วาทะ ‘ไบเดน-สี’ ในการหารือครั้งแรก มุ่งฟื้นสัมพันธ์ระหว่างประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668333

วันที่ 16 พ.ย. 2564 เวลา 11:00 น.วาทะ 'ไบเดน-สี' ในการหารือครั้งแรก มุ่งฟื้นสัมพันธ์ระหว่างประเทศการหารือครั้งแรกระหว่างสองผู้นำเป็นไปในทิศทางที่ดี หนุนเงินหยวนพุ่งสูงสุดในรอบ 5 เดือน

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าการประชุมสุดยอดครั้งแรกระหว่างประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน เปิดฉากขึ้นแล้วในรูปแบบเสมือนจริง โดยทั้งสองมีเป้าหมายร่วมกันในการรักษาเสถียรภาพและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การประชุมในรูปแบบเสมือนจริงเริ่มขึ้นในวันที่ 15 พ.ย. เวลาประมาณ 20.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ “ผมตั้งตารอการอภิปรายอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา” ไบเดนกล่าว พร้อมเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบในฐานะผู้นำของจีนและสหรัฐอเมริกาคือต้องแน่ใจว่าการแข่งขันระหว่างสองประเทศจะไม่นำไปสู่ความขัดแย้งไม่ว่าโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม

ขณะที่สี จิ้นผิงกล่าวว่าสหรัฐและจีนควรดำเนินกิจการภายในของประเทศตนให้ดี แต่ในขณะเดียวกันต้องมีความรับผิดชอบระหว่างประเทศด้วย และต้องร่วมมือกันเพื่อสันติภาพและการพัฒนาโลก ตลอดจนเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสื่อสารระหว่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดในประเด็นละเอียดอ่อน

“จีนและสหรัฐควรเคารพซึ่งกันและกัน อยู่ร่วมกันอย่างสันติ และร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ตลอดจนเพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้ไปในทิศทางที่ดี…นี่คือความต้องการของทั้งชาวจีนและชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นภารกิจที่ผู้นำทั้งสองประเทศต้องร่วมมือกัน” สีกล่าว

อย่างไรก็ตามไบเดนได้แสดงความกังวลต่อนโยบายของจีนในเขตปกครองตนเองซินเจียง ทิเบต ฮ่องกง โดยเฉพาะประเด็นสิทธิมนุษยชน พร้อมยืนยันว่าสหรัฐเคารพนโยบายจีนเดียว แต่ไม่เห็นด้วยที่จีนพยายามอยู่ฝ่ายเดียวในการเปลี่ยนแปลงสถานะไต้หวัน

ขณะที่สียืนกรานว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนและพร้อมที่จะตอบโต้หากมีการล้ำเส้นหรือสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนของไต้หวัน

นอกจากนี้ทั้งสองยังได้หารือเกี่ยวกับความร่วมมือในการตอบสนองต่อปัญหาระดับโลก รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการแพร่ระบาดของโควิด-19

ท่ามกลางการจับตามองว่าการประชุมครั้งนี้จะช่วยคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีนในประเด็นต่างๆ รวมถึงการค้า ภาษี และสิทธิมนุษยชน ได้หรือไม่

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าค่าเงินหยวนของจีนพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือนอยู่ที่ 6.3666 หยวนต่อดอลลาร์ เนื่องจากบรรดานักลงทุนเล็งเห็นถึงการพัฒนาในเชิงบวกในการเจรจาระหว่างผู้นำสหรัฐและจีน

Photo by MANDEL NGAN / AFP

วินาที ‘แท็กซี่ฮีโร่’ กับเหตุระเบิดฆ่าตัวตายในลิเวอร์พูล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668309

วันที่ 15 พ.ย. 2564 เวลา 21:11 น.วินาที 'แท็กซี่ฮีโร่' กับเหตุระเบิดฆ่าตัวตายในลิเวอร์พูลเปิดเหตุการณ์แท็กซี่ฮีโร่ เมื่อมือระเบิดฆ่าตัวตายแฝงตัวขึ้นแท็กซี่

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานหลังเกิดเหตุการณ์ระทึกในเมืองลิเวอร์พูล สหราชอาณาจักร เมื่อรถแท็กซี่เกิดระเบิดหน้าโรงพยาบาลสตรีลิเวอร์พูล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าเป็นระเบิดฆ่าตัวตาย

โดยเดวิด เพอร์รีย์ คนขับแท็กซี่รายหนึ่งรับผู้โดยสารชายขึ้นรถ ก่อนที่จะสังเกตท่าทีมีพิรุธของชายคนดังกล่าว จึงรีบหนีออกมาด้านนอกรถพร้อมล็อกรถขังชายคนดังกล่าวไว้ด้านใน เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อประชาชนภายนอก

ก่อนที่จะเกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงบนรถแท็กซี่ ส่งผลให้ผู้โดยสารคนดังกล่าวเสียชีวิต ขณะที่เพอร์รีย์รอดมาได้อย่างหวุดหวิด และได้รับการยกย่องว่าเป็นฮีโร่

สื่ออังกฤษอ้างคำพูดของแหล่งข่าวระบุว่าในตอนแรกผู้โดยสารรายนี้ต้องการไปร่วมพิธีวันรำลึกประจำปีที่โบสถ์แองกลิกัน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง แต่ด้วยการจราจรที่ติดขัดทำให้เปลี่ยนเส้นทางไปที่โรงพยาบาลแทน ที่ซึ่งเกิดเหตุระเบิดดังกล่าวขึ้น

ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 3 รายเป็นชายวัย 21, 26 และ 29 ปี ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวน โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าขณะนี้กำลังเร่งหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุระเบิด พร้อมขอให้ประชาชนทุกคนอยู่ในความสงบ

ด้านโจแอน แอนเดอร์สัน นายกเทศมนตรีเมืองลิเวอร์พูลได้ออกมากล่าวชื่นชมในความกล้าหาญของเพอร์รีย์ที่สามารถยับยั้งเหตุการณ์ที่อาจกลายเป็นหายนะร้ายแรงกว่านี้ได้

Photo CCTV/via REUTERS

เฉียด 2 แสนบาท! แฮมเบอร์เกอร์ที่แพงที่สุดจากเนเธอร์แลนด์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668293

วันที่ 15 พ.ย. 2564 เวลา 19:00 น.เฉียด 2 แสนบาท! แฮมเบอร์เกอร์ที่แพงที่สุดจากเนเธอร์แลนด์เพราะการทำลายสถิติโลกเป็นความฝันวัยเด็กของเขา เจ้าของร้าน de Daltons ผู้ผลิตแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นละ 5,000 ยูโร

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ร้านอาหารหลายแห่งต่างดิ้นรนเพื่อพยุงธุรกิจให้สามารถอยู่รอดได้ แต่ไม่ใช่สำหรับร้าน de Daltons ในเนเธอร์แลนด์ที่ต้องการขายอาหารราคาแพงเพื่อทำลายสถิติโลก

นี่คือ “The Golden Boy” แฮมเบอร์เกอร์จากร้าน de Daltons ซึ่งมีราคาสูงถึงชิ้นละ 5,000 ยูโร (ประมาณ 187,260 บาท) ซึ่งเจ้าของร้าน Robbert Jan de Veen หรือที่ถูกเรียกว่า “ราชาแห่งแฮมเบอร์เกอร์” เผยว่าเขามุ่งมั่นที่จะสร้างสถิติโลกใหม่ เพราะการทำลายสถิติโลกเป็นความฝันวัยเด็กของเขา และมันน่าอัศจรรย์มาก

ขณะนี้สถิติโลกสำหรับแฮมเบอร์เกอร์ที่แพงที่สุดที่ถูกบันทึกไว้ใน Guinness World Records คือแฮมเบอร์เกอร์หนัก 352.44 กิโลกรัมจาก Juicys Outlaw Grill รัฐออริกอน สหรัฐอเมริกา ราคาอยู่ที่ 4,200 ยูโร (ประมาณ 157,000 บาท) ซึ่งถูกบันทึกไว้เมื่อปี 2011

แม้ว่าแฮมเบอร์เกอร์จาก de Daltons ไม่ได้มีขนาดใหญ่เหมือนกับ Juicys Outlaw Grill แต่ด้วยส่วนผสมสุดพิเศษไม่ว่าจะเป็นขนมปังเบอร์เกอร์เคลือบด้วยทองคำ, เนื้อวากิวเกรดพรีเมียม A5, ปูจักรพรรดิ (คิงแครบ), เห็ดทรัฟเฟิลขาว, เบลูกาคาเวียร์, มายองเนสไข่เป็ด และแชมเปญดงเปรีญง (Dom Pérignon) ทำให้แฮมเบอร์เกอร์ชิ้นนี้มีราคาเฉียดสองแสนบาท

ทั้งนี้ Robbert Jan de Veen เผยว่าเขารู้สึกแย่มากเมื่อเห็นว่าอุตสาหกรรมร้านอาหารได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงตัดสินใจทำแฮมเบอร์เกอร์ที่แพงที่สุดในโลก และจะนำรายได้ทั้งหมดไปบริจาคเพื่อการกุศล

จนถึงขณะนี้มีเพียง Rober Willemse ประธานสมาคมอาหารและเครื่องดื่มแห่งเนเธอร์แลนด์คนเดียวที่ได้ลองรับประทานแฮมเบอร์เกอร์แสนแพงชิ้นนี้

“หากคุณอยากลองชิมแฮมเบอร์เกอร์ 5,000 ยูโร ผมพร้อมที่จะจัดเตรียมมันสำหรับลูกค้ารายที่สองแล้ว” Robbert Jan de Veen กล่าว

ที่มา: Euro NewsThe National News

ภาพ: kingofhamburgers/Instagram

‘ตลาดหุ้นปักกิ่ง’ เปิดเทรดวันแรกคึกคัก นักลงทุนทะลุ 4 ล้านราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668275

วันที่ 15 พ.ย. 2564 เวลา 17:00 น.'ตลาดหุ้นปักกิ่ง' เปิดเทรดวันแรกคึกคัก นักลงทุนทะลุ 4 ล้านรายจับตาจีนเปิด ‘ตลาดหุ้นแห่งใหม่’ ในปักกิ่ง มุ่งส่งเสริมธุรกิจ SMEs ลดพึ่งพาต่างชาติ

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่าตลาดหลักทรัพย์ปักกิ่ง (Beijing Stock Exchange) ซึ่งเริ่มทำการซื้อขายในวันนี้ (15 พ.ย.) เป็นวันแรก นับเป็นก้าวสำคัญของจีนในการปรับปรุงตลาดทุนของประเทศ เนื่องจากตลาดหุ้นแห่งใหม่นี้จะให้บริการแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจำนวนมหาศาล

แถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ (12 พ.ย.) ระบุว่าตลาดหลักทรัพย์ปักกิ่งเตรียมพร้อมเปิดให้บริการ โดยคาดว่าจะมีบริษัทกลุ่มแรกจำนวน 81 แห่งที่เริ่มการซื้อขายหุ้นแต่วันนี้เป็นต้นไป

ตลาดหลักทรัพย์ปักกิ่งเปิดตัวขึ้นหลังจากที่จีนประกาศแผนการจัดตั้งตลาดหุ้นแห่งใหม่เมื่อสองเดือนก่อน ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีภายหลังการประกาศ เนื่องจากมุ่งแก้ปัญหาทางการเงินอันซับซ้อนที่มีมายาวนานของบรรดาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

ตลาดหลักทรัพย์แห่งใหม่นี้เป็นการปฏิรูปตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศจีน (NEEQ) หรือ ที่รู้จักกันในชื่อตลาดหุ้นแห่งที่ 3 (New Third Board) และจะมีบทบาทที่แตกต่างออกไปจากตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น รวมถึงจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างตลาดหลักทรัพย์สองแห่งนี้ด้วย

การประกาศจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ปักกิ่ง ได้กระตุ้นความสนใจและความกระตือรือร้นของตลาดในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา บรรดานักลงทุนและบริษัทต่างๆ ต่างจับตาดูความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดและแข่งขันกันเพื่อให้ได้มาซึ่งคุณสมบัติในการซื้อขายหุ้น

เมื่อวันศุกร์ (12 พ.ย.) ตลาดหลักทรัพย์ปักกิ่งระบุว่า มีนักลงทุนรายใหม่กว่า 2.1 ล้านคนยื่นสมัครเป็นนักลงทุนที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัตร (Qualified Investor) พร้อมเสริมว่าจำนวนนักลงทุนที่เข้าเงื่อนไขจะทะลุ 4 ล้านคนหลังตลาดเริ่มการซื้อขาย นอกจากนี้ยังเผยว่า มีบริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับอนุมัติให้เป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์แห่งนี้แล้ว 112 แห่ง

ในวันเดียวกัน ยังมีการเปิดเผยถึงระเบียบปฏิบัติจำนวน 6 ฉบับ ร่วมกับแนวปฏิบัติอื่นๆ อีก 45 ข้อที่เคยออกในก่อนหน้านี้ ซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นระบบการกำกับดูแลตนเองของตลาดหลักทรัพย์ปักกิ่ง ที่มีการกำหนดกฎระเบียบต่างๆ ด้านการออกและเสนอขายหลักทรัพย์ รวมไปถึงการจัดหาเงินทุน การกำกับดูแล และการซื้อขาย และอื่นๆ

หลี่ตงซวี่ กรรมการผู้จัดการบริษัทสินเชื่อเพื่อธุรกิจหลักทรัพย์จีน (China Securities) กล่าวว่าบริษัทกลุ่มแรกเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ปักกิ่ง ในการเป็นตลาดซื้อขายแห่งหลักสำหรับธุรกิจเชิงนวัตกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม และบริษัทกลุ่มแรกนี้ล้วนเป็นบริษัทชั้นนำในแต่ละภาคส่วน ที่มีทั้งผลประกอบการที่ดีและศักยภาพการเติบโตสูง

เขากล่าวว่า บริษัทเหล่านี้ครอบคลุมอุตสาหกรรมหลัก 25 ประเภทในหลากหลายภาคส่วน เช่น การผลิตระดับสูง บริการเทคโนโลยีระดับสูง และอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ที่เพิ่งเกิดใหม่ โดยยอดใช้จ่ายเฉลี่ยในด้านการวิจัยและพัฒนาของบริษัทเหล่านี้อยู่ที่มากกว่า 25.36 ล้านหยวน (ราว 130 ล้านบาท)

ขณะที่มีบริษัทจำนวนมากเข้าคิวรอเสนอซื้อขายหุ้นแก่สาธารณชน ตลาดหลักทรัพย์ปักกิ่งก็จะปรับปรุงการกำกับดูแลการดำเนินงานและคุณภาพของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาด รวมถึงออกมาตรการเพื่อเสริมสร้างการตรวจสอบก่อนการจดทะเบียน แจกแจงภาระความรับผิดชอบของสถาบันตัวกลางและบริษัทที่จดทะเบียน รวมไปถึงสร้างช่องทางที่ราบรื่นสำหรับการเพิกถอนบริษัทจดทะเบียนจากตลาดหลักทรัพย์

ผู้สังเกตการณ์หลายรายกล่าวว่า การเปิดซื้อขายในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของตลาดหลักทรัพย์ปักกิ่ง พร้อมสนับสนุนให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องพยายามปรับตัวให้ทันและเปิดกว้างมากขึ้น รวมถึงทำงานร่วมกันเพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมตลาดที่ดี เพื่อเอื้อให้ตลาดหุ้นใหม่นี้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

Photo by WANG Zhao / AFP

‘เผิง ฉ่วย’ ซุปตาร์เทนนิสจีนหายปริศนา หลังแฉอดีตรองนายกฯ ล่วงละเมิดทางเพศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668262

วันที่ 15 พ.ย. 2564 เวลา 15:10 น.'เผิง ฉ่วย' ซุปตาร์เทนนิสจีนหายปริศนา หลังแฉอดีตรองนายกฯ ล่วงละเมิดทางเพศWTA เรียกร้องจีนสอบสวนกรณี ‘เผิง ฉ่วย’ นักเทนนิสจีนแฉอดีตรองนายกฯ ล่วงละเมิดทางเพศ

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เผิง ฉ่วย (Peng Shuai) นักเทนนิสชื่อดังชาวจีน อดีตมือ 1 ของโลก เจ้าของแชมป์แกรนด์สแลม ขาดการติดต่อไปเป็นเวลา 10 วันแล้ว หลังจากที่เธอออกมาแฉว่าถูกอดีตรองนายกรัฐมนตรีจีนล่วงละเมิดทางเพศและบังคับให้มีเพศสัมพันธ์แบบลับๆ มานับสิบปี

ล่าสุด สตีฟ ไซมอน ประธานสมาคมนักเทนนิสอาชีพหญิง (WTA) เรียกร้องให้รัฐบาลจีนสอบสวนอดีตรองนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ เผิง ฉ่วย เป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่ง ในฐานะองค์กรสำหรับสตรีเรายังคงยึดมั่นในหลักการความเสมอภาค โอกาส และความเคารพต่อสตรี เผิง ฉ่วยและผู้หญิงทุกคนควรได้รับการรับฟัง และไม่ถูกเซ็นเซอร์ ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นกับเธอต้องได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง”

“เราหวังว่าปัญหานี้จะได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ซึ่งหมายความว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวต้องได้รับการตรวจสอบว่าเต็มที่ เป็นธรรม และโปร่งใส โดยไม่มีการเซ็นเซอร์ เรายึดมั่นในสวัสดิภาพและความปลอดภัยของผู้เล่น และเรากำลังออกมาพูดเพื่อให้เกิดความยุติธรรม” ไซมอนกล่าว

ขณะที่โลกออนไลน์ร่วมกันติดแฮชแท็ก #WhereIsPengShuai เพื่อตามหาเผิง ฉ่วย และเรียกร้องความยุติธรรมให้กับเธอ รวมถึงคริส เอเวิร์ต นักเทนนิสหญิงชาวอเมริกัน อดีตมือวางอันดับ 1 ของโลก เจ้าของแชมป์แกรนด์สแลมหญิงเดี่ยว 18 สมัย

“ฉันรู้จักเผิงตั้งแต่เธออายุ 14 ปี ทุกคนควรกังวลกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง ซีเรียสนะ เธออยู่ไหน ปลอดภัยหรือเปล่า เราต้องการเบาะแสของเธอ” เอเวิร์ตกล่าว

นอกจากนี้ยังมีอลิเซ คอร์เน็ต, นิโคลัส มาฮุต นักเทนนิสอาชีพชาวฝรั่งเศส และเลียม โบรดี นักเทนนิสอาชีพจากสหราชอาณาจักรที่ออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นดังกล่าวและร่วมติดแฮชแท็ก #WhereIsPengShuai ด้วย

ทั้งนี้ เผิง ฉ่วย วัย 35 ปีออกมาเปิดใจผ่านทาง Weibo โซเชียลมีเดียของจีนเมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยระบุว่า จาง เกาลี่ อดีตรองนายกรัฐมนตรีจีนวัย 75 ปี ล่วงละเมิดทางเพศและบังคับให้เธอมีเพศสัมพันธ์ด้วยมาหลายปี ก่อนที่โพสต์จะถูกลบออกไปในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง แม้จะไม่มีหลักฐานแต่โพสต์ดังกล่าวส่งผลให้จาง เกาลี่ถูกโจมตีอย่างหนัก ขณะที่เผิง ฉ่วย หายตัวไปและไม่มีใครสามารถติดต่อได้

Photo by Greg WOOD / AFP

จับตา ‘ไบเดน-สี จิ้นผิง’ หารือครั้งแรก เล็งถกประเด็นไต้หวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668243

วันที่ 15 พ.ย. 2564 เวลา 13:00 น.จับตา 'ไบเดน-สี จิ้นผิง' หารือครั้งแรก เล็งถกประเด็นไต้หวันจับตาประชุมครั้งแรกของผู้นำสหรัฐ-จีน ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างประเทศ

วันนี้ (15 พ.ย.) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนมีกำหนดประชุมสุดยอดร่วมกันผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเป็นการหารือร่วมกันเป็นครั้งแรกระหว่าง 2 ผู้นำ ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างประเทศที่ทวีคูณมากยิ่งขึ้น

รายงานระบุว่าสี จิ้นผิง คาดว่าจะใช้โอกาสนี้เพื่อหารือกับไบเดนในประเด็นไต้หวันด้วย หลังจากที่สหรัฐยกระดับความสัมพันธ์กับไต้หวันและยังแสดงจุดยืนที่จะปกป้องไต้หวันด้วย ขณะนี้จีนเน้นย้ำถึงนโยบายจีนเดียว

นอกจากนี้ยังมีหลายประเด็นที่คาดว่าทั้งสองประเทศต้องหารือร่วมกัน ซึ่งรวมถึงการค้า เทคโนโลยี สิทธิมนุษยชนในเขตปกครองตนเองซินเจียง การสอบสวนต้นตอของโควิด-19 และการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของจีนด้วย

โดยก่อนหน้านี้หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนเตือนสหรัฐเกี่ยวกับการส่งสัญญาณใดๆ ที่เป็นการสนับสนุนเอกราชของไต้หวัน ในระหว่างการพูดคุยกับแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ขณะที่บลิงเคนเองก็ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของกองทัพจีน แรงกดดันทั้งด้านเศรษฐกิจและการทูต ตลอดจนสิทธิมนุษยชนในซินเจียง ทิเบต และฮ่องกง

ด้านรัฐบาลสหรัฐกล่าวถึงการหารือครั้งนี้ว่าการแลกเปลี่ยนมุมมองของทั้งสองประเทศเป็นหนทางที่ดีในการป้องกันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ให้เลวร้ายลงไปกว่านี้

การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ทั้งสองประเทศยกระดับความร่วมมือในประเด็นสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหลังการประชุม COP26

ทั้งนี้ ผู้นำจีนและสหรัฐเคยสนทนาทางโทรศัพท์ร่วมกันมาแล้ว 2 ครั้ง โดยในครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อเดือนก.พ. ทั้งคู่พูดคุยกันในประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงประเด็นการดำเนินการทางเศรษฐกิจของจีนที่ไบเดนระบุว่าเป็นในลักษณะบีบบังคับและไม่เป็นธรรม รวมถึงเตือนสีจิ้นผิงเกี่ยวกับความกังวลของชาวอเมริกันเกี่ยวกับนโยบายที่แข็งกร้าวของจีนในต่างประเทศ การละเมิดสิทธิมนุษยชนในเขตปกครองตนเองซินเจียงและฮ่องกง ตลอดจนท่าทีคุกคามของจีนที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาครวมถึงไต้หวัน

ขณะที่สีจิ้นผิงเน้นย้ำต่อไบเดนโดยคาดหวังว่าสหรัฐจะดำเนินการในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับไต้หวัน ฮ่องกง และซินเจียงตลอดจนอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของจีนด้วยความระมัดระวัง

ส่วนครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในเดือนก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งไบเดนเสนอที่จะจัดประชุมชุดยอดแบบตัวต่อตัวระหว่างผู้นำทั้งสอง

Photo by MANDEL NGAN and Anthony WALLACE / AFP

บริษัท CanSino โชว์วิธีใช้วัคซีนโควิด ‘แบบสูดดม’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668230

วันที่ 15 พ.ย. 2564 เวลา 12:00 น.บริษัท CanSino โชว์วิธีใช้วัคซีนโควิด 'แบบสูดดม'สาธิตวิธีการใช้งานวัคซีนโควิด-19 ชนิดสูดดมจาก CanSino ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที

สำนักข่าวซินหัวชวนชมการสาธิตวิธีใช้งานวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) แบบสูดดมของบริษัทแคนซิโน ไบโอโลจิกส์ (CanSino Biologics) บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพแห่งหนึ่ง ซึ่งเข้าร่วมงานมหกรรมอุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพนานาชาติไห่หนาน ในมณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) ทางตอนใต้ของจีน

หยางเจิ้นตง พนักงานของแคนซิโน ไบโอโลจิกส์ อธิบายว่าแก้วพลาสติกมีไว้สูดละอองลอยของตัวยา ซึ่งออกมาจากเครื่องพ่นหลังกดปุ่มและรอราว 10 วินาที จากนั้นเราหายใจลึกๆ สูดละอองลอยเข้าไป กลั้นหายใจ 5 วินาที แค่นี้ก็เสร็จแล้ว

https://videopress.com/embed/AgYbm9ya

ทั้งนี้ แคนซิโน ไบโอโลจิกส์ บริษัทผู้ผลิตวัคซีนสัญชาติจีน เปิดเผยว่ามีการยื่นขออนุมัติการใช้งานกรณีฉุกเฉินกับหน่วยงานทางการที่เกี่ยวข้อง สำหรับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 แบบสูดดมนี้แล้ว

วัคซีนดังกล่าวเรียกว่า “Ad5-nCoV” เป็นวัคซีนที่อะดีโนไวรัส (Adenovirus) สูตรเดียวกับวัคซีนชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อโดสเดียวของบริษัท CanSino ซึ่งได้มีการใช้งานไปแล้วก่อนหน้านี้

ซึ่งสามารถกระตุ้นการตอบสนองของภูมิคุ้มกันในเยื่อหุ้มเซลล์ของระบบทางเดินหายใจ โดยไม่เจ็บเหมือนกับการฉีดวัคซีนเข้ากลามเนื้อซึ่งจะง่ายต่อการใช้งานในกลุ่มเด็กเล็กและผู้ที่มีร่างกายไม่แข็งแรง

นอกจากจีนแล้วก่อนหน้านี้อินเดียก็ได้เผยถึงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ชนิดสูดดมหรือฉีดพ่นทางจมูกเช่นกัน โดยใช้ชื่อว่า BBV154 เช่นเดียวกับผู้ผลิควัคซีน Sputnik V ของรัสเซียซึ่งได้ทดลองวัคซีนชนิดนี้ในกลุ่มเด็ก รวมถึงเดนมาร์กก็ได้อนุมัติการทดลองรักษาโควิด-19 แบบสูดดมเช่นเดียวกัน

ออสเตรียเริ่มแล้ว! ใครไม่ฉีดวัคซีนห้ามออกจากบ้าน ฝ่าฝืนปรับกว่าครึ่งแสน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668222

วันที่ 15 พ.ย. 2564 เวลา 10:45 น.ออสเตรียเริ่มแล้ว! ใครไม่ฉีดวัคซีนห้ามออกจากบ้าน ฝ่าฝืนปรับกว่าครึ่งแสนออสเตรียเริ่มล็อกดาวน์ 2 ล้านคนที่ไม่ฉีดวัคซีนเป็นชาติแรกของยุโรป หลังเคสโควิดพุ่งทุบสถิติ

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานถ้อยแถลของนายกรัฐมนตรีอเล็กซานเดอร์ ชาลเลนเบิร์ก ของออสเตรียซึ่งระบุว่านับตั้งแต่วันนี้ (15 พ.ย.) เป็นต้นไป ออสเตรียจะเป็นชาติแรกของยุโรปที่ใช้มาตรการล็อกดาวน์สำหรับประชาชนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนโควิด-19 หรือยังได้รับไม่ครบโดส ซึ่งคาดว่าจะส่งผลต่อประชาชนราว 2 ล้านคนในประเทศ

ทั้งนี้ ประมาณร้อยละ 65 ของประชากรทั้งหมดเกือบ 9 ล้านคนในออสเตรียได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในสหภาพยุโรปซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 67 ขณะที่อัตราผู้ติดเชื้อในออสเตรียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทะลุหลักหมื่นคนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นสถิติที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในออสเตรีย

ภายใต้มาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้ชาวออสเตรียที่มีอายุมากกว่า 12 ปีที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบโดส หรือไม่มีหลักฐานว่าเพิ่งหายจากโควิด-19 ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากบ้าน เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็น อาทิ ซื้อของใช้ที่จำเป็น หรือเข้ารับการรักษาพยาบาล

โดยเจ้าหน้าที่จะสุ่มตรวจหลักฐานการฉีดวัคซีนของประชาชนตามสถานที่สาธารณะ ซึ่งหากผู้ใดฝ่าฝืนมาตรการล่าสุดนี้อาจมีโทษปรับถึง 1,450 ยูโร (ประมาณ 54,000 บาท) เบื้องต้นมาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้เป็นเวลาอย่างน้อย 10 วัน

อย่างไรก็ตาม ชาวออสเตรียส่วนหนึ่งออกมาประท้วงเนื่องจากไม่เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว

ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในยุโรปต่างจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเนื่องจากกังวลว่าจะเกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่ในช่วงฤดูหนาว และหลายประเทศก็เผชิญกับการแพร่ระบาดระลอกใหม่อีกครั้ง

Photo by ALEX HALADA / AFP

ออสซี่ลั่นจะร่วมมือสหรัฐช่วยปกป้องไต้หวัน เตือนจีนอย่ากดดัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668179

วันที่ 14 พ.ย. 2564 เวลา 15:03 น.ออสซี่ลั่นจะร่วมมือสหรัฐช่วยปกป้องไต้หวัน เตือนจีนอย่ากดดัน สหรัฐฯ ได้เตือนจีนเกี่ยวกับแรงกดดันต่อไต้หวัน ขณะที่สองมหาอำนาจรอร่วมการประชุมสุดยอด

แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระบุว่า แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้พูดคุยกับหวางอี้รัฐมนตรีต่างประเทศจีน และแสดงความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันทางการทหาร การทูต และเศรษฐกิจของจีนที่มีต่อไต้หวันอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน เตรียมจัดการประชุมสุดยอดเสมือนจริงในคืนวันจันทร์ตามเวลาวอชิงตัน โดยบลิงเคนและหวางพูดคุยเมื่อวันศุกร์เพื่อหารือเกี่ยวกับการเตรียมการสำหรับการประชุมสุดยอด

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐรายงานว่า “ได้กระตุ้นให้รัฐบาลจีนมีส่วนร่วมในการเจรจาที่มีความหมายเพื่อแก้ไขปัญหาข้ามช่องแคบอย่างสันติและในลักษณะที่สอดคล้องกับความปรารถนาและผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนในไต้หวัน”

ขณะที่หวางเตือนถึงอันตรายของการกระทำของสหรัฐที่อาจดูเหมือนสนับสนุน “เอกราชของไต้หวัน”

“การรู้เห็นและสนับสนุนกองกำลัง ‘เอกราชของไต้หวัน’ ทำลายความสงบสุขทั่วช่องแคบไต้หวัน และจะมีแต่ผลสะเท้อนกลับในท้ายที่สุด” หวางบอกกับบลิงเคิน

ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานคำกล่าวของ ปีเตอร์ ดัตตัน รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของออสเตรเลียกล่าวเมื่อวันเสาร์ ที่บอกว่า เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่ออสเตรเลียจะไม่เข้าร่วมกับสหรัฐฯ หากรัฐบาลสหรัฐดำเนินการเพื่อปกป้องไต้หวัน

เมื่อวันพุธ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แอนโธนี่ บลิงเคน กล่าวว่าสหรัฐและพันธมิตรจะใช้ “การดำเนินการ” ที่ไม่ระบุรายละเอียด ถ้าจีนกำลังใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่เหนือไต้หวัน

“คงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่สนับสนุนสหรัฐในการดำเนินการ หากสหรัฐเลือกที่จะดำเนินการดังกล่าว” ดัตตัน บอกกับหนังสือพิมพ์ The Australian ในการให้สัมภาษณ์

“และอีกครั้ง ผมคิดว่าเราควรจะตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์เกี่ยวกับเรื่องนั้น ดูข้อเท็จจริงและสถานการณ์ทั้งหมดโดยไม่ต้องตกลงล่วงหน้า และอาจมีบางสถานการณ์ที่เราจะไม่ใช้ตัวเลือกนั้น (แต่) ผมคิดว่าสถานการณ์เหล่านั้นเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ”

กองทัพจีนแถลงเมื่อวันอังคารว่า ได้ดำเนินการลาดตระเวนเตรียมพร้อมรบ ในทิศทางของช่องแคบไต้หวัน หลังจากที่กระทรวงกลาโหมได้ประณามการเยือนไต้หวันของคณะผู้แทนรัฐสภาสหรัฐ

“จีนมีความชัดเจนมากเกี่ยวกับความตั้งใจของพวกเขาที่จะบุกไต้หวัน และเราจำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีความพร้อมในระดับสูง มีความรู้สึกว่าสามารถยับยั้งได้มากขึ้น และนั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าเราทำให้ประเทศของเราอยู่ในจุดยืนของความแข็งแกร่ง” ดัตตันกล่าวกับหนังสือพิมพ์

ถึงแม้จีนไม่ได้ตัดขาดการใช้กำลังเพื่อนำไต้หวันมาอยู่ภายใต้การควบคุมของตน แต่แสดงท่าทีว่าไม่มีแนวโน้มที่จะเกิดสงครามขึ้น

Photo by Sam Yeh / AFP

จีนเผยโควิด-19 ระลอกล่าสุด ระบาดทั่ว 21 มณฑลแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668169

วันที่ 14 พ.ย. 2564 เวลา 13:25 น.จีนเผยโควิด-19 ระลอกล่าสุด ระบาดทั่ว 21 มณฑลแล้วเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของจีนเผยว่าการกลับมาระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ในประเทศระลอกล่าสุดกระจายทั่ว 21 ภูมิภาคระดับมณฑลแล้วเมื่อนับถึงวันเสาร์ (13 พ.ย.) โดยมีรายงานพบผู้ป่วยติดเชื้อในท้องถิ่นหรือผู้ป่วยไม่แสดงอาการเพิ่มเติมในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

เมื่อวันเสาร์ (13 พ.ย.) หมี่เฟิง โฆษกคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน (NHC) แถลงข่าวว่าจีนกำลังเผชิญความท้าทายมากขึ้นในการป้องกันผู้ป่วยโรคโควิด-19 จากต่างประเทศ ท่ามกลางจำนวนผู้ป่วยทั่วโลกที่เพิ่มสูงกว่า 250 ล้านรายในปัจจุบัน อีกทั้งยังเผชิญความเสี่ยงของโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจต่างๆ ที่มีปัจจัยมาจากอากาศเย็น ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายใต้สภาวะดังกล่าว

ด้านอู๋เหลียงโหย่ว เจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการฯ ระบุว่าขณะนี้สถานการณ์การระบาดในประเทศยังคงทรงตัวในภาพรวมแม้เผชิญสถานการณ์ซับซ้อนจากการระบาดระลอกล่าสุด โดยภูมิภาคระดับมณฑลหลายแห่งที่เคยได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 สามารถยับยั้งและควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสฯ อย่างมีประสิทธิภาพ

อู๋กล่าวเสริมว่านครต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งมีรายงานการระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกล่าสุดเมื่อไม่นานนี้ สามารถควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสฯ ภายในเมืองได้แล้วเช่นกัน แม้จะยังคงจัดอยู่ในระยะวิกฤตก็ตาม

ทั้งนี้ จีนจะยึดมั่นเป้าหมายขจัดการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างทันท่วงที และป้องกันทั้งกรณีผู้ป่วยจากต่างประเทศและการกลับมาระบาดในประเทศ พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจโรคตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ตอบสนองอย่างรวดเร็ว กักกันโรคอย่างตรงจุด และรักษาผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว