‘นักพิสูจน์บ้านผีสิง’ อาชีพที่กำลังมาแรงในจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668447

วันที่ 17 พ.ย. 2564 เวลา 13:00 น.'นักพิสูจน์บ้านผีสิง' อาชีพที่กำลังมาแรงในจีนเมื่อไม่มีใครกล้าซื้อบ้านมีประวัติจึงเกิดอาชีพนี้ขึ้น แค่นอนคืนเดียวรับเงินกว่า 7 พันบาท

โอกาสที่จะขายบ้านที่เคยเกิดโศกนาฏกรรมในเอเชียนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ในประเทศจีนมีงานฟรีแลนซ์หนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ซื้อมั่นใจได้ว่าคุณจะไม่ถูกหลอกหลอนอย่างแน่นอนหากเข้าอยู่ในบ้านหลังนี้ และกำลังเป็นอาชีพที่ถูกพูดถึงอย่างมากเพราะรายได้ค่อนข้างดีทีเดียว

อาชีพนี้ถูกเรียกว่า “นักพิสูจน์บ้านผีสิง” ซึ่งพวกเขาจะได้รับการว่าจ้างจากนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์หรือเจ้าของบ้านเดิม เพื่อพิสูจน์ว่าบ้านหลังนั้นไม่มีผีแม้จะมีประวัติน่ากลัวก็ตาม เป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ซื้อบ้านนั่นเอง

สำหรับรายได้โดยปกติแล้วพวกเขาจะได้รับค่าจ้างเป็นเงิน 1 หยวน (5 ถึง 6 บาท) ต่อนาที หรืออาจทำเงินได้มากกว่า 1,440 หยวน (7,400 บาท) สำหรับการทดลองเข้าพักที่บ้านหลังนั้นเป็นเวลา 1 วัน

“จาง” ทหารเกษียณรายหนึ่งซึ่งผันตัวมาเป็นนักพิสูจน์บ้านผิสิง เผยว่า นี่เป็นอาชีพที่ค่อนข้างได้รับความนิยม มันไม่เหมาะที่จะทำเป็นงานประจำ แต่คนส่วนใหญ่มักทำเป็นงานนอกเวลา หรือสำหรับคนงานที่ต้องบินข้ามประเทศแล้วไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนต่อ

โดยจางเล่าว่าลูกค้าของเขามักจะเป็นนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์ที่พยายามจะขายบ้านที่มีประวัติ หรือลูกค้าที่เพิ่งซื้อบ้านใหม่และกลัวว่าจะถูกหลอกหลอน

“เจ้าของบ้านคนใหม่บางคนยังไม่กล้าเข้าอยู่เพราะกลัวผี พวกเขาจึงจ่ายเงินจ้างนักพิสูจน์บ้านผีสิงให้ลองไปเข้าพักและตรวจสอบดูว่าปลอดภัยหรือไม่” จางกล่าวพร้อมเล่าว่าเขาวิดีโอคอลคุยกับลูกค้าเพื่อแสดงให้เห็นว่าได้ตรวจสอบทุกมุมของบ้าน

อย่างไรก็ตาม แม้จะดูเหมือนเป็นงานง่ายๆ เพราะแค่นอนคืนเดียวก็ได้เงินแล้ว แต่จางกล่าวว่าบางคนที่ใจไม่กล้าพอก็ไม่สามารถทำงานนี้ได้ โดยยกตัวอย่างเพื่อนของเขาที่ลาออกทันทีหลังทำงานไปได้ครั้งเดียวเท่านั้น

ก่อนหน้านี้มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอสตรีมมิงถ่ายทอดสดความยาว 24 ชั่วโมง จากนักพิสูจน์บ้านผีสิงคนหนึ่งในเมืองซูโจว ทางตะวันออกเฉียงใต้ของมณฑลเจียงซู ซึ่งเรียกความสนใจให้กับอาชีพนี้เป็นอย่างมาก

โดยคลิปดังกล่าวเป็นความพยายามในการประมูลแฟลตแห่งหนึ่งซึ่งเจ้าของเก่าฆ่าตัวตายในนั้น แต่แม้ว่าจะมียอดชมถึง 56,000 ครั้งก็ไม่มีใครกล้าประมูลแฟลตหลังนั้นอยู่ดี

ที่มา: South China Morning Post

ภาพ: Sylvain THOMAS / AFP

กองทัพไทยควักเกือบ 5 พันล้านบาทซื้อเครื่องบินรบสหรัฐอีก 8 ลำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668441

วันที่ 17 พ.ย. 2564 เวลา 11:21 น.กองทัพไทยควักเกือบ 5 พันล้านบาทซื้อเครื่องบินรบสหรัฐอีก 8 ลำกองทัพไทยเป็นลูกค้าต่างชาติรายแรกที่ทำสัญญาซื้อเครื่องบินโจมตีของสหรัฐ 8 ลำ มูลค่าเกือบ 5,000 ล้านบาท

Defense News เว็บไซต์ข่าวเทคโนโลยีด้านการทหารรายงานว่า กองทัพอากาศไทยทำสัญญาซื้อขายเครื่องบินจู่โจมขนาดเล็ก Beechcraft AT-6 Wolverine ของบริษัท เท็กซ์ทรอน เอวิเอชัน ดีเฟนส์ (Textron Aviation Defense) ผู้ผลิตเครื่องบินจากรัฐแคนซัสของสหรัฐ จำนวน 8 ลำ รวมทั้งอุปกรณ์เสริม อะไหล่ และการฝึกบุคลากรของไทยจากบริษัท รวมมูลค่า 143 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 4,694 ล้านบาท

กองทัพไทยทำสัญญาซื้อขายดังกล่าวในวันแรกของมหกรรมแสดงสินค้าที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างดูไบ แอร์ โชว์ (Dubai Airshow) ที่จัดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งตรงกับวันที่ 14 พ.ย. โดยเป็นลูกค้าต่างชาติรายแรกที่ซื้อเครื่องบินจู่โจมขนาดเล็กดังกล่าว

โธมัส แฮมมัวร์ ประธานและซีอีโอของ Textron Aviation Defense ระบุในแถลงการณ์ว่า เครื่องบิน Beechcraft AT-6 Wolverine หรือที่ไทยเรียกว่า Beechcraft AT-6TH จะถูกนำมาใช้แทนที่เครื่องบิน Aero Vodochody L-39s ที่ปลดประจำการ ในภารกิจความมั่นคงด้านพรมแดน การปราบปรามยาเสพติด และการปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยกองทัพไทยเลือกซื้อเครื่องบินของบริษัทเพราะมีราคา กำหนดการส่งมอบ และประสิทธิภาพดีที่สุด

Textron Aviation Defense ระบุอีกว่า การฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญด้านการบำรุงรักษาของไทยจะเริ่มที่ประเทศไทยในปี 2023 ส่วนการอบรมฝึกสอนนักบินจะทำที่เมืองวิชิตาในรัฐแคนซัสในปี 2024 และเครื่องบินจะเข้าประจำการในฝูงบินกองทัพไทยในปี 2024 เป็นต้นไปโดยจะส่งมอบที่ฐานทัพอากาศจังหวัดชียงใหม่

ขณะที่เว็บไซต์ Flight Global รายงานว่า พลอากาศเอก พงษ์สวัสดิ์ จันทสาร ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพอากาศ ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดหา กล่าวถึงการจัดซื้อครั้งนี้ว่า “นักบินของกองทัพอากาศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่าโครงการจัดซื้อเครื่องบิน AT-6 นั้นเป็นที่น่าสนใจและเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง”

ภาพ: Textron Aviation Defense 

Pfizer แบ่งสูตรผลิตยาเม็ดต้านโควิด 95 ประเทศ ไร้ชื่อไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668434

วันที่ 17 พ.ย. 2564 เวลา 10:30 น.Pfizer แบ่งสูตรผลิตยาเม็ดต้านโควิด 95 ประเทศ ไร้ชื่อไทยPfizer เปิดทาง 95 ประเทศผลิตยา ‘Paxlovid’ ยาเม็ดต้านโควิด-19

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าบริษัท Pfizer ผู้ผลิตยาจากสหรัฐอเมริกา เจ้าของยาเม็ดรักษาโควิด-19 “แพ็กซ์โลวิด” (Paxlovid) อนุญาตให้ผู้ผลิตยาในประเทศที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง 95 ประเทศสามารถผลิตยาดังกล่าวเองได้ในราคาถูก

โดย Pfizer ได้บรรลุข้อตกลงกับ Medicines Patent Pool (MPP) หน่วยงานด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศซึ่งได้รับการสนับนุนจากองค์การสหประชาชาติ (UN) ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ผลิตยาสามัญใน 95 ประเทศสามารถผลิตยา PF-07321332 ภายใต้ชื่อทางการค้า Paxlovid ซึ่งคาดว่าจะมีการผลิตยาดังกล่าวสูตรสามัญในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

รายงานระบุว่า 95 ประเทศในข้อตกลงนี้ครอบคลุมประชากรประมาณ 53% ของโลก ซึ่งจะช่วยให้ประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลางเข้าถึงยาดังกล่าวได้ดียิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวไม่มีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย แต่มีประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 6 ประเทศด้วยกัน ได้แก่ ลาว เมียนมา กัมพูชา อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์

ทั้งนี้ Pfizer เผยว่ายา Paxlovid มีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง โดยสามารถลดการเข้ารักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตได้ถึง 89% ในกลุ่มผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะมีอาการหนัก

ก่อนหน้านี้บริษัท Merck ผู้ผลิตยาเม็ดรักษาโควิด-19 โมลนูพิราเวียร์ (molnupiravir) ก็ได้เผยว่าจะมอบใบอนุญาตให้ผลิตยาโดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์แก่องค์การไม่แสวงกำไรที่องค์การสหประชาชาติสนับสนุน ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆ ใน 105 ประเทศสามารถผลิตและจำหน่ายยาดังกล่าวเองได้ในราคาไม่แพง แต่ไทยไม่อยู่ในลิสต์เช่นกัน

Photo by Pfizer/Handout via REUTERS

JPMorgan ฟ้อง Tesla เรียกเงินกว่า 5 พันล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668402

วันที่ 16 พ.ย. 2564 เวลา 20:00 น.JPMorgan ฟ้อง Tesla เรียกเงินกว่า 5 พันล้านบาทบริษัท JPMorgan ฟ้อง Tesla พร้อมเรียกเงินชดเชย 162 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าบริษัท JPMorgan Chase & Co. ผู้ให้บริการด้านการเงินและการลงทุนชื่อดังจากสหรัฐฟ้องบริษัท Tesla ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของอีลอน มัสก์ พร้อมเรียกเงินชดเชยมูลค่า 162 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5,300 ล้านบาทฐานละเมิดสัญญาที่เกี่ยวข้องกับใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นหลังจากที่ราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้น

ตามคำร้องที่ยื่นฟ้องต่อศาลในเมืองแมนฮัตตันระบุว่า ในปี 2014 บริษัท Tesla ขายใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นให้แก่ JPMorgan ซึ่งสัญญาระบุว่า Tesla จะต้องส่งมอบหุ้นหรือเงินสดหากราคาหุ้นของบริษัทสูงกว่าราคาใช้สิทธิ (Strike Price) ภายในวันที่ใบสำคัญแสดงสิทธิหมดอายุ ซึ่งตรงกับเดือนมิ.ย. และก.ค. 2021

ข้อพิพาทเกิดขึ้นภายหลังจากที่อีลอน มัสก์ทวีตเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2018 ว่าเขากำลังพิจารณาที่จะนำบริษัทออกจากตลาดหุ้นที่ราคา 420 ดอลลาร์ต่อหุ้น และบอกด้วยว่าเขาเตรียมแหล่งเงินทุนไว้แล้ว ซึ่งส่งผลให้หุ้นของบริษัทร่วงหนักในเวลาต่อมา ก่อนที่มัสก์จะละทิ้งความคิดนี้ไปในอีก 17 วันให้หลัง

ภายหลังราคาหุ้นของ Tesla เพิ่มขึ้นราว 10 เท่าเมื่อถึงเวลาที่ใบสำคัญแสดงสิทธิหมดอายุ ขณะที่ JPMorgan เรียกร้องให้ Tesla ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาคือการส่งมอบหุ้นหรือเงินสดให้แก่บริษัท เมื่อ Tesla ไม่ได้ปฏิบัติตามนั้นจึงถือว่าเป็นการละเมิดสัญญา

ด้าน Tesla ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว

Photo by JOHN THYS / AFP

มกุฎราชกุมารีดัชต์เผยยังไม่พร้อมเป็นควีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668403

วันที่ 16 พ.ย. 2564 เวลา 19:19 น.มกุฎราชกุมารีดัชต์เผยยังไม่พร้อมเป็นควีนเจ้าหญิงอามาเลีย มกุฎราชกุมารีดัชต์เผยยังไม่พร้อมเป็นพระราชินี

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เจ้าหญิงอามาเลีย มกุฎราชกุมารีแห่งเนเธอร์แลนด์ ระบุในหนังสืออัตชีวประวัติซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ก่อนวันคล้ายวันประสูติปีที่ 18 ในวันที่ 7 ธ.ค. ของพระองค์ว่า ยังไม่พร้อมขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระราชินี แม้ว่าจะอุทิศทั้งชีวิตรับใช้ประเทศแล้วก็ตาม

หนังสือดังกล่าวซึ่งเขียนขึ้นตามความเห็นชอบของหน่วยงานบริการข้อมูลของเนเธอร์แลนด์ (RVD) ที่รับผิดชอบในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้กับราชวงศ์ มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตส่วนพระองค์และอุปนิสัยของเจ้าหญิงอามาเลีย พระธิดาองค์โตของสมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลม-อเล็กซานเดอร์ ที่ละเอียดที่สุดในขณะนี้

นอกจากจะเรียนเก่งซึ่งเป็นที่รับทราบกันทั่วไปแล้ว หนังสือเล่มนี้เผยว่า เจ้าหญิงอามาเลียยังทำงานพาร์ทไทม์เป็นพนักงานเสิร์ฟที่คาเฟ่ติดชายหาดแห่งหนึ่ง โดยเจ้าของร้านขนานนามให้เจ้าหญิงว่า “ราชินีค็อกเทล”

เจ้าหญิงยังระบุว่า หากพระองค์ไม่ต้องเป็นราชินีในอนาคต พระองค์อาจทำงานด้านการร้องเพลงหรือขี่ม้า

และจากความเป็นไปได้ที่ว่าพรรครีพับลิกันอาจยกเลิกระบบกษัตริย์ เจ้าหญิงอามาเลียตรัสว่า พระองค์รับได้ “พวกเขาทำอย่างนั้นได้ ส่วนเราก็จะใช้ชีวิตต่อไปเหมือนกัน”

เจ้าหญิงอามาเลียยังระบุว่า หากสมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลม-อเล็กซานเดอร์ พระบิดา สวรรคตหรือสละบัลลังก์กะทันหัน พระองค์จะขอให้สมเด็จพระราชินีมักซิมา พระมารดาขึ้นครองราชย์แทนชั่วคราว

“แต่เราบอกกับพระบิดาว่า ‘ท่านต้องเสวยอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังพระวรกายมากๆ’” เจ้าหญิงตรัส

ก่อนหน้านี้เจ้าหญิงอามาเลียประกาศว่าขอไม่รับเงินรายปีสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายส่วนพระองค์จากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ปีละ 1.6 ล้านยูโร หรือราว 60 ล้านบาท หลังพระชันษาครบ 18 ปี

ในจดหมายแจ้งไปยังนายกรัฐมนตรี มาร์ก รุตเตอร์ เจ้าหญิงระบุว่า “เรารู้สึกไม่สบายใจ ตราบใดที่เรายังตอบแทนประเทศได้เพียงน้อยนิด และนักเรียนคนอื่นๆ ต้องลำบากกว่านี้มากนัก โดยเฉพาะในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19”

ทั้งนี้ แม้ว่าราชวงศ์ออร์เรนจ์ของเนเธอร์แลนด์ยังคงเป็นที่ชื่นชอบของชาวดัตช์ส่วนใหญ่ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อปีที่แล้วที่ทั้งครอบครัวพากันไปพักร้อนที่บ้านพักตากอากาศที่กรีซในขณะที่ Covid-19 กำลังระบาดทั่วโลก ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จนต้องยกเลิกทริปและรีบเดินทางกลับเนธอร์แลนด์

การเดินทางดังกล่าวไม่ได้ฝ่าฝืนมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด แต่เกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากที่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ประกาศล็อกดาวน์บางส่วนเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดที่ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น

RVD/Handout via REUTERS, REUTERS/Piroschka van de Wouw/File Photo

นักวิจัยใช้ AI ประมวลผลความคิดผู้พิการให้สามารถสื่อสารเป็นตัวหนังสือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668397

วันที่ 16 พ.ย. 2564 เวลา 18:40 น.นักวิจัยใช้ AI ประมวลผลความคิดผู้พิการให้สามารถสื่อสารเป็นตัวหนังสืออุปกรณ์นี้สามารถถอดรหัสความคิดออกมาเป็นตัวหนังสือได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

นับว่าเป็นก้าวสำคัญสู่ความสำเร็จเมื่อนักวิจัยสามารถใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการประมวลผลคลื่นสมองออกมาเป็นตัวหนังสือได้แบบเรียลไทม์

งานวิจัยดังกล่าวได้รับการเผยแพร่บน Nature เว็บไซต์วารสารวิทยาศาสตร์ระดับโลกเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยกล่าวถึงความสำเร็จในการทดลองให้ชายวัย 65 ปีคนหนึ่งซึ่งเป็นอัมพาตจากอาการบาดเจ็บที่ไขสันหลังตั้งแต่ปี 2007 จินตนาการว่ากำลังเขียนหนังสือ ขณะที่อิเล็กโทรดซึ่งฝังอยู่ในสมองจะบันทึกสัญญาณการทำงานของสมองของเขาไว้ ก่อนที่อัลกอริทึมที่ทำงานบนคอมพิวเตอร์ภายนอกจะตีความและประมวลผลออกมาเป็นตัวหนังสือแสดงบนจอคอมพิวเตอร์

ทำให้เขากลับมาสื่อสารด้วยตัวหนังสือได้อีกครั้งแม้ว่าแขนขาของเขาจะไม่สามารถขยับได้เนื่องจากเป็นอัมพาตมาหลายปีแล้ว

ในส่วนของความเร็วในการพิมพ์นั้นอยู่ที่ 90 ตัวอักษรต่อนาที หรือประมาณ 18 คำต่อนาที ด้วยความแม่นยำ 94.1% และความแม่นยำสูงสุด 99% เมื่อเปิดใช้งานระบบสะกดคำอัตโนมัติ

ซึ่งเป็นความเร็วที่เกือบจะเทียบเท่าการพิมพ์ด้วยสมาร์ทโฟนของผู้ใช้ในกลุ่มอายุเดียวกัน ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 115 ตัวอักษรหรือ 23 คำต่อนาที

ทั้งนี้ ระบบสามารถประมวลผลตัวอักษรภาษาอังกฤษ 26 ตัว และเครื่องหมายวรรคตอนพื้นฐานบางตัว

การทดลองดังกล่าวใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่าส่วนต่อประสานระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์ หรือ Brain-computer Interface (BCI) ซึ่งใช้ AI ในการประมวลผลการทำงานของสมองออกมาเป็นตัวอักษรบนคอมพิวเตอร์ กล่าวคือเป็นการควบคุมและสั่งการคอมพิวเตอร์ผ่านความคิดนั่นเอง

แฟรงค์ วิลเล็ตต์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดกล่าวว่า “ระบบใหม่นี้สามารถตีความการทำงานของสมอง และถอดรหัสเพื่อสร้างตัวอักษรได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ และทำให้เราได้เรียนรู้ว่าสมองยังคงสามารถสั่งการการเคลื่อนไหวได้ดี แม้ร่างกายจะสูญเสียการเคลื่อนไหวเหล่านั้นมาเป็นเวลากว่า 10 ปี”

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อุปกรณ์ดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการพิสูจน์ซึ่งได้รับการทดลองกับผู้เข้าร่วมเพียงแค่คนเดียว จึงยังไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์และยังไม่สามารถใช้งานได้จริงในตอนนี้ โดยทีมวิจัยยังคงต้องศึกษาทดลองต่อไป รวมถึงขยายกลุ่มตัวอย่าง และเพิ่มชุดตัวอักษรและสัญญลักษณ์อื่นๆ ให้มากขึ้น ตลอดจนปรับแต่งความไวของระบบด้วย

“ผลลัพธ์การทดลองครั้งนี้ได้เปิดแนวทางใหม่สำหรับ BCI และแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการประมวลผลที่รวดเร็วและแม่นยำสำหรับผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตมานานหลายปี…เราเชื่อว่าเทคโนโลยี BCI จะต้องประสบความสำเร็จยิ่งไปกว่านี้ในอนาคต”

ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเทคโนโลยี BCI ได้รับความสนใจจากบรรดาบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงโครงการ Neuralink ของอีลอน มัสก์ นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมายังได้มีการพัฒนา BCI ที่ใช้สมองควบคุมการทำงานของเมาส์บนหน้าจอคิมพิวเตอร์

ที่มา: WIONScience AlertMetro

ภาพ: HHMI Howard Hughes Medical Institute

ผู้ก่อตั้ง Evergrande ขนทรัพย์สินส่วนตัวขายจ่ายหนี้บริษัท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668393

วันที่ 16 พ.ย. 2564 เวลา 18:01 น.ผู้ก่อตั้ง Evergrande ขนทรัพย์สินส่วนตัวขายจ่ายหนี้บริษัทขณะที่ Evergrande กำลังดิ้นรนระดมเงินมาชำระหนี้ ผู้ก่อตั้งเริ่มขายทรัพย์สินส่วนตัวหาเงินอีกทางหนึ่ง

สำนักข่าว Reuters รายงานโดยอ้างเอกสารทางการฮ่องกงและบุคคลที่ทราบเรื่องดังกล่าวว่า ขณะที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของจีน Evergrande Group กำลังหาทางชำระหนี้กว่า 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สวี่เจียอิ้น ผู้ก่อตั้งบริษัทเริ่มนำทรัพย์สินมีค่าส่วนตัว รวมทั้งงานศิลปะ งานเขียนอักษรจีนด้วยพู่กันจีน และบ้านหรู 2 หลังออกขายเพื่อระดมทุนเพิ่มเติม

เมื่อเดือนที่แล้วแหล่งข่าว 2 คนเผยกับ Reuters ว่า ทางการจีนสั่งให้สวี่เจียอิ้นใช้ทรัพย์สินส่วนตัวมาชำระหนี้บรรดาเจ้าหนี้พันธบัตร

เอกสารการจดทะเบียนที่ดินฮ่องกงระบุว่า สวี่เจียอิ้นใช้แมนชันขนาด 5,000 ตารางฟุตในย่านเดอะพีคซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยสุดหรูของฮ่องกงค้ำประกันเงินกู้จากธนาคารเพื่อการก่อสร้างจีนเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา

สวีเจียอิ้นซึ่งเคยรั้งตำแหน่งชายที่มั่งคั่งที่สุดในเอเชียเมื่อปี 2017 ยังจำนองบ้านหรูหลังที่สองในย่านเดอะพีคกับธนาคารเพื่อการลงทุน Orix Asia Capital เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ในจำนวนเงินที่ไม่เปิดเผย ทว่าตัวแทนด้านอสังหาริมทรัพย์เผยกับ Reuters ว่า ด้วยวิวที่สามารถมองเห็นตึกสูงระฟ้าของฮ่องกงได้แทบจะทั้งเกาะ บ้านหรูทั้งสองแห่งน่าจะมีมูลค่าราวหลังละ 800 ล้านเหรียญฮ่องกง

Reuters รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่ทราบเรื่องดังกล่าวโดยตรงว่า สวี่เจียอิ้นหลงใหลในศิลปะการเขียนพู่กันจีน งานศิลปะ และปลาคาร์พที่เจ้าตัวยอมควักกระเป๋าจ่ายนับสิบๆ ล้านหยวน และภายใต้คำสั่งของสวี่เจียอิ้น Evergrande เริ่มขายงานศิลปะและงานเขียนอักษรพู่กันจีนบางชิ้นเพื่อระดมทุนเพิ่มเติม

แหล่งข่าวเผยอีกว่า Evergrande ยังขายเครื่องบินส่วนตัว Gulfstream 2 ลำเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วน Wall Street Journal รายงานว่า เมื่อต้นเดือน Evergrande ระดมเงินทุนได้กว่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐจากการขายเครื่องบินส่วนตัว 2 ลำให้กับนักลงทุนด้านเครื่องบินชาวอเมริกัน

สื่อจีนรายงานว่า สวี่เจียอิ้นครอบครองเรือยอชต์ชื่อ Event มูลค่าราว 60 ล้านเหรียญสหรัฐ และเครื่องบินส่วนตัว Airbus 1 ลำ

สื่อฮ่องกงรายงานว่า มีการระดมเงินได้ราว 300 ล้านเหรียญฮ่องกงเพื่อชำระหนี้พันธบัตร

ปัญหาสภาพคล่องของ Evergrande ส่งแรงกระเพื่อมไปยังตลาดและยังทำให้นักลงทุน เจ้าหนี้ และซัพพลายเออร์หลายรายประสบกับความยุ่งเหยิงวุ่นวาย อาทิ กัวฮุย เจ้าของบริษัททำความสะอาดที่ Evergrande เป็นหนี้ราว 2.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ต้องขายรถซูเปร์คาร์ Porsche Cayenne และอพาร์ตเมนต์เพื่อระดมเงินสดมาชำระหนี้ของตัวเอง

“เขาควรขายทรัพย์สิน” กัวเผยกับ Reuters “เขาไม่มีทางเลือกหรอกถ้ารัฐบาลสั่ง”

จากรายงานทำเนียบมหาเศรษฐีจีนของหูรุ่น (Hurun) ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนที่แล้วพบว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาทรัพย์สินส่วนตัวของสวี่เจียอิ้นลดลงจาก 45,000 ล้านเหรัยญสหรัฐในปี 2017 เหลือราว 11,300 ล้านเหรียญสหรัฐทว่าแม้สวี่เจียอิ้นจะขายทรัพย์สินส่วนตัวบางชิ้นก็ยังไม่เพียงพอกับหนี้สินของบริษัทที่มีอยู่กว่า 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ กำหนดชำระหนี้พันธบัตรครั้งต่อไปซึ่งมีมูลค่ากว่า 255 ล้านเหรียญสหรัฐของ Evergrande คือวันที่ 28 ธ.ค.

REUTERS/Bobby Yip/File Photo

คนจีนแห่อุดหนุนชาวสวนส้มยอดขายกระฉูด 150 เท่าหลังบริจาคให้นักศึกษาใช้วิจัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668354

วันที่ 16 พ.ย. 2564 เวลา 14:10 น.คนจีนแห่อุดหนุนชาวสวนส้มยอดขายกระฉูด 150 เท่าหลังบริจาคให้นักศึกษาใช้วิจัยเจ้าของสวนส้มจีนรับออร์เดอร์มือเป็นระวิงหลังเรื่องที่บริจาคส้มให้นักศึกษาใช้ทำวิจัยกลายเป็นไวรัลในโซเชียล

South China Morning Post รายงานว่า ชาวสวนส้มของจีนมียอดออร์เดอร์ทางออนไลน์เพิ่มขึ้น 150 เท่าหลังจากเขาบริจาคส้มให้นักศึกษามหาวิทยาลัยเจ้อเจียงหลายกล่องเพื่อใช้ในการวิจัย จากความต้องการในการช่วยเหลือประเทศ

Zhejiang Daily รายงานว่าหลังจากเรื่องการบริจาคของเขาเผยแพร่ไปทั่วโฃกออนไลน์ เฉิน ไค ชาวสวนส้มจากเมืองหลินไห่ในมณฑลเจ้อเจียงทางตะวันออกของจีน ได้รับออร์เดอร์วันละกว่า 15,000 ออร์เดอร์ จากที่ก่อนหน้านี้เคยขายในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Pinduoduo ได้วันละไม่ถึง 100 ออร์เดอร์

ออร์เดอร์ที่ถล่มทลายนี้เกิดขึ้นหลังจากเฉินส่งส้มไปให้นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงโดยไม่คิดเงินเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากทราบว่านักศึกษาคนหนึ่งต้องการซื้อส้มของเขาไปทำงานวิจัย

ในการพูดคุยตอบโต้กับนักศึกษา เฉินถามว่า “ส้มก็เอาไปวิจัยได้เหรือ” เมื่อได้รับคำตอบว่าได้เฉินถามต่อว่างานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์กับประเทศหรือไม่ นักศึกษาแซ่เสี่ยวตอบว่า “จะว่างั้นก็ได้ เราเป็นนักศึกษาบัณฑิตวิทยาลัย”

เฉินบอกต่อว่า “เพื่อเป็นการรับใช้ประเทศ ผมจะบริจาคส้มให้คุณ 1 กล่อง ผมช่วยอะไรประเทศของเราได้ไม่มากหรอก พอมีโอกาสอย่างตอนนี้ผมก็จะสนับสนุน”

เดิมทีเฉินตั้งใจบริจาคส้ม 1 กล่องแต่พอทราบว่านักศึกษาคนดังกล่าวต้องการส้มขนาดต่างๆ กัน เช้าวันรุ่งขึ้นเขาจึงเพิ่มให้อีก 5 กล่องเสี่ยว ว่าที่ดอกเตอร์จากวิทยาลัยการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพของมหาวิทยาลัยเต้อเจียงเผยกับ Zhejiang Daily ในภายหลังว่า เธอกับเพื่อนๆ กำลังวิจัยเกี่ยวกับโรคที่ส่งผลกระทบกับส้มหลังจากได้รับส้มจากเฉิน เสี่ยวนำแชทที่คุยกับเฉินไปแชร์ในเว็บไซต์ภายในของมหาวิทยาลัยให้เพื่อนๆ ได้ทราบถึงความมีน้ำใจ วันถัดมาบรรดานักศึกษาที่ซาบซึ้งกับความมีน้ำใจของเฉินพากันไปอุดหนุนส้มจากร้านของเฉินกันคึกคัก

เรื่องราวดีๆ ครั้งนี้ได้รับความสนใจจากสื่อท้องถิ่นตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งยังมียอดวิวในเว่ยปั๋วกว่า 370 ล้านครั้ง มียอดไลค์กว่า 800,000 ครั้ง

ส่วน People’s Daily สื่อที่เป็นกระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์ระบุว่าเรื่องราวดังกล่าวเป็นเรื่องที่อบอุ่นหัวใจ

ด้าน Zhejiang TV รายงานว่า เฉินเผยว่าเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าจะมีคนมาอุดหนุนส้มของเขามากมายขนาดนี้ “คุณไม่ต้องซื้อส้มจากสวนผมก็ได้ แค่คุณทักทายผมก็ดีใจแล้ว เราต้องบริโภคอย่างสมเหตุสมผล”

นอกจากนี้ เฉินยังนำส้มจากสวนที่อยู่ใกล้เคียงมาช่วยขายให้ด้วย

ภาพ: Baidu

โควิดยังไม่ทันหาย ไข้หวัดนกระบาดซ้ำทั่วเอเชีย-ยุโรป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668344

วันที่ 16 พ.ย. 2564 เวลา 13:00 น.โควิดยังไม่ทันหาย ไข้หวัดนกระบาดซ้ำทั่วเอเชีย-ยุโรปเอเชีย-ยุโรปจับตาไข้หวัดนกระบาดซ้ำเติมโควิด-19 หวั่นไวรัสกลายพันธุ์หลังจีนพบผู้ติดเชื้อพุ่ง

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) เตือนถึงการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกซึ่งแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปในหลายประเทศทั่วทั้งเอเชียและยุโรป โดยนับตั้งแต่ต้นปีนี้มีรายงานการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดชนิดก่อโรครุนแรง (HPAI) อย่างต่อเนื่องทั่วโลก รวมมากถึง 4,122 จุด

ประเทศจีนซึ่งเป็นผู้ผลิตสัตว์ปีกรายใหญ่ที่สุดของโลก รายงานผู้ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N6 จำนวน 21 รายในปีนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่เพียง 5 ราย แม้จะต่ำกว่าผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ H7N9 เมื่อ 4 ปีก่อนที่มีมากถึงหลายร้อยคน แต่ H5N6 มีความรุนแรงจนทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 คนแล้ว

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นเรื่องน่ากังวลเนื่องจากไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในอัตราสูง และยังเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมสัตว์ปีก นอกจากนี้ยังกังวลว่าไวรัสอาจมีการกลายพันธุ์ แม้ยังไม่มีการยืนยันกรณีการติดต่อจากคนสู่คน

ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม กัมพูชา และลาว พบไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 H5N6 และ H5N8 ขณะที่ประเทศไทยเข้าสู่การเปลี่ยนจากฤดูฝนเป็นฤดูหนาวซึ่งอาจทำให้สัตว์ปีกมีภูมิคุ้มกันต่ำและติดโรคได้

ด้านญี่ปุ่นพบการแพร่ระบาดของไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N8 เป็นครั้งแรกในช่วงฤดูหนาวของปีนี้ ในฟาร์มสัตว์ปีกเมืองโยโกเตะ และได้จำกัดไก่ไข่ไปแล้วกว่า 143,000 ตัว

เช่นเดียวกับเกาหลีใต้ซึ่งเร่งกำจัดสัตว์ปีกไปประมาณ 770,000 ตัวหลังพบการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกในฟาร์มสัตว์ปีก

นอกจากนี้มีรายงานว่าในอินเดียพบนกตายกว่า 200 ตัวจากการติดเชื้อไข้หวัดนก และพบการแพร่ระบาด H5N1 ในหลายพื้นที่ของรัฐราชสถานทางตะวันตกของประเทศ ท่ามกลางความกังวลว่าจะเกิดการแพร่ระบาดไปสู่สัตว์อื่น

เมื่อเดือนก.ค. ที่ผ่านมาอินเดียยังพบผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดนกรายแรกของประเทศ ซึ่งเป็นเด็กชายวัย 11 ปีเสียชีวิตหลังติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ H5N1

ด้านประเทศในยุโรปอย่างนอร์เวย์ พบการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ในฝูงนกถึง 7,000 ตัว และเบลเยียมสั่งให้ประชาชนเลี้ยงสัตว์ปีกในที่ปิดหลังพบห่านป่าติดเชื้อไข้หวัดนก เช่นเดียวกับฝรั่งเศสซึ่งพบการแพร่ระบาดเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา และเนเธอร์แลนด์พบการแพร่ระบาดตั้งแต่เดือนต.ค.

AFP PHOTO / FILES / Philippe Lopez

ตอลิบานขนอาวุธสหรัฐจัดพิธีสวนสนามโชว์ของเพียบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668342

วันที่ 16 พ.ย. 2564 เวลา 12:19 น.ตอลิบานขนอาวุธสหรัฐจัดพิธีสวนสนามโชว์ของเพียบกลุ่มตอลิบานจัดพิธีสวนสนามขนอาวุธของสหรัฐมาโชว์แสนยานุภาพเพียบ

สำนักข่าว CNN รายงานว่า กองกำลังตอลิบานจัดพิธีสวนสนามเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (14 พ.ย.) โดยนำรถยนต์หุ้มเกราะของสหรัฐและเฮลิคอปเตอร์ของรัสเซียที่ยึดมาจากรัฐบาลอัฟกันออกมาโชว์ เพื่อแสดงให้เห็นว่ากลุ่มตอลิบานอยู่ระหว่างเปลี่ยนผ่านจากกองกำลังก่อความไม่สงบไปสู่กองทัพปกติ

เอนายาตุลเลาะห์ ควาราซามี โฆษกกระทรวงกลาโหมเผยว่า มีทหารที่เพิ่งจบหลักสูตรการฝึก 250 คนเข้าร่วมด้วย และยังมีรถหุ้มเกราะ M117 ของสหรัฐหลายสิบคันขับไปมาบนถนนเส้นหลักของกรุงคาบูลโดยมีเฮลิคอปเตอร์ MI-17 ของรัสเซียอีกหลายลำบินลาดตระเวนอยู่ด้านบน รวมถึงทหารอีกจำนวนมากที่ถือปืนไรเฟิล M4 ของสหรัฐ

อาวุธยุทโธปกรณ์ส่วนใหญ่ที่กองกำลังตอลิบานใช้อยู่ในขณะนี้เป็นสิ่งของที่รัฐบาลสหรัฐจัดหาให้กับรัฐบาลอัฟกันที่สหรัฐหนุนหลัง โดยหวังว่าจะช่วยสร้างกองกำลังแห่งชาติของอัฟกันที่สู้รบตบมือกับกลุ่มตอลิบานได้ แต่กองกำลังนี้ก็ล่มสลายไปหลังจากประธานาธิบดี อัชราฟ กาห์นี ของอัฟกานิสถานหนีออกจากประเทศ

CNN รายยงานอีกว่า เจ้าหน้าที่ของตอลิบานเผยว่า นักบิน ช่างเครื่อง และผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ จากอดีตกองทัพอัฟกันจะถูกย้ายไปอยู่ในกองกำลังใหม่ ซึ่งเริ่มเปลี่ยนมาสวมเครื่องแบบทหารตามปกติแทนที่เครื่องแบบดั้งเดิมของอัฟกานิสถานที่เคยใส่กันก่อนหน้านี้

รายงานของหน่วยงานตรวจสอบพิเศษเพื่อการฟื้นฟูอัฟกานิสถาน (SIGAR) เมื่อปีที่แล้วระบุว่า รัฐบาลสหรัฐส่งมอบอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งยานพาหนะ กล้องมองกลางคืน เครื่องบิน และระบบตรวจการณ์มูลค่ารวมกันกว่า 28,000 ล้านเหรียญสหรัฐตั้งแต่ปี 2002-2017

ก่อนที่กองทัพสหรัฐจะถอนกำลังออกจากอัฟกานิสถาน ได้ทำลายเครื่องบินกว่า 70 ลำ รถหุ้มเกราะหลายสิบคัน รวมทั้งทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศก่อนจะบินออกจากสนามบินฮามิดคาไซในกรุงคาบูลท่ามกลางปฏิบัติการอพยพที่โกลาหล

REUTERS/Ali Khara