปในทำนองเดียวกันอาทิ “เย็นชา” “ใจดำ” “เป็นการกระทำที่น่าเกลียด” โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานเหล่านี้กำลังจะเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขอย่างคริสต์มาส แต่กลับต้องได้รับข่าวร้ายโดยไม่ทันตั้งตัว

ไม่เฉพาะชาวโซเชียลเท่านั้นที่รับไม่ได้กับความใจร้ายของซีอีโอเชื้อสายอินเดียรายนี้ แม้แต่พนักงานระดับผู้บริหารยังทนไม่ไหวพากันลาออกแล้วอย่างน้อย 3 คนคือ เมลานี ฮาห์น หัวหน้าฝ่ายการตลาด ธันยา เฮร์ กิลล็อกลีย์ หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ และแพทริก เลนิแฮน รองประธานฝ่ายติดต่อสื่อสาร และยังมีคนที่จะยื่นใบลาออกตามมาอีก

ก่อนหน้านี้ สไตล์การบริหารของการ์กเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์มาแล้วครั้งหนึ่งหลังจากอีเมลที่เขาส่งให้พนักงานหลุดออกไปถึงนิตยสาร Forbes เมื่อปีที่แล้ว

อีเมลฉบับนั้นระบุว่า “คุณมันโคตรช้า คุณมันแค่ฝูงโลมาโง่…ฉะนั้นหยุดซะ หยุด หยุดเดี๋ยวนี้ คุณทำให้ผมอับอาย” โดยส่วนใหญ่ใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่ซึ่งเป็นการเน้นย้ำคำนั้นๆ

ได้ฤกษ์เที่ยวลาวปีหน้า เตรียมจัดกระเป๋าทัวร์รถไฟลาว-จีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670151

วันที่ 08 ธ.ค. 2564 เวลา 17:03 น.ได้ฤกษ์เที่ยวลาวปีหน้า เตรียมจัดกระเป๋าทัวร์รถไฟลาว-จีนลาวจ่อเปิดรับ ‘นทท. ต่างชาติ’ ฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบโดสปีหน้า หลังจากปิดประตูไม่ต้อนรับคนนอกเข้ามานานนับปี

เวียงจันทน์, 8 ธ.ค. (ซินหัว) — ภาครัฐและเอกชนของลาวกำลังกำหนดแผนเพื่อเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ครบสองโดส ในปี 2022 โดยะกำลังหาข้อสรุปเกี่ยวกับการกักตัวเมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่ประเทศ

กระทรวงสารสนเทศ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวของลาว เผยแพร่ร่างแผนข้างต้นระหว่างการประชุมเมื่อวันอังคาร (7 ธ.ค.) เพื่อปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดในประกาศจากสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ซึ่งมุ่งส่งเสริมให้หน่วยงานต่างๆ เตรียมพร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง โดยกระทรวงฯ จะเผยแพร่รายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางเข้าประเทศของนักท่องเที่ยวเมื่อได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากกระทรวงสาธารณสุข

เพงจัน เพงเมือง อธิบดีกรมการวางแผนและความร่วมมือระหว่างประเทศของลาว กล่าวระหว่างการประชุม ว่ากระทรวงฯ กำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานของรัฐและเอกชนเพื่อวางแผนการเปิดรับนักท่องเที่ยวอีกครั้งในอนาคตอันใกล้ และจะขอให้รัฐบาลอนุมัติแผนดังกล่าวในลำดับถัดไป

กระทรวงฯ กำลังเตรียมพร้อมเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ภายใต้โครงการ “ลาว ทราเวล กรีน โซน” (Lao Travel Green Zone) ซึ่งกำหนดให้นครหลวงเวียงจันทน์ เมืองวังเวียง และเมืองหลวงพระบางเป็น “พื้นที่สีเขียว” เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและผู้ให้บริการ โดยพื้นที่ซึ่งถือเป็นพื้นที่สีเขียวต้องมีประชากรผู้อยู่อาศัยฉีดวัคซีนแล้วร้อยละ 70-80 ขณะผู้ให้บริการต้องฉีดวัคซีนแล้วถึงร้อยละ 90-95

โครงการดังกล่าวกำหนดให้นักท่องเที่ยวสามารถจองแพ็คเกจทัวร์ได้ ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องมีใบรับรองการเข้าประเทศ มีใบรับรองการฉีดวัคซีนลงวันที่อย่างน้อย 14 วันก่อนเข้าประเทศ ผลการตรวจโรคโควิด-19 แบบพีซีอาร์ที่เป็นลบในช่วงไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนขึ้นเครื่องบินและเมื่อมาถึงลาว

นอกจากนั้น ขณะอยู่ในลาว นักท่องเที่ยวยังต้องใช้แอปพลิเคชันเพื่อติดตามการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่อาจเกิดขึ้นได้

เมื่อเดือนที่แล้ว สอนไซ สีพันดอน รองนายกรัฐมนตรีลาว ระบุว่ารัฐบาลเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวลาวและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีนและเกาหลีใต้ ที่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ครบสองโดสแล้ว เดินทางท่องเที่ยวในลาว โดยรัฐบาลหวังว่าโครงการ “ลาวเที่ยวลาว” (Lao Visit Laos) จะดึงดูดนักท่องเที่ยวในประเทศอย่างน้อย 1.9 ล้านคน และนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกมากกว่า 1 ล้านคนตลอดปี 2022

ทั้งนี้ ลาวมียอดผู้ป่วยโรคโควิด-19 สะสมอยู่ที่ 83,291 ราย ยอดผู้เสียชีวิต 219 ราย ในวันพุธ (8 ธ.ค.) โดยลาวรายงานพบผู้ป่วยสองรายแรกของประเทศเมื่อวันที่ 23 มี.ค. ปีก่อน

เนื้อหาข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

Photo REUTERS/Phoonsab Thevongsa 

สุดยอดท่านประธาน แจกเงิน 3 ล้านให้พนักงานออกไปตั้งบริษัทเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670134

วันที่ 08 ธ.ค. 2564 เวลา 16:35 น.สุดยอดท่านประธาน แจกเงิน 3 ล้านให้พนักงานออกไปตั้งบริษัทเองแจ็ก อัลท์แมน ซีอีโอบริษัท Lattice เสนอเงินให้พนักงานคนละ 1 แสนดอลลาร์เป็นทุนตั้งต้นธุรกิจใหม่ของตัวเอง

บริษัท Lattice แพลตฟอร์มการจัดการบุคลากรในองค์กร ซึ่งดึงดูดลูกค้าชั้นนำอย่าง Slack และ Reddit ปัจจุบันมีมูลค่าถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ดูเหมือนว่าบริษัทกำลังไปได้สวย แต่แจ็ก อัลท์แมน (Jack Altman) ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทกำลังเสนอเงินทุนให้แก่พนักงานคนละ 100,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.35 ล้านบาท เพื่อลาออกไปเริ่มต้นธุรกิจเป็นของตัวเอง

แจ็กเล่าว่าก่อนจะมาเป็นซีอีโอของ Lattice เขาเคยดำรงตำแหน่งรองประธานของบริษัทอีคอมเมิร์ซ Teespring แม้ว่าจะเป็นงานสบายรายได้ดี แต่เมื่อเขาได้พูดคุยกับเจ้านายและกลับมาทบทวนกับตัวเองก็พบว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ จึงตัดสินใจลาออกในที่สุด แจ็กต้องการก่อตั้งบริษัทของตัวเองโดยรู้ดีว่าไม่มีทางที่บริษัทเก่าของเขาจะมอบเงินทุนให้เขาไปตั้งต้นใหม่

ตอนนี้เขาต้องการสนับสนุนพนักงานทั้ง 470 คนของเขา เพราะอาจมีบางคนที่กำลังรู้สึกเหมือนที่เขาเคยรู้สึกเมื่อ 6 ปีก่อน โดยการเสนอเงินให้คนละ 100,000 เหรียญสหรัฐเพื่อทำในแบบที่เขาเคยทำ

“เราได้จ้างพนักงานจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการบางคนอาจยังไม่มีความพร้อมที่จะเริ่มต้นบริษัทของตัวเอง ตอนนี้ผมคิดว่านี่เป็นวิธีที่ง่ายและดีที่สุด โดยการเสนอเงินจำนวนนี้เพื่อให้พวกเขาไปเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง” แจ็กกล่าวโดยเสริมว่าพนักงานจะต้องเริ่มต้นก่อตั้งบริษัทภายใน 1 ปีหลังลาออกจาก Lattice

ในขณะที่บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งกำลังพยายามรักษาพนักงานของพวกเขาไว้ แต่แจ็กไม่คิดว่าการสร้าง “แรงจูงใจในการลาออก” แก่พนักงานจะส่งผลเสียต่อการดำเนินงานของบริษัท

“ผมไม่คิดว่านี่จะเป็นความเสี่ยง เพราะพนักงานที่ต้องการสร้างบริษัทของตัวเองก็มีแนวโน้มที่เขาจะต้องลาออกในที่สุด เราเพียงต้องการให้การสนับสนุนพวกเขา โดยแสดงให้เห็นว่าเราใส่ใจพวกเขาในฐานะบุคคลมากกว่าในฐานะพนักงานของบริษัท” แจ็กกล่าว

แม้ว่านี่จะเป็นความคิดที่แปลกใหม่ แต่มีพนักงาน 2 คนได้ตอบรับเสนอของแจ็กแล้ว โดยคนแรกคืออดีตหัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ซึ่งลาออกไปเมื่อเดือนม.ค. 2020 และก่อตั้งบริษัท Sensible ส่วนอีกคนคือหัวหน้าฝ่ายการตลาดลาออกไปเมื่อเดือนส.ค. เพื่อเริ่มต้นบริษัท Dock และแจ็กหวังว่าในอนาคตจะยังมีพนักงานคนอื่นๆ ที่รับข้อเสนอนี้ของเขา

ที่มา: Business InsiderNews Nation USA

“กล่องปริศนา” บนดวงจันทร์ มันคืออะไร?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670120

วันที่ 08 ธ.ค. 2564 เวลา 13:24 น."กล่องปริศนา" บนดวงจันทร์ มันคืออะไร?ยานอวกาศของจีนที่ปฏิบัติภารกิจบนดวงจันทร์สามารถจับภาพสิ่งแปลกประหลาดเอาไว้ได้ แต่ว่ามันคืออะไร?

ยาน Yutu-2 จับภาพสิ่งที่ดูเหมือนวัตถุลูกบาศก์ขนาดใหญ่บนขอบฟ้าห่างจากตำแหน่งของมันประมาณ 80 เมตร (87 หลา) เว็บไซต์วิทยาศาสตร์ของรัฐบาลจีนกล่าวโดยอ้างถึงบันทึกล่าสุดของยานเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม

หุ่นยนต์โรเวอร์ทำงานอยู่ในปล่อง Von Karman Crater ในแอ่ง South Pole-Aitken นับตั้งแต่มีการติดตั้งในเดือนมกราคม 2019

ภารกิจครั้งนี้เป็นภารกิจแรกในประวัติศาสตร์ โดยที่ไม่มีประเทศอื่นใดที่ไปถึงด้านไกลของดวงจันทร์จนถึงตอนนั้น

Yutu หรือ “กระต่ายหยก” ในภาษาจีน ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการขับเคลื่อน จะเดินทางเป็นระยะทาง 80 เมตรใน 2 – 3 วันตามเวลาดวงจันทร์หรือ 2 – 3 เดือนของเวลาบนโลก เมื่อถึงเวลานั้นก็จะทราบในที่สุดว่าวัตถุลูกบาศก์ขนาดใหญ่คืออะไร

แต่นอกจากจะทำให้เกิดความสงสัยแล้ว มันยังกลายเป็นมีมในโลกโซเชียลของจีนด้วย ภายใต้แฮชแท็ก “การค้นพบล่าสุดของ Yutu” ชาวเน็ตจีนตัดต่อภาพยาน Yutu-2 ที่กำลังวิ่งไปบนที่ราบดวงจันทร์แล้วเจอเข้ากับเสาโอเบลิสก์ เสาหินสูง และแม้แต่ค้อนและเคียวขนาดยักษ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์

“มันเป็นขยะอวกาศที่สหรัฐฯ ทิ้งไว้” ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวจีนรายหนึ่งเขียนในโพสต์โซเชียลมีเดีย

“เข้าไปใกล้ๆ อีกนิด แล้วคุณจะเห็นว่าเป็นศูนย์ทดสอบกรดนิวคลีอิกสำหรับโควิด-19” อีกคนเหน็บ

“มันเป็นบ้านของมนุษย์ต่างดาว!” หนึ่งในสามพูดด้วยความสยดสยอง

คนอื่นๆ เสนอความเป็นไปได้ที่ธรรมดากว่านั้น มันก็แค่ก้อนหิน

ภาพจาก China National Space Administration (CNSA)

อนามัยโลกชี้เป็นไปได้น้อยที่วัคซีนที่มีอยู่จะสู้ Omicron ไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670105

วันที่ 08 ธ.ค. 2564 เวลา 12:35 น.อนามัยโลกชี้เป็นไปได้น้อยที่วัคซีนที่มีอยู่จะสู้ Omicron ไม่ได้เจ้าหน้าที่ระดับสูงองค์การอนามัยโลกยืนยันวัคซีนที่มีอยู่ยังสู้ Omicron ได้แม้ประสิทธิภาพจะลด

เจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์การอนามัยโลก (WHO) เผยกับสำนักข่าว AFP ว่า ดูเหมือนว่า Covid-19 สายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) จะไม่ก่อให้เกิดอาการรุนแรงกว่าเชื้อสายพันธุ์ก่อนหน้านี้ และ “ไม่น่าจะเป็นไปได้อย่างมาก” ที่จะหลบเลี่ยงการปกป้องจากวัคซีน

ไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการโครงการฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของ WHO เผยกับ AFP ว่า แม้เราจะยังต้องเรียนรู้อีกมากเกี่ยวกับโอมิครอนซึ่งกลายพันธุ์อย่างรุนแรง แต่ข้อมูลเบื้องต้นบ่งชี้ว่ามันไม่ได้ทำให้ผู้คนป่วยหนักกว่าสายพันธุ์เดลตาหรือสายพันธุ์อื่นๆ

“ข้อมูลเบื้องต้นไม่ได้บ่งชี้ว่ามันรุนแรงกว่า อันที่จริงถ้าจะมีอะไรอย่างนั้น ทิศทางมันพุ่งไปที่ความรุนแรงที่น้อยกว่า” ไรอันเผย และย้ำว่ายังต้องมีการศึกษาวิจัยมากกว่านี้ “มันยังเป็นช่วงเริ่มแรก เราต้องระมัดระวังมากๆ ในการตีความสัญญาณนั้น”

ไรอันกล่าวอีกว่า ไม่มีสัญญาณว่าโอมิครอนสามารถหลบเลี่ยงการป้องกันจากวัคซีนที่มีอยู่ได้อย่างเต็มร้อย

“เรามีวัคซีนประสิทธิภาพสูงที่พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพกับทุกสายพันธุ์จนถึงตอนนี้ในแง่ของอาการรุนแรงและการเข้ารักษาในโรงพยาบาล” นักระบาดวิทยาและอดีตศัลยแพทย์อุบัติเหตุเผย

“ไม่มีเหตุผลที่จะคาดหวังว่ามันจะไม่เป็นเช่นนั้นสำหรับโอมิครอน” ไรอันเผยโดยอ้างข้อมูลเบื้องต้นจากแอฟริกาใต้ซึ่งพบการระบาดครั้งแรกที่ชี้ว่าอย่างน้อยวัคซีนก็ยังป้องกันได้

ไรอันยอมรับว่าเป็นไปได้ที่วัคซีนที่มีอยู่ในขณะนี้อาจมีประสิทธิภาพลดลงเมื่อเจอเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนซึ่งมีการกลายพันธุ์ที่โปรตีนหนาม (spike protein) มากกว่า 30 จุด แต่ “ไม่น่าเป็นไปได้อย่างยิ่ง” ที่จะสามารถหลบเลี่ยงการป้องกันจากวัคซีนได้ทั้งหมด

“เราต้องพิสูจน์ว่าการป้องกันนั้นหายไปหรือไม่ แต่ผมหวังว่าจะยังเห็นการป้องกันได้บ้าง” ไรอันกล่าว “ข้อมูลเบื้องต้นจากแอฟริกาใต้ไม่ได้บ่งบอกว่าเราจะสูญเสียประสิทธิภาพอย่างร้ายแรง อันที่จริงตอนนี้มันตรงกันข้ามด้วยซ้ำ”

ในส่วนของการรับมือกับสายพันธุ์ต่างๆ ของ Covid-19 ไรอันเผยว่า อาวุธที่ดีที่สุดที่เรามีตอนนี้คือการฉีดวัคซีน

ไรอันเผยอีกว่า แม้ว่าจะมีการกลายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ใหม่ก็ยังเป็น Covid-19 และยังสามารถสู้ด้วยมาตรการเดิม รวมทั้งการฉีดวัคซีน สวมหน้ากากอนามัย และการเว้นระยะห่าง

“ไวรัสไม่ได้เปลี่ยนธรรมชาติของมัน มันอาจเปลี่ยนไปในแง่ของประสิทธิภาพ แต่ไม่ได้เปลี่ยนเกมทั้งหมด กติกาของเกมยังเหมือนเดิม”

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

ลูกหาบอเมริกันรวมหัวบอยคอตโอลิมปิกจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670104

วันที่ 08 ธ.ค. 2564 เวลา 12:08 น.ลูกหาบอเมริกันรวมหัวบอยคอตโอลิมปิกจีนหลายประเทศพิจารณามาตรการคว่ำบาตรทางการทูตโอลิมปิกฤดูหนาว “ปักกิ่ง 2022”

หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการทูต โดยการไม่ส่งผู้แทนทางการทูตเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว “ปักกิ่ง 2022” ที่จะจัดขึ้นในเดือนก.พ. ที่จะถึงนี้ กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ล่าสุดออสเตรเลียยืนยันที่จะเข้าร่วมการคว่ำบาตรกับสหรัฐแล้ว เนื่องจากความไม่ลงรอยกับจีนในหลายประเด็นด้วยกัน

โดยในวันนี้ (8 ธ.ค.) นายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสัน ของออสเตรเลียกล่าวว่าออสเตรเลียพร้อมเข้าร่วมการคว่ำบาตรทางการทูตกับสหรัฐ โดยจะไม่ส่งเจ้าหน้าที่ทางการทูตเข้าร่วมงานโอลิมปิกที่ปักกิ่ง

พร้อมเผยว่าการตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความเห็นที่ไม่ตรงกันกับจีนในหลายประเด็น ซึ่งรวมถึงการแทรกแซงกิจการภายใน และข้อตกลงในการจัดหาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ของออสเตรเลียเมื่อเร็วๆ นี้

“ออสเตรเลียยืนหยัดที่จะทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติ และแน่นอนว่าไม่น่าแปลกในเลยที่เราจะไม่ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมงานแข่งขันกีฬานั้น” มอร์ริสันกล่าวโดยเสริมว่านักกีฬายังคงเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาตามปกติ

มอร์ริสันยังอ้างถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคซินเจียง และความไม่เต็มใจของรัฐบาลจีนที่จะเจรจากับเจ้าหน้าที่ของออสเตรเลีย

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียและจีนตึงเครียดลงในช่วงที่ผ่านมา โดยสินค้าจากออสเตรเลียหลายอย่างถูกคว่ำบาตรจากจีน อาทิ ข้าวบาร์เลย์, ถ่านหิน, แร่ทองแดง, ฝ้าย, กุ้งมังกร, น้ำตาล, ไวน์, เนื้อวัว และธัญพืช ประกอบกับการที่รัฐบาลออสเตรเลียเรียกร้องให้สอบสวนต้นกำเนิดของโควิด-19

ขณะที่สื่อท้องถิ่นอังกฤษรายงานว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาอนุมัติการคว่ำบาตรทางการทูตต่อการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่ปักกิ่งเช่นกัน โดยอาจห้ามไม่ให้รัฐมนตรีและผู้แทนทางการทูตเข้าร่วมงาน

อย่างไรก็ตามโฆษกรัฐบาลอังกฤษกล่าวเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ที่ผ่านมาว่ารัฐบาลยังไม่ไม่ได้ตัดสินใจว่าผู้แทนรัฐบาลจะเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่ปักกิ่งหรือไม่

นอกจากนี้ยังมีนิวซีแลนด์ซึ่งกล่าวในเดือนต.ค. ว่าจะไม่ส่งผู้แทนทางการทูตเข้าร่วมงานเช่นกัน โดยอ้างถึงปัจจัยหลายประการส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่หลายครั้งรัฐบาลนิวซีแลนด์ก็ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาสิทธิมนุษยชนในจีน

Photo by REUTERS/Thomas Peter/File Photo

ผลศึกษาชี้แอนติบอดีจาก Pfizer ลดลงมากเมื่อเจอ Omicron

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670095

วันที่ 08 ธ.ค. 2564 เวลา 11:10 น.ผลศึกษาชี้แอนติบอดีจาก Pfizer ลดลงมากเมื่อเจอ Omicronผลการศึกษาจากแอฟริกาใต้ชี้ว่า Omicron ลดแอนติบอดีจากวัคซีน Pfizer 41 เท่า

วันนี้ (8 ธ.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานผลการศึกษาจากสถาบันวิจัยด้านสุขภาพแอฟริกาในประเทศแอฟริกาใต้ซึ่งได้ทำการทดลองประสิทธิภาพของวัคซีนโควิด-19 ของ Pfizer-BioNTech ในการรับมือกับโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน พบว่าวัคซีนยังคงสามารถต้านไวรัสได้บ้าง แต่มีแอนติบอดีลดลงมากเมื่อเทียบกับโควิด-19 สายพันธุ์อื่นๆ

ศาสตราจารย์ อเล็กซ์ ซิกัล จากสถาบันวิจัยสาธารณสุขแอฟริกาและทีมวิจัยได้ทดสอบแอนติบอดีจากผู้ที่ได้รับวัคซีน Pfizer-BioNTech ซึ่งไม่เคยติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 6 คน และผู้ที่ติดเชื้อก่อนรับวัคซีนอีกจำนวน 6 คน พบว่า แอนติบอดีจากทั้ง 12 คนสามารถต้านโอมิครอนได้น้อยกว่าโควิด-19 สายพันธุ์ก่อนหน้า แต่ผู้ที่ได้รับวัคซีนหลังติดเชื้อมีแอนติบอดีที่สูงกว่าผู้ที่ยังไม่เคยติดเชื้อ

โดยรวมแล้วศักยภาพของแอนติบอดีต่อโอไมครอนลดลงอย่างมากประมาณ 41 เท่า อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ซิกัลมองว่าแม้เชื้อโอมิครอนจะทำให้มีผู้ป่วยจำนวนมาก แต่มันสามารถควบคุมได้

ผลการศึกษาดังกล่าวช่วยอธิบายเหตุการณ์ซูเปอร์สเปรดเดอร์ซึ่งเกิดจากโอมิครอนได้ อย่างเช่นงานปาร์ตี้คริสต์มาสในนอร์เวย์ซึ่งมีผู้ติดเชื้ออย่างน้อยครึ่งหนึ่งของผู้เข้าร่วมงานที่ได้รับวัคซีนแล้ว 120 คน

ศาสตราจารย์ซิกัลเสริมว่าการศึกษาดังกล่าวยังไม่สามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่าวัคซีนเข็มกระตุ้นจะเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับไวรัสได้ดีเพียงใด ซึ่งต้องทำการทดสอบแอนติบอดีของผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นเสียก่อน แต่เชื่อว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นจะมีแอนติบอดีที่มากกว่า ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ และอาการป่วยรุนแรงได้ดียิ่งขึ้น

ด้านผู้ผลิตวัคซีน Pfizer และ Moderna กล่าวก่อนหน้านี้ว่ากำลังเดินหน้าทดสอบวัคซีนในการรับมือกับเชื้อโอมิครอน และจะสามารถพัฒนาวัคซีนสำหรับไวรัสดังกล่าวโดยเฉพาะได้ภายในเวลาประมาณ 3 เดือน

Photo by JEFF PACHOUD / AFP